สิงคโปร์

“กูจะนั่งรถไฟจากลาวไปสิงคโปร์นะ”

ผมพูดทำลายช่วงเวลาแห่งความสุขกลางวงหมูกระทะ

ทุกคนในโต๊ะวางตะเกียบลงทันทีเมื่อเจ้าของเสียงพูดจบ สีหน้างงๆ ปนประหลาดใจของผู้ร่วมโต๊ะปรากฏขึ้นทันที

“กี่ชั่วโมงวะ” เพื่อนที่นั่งด้านซ้ายมือของผมถามขึ้นมา

“นับหน่วยเป็นวันดีกว่าไหม” ผมตอบ ยังไม่ทันจะพูดจบคนด้านขวาก็ถามต่อทันที

“นั่งรวดเดียวเนี่ยนะ”

“บ้า มันรวดเดียวได้ที่ไหน มันก็ต้องแวะไปเรื่อยๆ สิ จากลาวไปไทย จากไทยไปมาเลเซีย จากมาเลเซียไปสิงคโปร์ แค่คิดก็น่าสนุกแล้วไหมล่ะ”

“มึงมันบ้า”

เพื่อนทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน

ใช่ครับ ผมบ้า

แผนที่

ใครๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าผมเป็นคนที่หลงใหลการเดินทางด้วยรถไฟมาก และบ้าถึงขนาดนั่งรถไฟครบทุกสายในประเทศไทยเมื่อตอนอายุ 29 ความทรงจำในวัยเด็กของผมมีรถไฟเป็นเพื่อนมานานแสนนาน ผมตะลอนเที่ยวกับเพื่อนที่ชื่อรถไฟไปทั่วประเทศไทยแล้ว แต่ยังไม่เคยตะลอนไปเจอรถไฟเพื่อนรักที่ต่างประเทศเลย

ว่ากันตรงๆ ผมโดนเพื่อนคนหนึ่งป้ายยา

ป้ายยามันคือสำนวนแก้เก้อของใครสักคนที่เผลอทำผิดอะไรแต่ขวยเขินเกินกว่าจะยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้ เลยบอกไปว่าโดนมิจฉาชีพป้ายยาให้เคลิ้มแล้วหลงกล ซึ่งการป้ายยานั้นมันไม่ได้มีอยู่จริงหรอก เพราะถ้าป้ายยามีจริงแล้วไซร้คนป้ายน่าจะน็อกไปก่อนคนโดนป้ายซะอีก

แต่กับตัวผมนั้น ผมกล้าพูดได้เต็มๆ ว่าโดนป้ายยาเข้าเสียแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน กลางวงหมูกระทะเช่นเดียวกัน เพื่อนคนนี้ก็พูดขึ้นมากลางวงแบบที่ผมเพิ่งทำไปสดๆ ร้อนๆ “กูจะนั่งรถไฟจากเวียงจันทน์ยันวู้ดแลนด์” ผมก็ถามเพื่อนนะว่าแกเอาจริงหรอ มันไปยังไง ไหนเล่ามาซิ

เมื่อเพื่อนตัวการสาธยายเสร็จสรรพถึงแผนการที่ยิ่งกว่าแผนรบเป็นฉากๆ ผมถึงกับเคลิ้มและหลุดปากพูดออกไปว่า “เออ กูไปด้วย”

นอกจากนั้นผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นหน้าปกเป็นรูปรถจักรไอน้ำมีดาวสีแดง

ดาวหางเหนือทางรถไฟ

หนังสือ

หนังสือที่ว่าด้วยประสบการณ์การเดินทางที่ทอดยาวบนเส้นทางรถไฟสายทรานส์-มองโกเลีย ถ่ายทอดโดยพี่ก้อง ทรงกลด พออ่านจบมันยิ่งสร้างแรงฮึดให้ผมอยากนั่งรถไฟยาวๆ แบบนี้บ้าง แต่ไม่ต้องทรานส์-มองโกเลียหรอก เอาทรานส์อาเซียนก่อนเนี่ยแหละ ถือว่าเป็นการซ้อมไปในตัวแล้วกัน

นี่คือการป้ายยาดอกที่ 2 

แต่ช่างน่าเสียดายที่ผมไม่สามารถเดินทางได้ในช่วงนั้น จนปี 2561 ไม่รู้ว่ามีมือที่มองไม่เห็นมาป้ายยาอีกหรือยังไง อยู่ๆ ผมก็เปิดดูปฏิทินเพื่อสอดส่องหาวันหยุดยาวแบบหัวท้ายสัปดาห์แล้วก็ไปป๊ะกับวันจักรีต่อวันสงกรานต์

ชิ้ง!!!

