หมอกควันเริ่มจางลง ได้เห็นฟ้าใสๆ ในตอนเช้า และก้อนเมฆในตอนเย็นที่ชัดขึ้น ลมหายใจของเราทุกชีวิตขึ้นอยู่กับต้นไม้ทั้งหลายบนภูเขาจริงๆ

คงไม่ใช่ใครอื่นที่ต้องรับผิดชอบกับปัญหาหมอกควันและมลพิษที่เกิดขึ้น เราทุกคนบนโลกใบนี้นี่เองที่มีส่วนสร้างปัญหาจากการอยู่การกินในทุกๆ วันของเรา

ทุกครั้งที่เรากินลูกชิ้นในชามก๋วยเตี๋ยว เราได้ตัดต้นไม้ลงอย่างไม่รู้ตัว หมูไก่เป็ดจากโรงงานขนาดใหญ่ต้องการอาหารจำนวนมาก และการปลูกข้าวโพดแบบเกษตรเชิงเดี่ยวต้องการพื้นที่จำนวนมหาศาลในการผลิตอาหารป้อนให้โรงงานเหล่านั้น ก่อนจะเข้าปากเราอีกที

ยุคสมัยที่พาเราเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองมากขึ้นทำให้ประชากรบนโลกส่วนหนึ่งสูญเสียเวลาและความสามารถในการผลิตอาหารเอง เราจึงต้องมีคนปลูกผักแทนเรา เลี้ยงสัตว์ขายเนื้อให้เรากิน แต่พวกเขาไม่ใช่เกษตรกรรายเล็กหรือนักปลูกผักในเมือง พวกเขาเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่อาสาเลี้ยงดูเรา

ทุกครั้งที่ลูกชิ้นในชามก๋วยเตี๋ยวถูกเรากัดกิน เราจึงกลืนกินผืนป่าลงไปด้วย เราได้ช่วยกันอุ้มชูคนเพียงหยิบให้ร่ำรวยขึ้นและผืนป่าก็ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง ส่วนเราก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อความอยู่รอดต่อไป

ลูกชิ้นที่กลิ้งตกพื้น สะเทือนไปทั้งแผ่นดิน!

ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ

อเมริกันดรีม ฝันของเราหรือหรือฝันของใคร

ทุกปีมักจะมีไฟป่าเกิดขึ้นเสมอ ถึงแม้จะมีการทำแนวกันไฟก็ตามที ขณะนี้หลายชุมชนชาวบ้านกำลังต่อสู้กับไฟที่ลุกลามในหลายพื้นที่อย่างไม่ลดละ เพื่อให้ลำธารน้อยใหญ่ในภูเขายังไหลไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยา และต้นไม้ที่ยืนเด่นตระหง่านเป็นสักขีพยานว่าคนคือส่วนหนึ่งของป่าและดูแลป่าได้ ต้นไม้ไม่เคยลดละที่หยุดผลิตออกซิเจนให้เรา ยังคงมอบความรักให้เราเหมือนยังเชื่อในตัวมนุษย์ตัวเล็กๆ ว่า ทางออกและความหวังยังมีเสมอ เพียงแต่พวกเราอาจจะต้องฟังเสียงของป่า

ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ

ในโอกาสที่มาเมืองไทย มานิช เจน และ มาดุร์ แวะมาหาผม หลังจากที่เราพบกันครั้งสุดท้ายที่เมืองราชาสถาน เมื่อ 8 ปีที่แล้ว มานิช เจน วัย 50 ปี เติบโต เล่าเรียน และทำงาน ในอเมริกากว่า 25 ปี เขาเคยทำงานในธนาคารโลก โครงการเอดส์แห่งประชาชาติ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก และองค์กรขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง

วันหนึ่งเขาค้นพบว่าเขาไม่ได้มีความสุขนักที่อเมริกา เพราะเขาเห็นความไม่ชอบมาพากลของระบบที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะความทุกข์ใจของคนในสังคมที่กระหายความสำเร็จ เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านและก่อตั้งสร้างมหาวิทยาลัยสุวาราช มหาวิทยาลัยผิดกฎหมาย 100 เปอร์เซ็นต์ของเขา ความฝันของเขาคือ อยากสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างความตระหนักรู้ถึงพิษภัยของระบบการศึกษากระแสหลัก และการตั้งคำถามกับโครงสร้างของระบบทั้งหลายที่เราควรได้พูดถึงอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่จะปักใจเชื่อในอะไรสักอย่าง

