ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร เป็นนายธนาคารที่ขึ้นชื่อเรื่องความคิดต่าง คิดนอกกรอบ มีวิธีบริหารงานและบริหารคนที่แตกต่าง เข้ายุคเข้าสมัย บางอย่างก็ดูจะล้ำยุค จนน่าแปลกใจว่าเขาบริหารธนาคารของรัฐบาลแบบนี้ได้ด้วยหรือ

น่าสนใจขนาดนั้น The Cloud ก็เลยชวน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มานั่งคุยกันเรื่องแนวคิดในการบริหารธนาคาร ในรายการ Talk of The Cloud ถ้าใครสนใจกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Quick Win’ สร้างชัยชนะด้วยความรวดเร็ว ในสงครามแบบมหากาพย์ที่ต้องรบกันแบบยาว ๆ ต้องลองชมกันดูครับ

ไหน ๆ ก็มีโอกาสได้นั่งคุยกับสุดยอดผู้บริหารนักคิด เราก็เลยขอคุยกับ ดร.รักษ์ อีกสักเรื่อง เป็นแนวคิดของการเป็นนักบริหาร ที่ผู้อ่านนำไปประยุกต์ใช้ได้แบบง่าย ๆ

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก ดร.รักษ์ กันสักนิด

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

เขาจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ ต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ตามด้วยปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ เคยนั่งเก้าอี้รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เมื่อปี 2559 แล้วย้ายไปรับตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่นั่นเขาได้ทำโครงการอันโด่งดังอย่าง ‘คลินิกหมอหนี้’ เป็นนายธนาคารที่สวมเสื้อยืดออกไปเดินข้างถนน แก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนให้ประชาชน

ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งนายใหญ่ของ EXIM BANK อีกรอบ เมื่อ 1 เมษายน 2564 ในวันที่เขามีอายุ 47 ปี

ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของธนาคารที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ

สถิตินั้นไม่น่าตื่นเต้นเท่า เขาทำให้ธนาคารบรรลุเป้าสินเชื่อปี 2564 ได้แล้ว ซึ่งตอนนี้ผ่านไปแค่ 5 เดือนเท่านั้น

ถ้าคุณชอบฟังผู้บริหารเล่าความคิดคม ๆ แบบแตกต่าง คุณจะรัก ดร.รักษ์ แน่นอน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือความยากของการเป็นผู้บริหารธนาคารที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง

ผมว่าเป็นเรื่องการบริหารความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เหมือนคุณเป็นลูกค้าฝากเงินกู้เงินของธนาคารใดก็ตาม คุณก็คาดหวังกับธนาคารนั้น ความคาดหวังนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน นายแบงก์หลายคนโดยเฉพาะนายแบงก์ภาครัฐ เขาไม่สนใจ ไม่ฟัง เขาสนใจแค่จะขายของชิ้นนี้ ราคาเท่านี้ เงื่อนไขแบบนี้ ซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ไป พอซื้อแล้วเขาก็ไม่มาสนใจว่าคุณจะรู้สึกยังไง ได้วงเงินสินเชื่อสะดวกรวดเร็วไหม ตอนมีปัญหาโทรมา มีคนรับสายหรือเปล่า หรือต้องคุยกับคอมพิวเตอร์

นี่เป็นเรื่องการบริหารความคาดหวัง ใครบริหารความคาดหวังได้ดีที่สุด จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุด มันเป็นเกมช่วงชิงความคาดหวัง เพราะฉะนั้นนายแบงก์รุ่นใหม่ต้องไม่หูดับ ต้องฟังให้มากขึ้น แต่คนที่ขึ้นบันไดชีวิตขึ้นไปเรื่อย ๆ หูจะพิการ ตาจะเริ่มแคบ ไม่มองกว้าง แล้วมีสิ่งที่เรียกว่าอัตตา ก็คิดแบบนี้ จะทำอย่างนี้

ก่อนที่ EXIM BANK จะออกผลิตภัณฑ์ ผมจะมี Focus Group ให้พนักงานไปคุยกับพันธมิตร คนที่ร่วมปล่อยเงิน ลูกค้าจริงที่เดินเข้ามาในธนาคาร และคนที่เป็นผู้ตรวจประเมินเรา ถ้าเราทำแบบนี้คุณคิดยังไง เราก็จะบริหารความคาดหวังได้สามร้อยหกสิบองศา หลังจากนั้นก็มาดูว่า แล้วเพื่อนพนักงานของเราล่ะ ผมจะเช็กทุกครั้งเวลาที่มีโอกาสได้พูดคุยกันว่าเขาคิดยังไง มีประเด็นอะไรไม่พอใจในสิ่งที่เราดูแลไหม

เราเอาสิ่งที่เรียกว่า Flexi Hours มาใช้ก่อนโควิดอีก จะดีกว่าไหมถ้าไหน ๆ คุณต้องไปส่งลูกตอนเช้าอยู่แล้ว คุณก็เริ่มงานได้ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แล้วสามโมงครึ่งก็ไปรับลูก ทำไมต้องรอให้ถึงสี่โมงครึ่งหรือห้าโมงครึ่ง หลัง ๆ ผมไปไกลกว่านั้น คือ เอางานเป็นตัวตั้ง ผมไม่สนใจการตอกบัตร พอเรามีสัญญาใจระหว่างกัน ก็ถอดเครื่องสแกนนิ้วไปได้เลย สิ่งพวกนี้มาจากการคุยกับเขา ได้บริหารความคาดหวัง แล้วเขาก็รู้ว่าผมคาดหวังอะไรในตัวเขา

ผมไม่ชอบรำวง เพราะฉะนั้นผมจะเอาผลงานเป็นตัวตั้ง บางคนไม่สามารถส่งมอบผลงานได้ จะเอากระบวนการมาเป็นตัวตั้ง อ้างว่าทำไม่ถึงเป้าเพราะปัญหาตรงนั้นตรงนี้ ผมก็จะคุยกับเพื่อนพนักงานอย่างเป็นพี่เป็นน้องกันว่า ผมไม่สนใจกระบวนการว่าคุณจะมากี่โมงกลับกี่โมง หรือคุณจะแบ่งเวลาดูแลลูกครึ่งวัน ขออย่างเดียวว่าวันจันทร์ผมต้องได้ผลงานตามที่เราตกลงกัน

ผลงานก็เป็นการตกลงร่วมกัน ไม่ใช่นายจ้างจะสั่งเท่าไหร่ก็ได้ พวกคุณเสนอมาว่าคุณทำได้กี่ชิ้น คุณบอกแปดสิบ ผมบอกร้อย พบกันครึ่งทางได้ไหม แปดสิบห้า เก้าสิบ แต่เราสัญญากันแล้วนะ จับมือกันแล้ว ออกจากห้องไป วันจันทร์เจอกันเก้าสิบ นี่คือภาพที่ทำให้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แล้วตกลงร่วมกันได้

เราต้องฝึกให้ทุกคนเปล่งเสียงความต้องการของตัวเอง เพราะบางคนโดนสะกดจิตตั้งแต่เด็ก ห้ามออกเสียง ห้ามเสนอความเห็น ปัจจุบันเป็นยุคที่ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่มีคลานเข่า ไม่มีคำว่านายกับลูกน้อง มันเป็นแค่หัวโขน เราต่างทำหน้าที่ของกันและกัน ผมเป็นนายคุณ ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตคุณ สิ่งที่เราปฏิบัติต่อกัน เราปฏิบัติด้วยความเคารพ ผมเคารพในวิชาชีพคุณ เคารพความเป็นมืออาชีพคุณ คุณก็ต้องเคารพในความเป็นมืออาชีพของผม ผมเป็นผู้ควบคุมคุณ แต่ควบคุมด้วยมนุษยธรรม ความยุติธรรม และหัวใจ

