23 กุมภาพันธ์ 2561
2 K

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเราเห็นพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงของใครต่อใครหลายคน ใส่ชุดไทยย้อนยุคชักภาพเขียนลงกระดานหน้าสังคมออนไลน์กันอย่างดาษดื่น พานให้มีความสงสัยในใจว่าเขาไปงานอะไรกันที่หน้าลานพระราชวังดุสิต

งานนี้คืองาน ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว’ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ – 11 มีนาคม 2561 แม้ว่างานจะจัดในปลายฤดูหนาวที่อาจจะไม่หนาวเหน็บเท่ากับช่วงปลายปีที่มีลมหนาวมาให้ปากสั่น แต่ก็เป็นงานที่ ‘กรุ่นไอแห่งความสุข’ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้ม หลายคนประทับใจกับงานที่ทำให้กล้าแต่งชุดไทยเดินริมถนนหรือซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

อุ่นไอรัก คลายความหนาว

ในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว มีสิ่งที่น่าสนใจมากมายเหมือนพาเราย้อนไปในงานฤดูหนาวยุครัชกาลที่ 5 – 7 ทั้งการออกร้านอาหาร ฉากถ่ายภาพ การจัดดอกไม้ที่เนรมิตให้ลานพระบรมรูปทรงม้าดูสวยงามน่าโพสท่ากับดอกไม้สีสดไปซะทุกมุม

ข้างๆ กับพระบรมรูปทรงม้าฝั่งสวนอัมพรนั้นมีบูทของหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคที่ก่อร่างสร้างตัวในยุครัชกาลที่ 5 ที่เฟื่องฟูด้วยความศิวิไลซ์ ไม่ว่าจะเป็นการประปา ไปรษณีย์ ไฟฟ้า กาชาด และรถไฟ

กรมรถไฟ

บูทกรมรถไฟตั้งอยู่ตรงกลางในบรรดา 5 หน่วยงาน ขนาบข้างด้วยสภากาชาดไทยและการรถไฟฟ้านครหลวง มียอดหลังคาของบูทเป็นรูปสถานีรถไฟกรุงเทพ ด้านหน้ามีช่องจำหน่ายตั๋ว (ที่ระลึก) และระฆังสีทองเสียงดังกังวานต้อนรับอยู่ ดูรู้เลยว่าเป็นสถานีรถไฟที่จำลองมาแน่นอน

Along the Railroad ขอหนีออกจากการนั่งรถไฟของจริง มาหาสถานีรถไฟ ‘กรมรถไฟ’ ที่อุ่นไอรักก่อนนะ ว่าจะกรุ่นไอน้ำแห่งวันวานอย่างไรบ้าง

 

สถานีกรมรถไฟ

การรถไฟ อุ่นไอรัก

บูทกรมรถไฟหลวงจำลองสถานีรถไฟในยุคเก่ามาเกือบทั้งหมด จะขาดก็แต่เพียงเก้าอี้ไม้ที่หายไป แต่มีหลายๆ อย่างเกือบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นช่องจำหน่ายตั๋วที่ถอดแบบมาจากสถานีรถไฟกันตังไว้จำหน่ายของที่ระลึก หรือแม้กระทั่งยอดหลังคาบูทที่ยกสถานีกรุงเทพมาไว้ให้เห็นเด่นมาแต่ไกล พร้อมกับนายสถานีในเครื่องแบบยุคกรมรถไฟหลวงมาต้อนรับถึงหน้าบูทพร้อมลั่นระฆังเสียงกังวานดังเป็นระยะๆ

อุ่นไอรัก

 

แว่วเสียงทางสะดวก

เครื่องทางสะดวกชนิดตราแบน

เมื่อเดินเข้ามาในสถานีรถไฟแห่งนี้ จะเห็นของใช้ชนิดหนึ่งเป็นกล่องสี่เหลี่ยมทำด้วยเหล็กสีเขียวคล้ำขนาดใหญ่ ดูน้ำหนักและอายุไม่น่าจะน้อยตั้งอยู่กึ่งกลางของบูท