ถ้าเป็นการ์ตูนมันคงมีเสียงแบบนี้ตอนหรี่ตานั่นแหละ ผมคว้าใบลาพักร้อนแล้วกรอกข้อความลงไปโดยทันที โดยระบุสถานที่อยู่ระหว่างลาว่า “ประเทศลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์”

ใช่ครับ ฤทธิ์ของการป้ายยาเกิดขึ้นแล้ว แม้จะออกฤทธิ์ช้าไป 3 ปีก็เถอะ

พาสปอร์ต

เส้นทางสายไหน?

ถ้าเส้นทางการเดินทางค้าขายในอดีตเราเรียกเส้นทางสายไหม สำหรับผม การเดินทางไกลครั้งนี้คงชื่อเส้นทางสายไหน?

ใช่ จะไปสายไหนดี สิงคโปร์ย้อนมาลาว หรือลาวไปสิงคโปร์ ความคิดนี้ทำให้ผมนอนไม่หลับไป 2 คืนติด เพราะต้องมาคิดว่าเราจะเดินทางยังไงให้สนุกที่สุดและเวลาสอดประสานกับรถไฟทั้ง 4 ประเทศที่สุด Pantip จึงเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะไขว่คว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวในการเดินทางที่ทำให้ทริปมีมากกว่าการเดินทางด้วยรถไฟ ผมไล่หาแลนด์มาร์กต่างๆ ของทั้งสี่ประเทศเพื่อไปเยี่ยมเยียนสักครั้ง

แผนที่่

เป้าหมายคือการเดินทาง 4 ประเทศ 4 เมืองหลวง ไป 4 แลนด์มาร์กบนเส้นทางรถไฟสายเดียวกัน ผลสุดท้ายผมก็จบแผนการเดินทางทั้งหมดด้วยการเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ไปลาว ย้อนกลับไทย ไปมาเลเซีย ต่อสิงคโปร์ และกลับมาไทยอีกครั้งเป็นอันจบทริป และจะเดินทางด้วยรถไฟเท่านั้น

“โอ้โห กี่วันวะเนี่ย” นี่คือเสียงอุทานแรกที่พูดกับตัวเองเหมือนละครไทย

ผมกางตารางเดินรถไฟของไทยกับมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศที่ต้องนั่งรถไฟยาวนานที่สุด เนื่องจากลาวและสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีทางรถไฟสั้นมากๆ แค่ประเทศละไม่ถึง 4 กิโลเมตร จึงไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก

รถไฟ

รู้จักรถไฟ 4 ประเทศ

ผมต้องเริ่มเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเวียงจันทน์ เพื่อไปหาจุดสตาร์ท

รถไฟที่ต้องเดินทางไม่ควรเป็นรถนั่งชั้นสาม ด้วยสาเหตุหลักๆ คืออายุไม่น้อยแล้ว และผมไม่อยากสังขารทรุดตั้งแต่เริ่มทริป การนั่งรถไฟตู้นอนจากกรุงเทพฯ ไปเวียงจันทน์ถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะทำให้การเดินทางสะดวกที่สุด สบายที่สุด ไม่ทรมานตัวเอง ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลแล้วนั้นรถไฟชั้นสามสมควรเป็นตัวเลือกลำดับท้ายๆ ถ้าไม่อยากให้ทริปกร่อย และจงจำไว้ว่า “ต้องจองตั๋วล่วงหน้า” โดยเส้นกรุงเทพ-หนองคาย จะมีบริการแบบรถเร็วและรถด่วนพิเศษ ความเร็วมันก็เท่าๆ กันแหละต่างกันแค่สถานีจอดระหว่างทางที่เป็นปัจจัยทำให้เวลาการเดินทางต่างกัน ซึ่งเที่ยวไปผมเลือกตู้นอนปรับอากาศของรถเร็วขบวน 133 กรุงเทพ-อุดรธานี เพื่อต่อรถบัสเข้าไปเวียงจันทน์

