ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร เป็นนายธนาคารที่ขึ้นชื่อเรื่องความคิดต่าง คิดนอกกรอบ มีวิธีบริหารงานและบริหารคนที่แตกต่าง เข้ายุคเข้าสมัย บางอย่างก็ดูจะล้ำยุค จนน่าแปลกใจว่าเขาบริหารธนาคารของรัฐบาลแบบนี้ได้ด้วยหรือ

น่าสนใจขนาดนั้น The Cloud ก็เลยชวน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มานั่งคุยกันเรื่องแนวคิดในการบริหารธนาคาร ในรายการ Talk of The Cloud ถ้าใครสนใจกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Quick Win’ สร้างชัยชนะด้วยความรวดเร็ว ในสงครามแบบมหากาพย์ที่ต้องรบกันแบบยาว ๆ ต้องลองชมกันดูครับ

ไหน ๆ ก็มีโอกาสได้นั่งคุยกับสุดยอดผู้บริหารนักคิด เราก็เลยขอคุยกับ ดร.รักษ์ อีกสักเรื่อง เป็นแนวคิดของการเป็นนักบริหาร ที่ผู้อ่านนำไปประยุกต์ใช้ได้แบบง่าย ๆ

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก ดร.รักษ์ กันสักนิด

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

เขาจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ ต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ตามด้วยปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ เคยนั่งเก้าอี้รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เมื่อปี 2559 แล้วย้ายไปรับตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่นั่นเขาได้ทำโครงการอันโด่งดังอย่าง ‘คลินิกหมอหนี้’ เป็นนายธนาคารที่สวมเสื้อยืดออกไปเดินข้างถนน แก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนให้ประชาชน

ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งนายใหญ่ของ EXIM BANK อีกรอบ เมื่อ 1 เมษายน 2564 ในวันที่เขามีอายุ 47 ปี

ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของธนาคารที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ

สถิตินั้นไม่น่าตื่นเต้นเท่า เขาทำให้ธนาคารบรรลุเป้าสินเชื่อปี 2564 ได้แล้ว ซึ่งตอนนี้ผ่านไปแค่ 5 เดือนเท่านั้น

ถ้าคุณชอบฟังผู้บริหารเล่าความคิดคม ๆ แบบแตกต่าง คุณจะรัก ดร.รักษ์ แน่นอน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือความยากของการเป็นผู้บริหารธนาคารที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง

ผมว่าเป็นเรื่องการบริหารความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เหมือนคุณเป็นลูกค้าฝากเงินกู้เงินของธนาคารใดก็ตาม คุณก็คาดหวังกับธนาคารนั้น ความคาดหวังนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน นายแบงก์หลายคนโดยเฉพาะนายแบงก์ภาครัฐ เขาไม่สนใจ ไม่ฟัง เขาสนใจแค่จะขายของชิ้นนี้ ราคาเท่านี้ เงื่อนไขแบบนี้ ซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ไป พอซื้อแล้วเขาก็ไม่มาสนใจว่าคุณจะรู้สึกยังไง ได้วงเงินสินเชื่อสะดวกรวดเร็วไหม ตอนมีปัญหาโทรมา มีคนรับสายหรือเปล่า หรือต้องคุยกับคอมพิวเตอร์

นี่เป็นเรื่องการบริหารความคาดหวัง ใครบริหารความคาดหวังได้ดีที่สุด จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุด มันเป็นเกมช่วงชิงความคาดหวัง เพราะฉะนั้นนายแบงก์รุ่นใหม่ต้องไม่หูดับ ต้องฟังให้มากขึ้น แต่คนที่ขึ้นบันไดชีวิตขึ้นไปเรื่อย ๆ หูจะพิการ ตาจะเริ่มแคบ ไม่มองกว้าง แล้วมีสิ่งที่เรียกว่าอัตตา ก็คิดแบบนี้ จะทำอย่างนี้

ก่อนที่ EXIM BANK จะออกผลิตภัณฑ์ ผมจะมี Focus Group ให้พนักงานไปคุยกับพันธมิตร คนที่ร่วมปล่อยเงิน ลูกค้าจริงที่เดินเข้ามาในธนาคาร และคนที่เป็นผู้ตรวจประเมินเรา ถ้าเราทำแบบนี้คุณคิดยังไง เราก็จะบริหารความคาดหวังได้สามร้อยหกสิบองศา หลังจากนั้นก็มาดูว่า แล้วเพื่อนพนักงานของเราล่ะ ผมจะเช็กทุกครั้งเวลาที่มีโอกาสได้พูดคุยกันว่าเขาคิดยังไง มีประเด็นอะไรไม่พอใจในสิ่งที่เราดูแลไหม

เราเอาสิ่งที่เรียกว่า Flexi Hours มาใช้ก่อนโควิดอีก จะดีกว่าไหมถ้าไหน ๆ คุณต้องไปส่งลูกตอนเช้าอยู่แล้ว คุณก็เริ่มงานได้ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แล้วสามโมงครึ่งก็ไปรับลูก ทำไมต้องรอให้ถึงสี่โมงครึ่งหรือห้าโมงครึ่ง หลัง ๆ ผมไปไกลกว่านั้น คือ เอางานเป็นตัวตั้ง ผมไม่สนใจการตอกบัตร พอเรามีสัญญาใจระหว่างกัน ก็ถอดเครื่องสแกนนิ้วไปได้เลย สิ่งพวกนี้มาจากการคุยกับเขา ได้บริหารความคาดหวัง แล้วเขาก็รู้ว่าผมคาดหวังอะไรในตัวเขา

ผมไม่ชอบรำวง เพราะฉะนั้นผมจะเอาผลงานเป็นตัวตั้ง บางคนไม่สามารถส่งมอบผลงานได้ จะเอากระบวนการมาเป็นตัวตั้ง อ้างว่าทำไม่ถึงเป้าเพราะปัญหาตรงนั้นตรงนี้ ผมก็จะคุยกับเพื่อนพนักงานอย่างเป็นพี่เป็นน้องกันว่า ผมไม่สนใจกระบวนการว่าคุณจะมากี่โมงกลับกี่โมง หรือคุณจะแบ่งเวลาดูแลลูกครึ่งวัน ขออย่างเดียวว่าวันจันทร์ผมต้องได้ผลงานตามที่เราตกลงกัน

ผลงานก็เป็นการตกลงร่วมกัน ไม่ใช่นายจ้างจะสั่งเท่าไหร่ก็ได้ พวกคุณเสนอมาว่าคุณทำได้กี่ชิ้น คุณบอกแปดสิบ ผมบอกร้อย พบกันครึ่งทางได้ไหม แปดสิบห้า เก้าสิบ แต่เราสัญญากันแล้วนะ จับมือกันแล้ว ออกจากห้องไป วันจันทร์เจอกันเก้าสิบ นี่คือภาพที่ทำให้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แล้วตกลงร่วมกันได้

เราต้องฝึกให้ทุกคนเปล่งเสียงความต้องการของตัวเอง เพราะบางคนโดนสะกดจิตตั้งแต่เด็ก ห้ามออกเสียง ห้ามเสนอความเห็น ปัจจุบันเป็นยุคที่ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่มีคลานเข่า ไม่มีคำว่านายกับลูกน้อง มันเป็นแค่หัวโขน เราต่างทำหน้าที่ของกันและกัน ผมเป็นนายคุณ ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตคุณ สิ่งที่เราปฏิบัติต่อกัน เราปฏิบัติด้วยความเคารพ ผมเคารพในวิชาชีพคุณ เคารพความเป็นมืออาชีพคุณ คุณก็ต้องเคารพในความเป็นมืออาชีพของผม ผมเป็นผู้ควบคุมคุณ แต่ควบคุมด้วยมนุษยธรรม ความยุติธรรม และหัวใจ

