เบื้องหน้า คือ อาคารสีขาวกลางสวนหลังโออ่าราวกับอยู่อิตาลี

เบื้องหลัง คือ แม่น้ำนครชัยศรียามเย็นที่แดดลามไล้กระทบผิวน้ำ ทอแสงสีทองระยับ

CASA PAPA.Home&Space บ้านตากอากาศริมน้ำของ หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ช่างภาพผู้ติดบ้าน

เรานัดพบ หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ที่ CASA PAPA.Home&Space สตูดิโอให้เช่าซึ่งร่วมทำกับหุ้นส่วนชีวิต กานดา สายทุ้ม และบ้านตากอากาศที่ในอนาคตมีแพลนย้ายมาอยู่ถาวร

CASA PAPA.Home&Space บ้านตากอากาศริมน้ำของ หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ช่างภาพผู้ติดบ้าน

ระยะเวลาเกือบชั่วโมง เราว่าไม่มากพอให้รู้สึกหน่ายการขับรถมาบ้านหลังนี้บ่อยๆ -แทบทุกวัน ยิ่งบรรยากาศดีเป็นใจเช่นนี้ 

ดับเครื่องจอดรถเพียงครู่เดียว เราเดินทะลุผ่านสวนสวย สระว่ายน้ำกลางแจ้ง เห็นต้นไม้ที่หรั่งเลือกมาลงเองกับมือ เข้าสู่ภายในบ้านแสนโปร่งโล่งรับแสงธรรมชาติทุกช่วงเวลา มีห้องที่จัดไว้สำหรับถ่ายภาพซึ่งกลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยในบางวัน ส่วนบริเวณชั้น 3 มีห้องทำงานของเขาและกานดา ชั้นถัดไปเป็นห้องนอนพักผ่อนที่เหมือนได้เข้าพักในโรงแรมหลายดาว

CASA PAPA.Home&Space บ้านตากอากาศริมน้ำของ หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ช่างภาพผู้ติดบ้าน

ทั้งหลัง หรั่งเลือกของมาตกแต่งภายในด้วยตัวเองทั้งหมด น้อยและมากเป็นมุมๆ อย่างลงตัว ที่เซอร์ไพรส์สุดๆ คือ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของที่เขามีอยู่แล้ว ขนมาจากบ้านเก่า หรือไม่ก็เป็นของมือสอง อย่างโซฟาที่เขานำไปตัดเย็บหุ้มผ้าใหม่จนสวยเก๋ เหมือนกับหลุดมาจากคู่สีในนิตยสาร Pop Art!

มากกว่าดีไซน์เฉียบคม จึงหรูหราที่สเปซและวิธีคิด

นี่มันบ้านในฝันชัดๆ

CASA PAPA.Home&Space บ้านตากอากาศริมน้ำของ หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ช่างภาพผู้ติดบ้าน

CASA PAPA

Casa ในภาษาอิตาลีแปลว่าบ้าน ส่วน Papa ก็คือพ่อ

ย้อนไปก่อนกลายเป็นคฤหาสน์หลังงาม ที่ดินผืนนี้เป็นของคุณพ่อกานดา เคยเป็นสวนมะม่วงและมะพร้าว มีอาคารเดิมซึ่งเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนานไปกับแม่น้ำนครชัยศรี มีศาลาริมน้ำ ซึ่งทิ้งร้างไว้ราว 30 ปี ตอนแรกที่ซื้อคุณพ่อหมายใจจะทำโรงแรม ก่อนทั้งคู่เสนอทำเป็นสตูดิโอให้เช่าถ่ายภาพ-จัดเลี้ยง และเมื่อท่านไฟเขียว พวกเขาจึงลงมือวาดแปลนในหัว

แววตาช่างภาพของหรั่ง บอกว่าต้องทำให้ที่นี่สว่าง โปร่ง โล่ง เน้นแสงธรรมชาติที่เข้ามาได้อย่างรอบด้าน หน้าที่ปั้นให้ออกมาเป็นภาพจริงก็ส่งต่อไปยังสถาปนิกอย่าง เอกภพ สุขสุดไพศาล

CASA PAPA.Home&Space บ้านตากอากาศริมน้ำของ หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ช่างภาพผู้ติดบ้าน

บ้านหลังคาจั่ว 4 ชั้น สีสะอาด รายล้อมด้วยฟาซาดทรงโค้งแทนผนังทึบซึ่งเรียงล้อเชื่อมจรดฝ้าเพดาน และเสาภายในอาคารให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน แบ่งแต่ละห้องด้วยการตกแต่ง หน้าต่าง Arch หลายรูปทรง พร้อมปูพื้นด้วยกระเบื้องหลากสไตล์ เพื่อให้อารมณ์ที่แตกต่าง กระเบื้องบางห้องเป็นสีนวลตา บางห้องเป็นลายไม้เและหินอ่อน ส่วนที่น่ารักอย่างคือ มีชื่อเรียกเพื่อรำลึกถึงคุณพ่อทุกห้อง เช่น Coconut, Red Rose ต้นไม้-ดอกไม้ที่ท่านชอบ Martini, Vanilla เครื่องดื่ม-ไอศกรีมรสโปรด

