20 พฤษภาคม 2565
2.59 K

หากใครมีโอกาสผ่านไปมาบริเวณศาลหลักเมือง จังหวัดขอนแก่น คงคุ้นตาบ้านไม้กึ่งปูนขนาด 4 คูหาหลังนี้ไม่มากก็น้อย หากมองจากด้านหน้า ตึกแห่งนี้ละม้ายคล้ายคลึงกับตึกไม้ทั่วไปที่พบเจอบ่อย ๆ ตามเมืองเก่า แต่หากเขยิบไปอีกนิดและเดินออกไปอีกหน่อย พบผนังสีเหลืองสดน่าสนใจ แม้สีสดใสเหมือนเพิ่งทาไม่นาน แต่ร่องรอยที่ปรากฏก็พอคาดเดาได้ถึงตัวเลขอายุและความเก่าแก่ 

และหากใครมือซน เปิด GPS ดูภาพมุมสูงของสถานที่แห่งนี้แบบเราแล้วล่ะก็ จะพบว่าพื้นที่แห่งนี้ทอดตัวยาวเป็นแนวตั้ง ชวนสงสัยถึงอดีตก่อนกลายมาเป็น ‘Rak An Coffee – 樂安’ ในปัจจุบัน

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

เก๋-กีรติพร จูตะวิริยะ และ โต้ง-ประกิจ จูตะวิริยะ คู่สามีภรรยา เจ้าของบ้านผู้เปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็นร้านกาแฟ พิพิธภัณฑ์ และตั้งใจเป็นห้องรับแขกแห่งเมืองขอนแก่น เล่าให้ฟังว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เป็นบ้านเก่าของอากงฝ่ายชาย ซึ่งเป็นชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพมายังประเทศไทย ด้วยการขึ้นเรือที่กรุงเทพฯ จากนั้นเดินทางด้วยรถไฟสายอีสานมาสุดทางที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ตั้งรกรากอยู่บริเวณสถานีรถไฟ ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ และทำการเกษตร หลังจากกิจการรุ่งเรืองเติบโต ครอบครัวชาวจีนแต้จิ๋วครอบครัวนี้ก็โยกย้าย เดินทางกว่า 40 กิโลเมตร มาสร้างบ้าน (พ.ศ. 2498) และเปิดกิจการโรงเลี้ยงหมูใจกลางอำเภอเมือง ห่างจากสถานีรถไฟขอนแก่นเพียง 450 เมตร 

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

บ้านหลังนี้ถูกจัดสรรปันส่วนอย่างชัดเจนตามวัตถุประสงค์ในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพ สร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างไม้ชาวจีนที่อพยพมาในรุ่นราวคราวเดียวกัน จากไม้เนื้อแข็งประจำถิ่นอย่างไม้มะค่าโมง เต็ง รัง และชิงชัน จากบ้านท่าเม่า อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยด้านหน้าเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว และด้านหลังเป็นพื้นที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู 

นอกจากนี้ อากงยังเปิดร้านทองและร้านยาอยู่บริเวณไม่ใกล้ไม่ไกล เพื่อให้พี่น้องและครอบครัวได้ไปมาหาสู่กันง่าย ๆ บ้านหลังนี้ญาติชาวจีนจึงใช้อยู่อาศัยอย่างอบอุ่นมากว่า 3 เจเนอเรชัน ก่อนถูกปิดสนิทนานกว่า 10 ปี

รักบ้าน

“จนกระทั่งเราคิดว่า มันถึงเวลาบูรณะแล้วล่ะ” เก๋เกริ่น ก่อนจะเล่าด้วยน้ำเสียงฟังสนุกว่า

“อำเภอเมืองขอนแก่นเป็นเมืองเก่ากึ่งใหม่ ไม่เหมือนอุบลฯ ยโสธร หรือเมืองอื่น ๆ ที่มีบ้านร้อยปี เพราะสมัยก่อนอำเภอบ้านไผ่เจริญกว่าอำเภอเมืองเสียอีก ก่อนจะค่อย ๆ เจริญเติบโตตามเส้นทางรถไฟ ดังนั้น บ้านในขอนแก่นเก่าแก่สุดก็หลัก 70 – 80 ปี เราอยากอนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้ เพราะถ้าไม่เก็บไว้ ลูกหลานก็คงไม่ได้เห็นแล้ว 

“ถ้าสร้างใหม่ขึ้นใหม่ก็คงไม่ได้ไม้แบบนี้ แล้ววิธีสร้างแบบนี้จะหาที่ไหน ซึ่งเราก็ปรึกษาสถาปนิกหลายท่าน เขาจะรื้อบ้านเราอย่างเดียว เพราะซ่อมยาก รื้อเลยง่ายกว่า ค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่า โชคดีที่ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล และ รศ.กุลศรี ตั้งสกุล มีแนวคิดตรงกัน มาช่วยดูโครงสร้างให้ ท่านบอกว่าโครงสร้างไม่ต้องไปแตะเลย แข็งแรงมาก เนื้อไม้ก็ดี ถ้าจะปรับปรุงพัฒนา ต้องทำด้านในให้ตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่ ถ้าอยากอนุรักษ์ ให้อนุรักษ์ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนา ก็เลยออกมาเป็นคอนเซ็ปต์เก่าในใหม่ ใหม่ในเก่า ใช้โครงสร้างเดิม เฟอร์นิเจอร์เดิม”

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

เจ้าบ้านทั้งสองต้องออกเดินทางตามหาช่างไม้ฝีมือเก๋ามาสบทบทีมด้วยตัวเอง ก่อนจะลงมือจริง 

“ยากมาก เดี๋ยวนี้หาช่างยากมาก” เจ้าบ้านย้ำ “เราเจอแต่ช่างปูน ไม่ค่อยเจอช่างไม้ฝีมือดี เพราะทำแบบธรรมดาไม่ได้ ตัวอาคารเป็นไม้เก่า เลยไปตามหาถึงโคราช เพราะโคราชก็เป็นเมืองเก่า มีช่างไม้เยอะ”