KPIs ที่นี่เป็นแบบสามร้อยหกสิบองศา ผมอาจจะได้คะแนนประเมินแย่ก็ได้ แต่ลูกน้องจะบอกได้ว่าผมฟัง และทำสิ่งที่ควรต้องทำ และทำมากกว่าที่คนคาดหวัง เพราะผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่านี้ได้อีกจากการฟังกันและกันมากขึ้น เพื่อดูแลกันและกันให้ดีขึ้น

การเป็นผู้บริหารองค์กรในวัยสี่สิบกว่า ๆ ต่างจากการเป็นในวัยสามสิบของธุรกิจยุคใหม่ หรือเป็นในวัยห้าสิบขององค์กรยุคเก่ายังไง

คนวัยสี่สิบกว่าคือวัยกลางคน ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป บางคนมาอยู่ในตำแหน่งนี้ตอนอายุห้าสิบแปด เขาต้องยกการ์ดสูงเพราะเหลือเวลาน้อย เขาไม่สามารถ Commit อะไรที่ใหญ่เกินตัวได้ การมาอยู่ตรงนี้เร็วเกินไป ก็มีความฝันเยอะ มีความจริงน้อย มาอยู่ตอนวัยกลางคน เป็นรสชาติที่กำลังดี คือไม่ยกการ์ดสูง สร้างอะไรที่เซ็กซี่เฟี้ยวฟ้าวได้ แต่ก็ไม่ประมาท

ยุคนี้ไปลองดูผู้บริหารขององค์กรระดับโลก Top 20 ที่อยู่ใน Forbes หรือ Harvard Business Review เราจะเห็นว่าอายุของผู้บริหารที่เป็นไวน์ที่อร่อยที่สุดในการดื่มคือ สี่สิบเอ็ดบวกลบ ไม่แก่ไป ไม่เด็กไป สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยต้องปรับ ถ้าคุณรอให้เขาขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งตอนอายุห้าสิบเจ็ด ห้าสิบแปด เขาเหมือนมาพูลวิลล่า มาเพื่อเกษียณ มาเพื่อป้องกันตัว มาเพื่อทำอะไรบางอย่างที่อาจจะไม่เคยทำในอดีต มันเป็นแค่ความฝันของเขา ไม่ใช่ความฝันของประเทศ ไม่ใช่เป็นความฝันของประชาชน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

อะไรคือทักษะที่ผู้บริหารยุคนี้ควรมีที่สุด

เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะว่ามีคำว่าที่สุด ผมคิดว่าเป็นเรื่องของส่วนผสม ผมอาจจะตอบไม่ตรงคำถามนะ ตอนที่เราโตมา เราอ่านหนังสือได้เป็นเล่ม ๆ แต่วันนี้การอ่านหนังสือแบบนั้นไม่ได้ถูกจริตกับคนยุคนี้อีกต่อไป ต้องเขียนอะไรให้ไม่เกินหนึ่งหน้าไลน์ หรือหนึ่งคืบ ต้องสื่อสารให้อ่านเข้าใจในหนึ่งคืบ ถึงจะโดน เราเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้ แต่ปรับการสื่อสารของเราได้ จะไปยากอะไร เรามีหนังสือดีหนึ่งเล่ม แล้วก็มีเรื่องย่อหนึ่งคืบที่สรุปประเด็นไว้ปกหลัง ถ้าคุณอ่านเรื่องย่อแล้วโดนค่อยมาอ่านหนังสือ

ผู้บริหารในอนาคตควรมีทักษะการสื่อสาร ทั้งพูด อ่าน เขียน บางคนจบมาจากสถาบันที่ดีมาก แต่สื่อสารไม่ได้เรื่องเลย พูดสามนาทีบนโพเดียม ผมรู้สึกว่าเอาปืนจุดสามห้ามายิงผมดีกว่า ทนฟังไม่ได้ (หัวเราะ) วันนี้เราไม่ได้ลงทุนสร้างผู้ประกอบการอย่างเดียว แต่ต้องสร้างผู้บริหารที่จะไปโค้ชผู้ประกอบการด้วย

ทักษะหนึ่งที่ต้องสร้างคือ การสื่อสาร ผู้บริหารภาครัฐส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ทำ Media Training แต่ผมทำ ผมลงเรียนของผมเอง ผมทนไม่ได้ถ้าตัวเองอยู่หน้ากล้องแล้วพูดไม่รู้เรื่อง หรือตอบไม่ตรงประเด็น

คุณต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ต้องเติมเนื้อหาใหม่ ๆ เข้าไปได้ แล้วก็ต้องลบความทรงจำเก่า ๆ ได้เหมือนกัน บางเรื่องมันใช้กับโลกอนาคตไม่ได้แล้ว เราต้องปลดพันธนาการของสิ่งที่เคยจดจำมาในอดีต สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ของผู้บริหารยุคใหม่

ถ้าสอนลูกน้องได้แค่เรื่องเดียว คุณอยากสอนอะไร

การถ่อมตัว การโน้มตัวลงมาให้ต่ำกว่าจุดที่คุณคิดว่าคุณจะต่ำได้ โดยยังรักษาความดีของตัวเอง ประนีประนอมให้มากที่สุด แต่ไม่ประนีประนอมกับเรื่องความไม่ถูกต้องและสิ่งไม่ดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนของเส้นทางอาชีพ คุณก็จะเปิดใจรับฟังคนได้ในทุกระดับชั้น ผมนั่งทานข้าวและคุยกับพนักงานทำความสะอาดของ กทม. ได้ คุยสนุกสนานกับพี่วินมอเตอร์ไซค์หรือคนขับแท็กซี่ได้ เพราะสิ่งที่เขาเล่า เป็นโจทย์ที่ผมต้องเข้าไปแก้ นี่คือพันธกิจของเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ถ้าเราไม่โน้มตัวลงไป หรือไม่เปิดใจรับฟัง เราจะไม่มีทางได้ยินเสียงของคนเหล่านั้นเลย

แล้วก็ให้พื้นที่ที่ปลอดภัยกับพวกเขา ผมจะพูดกับลูกน้องว่า ทุกอย่างจบที่ห้องนี้ ออกจากห้องไป เราจะกลับไปรู้สึกแบบเดิม ห้องนี้เป็นห้องแห่งความปลอดภัย เราต้องเคารพในความคิดเห็นของเขา ถ้าเป็นประโยชน์กับองค์กรเราก็ให้เครดิตเขา นายบางคนชอบขโมยไอเดียลูกน้อง ไปบอกว่านี่ฉันคิด ฉันทำ ผลออกมาตรงข้าม แต่ยิ่งผมบอกว่า คุณคนนั้นเป็นคนคิด คุณคนนี้เป็นคนทำ ผมเองยิ่งดูดี ผมจะบอกว่าของบางอย่างต้องโค้ชกัน การที่จะทำให้สังคมเรามีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้นำของสังคม ต้องอาศัยการเรียนรู้ และการโค้ช