CASA PAPA.Home&Space บ้านตากอากาศริมน้ำของ หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ช่างภาพผู้ติดบ้าน

เดินสำรวจจากชั้นล่าง จะเห็นว่าเขากรุกระจกบานเฟี้ยมและเปิดออกจนสุดเพื่อให้ลมไหลผ่านโดยสะดวก เรื่องแสงต้องยอมรับว่าเด็ดขาด สวยขึ้นกล้องทุกมุม

CASA PAPA.Home&Space บ้านตากอากาศริมน้ำของ หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ช่างภาพผู้ติดบ้าน

ขึ้นมายังชั้น 2 – 3 เว้นทางเดินรอบระเบียง ค่อยกรุกระจกใสกั้นห้องติดผ้าม่านสีอ่อนพริ้วไสว เพื่อแบ่งตามการใช้สอย มีทั้งห้องทำงานของกานดา ห้องทำงานที่เต็มไปด้วยหนังสือของหรั่ง ห้องรับแขก แพนทรี่เล็กๆ พร้อมบันไดวนสู่ห้องนอนตากอากาศบนชั้น 4 ที่เบื้องหน้าเห็นวิวสองฝั่งสะพานรวมเมฆได้ทั้งยามเช้าจรดค่ำคืน

นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

ด้วยความเป็นบ้านริมน้ำ เขาเลยมีคายัคลำเล็กๆ จอดเทียบท่าไว้ใช้งาน หรือวันไหนแดดลมดี มีเพื่อนมาเยี่ยม ก็จะชวนให้เรียกเรือหางยาว พาล่องลำน้ำชิมวิถีชีวิตชุมชน

นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

บ้านคือตัวคน รสนิยม และงานศิลปะ

แรกเห็น คนอาจมองเห็นความหรูหราก่อนสิ่งอื่นใด ด้วยเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจ แต่สิ่งที่กานดาและหรั่งตั้งใจทำไว้ และคิดจะทำเพิ่มหลังย้ายมาอยู่อย่างถาวรคือ ให้ที่นี่ง่ายต่อการอยู่ และทุกอย่างจะล้วนมาจากชีวิตของทั้งสอง ความงามอื่นใดที่คนมอง จึงคล้ายเป็นรสนิยมซึ่งเขาว่ามาจากประสบการณ์อันเพิ่มขึ้นของวัยแต่ละคน

“มันกลั่นกรองมาจากตัวเอง เราไม่ได้มองบ้านแบบนี้สวย แล้วสร้างตามหรือแต่งตามอะไร ที่นี่เป็นธุรกิจบ้านกานดา คุณพ่อบอกให้เขาดูแล พอเรามาอยู่ปุ๊บ มันก็เป็นอีกสเต็ปหนึ่ง ตอนนี้อายุสี่สิบกว่าแล้ว ผ่านอะไรมาเยอะ แต่ยังยึดความเรียบง่าย การอยู่ดี สุดท้ายต่อให้มันดูอลังการ ดูดีๆ ก็ยังมีความอยู่ง่าย”

หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ที่ CASA PAPA.Home&Space

หรั่งเล่าว่าเขามีบ้านอยู่แล้ว 3 หลังที่แต่ละหลังเติบโตและปรับตัวไปพร้อมกัน จากทาวน์เฮาส์หลังแรกที่อยู่ตัวคนเดียวแบบดิบๆ ไม่แบ่งห้อง ไม่มีเตียงนอน บางวันก็ผูกเปลนอนบ้าง ไปซื้อเต็นท์มากางบ้าง หุงข้าวหน้าบ้านก็มี เมื่อทำงานมีเงินเก็บมากพอ หลังที่สองก็ตามมา หลังนี้เขาว่าแม่มักเดินทางมาเยี่ยม มาอยู่ด้วย เลยต้องแคร์ครอบครัว มีฟังก์ชันห้องหับอย่างที่ควรจะเป็น แต่ต้นไม้แสนร่มรื่นและการนอนกับพื้นก็ยังแยกกันไม่ขาด ส่วนหลังที่สาม เป็นบ้านหลังแต่งงานที่คุณพ่อกานดาสร้างไว้ จากอยู่ง่ายๆ ก็เรียบร้อยและเนี้ยบขึ้น