เครื่องนี้คือ ‘เครื่องทางสะดวกชนิดตราแบน’ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือของจริงที่เคยใช้งานในอดีต และใช้งานยาวมาจนสมัยปัจจุบันควบคู่กับระบบรีเลย์และระบบคอมพิวเตอร์

การรถไฟ

หน้าที่ของเครื่องทางสะดวกคือไว้ติดต่อสื่อสารกันระหว่างสถานีรถไฟที่อยู่ติดกัน เพื่อขอทางสะดวกในการเดินรถไฟให้ปลอดภัยและราบรื่น ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่กรมรถไฟหลวง (ซึ่งไม่รู้ว่าหลุดมาจากกระจกทวิภพที่อยู่ข้างๆ เจ้าเครื่องนี้หรือเปล่า) มาอธิบายการใช้งาน หลักการทำงาน และสาธิตวิธีการขอและคืนทางสะดวกกันแบบสดๆ รวมถึงเจ้าเครื่องมือที่หน้าตาคุ้นเคยสำหรับคนที่นั่งรถไฟบ่อยๆ และเห็นคนขับเขาโยนห่วงคว้าห่วงอะไรสักอย่างและเก็บงำคำถามนั้นไว้ รับรองว่าได้คำตอบกลับไปอย่างแน่นอน

ไม่น่าเชื่อเลยว่าเจ้าเครื่องมือที่วิธีการใช้งานงงงวยนี้ จะทำให้เราเดินทางได้อย่างปลอดภัยอย่างสุดๆ

รถไฟโบราณ รถไฟไทย

นอกจากนั้นยังมีโทรศัพท์ทางสะดวกชนิดมือหมุนที่เคยใช้งานจริงยี่ห้อ ERICSON (ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว) มาให้เราได้ลองเล่นกันอีกด้วย อยากรู้ว่าทำงานยังไง ใช้งานยังไง ต้องลองมาเล่นดูนะ

รถไฟไทย การรถไฟ

 

ทวิภพ

อุ่นไอรัก

กลางสถานีมีกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่ คนที่นี่เรียกว่า ‘กระจกย้อนยุค’

มันไม่ใช่กระจกจริงๆ แต่เป็นจอ LED ที่ฉายภาพรถไฟและสถานที่ยุคเก่าวนไปเรื่อยๆ แต่เมื่อเวลา 5 โมงเย็น และ 2 ทุ่มของทุกวัน มันจะทำงานโดยจะจับภาพของคนที่หน้ากระจกให้ทอดไปอยู่บนฉากหลังที่เป็นภาพขาวดำรุ่นโบราณ เหมือนกับเราได้ไปอยู่ในสถานที่นั้น โดยเมื่อเซนเซอร์จับภาพเรา QR Code จะปรากฏบนกระจกทวิภพ เราก็นำโทรศัพท์มือถือของเราสแกน QR Code และเซฟภาพนั้นลงมือถือเอาไว้ส่งไลน์หากัน หรืออวดคนอื่นกันได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องรอล้างรูป

ที่สำคัญ เขามีหมวกให้ยืมเป็นพร็อพถ่ายภาพด้วยนะ

 

สามกษัตริย์

การรถไฟ

ผนังทั้งสองด้านของสถานีแห่งนี้ ประดับด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์

ผนังสีชมพู เป็นเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับกิจการรถไฟหลวง จะมีภาพเก่าที่หาชมได้ยากพร้อมคำบรรยายใส่กรอบแขวนบนผนังเอาไว้ให้เราได้เดินดู และจินตนาการไปถึงการเดินทางด้วยรถไฟในยุคสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพการประกอบพิธีปฐมฤกษ์รถไฟหลวง การเปิดเดินรถไฟสายใต้จากบางกอกน้อยไปเพชรบุรี รถจักรดีเซลคันแรกของประเทศไทย

รถไฟไทย

มากไปกว่านั้น บนผนังมีตั๋วรถไฟขนาดมหึมาที่เราสามารถสแกน QR Code เพื่อดูสารคดีสั้น 6 เรื่อง หากใครที่ไม่สะดวกดูสารคดีสดๆ ตรงนั้น สามารถถ่ายรูป QR Code กลับไปดูที่บ้านได้ ไม่อยากให้พลาดจริงๆ