KPIs ที่นี่เป็นแบบสามร้อยหกสิบองศา ผมอาจจะได้คะแนนประเมินแย่ก็ได้ แต่ลูกน้องจะบอกได้ว่าผมฟัง และทำสิ่งที่ควรต้องทำ และทำมากกว่าที่คนคาดหวัง เพราะผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่านี้ได้อีกจากการฟังกันและกันมากขึ้น เพื่อดูแลกันและกันให้ดีขึ้น

การเป็นผู้บริหารองค์กรในวัยสี่สิบกว่า ๆ ต่างจากการเป็นในวัยสามสิบของธุรกิจยุคใหม่ หรือเป็นในวัยห้าสิบขององค์กรยุคเก่ายังไง

คนวัยสี่สิบกว่าคือวัยกลางคน ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป บางคนมาอยู่ในตำแหน่งนี้ตอนอายุห้าสิบแปด เขาต้องยกการ์ดสูงเพราะเหลือเวลาน้อย เขาไม่สามารถ Commit อะไรที่ใหญ่เกินตัวได้ การมาอยู่ตรงนี้เร็วเกินไป ก็มีความฝันเยอะ มีความจริงน้อย มาอยู่ตอนวัยกลางคน เป็นรสชาติที่กำลังดี คือไม่ยกการ์ดสูง สร้างอะไรที่เซ็กซี่เฟี้ยวฟ้าวได้ แต่ก็ไม่ประมาท

ยุคนี้ไปลองดูผู้บริหารขององค์กรระดับโลก Top 20 ที่อยู่ใน Forbes หรือ Harvard Business Review เราจะเห็นว่าอายุของผู้บริหารที่เป็นไวน์ที่อร่อยที่สุดในการดื่มคือ สี่สิบเอ็ดบวกลบ ไม่แก่ไป ไม่เด็กไป สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยต้องปรับ ถ้าคุณรอให้เขาขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งตอนอายุห้าสิบเจ็ด ห้าสิบแปด เขาเหมือนมาพูลวิลล่า มาเพื่อเกษียณ มาเพื่อป้องกันตัว มาเพื่อทำอะไรบางอย่างที่อาจจะไม่เคยทำในอดีต มันเป็นแค่ความฝันของเขา ไม่ใช่ความฝันของประเทศ ไม่ใช่เป็นความฝันของประชาชน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือทักษะที่ผู้บริหารยุคนี้ควรมีที่สุด

เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะว่ามีคำว่าที่สุด ผมคิดว่าเป็นเรื่องของส่วนผสม ผมอาจจะตอบไม่ตรงคำถามนะ ตอนที่เราโตมา เราอ่านหนังสือได้เป็นเล่ม ๆ แต่วันนี้การอ่านหนังสือแบบนั้นไม่ได้ถูกจริตกับคนยุคนี้อีกต่อไป ต้องเขียนอะไรให้ไม่เกินหนึ่งหน้าไลน์ หรือหนึ่งคืบ ต้องสื่อสารให้อ่านเข้าใจในหนึ่งคืบ ถึงจะโดน เราเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้ แต่ปรับการสื่อสารของเราได้ จะไปยากอะไร เรามีหนังสือดีหนึ่งเล่ม แล้วก็มีเรื่องย่อหนึ่งคืบที่สรุปประเด็นไว้ปกหลัง ถ้าคุณอ่านเรื่องย่อแล้วโดนค่อยมาอ่านหนังสือ

ผู้บริหารในอนาคตควรมีทักษะการสื่อสาร ทั้งพูด อ่าน เขียน บางคนจบมาจากสถาบันที่ดีมาก แต่สื่อสารไม่ได้เรื่องเลย พูดสามนาทีบนโพเดียม ผมรู้สึกว่าเอาปืนจุดสามห้ามายิงผมดีกว่า ทนฟังไม่ได้ (หัวเราะ) วันนี้เราไม่ได้ลงทุนสร้างผู้ประกอบการอย่างเดียว แต่ต้องสร้างผู้บริหารที่จะไปโค้ชผู้ประกอบการด้วย

ทักษะหนึ่งที่ต้องสร้างคือ การสื่อสาร ผู้บริหารภาครัฐส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ทำ Media Training แต่ผมทำ ผมลงเรียนของผมเอง ผมทนไม่ได้ถ้าตัวเองอยู่หน้ากล้องแล้วพูดไม่รู้เรื่อง หรือตอบไม่ตรงประเด็น

คุณต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ต้องเติมเนื้อหาใหม่ ๆ เข้าไปได้ แล้วก็ต้องลบความทรงจำเก่า ๆ ได้เหมือนกัน บางเรื่องมันใช้กับโลกอนาคตไม่ได้แล้ว เราต้องปลดพันธนาการของสิ่งที่เคยจดจำมาในอดีต สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ของผู้บริหารยุคใหม่

ถ้าสอนลูกน้องได้แค่เรื่องเดียว คุณอยากสอนอะไร

การถ่อมตัว การโน้มตัวลงมาให้ต่ำกว่าจุดที่คุณคิดว่าคุณจะต่ำได้ โดยยังรักษาความดีของตัวเอง ประนีประนอมให้มากที่สุด แต่ไม่ประนีประนอมกับเรื่องความไม่ถูกต้องและสิ่งไม่ดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนของเส้นทางอาชีพ คุณก็จะเปิดใจรับฟังคนได้ในทุกระดับชั้น ผมนั่งทานข้าวและคุยกับพนักงานทำความสะอาดของ กทม. ได้ คุยสนุกสนานกับพี่วินมอเตอร์ไซค์หรือคนขับแท็กซี่ได้ เพราะสิ่งที่เขาเล่า เป็นโจทย์ที่ผมต้องเข้าไปแก้ นี่คือพันธกิจของเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ถ้าเราไม่โน้มตัวลงไป หรือไม่เปิดใจรับฟัง เราจะไม่มีทางได้ยินเสียงของคนเหล่านั้นเลย

แล้วก็ให้พื้นที่ที่ปลอดภัยกับพวกเขา ผมจะพูดกับลูกน้องว่า ทุกอย่างจบที่ห้องนี้ ออกจากห้องไป เราจะกลับไปรู้สึกแบบเดิม ห้องนี้เป็นห้องแห่งความปลอดภัย เราต้องเคารพในความคิดเห็นของเขา ถ้าเป็นประโยชน์กับองค์กรเราก็ให้เครดิตเขา นายบางคนชอบขโมยไอเดียลูกน้อง ไปบอกว่านี่ฉันคิด ฉันทำ ผลออกมาตรงข้าม แต่ยิ่งผมบอกว่า คุณคนนั้นเป็นคนคิด คุณคนนี้เป็นคนทำ ผมเองยิ่งดูดี ผมจะบอกว่าของบางอย่างต้องโค้ชกัน การที่จะทำให้สังคมเรามีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้นำของสังคม ต้องอาศัยการเรียนรู้ และการโค้ช

หลายคนถามผมว่า พอหมดเทอมที่นี่ผมจะทำอะไร ผมอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อยากเป็นเจ้าของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดของประเทศ ผมรู้สึกว่ามันต้องเริ่มต้นจากตรงนั้น ตรงนี้มันสายเกินไปแล้ว เราต้องย้อนกลับไปสร้างประชากรที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