“บ้านก็เหมือนงานศิลปะ พวกรสนิยมหนีไม่พ้น โกหกไม่ได้ นี่ในมุมมองของเรานะ เพราะคนมีหลายแบบ บางคนมองบ้านเป็นเรื่องสำเร็จรูป ความหรูหรา ความเพียบพร้อม ต้องสบาย แต่เรามองความเป็นตัวตนมากกว่า ซึ่งก็ต้องมีปรับตัวนะ ทุกวันนี้กลายเป็นคนหาฝุ่น แบบลูบเลยอะ บางทีเลอะจุดเดียว หรืออะไรวางไว้แล้วมันขยับก็เห็นเลย” เขาขยายความติดตลก

นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน
นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

บ้า(น)ทำเอง

หากนับความโชคดีที่ตัวตนของหรั่ง ไม่เป็นขั้วตรงข้ามสำหรับการอยู่ร่วมกับใครสักคน คงเป็นของสมนาคุณชีวิตที่น่าอิจฉา

“มันเป็นความโชคดีของเราด้วยที่กานดาเป็นคนง่ายๆ ง่ายมาก ก่อนหน้านั้นเขาก็เป็นตัวเขานะ เขาปรับตัวเข้ากับเราได้ พอเขามองว่า เออ ดีที่เราชอบแต่งบ้าน ให้เราจัดการไปเลย และเขาก็เชื่อมั่นในรสนิยมของเรา เราว่ามันเป็นเรื่องรู้ใจกันด้วย บางเรื่องเราก็ปล่อยให้กานดาจัดการไปเลยดีกว่า อย่างเรื่องทำงาน กานดาเป็นคนคุยกับลูกค้าเองหมด

“ส่วนที่ CASA PAPA เขามองว่าผู้ชายทำดีกว่าเพราะคล่องกว่า บางห้องก็จะออกแบบให้เขาเข้าใจ ไม่ใช่ตามใจฉัน ที่สำคัญหนึ่งคือความสะอาด สองฟังก์ชัน เราเอาข้อดีของกานดาคือฟังก์ชันมาปรับตัว บวกกับพอทำบ้านไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะรู้ว่าฟังก์ชันจำเป็นนะในการอยู่จริง เลยเอาเข้ามาประยุกต์กับวิถีที่ไม่ยึดติดกับการตกแต่ง ซึ่งพอเป็นห้องกานดาก็ทำให้เหมาะกับการใช้สอย มีโซนทำงาน มีมุมเก็บของที่ชัดเจน”

นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

ตัดอาคารสีขาวด้วยสีสันจัดจ้านของแต่ละห้อง ตกแต่งด้วยโซฟาดีไซน์สนุกซึ่งเป็นของมือสอง หรั่งนำไปหุ้มผ้าใหม่หลากหลายเท็กซ์เจอร์และจับคู่สีขั้วตรงข้าม เพิ่มลูกเล่น เขาว่าทำเช่นนี้ราคาย่อมเยากว่าเป็นไหนๆ บางตัวได้มาคู่ละพันบาทเท่านั้น 

นอกจากโซฟา เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เกือบทุกชิ้นก็เป็นของเก่าจากหลากหลายแหล่ง ทั้งร้านมือสองจากญี่ปุ่น จากเชียงใหม่ จากอินสตาแกรมเป็นส่วนใหญ่ เห็นอะไรที่ชอบ ที่ถูกใจ หรือแก้ไขอะไรได้ก็จะซื้อไว้

“ตอนหลังเรารู้สึกว่าการรียูส (Reuse) มันก็โอเค สนุกดีนะ ได้หาของเก่าๆ มาทำใหม่ ซ่อมแซมใหม่ จริงๆ ไม่ยึดติดกับสไตล์เลย ต่อให้แพงแล้วดีไซน์สวย เราพอใจกับสิ่งที่เห็นและสิ่งที่สัมผัสมากกว่า ไม่ได้ไปซีเรียสว่าชอบชิ้นนี้มาก ต้องได้ และไม่ได้มีความคิดว่าแบบบ้านนี้สวยจัง เราต้องมีบ้านแบบนี้ คือเรายังเดินร้านของเก่า แล้วพอฟลุ๊กเจอก็แบบ เออ โชคดีเว้ย”

นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน
นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

บ้านที่ทำให้อยู่ติดบ้านแต่ไม่ยึดติด

แม้มีสถานะเป็นธุรกิจมากกว่า 3 ปี เพราะข้อแรกตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น แต่ที่ CASA PAPA มีความเป็นบ้านมากขึ้นทุกวัน คือการได้มาใช้ชีวิตอย่างที่อยาก 