 

ในหลวง

ผนังอีกฝั่งเป็นสีเหลือง เป็นเรื่องราวของสองกษัตริย์ในยุคของเรา นั่นคือการเสด็จพระราชดำเนินทางรถไฟของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยมีภาพความทรงจำสมัยที่สองพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ ทางรถไฟ รวมถึงอัลบั้มรวมภาพถ่ายประวัติศาสตร์ในการเสด็จฯ ทางรถไฟ มาให้เราชมพระบารมีกันอย่างเต็มที่ถึง 2 อัลบั้มด้วยกัน โดยอัลบั้มนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของคุณพิเชษฐ์ แช่มเนียม เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลประจำบูทนี้ที่ไปเสาะหาภาพเก่าที่ทรงคุณค่ามาให้เราชมกัน

รูปเก่า

ภาพโดย คุณพิเชษฐ์ แช่มเนียม

 

ของมันต้องมี

อุ่นไอรัก คลายความหนาว

บูทนี้จะออกไปแบบมือเปล่าคงไม่ได้ ของที่ระลึกที่การรถไฟนำมาจำหน่ายนับเป็นของที่ชวนให้แบงก์ในกระเป๋าตังค์สั่นระริก ไม่ว่าจะเป็น

โปสการ์ด

โปสการ์ดรูปสถานีรถไฟ 12 ภาพ 12 สถานี ที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เช่น สถานีบ้านปิน บางปะอิน สูงเนิน แม่พวก ปางป๋วย ฯลฯ จำหน่ายในราคา 120 บาท

การรถไฟ

โปสการ์ดที่ระลึกในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว ในชุดนี้มี 9 ภาพ เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สำคัญของกิจการรถไฟ พร้อมคำบรรยาย จำหน่ายในราคา 80 บาท

ของที่ระลึก

magnet ติดตู้เย็น รูปป้ายสถานีรถไฟ ที่เราชอบๆ ไปถ่ายรูปคู่เวลาเดินทางนั่นแหละ ราคา 50 บาท

 

อุ่นไอรัก ตั๋วรถไฟ

และที่เป็นไฮไลต์ที่สุด ชนิดว่าของมันต้องมี คือตั๋วรถไฟรุ่นเก่าที่เรียกว่า ‘ตั๋วหนา’ ซึ่งเป็นของเก่าเก็บ เคยใช้จริงๆ ในกิจการรถไฟช่วงก่อนที่จะใช้ตั๋วคอมพิวเตอร์แบบในปัจจุบัน ซึ่งตั๋วแบบนี้เริ่มทยอยยกเลิกเมื่อปี 2535 และการรถไฟได้เก็บเข้าคลังไป ต่อมาได้มีการนำมาขายเป็นของที่ระลึกโดยมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งตั๋วหนาหลากสีสันชวนให้นึกถึงอดีตวัยใสของคนอายุ 25 ปีขึ้นไป มีจำหน่ายในแพ็กเกจที่สวยงามพร้อมประวัติตั๋วให้อ่านกันในราคา 40 บาท

อยากบอกอีกหน่อยว่า ใครที่เสียเงินให้กับบูทกรมรถไฟแล้วจะได้รับหนังสือ ถ้าวันหนึ่งฉันจะนั่งรถไฟ ฟรี รับรองว่าเล่มนี้พกขึ้นรถไฟแล้วสบายแน่นอน ข้อมูลครบมาก

หนังสือการรถไฟ

หากท่านใดมาที่งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว อย่าลืมตามกลิ่นไอน้ำมาที่บูทกรมรถไฟนะ แล้วจะกรุ่นไอแห่งวันวานของรถไฟไทยอย่างจริงจัง

 

