เดินทาง“สบายดีหรือเปล่า?”

คำทักทายตามแบบฉบับไทยๆ ที่อยากพูดให้กับตู้รถไฟสีม่วงที่จอดอยู่บนชานชาลาที่ 5 สถานีกรุงเทพ ในวันศุกร์ก่อนวันหยุดยาวของเดือนธันวาคม

รถไฟขบวนนี้ใช้รถนอนรุ่น JR จากญี่ปุ่น ทำขบวนพานักท่องเที่ยวและผู้โดยสารกว่าร้อยคนเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ และนี่เป็นครั้งแรกๆ ที่รถไฟตู้สีม่วงเหล่านี้ออกมาวิ่งอีกครั้งหลังจากหยุดวิ่งไปเกือบถาวร หลังจากที่รถไฟตู้นอนรุ่นใหม่เข้าประจำการเมื่อปลายปี 2559

รถนอนรุ่นนี้มีชื่อเรียกตามแบบฉบับของการรถไฟแห่งประเทศไทยว่า ‘รถนอนรุ่น JR’

รถนอนรุ่นนี้มีชื่อเรียกตามฉบับคนรักรถไฟว่า ‘Blue Train’

อ้าว นี่มันสีม่วง

ไหนสีน้ำเงิน? แล้วเรียกว่า Blue Train ได้ยังไง?

รถไฟ

 

สวัสดีบ้านใหม่

JR-WEST คือบริษัทรถไฟตะวันตกแห่งประเทศญี่ปุ่นที่มีเครือข่ายรถไฟหลากหลายประเภทรวมถึงรถไฟตู้นอนที่มีชื่อเรียกตามสีของตัวตู้ที่เป็นสีน้ำเงินครามว่า Blue Train

Blue Train เคยวิ่งฉวัดเฉวียนเวียนวนอยู่ทั่วเกาะญี่ปุ่น แต่เมื่อถึงวาระที่ต้องปลดระวางนั้นบางส่วนจะถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์หรือไม่ก็มีเอกชนมาซื้อตัวรถไป แต่ที่เหลืออยู่นั้นมีจำนวนมหาศาลมากจนไม่รู้จะไปเก็บไว้ที่ไหน สถานที่สุดท้ายของมันจึงต้องจบลงที่การทำลายรถทิ้ง

Blue Train

รถ Blue Train เมื่อครั้งที่วิ่งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ภาพจาก Wikipedia

แต่หากทำลายรถก็ต้องมีค่าใช้จ่าย JR-WEST ก็มีแนวคิดที่จะบริจาคตู้รถไฟนั้นให้กับประเทศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์อยู่ โดยลิสต์ประเทศที่มีความต้องการใช้ตู้รถไฟก่อนที่จะถามไถ่ไปว่าที่ใดต้องการบ้าง และหากประเทศใดสนใจก็จะได้รับบริจาคตู้รถไฟเหล่านั้นโดยเสียแค่เพียงค่าขนส่ง ส่วนการดัดแปลงให้สามารถใช้ได้กับแต่ละประเทศนั้น แต่ละแห่งสามารถทำได้ไม่จำกัด ทั้งเปลี่ยนขนาดล้อ (ญี่ปุ่นใช้ทางรถไฟกว้างขนาด 1.067 เมตร) ดัดแปลงที่นั่ง ดัดแปลงระบบ หรืออื่นๆ ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของแต่ละประเทศ

Blue Train

รถ Blue Train ชุดแรกที่เดินทางมาถึงไทยและปรับปรุงสภาพเรียบร้อยแล้ว

ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศในลิสต์ของรถนอน Blue Train ส่วนใหญ่แล้วประเทศข้างเคียงเรา เช่น เมียนมา ฟิลิปปินส์ จะได้รถนั่งไป แต่สำหรับประเทศไทยเราได้รถนอนมาเกือบทั้งหมด