“เราบอกกับกานดาว่า ถ้ามาอยู่ด้วยกันก็เต็มที่เลย บ้านนี้เอาให้สุดไปเลย หมายความว่า สวย ทำธุรกิจได้ มีร้านกาแฟ มีเพื่อนมาพัก คิดถึงขั้นถ้าไม่มีลูก จะทำเป็นบ้านพักคนชราด้วยซ้ำ

“บ้านเป็นชีวิตเราไปเลย เราคือสายรักบ้าน ถึงขั้นไม่อยากไปไหนเลยจริงๆ แต่ว่าไม่ได้ยึดติดขนาดนั้น เช่น หนึ่งปีอาจจะไปเที่ยวเมืองนอก เหมือนไปเปิดหูเปิดตา เปิดโลก แบบประเทศกูไม่มีแบบนี้เว้ย

“รู้สึกว่าอยู่บ้านก็มีความสุขดีเหมือนกัน ดูนู่น ดูนี่ แต่งบ้าน มีสมาธิอ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ ปลูกผักกินเอง ทำอาหาร ไล่ๆ เป็นเลเวล ยิ่งตอนนี้เราสี่สิบหกใช่ไหม ไปห้าหกสิบก็คง โอ้โห! หนักเข้าไปใหญ่ แก่แล้วไปกินดื่มอยู่ข้างนอกเราก็คงไม่ทำ บ้านมันก็เลยเป็นคำตอบสุดท้ายนะ”

นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

นอกจากทุกเช้าหลังตื่นนอนที่หรั่งจะลุกขึ้นมาง่วนกับกิจกรรมในบ้าน เขายังหมั่นจัดบ้านใหม่เสมอ

“มนุษย์เวลาอยู่ซ้ำๆ จะมีพลังของการยึดติด เช่น บางคนย้ายที่นอนไม่หลับ เราห้องไหนกูก็หลับ หรือบางคนต้องอยู่มุมนี้เท่านั้น มันทำให้คนคนนั้นยึดติด บางคนของฉันอยู่มุมนี้ห้ามขยับ เราคือย้ายไปเรื่อยเลย แล้วได้ประโยชน์อีกเรื่องคือความสะอาด พอเราย้ายออก มีฝุ่นก็เช็ด หรือได้เห็นหนังสือที่สามปีลืมไปแล้วว่ามี เสื้อตัวนี้อยู่นี่เหรอ อะไรอย่างนี้ สนุกเหมือนกันนะ บางทีกานดาขึ้นมา อ้าวเฮ้ย! ย้ายไปไหน เราก็จัดใหม่เรียบร้อยหมดแล้ว”

นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

ณ ตอนนี้ หรั่งรู้สึกว่าการมีบ้านที่สะอาดปลอดโปร่ง เห็นแสง มีลม ทำให้จิตใจสบาย เขาย้ำว่าบ้านเรียบโล่งหรือความมินิมอลใดๆ มีแก่นคือวิธีคิด 

“เมื่อก่อนมีของสะสม แต่มันก็ไม่สำคัญ ถ้าเราไม่ได้ใช้มัน กลายเป็นไม่ยึดติดแล้ว ทุกคนมีของที่ชินกับมันอยู่แล้วแหละ มันคือวิถีชีวิตของเรา ยิ่งบางคนที่บ้าของ บ้าแต่งบ้านมากๆ เก็บทุกอย่าง เอาเข้าจริงคือ โอ้โห ฝุ่น ซึ่งเราเคยผ่านยุคนั้นมา มีช่วงหนึ่งซื้อแหลก หลังๆ น้องผู้ช่วยมึงจะเอาอะไรก็เอาไป กลับบ้านช่วยเอาเก้าอี้ไปด้วย เช้ามากูแจกอีกแล้ว หนังสือก็ให้คนนู้นคนนี้ ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ทำอะไร เหมือนเราต้องมานั่งเฝ้าของเก่าอยู่ทุกวัน แล้วก็ยึดติดไปกับมันทั้งชีวิต”

นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน
นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

“พอของเยอะมันก็เครียด เพราะเราอยู่กับของรกๆ ห้องทึบๆ ไม่ได้ แล้วเราได้ไปบ้านศิลปินฝรั่งเศสที่ย้ายมาอยู่ไทยกับภรรยาชาวญี่ปุ่น เขาอายุหกเจ็ดสิบแล้วนะ เช่าคอนโดฯ แถวสุขุมวิททั้งชั้นแบบหรูมากเลย ทำเป็นกระจกโล่งโปร่ง เขาเอารูปตอนอยู่ปารีสให้ดู ดีเทลทุกอย่างจัดเต็ม แต่อยู่นี่เขาทิ้งทุกอย่างหมด ไม่เอาของสะสมมาเลย ขนมาแค่ผลงานของเขา เก้าอี้ก็ซื้อไม่กี่ตัวแล้วคลุมผ้าติดงานศิลปะ กลางบ้านมีเคาน์เตอร์ทำอาหาร เขาบอกว่าโลกของความเรียบง่าย ความมินิมอลที่แท้จริงคือศาสนา เราก็เชื่อในเรื่องหลักธรรมะด้วย พวกมินิมอล เซน มันไม่ใช่กระแสอย่างเดียว จริงๆ การแต่งบ้าน เลยมาจากจิตใจคนนั่นแหละ”

หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ที่ CASA PAPA.Home&Space
นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

บทสนทนาออกรสชาติพาเราไหลไปเรื่องอื่นอยู่พักใหญ่ๆ ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบน้ำเต็มแก่ ช่างภาพผู้ยอมรับอย่างหมดจดว่าติดบ้านเงียบลงสักครู่ ราวกับใช้ความคิดทบทวนบางอย่าง ก่อนทำลายความเงียบนั้นด้วยน้ำเสียงขำๆ ปนจริงจัง

“ถ้าพูดกันตรงๆ ตอนนี้เราแทบจะทิ้งดิ่งแล้ว อยากอยู่แต่บ้าน บางทีอยากปลูกผัก กวาดบ้านถูบ้าน แทบไม่อยากทำงานทำการ เฮ้ย! เกินไปไหมเนี่ย ต้องปลุกตัวเองว่า ‘ใจเย็นมึง ทำงานหน่อยนะ’(หัวเราะ)”

หรั่ง-สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ที่ CASA PAPA.Home&Space
นั่งตากลมชมอาทิตย์ตกริมแม่น้ำนครชัยศรี คุยเรื่องแต่งบ้านแบบที่อยากอยู่กับช่างภาพแฟชั่น ที่ทำสตูดิโอให้เป็นบ้าน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

หลาย ๆ คนอาจมีภาพจำว่า ‘บ้านต่างจังหวัด’ ต้องมีหน้าตาคล้ายบ้านไม้เก่า ๆ เป็นบ้านที่รายล้อมไปด้วยสวนผลไม้ หรือเป็นบ้านความทรงจำในวัยเด็ก บ้านเกิด ที่ที่เราชอบไปปั่นจักรยาน ซึ่งแต่ละคนก็มีภาพที่แตกต่างกันออกไป

ยังมีสิ่งหนึ่ง เมื่อเราใช้ความรู้สึกนึกถึงบ้านต่างจังหวัด เราจะรู้สึกถึง ‘ความสบายใจ’ สบายใจที่จะพัก สบายใจที่จะใช้เวลาดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศ ณ ห้วงเวลา ณ สถานที่แห่งนั้น  

น่าสนใจ ที่ว่าเพราะอะไร ทำไมผู้คนถึงรู้สึกสบายใจ เมื่อได้ (กลับ) ไปบ้านต่างจังหวัด อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหวนนึกถึง คนรักที่อยู่ที่นั่น ? ต้นมะขามหวานข้างบ้าน ? ผู้คน ? ธรรมชาติแถวนั้น ? อาหารที่นั่นอร่อย ? หรือห้อง พื้นที่แบบนั้นที่ชอบไปนั่ง ?

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่รวมกันจนแยกไม่ออก เลยเรียกเหมารวม ๆ กันว่า เป็น ‘ความสัมพันธ์’ ของพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติแถวนั้น และดึงดูดผู้คนให้มาอยู่ร่วมกัน ดังนั้นบ้านต่างจังหวัด อาจไม่ต้องเป็นบ้านเก่า บ้านไม้ หรือไม่ต้องมีพื้นฐานของการเติบโตจากที่นั่น แต่อาจหมายถึงสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ ชุมชน หรือเมือง ที่มีความเอื้ออาทรให้แก่กัน และเกิดความรู้สึกว่าเป็นบ้านให้แก่กัน

เราทำงานหนักอยู่ในเมืองใหญ่ จนบางทีเราอาจหลงลืมอะไรไปบางอย่าง หรือรู้สึกสูญเสียตัวตน ความรู้สึกเหล่านี้ถูกยึดโยงรวมกัน และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเหนื่อยล้า เริ่มโหยหาอยากกลับมาสู่ บ้านในใจเรา พื้นที่ปลอดภัย ที่ทำให้เราหวนคิดถึง อยากจะกลับไปพักกาย พักใจ ให้เป็นอิสระ

คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้เจอบ้านที่รู้สึกพอดีกับตัวเรา หากได้มีเวลารู้จักตัวเอง ทำความเข้าใจกับความต้องการของตัวเอง เราอาจจะเจอคำตอบในใจว่าท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ แต่เป็นบ้านที่เรามีความสุขในการเลือกพื้นที่ที่อยากอยู่ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งรอบตัว