รถไฟ

ตู้นอนของ รฟท. นั้นนับได้ว่ามีการบริการที่เชิดหน้าชูตาและเป็นจุดเด่นจริงๆ ความสบายที่ได้จากรถไฟตู้นอนมีมากกว่าการเดินทางแบบไหนๆ มันคงชดเชยด้วยระยะเวลาการเดินทางที่นานกว่าเครื่องบินมากโข หรือนานกว่ารถทัวร์พอสมควร จากเก้าอี้นั่งเป็นชุดๆ ถูกปรับให้เป็นเตียงนอนพร้อมผ้าห่มอุ่นหอมกรุ่น มีม่านปิดเพื่อเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว จึงเป็นตัวเลือกในการเดินทางสำหรับคนที่ไม่ชอบบินหรือไม่ชอบไปบนถนนหนทางที่สุดจะติดขัดตอนหน้าเทศกาล

จากนั้นไล่กลับจากเวียงจันทน์มากรุงเทพฯ ผมเลือกเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนอีกเช่นกัน ก่อนจะย้ายสายตาไปดูรถไฟมาเลเซียซึ่งนับได้ว่าเป็นการเดินทางที่หนักที่สุด

รถไฟมาเลเซียเคยถูกนำมาเปรียบเทียบกับรถไฟไทยอย่างหนักหน่วง ด้วยภาพรถไฟไทยที่เป็นรถจักรดีเซลจอดเคียงคู่กับรถไฟฟ้าหัวแหลมๆ ซึ่งใครต่อใครก็เข้าใจว่ามาเลเซียใช้รถไฟความเร็วสูง

แต่รถไฟมาเลเซียมันไม่ใช่ความเร็วสูงเว้ย

มันเป็นเพียงแค่รถไฟฟ้าด่วนที่ดีไซน์หน้าตาแบบแหลมเปี๊ยวเหมือนรถไฟความเร็วสูง ใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงาน และความเร็วในการบริการสูงสุดอยู่ที่ 140 กม./ชม. ซึ่งก็ไวกว่ารถไฟบ้านเราแค่ 20 กม./ชม. เท่านั้น โดยมีชื่อเรียกง่ายๆ ว่า ETS (Electric Train Service)

รถไฟในมาเลเซียดำเนินการโดย Keretapi Tanah Melayu Berhad หรือเรียกสั้นๆว่า KTMB ประกอบด้วยเซอร์วิสด้านโดยสาร 3 แบบ คือ Komuter (รถชานเมือง) ETS (รถด่วนไฟฟ้า) และ Intercity (รถไฟทางไกลใช้หัวรถจักรดีเซล)

รถไฟ

Komuter เป็นบริการรถไฟฟ้าชานเมือง จะมีรถไฟทั้งแบบ 3 ตู้ และ 6 ตู้ เป็นเบาะแบบยาว บางขบวนก็เป็นเบาะแบบขวาง ใช้ความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. บนทางรถไฟขนาดความกว้าง 1 เมตรถ้วนตามมาตรฐานทางรถไฟในประเทศอาเซียนแผ่นดินใหญ่ ซึ่ง Komuter จะวิ่งในระยะไม่เกิน 2 ชั่วโมง ดังนั้น มันจึงไม่มีห้องน้ำบนรถไฟประเภทนี้…โปรดเตรียมตัวให้พร้อมก่อนขึ้นแล้วกัน

รถไฟ

ต่อกันด้วย ETS คือรถไฟฟ้าด่วน ซึ่งก็มีตัวเลือกให้เราสองแบบคือ Gold ที่เป็นรถแบบจอดเยอะ แต่ก็ไม่ได้หวานเย็นถึงขนาดจอดทุกสถานี ส่วนแบบที่ 2 คือ Platinum จอดน้อยมากและมี Snack ให้กินระหว่างเดินทางด้วย รถไฟ

ส่วน Intercity คือรถที่ใช้หัวรถจักรลากแบบรถไฟไทยบ้านเราเล้ยยย ส่วนใหญ่จะเป็นรถนั่งและมีเพียงขบวนเดียวที่เป็นตู้นอนคือ Ekspress Rakyat Timuran วิ่งระหว่างสถานี Tumpat-JB Sentral-Tumpat ผ่านเส้นทางรถไฟสายตะวันออกของมาเลเซียที่มีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า Jungle Train

ผมตัดสินใจเลือกกลับประเทศไทยผ่านทาง Jungle Train โดยรถไฟตู้นอนหนึ่งเดียวของประเทศมาเลเซียเพื่อไปต่อรถไฟไทยที่สุไหงโก-ลก เพียงเหตุผล 2 ประการคือ สัมผัสรถนอนขบวนเดียวในประเทศนี้ และเส้นทางที่ผ่านทะลุป่าเขตร้อนของมาเลเซียแบบจัดหนักจนได้ชื่อว่า Jungle Train