รถนอน Blue Train รุ่นแรกที่เดินทางมาถึงบ้านเราในปี 2547 มีทั้งรถนั่งและรถนอนจำนวน 20 คัน แบ่งเป็นรถนั่ง 8 คัน และรถนอน 12 คัน ส่วนในปี 2551 ก็รับเพิ่มมาอีกชุด ทั้งรถนอนชั้น 2 และรถนอนชั้น 1 ซึ่งชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายของ JR-WEST ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับมา

รถไฟ รถไฟตู้นอน

ด้านข้างของรถนอน Blue Train ฝั่งห้องนอนหน้าต่างจะมีขนาดเล็ก ส่วนฝั่งทางเดินหน้าต่างจะมีขนาดที่ใหญ่กว่า

ช่วงแรกๆ รถนอนและรถนั่ง Blue Train ยังไม่ถูกใช้ในการโดยสารแบบถาวรในขบวนรถใดขบวนรถหนึ่ง แต่เป็นบริการรถไฟขบวนพิเศษ เช่น

รถพิเศษนำเที่ยวทุ่งดอกกระเจียว กรุงเทพ-บ้านวะตะแบก-กรุงเทพ  

ขบวนรถพิเศษพืชสวนโลก (ราชพฤกษ์) กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ

รถไฟ

รถนอน Blue Train รุ่นที่ 2 พ่วงเต็มขบวนกับขบวนรถพิเศษเทศกาล เชียงใหม่-กรุงเทพ ภาพถ่ายโดย ชินภัทร ไทยถาวร

รวมถึงให้บริการรถนำเที่ยวอีกหลายๆ ขบวนในบางวาระ จนได้เริ่มทดลองพ่วงไปกับขบวนรถปกติประจำวันแค่ไม่กี่ตู้ เมื่อได้รับรถชุดที่ 2 มาในปี 2551 เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางตู้นอนให้กับคนที่เดินทางประจำ คือ

รถด่วน 83/84 กรุงเทพ-ตรัง-กรุงเทพ  

รถด่วน 67/68 กรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ

รถไฟไทย

รถ Blue Train ตอนเริ่มต้นพ่วงพิเศษเข้ากับรถด่วนตรัง

ก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดด้วยการวิ่งเป็นขบวนรถเที่ยวปกติแบบเต็มขบวน

และผู้โชคดีนั้นก็คือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 13 และ 14 กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ พร้อมกับการเปลี่ยนสีตู้โดยสารจากสีน้ำเงิน เป็นสีม่วง

 

จาก Blue Train สู่ Violet Train

การเปลี่ยนสีรถ Blue Train จากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงนั้นผมไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเพื่ออะไร แต่การเปลี่ยนสีในตอนนั้นก็สร้างความเกรี้ยวกราดให้กับคนคลั่งไคล้รถไฟญี่ปุ่นในไทยพอสมควร หลักๆ เป็นเพราะเอกลักษณ์ของคำว่า ‘Blue Train’ หายไปอย่างสิ้นเชิง 

รถนอน JR-WEST รถนอน JR-WEST

แต่เมื่อเวลาผ่านไปความเคยชินก็เข้ามาแทนที่ และสีม่วงทั้งขบวนก็ดูสวยไปอีกแบบแฮะ

ลองนึกภาพตามนะครับ สีม่วง 2 โทนของตู้รถไฟตัดกับสีเขียวอ่อนของทุ่งหญ้า สีเขียวเข้มของต้นไม้ และสีฟ้าสดของท้องฟ้า ทำให้รถไฟสีม่วงขบวนนี้ดูโดดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนทีเดียว

 

 