คุณว่าการทำงานกับคนวัยยี่สิบหรือวัยห้าสิบแบบไหนยากกว่า

ห้าสิบเป็นน้ำเต็มแก้ว ยี่สิบเป็นแก้วเปล่า ท้าทายกันคนละแบบ น้ำเต็มแก้วก็ต้องพยายามรินน้ำที่เต็มออกโดยไม่ให้หก หรือเปื้อนโต๊ะ แล้วก็ต้องเติมสิ่งที่เราต้องการในตัวตนของเขาเข้าไปใหม่ อายุห้าสิบมีตัวตน มีอัตตา ยากจะเปลี่ยนความคิด หรือแนวทางปฏิบัติเดิมของเขา

วัยยี่สิบเหมือนแก้วเปล่า เติมเท่าไหร่ก็แทบจะไม่เต็ม เพราะการเติมให้เต็มใช้เวลานาน มันเป็นเรื่องของการลงทุน เราต้องลงทุนกับพนักงานที่เพิ่งจบใหม่ เพื่อให้เขามีศักยภาพในการทำงาน หลายคนเขียนเป็นทฤษฎีว่า สามปีแรกของการเริ่มงานที่ไหนก็ตาม นายจ้างขาดทุน เงินเดือนหมื่นห้า สองหมื่น สามหมื่น ที่จ่ายให้ไป เราต้องตามไปโค้ชอีก เขายังทำงานไม่ได้เท่าเงินที่เราจ่ายไป

แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็คือ ทำยังไงให้วัยห้าสิบกับยี่สิบอยู่ด้วยกันได้ เพราะเขาคิดกันคนละแบบ เวลามองปัญหา มองกันคนละมุมเลย ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก ผมพยายามทำให้มีพื้นที่ปลอดภัย มีสิ่งที่เรียกว่า Community of Practice (CoP) เพื่อให้คนที่ไม่ต้องมีตำแหน่งระดับสูงในองค์กร แต่เป็นคนเก่งที่สุด เช่น ถ้าพูดเรื่องสินเชื่อเอสเอ็มอี อาจจะเป็นพนักงานระดับกลาง แต่เขาเก่งที่สุดในองค์กรนี้ พูดเรื่องเมียนมาอาจจะเป็นหัวหน้าสำนักงานผู้แทนในย่างกุ้งที่เมียนมาซึ่งเก่งมาก เราก็ให้บทบาทเขาขึ้นมา ให้เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ของเขา วันนี้ถ้าไปอยู่ในห้องเรียนของ EXIM BANK คนที่มาสอนคือลูกค้านะ ไม่ใช่นายแบงก์ เราเชิญคนที่ประสบความสำเร็จหรือผ่านปัญหานั้นมาได้ มาแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ ฟัง ไม่ใช่นายแบงก์มาสอน ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ตั้งแต่ทำงานมา จุดไหนที่คุณคิดว่าประสบความสำเร็จสูงสุด

คลินิกหมอหนี้ ผมทำตอนอยู่ที่ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) วันนี้คลินิกหมอหนี้ ได้ยกวิทยฐานะจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เป็นโครงการที่ขอให้ทุกสถาบันการเงินในประเทศไทยทำ กลายเป็นวาระแห่งชาติ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ในวันที่เราเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนคน จะต้องร่ำลาพนักงานเกือบร้อยคนเลย ทำยังไงไม่ต้องลาจากพวกเขา เขาก็มีลูกมีเมีย มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เราก็เปลี่ยนเขามาเป็นคุณหมอที่ช่วยบริหารจัดการหนี้เสียของประชาชน แทนที่จะแจกซองขาวให้เขา

จากจุดตั้งต้นในการแก้ปัญหาองค์กร วันนี้กลายมาเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาประเทศ เราทำก่อนที่หนี้ครัวเรือนจะโดดขึ้นมาเป็นเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ เราเอานายแบงก์ที่ทำงานในปัจจุบันไม่ได้ ออกมาเดินข้างถนน มาช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

ชีวิตของคุณเคยเจอความล้มเหลวบ้างไหม แล้วมันสอนอะไรคุณบ้าง

ห้องประชุมที่อยู่ห่างจากตรงนี้ยี่สิบก้าว คือห้องที่ลูกน้องเคยอุ้มผมไปห้องไอซียู นี่คือความล้มเหลวของผม ผมนั่งประชุมจนเลือดท่วมกระเพาะอาหาร เลือดออกในช่องท้องผมสองลิตรครึ่ง เพราะผมเป็นกรดไหลย้อน ผมเป็นคนที่ถ้าคุณแทงผม ต้องแทงให้ลึกมาก กว่าผมจะร้อง ผมเป็นลูกทหาร ถูกฝึกให้กลืนความเจ็บปวดของตัวเอง ความเจ็บปวดของคนทั่วไปนั้นสำหรับผมถือว่าธรรมดามาก ร่างกายเตือนผมมาหลายปีแล้วนะ แต่ผมก็ไม่เคยฟัง

จนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องแตก เลือดก็เอ่อขึ้นมา พอลุกเปลี่ยนอิริยาบทก็อาเจียนเป็นเลือด ผมต้องไปนอนเล่นที่ห้องไอซียู ลูกน้องผมเลยเรียกห้องประชุมสะแกวัลย์ (ห้องที่เกิดเหตุ) ว่าห้อง Scary เพราะนายเกือบจะตายคางาน คนที่บอกว่าทำงานหนักไม่ตาย ไม่จริง ผมเกือบตายมาแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงภาพลูกเมียยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัด ถามว่าเอาชีวิตมาทิ้งตรงนี้คุ้มไหม เราเห็นหน้าเศร้า ๆ ของพ่อแม่ตัวเองที่ยังต้องดูแลในวันที่ท่านแก่เฒ่า มันคุ้มกันไหม ทุกวันนี้ผมเลยจัดสรรเวลาอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนมาทำงาน ผมบอกเลขาว่า อย่าโทรหาผมก่อนสิบโมงเช้า ผมรู้ว่านี่คือเวลาที่ผมต้องบอกรักภรรยากับลูก ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ ผมจะไม่ให้ปัจจัยที่ผมควบคุมได้มารบกวนเวลาของผม

แล้วผมก็พยายามสอนทุกคนว่า คุณต้องมีเวลาส่วนตัว มีเวลาที่จะเติมเต็มจิตวิญญาณของตัวเอง ขณะเดียวกันผมก็มีเวลาที่บอกลูกเมียว่า อันนี้เป็นเวลาของพ่อ ขอพื้นที่ส่วนตัวให้พ่อนะ นี่คือที่มาของการพยายามแบ่งตารางชีวิตตัวเอง ทุกคนมีเวลาเท่ากันคนละยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำยังไงให้เติมเต็มจิตวิญญาณของเราได้มากที่สุด แล้วเราก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่ ภาพตอนใช้ชีวิตในห้องไอซียูสอนผมแบบนี้

คุณอยากให้โลกจำว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

ไม่เคยคิดเลย (คิดนาน) อย่างแรก ผมไม่อยากมีตัวตน ไม่ได้อยากอยู่ในห้องจาริกานุสรณ์ เวลาคุณไปตามบริษัทใหญ่ ๆ จะเห็นภาพอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ติดทุก ๆ สองเมตร ให้จำ จำ จำ แต่ผมไม่เชื่อในความทรงจำเหล่านั้น ผมไม่เคยอินกับภาพผู้อาวุโสพวกนั้นเลยนะ