มานิชเติบโตมากับการนับถือศาสนาเจน เขาจึงไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่กินแม้กระทั่งหัวเผือก หัวมัน กระเทียม หัวหอม หรือพืชที่ต้องถูกกระชากออกมาจากดิน ตามหลักความเชื่อของศาสนาเจน พืชเหล่านี้คือสิ่งมีชีวิต ส่วนมาดุร์ หนุ่มวัย 24 ปีดูจะเคร่งน้อยลงมาหน่อย

ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ

‘น้ำกินที่นี่มาจากไหน’ พี่มานิชถาม

เราไปดูต้นน้ำที่ชาวบ้านหนองเต่าช่วยกันดูแลกัน ตอนนี้น้ำยังคงไหลตามปกติ หน้าร้อนจะมีน้ำน้อยลงแต่ก็เพียงพอสำหรับชุมชน พวกเรานั่งพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่ร่มรื่น มีเสียงลำธารและนกร้องให้ความผ่อนคลายกับเรามากทีเดียว 3 ชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราเดินเท้าเปล่ากลับ มีหนามทิ่มแทงฝ่าเท้าบ้างระหว่างทาง แต่ก็มันคุ้มค่าทุกครั้งเสมอ อาจจะเพราะเราทุกคนคือคนป่า คนที่ต้องอาศัยป่าในการหายใจ น้ำและอาหารที่มาจากดิน และพลังจากป่านั้นพิเศษเหลือเกิน

ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ

เรากลับมานั่งคุยกันต่อที่บ้าน มานิชเล่าให้ฟังว่า ปัญหาที่เรากำลังเผชิญมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าคือ เราถูกล่าอาณานิคมทางความคิด ถูกทำให้ไม่เป็นอิสระอีกต่อไป เราต้องไปโรงเรียนที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน สอนให้เราตักตวง เอาเปรียบ และเราทั้งหลายต่างกำลังเล่นเกมเก้าอี้ดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ระบบการศึกษากระแสหลักสามารถเป็นระบบอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดได้เลย

เรารู้สึกสั่นคลอนและไม่มั่นคงเมื่อไหร่ที่เราไม่มีเงิน เราอยู่ในสังคมที่ไม่ไว้ใจกัน นี่คือสิ่งที่มานิชเรียกว่า อเมริกันดรีม โลกแห่งความฝันที่เราทุกคนกำลังเข้าไปเรียนรู้มัน ออกมาจากความฝันนี้ให้ได้โดยเร็ว

เขามองไปที่ภูเขาพลางเล่าต่อว่า ต้นไม้เหล่านั้นอาจจะกำลังบอกว่าให้เรายิ้ม ต้นไม้อาจกำลังหัวเราะ และกำลังเชียร์เราให้ไม่หมดหวังในตัวมนุษย์ มนุษย์ต่างหากที่หมดหวังในตัวเอง ต้นไม้อาจกำลังบอกเราว่าอย่าวิตกจนเกินไป หัวเราะออกมา

ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ

มานิชยังมีความหวังกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ถึงแม้เปลือกนอกของวัฒนธรรมดั้งเดิมอาจจะเปลี่ยนไป หรือหล่นหายไปบ้าง แต่สิ่งยืนยันว่าแก่นของภูมิปัญญาท้องถิ่นยังอยู่เราสามารถดูได้จากชุมชนที่สงบ ปลอดภัย การให้ การแบ่งปันช่วยเหลือกัน การไว้วางใจกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรายังได้เห็นต้นไม้ แม่น้ำที่ยังคงไหลไม่ขาดสาย ยังคงมีชีวิตอยู่กับเรา

มานิชเล่าต่อว่า ชีวิตคือของขวัญจากธรรมชาติงดงามและศักดิ์สิทธิ์เสมอ เมื่อเรากลับมาสร้างสังคมแห่งการเป็นผู้ให้ เราจะค้นพบความสุขอีกครั้ง เมล็ดพันธ์ุแห่งการให้อยู่ข้างในเราทุกคน

การให้ คือเทคโนโลยีเก่าแก่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณที่เราต้องให้ความสนใจ เพราะมันคือการเชื่อมเราเข้าด้วยกันอีกครั้ง