การเดินทางอีกครั้ง

รถไฟตู้นอน

นับตั้งแต่วันที่การรถไฟแห่งประเทศไทยประกาศว่า รถด่วนพิเศษขบวน 13/14 กรุงเทพ-เชียงใหม่ -กรุงเทพ ยกเลิกการใช้รถนอน JR รถนอนรุ่นนี้ทั้งหมดก็ไม่ได้โลดแล่นบนทางรถไฟในประเทศไทยอีกเลย นอกจากเป็นแค่ขบวนรถพิเศษหรือขบวนรถเสริมสำหรับเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ หรือเทศกาลงานบุญอย่างเข้าพรรษา ตู้รถไฟทั้งหมดจึงถูกเก็บไว้ที่ย่านจอดและบางส่วนก็เข้าโรงงานมักกะสันไปพักรักษาตัว จนสุดท้ายเหลือใช้งานได้สมบูรณ์จริงๆ อยู่เพียงไม่กี่คันเท่านั้น

ต้นเดือนธันวาคม 2560 การรถไฟฯ ประกาศว่าจะมีขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ โดยใช้รถนอนรุ่น JR หรือรถ (อดีต) Blue Train ที่รักของเรา บรรดาแฟนรถไฟเดนตายจึงรีบเคลียร์วันหยุด แล้วคว้าปืนคว้าดาบไปสู้รบในสมรภูมิการจองตั๋วโดยทันที เพื่อหวังว่าตัวเองจะได้เป็นหนึ่งในผู้โดยสารของรถไฟพิเศษขบวนนี้

นอกจากนั้นแล้ว เราจะได้กลับมาทักทายเพื่อนเก่าขบวนนี้อีกครั้ง

 

อ้อมกอดของเพื่อนเก่า

“สบายดีหรือเปล่า?”

คำทักทายตามแบบฉบับไทยๆ ที่อยากพูดให้กับตู้รถไฟสีม่วงที่จอดอยู่บนชานชาลาที่ 5 สถานีกรุงเทพ ในวันศุกร์ก่อนวันหยุดยาวของเดือนธันวาคมที่มีแต่คนมุ่งหน้าขึ้นเชียงใหม่ หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศว่า หย่อมความกดอากาศสูงกำลังแรงได้แผ่เข้ามาถึงภาคเหนือของไทยแล้ว

รถนอน JR-WEST

ผมจองตู้นอนชั้น 2 ไว้กับเพื่อนอีก 5 คน นี่เป็นการเดินทางกับรถ JR ครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะถึงแม้ในช่วงที่พวกเขายังวิ่งขวักไขว่อยู่ผมก็ไม่มีโอกาสได้นั่งบ่อยๆ

ตู้นอนชั้น 2 ของรถนอน JR เรียกได้ว่าเป็นที่ไม่คุ้นเคยของพี่ไทยมาก เพราะรถไฟตู้นอนของเดิมเป็นการจัดให้ทางเดินอยู่ตรงกลาง และด้านซ้าย-ขวาริมหน้าต่างแต่ละฝั่งจะเป็นเตียงนอนเรียงกันเป็นแถวไปอารมณ์โฮสเทลแบบ dorm

ตู้นอน

ใน 1 ล็อกจะมี 4 เตียง แบ่งเป็นเตียงบน 2 เตียงล่าง 2 และบันไดปีนขึ้นเตียงบนจะถูกพับไว้ตรงหน้าต่าง

แต่ JR คือความแตกต่าง ทางเดินที่อยู่ตรงกลางถูกถีบออกไปติดกับหน้าต่างฝั่งหนึ่ง และอีกฝั่งหนึ่งซอยเป็นห้องๆ พร้อมวางเตียง 2 ชั้น ในแนวขวางกับตัวตู้รถไฟจำนวนห้องละ 4 เตียง (เตียงล่าง 2 เตียงบน 2)

ตู้นอน

รถนอนรุ่นนี้จึงเหมาะกับการเดินทางเป็นหมู่คณะหรือเป็นครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คนหรรษาในห้องเดียวกันแบบไม่ต้องคุยกันข้ามฟากทางเดินเหมือนรถนอนรุ่นเดิมๆ ถ้าจะนั่งเม้ามอยกัน หรือจะเล่นเกมกันก่อนนอนนี่ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีเลยล่ะ