ผมอยากให้คนจำงานของผม จำว่ามีคลินิกหมอหนี้ จำได้ว่าช่วยผู้ประกอบการไทย ทำประโยชน์อะไร ให้กับใคร เราเอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือเอากลับมาใช้ใหม่ได้ไหม สิ่งเหล่านี้น่าจดจำมากกว่า

ถ้าเกิดคนชื่นชมผลงานของคุณทั่วประเทศ แต่ไม่รู้ว่าใครทำ คุณจะเสียใจไหม

ไม่เลย มันเป็นความสวยงามมากกว่า พื้นที่สมองมีจำกัด ถ้าเราต้องมานั่งจำว่า นายสมชายทำงานนี้เมื่อปีนั้น นางสมหญิงทำงานนั้นเมื่อปีนี้ มันเปลืองสมอง จำแค่งานและประโยชน์จากงานนั้นน่าจะดีกว่า

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

10 เรื่องของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1. วิชาที่ชอบที่สุดสมัยเรียน

ประวัติศาสตร์ เพราะมันสอนให้เราไม่ทำผิดซ้ำซาก

2. ชื่อคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ

พระพุทธเจ้า ผมรอดจากวิกฤตของชีวิตทุกครั้งด้วยธรรมะ

3. ตอนเช้าคุณทำอะไรก่อนออกจากบ้านบ้าง

ผมตื่นตีสี่ ช่วงตีสี่ถึงตีห้าผมจะอ่านหนังสือที่เติมเต็มจิตวิญญาณ ทั้งธรรมะ บทความ การเรียนรู้ใหม่ๆ ช่วงตีห้าครึ่งถึงหกโมงครึ่ง ผมจะวิ่ง วิ่งวันละหนึ่งชั่วโมง เป็นการเติมเต็มความแข็งแรงให้ร่างกาย แล้วก็ตรวจงานลูกน้อง พอลูกและภรรยาตื่น ก็เป็นเวลาที่อยู่กับครอบครัว อ่านนิทานให้ลูกฟัง ทำอาหารให้ภรรยาทาน แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน สิบโมงเช้า ผมพร้อมทำงานเต็มที่

4. ช่วง WFH ถ้าไม่อยู่หน้าจอ คุณจะอยู่ที่ไหน

อยู่กับหนังสือ ผมอ่านหนังสือผ่านจอไม่ได้ ต้องได้กลิ่นกระดาษ กลิ่นหมึก ผมมีห้องสมุดของผมที่บ้าน มนุษย์ทุกคนควรมีเวลาใช้ชีวิตกับโลกแห่งหนังสือนะ

5.วันไหนมาออฟฟิศ คุณทานอาหารเที่ยงที่ไหน กับใคร

ทานข้าวคนเดียว ในห้องประชุม ผมใช้ชีวิตใกล้เคียงคนคุกนะ (หัวเราะ) ถึงเวลาพี่ ๆ น้อง ๆ ก็เอาอาหารมาให้ ผมก็อยู่กับงาน และอาหารตรงหน้า

6. คุณเดินไปแผนกไหนบ่อยที่สุด

สำนักกรรมการผู้จัดการ คือสำนักของผมเอง เพราะต้องไปตามงาน ถัดจากนั้นก็เป็นฝ่ายวิจัยธุรกิจ และทีมที่ดูแลงานพัฒนาผู้ประกอบการ

7. กลุ่มเพื่อนที่สนิทที่สุด

เพื่อนมัธยมปลาย ที่โรงเรียนจิตรลดา

8. ถ้าต้องเปิดร้านขายของออนไลน์ คุณขายอะไรได้บ้าง

ขายวิธีการแก้ปัญหา เป็นบริการให้คำแนะนำแบบออนไลน์

9. ถ้าพักร้อนปิดมือถือได้หนึ่งเดือนจะทำอะไร

ใช้หนี้คนที่ผมติดหนี้ นั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ที่เกือบครึ่งปีแล้ว ผมแทบไม่เจอหน้าท่านเลย และลูกกับภรรยาที่ผมไม่เคยได้ทำตามสัญญาเลย เพื่อนที่บอกว่าจะไปกินข้าว ไปเที่ยวเล่นกับเขา แต่ไม่เคยได้ไป

10. เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้

การ WFH ทำให้รู้ว่า ภรรยาเรารับภาระหนักแค่ไหนในการดูแลลูกอายุหกขวบ เรามักคิดว่าฉันทำงานเหนื่อย เธอเป็นแม่บ้านสบาย พอวันนี้เราได้อยู่กับเขา เหมือนได้สลับวิญญาณกัน ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย ชีวิตแม่บ้านไม่ใช่งานสบายอย่างที่คิด ได้เข้าใจครอบครัว และการสร้างสมดุลชีวิตมากขึ้นด้วย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ณ ปัจจุบัน พ.ศ. 2565 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS มีโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด 53 แห่ง

โดยเมื่อ พ.ศ. 2562 มีการทุ่มงบ 3,800 ล้านบาท เปิดโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล (Bangkok International Hospital หรือ BIH)  ภายใต้แนวคิด ‘ทุกการรักษาคือศิลปะ’  ผสานศิลปะเข้ากับวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อประสบการณ์และความพึงพอใจอีกระดับของการดูแลสุขภาพ

BIH เป็นโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านสมอง กระดูก และกระดูกสันหลังแห่งแรกในประเทศไทย จดทะเบียนเมื่อ พ.ศ. 2562 มีการผสมผสานการบริการขั้นสูงกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ให้บริการทั้งผู้ป่วยไทยและต่างชาติ ด้วยการดูแลแบบองค์รวมด้วยทีมแพทย์อายุรกรรม (Integrated Care)

โรงพยาบาลขนาด 172 เตียงแห่งนี้ยังใช้แนวคิด Smart Hospital เช่น ระบบ In-Room Automation ควบคุมแสงสว่าง อุณหภูมิ สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักผ่านระบบ iPad รวมทั้งการใช้ระบบ Smart ICU ที่ทำให้อายุรแพทย์ผู้ป่วยวิกฤตสามารถเข้าถึงข้อมูลและดูแลผู้ป่วยอย่างรวดเร็วแบบ Realtime

นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์เอกซเรย์แขนกล ARTIS pheno ห้องผ่าตัดอัจฉริยะไฮบริด (Hybrid OR) ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ถูกต้อง และความปลอดภัยให้การผ่าตัดกระดูกและข้อ พร้อมด้วยห้องผ่าตัด Intervention Suite สำหรับการผ่าตัดและการทำหัตถการโรคสมองและระบบประสาท

นอกจากจะเน้นเรื่องของเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยแล้ว BIH ยังเป็น Green Hospital ตามมาตรฐาน The LEED 2009 For Healthcare สหรัฐอเมริกา โดยมีพื้นที่สีเขียวและสวนที่มองเห็นได้จากห้องพักผู้ป่วยเพื่อบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สบาย ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่โรงแรม 5 ดาว ที่สำคัญ ในห้องผู้ป่วย ICU จะมองเห็นวิวและเปิดม่านรับแสงธรรมชาติได้ทุกห้อง เพื่อลดความสับสนของคนไข้ขณะที่รักษาตัวในโรงพยาบาล