หลายคนถามผมว่า พอหมดเทอมที่นี่ผมจะทำอะไร ผมอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อยากเป็นเจ้าของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดของประเทศ ผมรู้สึกว่ามันต้องเริ่มต้นจากตรงนั้น ตรงนี้มันสายเกินไปแล้ว เราต้องย้อนกลับไปสร้างประชากรที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ดร.รักษ์ EXIM BANK นายแบงก์ครีเอทีฟ ผู้สร้าง Quick Win ในสงครามมหากาพย์

คุณว่าการทำงานกับคนวัยยี่สิบหรือวัยห้าสิบแบบไหนยากกว่า

ห้าสิบเป็นน้ำเต็มแก้ว ยี่สิบเป็นแก้วเปล่า ท้าทายกันคนละแบบ น้ำเต็มแก้วก็ต้องพยายามรินน้ำที่เต็มออกโดยไม่ให้หก หรือเปื้อนโต๊ะ แล้วก็ต้องเติมสิ่งที่เราต้องการในตัวตนของเขาเข้าไปใหม่ อายุห้าสิบมีตัวตน มีอัตตา ยากจะเปลี่ยนความคิด หรือแนวทางปฏิบัติเดิมของเขา

วัยยี่สิบเหมือนแก้วเปล่า เติมเท่าไหร่ก็แทบจะไม่เต็ม เพราะการเติมให้เต็มใช้เวลานาน มันเป็นเรื่องของการลงทุน เราต้องลงทุนกับพนักงานที่เพิ่งจบใหม่ เพื่อให้เขามีศักยภาพในการทำงาน หลายคนเขียนเป็นทฤษฎีว่า สามปีแรกของการเริ่มงานที่ไหนก็ตาม นายจ้างขาดทุน เงินเดือนหมื่นห้า สองหมื่น สามหมื่น ที่จ่ายให้ไป เราต้องตามไปโค้ชอีก เขายังทำงานไม่ได้เท่าเงินที่เราจ่ายไป

แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็คือ ทำยังไงให้วัยห้าสิบกับยี่สิบอยู่ด้วยกันได้ เพราะเขาคิดกันคนละแบบ เวลามองปัญหา มองกันคนละมุมเลย ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก ผมพยายามทำให้มีพื้นที่ปลอดภัย มีสิ่งที่เรียกว่า Community of Practice (CoP) เพื่อให้คนที่ไม่ต้องมีตำแหน่งระดับสูงในองค์กร แต่เป็นคนเก่งที่สุด เช่น ถ้าพูดเรื่องสินเชื่อเอสเอ็มอี อาจจะเป็นพนักงานระดับกลาง แต่เขาเก่งที่สุดในองค์กรนี้ พูดเรื่องเมียนมาอาจจะเป็นหัวหน้าสำนักงานผู้แทนในย่างกุ้งที่เมียนมาซึ่งเก่งมาก เราก็ให้บทบาทเขาขึ้นมา ให้เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ของเขา วันนี้ถ้าไปอยู่ในห้องเรียนของ EXIM BANK คนที่มาสอนคือลูกค้านะ ไม่ใช่นายแบงก์ เราเชิญคนที่ประสบความสำเร็จหรือผ่านปัญหานั้นมาได้ มาแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ ฟัง ไม่ใช่นายแบงก์มาสอน ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ตั้งแต่ทำงานมา จุดไหนที่คุณคิดว่าประสบความสำเร็จสูงสุด

คลินิกหมอหนี้ ผมทำตอนอยู่ที่ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) วันนี้คลินิกหมอหนี้ ได้ยกวิทยฐานะจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เป็นโครงการที่ขอให้ทุกสถาบันการเงินในประเทศไทยทำ กลายเป็นวาระแห่งชาติ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ในวันที่เราเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนคน จะต้องร่ำลาพนักงานเกือบร้อยคนเลย ทำยังไงไม่ต้องลาจากพวกเขา เขาก็มีลูกมีเมีย มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เราก็เปลี่ยนเขามาเป็นคุณหมอที่ช่วยบริหารจัดการหนี้เสียของประชาชน แทนที่จะแจกซองขาวให้เขา

จากจุดตั้งต้นในการแก้ปัญหาองค์กร วันนี้กลายมาเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาประเทศ เราทำก่อนที่หนี้ครัวเรือนจะโดดขึ้นมาเป็นเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในวันนี้ เราเอานายแบงก์ที่ทำงานในปัจจุบันไม่ได้ ออกมาเดินข้างถนน มาช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

ชีวิตของคุณเคยเจอความล้มเหลวบ้างไหม แล้วมันสอนอะไรคุณบ้าง

ห้องประชุมที่อยู่ห่างจากตรงนี้ยี่สิบก้าว คือห้องที่ลูกน้องเคยอุ้มผมไปห้องไอซียู นี่คือความล้มเหลวของผม ผมนั่งประชุมจนเลือดท่วมกระเพาะอาหาร เลือดออกในช่องท้องผมสองลิตรครึ่ง เพราะผมเป็นกรดไหลย้อน ผมเป็นคนที่ถ้าคุณแทงผม ต้องแทงให้ลึกมาก กว่าผมจะร้อง ผมเป็นลูกทหาร ถูกฝึกให้กลืนความเจ็บปวดของตัวเอง ความเจ็บปวดของคนทั่วไปนั้นสำหรับผมถือว่าธรรมดามาก ร่างกายเตือนผมมาหลายปีแล้วนะ แต่ผมก็ไม่เคยฟัง

จนเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องแตก เลือดก็เอ่อขึ้นมา พอลุกเปลี่ยนอิริยาบทก็อาเจียนเป็นเลือด ผมต้องไปนอนเล่นที่ห้องไอซียู ลูกน้องผมเลยเรียกห้องประชุมสะแกวัลย์ (ห้องที่เกิดเหตุ) ว่าห้อง Scary เพราะนายเกือบจะตายคางาน คนที่บอกว่าทำงานหนักไม่ตาย ไม่จริง ผมเกือบตายมาแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงภาพลูกเมียยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัด ถามว่าเอาชีวิตมาทิ้งตรงนี้คุ้มไหม เราเห็นหน้าเศร้า ๆ ของพ่อแม่ตัวเองที่ยังต้องดูแลในวันที่ท่านแก่เฒ่า มันคุ้มกันไหม ทุกวันนี้ผมเลยจัดสรรเวลาอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนมาทำงาน ผมบอกเลขาว่า อย่าโทรหาผมก่อนสิบโมงเช้า ผมรู้ว่านี่คือเวลาที่ผมต้องบอกรักภรรยากับลูก ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ ผมจะไม่ให้ปัจจัยที่ผมควบคุมได้มารบกวนเวลาของผม

แล้วผมก็พยายามสอนทุกคนว่า คุณต้องมีเวลาส่วนตัว มีเวลาที่จะเติมเต็มจิตวิญญาณของตัวเอง ขณะเดียวกันผมก็มีเวลาที่บอกลูกเมียว่า อันนี้เป็นเวลาของพ่อ ขอพื้นที่ส่วนตัวให้พ่อนะ นี่คือที่มาของการพยายามแบ่งตารางชีวิตตัวเอง ทุกคนมีเวลาเท่ากันคนละยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำยังไงให้เติมเต็มจิตวิญญาณของเราได้มากที่สุด แล้วเราก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่ ภาพตอนใช้ชีวิตในห้องไอซียูสอนผมแบบนี้