อีกนิดอีกหน่อย

  1. งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว จะจัดจนถึงวันที่ 11 มีนาคม 2560 วันอาทิตย์–พฤหัสบดี เวลา 10.00 – 21.00 น. และวันศุกร์–เสาร์ 10.00 – 22.00 น.
  2. ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ มีบริการรถ Shuttle Bus รับส่งฟรีจนถึงเลิกงาน
  3. ช่วงเวลาพิเศษของวันคือ 17.00 – 18.30 น. และ 20.00 – 21.00 น. ใครซื้อตั๋วที่ระลึกจะแถมฟรีถ่ายรูปกับกระจกย้อนเวลา วิธีง่ายมาก ซื้อตั๋วแล้วมาต่อแถวหน้าระฆัง เดินเข้าบูทไปถ่ายภาพทีละคน (หรือทีละแก๊ง) เปิดแอป LINE ในโหมด QR Code จากนั้นยื่นให้เจ้าหน้าที่ ถ่ายเสร็จปั๊บเจ้าหน้าที่จะสแกน QR Code ให้พร้อมเซฟรูปลงมือถือให้เราเดี๋ยวนั้นเลย
  4. บางช่วงจะมีการตอบคำถามแจกของรางวัล ใครอยากได้ก็เตรียมข้อมูลเรื่องรถไฟมากันหน่อยล่ะ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราเห็นโลเคชันท่องเที่ยวและถ่ายรูปใหม่เกิดขึ้นมาแบบงงๆ ว่าทำไมอยู่ๆ สถานที่นี้ถึงฮิตขึ้นมาได้ จนกระทั่งได้ความมาว่า เพราะอินสตาแกรมของ ใหม่ ดาวิกา ไปถ่ายรูปที่โลเคชันนี้ คนก็เลยแห่แหนไปตามรอย เพราะถ่ายออกมาแล้วสวยเหมือนต่างประเทศ และก็มีบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวอีกมากมายออกมารีวิวกันจนแชร์โพสต์แทบไม่ทัน

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ที่นี่คือทางรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ลพบุรี ประเทศไทย

อ้าว มันไม่ได้ฮิตอยู่แล้วหรอ ใครๆ ก็รู้จักนี่ ขนาดตั๋วรถไฟนำเที่ยวก็ยังมียอดจองถล่มทลายจนเต็มไปหลายอาทิตย์

แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่หน้าน้ำหน้าท่องเที่ยวน่ะสิ แต่เป็นช่วง Low Season ของเขื่อนที่มันไม่มีน้ำต่างหาก ปกติแทบไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่ค่อยมีคนมาทำกิจกรรม หรือไม่ค่อยมีคนรู้ด้วยซ้ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนมักเข้าใจว่าน้ำจะอยู่ในเขื่อนยาวๆ ไม่มีช่วงพร่องจนเห็นทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา เมื่อภาพแบบ Unseen (จริงๆ) ถูกเผยแพร่ออกมาปั๊บ ที่นี่ก็กลายเป็นอีกหมุดหมายการเดินทางไปเยือนแบบถล่มทลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ใช่ เราก็สงสัยอยู่พักใหญ่เลยว่าทำไมอยู่ๆ มีแต่คนแห่ไป) 

ภาพของทุ่งหญ้ากว้าง มีแอ่งน้ำประปราย ท้องฟ้าโล่งสดใสกับแสงสีทองของพระอาทิตย์อัสดง ชักชวนให้อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งจริงๆ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ในฐานะคนชอบรถไฟระดับแพลตินัม เราอาจจะไม่รู้สึกแปลกกับการเห็นรถไฟที่เขื่อนป่าสักฯ ทั้งหน้าน้ำและหน้าแล้ง แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น ภาพจำเขื่อนป่าสักฯ ของเขาคือรถไฟที่วิ่งผ่านท้องน้ำกว้างใหญ่ ปกติแล้วเดอะแก๊งรถไฟก็จะชอบออกไปถ่ายรูปรถไฟเล่นอยู่แล้ว เขื่อนป่าสักก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไปกันประจำ ไปกันจนชาวบ้านน่าจะจำหน้าได้แล้ว 