การบริหารโรงพยาบาลเอกชนในยุคที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเป็นเรื่องที่น่าสนใจ จากที่เคยแข่งขันกันโดยเน้นความเป็น Medical Hub ดึงลูกค้าจากต่างชาติ และมุ่งเน้นการขยายสาขา มาสู่การเน้นความเป็นเลิศเฉพาะด้าน และขยายบทบาทจากการรักษาสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเชิงป้องกัน แพทย์หญิง เมธินี ไหมแพง รองประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 1 และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพจะมาเล่าให้เราฟัง

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ

เป็นผู้บริหารโรงพยาบาลต้องรักษาคนไข้ด้วยไหม

ไม่ต้องค่ะ ที่นี่อยากให้ผู้บริหารดูแลแพทย์ ดูแลพนักงานให้เต็มที่ รวมถึงบริการผู้ป่วย เพราะถ้าต้องตรวจรักษา ด้วยความเป็นหมอที่ต้องใส่ใจ อาจจะทำให้ทำงานด้านอื่นไม่เต็มที่

คุณเคยเป็นหมอเด็กมาก่อน คุณว่าหมอเด็กที่ดีวัดกันตรงไหน

โรคเด็ก 80 – 90 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคง่าย การเป็นหมอเด็กที่ดี เรื่องเก่งยังเป็นรองความใจเย็นกับการให้คำแนะนำคุณพ่อคุณแม่ได้ดี การเลี้ยงเด็กไม่ใช่เรื่องสัญชาตญาณ แต่เป็นเรื่องความรู้ หมอเด็กที่ดีต้องใส่ใจ อธิบายอย่างใจเย็น เวลารักษาก็ต้องเข้าใจเด็ก เพราะบางครั้งเด็กพูดไม่ได้ เวลาเด็กร้องต้องใช้ความเข้าใจมากกว่าความรู้

ในการดูแลการรักษาคนไข้กับการบริหารโรงพยาบาลเหมือนหรือต่างกันยังไงบ้าง

ส่วนที่เหมือนคือ ไม่ว่าเราทำงานอะไรก็ต้องอยากทำให้ดีขึ้น ส่วนที่ต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ แพทย์จะคุยหรือรักษาคนไข้ทีละคน ดูแลชีวิตทีละคนให้หายจากโรค แต่การทำงานของผู้บริหารมีผลกับคนจำนวนมาก ถ้าเราทำระบบให้ดี คนไปกับระบบได้ ผลจะเกิดในวงกว้าง

คุณถือเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

เรารับนโยบายมา แล้วส่งต่อพร้อมกรอบและโครงที่ไม่กว้างมาก ไม่แคบมาก ถ้าไม่มีกรอบเลย ลูกน้องจะไม่รู้ว่าเราอยากไปวิธีไหน เรื่องไหนความรู้เราไม่มี ก็อาจจะมีแต่กรอบ แล้วก็ชวนลูกน้องคุยว่าโครงควรจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ฟังวิธีคิดเขาเลย เราก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไร ส่วนตัวคิดว่าทำงานด้านไหนก็ตาม ลูกน้องต้องเก่งกว่าเราในด้านนั้น ถ้าเขาไม่เก่งกว่าเรา เราจะลำบากแล้ว เพราะเรื่องของเขา เขาต้องเก่งกว่าค่ะ

พอหมอมาเป็นผู้บริหารมักจะไม่ชอบความเสี่ยง คุณว่าจริงไหม

น่าจะจริง แต่พอมาเป็นผู้บริหารเราต้องเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ถ้าไม่เสี่ยงเลยจะทำงานลำบาก ท่านประธาน แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ให้นโยบายว่า เสี่ยงได้ล้มได้ แต่ช่วยลุกเร็ว ๆ ลงทุนก็ยอมเสียหายได้ แต่ช่วยเสียหายน้อย ๆ หน่อย เพราะฉะนั้น ลองได้ทุกอย่าง แต่ต้องล้มเร็วลุกเร็ว

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ

การแข่งขันกันของโรงพยาบาลเอกชนเมื่อ 15 ปีก่อนกับตอนนี้ต่างกันแค่ไหน

ดุเดือดขึ้นมาก เวลาคนทำธุรกิจ มักไม่เน้นแค่ธุรกิจเดียว จะขยายไปนู่นนี่ อาจจะขยายในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันก่อน แล้วค่อยแตกไลน์ข้ามธุรกิจออกไปมากมายก่ายกอง สิบกว่าปีก่อนการแข่งขันคือทำในสิ่งที่เรียกว่า ‘Medical Hub’ เพราะการแพทย์ไทยทันกับการแพทย์ของโลก ประกอบกับความสามารถในการบริการของคนไทยทำให้ Medical Hub ของไทยก้าวหน้ามากมาย ประเทศรอบ ๆ สู้ไม่ได้ แต่ตอนนี้เทรนด์ไม่ใช่แค่รักษาอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ครอบคลุมมากกว่าการรักษา การแพทย์มีทั้งส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาโรค การฟื้นฟู แล้วก็จบด้วยการรักษาที่เรียกว่า Palliative ที่ไม่หวังให้รักษาหายแต่ทำให้คนไข้ไม่ทรมาน และอาจเป็นระยะสุดท้าย

BDMS ทำครบวงจร เราไปแก้แค่ปลายเหตุคือรักษาไม่ได้ น่าจะดีกว่าถ้าทุกคนมีสุขภาพดี คนที่เจ็บป่วยก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ช่วงหลังเราถึงบอกว่า โรงพยาบาลกรุงเทพอยากให้ทุกคนมีสุขภาพดี

ปี 2020 มูลค่าของตลาดสุขภาพที่ไม่ใช่การรักษา ทั่วโลกมีประมาณ 4 จุดกว่า ๆ ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คนจึงเริ่มสนใจกันมากขึ้น BDMS ครบรอบ 50 ปีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในช่วงเริ่มต้นเราถือเป็นเจ้าตลาดในการรักษา แน่นอนว่าหมอก็จะแนะนำเรื่องสุขภาพด้วย แต่อาจจะไม่ได้ชัดเจนนัก แต่มีจุดเปลี่ยนเมื่อ 3 – 4 ปีก่อน เราเริ่มทำ BDMS Wellness Resort ที่ปาร์คนายเลิศ แล้วช่วงนี้เราก็กำลังทำธุรกิจแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้ Landscape การเติบโตของ BDMS เปลี่ยนไป

เดิมเราเป็นผู้ให้การรักษาพยาบาล ขยายธุรกิจแบบ Hospital Network เรามีทั้งหมด 53 โรงพยาบาล แต่ตอนนี้เราปรับทิศทางการทำงาน และการเติบโตไปเป็นธุรกิจสุขภาพครบทุกด้าน Hospital Network เป็นเพียงจุดหนึ่งในภาพใหญ่ เราใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นและเน้นเรื่องผู้สูงอายุ ซึ่งต่อไปจะเป็นพลเมืองกลุ่มใหญ่ของประเทศมากขึ้น

พอเปลี่ยนมาเน้นเรื่องธุรกิจสุขภาพ คู่แข่งยังเป็นกลุ่มเดิมไหม

คนที่ก้าวมาทำเรื่องสุขภาพไม่ใช่โรงพยาบาล อันนี้ทำให้วงการนี้สนุกสนานมากขึ้น ไม่อยากให้มองว่าน่ากลัวนะคะ การทำธุรกิจต้องทำให้เข้ากับยุคสมัย หรือถ้าทำนายได้ นำสมัยนิด ๆ ก็จะสนุก คงเคยได้ยินว่า ผิงอัน บริษัทประกันภัยของจีน มีบูทตรวจสุขภาพของตัวเอง แล้วก็มีอีกหลายวงการที่มาทำเรื่องสุขภาพหรืออาหารสุขภาพ อาหารเสริม คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการโรงพยาบาลมาก่อนจะไม่มีข้อจำกัด ก้าวเข้ามาก็จะมีอะไรแปลกใหม่น่าสนใจ

ตลาดสุขภาพในเมืองไทยใหญ่กว่าตลาดการรักษาแค่ไหน

อย่างน้อยก็ 1.5 – 2 เท่า แล้วก็เสี่ยงน้อยกว่าด้วย

ไม่ถูกฟ้อง ?