รักไม้

เมื่อไอเดียพร้อม สถาปนิกพร้อม ช่างไม้พร้อม โครงสร้างของร้าน Rak An Coffee จึงถูกคงไว้ให้เหมือนเก่าได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน โดยมีการเลาะพื้นบางส่วนออก แผ่นไม้บริเวณผนังบางชิ้นถูกแทนที่ด้วยแผ่นอะคริลิกสีแจ่ม เพื่อเพิ่มความโปร่งให้กับตัวบ้าน แม้รื้อออกไปแต่ไม้ทุกแผ่นยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี บ้างกลายร่างเป็นโต๊ะบาร์ บ้างกลายเป็นถาดเสิร์ฟกาแฟ และบางส่วนก็ถูกปะติดปะต่อใหม่ กลายเป็นรั้วไม้กันตกอยู่บนชั้นสอง 

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

เหตุผลที่เก๋และโต้งตั้งใจเก็บรักษาไว้อย่างดีนั้น นอกจากเรื่องความทนทานของไม้เนื้อแข็ง ที่พิสูจน์ด้วยการตั้งตระง่านถึงครึ่งศตวรรษ ความสวยงามเฉพาะตัวที่ซุกซ่อนอยู่ในเนื้อไม้ทุกแผ่น และเรื่องราววิถีชีวิตของครอบครัวที่ผสมผสานอยู่ในสีของไม้ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาแล้ว ไม้พื้นถิ่นเหล่านี้ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน ในยุคปลาย พ.ศ. 2490 และอาจเป็นอีกเสียงที่กระซิบบอกผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาว่า นอกจากอนุรักษ์บ้านเก่าแล้ว ก็อย่าลืมอนุรักษ์ป่าไม้ให้ยังคงอุดมสมบูรณ์เฉกเช่นอดีตด้วยล่ะ 

รักอัน

แล้วทำไมถึงชื่อ ‘รักอัน’ – เราสงสัย

“เป็นชื่อเดิมค่ะ ชื่อห้างทองและร้านยารักอันเภสัช ตัวอักษรจีน 樂 ออกเสียงว่า เลอ แปลว่า สนุกสนาน 安 ออกเสียงว่า อัน แปลว่า ปลอดภัย ออกเสียงแบบแต้จิ๋วว่า ‘หลักอัน’ แต่คนไทยออกเสียงเป็นรักอัน

“รักอันเลยหมายถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและปลอดภัย” เธอคลายความสงสัย

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

บ้านเก่าสไตล์ไทย-จีน ที่เคยปิดเงียบมากว่าสิบปี ในวันนี้แม้ถูกแปรเปลี่ยนสถานะมาเป็นร้านกาแฟแนวอบอุ่นชวนย้อนอดีต แต่งเติมเสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจส่วนตัวจากบ้านหลังเก่า ร้านทอง และร้านยาของอากง 

“ทุกอย่างเป็นของเดิมหมดเลย ตั้งแต่กลอนประตูยันหน้าต่าง เวลาลูกค้าผู้สูงอายุมาที่ร้าน เขาจะรู้สึกเหมือนได้หวนคืนไปสู่อดีตวัยหนุ่มสาว เราก็บรรลุเป้าหมายด้วย เพราะชอบเก็บรักษาของเก่า แล้วของที่เอามาตกแต่งร้าน ก็เป็นของที่เราใช้กันจริง ๆ อย่างเก้าอี้หวายโบราณ ทนมาก ๆ บางชิ้นก็เอามาซ่อมแซ่ม เปลี่ยนเบาะ เพราะโครงสร้างยังแข็งแรง เราอยากให้ทุกคนที่มารู้สึกเหมือนกับเรา ของที่เขาเคยใช้กันในอดีต ทุกวันนี้มันก็ยังใช้ได้ดี” เก๋เล่าเรื่องราวข้าวของแต่ละชิ้นให้ฟังอย่างออกรส พร้อมแชร์สกรีนเปิดบรรยากาศร้านประกอบ 

แม้สถานการณ์โรคระบาดยังอยู่ จนทำให้อดไปเยือนและจิบกาแฟหอม ๆ ด้วยตัวเอง แต่สีหน้า แววตา และน้ำเสียงของคนไกล ทำเอาระยะทาง 400 กิโลเมตรของชลบุรี-ขอนแก่น ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นหอมของกาแฟและบรรยากาศอบอุ่น เหมือนอยู่เพียงปลายจมูกเท่านั้น

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

“หน้าร้านที่เป็นประตูบานเฟี้ยม วิธีปิด ต้องเดินเข้าไปด้านหลังประตู ทำให้ตอนวางแผนติดกระจก ต้องติดเขยิบเข้าไปด้านใน เราก็ต้องแลก เพราะอยากเก็บไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปได้เห็น” เธอเล่าถึงประตูบานเฟี้ยมอันโตด้านหน้าร้าน ก่อนเปิดภาพที่มาของโลโก้หน้าตาน่ารักสีเหลืองสดใส แม้เห็นครั้งแรกรู้สึกขัดจากบรรยากาศร้านนิดหน่อย 

“เราออกแบบให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของตัวบ้าน บ้านเรามันลึกมาก มี 3 ส่วน ส่วนหน้าเป็นตัวบ้าน ส่วนกลาง และส่วนหลังเป็นห้องน้ำและครัว เวลาถ่ายภาพออกมามันเห็น 3 ส่วนนี้ชัดเจนมาก เลยใช้ภาพโมเดลสมัยใหม่แบบนี้จำลองตัวบ้าน เราต้องการให้คนเห็นแล้วจดจำว่า เป็นของเก่าที่มีชีวิตชีวาขึ้นมา ต้องไม่ใช่ของเก่าที่ทุกคนจะลืมมันไป แต่จะต้องเป็นของเก่าที่ฟื้นคืนชีวืตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เลยเลือกสีเหลือง เพราะเป็นสีเดิมของตัวบ้าน” 

Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น
Rak An Coffee เปลี่ยนโรงเลี้ยงหมูเป็นคาเฟ่ที่อนุรักษ์บ้านเก่า 67 ปี บอกเล่าวิถีคนขอนแก่น

ผนังสีเหลืองสดนอกจากเป็นภาพให้คนที่ผ่านไปผ่านมาจดจำ ยังกลายเป็นมุมถ่ายรูปมุมโปรดของนักท่องเที่ยวด้วย เก๋เล่าว่าเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เธอประทับใจ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 60 สิบปี ผ่านอากาศร้อน หนาว ฝนตกกระหน่ำ มีร่องรอยเปรอะเปื้อนบ้าง แต่สีเหลืองที่ถูกทาด้วยฝีมือช่างสมัยก่อน ยังคงแจ่มใสอย่างไม่น่าเชื่อ

บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่นโดยไม่ต้องพยายาม มั่นใจมากเลยว่าหากเข้าไป ต้องเจอของบางอย่างที่สปาร์คจอยเป็นแน่ ทั้งเก้าอี้ไม้ที่มีทุกบ้าน (ทุกบ้านจริง ๆ แม้นั่งไม่สบายก็ตาม) ถ้วยชามดีไซน์เก่าแต่เก๋า ตู้ยาหลังใหญ่ที่ประดับกำแพงบริเวณบาร์กาแฟ จนถึงโซฟาสีแดงตุ่นคุ้นตาในวัยเด็ก ขนาดของเหล่านั้นไม่ได้ตั้งอยู่ตรงหน้า ยังแอบคิดถึงบ้านญาติในวัยเด็กที่เคยวิ่งเล่นบ่อย ๆ หรืออาจรู้สึกอินเป็นพิเศษเพราะตั่วแปะเราก็เปิดร้านยาอยู่ต่างจังหวัดเหมือนกัน

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

เดินผ่านตัวร้านบริเวณที่นั่งและบาร์กาแฟเข้ามาส่วนกลางของบ้าน เจอตัวอักษรไม้เคลือบทองเรียงเป็นชื่อร้าน ดีไซน์เฉพาะตัวพบเห็นได้ตามร้านค้าชุมชนชาวจีนที่เก๋หยิบมาจากร้านรักอันเภสัช พร้อมโซฟาสีแดงสดฉบับร้านทองที่ขนมาจากห้างทองรักอัน บนกำแพงไม้ติดกรอบรูปอธิบายประวัติและที่มาของครอบครัว รวมทั้งวิธีการอนุรักษ์บ้านเก่า 

มีภาพวาดที่ใช้เก็บร่องรอย และรายละเอียดการชำรุดของตัวบ้าน ก็ติด QR Code ไว้ด้านข้างด้วย เผื่อใครสนใจก็สแกนเก็บไว้ศึกษาข้อมูลภายหลังได้ ภายในส่วนกลางของบ้านถูกเชื่อมต่อด้วยทางเดินยาวที่ในสมัยก่อนใช้เป็นทางเดินเท้าของคนในบ้าน แถมยังเป็นทางเดินเท้าของหมู ในการขนย้ายหมูตัวเป็น ๆ ไปขึ้นรถไฟด้วย

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

ขึ้นมาบนชั้นสอง พื้นไม้บางส่วนถูกนำออก เพิ่มความโปร่งโล่งให้กับบ้านไม้ที่มีลักษณะมืดทึบ นอกจากนำแผ่นไม้ไปทำไม้บาร์และถาดเสิร์ฟแล้ว ยังนำมาทำรั้วไม้กันตกสำหรับชั้นสอง เก๋เปิดภาพมุมต่าง ๆ ให้เราเชยชมผ่านหน้าจอขนาด 13 นิ้วที่อยู่ตรงหน้า แม้ภาพที่ได้เห็นจะไม่ได้คมชัดเท่ากับไปเห็นด้วยตา แต่ก็เพียงพอให้หัวใจได้เต้นตึกตัก

“ส่วนประกอบต่าง ๆ ในบ้านหลังนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นวิธีคิด มุมมอง ค่านิยม ความเชื่อของคนสมัยก่อนในการสร้างบ้าน พอเรามาดูช่องไฟ การเข้าไม้ ละเอียดมากเลยนะ ช่างไม้เก่งมาก ถ้าเป็นบ้านทั่วไป จะวางไม้ธรรมดา อาจมีการตอกตะปู แต่อันนี้เขาเซาะร่องไม้ทุกแผ่น เอาทุกแผ่นเข้าลิ่ม เข้าล็อกกันหมด ตั้งแต่พื้นไม้ทุกแผ่นในบ้านจนถึงบันได เหมือนเทคนิคในการปูแผ่นลามิเนตสมัยนี้ แต่เป็นเทคนิคตั้งแต่สมัยโบราณ เสาทุกต้นก็มีร่องรอยการติดแผ่นทองตำ เห็นชัดบริเวณชั้น 2 เพราะความเชื่อเรื่องสิริมงคลและเสาทุกต้นช่วยค้ำจุนบ้าน” เธอเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย 

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น
แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

ก่อนเสริมต่อถึงภาพแผนที่เมืองขอนแก่นที่ถูกวาดบนผนัง เรียกว่า ฮูปแต้ม ในภาษาอีสาน มาจากคำว่า ฮูป หมายถึง รูป และ แต้ม หมายถึงวาด เป็นเทคนิคการสร้างสรรค์จิตกรรมฝาผนังของอีสาน แบบเดียวกับที่มีอยู่ตามโบสถ์หรือวิหารในวัด จึงมาเพนต์เป็นสัญลักษณ์เมืองขอนแก่น เป็นรูปร่างของบ้านเรือนและลักษณะเมืองขอนแก่น

ถัดมาเป็นผ้าสีแดงผืนใหญ่ เขียนถ้อยคำอักขระสีดำเต็มผืน เก๋บอกว่าเป็นป้ายมงคลจากงานแต่งของป๊าและม้าของโต้ง หากเทียบกับยุคสมัยปัจจุบัน คงเทียบได้กับสมุดเขียนคำอวยพรในงานแต่งหนุ่มสาว ให้แขกมาลงชื่ออวยพร แต่ความพิเศษของป้ายมงคลผืนโตปักลายมังกรผืนนี้ กลับซ่อนเรื่องราวความหลากหลายของชุมชนในยุคนั้นให้เห็นอย่างชัดเจน ผ่านคำอวยพรโดยคนหลากหลายชาติ หลากหลายภาษาที่อยู่รวมกันบนผ้าผืนเดียว 

(อนุ) รักษ์กัน

“บางคนบอกเราว่าเคยเห็นพื้นที่ตรงนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ ดีใจที่ได้เข้ามาดู เขาคงจินตนาการไม่ออกว่าข้างในเป็นยังไง บางทีก็มีคนมานั่งวาดภาพร้านเราหน้าร้านเลย ที่ผ่านมาก็เพิ่งไปเจอรูปร้านเราในงานอีสานครีเอทีฟเฟสติวัล บางคนก็เข้ามาศึกษา เด็ก ๆ จากคณะสถาปัตยกรรม ม.ขอนแก่น ม.เกษตรศาสตร์ ก็มาดูงานด้านการอนุรักษ์ 