แต่ขอเตือนอย่างหนึ่งนะว่า

แอร์หนาวมาก

ส่วนตู้นอนชั้น 1 ก็แตกต่างกันไป

ผมเคยนอนในรถนอนชั้น 1 รุ่นนี้เมื่อนานมาแล้ว วันนั้นกับวันนี้ความรู้สึกยังคงเหมือนเดิม

นาทีที่เดินเข้าไปในตู้นี้เหมือนกับเราถูกเนรเทศมาที่เมืองแห่งความเงียบ ทางเดินของมันเหมือนกับรถชั้น 2 เพียงแต่เปลี่ยนจากล็อกที่มีเตียงนอนแบบไร้ประตูกั้นมาเป็นห้องส่วนตัว ห้องใครห้องมัน จึงเหมาะกับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ

รถนอน

ภายในห้องมีเตียงขนาดใหญ่อยู่เพียง 1 เตียง พร้อมโต๊ะพับ อ่างล้างหน้า และกระจกแต่งตัวที่พร้อมสรรพสำหรับการใช้ชีวิตข้ามคืน

ความเป็นส่วนตัวของรถไฟชั้น 1 บวกกับราคาที่ค่อนข้างสูงถึง 1,953 บาท มันอาจดูสูงเกินกว่าที่จะตัดสินใจควักกระเป๋าออกมาจ่ายเงินในทันที เมื่อยิ่งเทียบกับราคาที่ใกล้เคียงของเครื่องบินต้นทุนต่ำ แต่มันมีเสียงอะไรบางอย่างที่แว่วเข้ามาในหูตอนตัดสินใจ

“ฉันนอนสบายนะ”

“มากับฉันสิ แล้วเธอจะมีความสุขที่สุด”

“ถ้าเธอไม่ลองแล้วเธอจะรู้ได้ยังไงล่ะ”

ให้ตายเถอะ…กระเป๋าตังค์ในมือมันสั่นไปหมดแล้ว…

กว่าจะรู้ตัว แบงก์พัน 2 ใบก็วางแหมะอยู่บนเคาน์เตอร์ขายตั๋วเป็นที่เรียบร้อย

อานุภาพต่อแฟนรถไฟเดนตายมันช่างทรงพลังยิ่งนัก…

รถไฟตู้นอนชั้น 1 รถนอนชั้น 1

รถนอนชั้น 1 จะมีเพียงเตียงเดียวเท่านั้น ภายในมีอ่างล้างหน้า และประตูที่สามารถเปิดเข้าหาห้องข้างๆ ได้ (ถ้ามาด้วยกัน)

ความสุขที่สุดของการได้อยู่ในอ้อมกอดของเพื่อนเก่าขบวนนี้ คงเป็นช่วงเวลาที่เรานอนหันเท้าไปทางหน้าต่าง เปิดผ้าม่านให้สุด และมองแสงไฟยามค่ำคืนของเมืองที่เคลื่อนผ่านไป หรือพระจันทร์ดวงกลมโตที่ลอยไปเป็นเพื่อนตลอดการเดินทางเหมือนเป็นโคมไฟดวงใหญ่ที่สาดแสงให้เห็นรายละเอียดข้างนอกรถไฟในความมืด โดยตัวเรานี่แหละที่อยู่ในความมืดที่สุดเมื่อปิดไฟในห้องนอนของเราเอง ความเพลิดเพลินนี้บวกกับแรงโยกเบาๆ ของรถไฟเหมือนกับไกวเปล ก็ค่อยๆ กล่อมเราให้ให้เข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

 

เช้าวันใหม่

เราถูกปลุกด้วยแสงแดดที่ลอดผ่านเงาไม้เข้ามากระทบตาเราบวกกับอากาศในรถที่ขอใช้คำว่า ‘หนาวเหน็บ’ สมกับเป็นรถไฟจากญี่ปุ่น

