“แต่ลูกมีหนวดนะ” คือประโยคที่ออกมาจากปากคุณแม่ของผม หลังจากที่ผมสารภาพกับท่าน ว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน

ในฐานะที่เดือนมิถุนายนเป็น Pride Month จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะเห็นการรณรงค์ความเท่าเทียมกันของเพศทางเลือก รวมถึงการรณรงค์เรื่องความหลายหลากทางเพศเต็มไปหมดในพื้นที่สื่อต่างๆ มากมาย

ผู้เขียนคอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ เอง ได้ใช้ชีวิตในฐานะเกย์ ซึ่งหากจะพูดให้ถูกต้องก็คือการเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรม L.G.B.T.Q.I.A+ มานานกว่า 35 ปี

ธงสีรุ้ง จากสัญลักษณ์ในนิยาย เพลงพ่อมดแห่งออซ สู่สัญลักษณ์ความภูมิใจของ LGBTQIA+
Lego แบบ Pride

หากจะย้อนไปเพียง 10 กว่าปี หนึ่งในประสบการณ์ Come Out ส่วนตัวที่ผมยังจำได้ไม่ลืม 

ประโยคแรกของแม่ หลังจากที่ผมสารภาพว่าเป็นเกย์ คือ “แต่ลูกมีหนวดนะ?” ซึ่งทำให้เข้าใจภาพรวมของความเข้าใจเรื่อง เพศ เพศสภาพ รสนิยมทางเพศ ของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยในสมัย Baby Boomer และ Gen ก่อนหน้านั้นได้เป็นอย่างดี

คอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้ ผมจึงขออนุญาตหยิบยกเรื่องราวที่มาของ ‘ธงสีรุ้ง’ ที่ปัจจุบัน ไม่เพียงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความหลายหลายทางเพศและความเท่าเทียมกันของเพศทางเลือก แต่ยังถูกหยิบมา Commercialize ผ่านสินค้าต่างๆ มากมาย ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจงใจผสมเพิ่มเข้าไปในบทความครั้งนี้ คือการเดินทางส่วนตัวในฐานะเพศทางเลือก ; เกย์วัยกลางคน ที่ดิ้นรนหาที่ทางของตัวเองในสังคมไทยมาหลายครั้งหลายครา ใช่ครับ คอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ของวัตถุที่คนมองข้าม อย่างที่เคยเป็นมาแต่เพียงอย่างเดียว

แต่ผมกราบขออนุญาตผู้อ่าน The Cloud ทุกท่าน ผนวกเรื่องส่วนตัวควบคู่เข้าไปด้วย หากท่านสงสัยว่า ‘ทำไม’ ผมหวังว่า หากท่านอดทนอ่านจนจบบทความ ท่านจะเข้าใจมากขึ้น ทั้ง ‘ที่มา’ ของธง และ ‘ที่ทาง’ ของคนอย่างผม ในประเทศที่มีสาวประเภทสองสวยมากความสามารถมากมาย แต่พวกเขาเหล่านั้นยังเลือกประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เปิดเผย และเท่าเทียมไม่ได้ 

Pride ที่แปลว่า ความภาคภูมิ มีความหมายและเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่ใต้แถบสีรุ้งเจ็ดสีนั้น ผมขอเชิญท่านตามเข้าไปสำรวจพร้อมๆ กันได้เลย

ภาพจำที่ติดมากับธงเจ็ดสี 

ในการแสดงตลก Stand Up Comedy ของ ฮันนาห์ แกดสบี้ (Hannah Gadsby) ชื่อ Nanette (ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัว เป็นหนึ่งในการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนที่ดีที่สุดที่เคยมีมาเลยทีเดียว) 

Hannah ที่เป็นเลสเบี้ยน นางพูดถึงดีไซน์ของ ‘ธงสีรุ้ง’ ว่า “It’s a little bit busy.” หรือแปลไทยได้ว่า “มันยุ่งเหยิงเกินไป ทำไมต้องมีแถบสีเจ็ดสี ซ้อนกันแน่นขนาดนั้น ไม่มีที่พักสายตาเลย” ซึ่งนั่นก็หนึ่งในมุกตลกของนางที่แซะภาพวัฒนธรรม LGBTQIA+ ที่เราคุ้นเคยกัน

ธงสีรุ้ง จากสัญลักษณ์ในนิยาย เพลงพ่อมดแห่งออซ สู่สัญลักษณ์ความภูมิใจของ LGBTQIA+
มันก็ยุ่งเหยิงจริงๆ นั่นแหละ