ใช่ ถ้าเป็นการรักษา เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ จะเก่งยังไง ทำเต็มที่ ไม่พลาดเลย ก็ยังอาจจะป่วยหนักจนเสียชีวิตได้อยู่ดี แต่ว่าธุรกิจสุขภาพไม่ใช่แบบนั้น สวยขึ้น ผิวสวยไม่มีรอยย่น สุขภาพดี หัวใจเต้นแข็งแรง เลยเป็นธุรกิจที่ทำได้ในหลายวงการ จึงโตเร็วมาก

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง : รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูก

BDMS อยู่ตรงไหนในวงการโรงพยาบาลเอกชน

ในส่วนของการรักษาเราเต็มที่ เน้นการใช้เทคโนโลยีมาดูแลรักษา เป้าหมายของเราคือต้องการเป็นผู้นำในระดับ Asia Pacific คนทั้งภูมิภาคนี้มาหาเราได้ เรารับและส่งคนไข้ได้ทั้งโลก เรามีเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ มีทีมแพทย์ที่รับคนจากอเมริกามารักษาที่นี่ ยุโรปก็ด้วย

เราทำสิ่งที่เรียกว่า Bangkok Hospital Anywhere Anytime ถ้าคิดถึงเรื่องสุขภาพและโรค ก็คิดถึงโรงพยาบาลกรุงเทพ เรามีแอปพลิเคชันที่ติดต่อเราได้ตลอดเวลา สงสัยอะไรก็ถามเราได้ ขั้นตอนที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็แล้วแต่ว่าอยากได้อะไร ก็ต้องนัดคุยกับแพทย์ พยาบาล

ส่วนเรื่องการเป็น Hospital Network เราทำรายได้วิ่งขึ้นลงระหว่างอันดับที่ 2 – 4 ของโลก เราต้องภูมิใจนะคะ นี่คือสิ่งที่ท่านผู้ก่อตั้ง อาจารย์นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ตั้งเป้าไว้ว่า โรงพยาบาลไทยต้องไม่แพ้ใครในโลก แล้วเราก็ไปถึงระดับนั้น เรายังเกาะตรงนี้อยู่ ร่วมกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เมื่อสักครู่บอก

ทำไม BIH ต้องเน้นการเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านสมอง กระดูก และกระดูกสันหลัง

เราเริ่มต้นจากการมีโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและด้านมะเร็งซึ่งแยกตัวออกไปแล้ว เพราะเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของประเทศ ขึ้นลงสลับกัน ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ติดอันดับเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน เมื่อก่อนเราเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตอนนี้เป็นอันดับสอง อุบัติเหตุบนท้องถนน ภาษาหมอเรียกว่า Trauma แพทย์ส่วนใหญ่ที่เข้ามาดูคือแพทย์กระดูกกับแพทย์สมอง

อาการป่วยอันดับต้น ๆ ที่เกี่ยวกับสมองอีกอย่างคือ Stroke หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะฉะนั้น การแยกตัวออกเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางของเราก็คือ แยกตามสาเหตุที่ทำให้คนเจ็บป่วยรุนแรงแล้วเสียชีวิต

ทำไมถึงเน้นให้ที่นี่เป็น International

เราเป็น International ในทุกโรงพยาบาล แค่ไม่มีคำว่า International ติดในชื่อของโรงพยาบาลอื่น จริง ๆ ความหมายของ International คือเราให้บริการคนไข้ทุกชาติ ทุกภาษา ด้วยมาตรฐาน International Care ระดับสากล ในส่วนของ BIH เราตั้งใจให้เป็น Healing Environment ไม่ให้รู้สึกถึงความเจ็บไข้ได้ป่วย มีการตกแต่งด้วยภาพวาดทุกมุม เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกสบายใจ

เราเน้นการดูแลคนไข้แบบองค์รวม ตรงนี้พิเศษมากเพราะมีหมอประจำตัวให้อีกคน สมมติว่าคนไข้เข้ามาด้วยโรคปวดหลัง จะมีคุณหมอกระดูกที่ชำนาญเรื่องกระดูกสันหลังมาดูแล แล้วก็มีแพทย์ประจำตัวคอยดูแลทั้งตัวแบบองค์รวมอยู่ประจำห้อง ช่วยตรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

ห้องพักมีอะไรพิเศษไหม

เราให้ความสำคัญกับเรื่องความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวของคนไข้เป็นอันดับต้น ๆ ทุกห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มี Butler และ Lounge ให้บริการได้ทุกเรื่อง ส่วนคนไข้บางรายอาจมีคนติดตามหรือมีงานต่อเนื่อง เราก็มีห้องใหญ่ที่พร้อมให้ความสะดวกสบาย เช่น มุมลงทะเบียนเยี่ยม ห้องประชุม ห้องทำงาน ห้องโถง ห้องครัว และห้องน้ำแยกเป็นสัดส่วน เพื่อให้คนไข้ผ่อนคลายที่สุดขณะรักษาตัวในโรงพยาบาล

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ

โรงพยาบาลเอกชนตั้งเป้าหมายในทางธุรกิจไว้แบบไหน

แล้วแต่ยุคสมัยด้วย ยุคหนึ่งเราตั้งเป้าว่าจะเป็น International Hospital รับคนไข้ต่างชาติและคนไทยด้วย International ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนไทยนะคะ เราหมายถึง International Standard ในการรักษาพยาบาล กับ International ในแง่การดูแลคนไข้ เราต้องรู้วัฒนธรรมเขา ญี่ปุ่นแบบหนึ่ง เมียนมาแบบหนึ่ง อาหรับต้องอีกแบบหนึ่ง เช่น การชี้ บางชาติทำไม่ได้ ถือว่าไม่สุภาพ หรือห้องของแขกอาหรับต้องไม่มีรูปสัตว์ เราต้องมีความ International ทั้ง 2 แบบที่บอกไป นำมารวมกับ Thai Hospitality ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยที่ชาติอื่นไม่มี

เราผ่านยุคที่อยากเป็น International กับ Medical Hub มาแล้ว ตอนนี้คือยุคของ Excellence Centre ศูนย์แห่งความเป็นเลิศเฉพาะทาง ที่ต้องรู้จริงรู้ลึกในเรื่องนั้น ซึ่งในทางการแพทย์มีการรับรองด้วยองค์กรที่ชื่อ Joint Commission International (JCI) จากอเมริกา แล้วแต่ละโรงพยาบาลก็ทำสิ่งที่เรียกว่า Clinical Care Programme Certification หรือการรับรองว่าเราดูแลคนไข้โรคนี้ได้อย่างเป็นเลิศ ซึ่งที่ BIH ได้รับการรับรองครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสมอง กระดูก หรือกระดูกสันหลัง 