รถไฟของเรากำลังวิ่งอยู่บนดอยขุนตาล ภาพนอกหน้าต่างคือสายหมอกจางๆ ที่ลอยอยู่เหนือยอดไม้ในจังหวัดลำพูน อีกเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมงเราจะถึงสถานีเชียงใหม่ และต้องบอกลาเพื่อนขบวนนี้อีกครั้ง

รถนอน รถนอน JR-WEST

เราออกมาจากเตียงเพื่อดึงเก้าอี้พับที่ติดไว้ตรงทางเดินมานั่งลงชมวิว มีเพื่อนร่วมทางอีกหลายคนออกมานั่งแบบนี้ ในมือของเขาถือกล้องถ่ายรูปและเก็บภาพแสงแดดสีทองตอนเช้า บ้างก็ถือถ้วยกาแฟร้อนดับความหนาว สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดื่มด่ำกับบรรยากาศอย่างเต็มที่

พนักงานประจำตู้นอนส่งเสียงบอกผู้โดยสารตามทางเดินว่าขบวนรถกำลังถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่แล้ว ไม่นานนักรถไฟก็ลดความเร็วลงเพื่อเทียบชานชาลาสถานีปลายทาง

การก้าวลงมาจากรถ JR หรือ Blue Train ในครั้งนี้มันอาจไม่ใช่การเดินทางครั้งสุดท้าย แต่ก็แอบใจหายนิดหน่อยที่เราจะได้เจอเขาแค่ไม่กี่ครั้งต่อปี และไม่รู้ด้วยว่าจะมีโอกาสได้นั่งเขาบ่อยๆ แบบแต่ก่อนหรือไม่ ก่อนที่เราจะเดินออกจากชานชาลาสิ่งสุดท้ายที่เราทำคือการหันหน้าไปหารถไฟขบวนสีม่วงที่จอดหยุดนิ่งบนชานชาลา หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปและกล่าวคำอำลา

หวังว่าเราคงได้ไปอยู่ในอ้อมกอดของเธออีกครั้งนะเพื่อน

รถนอน JR-WEST

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

สถานการณ์โรคระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้การเดินทางและการท่องเที่ยวหยุดชะงักไปก็ไม่น้อย ความคิดถึงการเดินทางด้วยรถไฟมันก็คุกรุ่นอยู่ในใจ อยากคว้ารองเท้าผ้าใบออกมาสวม เอาเป้มาสะพาย เอากล้องออกไปส่องโลกบนสองรางเหล็กให้หายคิดถึง

จนเมื่อความคลี่คลายค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ล้อเหล็กที่เคยหยุดนิ่งกลับมาหมุนวนบนรางเหล็กอีกครั้ง รถไฟขบวนยาวเริ่มเดินทางต่อแม้สมาชิกจะไม่ครบทุกขบวนก็ตาม

และนี่คือภาพถ่ายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บนเส้นทางรถไฟประเทศไทย

#01

ขบวนสุดท้าย…ก่อนบายเธอ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย-ท่านาแล้ง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ก่อนการระบาดใหญ่จนต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ รถไฟขบวนน้อยน่ารักที่เชื่อมการเดินทางระหว่างไทย-ลาว วิ่งข้ามประเทศเป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าการงดรถไฟระหว่างประเทศจะกินเวลายาวเป็นปี

ทางรถไฟจากไทยข้ามไปลาวใช้สะพานเดียวกับถนน รางเหล็กถูกฝังอยู่บนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ข้ามแม่น้ำโขงที่เป็นพรมแดนธรรมชาติ เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ถนนจะถูกกั้นทั้งสองฝั่ง จนกว่ารถไฟขบวนน้อยจะวิ่งข้ามไปจนถึงอีกฝั่งการจราจรบนถนนจึงกลับมาเป็นปกติ