จริงๆ แล้ว Hannah เองยังได้วิพากษ์ถึงภาพที่ติดมากับธงสีรุ้งว่า ทำไมเกย์ (หรือ Gay ในภาษาอังกฤษ ที่ยังมีความหมายถึงความสดใส ซาบซ่า) จะต้องใช้ชีวิต ปาร์ตี้ เปรี้ยวซ่า สนุกสนานสุดติ่ง อยู่บนขบวนพาเรด ที่เต็มไปด้วยการอวดเนื้อหนังมังสาขนาดนั้น Hannah เองไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นมันผิด แต่ ‘ภาพจำ’ ที่ติดมากับธงสีรุ้ง อาจไม่ใช่ภาพที่ใช้อธิบายความหลากหลายของเพศทางเลือกได้ครอบคลุมและเท่าเทียมเสมอไป

“แกแค่แต่งตัว ให้เป็นตัวเองน้อยๆ ที่สุดอะ เอาเสื้อยืดเรียบๆ รัดๆ อย่าลายเยอะ ฉวัดเฉวียน เดี๋ยวคนน่าจะกล้าเข้ามาหาเอง” นั่นคือคำแนะนำของเพื่อนสนิทของผม เมื่อปรึกษาว่าทำไมทุกครั้งที่ไปสีลม ถึงไม่เห็นมีใครเข้ามาแอ๊วผม ที่แต่งตัวไม่ค่อยจะเหมือนคนอื่นบ้างเลย

ผมเองไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์อะไรเลยกับเกย์บาร์ แต่ถ้าเลือกได้ จะขอนอนอยู่บ้านฟังเพลงดีกว่า เพราะไม่ชอบที่ที่มีคนเยอะๆ หรือเสียงดัง ซึ่งทำให้ตลอดชีวิตของการ Come Out นั้น ไปบาร์เกย์สีลมแทบจะนับครั้งได้

Hannah Gadsby เองก็น่าจะเป็นเพศทางเลือกที่ชอบวิถีชีวิตที่ต่างจากภาพจำสีฉูดฉาดเช่นเดียวกันกับผม ผู้เขียนเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นธงแบบไหนล่ะ ที่จะเป็นตัวแทนของความหลายหลายทางเพศและความเท่าเทียมได้ หากไม่ใช่ธงที่มีแทบจะทุกสีทุกสเปกตรัมอยู่ในนั้น

ต้นกำเนิดของตำนาน

ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดส่งมา 2 วันแล้วนั้น ทีวีที่ถูกเปิดทิ้งไว้เป็นเพื่อนกำลังฉายซีรีส์วายที่พระเอกหรือตัวแสดงแทบจะทุกคนในเรื่องนั้น ผมแทบจะแยกหน้าไม่ออก เพราะทุกคนขาวจิ้มลิ้ม จมูกโด่ง หน้าตาคล้ายกันไปเสียหมด ซึ่งมีผลต่อการปะติดปะต่อเรื่องราวของคนดูอย่างข้าพเจ้าด้วย เพราะไม่รู้จะแยกตัวละครไหนเป็นตัวละครไหน

อันที่จริงทุกครั้งที่ผมปรายตาไปที่ละครไทย ผมแทบจะไม่เห็นหนุ่มในสเปกของผม ที่ผิวเข้ม คล้ำ หน้าไทย จมูกไม่ต้องโด่งเป็นสัน แสดงเป็นบทนำใดๆ ในซีรีส์วัยรุ่นเลย ราวกับว่าโรงเรียนและวัยรุ่นในทีวี มีแค่อาตี๋ อาหมวย โอปป้า หรือถ้ามีหนุ่มสาวผิวเข้มโผล่มา เขาเหล่านั้นก็จะถูกยัดให้เป็น อีปริก คุณตำรวจ ชาวบ้านบางระจัน หรือนายช้อย ในหนังย้อนยุคเสมอๆ

เป็นความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ระหว่างการค้นคว้าเรื่องธงสีรุ้งนี้ เอาล่ะ ผมขออนุญาตกลับเข้าเรื่องธงกันดีกว่า

ย้อนไปในสมัยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นาซีใช้สีชมพูและสามเหลี่ยมสีดำ เป็นสัญลักษณ์ในการบ่งบอก ทำเครื่องหมายว่า มนุษย์คนไหนเป็นเพศที่สาม รวมถึงสัญลักษณ์ขวานสองหัว ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แรกๆ ที่ถูกหยิบมาใช้ในการพูดเรื่องเพศทางเลือก 