“ตัวเรา ครอบครัวเรา ญาติเราก็ดีใจ เขามาก็จะคุยกัน ตรงนี้สมัยก่อนเป็นมุมน้ำชานะ ตรงนี้เป็นที่วางเตาอั้งโล่นะ ครอบครัวเราบอกว่า ดีใจที่บ้านกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง” สาวเจ้าเล่าพร้อมรอยยิ้มมีชีวา

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

เมื่อเทียบกับความยากตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่ได้เผชิญ จนถึงวันนี้ คิดว่าคุ้มไหมคะ – เราถาม

“ทางด้านจิตใจมันคุ้มค่าแน่นอน ส่วนตัวเราเป็นคนชอบบ้านเก่าอยู่แล้ว เพราะไม้ทุกแผ่น ประตูทุกบาน มันมีความหมายมาก อย่างผนังด้านนอกของบ้าน เขาก็สร้างจากการเรียงไม้ทีละแผ่นจากล่างขึ้นบน เวลาฝนตกน้ำก็จะไหลออก การปิดบานพับด้วยการลั่นกลอนประตู การสร้างช่องลมให้อากาศถ่ายเท ลมพัดเย็นตลอดทั้งปี บางอย่างเราก็ไม่รู้ว่าเขาทำทำไม แต่พอมาดู อ้อ ทุกอย่างมันมีเหตุผลหมดเลย เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมากๆ ทำให้รู้ว่าคนสมัยก่อนเขาคิดมาดีมาก ละเอียดมาก เวลาที่เขาจะทำอะไร เขาไม่ได้แค่ทำให้เสร็จ แต่มันจะต้องดี และใช้ต่อได้ยาวนานหลายสิบปี 

“เราเห็นสิ่งเหล่านี้ในบ้านของเรา แล้วเราก็อยากให้คนอื่นได้เห็นด้วย ลูกหลานเยาวชนในอนาคตข้างหน้าได้เห็นด้วย ถ้าเราไม่เก็บแล้วใครจะเก็บ มันก็จะหายไปเรื่อย ๆ ต่อให้ของที่สร้างมาใหม่เหมือนขนาดไหนก็ทดแทนไม่ได้ สีของไม้ในบ้านเราแต่ละแผ่นต้องใช้เวลาเกือบ 70 ปีเลยนะกว่าสีจะออกมาเข้มแบบนี้ ร่องรอยต่าง ๆ ก็บอกเล่าประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ไม่อย่างนั้นเราจะไม่รู้เลยว่าสมัยก่อนเขาอยู่กันอย่างไร คิดอะไรอยู่ถึงทำสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา 

“ทุกอย่างมันมีความหมายในตัวหมดเลย” เก๋เน้นย้ำถึงการเก็บรักษาและอนุรักษ์บ้านเก่า

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

หากถามถึงคำนิยามรักอัน สำหรับเก๋และโต้ง สถาปัตยกรรมตรงหน้าแม้ผ่านกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังคงเป็นบ้านหลังเดิมที่เต็มไปด้วยความทรงจำและความอบอุ่น บ้างก็บอกว่าเป็นร้านกาแฟหน้าใหม่ใจกลางขอนแก่น และบางคนก็มองว่าเหมือนพิพิธภัณฑ์ 

แต่สำหรับเรา หลังจากบทสนทนาทั้งหมดจบลง รักอันเปรียบเสมือนบ้านหลังเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความผูกพันของคนในครอบครัว ที่เปิดประตูต้อนรับผู้ผ่านไปผ่านมา ให้มานั่งพัก จิบกาแฟหอม ๆ พร้อมขนมรสเยี่ยม มีข้าวของเครื่องใช้และแผ่นไม้นับพัน ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองอยู่บนบ้านไม้ขนาด 4 คูหาหลังนี้

แปลงโฉมบ้านพักและโรงเลี้ยงหมูอายุเกินครึ่งศตวรรษ เป็นคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และห้องรับแขกแห่งขอนแก่น

Rak An Coffee – 樂安

ที่ตั้ง : 28 ซอยดรุณสำราญ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 17.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 18.00 น.

โทรศัพท์ : 09 5661 0199

Facebook : Rak An Coffee – 樂安

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“ถ้าคนอกหักเดินเข้าร้านกาแฟ คุณจะเสิร์ฟเมนูอะไรให้เขา” เราถามบาริสต้า

“เราเดินไปหยิบเบียร์มาให้ก่อนเลย” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม เผยความทะเล้นของชายหนุ่ม นี่เป็นเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ในวันหม่นเทาที่หัวใจไม่อาจซ่อมแซมได้ด้วยเครื่องดื่มมีคาเฟอีน 

บาริสต้าคนที่ว่า คือ พูน-รัชนนท์ เทพบุตร, ส่วนที่นี่คือ ‘Poonypoonycoffee

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

ความสนุกฉบับย่อส่วนก่อนเข้าสู่เนื้อหา ขอเล่าสู่คุณฟังแบบกระชับ พูนเป็นบาริสต้าย่างเข้าปีที่ 11 ถ้าถอยหลังกลับไป 3 ปีก่อน เขาเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ท้ายซอยบ้านท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ถ้าถอยหลังกลับไป 6 ปีก่อน เขาเป็นบาริสต้า (และเคยเปิดร้านกาแฟ) ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ถ้าถอยหลังกลับไปอีก 8 ปีก่อน เขาเพิ่งตบเท้าเข้าสู่วงการกาแฟและบาริสต้าในร้านย่านกรุงเทพฯ 

ลูกบ้าของพูนก็ดีเดือด เขาตัดสินใจเปิด Poonypoonycoffee ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน ขนาดที่ว่าเครื่องบด เครื่องชงกาแฟ ยันข้าวของตกแต่งร้าน ล้วนเป็นของที่ยืมเพื่อนและคุณแม่มาทั้งหมด!