คุณอยากให้โลกจำว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

ไม่เคยคิดเลย (คิดนาน) อย่างแรก ผมไม่อยากมีตัวตน ไม่ได้อยากอยู่ในห้องจาริกานุสรณ์ เวลาคุณไปตามบริษัทใหญ่ ๆ จะเห็นภาพอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ติดทุก ๆ สองเมตร ให้จำ จำ จำ แต่ผมไม่เชื่อในความทรงจำเหล่านั้น ผมไม่เคยอินกับภาพผู้อาวุโสพวกนั้นเลยนะ

ผมอยากให้คนจำงานของผม จำว่ามีคลินิกหมอหนี้ จำได้ว่าช่วยผู้ประกอบการไทย ทำประโยชน์อะไร ให้กับใคร เราเอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือเอากลับมาใช้ใหม่ได้ไหม สิ่งเหล่านี้น่าจดจำมากกว่า

ถ้าเกิดคนชื่นชมผลงานของคุณทั่วประเทศ แต่ไม่รู้ว่าใครทำ คุณจะเสียใจไหม

ไม่เลย มันเป็นความสวยงามมากกว่า พื้นที่สมองมีจำกัด ถ้าเราต้องมานั่งจำว่า นายสมชายทำงานนี้เมื่อปีนั้น นางสมหญิงทำงานนั้นเมื่อปีนี้ มันเปลืองสมอง จำแค่งานและประโยชน์จากงานนั้นน่าจะดีกว่า

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้เชื่อว่า “เราต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณตัวเอง โดยไม่เป็นมนุษย์ที่บกพร่องต่อหน้าที่”

10 เรื่องของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1. วิชาที่ชอบที่สุดสมัยเรียน

ประวัติศาสตร์ เพราะมันสอนให้เราไม่ทำผิดซ้ำซาก

2. ชื่อคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ

พระพุทธเจ้า ผมรอดจากวิกฤตของชีวิตทุกครั้งด้วยธรรมะ

3. ตอนเช้าคุณทำอะไรก่อนออกจากบ้านบ้าง

ผมตื่นตีสี่ ช่วงตีสี่ถึงตีห้าผมจะอ่านหนังสือที่เติมเต็มจิตวิญญาณ ทั้งธรรมะ บทความ การเรียนรู้ใหม่ๆ ช่วงตีห้าครึ่งถึงหกโมงครึ่ง ผมจะวิ่ง วิ่งวันละหนึ่งชั่วโมง เป็นการเติมเต็มความแข็งแรงให้ร่างกาย แล้วก็ตรวจงานลูกน้อง พอลูกและภรรยาตื่น ก็เป็นเวลาที่อยู่กับครอบครัว อ่านนิทานให้ลูกฟัง ทำอาหารให้ภรรยาทาน แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน สิบโมงเช้า ผมพร้อมทำงานเต็มที่

4. ช่วง WFH ถ้าไม่อยู่หน้าจอ คุณจะอยู่ที่ไหน

อยู่กับหนังสือ ผมอ่านหนังสือผ่านจอไม่ได้ ต้องได้กลิ่นกระดาษ กลิ่นหมึก ผมมีห้องสมุดของผมที่บ้าน มนุษย์ทุกคนควรมีเวลาใช้ชีวิตกับโลกแห่งหนังสือนะ

5.วันไหนมาออฟฟิศ คุณทานอาหารเที่ยงที่ไหน กับใคร

ทานข้าวคนเดียว ในห้องประชุม ผมใช้ชีวิตใกล้เคียงคนคุกนะ (หัวเราะ) ถึงเวลาพี่ ๆ น้อง ๆ ก็เอาอาหารมาให้ ผมก็อยู่กับงาน และอาหารตรงหน้า

6. คุณเดินไปแผนกไหนบ่อยที่สุด

สำนักกรรมการผู้จัดการ คือสำนักของผมเอง เพราะต้องไปตามงาน ถัดจากนั้นก็เป็นฝ่ายวิจัยธุรกิจ และทีมที่ดูแลงานพัฒนาผู้ประกอบการ

7. กลุ่มเพื่อนที่สนิทที่สุด

เพื่อนมัธยมปลาย ที่โรงเรียนจิตรลดา

8. ถ้าต้องเปิดร้านขายของออนไลน์ คุณขายอะไรได้บ้าง

ขายวิธีการแก้ปัญหา เป็นบริการให้คำแนะนำแบบออนไลน์

9. ถ้าพักร้อนปิดมือถือได้หนึ่งเดือนจะทำอะไร

ใช้หนี้คนที่ผมติดหนี้ นั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ที่เกือบครึ่งปีแล้ว ผมแทบไม่เจอหน้าท่านเลย และลูกกับภรรยาที่ผมไม่เคยได้ทำตามสัญญาเลย เพื่อนที่บอกว่าจะไปกินข้าว ไปเที่ยวเล่นกับเขา แต่ไม่เคยได้ไป

10. เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้

การ WFH ทำให้รู้ว่า ภรรยาเรารับภาระหนักแค่ไหนในการดูแลลูกอายุหกขวบ เรามักคิดว่าฉันทำงานเหนื่อย เธอเป็นแม่บ้านสบาย พอวันนี้เราได้อยู่กับเขา เหมือนได้สลับวิญญาณกัน ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย ชีวิตแม่บ้านไม่ใช่งานสบายอย่างที่คิด ได้เข้าใจครอบครัว และการสร้างสมดุลชีวิตมากขึ้นด้วย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ธุรกิจประกันอ่วม เจอพิษโควิด ขาดทุนระนาว
หน้าข่าวบนไทม์ไลน์ปรากฏขึ้น ชี้ให้เห็นชัดว่าธุรกิจประกันหลายแห่งในไทยกำลังย่ำแย่ในปีนี้ สาเหตุหลักเกิดจากการนำเสนอกรมธรรม์โควิด-19 แบบ เจอ..แต่จ่ายไม่ไหวและไม่จบ ด้วยการแพร่ระบาดที่ยาวนานกว่าที่ใครหลายคนคิด และกำลังจ่ายที่น้อยลงของประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง หากประเมินความเสี่ยงผิดพลาด ธุรกิจก็ล้มทั้งยืนได้ง่าย ๆ 

แต่ไม่ใช่สำหรับ อลิอันซ์ อยุธยา ธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัยที่อยู่คู่คนไทยมาครบรอบ 70 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอลิอันซ์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแบรนด์ประกันแถวหน้าของวงการ ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดช่วงหนึ่งของยุคสมัย พวกเขาต้อนรับ โทมัส วิลสัน ชายชาวสหรัฐอเมริกาวัย 60 ปี เข้ามาเป็นซีอีโอของบริษัทเมื่อตอนต้นปี

ตำราธุรกิจมักกล่าวเสมอว่า หนึ่งในหลักการบริหารองค์กรที่สำคัญคือ Put the right man to the right job at the right time. 