การเดินทางระยะสุดท้ายเพื่อข้ามไปสิงคโปร์คือรถไฟจาก JB Sentral (ยะโฮร์บาห์รู) ปลายทางที่ Woodlands CIQ ฝั่งสิงคโปร์ เป็นทางรถไฟข้ามช่องแคบยะโฮร์ ใช้เวลาเดินทางข้ามฝั่งประมาณ 5 นาที คิดราคาแบบสองมาตรฐานสุดๆ คือ JB Sentral-Woodlands CIQ ราคา 5 ริงกิต ส่วนขากลับจาก Woodlands CIQ-JB Sentral ราคา 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตัวเลขเหมือนกันต่างแค่สกุลเงิน

มาตรฐานแกอยู่ตรงไหนวะ

แผนการเดินทาง

แผนการสำเร็จแล้ว

ความผีสางของการจองตั๋วรถไฟเริ่มขึ้น คนรักรถไฟจะรู้กันดีว่าเวลารถไฟในมาเลเซียเปลี่ยนบ่อยมาก สิ่งที่น่ากลัวคือถ้าเวลารถไฟเปลี่ยนผมจะต้องโละกระดานการเดินทางในฟากแหลมมลายูใหม่ทั้งหมด ผมเปิดเว็บไซต์การรถไฟมาเลเซียค้นหาเวลารถไฟบ่อยมากในระยะ 7 วันแรกของการวางแผนพร้อมพรินต์ตารางออกมาขีดค่าเต็มไปหมด แล้วความผีสางที่ 2 คือ เว็บไซต์การรถไฟมาเลเซียเป็นภาษามลายู เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษเท่าไหร่ก็ไม่ได้จนผมถอดใจต้องนั่งแปลภาษามลายูไปพลางๆ ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้เราคุ้นกับภาษาถิ่นก่อนที่จะเดินทางไปถึง และต้องระวังไว้เสมอว่าเวลาไทยกับมาเลเซียห่างกัน 60 นาที เพื่อไม่ให้เกิดการตกรถเพราะตัวเลขเวลาในตารางไม่ตรงกัน

เมื่อเช็กตารางรถไฟเรียบร้อยแล้วถึงเวลาลิสต์การเดินทางออกมาว่าเราต้องเดินทางจากไหนไปไหนบ้าง และสามารถใช้ชีวิตวนเวียนในเมืองรายทางต่างๆ ได้นานขนาดไหนก่อนจะจองตั๋วรถไฟซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งตารางออกมาแล้วถึงกับทำให้เราต้องถอนหายใจในความยาวนานราวกับการแข่งขันไตรกีฬา งานนี้อาจมีวิ่งแน่นอน

แผนการเดินทาง ห้องจำหน่ายตั๋ว

เมื่อแผนทุกอย่างเรียบร้อย การจองตั๋วก็เริ่มขึ้น ความท้าทายคือการจองตั๋วรถไฟในช่วงเทศกาลเปรียบประหนึ่งสงครามแย่งชิงตั๋ว ผมเลือกที่จะจองที่สถานีรถไฟด้วยตัวเองเพราะขี้เกียจรอสายจองผ่านโทรศัพท์ และอัตราส่วนที่นั่งในอินเทอร์เน็ตก็มีไม่มาก เดชะบุญแต้มบุญของผมคงสูง ตั๋วรถไฟในไทยผมสามารถจองได้โดยสะดวกโยธินไม่มีติดขัดใดๆ ยกเว้นตั๋วขากลับจากสุไหงโก-ลก-กรุงเทพ ที่ได้เพียงรถนอนชั้นสอง จากที่หวังไว้ว่าจะได้นอนชั้นหนึ่งกลับมาสบายๆ ตั๋วรถไฟ

ต่อไป ตั๋วรถไฟมาเลเซีย

ผมจะไม่จองทางอินเทอร์เน็ตเพราะผมต้องการเงื่อนไขพิเศษคือต้องนั่งริมหน้าต่าง ฝั่งขวาของขบวนรถ และที่นั่งต้องหันหน้าไปทางหัวขบวนซึ่งผมจะไม่ยอมนั่งหันหลังไปตลอดทางโดยเด็ดขาด ซึ่งผมอยากให้เจ้าหน้าที่ของ KTMB จองและเลือกที่นั่งที่ดีที่สุดให้ ผมจึงต้องอาศัยไหว้วานเพื่อนที่ปาดังเบซาร์ช่วยจองตั๋วรถไฟ ซึ่งความผีสางในลำดับต่อไปเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนโทรกลับมาบอกว่า “แฮม รถไฟเปลี่ยนเวลาอีกแล้ว จะเอาขบวนไหน”