ไม่เว้นแม้แต่การตั้งชื่อร้าน ที่เขาได้ยินเสียงแว่วผ่านหูมาจากร้านกิน-ดื่มยามดึก 

วันนี้พูนพาร้านกาแฟท้ายซอยของเขาเดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 จากร้านจิ๋ว ๆ ก็ขยับขยายชวนเพื่อนวัยโจ๋ มาปล่อยของเจ๋ง ๆ ด้วยกัน รับรองว่าแจ๋วทั้งกาแฟ ขนม และอาหาร ฉบับยกออสเตรเลียมาไว้ที่สุทธิสาร

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

เรากำลังเสิร์ฟรสชาติชีวิตของบาริสต้าบ้าพลังวัย 34 – บางวันขมขื่น บางคืนเปรี้ยวซ่า 

ขอให้คุณดื่มด่ำเรื่องราวแก้วนี้อย่างมีความสุข เพราะชีวิตพูนครบรสเหมือนมิติกาแฟ

จิบแรก

“เราเริ่มจากศูนย์จริง ๆ ใช้โต๊ะสนามกางเป็นบาร์กาแฟ เรายืนอีกฝั่ง ลูกค้ายืนอีกฝั่ง”

พูนเล่าถึงวันแรกของการเป็นเจ้าของร้านกาแฟขนาดเล็กมากที่ขายแค่กาแฟดริปและโคลด์บรูว์ ก่อนโรคระบาดจะพลิกชีวิต เขากำลังจะเป็น Head Barista ที่ Code Black Coffee เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

“จำลูกค้าคนแรกได้ไหม” เราชวนเขาทบทวนถึงวันแรกหลังตัดสินใจเปิดมินิบาร์กาแฟ

“พี่สาว” เขาตอบทันที “แต่พี่สาวเราไม่กินกาแฟนะ ลูกค้าเจ้าแรกของร้านคือคนทั้งซอย (ซอยสบายใจ แยก 4) เพราะซอยนี้เราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก รู้จักกันหมด เขาเลยกลายเป็นลูกค้า”

ซอยสบายใจ แยก 4 ส่งออกลูกหลานไปเมืองนอกหลายบ้าน มีทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ พูนเป็นคนแรก ๆ ที่กลับมา พอรวมตัวกันอีกครั้งเหมือนได้นั่งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยไม่ต้องเดินทาง

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

เพียง 1 ขวบปี Poonypoonycoffee ก็มีหน้าร้านอยู่ในบ้านเช่าบริเวณท้ายซอย ห่างจากบ้านของเขาเพียงไม่กี่ก้าวเดิน พูนเก็บหอมรอมริบ ค่อย ๆ ซื้อเครื่องปรับอากาศ ซื้อไฟ ซื้อเครื่องบดกาแฟ ซื้อของตกแต่งเป็นของตัวเอง แถมขายทุกอย่างที่พอจะขายได้ ไม่เว้นแม้แต่ขนมถุงในความทรงจำ

“เราหาเงินสุดฤทธิ์ เอาหมด ขนมถุง 10 บาทก็ขาย มีโมนาลิซ่ายืนขายอยู่” เขาชี้ให้ดู

ร้านกาแฟแห่งนี้ตกแต่งสนุกดี ล้วนเป็นของสะสมของเจ้าบ้าน มีตั้งแต่ตุ๊กตาจิ๋วบนคานไม้ บางตัวก็แอบอยู่ตามซอก ตามมุม บนชั้นวางแก้วก็มีแก้วสกรีนลายหญิงสาวสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น มีโมเดลชายหนุ่มโป๊เปลือยจนเห็นจู๋ และสารพัดข้าวของที่ไม่คาดคิดว่าจะอวดโฉมอยู่ในร้านกาแฟแห่งนี้

จริง ๆ เป็นความตั้งใจ พูนอยากให้ร้านเป็นเสมือนบ้านที่เจอเขาได้เสมอหลังบาร์กาแฟ บรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเองจนเกิดบทสนทนาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และแวะเวียนมาได้บ่อยตามใจต้องการ

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย
Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

ยุคแรกของร้านกาแฟ พูนอยากนำเสนอกาแฟคลาสสิกฉบับออสเตรเลีย อย่างเอสเปรสโซ่ ลองแบล็ก แฟลตไวต์ คาปูชิโน่ ฯลฯ เขาเฟ้นหาเมล็ดกาแฟไทยที่มีรสชาติใกล้เคียงกับเมล็ดกาแฟที่เมลเบิร์นที่สุด พูนบอกว่าคนออสเตรเลียไม่ดื่มกาแฟเปรี้ยว เน้นดื่มกาแฟรสชาติหนัก ๆ ขม ๆ จนเขาเจอเมล็ดกาแฟจากดอยปางขอนของรุ่นพี่ที่รู้จัก ก็โป๊ะเชะ! แต่เมื่อเปิดทำการจนเข้าที่เข้าทาง บาริสต้าหนุ่มก็ยังต้องปรับตัว เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยซึ่งต่างจากคนที่นู่นโดยสิ้นเชิง

เราชวนพูนแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะผู้คลุกคลีกับวงการกาแฟออสเตรเลียมา 6 ปี

“พฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยกับคนออสเตรเลียต่างกันยังไง” เราสงสัย

“คนออสเตรเลียกินกาแฟแทนน้ำ” เขาเปรย “เขากินกาแฟเพื่อใช้ชีวิต 1 คนกินกาแฟประมาณ 4 – 5 แก้ว กินตั้งแต่ 7 โมงเช้ายันเลิกงานกลับบ้าน เราไปเรียนภาษาอังกฤษ 3 เดือนแรก เขามีวิชาสอนเข้าร้านกาแฟสำหรับคนต่างชาติเลยนะ ว่าต้องทำอะไรบ้าง ทักทายใครบ้าง มีเมนูอะไรบ้าง

“ในมุมของคนทำงานด้านบริการก็ต้องเรียนรู้พวกนี้ด้วยเหมือนกัน จนถึงการรับลูกค้าและบริการลูกค้า เพราะร้านกาแฟไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่ร้านกาแฟคือโรงแรมที่ขายเฉพาะกาแฟ เมื่อลูกค้าเข้ามา เราต้องดูแลเขาประดุจครอบครัว และเสิร์ฟกาแฟแก้วที่ดีที่สุดให้กับเขา” พูนบอกสิ่งที่เขายึดถือตลอดมา