มุมประจำจริงๆ จะมีไม่กี่มุมที่มองเห็นรถไฟเต็มขบวนได้ชัดที่สุด แต่ถ้าจุดที่แฟนรถไฟระดับเดนตายลงความเห็นกันแล้วว่า ‘เหมาะสมที่สุดและลงตัวที่สุด’ กับการตั้งป้อมยิงภาพรถไฟ นั่นคือคันกั้นน้ำตรงสถานีรถไฟโคกสลุง ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่ยอดฮิตนี้นี่แหละ ด้วยชัยภูมิของมันที่ลมโกรกมากกกก ตัวบางๆ คือปลิวได้ บวกกับความโล่งของพื้นที่ที่มองเห็นภูเขาเป็นฉากหลัง ยามน้ำเต็มก็ดูยิ่งใหญ่สวยงาม พอน้ำแห้งก็แปลกตาไปอีกแบบ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำเต็ม 
ภาพ : สิริพร เชื้อทอง
รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำแห้งและเป็นทุ่งเลี้ยงวัว 
ภาพ : กิตติธัช กีรตินิจกาล

หากใครที่จะนั่งรถไฟมาเพื่อมาดูทุ่งรถไฟลอยฟ้านั้นคุณคิด… ผิด

อย่ามารถไฟ ขับรถมาเถอะ เพราะเส้นทางนี้มีรถไฟวิ่งผ่านค่อนข้างน้อย การเดินทางไป-กลับ ที่มีโจทย์ว่าต้องซึมซับกับบรรยากาศให้มากที่สุดขอให้ตัดชอยส์รถไฟออกได้เลย การนั่งรถไฟนั้นควรกระทำแค่การมาเที่ยวรถไฟลอยน้ำเท่านั้น 

เราและเพื่อนขับรถจากกรุงเทพฯ ผ่านสระบุรี และมาตามถนนหมายเลข 21 ผ่านพัฒนานิคม ตั้งจุดหมายเอาไว้ที่ตำบลโคกสลุง ซึ่งเป็นจุดใกล้กับสะพานรถไฟมากที่สุด สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือ มาแวะเที่ยวสถานีรถไฟโคกสลุงและชุมชน ก่อนจะไปทุ่งหญ้าใต้สะพานรถไฟในช่วงเย็น 

ก่อนจะไปถึงที่หมาย มารู้จักกับโคกสลุงกันก่อนในฐานะชุมชนเจ้าบ้าน 

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนเขื่อนป่าสักฯ จะเกิด ชุมชนหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ริมแม่น้ำป่าสัก ส่วนหนึ่งของอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ที่เรียกได้ว่าไกลจากตัวเมืองพอสมควร พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างแห้งแล้ง มีแม่น้ำสายเดียวที่ไหลผ่านนั่นคือแม่น้ำป่าสัก จนกระทั่งโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักเกิดขึ้น มีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทำให้พื้นที่ราบบางส่วนซึ่งเป็นที่ต่ำต้องกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ชุมชนที่กระจายไปทั่วก็มารวมกลุ่มตั้งหมู่บ้านใหม่บริเวณตำบลโคกสลุงนอกเขตคันกั้นน้ำ

โคกสลุงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่ในย่านนี้มานานมาก จากการค้นพบโบราณวัตถุและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ บอกได้ว่าบริเวณเขื่อนป่าสักเป็นแหล่งชุมชนโบราณหลายยุค ไม่ว่าจะเป็นภาชนะดินเผาบริเวณบ้านเกาะพระแก้ว หรือศิลาแลงและหินทรายที่ตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เพื่อใช้ประกอบเป็นอาคารตามสถาปัตยกรรมแบบเขมรในยุคอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร-ลพบุรี 

ที่มาของชื่อโคกสลุงนั้นสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ‘ถลุง’ เนื่องจากมีการค้นพบโบราณวัตถุสำคัญในละแวกนี้ รวมถึงก้อนเศษเหล็กที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ถลุงแร่ของชาวบ้านในสมัยก่อน จึงมีชื่อเรียกว่า ‘โคกถลุง’ ก่อนจะเพี้ยนเป็น ‘โคกสลุง’

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเบิ้ง 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ในแง่วัฒนธรรม ชาวชุมชนโคกสลุงเป็นชาวไทยเบิ้งที่เคลื่อนย้ายมาจากโคราช มีลักษณะเด่นทางภาษาที่พูดคล้ายไทยภาคกลาง แต่มีเอกลักษณ์ตรงเสียงเหน่อแบบโคราชที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงคำลงท้ายเช่น เบิ้ง เหว่ย เด้อ ฯลฯ และถ้าเป็นคนโคกสลุงดั้งเดิมเลยก็จะมีนามสกุลลงท้ายด้วย ‘สลุง’ 