ทุกวันนี้มานิชถูกเชิญให้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยู่บ่อยๆ ในเวทีนานาชาติ เขาบอกว่าสิ่งที่เขาพูดอาจจะสุดโต่ง แต่นั่นจะทำให้คนได้เห็นทางสายกลางจริงๆ บ่อยครั้งการประนีประนอมเกินไปไม่ได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง แต่เจตนาลึกคือการสร้างพื้นที่การพูดคุยให้เกิดขึ้นให้มากที่สุด ถึงแม้เราอาจจะเห็นต่างและโต้เถียงกันบ้าง แต่เมื่อการพูดคุยจบลง ก็ควรกอดกันเพื่อให้เมล็ดพันธ์แห่งการพูดคุยได้เติบโตต่อไป มานิชทิ้งท้าย

ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ

ความฝันเก่าๆของคนรุ่นใหม่

มาดุร์ วัย 24 ปี หลังจากจบมัธยมปลาย เขาตัดสินใจหยุดเรียนและพาตัวเองออกเดินทางตามภาคในอินเดีย เขาเชื่อว่ามันจะทำให้เขาได้พบกับสิ่งที่เขาแสวงหาจริงๆ หลังจากผ่านไป 2 ปีเขาตัดสินใจกลับมาช่วยพ่อที่ลาออกจากการสอนในมหาวิทยาลัยด้วยวัย 45 ปี เพราะเบื่อและอยากใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่มีทำในสิ่งตัวเองรักและเป็นประโยชน์จริงๆ

ครอบครัวของมาดุร์เปิด Sehatvan Bhopal ศูนย์สุขภาพองค์รวมที่ให้การเยียวยาฟื้นฟูผู้ป่วยที่เน้นการหลักการทำงานของธรรมชาติ เชื่อในความสามารถของร่างกายที่มีระบบฟื้นฟูตัวเอง ศูนย์ดำเนินงานมาเป็นปีที่ 3 แล้ว ถึงแม้ผู้มารับการรักษาส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนและผู้ใหญ่ แต่กลุ่มเป้าหมายที่ทางศูนย์อยากทำงานด้วยมากที่สุดคือ คนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาได้เตรียมตัวเองในการป้องกันตัวเองจากการเจ็บป่วยต่างๆ ซึ่งเกิดจากการบริโภคและการใช้ชีวิตที่ที่เปลี่ยนไป

หลักคิดสำคัญของศูนย์คือ ลดการพึ่งพาการใช้ยาทั้งแผนปัจจุบันและสมุนไพรในการรักษา และหันกลับมาเชื่อมั่นกลไกธรรมชาติที่ร่างกายมีความสามารถในการเยียวยาตัวเอง สิ่งที่เราทำได้เลยคือการนำภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนกลับมาใช้ เช่น การพาตัวเองกลับไปหาธรรมชาติ การให้ความสำคัญกับเรื่องอาหาร การกิน ให้ร่างกายได้ทำงานอยู่เสมอ การดูแลจิตใจให้เบิกบาน

ปัจจัยเสี่ยงที่เรากำลังเผชิญทุกวันนี้คือ

  1. ทัศนคติในการใช้ชีวิต ความคิดความเชื่อที่เราต้องสะสม ต้องการเป็นคนที่มั่งมี จะทำให้เรากลัวที่จะสูญเสีย ซึงส่งผลทางจิตและส่งเสริมให้เรามีพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพต่อของเรา
  2. สารเสพติดในอาหาร อาหารจำนวนมากที่เราบริโภคทุกวันนี้ทุกผลิตมาเพื่อให้ถูกปากเราจนเราไม่สามารถหยุดกินได้ บริษัทที่ผลิตอาหารจงใจให้เราติดใจรสชาติอาหาร เพื่อจะได้ขายทำกำไรโดยมีร่างกายของเราเป็นเดิมพัน สาเหตุการเสียชีวิตของมนุษย์มาจากการกินมากกว่าการก่อการร้ายเสียอีก
  3. อินซูลิน ฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลในร่างกายให้เป็นไขมัน ถ้าเราบริโภคน้ำตาลมากร่างกายก็จะผลิตอินซูลินมากขึ้นซึ่งส่งผลทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาและโรคอื่นก็จะตามมาในภายหลัง

อาการป่วยส่วนใหญ่ที่ทางศูนย์กำลังให้การรักษาคือความดัน เบาหวาน ไทรอยด์ การลดน้ำหนัก รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การป้องกันไม่ให้เกิดโรคต่างๆ รวมถึงการให้คำแนะนำด้านสุขภาพ มาดุร์อธิบายต่อว่า ปัญหาสุขภาพของเราทุกวันนี้คือ เรารักษาอาการของโรค อาการเจ็บป่วยต่างๆ โดยการใช้ยา แต่กลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การกิน การบริโภค สัตว์หลายชนิดมีความสามารถเปลี่ยนสีผิวตัวเองให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมนั้นๆ เพื่อความอยู่รอด แต่มนุษย์เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากกว่าการปรับตัว ซึ่งขัดต่อกลไกของธรรมชาติซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์และของโลกด้วยเช่นกัน