โทมัสคือคนคนนั้นสำหรับอลิอันซ์ อยุธยา

ด้วยประสบการณ์ด้านการเงินและบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เกือบ 30 ปี จากรอบโลก และกว่า 12 ปีในฐานะ Chief Risk Officer ของกลุ่มอลิอันซ์ เขาเข้ามาสานต่อภารกิจของธุรกิจประกันรายใหญ่นี้ให้เติบโตอย่างมั่นคง ไม่ลงไปเล่นในเกม เจอ จ่าย จบ ที่เสี่ยงและเป็นปัญหาบานปลายกับทั้งลูกค้าและธุรกิจในภายหลัง แต่ออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายให้เลือกสรร คำนวณความเสี่ยงอย่างเฉียบขาด และอยู่เคียงข้างผู้คนเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาเดือดร้อน  

โทมัส วิลสัน CEO Allianz Ayudhya : สร้างรากฐานให้แข็งแรง เพื่อประกันอนาคตที่ยั่งยืน

9 เดือนแรกของปีนี้และโทมัสในฐานะซีอีโอ เขานำบริษัทที่มีพนักงานราว 1,200 คน ให้สร้างเบี้ยประกันภัยรับปีแรกถึงกว่า 4,417 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบจากปีก่อน และนับจนถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ บริษัทยังดำเนินการจ่ายสินไหมทดแทนให้ผู้ป่วยโควิด-19 ไปแล้วกว่า 16,000 เคส รวมมากกว่า 850 ล้านบาท

นอกจากผลประกอบการที่น่าประทับใจ โทมัสเชื่อว่าแก่นสำคัญของธุรกิจประกัน คือการอยู่เคียงข้างผู้คนและสังคมยามเดือดร้อน เขาใส่ใจและสานต่อภารกิจทางความยั่งยืนของอลิอันซ์ อยุธยา คำนึงถึง ESG (Environmental, Social และ Governance) เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและการช่วยเหลือชุมชน เช่น การจัดแคมเปญสนับสนุนอาหาร 1 ล้านมื้อให้ผู้คน ด้วยรายได้จากกรมธรรม์ และการจริงจังกับการจัดการขยะ 

การผสมผสานของทักษะด้านการบริหารความเสี่ยง ประสบการณ์ และความเป็นมนุษย์ของเขา ทำให้กำแพงทางภาษาและวัฒนธรรมไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ และช่วยนำทางองค์กรให้ผ่านพ้นปัจจัยภายนอกได้อย่างไม่น่ากังวลใจ 

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะเพอร์เฟกต์ ธุรกิจนี้แสนจะซับซ้อน เต็มไปด้วยรายละเอียด แต่นั่นทำให้มุมมอง การปฏิบัติ และวิธีปรับตัวภายในระยะเวลาอันสั้น ของกัปตันทีมที่รับมือและประเมินความเสี่ยงอันยากจะคาดเดามาทั้งชีวิตการทำงานเป็นเรื่องน่าเรียนรู้

ในวันที่โลกธุรกิจมีคำพูดเท่ ๆ ว่าความเสี่ยงที่สุดของธุรกิจยุคนี้คือการไม่กล้าเสี่ยงอะไรเลย เรานัดหมายคุยกับโทมัสที่ประเมินสถานการณ์ด้วยความระมัดระวัง ใจเย็น ไม่ผลีผลาม เพื่อถอดรหัสแนวทางการบริหารงานของเขา ให้องค์กรมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

โทมัส วิลสัน CEO Allianz Ayudhya : สร้างรากฐานให้แข็งแรง เพื่อประกันอนาคตที่ยั่งยืน

คุณย้ายมารับตำแหน่งซีอีโอที่ประเทศไทยในช่วงเวลาที่ท้าทายมาก ปีนี้ของคุณเป็นอย่างไร

เป็นปีที่มีความท้าทายอยู่แล้ว แต่บทบาทหน้าที่ของผมไม่ยากลำบากเท่าที่คาดไว้ตอนแรก

ผมโชคดีที่เข้ามาทำงานในองค์กรที่ทีมบริหารและพนักงานมีส่วนร่วมกันอย่างดีเยี่ยม องค์กรมีรากฐานที่แข็งแรง และโมเดลธุรกิจผ่านการพิสูจน์ให้เห็นว่า รับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เราลงทุนอย่างระมัดระวัง เลยไม่ค่อยได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดการเงิน ในขณะที่ธุรกิจบางรายต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสินทรัพย์และหนี้สิน 

ด้วยแนวทางนี้ เราหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์สำหรับโควิด-19 แบบ เจอ จ่าย จบ และการพิจารณารับประกันที่กลายเป็นปัญหาในภายหลังตามที่เราเห็นกันในข่าว แต่ให้ความคุ้มครองอยู่ภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์สำหรับลูกค้าที่มีประกันสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะได้รับการดูแลเมื่อต้องการจริง ๆ ซึ่งตอนนี้เราจ่ายค่าสินไหมทดแทนเรื่องโควิด-19 ไปมากกว่าหนึ่งหมื่นหกพันเคส รวมมากกว่าแปดร้อยห้าสิบล้านบาทแล้ว โดยไม่ได้พิจารณารับประกันแบบไม่คำนึงถึงความเสี่ยงในอนาคต

รวมกันแล้ว ถือว่าปีนี้เป็นประสบการณ์เรียนรู้ครั้งใหม่ที่ดีของผม

ในวัย 60 ปี ทำไมถึงตัดสินใจรับตำแหน่งนี้ 

เมื่อมีโอกาสเข้ามา มันคงน่าเสียดายหากเราไม่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทายและน่าสนใจ ผมเชื่อมากว่า ชีวิตคนเราควรทำอะไรที่แตกต่างเป็นครั้งคราว

สามสิบปีแรกของชีวิตผมอยู่ที่ซานฟรานซิสโก เบย์แอเรีย ในสหรัฐอเมริกา ส่วนสามสิบปีต่อมา ผมทำงานด้านการบริหารความเสี่ยงในยุโรป กับสถาบันทางการเงินและบริษัทที่ปรึกษามาตลอด ซึ่งผมคิดว่าทำแบบนั้นนานเกินไปด้วย โอกาสในการทำงานที่ไม่เหมือนเดิมจึงน่าสนใจมาก

อีกเรื่องคือภรรยาของผมเป็นคนไทย และเราตัดสินใจว่าจะเกษียณตัวเอง ใช้เวลาอีกสามสิบปีข้างหน้าที่ประเทศไทย 

เช็กลิสต์ของสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรก ๆ ในฐานะผู้นำ

เรียนรู้เรื่ององค์กร คน ปัญหาที่เกิดขึ้น และคิดไอเดียว่าต้องทำอะไรบ้าง ผมรับตำแหน่งซีอีโอ รักษาการในช่วงสี่เดือนก่อนเริ่มจริง เลยพอมีเวลาทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ 

ส่วนด้านธุรกิจ ผมไม่ได้พลิกกระดานหรือเปลี่ยนแปลงอะไรยิ่งใหญ่ แต่ค่อย ๆ พัฒนาจากรากฐานเดิมที่แข็งแรง และให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สร้างกำไรอย่างยั่งยืนมากขึ้น มากกว่าการสร้างยอดขายที่หวือหวา ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ตรงกับคุณค่าที่องค์กรยึดถือ ซึ่งสุดท้ายเราก็ยังเติบโต เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงจบไตรมาสสาม ในขณะที่ตลาดกำลังถดถอย

คุณปรับตัวกับวัฒนธรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างไร 

ผมไม่ใช่คนไทย บุคลิกของผมก็ไม่ใช่ แต่ผมพยายามพูดสิ่งที่คิดอย่างตรงไปตรงมา สร้างสรรค์ และชัดเจน เพื่อลดกำแพงทางภาษา บางครั้งผมอาจพูดตรงไป เมื่อเทียบกับการปฏิบัติตามปกติของคนไทย แต่จากที่ผมเคยทำงานมากับหลากหลายวัฒนธรรมรอบโลก ถ้าเราสื่อสารอย่างชัดเจนและด้วยความเคารพต่อผู้คน ความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างสบายใจและเชื่อใจจะเกิดขึ้น 