คุกกี้เสี่ยงทายชัดๆ

เหมือนฟ้ามีตา ขบวนรถไฟที่เปลี่ยนเวลานั้นคือรถไฟจาก Gemas ไป JB Sentral ที่เลื่อนเวลาให้ช้าขึ้นกว่าเดิม 1 ชั่วโมง จึงทำให้ผมหายใจได้โล่งคอมากขึ้นนึกว่าจะไม่ได้เดินทางต่อเนื่องซะแล้ว ผมจึง Say YES! กับเวลารถไฟที่เปลี่ยนใหม่โดยให้เพื่อนส่งตั๋วรถไฟทั้งหมด 5 ใบมาที่กรุงเทพฯ โดย EMS

ผมได้ทุกอย่างครบแล้วทั้งตั๋วรถไฟ ที่พัก และแผนการเดินทาง การเดินทางด้วยรถไฟที่ไกลที่สุดในชีวิตของผมกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ผมกำลังจะเดินทางจากเวียงจันทน์ยันสิงคโปร์

การป้ายยาของเพื่อนคนนั้นสำเร็จแล้ว

และนี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

สถานการณ์โรคระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้การเดินทางและการท่องเที่ยวหยุดชะงักไปก็ไม่น้อย ความคิดถึงการเดินทางด้วยรถไฟมันก็คุกรุ่นอยู่ในใจ อยากคว้ารองเท้าผ้าใบออกมาสวม เอาเป้มาสะพาย เอากล้องออกไปส่องโลกบนสองรางเหล็กให้หายคิดถึง

จนเมื่อความคลี่คลายค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ล้อเหล็กที่เคยหยุดนิ่งกลับมาหมุนวนบนรางเหล็กอีกครั้ง รถไฟขบวนยาวเริ่มเดินทางต่อแม้สมาชิกจะไม่ครบทุกขบวนก็ตาม

และนี่คือภาพถ่ายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บนเส้นทางรถไฟประเทศไทย

#01

ขบวนสุดท้าย…ก่อนบายเธอ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย-ท่านาแล้ง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ก่อนการระบาดใหญ่จนต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ รถไฟขบวนน้อยน่ารักที่เชื่อมการเดินทางระหว่างไทย-ลาว วิ่งข้ามประเทศเป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าการงดรถไฟระหว่างประเทศจะกินเวลายาวเป็นปี

ทางรถไฟจากไทยข้ามไปลาวใช้สะพานเดียวกับถนน รางเหล็กถูกฝังอยู่บนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ข้ามแม่น้ำโขงที่เป็นพรมแดนธรรมชาติ เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ถนนจะถูกกั้นทั้งสองฝั่ง จนกว่ารถไฟขบวนน้อยจะวิ่งข้ามไปจนถึงอีกฝั่งการจราจรบนถนนจึงกลับมาเป็นปกติ

นี่เป็นขบวนสุดท้าย ก่อนบายเธอไป…เกือบ 2 ปี

#02

คนดูรถ

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน รถไฟทุกตู้จะต้องถูกเช็ดถูภายนอกและภายในรถ ภายนอกรถอาจจะเป็นส่วนที่สกปรกง่ายที่สุด เพราะต้องวิ่งฝ่าแดดลมฝนฝุ่นในแต่ละวัน มดงานเหล่านี้มีหน้าที่ชำระล้างก่อนรถไฟจะออกจากสถานี

ไม่ใช่เพียงแค่ข้างนอก แต่ข้างในเองก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงที่โรคระบาดแพร่ใหม่ ๆ งานทำความสะอาดต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเพื่อเช็ดเบาะที่นั่งทุก ๆ ที่ ให้เราได้นั่งรถไฟกันอย่างสบายใจ

#03

คนดูราง

สถานีบ้านด่าน จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน ที่รถไฟวิ่งบนรางเหล็กย่อมมีความชำรุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน คนดูแลรางของฝ่ายโยธาจำเป็นต้องตรวจสภาพทางทุก ๆ วันด้วยรถยนต์รางหรือที่เรียกกันว่ารถต๊อก