“ส่วนคนไทยยังขาดความเข้าใจเรื่องกาแฟ เช่น คนไทยเคยเข้าใจว่ากาแฟขมเท่ากับอร่อย หรือกาแฟเปรี้ยวเท่ากับไม่อร่อย ซึ่งความเข้าใจแบบนั้นตอนนี้ดีขึ้นแล้ว อีกอย่างเราพยายามแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกาแฟให้ลูกค้า เรามองว่าเรื่องกาแฟยังไปได้อีกไกลมากในประเทศไทย”

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

กาแฟที่ดีในนิยามของบาริสต้าวัย 34 คนนี้เป็นแบบไหน เราคิดเผื่อว่าคุณสงสัยเหมือนกัน

“กาแฟที่ดี คือ กาแฟที่มีครบทุกมิติ เวลาสกัดกาแฟออกมา 1 แก้ว ใน 1 จิบต้องมีทุกรสชาติ ตั้งแต่เปรี้ยว เค็ม หวาน ขม บาริสต้าควรทำสิ่งนี้ออกมาให้ลูกค้าดื่มและให้ความรู้กับเขาด้วย” 

มีข้อมูลอีกอย่างที่บาริสต้าจากเมลเบิร์นเล่าให้เราฟัง และเราอยากให้เขาเล่าให้คุณฟังเอง

“การเปิดร้านกาแฟของคนเมลเบิร์น จะเป็นร้านกาแฟที่ปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่ที่มี เช่น พูนนี่เปิดร้านกาแฟในตึกเก่า พูนนี่จะไม่เปลี่ยนร้าน แต่ปรับตัวให้เข้ากับบริบทพื้นที่เดิม พื้นไม้เดิม ๆ อิฐแดงเดิม ๆ ให้ความสำคัญกับเครื่องชงกาแฟและเมล็ดกาแฟมากกว่า ที่สำคัญ ต้องเป็นมิตรกับร้านกาแฟข้างเคียง

“เป็นมิตรที่ดีเลยนะ เช่น นมหมดก็เดินไปยืมร้านข้าง ๆ บางทีก็อัปเดตเทรนด์กาแฟกัน ไปออกอีเวนต์หรือแฮงก์เอาต์ด้วยกัน เพราะทุกคนช่วยกันชูให้วงการกาแฟบ้านเขาพัฒนา คงไม่ใช่คู่แข่ง สุดท้ายแล้วสไตล์อาหารหรือกาแฟที่ทำออกมาแต่ละร้านไม่เหมือนกัน เราบังคับให้ใครมาชอบร้านเราไม่ได้ เราเชื่อว่าเราทำดีที่สุดในมุมของเรา ถ้าใครบังเอิญชอบก็ถือเป็นกำไร” พูนปันความเห็นที่เคยประสบ

ขอตีโค้งยูเทิร์นกลับมาที่เรื่องราวของร้าน Poonypoonycoffee ย่านสุทธิสาร ที่เริ่มต้นจากศูนย์ จนเข้าสู่ปีที่ 3 ของการเดินทาง กัปตันพูนมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกันแล้ว! ร้านจิ๋วกำลังขยายความเจ๋งแจ๋ว 

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

พูนชวนรุ่นน้องที่เก่งกาจด้านอาหารและขนมมาติดเกาะด้วยกัน (มาทำร้านด้วยกัน) เพราะรสมือดี สมัยอยู่ออสเตรเลียก็ทำอาหารกินด้วยกันบ่อย ๆ พอเชฟแลนดิ้งที่ร้าน พูนนี่พูนนี่ก็ขอเสิร์ฟอาหารสไตล์ออสซี่ในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร เป็นอาหารทานง่าย ๆ ปราศจากโมโนโซเดียมกลูตาเมต

“มีเมนูหนึ่งเราประทับใจมาก ชื่อว่า Poonny Breaky น้องเขาคิดมาให้ เพราะแม่งดันจำได้ว่าเราชอบกินอะไรเป็นมื้อเช้า ก็มีมะเขือเทศ เห็ด เบคอน ไข่ 2 ฟอง และขนมปัง ดันรู้อีกว่าเราชอบกินกล้วย ก็มี Banana Bread ส่วนเมนูแบบคนออสเตรเลียก็มีพวก Salmon on Toast, Avocado on Toast”

พูนสาธยายเมนูอร่อยที่เข้ามาเติมเต็มบ้านกาแฟหลังนี้ ไม่นานนักก็มีขนมมาเสิร์ฟถึงโต๊ะไม้ตัวยาวที่เคยเป็นโต๊ะทำงานของคุณแม่มาก่อน คงไม่ต้องบอกว่าขนมอบอร่อยจนต้องยกนิ้วโป้ง 2 นิ้ว ประทับใจครัวซองต์ทานคู่กับแยมสตรอว์เบอร์รีโฮมเมดมาก กระซิบเลยว่ามีขนมอบและขนมเค้กเพียบ! 

นอกจากเครื่องดื่มสำหรับสายคาเฟอีน พูนยังคิดเมนูไทยประดิษฐ์ หยิบผลไม้มาทำเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่น เป็นการสร้างเมนูใหม่จากวัตถุดิบต้นทุนที่มีอยู่แล้ว อย่าง Yakuza Sour ที่เขาได้แรงบันดาลใจจากเครื่องดื่มมัทฉะผสมยูสุในร้านอาหารญี่ปุ่น สมัยยังใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

ขอเปิดประตูความน่ารักมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งด้วยเมนู Babychino ที่เราเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรก พูนบอกว่าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของ Poonypoonycoffee มันคือฟองนมที่ถูกปั้นแต่งให้เป็นสารพัดสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

“มันเป็นเมนูที่คนชอบมาก แต่เราขี้เกียจทำ” เจ้าของร้านตอบด้วยรอยยิ้มยียวน

“จริง ๆ เมนูนี้เป็นเมนูของเด็ก ตอนเราทำงานที่เมลเบิร์น เวลาเด็กไปร้านกาแฟกับพ่อแม่ก็อยากสั่งคาปูชิโน่เหมือนพ่อ แต่เด็กกินกาแฟไม่ได้ ก็เลยเกิดเมนู Babychino ขึ้น ด้วยความที่เราเรียนศิลปะมา ก็พอจะปั้นฟองนมเป็นรูปต่าง ๆ ได้ ทำให้เด็ก ๆ ติดใจ และเราเริ่มมีชื่อเสียงจากการทำลาเต้อาร์ตอยู่แล้ว เจ้าของร้านเลยให้เรามาประจำที่ร้านเขาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เด็ก ๆ ก็จะบอกว่า ‘อยากกินหมี’ (ทำเสียงสดใส) เราเป็นขวัญใจเด็ก เพราะพูนนี่จะปั้นหมีให้ แล้วก็แถมคุกกี้ให้ด้วย เด็กกรี๊ดกว่าเดิม”