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

บ้านที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจ ช่วยรักษา ฟื้นฟู และเติบโตไปด้วยกัน

เดิมที เต้ย-ทรงชัย ทองผาสุข เป็นคนจังหวัดพังงา ซึ่งในช่วงชีวิตการทำงานคงคล้ายกับใครหลายคน ที่ได้ทำงานในเมืองใหญ่ ผ่านการพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ทั้งความสุข ทุกข์ทางจิตใจ ความยากลำบากและเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้เต้ยเลือกมาทำงานที่เชียงใหม่ และได้มาเป็นสถาปนิกในใจบ้านสตูดิโอ

เมืองเชียงใหม่ที่เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ แม้ไม่ใช่เมืองเกิด แต่ความรู้สึกที่ได้รับการเยียวยา ความเอื้ออาทร ความสัมพันธ์จากทั้งผู้คนและธรรมชาติที่โอบอุ้มไว้ ทำให้เต้ยเลือกอยู่ที่นี่ ซึ่งในบางทีไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรมากมายในการอธิบาย นอกจาก ‘ความสบายใจ’

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ในช่วงแรกของการออกแบบบ้าน เต้ยทำความเข้าใจกับตัวเองผ่านสัญชาตญาณ 

“จุดที่จับสัญชาตญาณของตัวเองได้ คือช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ เราชอบความคิดตอนนั้นที่สุด เพราะรู้สึกว่ามัน Pure มาก” เต้ยเริ่มต้นเล่า

สิ่งที่เขาต้องการ ข้อแรก คือการกลับไปยังจุดเริ่มต้นของความสะดวกสบาย ข้อสอง ประยุกต์กับวัสดุหาได้ง่ายในท้องที่ นั่นเป็นภาพใหญ่ให้กับการออกแบบบ้านหลังนี้ และข้อสาม มีเฉพาะพื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยปรุงแต่งจากภายนอกให้น้อยที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็เป็นไปในแบบที่เต้ยต้องการ และมีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ใจบ้านหลังนี้

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนโจทย์เพิ่มเติมที่ช่วยเหลาความคิดตอนออกแบบ คือสถาปนิกหนุ่มต้องการปลูกบ้านด้วยตัวเองให้มากที่สุด เพื่อเรียนรู้และทดลองรายละเอียดที่อยากใช้ต่อไปกับบ้านของตัวเอง ซึ่งสัมพันธ์กับเงื่อนไขการประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง โครงสร้างบ้านจึงทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและก่อสร้าง อย่างระบบ ‘Modular’ ที่ก่อสร้างตามขนาดและสัดส่วนของวัสดุ เห็นได้จากระยะแผ่นพื้นเรียงตัวกันพอดีตามขนาดของวัสดุ (1.2 x 2.4 เมตร) เหลือเศษตัดที่จะกลายเป็นขยะก่อสร้างให้น้อยที่สุด (ซึ่งดีต่อใจของเต้ยเองด้วย)

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

มุมที่สะท้อนความเป็นตัวตนของบ้านและผู้อยู่

เมื่อเริ่มปลูกอาณาจักรส่วนตัวในมุมต่าง ๆ ของพื้นที่ ทั้งภายในและภายนอกบ้าน เราจึงได้เห็นตัวตนและจิตวิญญาณของเต้ยผ่านมุมเหล่านี้

อย่างมุมโปรด ‘แม่เตาไฟ’ พื้นที่หัวใจของบ้าน ซึ่งรวมทุกกิจกรรมความสัมพันธ์ของทุกสิ่งไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเวลาย่างปลากินข้าวกับเพื่อน นอนดูทีวี เล่นกับเควิน บักกี้ สองแมวลูกรัก ชงชายามเช้า หรือแม้แต่เสื่อไม้ไผ่สาน ที่ป้านักทำเสื่อก็มาสานมาให้ถึงบ้าน ราวกับพลังงานจากแม่เตาไฟได้แผ่และดึงดูดผู้คนให้เกิดเรื่องราวรอบ ๆ

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนระเบียงชา พื้นที่ใต้ชายคาภายนอก เกิดจากการออกแบบร่นระยะเสาให้เข้าไปภายในอาคาร เกิดเป็นพื้นที่ว่าง และบริเวณนี้เอง เต้ยยังได้แรงบันดาลใจมาจากซีนในหนังเรื่อง Little Forest: Summer/Autumn (2014) ที่นางเอกชอบมานั่งกินขนมตรงระเบียงหน้าบ้าน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ยังมีมุมอื่น ๆ อีก หลายจุดที่มีที่มาที่ไปจากหนังแนวที่เจ้าของบ้านหนุ่มชอบ อย่างช่องเก็บของใต้พื้นอันนี้ ที่เรายกนิ้วแจ๋วให้ มาจากเรื่อง Mortal Kombat (2021) ที่พระเอกเอาลูกไปซ่อน เขามาดัดแปลงเป็นที่เก็บของ บางช่องทำเป็นตู้เย็นฝังดินไว้เก็บอาหารแบบไม่ง้อไฟฟ้า ซึ่งในช่วงฤดูหนาว ถ้าใครได้แวะมาเยี่ยมบ้านเต้ย จะได้ชิมเหล้าบ๊วยที่ดองผ่านตู้เย็นนี้แน่นอน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