รถเหล็กหน้าตาน่ารักสีเหลืองส่งเสียงดัง ต๊อก ๆๆๆๆๆ พร้อมธงสีแดงปักเอาไว้ เป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า หน้าที่ของคนตรวจทางได้เริ่มขึ้นในช่วงเช้าของทุกวัน เพื่อสอดส่องสายตาหาความชำรุดเล็ก ๆ น้อย ๆ และจัดการซ่อมแซมให้การเดินทางด้วยรถไฟปลอดภัยต่อไป

#04

รอคอย

สถานีพิจิตร จ.พิจิตร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

แม้ในช่วงที่งดวิ่งรถไฟไปหลายขบวน ตามมาตรการของรัฐเพื่อลดการเดินทางระหว่างจังหวัดและเคอร์ฟิวในช่วงเวลากลางคืน จนรถไฟข้ามคืนต้องงดให้บริการทุกขบวน แต่กระนั้นแล้วชีวิตของคนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางยังคงมีอยู่ จนการผ่อนคลายเกิดขึ้นในช่วงระยะหนึ่ง มีการเปิดขบวนรถสายยาวช่วงกลางวันขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้คนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางได้ไปมาหาสู่ทำธุระกันได้ เราเห็นผู้คนมากมายยืนรอคอยรถไฟบนชานชาลา และเมื่อรถไฟขบวนนั้นออกจากสถานีไป ความเงียบก็กลับมาปกคลุมสถานีรถไฟอีกครั้ง

#05

อรุณสวัสดิ์

ตลาดเก๊าจาว จ.ลำปาง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟตัดผ่านที่ไหน ชุมชนย่อมเกิดขึ้นที่นั่น เมื่อชุมชนเกิดขึ้นก็ต้องมีเส้นทางสัญจรข้ามไปมา และเมื่อพบกับทางรถไฟก็จะต้องตัดผ่านเพื่อข้ามไปอีกฟาก ในบางเมืองนั้นทางรถไฟกับถนนอยู่คนละระดับกัน ไม่ถนนก็ทางรถไฟต้องเป็นฝ่ายที่ต้องยกหนี

ตลาดเก๊าจาวอยู่ใกล้กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำวัง เมืองลำปางในช่วงเช้านั้นคึกคักและวุ่นวายมาก ทั้งรถราและรถไฟจากกรุงเทพฯ ที่มาถึงในช่วงเช้าพอดี ถนนเส้นเล็กนี้ลอดใต้ทางรถไฟเพื่อเชื่อมชุมชนสองฝั่งให้ถึงกัน ถ้าช่วงไหนรถไฟผ่านมา เราก็จะได้เห็นพี่รถไฟไซส์จัมโบ้ข้ามสะพาน จนรถราบนถนนดูเล็กจ้อยทีเดียว

#06

เพื่อนเดินทาง

สถานีสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

สถานีสุไหงโก-ลก คือสุดท้ายปลายทางของสายใต้ และเป็นสถานีใต้สุดของประเทศไทยที่ห่างจากกรุงเทพฯ ถึงพันกว่ากิโลเมตร ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขบวนรถที่มาถึงปลายทางแห่งนี้มีเพียงรถเร็วขบวนเลขที่ 171 และ 172 เท่านั้น ทำให้การเดินทางมีเพียงแค่เที่ยวเดียวต่อวันจากกรุงเทพฯ ผู้โดยสารมากมายที่ใช้รถไฟเดินทางข้ามคืนมากับขบวนนี้

เวลาบนรถร่วม 20 ชั่วโมงสร้างความสัมพันธ์ของผู้เดินทางได้ไม่ยากจากการพูดคุย เมื่อเริ่มต้นเดินทางเราอาจจะยังไม่รู้จักใคร แต่เมื่อลงจากรถ เราอาจโบกมือลาเพื่อนเดินทางในตู้เดียวกันนั้นโดยไม่รู้ตัว

#07

เผชิญหน้า

สถานีปางต้นผึ้ง จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟส่วนใหญ่ของไทยยังคงเป็นทางเดี่ยว การสวนทางต้องเกิดขึ้น ณ จุดที่เป็นสถานีเท่านั้น การสวนทางกันในสถานีหรือที่เรียกว่า ‘รอหลีก’ มักเป็นช่วงที่คนบนรถไฟลงมายืดเส้นยืดสาย และถือโอกาสเยี่ยมชมสถานีนั้น ๆ ไปด้วย ซึ่งก็มีไม่น้อยที่บรรยากาศดี