ต้องทำตลาดยังไงคนต่างชาติถึงยอมบินมารักษา

ชาวญี่ปุ่นเป็นคนที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย เราก็เข้าไปในชุมชนของคนญี่ปุ่นหรือบริษัทญี่ปุ่น ส่วนอาหรับ เราก็ต้องมีคนที่พูดภาษาอาหรับได้ ซึ่งในไทยก็มีนักเรียนที่ได้ไปเรียนในประเทศอาหรับ เราก็ชวนมาเป็นแพทย์และพนักงานของเรา การเป็นคนไทยเหมือน Melting Pot เรามีความสัมพันธ์ที่ดีด้วยทุกเชื้อชาติศาสนา การทำงานด้านนี้จึงไม่ยากจนเกินไป

พญ.เมธินี ไหมแพง กัปตันทีม รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูกแห่งแรกของไทยที่รักษาแบบองค์รวม อินเตอร์ ไฮเทค และเป็นศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กัปตันทีม รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูกแห่งแรกของไทยที่รักษาแบบองค์รวม อินเตอร์ ไฮเทค และเป็นศิลปะ

ชาวอาหรับน่าจะบินไปรักษาที่ไหนก็ได้ในโลก ทำไมถึงเลือกมาเมืองไทย

การแพทย์ไทยไม่น้อยหน้าใครในโลกนะ แล้วคนไทยเราก็มีเสน่ห์ เป็นมิตร ค่าใช้จ่ายเราก็ย่อมเยากว่าไปสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป รสชาติอาหารก็อร่อยกว่า

การมีคนไข้ต่างชาติบินมารักษาตัว ประเทศไทยได้อะไรจากสิ่งนี้บ้าง

คร่าว ๆ รายได้จากการเป็น Medical Hub ของไทยเมื่อ 3 ปีก่อน น่าจะใกล้เคียงแสนล้านบาท พอคนไข้ต่างชาติมาเขาก็ไม่ได้จ่ายเงินให้โรงพยาบาลอย่างเดียว ที่นี่เคยมีรถของศูนย์การค้าใหญ่ ๆ มารอรับญาติของคนไข้อาหรับไปช้อปปิ้ง รายได้ไม่ได้เข้าแต่โรงพยาบาล คนอื่น ๆ ก็ได้ด้วย กระทรวงสาธารณสุขก็มีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพซึ่งดูแลด้านนี้ ก็ต้องการอำนวยความสะดวกให้รายได้เข้าประเทศด้วย 

เคยมีกรณีที่คนไข้จะบินมารักษาที่ไทย แล้วขอเลือกโรงพยาบาลที่ภูเก็ตหรือพัทยาไหม

มีค่ะ เรามีโรงพยาบาลที่พัทยา ภูเก็ต สมุย สถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เรามีโรงพยาบาลอยู่หมด ช่วงเปิดประเทศจากโควิดปลายปีที่แล้ว องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของภูเก็ตก็มาทำโครงการรับคนไข้อาหรับกับชาติอื่น ๆ มาพักที่ภูเก็ตกับโรงพยาบาลเรา ดูแลเรื่องการตรวจคัดกรองและกรณีที่มีความเจ็บป่วย

แล้วพอโควิด-19 เริ่มซาลง มีแผนดึงคนไข้ต่างชาติกลับมายังไง

เราก็ต้องไปเยี่ยมเยียนต่อความสัมพันธ์เดิม แต่บางโรคที่เขาหยุดรักษาไป พอเปิดประเทศเขาก็ต้องรีบกลับมา เรื่องการทำการตลาดของโรงพยาบาลไม่หนักหน่วงเท่าเรื่องอื่น ๆ เพราะโรงพยาบาลเราเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว

การเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนในช่วงโควิด-19 ท้าทายยังไงบ้าง

โรงพยาบาลกรุงเทพ ไม่ได้ให้พนักงานออกเลยในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เราผ่านวิกฤตไปโดยไม่ได้เสียใครไปเลยช่วงโควิด-19

น่าจะเป็นช่วงที่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนคึกคักนะ

ไม่จริงเลยค่ะ เดือนเมษายนปี 2020 โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งคนไข้ตกหมด น้อยจนเราต้องรวบบริการหลายอย่างไว้ด้วยกัน โรงพยาบาลเล็ก ๆ สายป่านสั้นไม่น่าจะอยู่รอดอย่างเรา เพราะคนไม่ออกจากบ้านเลย ทุกอย่างหยุดการรักษาหมด แม้กระทั่งโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ใหญ่ ๆ ก็ปิดการรักษาที่ไม่จำเป็นเหลือแต่ฉุกเฉินเท่านั้น คนไข้ก็กลัวติด หมอพยาบาลเราก็กลัวติด ต่างฝ่ายต่างกลัว 2 – 3 เดือนถัดมาเริ่มชินถึงดีขึ้น

แล้วก็เป็นช่วงของความหวาดหวั่น วัคซีนก็ไม่มี เครียดทั้งโรงพยาบาล ในฐานะที่เราเป็นผู้บริหารจะเอาอะไรมาดูแลน้องของเรา ไม่ใช่ในแง่เงินนะคะ เราสายป่านยาว สุดท้ายคนของเรา 3,000 – 4,000 คนอยู่รอดโดยไม่เป็นอันตราย ไม่เป็นโควิด-19 ถึงเป็นก็ต้องไม่หนัก แล้วเราก็ไม่ได้ดูแลแค่คนที่ทำงานกับเรา ถ้าให้วัคซีนพนักงาน แต่ญาติพี่น้องเขาเป็น เขาก็เป็นอยู่ดี แล้วใครจะมีกำลังใจทำงาน ถ้าตัวเองอยู่รอดแต่พ่อ แม่ ลูก สามี เป็นหมด โรงพยาบาลก็ต้องดูแลส่วนนั้นด้วย

ช่วงนั้นน่าจะมีคนไข้มารักษาโควิด-19 เยอะนะ

คนไข้เข้ามาจริง แต่รัฐบาลซึ่งดีมาก เพราะดูแลคนไทยทุกคนว่าให้เข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาล ดูแลค่าใช้จ่ายให้น้อยกว่าต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 3 – 5 เท่า เพราะเรารักษาด้วยมาตรฐานของเรา มีคนเข้าไปดูแลตั้งแต่หน้าโรงพยาบาลเข้ามาจนถึงในห้อง เราไม่รับคนไข้อยู่ร่วมกัน 2 คนในห้องเดียวกัน ยกเว้นอยู่บ้านเดียวกัน ห้องคนไข้ก็ต้องดัดแปลงระบบระบายอากาศใหม่ ต้องลงทุนกับชุดป้องกันโรค แอลกอฮอล์ เยอะแยะมากมายกว่า ค่าใช้จ่ายที่รัฐให้มา แปลว่ายิ่งรับยิ่งขาดทุน แต่เราอยู่ในประเทศไทยก็ต้องช่วยกันดูแลคนไทย ซึ่งสุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ ถือเป็นความภูมิใจร่วมกันของพวกเราทุกคน