ธงสีรุ้ง จากสัญลักษณ์ในนิยาย เพลงพ่อมดแห่งออซ สู่สัญลักษณ์ความภูมิใจของ LGBTQIA+
ตัวอย่างภาพจำลองการจำแนกเกย์ในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี

ในอดีตเคยมีความเชื่อว่าศิลปินชื่อ กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker) แห่งซานฟรานซิสโก เป็นผู้คิดค้นธงสีรุ้งแปดแถบสี เป็นคนแรกๆ ในพาเรด Pride ยุค ค.ศ. 1978 ร่วมกันกับศิลปินอีก 2 ท่าน ซึ่งภายหลังค้นพบว่าสีรุ้งกับธงและความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเพศซับซ้อนมากไปกว่านัั้น

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Gilbert Baker

ตำนานบทเดิม

จริงๆ แล้ว หากจะกล่าวว่าธงสีรุ้งเพิ่งถูกคิดค้นมาเพียงแค่ 40 กว่าปีนั้นก็คงไม่ถูกนัก จริงๆ แล้วสเปกตรัมที่เราคุ้นตานี้ต้องย้อนไปไกลถึง ค.ศ.​ 1915 ในนวนิยายของยุคนั้น ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ค้นพบว่า นิยายของ D.H Lawrence ชื่อ The Rainbow พูดถึงความสัมพันธ์เชิงเลสเบี้ยนระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ไว้ เรื่องแรกๆ เช่นเดียวกับหนังสือชื่อ The Rainbow has Seven Colors ซึ่งพูดถึงความรักฉันท์ชู้สาวแบบเลสเบี้ยนที่ไม่สมหวังเช่นกันใน ค.ศ. 1958

สีรุ้งและสายรุ้งในทั้งสองเรื่องถูกใช้เป็นตัวแทนของการเริ่มต้นใหม่ ชีวิตในแต่ละช่วง รวมถึงการเปลี่ยนผ่านของบางสิ่งบางอย่างเสมอ

หลังจากนั้นรุ้งก็ค่อยๆ ปรากฏตัวในเรื่องสั้นที่มีเพศที่สามมาเกี่ยวข้องบ่อยขึ้น ใน ค.ศ. 1961 และ 1962 โดยถือเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงว่าใครเป็นคนส่งอิทธิพลให้กับใครกันแน่ แต่รุ้งก็ยังคงใช้เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาส่วนตัว ทั้งความรัก ชีวิต เพศ ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังก็ตาม

ในบทประพันธ์เรื่อง The Christmas Rainbow โดย L.A.L มีเขียนบทสรุปไว้ว่า

“…to those of you who have found your Christmas rainbow, we extend a sincere hope that it will remain yours for always. To those of you who still may search, we extend the hope that you may be very close to attainment.”

“หากท่านได้พบพานกับสายรุ้งแล้ว เราก็ขอให้สายรุ้งนั้นเป็นของท่านตลอดไป ส่วนท่านที่ยังคอยตามค้นหา เราก็หวังว่า ท่านกำลังจะได้มันมาในไม่ช้า”

เพื่อนของโดโรธี

“แต่ลูกมีหนวดนะ” คือประโยคที่ออกมาจากปากคุณแม่ของผม หลังจากที่ผมสารภาพกับท่านว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน

“เป็นเกย์ก็ได้ แต่ต้องเป็นเกย์รุกนะ” คือประโยคที่ออกมาจากปากคุณพ่อของผม หลังจากที่ผมสารภาพกับท่านว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน ราวกับว่าความเป็นชายของผมมันยังไม่สูญเสียไป ตราบที่หน้าที่ของการเป็นผู้บุกรุก ยังเป็นของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนดีคนนี้

ผมจำได้เลาๆ ว่าวันนั้น บทสนทนาจบด้วยการทะเลาะกันครั้งใหญ่ และผมก็เก็บเสื้อผ้าสองสามชุดออกจากบ้าน โดยไม่รู้ว่าจะไปอยู่ไหนด้วยซ้ำ

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
The Wizard of Oz

บางคน เมื่อกล่าวถึงสายรุ้งและเพศทางเลือก ก็จะนึกถึงเพลง Somewhere over the Rainbow เพลงประกอบจากหนังคลาสสิกที่เป็นที่ชื่อชอบของ LGBTQ+ มากมาย ได้แก่เรื่อง ‘The wizard of Oz’ หรือพ่อมดออซ