“ถ้าวันไหนพูนนี่ขี้เกียจทำเมนู Babychino จะบอกลูกค้าว่าอะไร” เราโยนคำถามยียวน

“นมหมด” เขาหัวเราะ เราก็หัวเราะ เพราะคงไม่มีใครเชื่อ “ที่เราทำเมนู Babychino เก่ง เพราะเราใช้เวลาปีกว่าในการศึกษาเรื่องนม ตั้งแต่พันธุ์วัว โปรตีนในนมแต่ละยี่ห้อ อุณหภูมิที่เหมาะในการตีฟองนม ถ้าอุณหภูมิต่างกันฟองนมจะออกมาเป็นยังไง จนถึงการทดลองปั้นและทดลองวางในแก้วกาแฟ”

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน
ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

“อาชีพบาริสต้าคือการสื่อสาร เหมือนบาร์เทนเดอร์ เราเป็นคนชอบคุย ชอบถาม อยากกินอะไร ชอบแบบไหน ลองเปลี่ยนมากินเมนูนี้มั้ย ถ้าคิดไม่ออกช่วยคิดให้ มันเป็นเสน่ห์ของร้านนะ เหมือนเราได้ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ลูกค้าสั่ง บาริสต้าจิ้ม ๆ กด ๆ จ่ายเงิน เอามาเสิร์ฟแล้วแยกย้าย ซึ่งแบบนี้เราไม่ชอบและไม่อยากเป็นแบบนั้นด้วย การทำงานที่ออสเตรเลีย ทำให้เราเรียนรู้ว่ากาแฟก็คือกาแฟ คนที่นั่นไม่ได้ต้องการความพิเศษ บางทีแค่ต้องการเพื่อนคุยในระยะเวลาสั้น ๆ แค่นั้นด้วยซ้ำ

“การที่เราพูดอะไรบางอย่างออกไป อาจทำให้เขามีความสุขทั้งวันเลยก็ได้ มีครั้งหนึ่งเราเจอลูกค้าหน้าบึ้ง เราเลยทำกาแฟที่มีรูปผู้หญิงนั่งอ้าขาเสิร์ฟให้เขา เขาวิ่งมากอดเราเลย Today I feel so blue, you made my day. เขาหัวเราะออกมาจากที่นั่งหน้าเครียด” พูนบำบัดผู้คนด้วยพลังงานดีในตัวเขา 

ระหว่างสนทนา พูนคุยกับน้องบาริสต้าฝึกหัดด้วยภาษากาแฟ ไม่นานนักกาแฟร้อนสีดำเข้มส่งกลิ่นหอมก็ตั้งตรงหน้าของเขา พูนยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ เราปล่อยให้เขาละเลียดรสชาติเพียงครู่

“ทำไมถึงเลือกดื่มเมนูร้อนตอนนี้” เราถามเขาพลางมองออกไปเห็นแดดจ้าของกรุงเทพฯ 

“เราต้องการดื่มอะไรร้อน ๆ เพราะเหมือนมีอะไรติดตรงคอ ต้องการเครื่องดื่มลงไปลวกคอที่ไม่ใช่น้ำร้อนเปล่า ๆ อีกอย่างน้องกำลังอยากฝึกทำกาแฟ เขาก็มาฝึกกับเรา เพราะอยากไปช่วยร้านของเพื่อนในอนาคต” พูนตอบคำถาม แถมเขายังบอกอีกว่า แค่ฟังเสียงจากเครื่องกาแฟก็รู้แล้วว่าบาริสต้าฝึกหัดคนนี้ทำผิดหรือถูก แม้กระทั่งเสียงตีฟองนมก็ด้วย! ยกตำแหน่งหูอัจฉริยะนัมเบอร์วันให้เขาเลย 

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

“เมนูที่คุณเพิ่งดื่ม เรียกว่า Long Black ใช่มั้ย” เราวกกลับไปแก้วเดิม 

“ใช่ เข้มข้น มันมีอะไรหลาย ๆ อย่างในความเรียบง่ายของกาแฟแก้วนี้ มีทั้งน้ำเปล่า มีทั้งความเค็ม มีทั้งความกร่อย เวลาดื่มเข้าไปจะรู้สึกเหมือนดื่มน้ำบ๊วย แน่น หอมกลิ่นถั่วและช็อกโกแลต ซึ่งชีวิตเราขมเหมือน Long Black เลย เคยเปิดร้านกาแฟที่เมลเบิร์น ล้มละลาย จนเหลือเงินแค่ 3 ดอลลาร์ฯ” 

พูนกำลังชวนจิบกาแฟแก้วที่ขมที่สุดในชีวิตของเขา (เราคิดว่าอย่างนั้น)

“เปิดนานเท่าไหร่” เราถามทันที หลังจากได้ยินและสิ้นประโยค ‘ล้มละลาย’

“เดือนเดียว หมุนเงินไม่พอ เพราะใช้เงินเก็บตัวเอง” แล้วที่บ้านคุณรู้เรื่องนี้ไหม เราถามต่อ

“รู้ตื้น ๆ วันนั้นเราตัดสินใจโทรหาแม่ พูดไม่ออก ถ้าพูดคงน้ำตาแตก ก็เลยกดวาง ตอนนั้นเราเหลือเงินแค่ 3 เหรียญฯ ซื้ออาหารกินยังไม่ได้เลย เลยไปขอข้าวจากร้านที่เราเคยทำงานพาร์ตไทม์

“เราบอกเพื่อนว่า My business failed, no money. นี่เป็นอีกหนึ่งรสชาติในชีวิตเรา” 

เราไม่แน่ใจว่ารสชาติสุดท้ายที่ทิ้งไว้ในปากจะหวานหรือขม คงมีแต่เขาที่รู้คำตอบของรสชาติชีวิตแก้วนี้ แต่เราชื่นชมความกล้าได้กล้าเสียของพูน ไม่เช่นนั้นเขาคงพูดได้ไม่เต็มปากว่า ‘ชีวิตมันขม’