อาชีพหลักของชาวโคกสลุงคือการทำเกษตรกรรม ประมง หาของป่า และที่เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์จริงๆ คือการทอผ้า โดยเฉพาะผ้าขาวม้าที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของการแต่งตัว ซึ่งหลงเหลือให้เห็นในคนเฒ่าคนแก่ 

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
ชุมชนโคกสลุงหลังการสร้างเขื่อนเสร็จ 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ปัจจุบันโคกสลุงเปลี่ยนไปมากหลังจากที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สร้างเสร็จ หมู่บ้านที่กระจัดกระจายไปทั่วได้มารวมกลุ่มกันนอกคันกั้นน้ำจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ความเป็นอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนไป รวมถึงอาชีพที่มีการประมงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การแปรรูปปลา การปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงการทำนา ทำขนมซึ่งมีข้าวแต๋นน้ำแตงโมเป็นอาหารขึ้นชื่อ ที่เมื่อไหร่รถไฟนำเที่ยวเดินทางมาถึงสถานีรถไฟโคกสลุงก็จะต้องซื้อติดมือกลับกรุงเทพฯ ไปทุกครั้ง รวมถึงผ้าขาวม้าทอมือซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนโคกสลุงอีกด้วย

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

ถ้ามาถึงที่นี่แล้วไม่พูดถึงทางรถไฟกับสถานีก็คงไม่ได้ เพราะพระเอกคือทางรถไฟ!

ทางรถไฟเส้นที่ก่อให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงามนี้ คือทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สร้างขึ้นในยุคหลัง โดยหลักๆ แล้วรถไฟที่ผ่านสายนี้จะเป็นรถทางไกลที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ- หนองคาย และรถท้องถิ่นระยะสั้นที่วิ่งในสายนั้นจากแก่งคอยไปบัวใหญ่ หรือแก่งคอยไปลำนารายณ์ แล้วก็มีรถสินค้าวิ่งผ่านประปราย โดยทางรถไฟเดิมก็พาดผ่านพื้นที่บนพื้นราบน่ะแหละ รอบๆ ก็เป็นไร่บ้าง ป่าบ้าง ทุ่งบ้าง แล้วพอจะสร้างเขื่อนนั้นเอง ด้วยความที่มันอยู่ในพื้นที่ที่น้ำต้องท่วม ก็เลยต้องปรับให้ทางรถไฟยกสูงขึ้นกว่าน้ำ บางช่วงเป็นคันดิน บางช่วงเป็นสะพานยาวลัดเลาะไปตามขอบของอ่างเก็บน้ำ ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศไทยอย่างที่เรารู้จักกัน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

สถานีนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ตัวสถานีดั้งเดิมตั้งอยู่บนพื้นในชุมชนโคกสลุงเลย แต่พอมีการปรับแนวทางรถไฟเพื่อยกหนีน้ำ ทางรถไฟเดิมที่ยกสูงแล้วคงไม่สามารถโฉบลงมาระดับพื้นเพื่อมาจอดสถานีโคกสลุงได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นรถไฟเหาะแน่ๆ สถานีโคกสลุงเลยต้องปรับตัวตามทางรถไฟ ย้ายจากที่เดิมเขยิบมานิดหน่อย แล้วยกสูงขึ้นในระดับเดียวกับแนวสะพาน จนกลายเป็นสถานีรถไฟยกระดับบนคันดินที่เรียกว่าเป็นจุดสูงสุดของตำบลนี้ เอาเป็นว่าถ้าอยู่บนสถานีมองไปรอบๆ จะเห็นบ้านทุกหลังต่ำกว่าสถานีแน่นอน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

วันที่มาถึงอากาศค่อนข้างร้อน แดดก็แรงซะเหลือเกิน พอรถมาจอดปั๊บ พี่นายสถานีที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ก็กุลีกุจอมาหาและทักทายในฐานะคนคุ้นเคย เพราะในช่วงเวลาที่รถไฟนำเที่ยวเขื่อนป่าสักฯ ยังวิ่งอยู่ เรามากับขบวนนี้บ่อยมาก 