ปางต้นผึ้งที่นี่ก็เช่นกัน นับว่าเป็นสถานีแรกเลยก็ว่าได้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทางรถไฟซึ่งไต่ไปตามขุนเขาของภาคเหนือ และในวันที่ประจวบเหมาะ รถด่วน 51 ปลายทางเชียงใหม่ และรถเร็ว 112 จากเด่นชัย ก็จะมาเจอกันที่นี่ โดยรถด่วน 51 จะจอดรถในทางประธาน และรถเร็ว 112 จะลงเขามาเพื่อเลี้ยวเข้าทางหลีกมารับคนหน้าสถานี ภาพที่เห็นข้างหน้าก็คือรถไฟ 2 ขบวนเผชิญหน้ากัน

#08

พี่เห็นหนูด้วยหรอคะ

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เห็นสิ ทำไมจะไม่เห็น

บนลานกางเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล มีพื้นที่ชมวิวที่มองออกไปต้องสดชื่นเพราะความเขียวขจีของป่า เห็นหมู่บ้านเป็นเวิ้งเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ และถ้ามองลงต่ำลงมาอีกหน่อย จะเห็นเส้นสีขาว ๆ จาง ๆ ของทางรถไฟเลี้ยวลดไปตามไหล่เขา

เมื่อเสียงหวีดดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟกำลังออกจากสถานีขุนตาน ไม่กี่อึดใจเดียว เจ้ารถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้างก็ค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากเงาไม้ ละม้ายคล้ายงูเหล็กที่เลื้อยผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า ความสนุกสนานคือคนที่ลานกางเต็นท์จะชี้ชวนกันดูรถไฟ บ้างก็เห็น บ้างก็ไม่เห็น

แล้วพี่ล่ะ เห็นน้องไหมจากบนดอยนั้น

#09

รับน้อง

สะพานทาชมภู จ.ลำพูน

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหัวรถจักร QSY สีแดง/เทา หน้าตาดูแปลกตาเพราะไม่หน้าเหลืองเหมือนรถจักรที่รถไฟไทยใช้อยู่ ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ที่รุ่นพี่จับตามอง เพราะความสดใส (ของสี) และใหม่สด ไม่ว่าจะเป็นแฟนรถไฟคนไหนก็อยากเห็นน้องตัวเป็น ๆ

แต่ก่อนที่น้องจะต้องออกทำงานทำการนั้น ต้องมีการทดสอบสมรรถนะเสียก่อน และโจทย์ใหญ่ที่สุดคือการทดสอบลากจูงบนเส้นทางภูเขา ซึ่งดอยขุนตาลเป็นเหมือนข้อสอบไฟนอลของน้องที่ถ้าทำข้อสอบไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ

นี่น่าจะเป็นกิจกรรมดักถ่ายรูปรถไฟต่างจังหวัดแรก ๆ ของเราเลยก็ว่าได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะพานทาชมภูเป็นหมุดหมายหนึ่งที่ตั้งใจจะต้องเก็บภาพให้ได้ และโชคหล่นทับที่มีคาเฟ่ความสูง 3 ชั้นตั้งอยู่ตรงมุมทองของโค้งนี้พอดี จึงทำให้ได้ภาพที่สะสวยรูปนี้มา

พี่มารับน้องใหม่แล้วนะเออ

#10

มุมบังเอิญ

สถานีการเคหะ กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

การถ่ายรูปรถจักรไอน้ำทุกครั้งที่วิ่งเป็นภารกิจสำคัญของคนรักรถไฟที่มักมาพร้อมหน้ากันโดยมิได้นัดหมายเหมือนวันมาฆบูชา แต่นับวันผ่านไปสถานที่ที่ถ่ายรูปเริ่มซ้ำ เริ่มคนเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องสรรหาสถานที่ใหม่ ๆ เพื่อให้รูปดูใหม่สดและมุมแปลกอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นชัยภูมิที่สวยงามจากการลากกระเป๋ามาขึ้นรถไฟฟ้า นั่นคือสถานีการเคหะ

วันจริง มีเพียงไม่กี่คนที่มาอยู่มุมนี้ (ใช่ เราคงคิดเหมือนกัน) มุมมองนี้มันสวยมาก โล่งมาก และเห็นรถจักรไอน้ำแบบเต็มขบวนโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาบังหน้ากล้อง แต่ที่บังเอิญไปยิ่งกว่าราวกับนัดแต่ไม่ได้นัด เมื่อรถจักรไอน้ำสีดำทะมึนกำลังวิ่งมาถึงจุดถ่ายรูปนั้น เจ้ารถไฟสายสีแดงตัวขาวก็เคลื่อนออกจากสถานีแบบพอดิบพอดี จนได้รูปของรุ่นทวดและรุ่นเหลนมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายแบบบังเอิญ ๆ