จีฟวัน หรือ ชีวัน ในภาษาฮินดีหมายถึง ชีวิต เมื่อดูความหมายของทั้งสองคำเราจะพบว่า

จีฟ หมายถึง สิ่งมีชีวิต

วัน หมายถึง ป่า

ป่าหรือธรรมชาติจึงเป็นรากฐานสำคัญของสรรพสิ่งทั้งหลายอย่างที่บรรพบุรุษได้กล่าวไว้กันว่า

ออ ที เก่อ ตอ ที เอาะ ก่อ เก่อ ตอ ก่อ

ได้กินจากป่า จงดูแลป่า ได้กินจากน้ำ ให้รักษาน้ำ

การใช้และรู้จักดูแลเป็นเทคโนโลยีเก่าแก่ที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและทันสมัย เหมือนความรักของต้นไม้ที่ยังล้ำสมัยเสมอ และเป้าหมายการมีชีวิตของต้นไม้นั้นสูงขึ้นตามกาลเวลาด้วยการให้อย่างไม่ลดละ การให้ทั้งชีวิตความหวังต่อมนุษย์และยังเชื่อมั่นว่ามนุษย์ก็มีความสามารถในการรดน้ำพรวนดินให้กับเมล็ดพันธ์ุแห่งการให้ได้เช่นกัน

ต่าบลึ๊

ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ

ปกาเกอะญอ, ศูนย์สุขภาพ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ทางเข้าหมู่บ้านถูกปิดเป็นคำรบสาม ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปเฝ้าตรวจตราคนเข้าออกเพื่อความปลอดภัยของชีวิต หลายคนกำลังกักตัวที่บ้านหรือในสวน ถ้าโลกต้องการให้เราพบกันน้อยลง นี่คงเป็นโอกาสที่เราจะได้พบกับธรรมชาติให้มากขึ้น

ผมนัดกับ แทะ-นิรักษ์พัน แปรดำรงค์กุล คุณพ่อลูกสองผู้ที่หลงใหลในเฟิร์นมาหลายปีแล้ว แทะน่าจะเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่บนดอยที่รู้จักเฟิร์นดีมากคนหนึ่ง ทั้งในตำราและภูมิปัญญาแบบผู้เฒ่าสมัยก่อน เขาสารภาพว่าเขาห่างเหินกับเฟิร์นมาสักพักแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ การมาพักช่วงสั้นๆ ในสวนใกล้กับป่า น่าจะทำให้ความรักที่มีต่อเฟิร์นของเขาผลิบานอีกครั้ง

สวนและนาที่ห่างออกจากหมู่บ้านไปไกลจึงสงบเงียบ เสียงรถบนถนนดังไกลๆ ให้ได้ยินแต่ไม่รบกวนอะไร กระท่อมหลังเดิมของพ่อตาของแทะยังคงแข็งแรง หญ้าและต้นไม้กลับมาเขียวอีกครั้งหลังจากฝนหลงฤดูร้อนพัดกระหน่ำไปเมื่อไม่นาน

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เราเดินทางไปถึงที่พักก็เย็นพอดี หลังจากปลดกระเป๋าและนั่งพักผ่อนบนแคร่ใต้ถุนกระท่อมพอหอมปากหอมคอ แทะก่อฟืนหุงข้าว น้ำซุปมันฝรั่งกับไข่เจียวและข้าวดอยร้อนๆ เป็นมื้อเย็นที่พอเหมาะพอดีสำหรับเรา

เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก กระท่อมกลางนาเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองสำหรับการมาพักชั่วคราว โดยเฉพาะคนที่นาอยู่ไกลบ้าน การมีกระท่อมไว้นอนพักค้างคืน มีเตาไฟสำหรับทำอาหาร ช่วยประหยัดเวลาได้มากพอสมควร 

กระท่อมไม่มีไฟฟ้า นอกจากไฟจากกองฟืนและแสงจันทร์ลางๆ หิ่งห้อยบรรทุกตะเกียงเรืองแสงพากันไปฟังจิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงลูกทุ่งประสานเสียงกับเหล่าเขียดในท้องนา ฟังไกลๆ ก็เพราะดี ลมพัดเย็นสบาย เสียงกล่อมนอนจากธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไป

เฟิร์น สิ่งมีชีวิตที่เป็นมากกว่าความสวยงามในราวป่า

เช้าแล้ว ตื่นมาเตรียมมื้อเช้ากินกันก่อนเดินเท้าเข้าป่า ก้าวเท้าออกไปไม่ทันไร แทะชี้ให้ดู ‘กิ๊โข่ดอ’ หรือย่านลิเภา เฟิร์นเถาที่คนปกาเกอะญอนำมาใช้ประกอบพิธีกินข้าวใหม่หลังเก็บเกี่ยว การนำเถาของย่านลิเภามาพันหม้อหุงข้าว ครกกระเดื่อง เสาเตาไฟ หรือ ‘เส่อกิ๊เต่อ’ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงการสำนึกรู้คุณต่อสิ่งของที่ช่วยให้การดำรงชีวิตดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น นอกจากนี้ เถาของย่านลิเภาที่พันรอบข้าวสิ่งของต่างๆ นั้น เป็นการบอกกล่าวให้เราดูแลข้าวของให้ดี เพื่อที่เราจะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เถาของย่านลิเภาเปรียบเสมือนเชือกที่พันและผูกเราไว้กับข้าว ให้เรายึดเหนี่ยวชีวิตไว้กับข้าวปลาอาหารให้มั่น เมื่อคนสมัยโบราณไม่มีภาษาเขียน การจดบันทึกความหมายของธรรมชาติจึงถูกเล่าผ่านพิธีกรรม เมื่อพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ผิดมากนักถ้าหากจะบอกว่าเฟิร์นคือพืชศักดิ์สิทธิ์ ชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี เชื่อว่าเฟิร์นก้านดำมีพลังรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ

‘กิ๊โข่ดอ’ มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับนิ่ว แก้เจ็บคอ ลดอาการปวดหลัง โดยนำเหง้า ราก และลำต้น มาต้มน้ำกิน ส่วนยอดอ่อนยังใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ลวกจิ้มกินกับน้ำพริก เป็นต้น

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เดินขึ้นเขาใต้ร่มไม้ใหญ่ ลำธารสายเล็กมีน้ำไหลช้าๆ ครอบครัวเฟิร์นหลายชนิดกำลังรอให้เราไปทำความรู้จัก แทะ พลิกใบของต้น ‘โดะเก่โข่ง’ หรือเฟิร์นกีบแรด เพื่อดูสปอร์ที่เรียงชิดติดกันเป็นแนวยาวตามขอบใบด้านใน เมื่อจังหวะและเวลาพร้อม สปอร์เหล่านี้ก็จะออกเดินทางกลายเป็นต้นเฟิร์นต่อไปในอนาคต

เหง้าของกีบแรดเป็นยาสมานแผลที่ดีมากชนิดหนึ่ง หากเราโดนหนามเกี่ยวหรือของมีคมบาด ให้ใช้เหง้าของกีบแรดทา จะทำให้แผลหดตัว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

มีเฟิร์นหลายชนิดที่หน้าตาคล้ายกันมากจนมือใหม่อย่างผมอาจแยกไม่ออก แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้รักเฟิร์น แทะบอกได้ทันทีว่าต้นเฟิร์นที่ยืนสง่าบนหินที่มีเหล่ามอสปกคลุมใต้ต้นนั้นชื่อว่า ‘ต้นห่อทีหล่า’ เฟิร์นที่เป็นตัวชูรสในการทำอาหารของคนบนดอยมาช้านาน ซึ่งเด็กๆ รุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้ว 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

‘โปล่ แปล ดอ’ หรือผักกูด น่าจะเป็นเฟิร์นที่ทุกคนรู้จักดี แต่ใครรู้ว่าเฟิร์นชนิดนี้มีธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

นอกจากนี้มีเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ชอบชิมเหล้า ‘โท’ หรือ โชน ที่ชูใบเป็นตัว V ก้านยาวๆ ของโชนถูกนำมาใช้เป็นหลอดดูดสำหรับชิมเหล้าของเหล่าบรรดาแม่บ้าน โดยการริดใบออกให้เหลือแต่ลำต้นยาวประมาณหนึ่งศอก จากนั้นให้เอาไปซุกในผงขี้เถ้าที่ยังมีความร้อนอยู่ ความร้อนจากผงขี้เถ้าจะทำให้ไส้ข้างในหดตัว ทำให้เราดึงไส้ออกได้อย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ก็จะได้หลอดดูดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ใช้งานต่อไป 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