หนังที่ใช่ยังต่อเนื่องไปถึงรูปร่างหน้าตาของบ้านและสวนข้างนอก เต้ยชอบดูหนังแนวเอาชีวิตรอด หนังสยองขวัญที่มักมีฉาก Cabin ร้าง ซ่อนตัวอยู่ในป่า แลดูไม่มีคนอยู่ แต่ถ้าแอบมองเข้าไปก็จะเห็นแสงสว่างจากเตาไฟอยู่ในนั้น และใช่! คุณเดาไม่ผิด หลังคาบ้านของเขาเลยเป็นทรงจั่วที่กดชายคาต่ำลงเล็กน้อย เพื่อให้ดูคล้ายกระท่อม และเป็นกิมมิกทำให้คนที่เข้าไปข้างในต้องก้มหัวทักทายบ้านก่อน

เต้ยได้เล่าต่อว่า “ทำบ้านให้เหมือนหนังที่ชอบ สนุกดี” เหมือนตัวตนของผู้อยู่ก็คือตัวตนของบ้าน โดยสื่อสารผ่านพื้นที่ ข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน หรือแม้แต่ความรู้สึก ซึ่งเป็นด้านที่ต้องใช้ ‘ใจ’ เท่านั้น จึงมองเห็น

ต้องเข้ามาอยู่ก่อน ถ้าไม่ได้ใช้ จะนึกไม่ออก

นี่เป็นคำบอกเล่าของเต้ยที่พูดถึงการจัดข้าวของต่าง ๆ ในบ้าน ถ้ามองให้ลึกละเอียดลงไปในเครื่องใช้สารพันอันละสิ่ง จะเห็นได้ว่าเจ้าของบ้านนั้น ๆ เป็นคนยังไง อย่างห้องครัวที่ห้อยแขวนหม้อกระทะ ชั้นเก็บจานชามใบเล็ก ๆ ตาข่ายเก็บของแห้ง จังหวะและระยะการจัดเรียงของเหล่านี้ เลยเป็นสิ่งบ่งบอกนิสัยเจ้าของบ้านโดยไม่ต้องเอ่ยถาม

 “เราชอบทำกับข้าว ติดมาตั้งแต่เด็ก ทำกับข้าวแล้วนึกถึงแม่” นั่นไง เขาตอบคำถามทางสายตาของเราแล้ว

ความชอบอาหารการกินนี้ก็นำไปสู่พื้นที่ภายนอกบ้าน อย่างแปลงผักสวนครัว เลือกปลูกเฉพาะผักที่อยากกินและปลอดสารพิษ แล้วก็ยังมีสวนโซนป่าเล็ก ๆ มีทั้งต้นไม้เดิมและต้นไม้เพิ่มเติม อย่างต้นฝ้าย ออกดอกเป็นขนปุยนุ่มสีขาว เอาไปทำไส้หมอนได้

ส่วนที่น่ารักมาก ๆ เห็นจะเป็นระบบการรดน้ำต้นไม้ที่ปล่อยให้ไหลไปตามร่องเล็ก ๆ ซึ่งขุดล้อมรอบต้นไม้ แบ่งเป็นเกาะเล็ก เกาะใหญ่ ให้ระดับของร่องน้ำเป็นตัวพาน้ำไปสู่ต้นไม้ (และแมว) 

เมื่ออยู่ ๆ ไป หนุ่มเชียงใหม่ (ใหม่) ก็รู้สึกว่าต้องมีขอบอาณาเขตบ่งบอกดินแดนให้กับตัวบ้านสักหน่อย เลยทำซุ้มประตูไม้หน้าบ้านกับ กนก-อดิศักดิ์ วัฒนะตันทะ เพื่อนยาก เป็นซุ้มประตูที่สัดส่วนและสเกลความสูง สอดคล้องกับเจ้าของบ้าน เวลาเดินผ่านเข้าไปจะเห็นอิฐเรียงเป็นแนวทางเดิน นำทางผู้มาเยือนสู่ตัวบ้าน โดยแนวอิฐจะสิ้นสุดที่ที่เจ้าตัวบอกว่ามันคือ ‘พื้นที่ Spirit ของบ้าน’ เสาตอม่อบ้านเก่าซึ่งรวบรวมหินก้อนเล็ก ก้อนใหญ่เอาไว้ และที่ต้องนำมารวมกันตอนก่อสร้างบ้าน เต้ยอธิบายไว้ว่า “อีกนัยหนึ่งเป็นเการเคารพพื้นที่ที่แต่ก่อนเคยเป็นมา”