เพื่อนของโดโรธี หรือ A friend of Dorothy ถูกใช้เป็นโค้ดลับในการบอกว่าผู้ชายคนนี้นั้นเป็นเกย์ บ้างก็ว่าเป็นเพราะคาแรกเตอร์ที่มีความหลากหลายในบทประพันธ์ สื่อถึงความหลากหลายในการใช้ชีวิต บ้างก็ว่าในเวอร์ชันภาพยนตร์ที่แสดงนำโดยเกย์ไอคอน จูดี้ การ์แลนด์ (Judy Garland) นั้น สายรุ้งใช้สื่อถึงความฝัน ความหวัง มาตลอดช่วงเวลา 80 ปี หลังจากที่หนังแรกออกฉาย

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Friend of Dorothy โค้ดลับโบราณของการบอกว่าเป็นเกย์

“Somewhere over the rainbow way up high
There’s a land that I heard of once in a lullaby.
Somewhere over the rainbow skies are blue
And the dreams that you dare to dream really do come true.”

บางแห่งที่ปลายสายรุ้ง

เหนือสูงขึ้นไปด้านบน

ที่นั่นมีดินแดนแห่งหนึ่งที่ฉันเคยได้ฟัง

ครั้งหนึ่งในเพลงกล่อมเด็ก

บางแห่งเหนือบนสายรุ้ง

ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าคราม

และความฝันที่เธอกล้าที่จะฝัน

มันจะกลายเป็นความจริง

ออกจากตู้

ต้นฉบับที่เขียนมาได้หลายหน้า ถูกคั่นเวลาด้วยการดูซีรีส์เบาสมอง เพื่อพักสายตาจากการจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ และซีรีส์ที่ผมลองเลือกเปลี่ยนดู ก็ยังมีตัวละครที่เป็นเกย์แสดงนำอยู่ แต่ดูไปได้ไม่กี่นาทีผมก็ต้องเปลี่ยน เพราะภาพของเพศที่สามที่ผมเห็นในทีวี มันไม่ได้ต่างอะไรกันเลยกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่ตุ๊ด กะเทย เกย์ มีหน้าที่เดียวคือสีสัน ความตลก จัดจ้าน บันเทิง หรือไม่ก็เซ็กส์แบบวาบหวาม จนผมแทบจะเข้าใจไปเองว่าตัวเองต้องตลก ต้องเซ็กซี่ ถ้าไม่เช่นนั้นสมาคมเกย์ในทีวี เขาอาจจะส่งหนังสือมาเพิกถอนความเป็นเกย์ของผมได้

กว่าที่ผมจะเลิกเสพหรือเลิกเชื่อใน ‘ภาพซ้ำ’ ที่อุตสาหกรรมบันเทิงไทยส่งสารมาว่า เพศที่สามมีหน้าที่ บทบาท ที่ยืน อย่างไร ความมั่นใจในเพศสภาพ รสนิยมทางเพศ และทางเลือกในการชีวิตของผม ก็ถูกกัดกร่อนไปแล้วครึ่งหนึ่ง

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
อีกหนึ่งตัวอย่างของอิทธิพลที่ Wizard of Oz มีต่อวัฒนธรรมเกย์

ใน ค.ศ. 1977 นักเคลื่อนไหวชื่อ อาร์นี แคนโทรวิตซ์ (Arnie Kantrowitz) ได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองชื่อ Under the Rainbow : Growing up Gay หยิบเอาสัญลักษณ์จากนิยายพ่อมดออซมาใช้เปรียบเปรย ทั้งในแง่อุปสรรคขวากหนาม และความสุข โดย Arnie เปรียบเทียบการเดินขบวนพาเรดว่าเหมือนการออกเดินทางไปหาพ่อมดออซ และดินแดนมหัศจรรย์ที่สุดปลายรุ้ง เราทุกคนกำลัง ‘ออกมา’ ซึ่งหมายความถึงการ Coming Out (of the closet) หรือการเปิดเผยว่าเป็นเกย์ด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้น ตั้งแต่กลางยุค 70 เป็นต้นมา ‘ธงสีรุ้ง’ ก็ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง ความต่าง ความเท่าเทียม ความฝัน ความหวัง และการเดินทางค้นหา รวมถึงการต่อสู้ที่ยังไม่จบสิ้น ของกลุ่มคนที่ถูกสังคมกดทับ ด้วยความเชื่อ และค่านิยมบางอย่าง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
มันคือหนึ่งในสัญลักษณ์ของการประท้วงเรียกร้อง