ถ้าผมไม่สร้างความสัมพันธ์แบบนี้ พนักงานไม่พูดกับผมตรงๆ ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น ผมไม่รู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ผมมีปัญหาในฐานซีอีโอแน่ ๆ 

โทมัส วิลสัน CEO Allianz Ayudhya : สร้างรากฐานให้แข็งแรง เพื่อประกันอนาคตที่ยั่งยืน

คนและธุรกิจเดือดร้อนจากโควิด-19 เยอะมาก คุณบริหารองค์กรเพื่อดูแลพวกเขาอย่างไร โดยที่ยังรักษาคุณค่าขององค์กรและผลลัพธ์ทางธุรกิจ

ตอนพัฒนาผลิตภัณฑ์ในปีนี้ ข้อเสนอของผมคือ เราควรคิดผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางในวงกว้าง กลายเป็นที่มาของ ‘ประกันสุขภาพ ปลดล็อค สบายกระเป๋า’ ที่เบี้ยประกันเริ่มต้นไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท แต่รับความคุ้มครองสูงสุดหนึ่งล้านบาทต่อรอบปีกรมธรรม์ ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลหลายกรณี ซึ่งนำเสนอตอนเดือนมีนาคมปีนี้ ก่อนเกิดการล็อกดาวน์ครั้งใหญ่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะการวิเคราะห์หรือดวงชะตา แต่นั่นเป็นจังหวะที่ถูกต้องพอดี เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เจาะจงของคนในราคาที่เข้าถึงได้ ตามความตั้งใจของเรา

ในการบริการ เราช่วยเหลือลูกค้าให้พวกเขายังคงมีสภาพคล่องและไม่ต้องลำบากใจ ที่ต้องเลือกระหว่างการจ่ายเบี้ยประกัน กับการแบกรับความเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น เสนอการจ่ายเบี้ยประกันแบบทยอยจ่ายสิบสองเดือน แทนการจ่ายในครั้งเดียว จัดกิจกรรม Care Day ให้ตัวแทนได้ติดต่อหาลูกค้าเพื่อพูดคุย ถามสารทุกข์ และสอบถามว่าเรามีวิธีการช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง เช่น แจ้งว่าคุณสามารถกู้เงินออกจากกรมธรรม์ที่จ่ายเบี้ยประกันไป หรือเลื่อนการจ่าย ปรับแผนกรมธรรม์ ปรับลดวงเงินประกัน เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลายาก ๆ ไปได้ พร้อมกับประกันที่คนควรมีติดตัวไว้ในเวลาเช่นนี้ 

คุณและบริษัทยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือสังคมด้วย

นอกจากการดำเนินงานทางธุรกิจ เราลงทุนเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชน เช่น ปีนี้ เราจัดแคมเปญร่วมมือกับ SOS Thailand (Scholars of Sustenance) ทั้งเปิดโรงครัวทำอาหารช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสนับสนุนอาหารหนึ่งล้านมื้อจากรายได้ของกรมธรรม์ ชวนพนักงานและตัวแทนมาร่วมกัน ผมชอบทำอาหารอยู่แล้ว และถือโอกาสไปร่วมทำอาหารให้ชุมชนด้วย 

ผลดีอย่างหนึ่งคือ นอกจากมีผู้ได้รับประโยชน์ การกระทำเหล่านี้ให้ความรู้สึกต่างจากการนั่งเซ็นเอกสารในออฟฟิศ เพราะพนักงานจะได้พบเจอกับผู้คนจริง ๆ และเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เรายังจัดโปรแกรมด้าน ESG (Environmental, Social, Governance) โดยเน้นที่ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ เราตั้งถังแยกประเภทขยะไว้ทั่วออฟฟิศ บันทึกข้อมูลขยะ ติดตั้งเครื่องเปลี่ยนเศษอาหารเป็นปุ๋ยอินทรีย์  

ทำไมบริษัทประกันต้องทำเรื่องนี้ เป็น CSR เพื่อภาพลักษณ์หรือเปล่า 

จริง ๆ แก่นหลักของธุรกิจประกันคือการปกป้องอนาคต ทำให้บุคคลและชุมชนรู้สึกมั่นใจและปลอดภัย นั่นคือหลักการทำงานที่เรายึดถือ และอยากขยายความช่วยเหลือเหล่านั้นไปให้ผู้คนและสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่ทำได้ มันเป็นเรื่องเดียวกันหมดเลย

อย่างตอนแรกผมคิดว่าเราควรเตรียมแคมเปญสำหรับเมื่อเราเปิดประเทศ แต่ต้องขอบคุณ คุณพัช-พัชรา ทวีชัยวัฒนะ Chief Customer Officer ที่บอกว่าผมอาจมองโลกในแง่ดีเกินไป เราควรระมัดระวัง และสิ่งที่ควรทำคือ สนับสนุนและอยู่เคียงข้างผู้คนเมื่อเขาต้องการ ซึ่งรวมไปถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อมด้วย นั่นเป็นวิสัยทัศน์ที่นำทางธุรกิจและงานด้าน CSR ของเรา

แน่นอนว่าเรามีเป้าหมายขององค์กรอยู่ เช่น การลดการใช้พลังงาน น้ำ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ผมต้องบอกว่าทีมงานด้าน CSR และความยั่งยืนของไทยทำหน้าที่ได้ดีมาก พวกเขาคือผู้ประสานงานที่สร้างโอกาสให้พนักงานที่สนใจมีส่วนร่วมจริงๆ และผมยินดีที่พนักงานของเราร่วมกันทำสิ่งเหล่านี้เพราะอยากทำ

ในปีหน้า เราอยากหยิบประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เป็นประเด็นในวงกว้างมากขึ้น และสนับสนุนชุมชนมากกว่านี้ด้วย

โทมัส วิลสัน CEO Allianz Ayudhya : สร้างรากฐานให้แข็งแรง เพื่อประกันอนาคตที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน คนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีผลิตภัณฑ์และองค์กรให้เปรียบเทียบด้วยปลายนิ้วมือ คิดว่าจุดเด่นของ อลิอันซ์ อยุธยา ที่อยู่ในใจคนคืออะไร

นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แล้ว ผมมองว่ามีสองเรื่อง

หนึ่ง เราอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือลูกค้าเมื่อพวกเขาต้องการตลอดเส้นทาง

เราอาจไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ที่ถูกที่สุด แต่คุณจะมั่นใจได้ว่า เมื่อเคลมมาถึงเราและผ่านการพิจารณา เราจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วและสะดวกอย่างแน่นอน เราเข้าใจว่าลูกค้ามีหลายสิ่งต้องคิดอยู่ในใจ เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือต้องเข้าโรงพยาบาล มากเกินกว่าจะมานั่งกังวลว่าจะถูกปฏิเสธการเคลมไหม และจริง ๆ แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่กับลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพนักงานด้วย เช่น สวัสดิการของพนักงาน ผมเคยได้ยินจากฝ่าย HR ว่ามันเป็นความช่วยเหลือที่มากพอจะมีความหมายสำหรับพนักงาน

สอง ตัวแทนของเรา ผมคิดว่าพวกเขาใส่ใจลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าตลอดเส้นทางการใช้บริการเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นตัวแทนเสียงของลูกค้าด้วย นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของเรา

เบี้ยประกันจำนวนมากของบริษัทมาจากช่องทางตัวแทน ดูแลพวกเขาอย่างไรให้สร้างผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ

เราให้ความสำคัญกับเครือข่ายตัวแทนประกัน และช่วยพวกเขาสร้างแฟรนไชส์ กระบวนการทุกอย่างที่เรามีออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกเขาขายประกันได้สำเร็จ 

แต่ถ้าจะก้าวต่อไป ผมคาดหวังว่าเราจะพัฒนาพวกเขาให้เป็นผู้บริหารตัวแทนที่เติบโตได้มากขึ้น พร้อมกันกับการตอบโจทย์ลูกค้า เลยพยายามให้ความสำคัญและจัดสรรรางวัลให้กับตัวแทนที่ต้องการสร้างเครือข่ายของตัวเองมากขึ้น ทำให้เกิดแรงกระตุ้นและการเติบโต 

อลิอันซ์ อยุธยา มีพนักงานกว่า 1,200 คนและสำนักงานตัวแทนกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ทำอย่างไรให้คนที่หลากหลาย มองเห็นเป้าหมายเดียวกันและมีพลังใจในการทำงาน

ผมเพิ่งทำงานที่นี่ได้ปีเดียว อาจตอบไม่ได้ทั้งหมด แต่ผมเห็นว่าความภาคภูมิใจของเราในทางธุรกิจ คือการพิจารณารับประกันภัยอย่างระมัดระวัง และนั่นส่งผลต่อวัฒนธรรมของเราอย่างมาก

เราอาจไม่ใช่บริษัทที่พูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ได้เลย เรากำหนดวงเงินประกันให้คุณร้อยล้านบาท” นั่นคงไม่เกิดขึ้น และเราคงสูญเสียรายได้ให้กับบริษัทอื่นเพราะแนวทางนี้ แต่เมื่อผ่านขั้นตอนการพิจารณารับประกัน เราจะอยู่เคียงข้างคุณเลย พอกระบวนการเป็นแบบนี้แต่ต้น แต่ละฝ่ายมีคนที่เข้าใจและปฏิบัติด้วยแนวคิดแบบที่ว่า ทุกคนก็ทำงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อลูกค้า 

โทมัส วิลสัน CEO Allianz Ayudhya : สร้างรากฐานให้แข็งแรง เพื่อประกันอนาคตที่ยั่งยืน

ทั่วโลกกำลังพูดถึงเรื่อง Digital Transformation คุณจะบริหารองค์กรอายุ 70 ปีนี้อย่างไร ให้พร้อมปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ 

เรากำลังปรับเปลี่ยนขั้นตอนทั้งหมดให้รองรับการทำงานทางดิจิทัล ตั้งแต่การหาลูกค้า ขาย พิจารณารับประกัน และจ่ายสินไหมทดแทน ตอนนี้เรามีเครื่องมือการขายแบบที่ไม่ต้องเจอหน้ากัน และยังเป็นไปตามระเบียบการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน (AML) และ KYC (Know Your Customer) และจากการทำงานร่วมกับแบงก์แอสชัวรันส์ (Bancassurance) อย่างธนาคารกรุงศรี ตอนนี้เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพรับพิจารณาประกันโดยใช้ Rule-based engine ส่วนสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะผ่านผู้พิจารณารับประกัน (Underwriter) ในกรณีพิเศษ

เรายังสนับสนุนให้เกิดการใช้กรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งท้าทายหน่อย เพราะลูกค้าอาจอยากได้เป็นเอกสารเก็บไว้เพื่อความอุ่นใจ แต่เรากำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและบริการโซลูชัน ที่ตอบโจทย์เหมือนเดิมด้วยการใช้กระดาษให้น้อยลง

ส่วนการเคลม เราประสบความสำเร็จในการพัฒนา API กับเครือข่ายโรงพยาบาลที่ช่วยให้ขั้นตอนการเคลมเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ด้วยการส่งเอกสารผ่านระบบอัตโนมัติ ผู้ป่วยไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน และทำให้ระบบการจัดการเป็นอัตโนมัติ สรุปคือเราไม่นิ่งเฉย ปรับและลงทุนทั้งกระบวนการให้กลายเป็นดิจิทัล

กังวลว่าจะโดนดิสรัปต์บ้างไหม ตอนนี้สตาร์ทอัพด้าน InsurTech, FinTech รวมถึง HealthTech เติบโตขึ้นมาก ชนิดที่ว่าบริษัทใหญ่หลายแห่งตามไม่ทันแล้ว 

เราทำความเข้าใจอยู่เสมอว่า เทคโนโลยีใหม่อย่าง FinTech จะเข้ามาดิสรัปต์จุดไหนของ Value Chain บ้าง พวกเขาอาจเข้ามาตรงการหาลูกค้า เช่น เว็บไซต์หรือดิจิทัลโบรกเกอร์ แต่น่าจะเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ที่รายละเอียดไม่ซับซ้อน 

แต่ถ้าเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรามักขายดี เพราะมีคนที่ช่วยลูกค้าทำความเข้าใจข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ปกติมักจะซับซ้อน ส่วนประกันสะสมทรัพย์ก็เหมือนกัน มันเป็นเงินไว้ใช้สำหรับช่วงเวลาส่วนใหญ่หลังการเกษียณได้เลย ผมคงอยากรู้จักใครสักคน คุยกับเขาแบบเห็นหน้าหน้าค่าตา เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดที่ซับซ้อน มากกว่าการทำผ่านทางอินเทอร์เน็ต ผมจึงคิดว่าการดิสรัปต์ตรงนี้อาจใช้เวลาอีกสักพัก

เรายังมี Data scientist เก่งๆ ที่ช่วยออกแบบการพิจารณารับประกัน มีการทดลองแบบต่าง ๆ ด้วยการใช้ AI ซึ่งเหล่านี้เป็นทักษะที่เราทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว 

ถือว่าค่อนข้างอยู่ในจุดที่ปลอดภัย

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ถูกดิสรัปต์นะ เราตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และลองทดสอบอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้เราเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอยู่เวลา เช่น เราลงทุนกับการพัฒนาเว็บไซต์ Healthy Living เพื่อสร้างเป็นคอมมูนิตี้ของคนที่สนใจดูแลด้านสุขภาพ ซึ่งยังไม่ได้เป็นช่องทางการขาย ณ ตอนนี้ แต่เราจะลงทุนต่อไป เป็นแหล่งให้ความรู้ผู้คนด้วย บางอย่างอาจคุ้มค่า บางอย่างอาจไม่เวิร์ก แต่เราจะทดลองและทำสิ่งที่เราควรทำมาโดยตลอด

โทมัส วิลสัน กับประสบการณ์บริหารความเสี่ยงกลางวิกฤต 30+ ปี ที่ช่วยพา อลิอันซ์ อยุธยา เติบโตทั้งทางธุรกิจและสังคม

บทเรียนการบริหารงานที่เรียนรู้เป็นพิเศษจากปีนี้

ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของพนักงาน ไม่ใช่แค่เพียงสำหรับองค์กรเท่านั้น แต่สำหรับตัวพนักงานกันเองด้วย จากประสบการณ์เป็น Chief Risk Officer ผมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่มีลักษณะแตกต่างกันและเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ซึ่งครั้งนี้ต่างออกไปด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