สถานีในวันนี้ค่อนข้างเงียบ แตกต่างจากช่วงมีรถไฟนำเที่ยว เพราะถ้าเป็นฤดูท่องเที่ยวนั้น สถานีโคกสลุงจะทำหน้าที่เป็นตลาดนัดปลายทางระหว่างที่รถไฟกลับทิศทางหัวรถจักร หลังจากพาผู้โดยสารชมวิวบนรถไฟลอยน้ำเรียบร้อยแล้ว เกิดจากการที่ว่าการกลับทิศหัวรถจักรในแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณหนึ่ง บวกกับต้องรอหลีกให้รถไฟอีกขบวนวิ่งผ่านไป ไอ้ครั้นจะให้ผู้โดยสารนั่งรอเฉยๆ ก็ไม่ได้ประโยชน์ การรถไฟกับชาวบ้านเลยออกไอเดียปิ๊งปั๊งว่า วันไหนที่มีรถไฟนำเที่ยวก็มาตั้งตลาดให้คนช้อปปิ้งกันบนชานชาลาไปเลยสิ นอกจากจะให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อของกินที่หาในเมืองยากๆ ยังกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านอีกต่างหาก 

สถานีรถไฟโคกสลุงก็เลยมีภาพจำเป็นตลาดนัดสถานีรถไฟไปโดยทันที

แต่สำหรับในวันที่ไม่มีรถไฟนำเที่ยว สถานีนี้ก็เงียบเชียบแบบนี้นี่แหละ ไม่อึกทึก ไม่วุ่นวาย และยังเป็นที่นั่งชมวิวตอนเย็นๆ ได้สบายอกสบายใจ

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

พวกเราคุยกับพี่นายสถานีอยู่นานจนรู้สึกว่าแดดเริ่มร่ม พี่เขาเลยแนะนำว่าให้ขับรถผ่านไปทางวัดโคกสลุง แล้วเลาะชายขอบอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ บรรยากาศจะดีมาก ถนนตรงนั้นจะพาวกกลับมาตรงจุดที่เขานิยมไปถ่ายรูปกัน

ก่อนจากกันไป พี่เขายังแซวเลยว่า “มาตามคุณใหม่หรอ” 

เราขับรถชมวิวมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เขาฮิตกัน ภาพแรกที่เห็นคือ คน คน คน และคน 

เออ มันแมสกว่าที่คิดแฮะ และเราก็ไม่อยากอยู่ตรงคนเยอะๆ นี้ด้วย เลยเลือกที่จะขับลงไปข้างล่างโดยทันที เพื่อหามุมที่มองเห็นทางรถไฟชัดที่สุดจากพื้นล่าง (คนชอบรถไฟก็ต้องดูรถไฟสิ จริงไหม) 

ปกติแล้วถ้าในช่วงหน้าแล้งไม่มีน้ำ คนโคกสลุงจะขับรถลงมาตรงทุ่งใต้สะพานรถไฟ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้มาปิกนิกกันหรอก แต่จะขับต่อไปจนถึงจุดที่ยังมีน้ำขังอยู่ บ้างมาเล่นน้ำ บ้างมาตกปลา บ้างเอาวัวมากินหญ้า บรรยากาศที่ดีที่สุดคงเป็นเวลาประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป จนกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เมื่อเราลงมาถึงพื้นดินแล้ว ภาพที่เห็นจะค่อนข้างแปลกตาและไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ 

เป็นทุ่งกว้างมีหญ้าสีเขียวอ่อน มีแอ่งน้ำบ้างประปรายตามสภาพภูมิประเทศ ด้านหน้าเป็นสะพานรถไฟทอดยาวข้ามจากด้านขวาไปด้านซ้าย 

ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ประปราย ทำให้ภาพของทุ่งดูไม่แห้งแล้งและโดดเด่นดูมีมิติขึ้นมา ไกลๆ นั้นคือแนวเทือกเขาที่กั้นภาคกลางกับภาคอีสานเอาไว้ มีแอ่งน้ำในเขื่อนที่กว้างสุดลูกหูลูกตาส่องประกายวิบวับล้อกับแสงแดดยามอาทิตย์อัสดง เหมือนประกายของเพชรที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้

สวยขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงแห่กันมา

บ้างก็ว่านี่เป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย (คงเพราะทุ่ง ไม่ใช่อากาศ)

บ้างก็ว่าทางรถไฟสายนี้เหมือนแถบทิเบต (ก็เป็นเพราะทุ่งโล่งเช่นกัน)

จริงๆ ไม่ต้องไปเปรียบกับที่ไหนหรอก เพราะยังไงโคกสลุงก็คือโคกสลุง ที่นี่มีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้ว

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

กิจกรรมหลักๆ คงไม่พ้นการนั่งละเลียดกินของอร่อยไปเรื่อยๆ แล้วมองบรรยากาศท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากฟ้าสดไปสู่สีส้ม มองนกบินผ่าน มองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า บ้างก็เดินลงไปเล่นน้ำในเขื่อนที่ไม่ได้ลึกมาก หรือขับรถเลาะไปตามทางที่พอสังเกตเห็นได้บ้าง ออกไปถ่ายรูปอาทิตย์อัสดง ตากลมเย็นๆ ที่พัดมาตลอดอย่างไม่ขาดสาย 

และกิจกรรมหนึ่งที่ทุกคนแทบจะตั้งตารอเลย คือการได้เห็นรถไฟขบวนยาวที่นานๆ จะโผล่มาที วิ่งผ่านบนสะพานเหนือทุ่งหญ้านั้น และโบกมือให้กับคนบนรถไฟ เสียงคำรามของเครื่องยนต์รถไฟและเสียงล้อกระทบรางดัง ควบคู่ไปกับเสียงคนจากในทุ่งที่ส่งเสียงแข่งกลับไปเพื่อทักทายรถไฟขบวนนั้น

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เราขอไม่แนะนำเป็นพิเศษว่ามาที่นี่แล้วต้องทำอะไร แต่ขอให้ทุกคนทำตามความรู้สึกของตัวเองในการซึมซับบรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศที่หาไม่ได้เลยในเมืองหลวง บรรยากาศที่เอื้อกับการนอนรับลมชมวิวและดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกลับขอบฟ้า

พวกเราออกจากที่นี่ตอนประมาณ 2 ทุ่ม ตามความตั้งใจที่จะรอรถไฟสินค้าขบวน 555 แหลมฉบัง-หนองคาย ที่จะผ่านราวๆ ทุ่มครึ่ง พวกเราไม่สามารถถ่ายรูปได้เพราะไม่เหลือแสงแล้ว เราเลือกมองดูมันวิ่งผ่านหัวไป แล้วใช้สมองจดจำภาพรถไฟคอนเทนเนอร์ความยาว 10 กว่าตู้วิ่งบนสะพาน โดยมีฉากหลังคือท้องฟ้าสีดำ มีดาวระยิบระยับกระจายเต็มไปหมด ซึ่งเป็นอะไรที่วิเศษมาก และรู้สึกว่าอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับความหวังที่ว่ามันจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป โดยที่สภาพแวดล้อมไม่เพี้ยนไปจากเดิม

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการมานั่งปิกนิกที่ทุ่งกว้างนี้ คือช่วงตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึงราวๆ 2 ทุ่ม และเดือนที่น้ำแห้งให้พอทำกิจกรรมได้ คือช่วงตั้งแต่เมษายนจนถึงราวๆ สิงหาคม
  2. ช่วงเวลาที่รถไฟผ่านที่นี่สามารถตรวจสอบได้กับสถานีโคกสลุง เนื่องจากรถสินค้าก็มีกำหนดเวลาไม่แน่นอน
  3. ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีห้องน้ำ จึงไม่เหมาะกับการพักค้างคืน
  4. ผู้มาเยือนอย่าลืมรักษาความสะอาด เก็บขยะและสิ่งแปลกปลอมให้หมดทุกชิ้น 
  5. ข้าวแต๋นน้ำแตงโมที่โคกสลุง อร่อยมากกกกกกกกก

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load