ธงสีรุ้งโบกสะบัดในพาเรดครั้งแรกในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1978 ที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งในเวอร์ชันแรก ธงนั้นมีแปดแถบสี รวมถึงสีชมพูและฟ้าเทอร์ควอยซ์รวมอยู่ด้วย แต่เนื่องจาก กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker)ศิลปินผู้ออกแบบธง ต้องการให้ธงนี้ผลิตในระบบ Mass Production ได้ด้วย จึงได้เอาสองสีนั้นออกไป และแทนสีฟ้าด้วยสีน้ำเงินธรรมดา ซึ่งสีเจ็ดแถบหรือหกแถบนี้ ก็กลายมาเป็นสแตนดาร์ดของธงสีรุ้ง ที่เราเห็นกันชินตาในทุกๆ วันนี้

Gilbert Baker ผู้ซึ่งเป็นเกย์และแดร็กควีนอย่างเปิดเผย และยังเป็นนักรณรงค์ตัวเป้ง ได้รับแรงยุจาก ฮาร์วีย์ มิลก์ (Harvey Milk) นักการเมืองเกย์ในตำนาน ให้ออกแบบสัญลักษณ์ของ Pride สำหรับชุมชนชาวเกย์ ซึ่งสีรุ้งนี่เองที่ Baker หยิบเลือกเอามาใช้ ไม่ว่าตัวเขาเองจะได้อิทธิพลของพ่อมดออซหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เขาได้กล่าวไว้เกี่ยวกับที่ทางของความเป็นเพศทางเลือกนั้น จับใจมาก

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Gilbert Baker ศิลปินผู้ให้กำเนิดธงสีรุ้งอย่างเป็นทางการ

 “Our job as gay people was to come out, to be visible, to live in the truth, as I say, to get out of the lie. A flag really fits that mission, because that’s a way of proclaiming your visibility or saying, ‘This is who I am!’

“หน้าที่ของเราในฐานะเกย์ คือการใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย คือการถูกมองเห็น คือการใช้ชิวิตอยู่บนความจริง และหลีกหนีการลวงโลกทั้งหลาย ธงคือสิ่งที่เหมาะยิ่งในการสื่อถึงสิ่งนั้น เพราะมันคือไม่ยอมจำนวนต่อ การถูกเพิกเฉย และร้องออกมาว่า นี่แหละคือตัวฉัน!”

ธงสีรุ้งก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของ LGBTQ+ ตั้งแต่ ค.ศ. 1994 เป็นต้นมา มิหนำซ้ำ ในช่วงเวลานั้น ศิลปินผู้ให้กำเนิดธงอย่าง Baker ยังได้เย็บธงสีรุ้งความยาวถึงหนึ่งไมล์ เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 25 ปีของ Stonewall Riot การประท้วงที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของสังคม LGBTQ+ ที่เราหลายคนทราบดี

ความทรงจำในการหนีออกจากบ้านครั้งนั้น คือผมได้รับการเสนอให้พักคืนชั่วคราวจากเพื่อนเลสเบี้ยน ที่ก็อุตส่าห์โทรหาเพื่อนเกย์อีกสองคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน เปิดหอพักของพวกเขาให้ผมไปค้างคืนสงบสติอารมณ์ จากการ Come Out กับที่บ้าน ซึ่งผมก็ถือว่าเพื่อนสองสามคนนั้นเป็นเพื่อนของโดโรธีอย่างแท้จริง และไม่เคยลืมประสบการณ์ครั้งแรกของความรู้สึก ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ ของอะไรบางอย่าง และได้พบเจอ ‘ที่ทาง’ ของตัวเองอีกเลย

ปลายสายรุ้ง

วันก่อนหุ้นส่วนธุรกิจของผม (ที่เป็นชายแท้ทั้งแท่ง ตามนิยามเพศสภาพแบบ Binary) ยื่นตัวอย่างสินค้าที่กำลังจะ Launch ในเดือน Pride Month นี้ให้ดู ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นอกจากเฉดสีรุ้งหลากสีที่พาดผ่าน ซึมลึก ฝังแน่น เคลือบลงไปในทุกอณูของโปรดักต์

แถบสีรุ้งเป็นตัวแทนของความหลากหลายและความเท่าเทียมได้จริงหรือ โดยปราศจากความเข้าอกเข้าใจในที่มา ที่เกิดขึ้นจากความต้องการความเท่าเทียม และไม่ถูกกดทับของมันอย่างชัดเจน