ผมพอใจในเชิงความต่อเนื่องของธุรกิจที่เราให้พนักงานมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ทำงานจากที่บ้านได้ตั้งแต่เมื่อสิบแปดเดือนก่อน หรือตอนเริ่มเกิดการแพร่ระบาดใหม่ ๆ เลย แต่โจทย์ใหม่ที่ผมเรียนรู้ คือการหาทางให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับเพื่อนพนักงาน เพราะบางอย่างต้องขาดหายไปอยู่แล้ว เมื่อเราไม่อาจปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้เหมือนปกติ
ตอนนี้เราเริ่มเปิดให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และในอนาคต จะอนุญาตให้บางส่วนสามารถ Work from Anywhere ได้ต่อไป โควิด-19 อาจไม่หายจากโลกไปเร็ว ๆ นี้ เป็น New Normal ที่เราต้องปรับตัวในการใช้ชีวิต

โจทย์หลังจากนี้ของคุณและอลิอันซ์ อยุธยา

มีสองมิติหลักที่กำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมนี้ที่ผมคิดว่าต้องเตรียมรับมือ เรื่องแรกคือ การปรับตัวเข้ากับโลกดิจิทัลตามที่พูดไป อีกเรื่องคือ ต่อไปคนจะมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ประกอบกับค่าธรรมเนียมทางการเงินจะลดลง คนสามารถวางแผนเกษียณและกลยุทธ์การลงทุนผ่านหลากหลายวิธี เราคงต้องคิดกันว่าจะอยู่ในใจของลูกค้าได้อย่างไร ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจนี้

เมื่อถึงเวลาที่ลงจากตำแหน่งนี้ คุณอยากถูกจดจำว่าอย่างไร

ในทุกงานที่ผ่านมา ผมจะภาคภูมิใจที่ทำให้บริษัทดีขึ้นกว่าตอนที่เข้ามา (Leave it better than when I arrive.) ทั้งเรื่องธุรกิจและคน อย่างตอนผมออกจาก McKinsey ผมมักได้รับการกล่าวถึงว่า เป็นเจ้าพ่อของงานบริหารความเสี่ยง สำหรับที่นี่ ผมอยากทำเช่นเดียวกัน จากไปโดยมีรากฐานธุรกิจที่แข็งแรงและทีมที่เข้มแข็ง พร้อมจะเติบโตอย่างรุ่งเรืองต่อไปในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า

โทมัส วิลสัน กับประสบการณ์บริหารความเสี่ยงกลางวิกฤต 30+ ปี ที่ช่วยพา อลิอันซ์ อยุธยา เติบโตทั้งทางธุรกิจและสังคม

Questions answered by CEO of Allianz Ayudhya

1. ตื่นนอนกี่โมง ใช้เวลาในวันทำงานอย่างไรบ้าง

ผมตื่นประมาณตีห้าครึ่ง เข้าออฟฟิศตอนหกโมงครึ่ง และอยู่จนถึงหกโมงเย็น ระหว่างวันมีประชุมต่อเนื่อง ตอนเย็นจะทำอาหารให้ตัวเองกับภรรยาที่บ้าน และคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น เป็นชีวิตที่ราบเรียบมาก

2. อาหารไทยที่ชอบ

ส้มตำไข่เค็ม หมูย่างกับข้าวเหนียว ปลาดุกฟู และอาหารของภูมิภาคต่าง ๆ 

3. คำพูดติดปาก

“Minimum Effort, Maximum Impact”

ไม่ได้หมายความว่าให้คุณขี้เกียจนะ แต่ชีวิตมีอะไรให้คุณค้นหาตั้งมากมาย ถ้าคุณทำงานเสร็จในแปดชั่วโมง ในขณะที่คนอื่นต้องทำสิบชั่วโมง คุณก็มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่น กลับบ้าน ทำอาหาร ออกกำลังกาย ทำสิ่งที่คุณสนุกนอกเหนือจากงานด้วย

4. หนังสือที่อยากแนะนำให้พนักงานทุกคนอ่าน

ผมไม่อ่าน Non-fiction เลย ผมเจอเรื่อง Non-fiction ในการทำงานมากพอแล้ว และจริง ๆ ผมเคยเขียนหนังสือธุรกิจของตัวเองด้วย แต่คงไม่แนะนำเล่มนั้นหรอกนะ (หัวเราะ)

ถ้าให้แนะนำ จะเป็นนิยายมากกว่า ผมชอบอ่านนิยายไซไฟ แฟนตาซี ถ้าให้นึกเร็ว ๆ ตอนนี้ก็งานของ Robert Jordan หรืออย่าง Dune ที่เข้าฉายเป็นภาพยนตร์ช่วงนี้ ผมอ่านทั้งชุดจบไปสามรอบ

โทมัส วิลสัน กับประสบการณ์บริหารความเสี่ยงกลางวิกฤต 30+ ปี ที่ช่วยพา อลิอันซ์ อยุธยา เติบโตทั้งทางธุรกิจและสังคม

5. ชมรมที่คุณเข้าตอนมหาวิทยาลัย

ผมแต่งงานตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เรามีลูกคนแรกเร็ว และผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียน ถ้าให้เรียกเป็นชมรม คงเป็นชมรมคุณพ่อ

6. สิ่งที่คุณคิดถึงเกี่ยวกับประเทศบ้านเกิด

ครอบครัว พ่อแม่ผมยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาอายุเก้าสิบปีแล้ว ฝาแฝดผมก็อยู่ที่นั่น รวมถึงอดีตภรรยาและลูกทั้งสามคน ผมคิดถึงพวกเขา

7. เรื่องที่ทำให้คุณนอนไม่หลับ และสิ่งที่คุณมักทำก่อนนอน 

ไม่ค่อยมีนะ ช่วงนี้ก่อนนอน ผมจะอ่านหนังสือกับดูภาพยนตร์ เราได้นั่งดู Harry Potter กันใหม่อีกรอบ และเร็ว ๆ นี้เพิ่งจะดู Hometown Cha-Cha-Cha

8. ทริปการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต

ตอนตัดสินใจย้ายไปทำงานที่ซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตอนแรกผมคิดว่าจะทำงานอยู่ที่นั่นสองปี แต่หลังจากนั้นสามสิบปี ผมทำงานในต่างประเทศมาโดยตลอด และอีกสามสิบปีหลังจากนี้ที่ประเทศไทยด้วย ซึ่งมองย้อนกลับไปตอนนั้น ผมไม่ได้คาดฝันเลยว่าเส้นทางจะเป็นแบบนี้

9. ทักษะที่อยากเรียนรู้ช่วงนี้

ภาษาไทย

10. หากต้องขึ้นเวทีกล่าวสุนทรพจน์ในวันปัจฉิมนิเทศนักศึกษาจบใหม่ปีนี้ คุณจะบอกอะไรพวกเขา

Minimum Effort, Maximum Impact กับตามหาสิ่งที่คุณจะสนุกในการทำงาน เพราะมันเป็นเวลาสองในสามของวัน ซึ่งมากเกินไปสำหรับสิ่งที่คุณไม่ได้สนใจ และหาทางทำงานนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคุณจะได้ใช้เวลาอีกหนึ่งในสามที่เหลือไปกับเรื่องสำคัญอื่น ๆ

โทมัส วิลสัน กับประสบการณ์บริหารความเสี่ยงกลางวิกฤต 30+ ปี ที่ช่วยพา อลิอันซ์ อยุธยา เติบโตทั้งทางธุรกิจและสังคม

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load