#11

กลับบ้าน

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

วันนั้นฝนตกหนักมาก เป็นวันสิ้นสุดภารกิจของขบวนรถจักรไอน้ำนำเที่ยว ปกติแล้วคุณทวดจะโชว์ตัวอยู่ที่สถานีกรุงเทพระยะหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับ แต่เผอิญว่าพระพิรุณไม่รู้ไปโกรธใครมา ไม่พูดไม่จาก็ถล่มลงมาจนไปไหนไม่ได้

แต่รถจักรไอน้ำกลับได้

ความร้อนของไอน้ำและตัวถังรถ มาเจอกับความเย็นของฝนเม็ดใหญ่ที่ถล่มลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเป็นฝ้าไปหมด ทำให้ไอน้ำสีขาวของคุณทวดไอน้ำยิ่งเด่นชัดขึ้นในสายฝนนั้น

ความดำทะมึนของตัวรถ ความขาวของไอน้ำ และแสงไฟสีแดงสองดวงเหมือนลูกตาเหมือนกับอสุรกายดุดันที่กำลังจ้องเราอยู่จากสายฝนที่โหมกระหน่ำ

แต่คุณทวดไม่ใช่อสุรกาย เขาคือคนแก่ใจดีที่ส่งเสียงฉึกฉักแข่งกับเสียงฝนเสียงฟ้า ก่อนจะค่อย ๆ ลับหายไปในม่านฝนเพื่อพักผ่อนรอออกมาเจอพวกเราใหม่ในรอบถัดไป

#12

แดงไหน

สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหนูลมกรดหน้าแป้นทะยานตัวด้วยความเร็วจากสถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อไปทางรังสิตและตลิ่งชัน นี่คือรถไฟสายสีแดงทีเป็นน้องใหม่ไฟแรง (รถก็แรง) ของชาวกรุงเทพฯ และปทุมธานี

ในช่วงแรกที่สายสีแดงเปิดใช้งาน มีเหล่า Railfan มากมายไปนั่งเล่น (เพราะมันฟรี) จากคนน้อยในช่วงแรก ๆ เพราะคน Work from Home ก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณคนเยอะขึ้นหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จนตอนนี้น้องแดงมีเพื่อนใหม่เป็นมนุษย์มากมายหลังจากเหงาหงอยมานาน

ทุกครั้งที่ขึ้นมาบนชานชาลา ก็จะต้องเซย์ไฮทักทายน้องก่อนจากมุมบันไดนี้ทุกครั้ง และถ้ามีน้องเข้ามา2 ขบวน ก็จะเห็นเจ้าหนูหน้าแป้นยืนต้อนรับเราอยู่ตรงชานชาลานั้นเอง

#13

ขึ้นทางด่วน

สถานีจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

พ.ศ. 2566 เมื่อโลกเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเดินทางกลับมาคึกคักขึ้น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทาง และรถไฟไทยกำลังจะใช้สถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่เราเคยรู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งรถไฟปู๊น ๆ ส่วนใหญ่จะย้ายจากหัวลำโพงมาสถานีกลางด้วย จึงทำให้รถไฟที่ออกจากสถานีกลางต้องวิ่งบนทางยกระดับร่วมกับรถไฟสายสีแดง ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้มีการซ้อมเดินรถร่วมกับสายสีแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อทดสอบการเดินรถ รวมถึงฝึกอบรมคนขับให้เรียนรู้กับสภาพทางและเส้นทางใหม่

มันเลยดูเหมือนรถไฟปู๊น ๆ ไปวิ่งอยู่บนทางด่วน ไม่ใช่แค่รถที่ออกจากสถานีกลาง รถที่ออกหัวลำโพงก็จะต้องขึ้นมาวิ่งบนนี้เหมือนกัน คงน่าตื่นเต้นเหมือนกันที่จากเดิมเคยนั่งรถไฟวิ่งบนพื้นขนานกับถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ส่วนของใหม่มาวิ่งด้านบนขนานระดับเดียวกับดอนเมืองโทลเวย์ด้วยความเร็วแบบเต็มพิกัด

วิวจากหน้าต่างจะเป็นยังไงกันเนี่ย

แค่คิดก็สนุกแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load