มิตรภาพและความสัมพันธ์แบบบ้าน ๆ

เรื่องราวที่ฟังแล้วชวนอมยิ้ม ตั้งแต่วันแรกที่เต้ยมาดูที่ มีเพื่อนบ้านอย่างเจ้าชานมและชาดำ (หมาข้างบ้าน) วิ่งมาต้อนรับ กระดิกหางดีใจที่มีคนมา เขานึกในใจว่า “ถ้าได้มาอยู่ คงได้เจอกันอีกนะ” ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้ เจ้าชานมและชาดำยังคงวิ่งมาต้อนรับเต้ยทุกครั้งหลังเลิกงานกลับมาบ้าน และได้มาเป็นลูกค้า VIP นอนที่ระเบียงชาหน้าบ้านทุกวัน เลยคุยกันติดตลกว่า ที่มาของชื่อ ‘ระเบียงชา’ คือเจ้าชานม ชาดำนี่แหละ และยังมีอีก 2 สหาย คือเควินและบักกี้ แมวสองศรีพี่น้องที่ชอบชวนกันออกไปเล่นสวนหน้าบ้าน เวลาชายหนุ่มรดน้ำต้นไม้หรือไปทำงาน

สำหรับเต้ย ที่นี่คือ ‘สถานที่สถิตวิญญาณ’ ที่ฝากเรื่องราวความทรงจำ ความสัมพันธ์ของผู้คนรอบตัว เมื่อไหร่ที่ได้มองในมุมนั้น ๆ ก็ทำให้หวนนึกถึง ทั้งพี่ช่างเหล็กที่ช่วยทำหลังคา พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานผู้ช่วยกันทำผนังบ้าน เพื่อน ๆ ที่มาย่างปลากินด้วยกันรอบแม่เตาไฟ หรือป้าทำเสื่อที่มานั่งสานเสื่อให้ถึงบ้าน เจ้าเควิน-บักกี้ ที่คอยหาจังหวะแอบไปนอกบ้านผ่านช่องหน้าต่างห้องน้ำ 

ไม่ว่าความสัมพันธ์ของบ้าน จะเป็นผู้คน ต้นไม้ หรือว่าสัตว์เลี้ยง สิ่งเหล่านั้นเลยเป็นผู้มอบจิตวิญญาณให้แก่บ้าน เขากล่าวไว้

เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา

ก่อนกลับ เต้ยเล่าเสริมอีกว่า “เราคิดว่าบ้านก็เหมือนคนคนหนึ่ง มีวัยเด็ก วัยแก่ ผุพังได้” ซึ่งถ้าจะให้เขาบอกอายุของบ้านหลังนี้ “ก็คงจะอายุเท่ากับเราในตอนนี้” เป็นบ้านที่เติบโตไปพร้อมกัน มีพื้นที่ว่าง ยืดหยุ่นพอให้ได้ต่อเติม ตกแต่ง หรือปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบ ความสนใจ

นั่นจึงเป็นสิ่งที่พี่เต้ยได้เรียนรู้จากการปลูกบ้าน 

“เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา”

 คำว่า ‘สร้าง’ ตรงนี้อาจไม่ได้แปลว่าก่อสร้าง แต่เป็น ‘สร้าง’ ที่แปลว่า ก่อให้เกิดตัวตน เมื่อมองในมุมที่เราไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้านายหรือเป็นใหญ่ในบ้าน แต่เป็นการมองว่าเราอยู่ร่วมกันกับบ้าน นี่เองที่ทำให้เต้ยได้เรียนรู้บางอย่างและปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับบ้าน อย่างเป็นไปในจังหวะทำนองเดียวกัน

และเป็นเพราะเต้ยเข้าใจตัวเอง เข้าใจบ้าน ตัวตนสถิต ณ ที่อยู่ เลยทำให้บ้านหลังนี้เกิดความสัมพันธ์อันแสนน่ารัก “บ้านจึงสุขใจที่ได้อยู่” เขาว่าอย่างนั้น

Writer

ธีรสุดา วิเชียรสรรค์

สถาปนิกอู้กำเมืองบ่จ้าง เป็นมือใหม่หัดเล่าเรื่อง ชอบเดินป่า และอยากใกล้ชิด รู้จักธรรมชาติผู้สร้างให้มากขึ้นเรื่อยๆ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load