เอาล่ะ เสียงค่อย เสียงดัง เสียงกระซิบ อย่างไรมันก็คือเสียง ผมบอกตัวเองแบบนั้น

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Stonewall Riot จุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นมาจากการประท้วงการถูกกดทับ

แต่อีกหนึ่งความคิดที่ผุดขึ้นมา หากร่มใหญ่ของการต่อสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม ความเสมอภาค และความหลากหลาย มาจากปัญหาของการกดทับ และการแบ่งประเภท แบ่งแยกคนออกจากคน อย่างที่เราเห็นในการประท้วงที่ Stonewall ทุกวันนี้ ‘การกดทับ’ ในสังคมไทยมันหายไปแล้วหรือ เราถึงได้เห็นสินค้าสีรุ้งออกมาอวดโฉมเต็มท้องตลาดไปหมด

รากของการกดทับในสังคมไทยสำหรับผม มันยังไม่ได้ถูกถอนขึ้นมา พรวนดิน เปลี่ยนกระถางใดๆ 

ตราบใดที่ผมยังเห็นวัยรุ่นไทยอยากผิวขาว จมูกโด่งเหมือนหนุ่มสาวเกาหลี และความงามที่ ‘ถูกเห็น’ เพียงแค่แบบเดียว

ถ้าผมยังเห็นบทเกย์เพื่อนนางเอกที่สะบัดสะบิ้ง ตลกโปกฮา มีแค่มิติเดียวเหมือนที่ผ่านมาหลายสิบปี

ถ้าคนรุ่นพ่อผมยังเข้าใจโลกที่มีแค่ ปลั๊กกับเต้าเสียบ รุกกับรับ

ถ้าเกย์ กะเทย สาวประเภทสอง ยังไม่มีทางเลือกในการประกอบสัมมาอาชีพเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม

ถ้าสาวประเภทสองยังต้องมีบ้าน มีรถ มีมงกุฎ ถึงจะได้เป็นกะเทยเหมือนกัน 

ถ้าเรายังมัว ‘แปะป้าย’ หรือจัดคนลงกล่อง ตามภาพซ้ำที่ถูกผลิตและส่งต่อ ปีแล้วปีเล่า 

จะอีกกี่สายรุ้งและอีกกี่เฉด ก็คงยังไม่ช่วยทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้

Pride สำหรับผมคือความภาคภูมิใจในตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ที่มันอาจจะเหมือน คล้าย หรือแตกต่างจากคนอื่น และความกล้าที่จะเปิดรับ ทั้งความเหมือน คล้าย และแตกต่าง ของคนอื่นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าสเปกตรัมของความเหมือนนั้น มันจะสูง ต่ำ ดำ ขาว สีม่วง ชมพู เทอร์ควอยซ์ น้อยหรือมากแค่ไหนก็ตาม

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Gilbert Baker อีกนั่นแหละ

ทุกวันนี้พ่อกับแม่ผมเข้าใจในวิถีชีวิตของผมมากขึ้น และก็ยังสนับสนุนในทุกๆ ย่างก้าวของลูกชายคนนี้เสมอมา ในขณะเดียวกัน ผมเองก็เข้าใจความไม่เข้าใจของคนรุ่นพ่อกับแม่มากขึ้น

แน่นอนทุกครั้งที่แม่กับพ่อแวะมาคอนโดฯ ตอนที่ผมไม่อยู่ นอกจากน้ำเปล่าขวดใหญ่ที่จะถูกเติมไว้เต็มตู้เย็น เซ็กส์ทอยใต้เตียง เจลหล่อลื่น และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ก็ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยเช่นกัน

ผมจำคำแนะนำของเพื่อนโดโรธีของผมในวันที่หนีออกจากบ้าน เพราะ Come Out กับที่บ้านได้ไม่ชัดเจน แต่ถ้าหากจะให้ผมขุดคุ้ยจากความทรงจำ ผมคิดว่ามันคงจะประมาณนี้แหล่ะครับ 

“หากท่านได้พบพานกับสายรุ้งแล้ว เราก็ขอให้สายรุ้งนั้นเป็นของท่านตลอดไป ส่วนท่านที่ยังคอยตามค้นหา เราก็หวังว่า ท่านกำลังจะได้มันมาในไม่ช้า”

ข้อมูลอ้างอิง

www.sfchronicle.com

www.smithsonianmag.com

www.britannica.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load