ส่วน ‘ก่าบอชือ’ กูดเกี๊ยะ เป็นเฟิร์นที่แม่ไก่จะรู้จักดี ทุกครั้งที่แม่ไก่ออกไข่ เจ้าของไก่จะไปตักกูดเกี๊ยะมาใส่ในรังไก่เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แตกและเป็นที่นอนนุ่มๆ ของแม่ไก่

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

บ้านของเฟิร์น

แทะเล่าว่าเราพบเห็นเฟิร์นได้บนดิน บนหิน ในน้ำ และบนต้นไม้ เฟิร์นยังเป็นบ้านของสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมงมุม กิ้งก่า ตุ๊กแกหางเฟิร์น ตั๊กแตน หนอน และสัตว์ตัวอื่นๆ ที่พรางตัวเพื่อหลบภัย เช่นเดียวกับพวกเราทุกคนที่พึ่งพาพืชชนิดนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฟิร์นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ เช่นเดียวกับสัตว์อย่างเสือ ลิง กระทิง นกหัวขวาน ที่ไหนยังมีเฟิร์น อย่างน้อยๆ เราก็พอคาดเดาได้ว่าป่าแห่งนั้นยังคงเป็นป่าที่มีชีวิต มีน้ำมีลำธารที่สะอาด และมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ในนั้น ซึ่งเท่ากับว่าเราจะยังมีชีวิตที่ดี เพราะ ‘ขวัญ’ ยังอยู่กับเรา ผมเพิ่งเข้าใจว่าการที่เราซื้อต้นไม้มาไว้ที่บ้านคือการเรียกขวัญกลับมานี่เอง

เฟิร์นช่วยรักษาความชุมชื้นให้หน้าดิน ช่วยยืดหน้าดินไม่ให้พังทลายยามฝนหลาก ไม่เพียงแค่ร่างกายของเราที่ต้องการต้นไม้ หากแต่จิตใจของเราก็ต้องการพลังจากต้นไม่ไม้น้อยไปกว่ากัน ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือได้นั่งใต้ร่มไม้เราจึงรู้สึกร่มเย็น เฟิร์นจึงทำหน้าที่เป็นสมุนไพรที่รักษาทั้งร่างกายและเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

หลังจากเดินป่าเรียนรู้เรื่องเฟิร์นกับแทะทั้งวัน มุมมองที่มีต่อเฟิร์นของผมเปลี่ยนไป เราอาจจะเคยรู้สึกกับต้นไม้ใบหญ้าว่าเป็นเพียงวัชพืช จนกระทั่งเราได้พาตัวเองไปสัมผัสกับต้นไม้ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งเราคิดว่าไกลตัวกลับมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่แวดล้อมล้วนเกี่ยวข้องกับสุขทุกข์ของเรา คนสมัยก่อนเชื่อว่าขวัญของเราเดินทางมากับต้นไม้ ขวัญและกำลังใจจึงเติบโตขึ้นในป่าและกลับคืนสู่ป่าเช่นเดียวกัน 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

แทะตั้งใจสร้างพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับเฟิร์น เขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวให้เด็กๆ และผู้ที่สนใจ เขากำลังลงมืออย่างช้าๆ แต่มีความหวังว่า สักวันหนึ่งพื้นที่เล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา จะทำให้เราได้กลับมาสนใจเรื่องราวของเฟิร์นและความเกี่ยวข้องของเรากับธรรมชาติ

จริงทีเดียวที่มีคนกล่าวไว้ว่าสุขภาพที่ดีคือความมั่งคั่ง ถ้าโลกของเรามีสุขภาพที่ดี นั่นแสดงว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนคือผู้ที่มั่งมี อาจไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่ความรุ่มรวยที่เต็มไปด้วยความร่มเย็น สันติสุข ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันซึ่งกัน แบ่งปันพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงบ้านของต้นเฟิร์นด้วย 

ถึงตอนนี้ใครที่กำลังมองหาต้นไม้สักต้นมาไว้ที่บ้าน คงไม่ลืมหยิบเฟิร์นกลับมาด้วยสักต้น เพื่อที่ขวัญและกำลังใจจะกลับมา ในวันที่พวกเราหลายๆ คนต้องกักตัวที่บ้าน ไม่ได้เดินทางเหมือนเช่นเคย

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load