โรงพยาบาลวันนี้ต่างจากเมื่อสิบปีก่อนเยอะไหม

ต่างกันพอสมควรค่ะ หลังโควิด-19 Digital Technology โตขึ้นมาก ๆ เกิดนวัตกรรมกันเป็นแถบเลย เกิดหุ่นยนต์ที่ช่วยดูแลคนไข้ มีเครื่องส่องคอส่องหูคนไข้ได้ โรงพยาบาลสนามเราก็ดูแลคนไข้จากจอได้ สอนให้คนออกกำลังกายผ่านจอได้ เรามีโรงพยาบาลในต่างประเทศด้วย เทคโนโลยีช่วยให้หมอเราดูแลคนไข้ที่นู่นได้ หรือระบบ Teleoperation ที่หมอเราร่วมให้คำปรึกษาระหว่างการผ่าตัดที่นู่นได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด แล้วคนไข้ก็ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล เรามีบริการไปเจาะเลือด ไปทำแผลที่บ้าน

พญ.เมธินี ไหมแพง กัปตันทีม รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูกแห่งแรกของไทยที่รักษาแบบองค์รวม อินเตอร์ ไฮเทค และเป็นศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กัปตันทีม รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูกแห่งแรกของไทยที่รักษาแบบองค์รวม อินเตอร์ ไฮเทค และเป็นศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง : รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูก

แล้วอีกสิบปีข้างหน้า โรงพยาบาลจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน

คิดว่าคนจะมาโรงพยาบาลน้อยลง มาเฉพาะที่ต้องมาจริง ๆ การผ่าตัดใหญ่จะลดลง กลายเป็น Minimally Invasive Surgery คือการผ่าตัดแผลเล็ก โดยใส่สายเข้าไปแล้วมีกล้องติดเข้าไปด้วย หลาย ๆ อย่างก็จะใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริงมากขึ้น การรักษาจะทำให้คนเจ็บน้อยลง สะดวกสบายขึ้น และอยู่โรงพยาบาลสั้นลง

คุณมีหลักในการคัดเลือกแพทย์มาทำงานยังไง และทำยังไงให้ทุกโรงพยาบาลรักษาด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ถ้ามีการรับแพทย์ประจำต้องขอคุยด้วยทุกคน เพราะสิ่งที่จะทำให้โรงพยาบาลอยู่ได้อย่างยั่งยืนคือ แพทย์ต้องมีจริยธรรม และต้องศึกษาหาความรู้ในการดูแลผู้ป่วย แพทย์เป็นคนมีเหตุผล ถ้าเราสั่งโดยไม่บอกเหตุผลน่าจะลำบาก เราต้องคุยกันบ่อย ๆ

เรามี Medical Executive Committee เป็นคณะกรรมการขององค์กรคณะแพทย์ฯ ซึ่งมาดูแลมาตรฐานของการรักษา แพทย์จะมารวมตัวกันพิจารณาว่า ถ้าจะนำการรักษาแบบใหม่เข้ามาใช้ แพทย์คิดว่าอย่างไร

อย่างที่บอกตอนต้น ถามว่าเราเก่งเท่าแพทย์ไหม ไม่เก่ง เราเน้นเรื่องบริหาร แต่แพทย์เขาก็จะมีความรู้ของเขา เขาก็จะมารวมตัวกันแล้วพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น มีการรักษาแปลกใหม่อะไรสักอย่าง อยากจะเข้ามาในนี้ ผู้บริหารไม่ได้พิจารณาแต่อย่างเดียว ผู้บริหารจะฟังแพทย์ว่าอันนี้โอเคไหม ถ้าเขาบอกว่าได้ ด้วยสิ่งที่เราเรียกว่า Evidence Based ดูแล้วการรักษานี้ปลอดภัยสำหรับคนไข้ เขาก็จะ Approve มา เราก็จะโอเค อันนี้แพทย์จะช่วยดูแลเรื่องมาตรฐาน เป็นกลุ่มแพทย์ที่ได้รับคัดเลือกเลือกตั้งมาดูแลเรามีประธานองค์กรแพทย์ เรามี CMO (Chief Medical Officer) หรือผู้บริหารของโรงพยาบาล เป็นแพทย์ซึ่งดูแลและสนับสนุนให้แพทย์มีความสุข ถ้าทำผิดก็มีบทลงโทษ ที่นี่เรายึดถือเรื่องจริยธรรม ถ้าแพทย์ทำผิดจริยธรรมก็ให้ออก

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ

10 เรื่องที่จะทำให้คุณรู้จัก แพทย์หญิงเมธินี ไหมแพง มากขึ้น

1. เรื่องที่คุณโพสต์บ่อยที่สุดในเฟซบุ๊ก

ไม่โพสต์เลย เพราะมีจุดเปราะบางหลายจุด ยังไงคนก็รู้ว่าเราทำงานที่ไหน ไม่อยากให้องค์กรมีปัญหากับบางเรื่อง ซึ่งบางทีเราก็ไม่ทันคิด ส่วนใหญ่จะโพสต์เรื่องชื่นชมเพื่อน เช่น สวยจัง ยิ้มสวย น่ารักนะ

2. ลูกน้องแบบไหนที่รักที่สุด

รู้หน้าที่ตัวเอง รู้ว่าต้องทำอะไร

3. ถ้าได้พรวิเศษ 1 ข้อที่รักษาโรคอะไรก็หาย อยากเอาไปรักษาโรคอะไร

มะเร็ง แม้ว่าจะไม่ได้ร้ายแรงกว่าโรคอื่นนัก ส่วนใหญ่รักษาหายได้ แต่คนทั่วไปพอรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง พลังชีวิตจากที่เคยมีร้อยจะเหลือศูนย์ ความรู้สึกที่มีต่อโรคอื่นยังไม่ขนาดนี้ อาจจะเพราะเคยเป็นหมอที่ดูแลโรคมะเร็งด้วย

4. ถ้าได้รับเชิญให้ไปสอนนักศึกษาแพทย์อีกครั้งในยุคนี้ อยากไปสอนอะไร

อยากให้น้อง ๆ เป็นคน Smart แปลว่าต้องมีสติและต้องปรับตัวให้ทันยุค รู้หน้าที่ รู้ตัว อยากให้เขามีสิ่งนี้มากกว่าความรู้วิชาการอีก เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีนอกเหนือจากจริยธรรม จรรยาบรรณ

5. แผนกที่เดินไปเยี่ยมบ่อยที่สุด

ICU ส่วนใหญ่มาดูน้องพยาบาลว่าเขาสุขทุกข์ยังไง เพราะห้อง ICU งานหนัก

6. รับประทานอาหารเที่ยงที่ไหน กับใคร

ห้องพักแพทย์ ตอนนี้ต้องทานคนเดียว เพราะต้องนั่งแยกโต๊ะ

7. สิ่งที่ทำได้ดีรองจากรักษาคนไข้

มีทักษะในการเข้าใจคน และมองคนออก (ในแง่การทำงาน)

8. ถ้าไม่คุยเรื่องงาน คุยเรื่องอะไรกับคุณแล้วจะสนุกที่สุด

เรื่องเที่ยว

9. คุณให้คะแนนลายมือตัวเองเท่าไหร่

6/10

10. คนไข้เคสไหนที่ใจฟูทุกครั้งที่คิดถึง

เวลารักษาคนไข้หายเราก็ดีใจ ภูมิใจ แต่เวลาดูแลคนไข้มะเร็งเด็ก มีหลายครั้งที่เด็กเสียชีวิตแล้ว พ่อแม่ยังมาขอบคุณว่าเราดูแลให้ลูกเขาเสียชีวิตอย่างไม่ทุกข์ทรมาน อย่างเข้าใจ มีครั้งหนึ่งมีเด็กที่เป็นมะเร็งพับนกกระเรียนใส่เต็มขวดมาให้ เป็นของขวัญที่ภูมิใจมาก

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load