วางแก้ว

พูนวางแก้วกาแฟสีขาวลงบนโต๊ะ น้ำร้อนสีดำพร่องพอสมควร เขาพาเรากลับไปที่จุดเริ่มต้นของเด็กชายพูนนี่ เด็กนักเรียนจากโรงเรียนราชินี ผู้มีความถนัดด้านดนตรีและสนใจการปั่นจักรยาน

“เราเล่นคลาริเน็ตมา 13 ปี พอต้องตัดสินใจเรียนต่อ ก็รู้ตัวเองว่า เล่นดนตรีตลอดชีวิตแม่งไส้แห้ง เลยไปเรียนกราฟิกดีไซเนอร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรียนจบก็ทำงานแอนิเมเตอร์ที่ช่อง 9 อยู่ 1 ปี”

สุดท้ายพูนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เส้นทางชีวิตโต๋เต๋พาเขามานั่งชนแก้วเครื่องดื่มสีอำพันกับเจ้าของร้านกาแฟ (ขายจักรยานด้วย) ในกรุงเทพฯ คุยไปคุยมา พูนถูกชักชวนให้เป็นบาริสต้าในร้านกาแฟร้านนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ แต่ทักษะภาษาอังกฤษพูนอยู่ในระดับ Snake Snake Fish Fish 

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

“เราตัดสินใจไปเรียนต่อภาษาที่เมืองนอก เพราะดูหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty มีประโยคที่ว่า

“To see the world, things dangerous to come to, to see behind walls, draw closer, to find each other, and to feel. That is the purpose of life. พอดูจบ นั่งมองตัวเอง กูทำอะไรอยู่วะเนี่ย”

“วันที่คุณตัดสินใจบินเดี่ยวไปเมลเบิร์น อายุเท่าไหร่” – เราถาม

“25” เขาตอบทันที “เราอยากเห็นโลก เราไม่เคยคิดจะออกต่างประเทศด้วยซ้ำ เคยออกไปแข่งดนตรีระดับโลก แล้วก็กลับ ตอนนั้นขอวีซ่า 6 เดือน กะเปลี่ยนชีวิตเลย พออยู่ได้ 3 เดือนก็เจอตัวเอง”

“เราเจอธาตุแท้ของตัวเอง” เขาย้ำ “เจอรสชาติชีวิตที่แท้จริง”

“เรารู้สึกว่าหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty ทำให้เราอยากไปเผชิญโลก พอเราไปเผชิญโลก มันทำให้เราเจอทั้งชีวิตของเรา เราเคยเช่ารถขับรอบเมือง เคยขับรถไปแคมป์ปิ้งคนเดียว เคยโดนตำรวจจับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำในไทยแล้วจะได้รับความเป็นห่วงจากพ่อแม่ แต่ที่นั่นมันอิสระ เราดูแลตัวเองได้

“ตลอด 6 ปี สิ่งที่เราได้กลับมาคือ ชีวิตของเราจริง ๆ” พูนยอมรับด้วยรอยยิ้ม

จิบสุดท้าย

หลังเรียนจบด้านกราฟิกดีไซเนอร์และเชฟที่เมลเบิร์น พูนเดินสายเข้าวงการกาแฟ เริ่มจากบาริสต้าร้าน Manchester Press ในโรงพิมพ์เก่า ร้าน Hamodava Cafe คาเฟ่ของรัฐบาลที่เปิดให้อาสาสมัครมาเสิร์ฟกาแฟ 0 เหรียญฯ ให้กับคนทั่วไปและคนไร้บ้าน ร้าน No. 19 ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียน ร้าน Lights In The Attic Cafe ร้าน The Crux and Co. และ ร้าน Code Black Coffee ที่เขากำลังจะรับตำแหน่งเป็น Head Barista แต่ด้วยสถานการณ์โลก ทำให้เขากลับบ้าน มาเปิด Poonypoonycoffee ร้านกาแฟท้ายซอยที่อบอุ่นที่สุดในซอยสบายใจ

“พอเปิดร้านเข้าปีที่ 3 ร้านเรามีความเป็นไทยมากขึ้น เพราะพยายามปรับตัวกับความเป็นไทย เราอยากให้ลูกค้ามาที่ร้านแล้วได้ความรู้เรื่องกาแฟกลับไป มาแลกเปลี่ยนกาแฟหรือรสชาติกับเราก็ได้ เราคุยกับเขาได้ตั้งแต่ที่มาที่ไปของเมนูยันหลักวิทยาศาสตร์ เราชอบเจอคน ชอบเจอเพื่อนใหม่ ๆ 

“จากที่เราเคยชงกาแฟไปวัน ๆ ทุกวันนี้ ทุกช็อตที่สกัดออกมา เราอยากทำให้ดีที่สุด เพราะเราเห็นคุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ ตลอด 11 ปี เราเรียนรู้เยอะ การบริการลูกค้าทำให้เราแคร์คนมากขึ้น

“สิ่งที่สำคัญที่สุด เราเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองในการทำธุรกิจ ถ้าเราชอบอะไร แล้วทำสิ่งนั้นซ้ำไปเรื่อย ๆ คนจะมองเห็น และมันตอกย้ำว่าเราทำสิ่งนั้นได้ดีจริง ๆ จากตอนแรกคิดว่าบาริสต้ามันเท่ เขาสวมผ้ากันเปื้อนยีนส์ เราอยากใส่ ก็เลยสมัครงานในร้านกาแฟ แต่ตอนนี้ไม่มีความรู้สึกเท่แบบนั้นแล้ว

“แต่เราพร้อมที่จะทำกาแฟให้คนดื่มแล้วรู้สึกฟังก์ชันที่สุด แล้วก็ทำให้ลูกค้าประทับใจทุกครั้งที่เขาตั้งใจมาหาเรา เราว่าการที่ร้านกาแฟร้านหนึ่งจะอยู่ได้นาน มันต้องมีชีวิตคนทำอยู่ในนั้น

“ตอนนี้ที่ Poonypoonycoffee มีจิตวิญญาณของเรากับกลิ่นกาแฟ” นี่คือจิบสุดท้ายของกาแฟแก้วนี้

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

Poonypoonycoffee

ที่ตั้ง : 85 ซอยสบายใจ แยก 4 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันพุธ) เวลา 09.00 – 17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8799 8331

Facebook : Poonypoonycoffee

Instagram : poonypoonycoffee

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load