นี่เป็นขบวนสุดท้าย ก่อนบายเธอไป…เกือบ 2 ปี

#02

คนดูรถ

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน รถไฟทุกตู้จะต้องถูกเช็ดถูภายนอกและภายในรถ ภายนอกรถอาจจะเป็นส่วนที่สกปรกง่ายที่สุด เพราะต้องวิ่งฝ่าแดดลมฝนฝุ่นในแต่ละวัน มดงานเหล่านี้มีหน้าที่ชำระล้างก่อนรถไฟจะออกจากสถานี

ไม่ใช่เพียงแค่ข้างนอก แต่ข้างในเองก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงที่โรคระบาดแพร่ใหม่ ๆ งานทำความสะอาดต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเพื่อเช็ดเบาะที่นั่งทุก ๆ ที่ ให้เราได้นั่งรถไฟกันอย่างสบายใจ

#03

คนดูราง

สถานีบ้านด่าน จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน ที่รถไฟวิ่งบนรางเหล็กย่อมมีความชำรุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน คนดูแลรางของฝ่ายโยธาจำเป็นต้องตรวจสภาพทางทุก ๆ วันด้วยรถยนต์รางหรือที่เรียกกันว่ารถต๊อก

รถเหล็กหน้าตาน่ารักสีเหลืองส่งเสียงดัง ต๊อก ๆๆๆๆๆ พร้อมธงสีแดงปักเอาไว้ เป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า หน้าที่ของคนตรวจทางได้เริ่มขึ้นในช่วงเช้าของทุกวัน เพื่อสอดส่องสายตาหาความชำรุดเล็ก ๆ น้อย ๆ และจัดการซ่อมแซมให้การเดินทางด้วยรถไฟปลอดภัยต่อไป

#04

รอคอย

สถานีพิจิตร จ.พิจิตร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

แม้ในช่วงที่งดวิ่งรถไฟไปหลายขบวน ตามมาตรการของรัฐเพื่อลดการเดินทางระหว่างจังหวัดและเคอร์ฟิวในช่วงเวลากลางคืน จนรถไฟข้ามคืนต้องงดให้บริการทุกขบวน แต่กระนั้นแล้วชีวิตของคนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางยังคงมีอยู่ จนการผ่อนคลายเกิดขึ้นในช่วงระยะหนึ่ง มีการเปิดขบวนรถสายยาวช่วงกลางวันขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้คนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางได้ไปมาหาสู่ทำธุระกันได้ เราเห็นผู้คนมากมายยืนรอคอยรถไฟบนชานชาลา และเมื่อรถไฟขบวนนั้นออกจากสถานีไป ความเงียบก็กลับมาปกคลุมสถานีรถไฟอีกครั้ง

#05

อรุณสวัสดิ์

ตลาดเก๊าจาว จ.ลำปาง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟตัดผ่านที่ไหน ชุมชนย่อมเกิดขึ้นที่นั่น เมื่อชุมชนเกิดขึ้นก็ต้องมีเส้นทางสัญจรข้ามไปมา และเมื่อพบกับทางรถไฟก็จะต้องตัดผ่านเพื่อข้ามไปอีกฟาก ในบางเมืองนั้นทางรถไฟกับถนนอยู่คนละระดับกัน ไม่ถนนก็ทางรถไฟต้องเป็นฝ่ายที่ต้องยกหนี

ตลาดเก๊าจาวอยู่ใกล้กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำวัง เมืองลำปางในช่วงเช้านั้นคึกคักและวุ่นวายมาก ทั้งรถราและรถไฟจากกรุงเทพฯ ที่มาถึงในช่วงเช้าพอดี ถนนเส้นเล็กนี้ลอดใต้ทางรถไฟเพื่อเชื่อมชุมชนสองฝั่งให้ถึงกัน ถ้าช่วงไหนรถไฟผ่านมา เราก็จะได้เห็นพี่รถไฟไซส์จัมโบ้ข้ามสะพาน จนรถราบนถนนดูเล็กจ้อยทีเดียว

#06

เพื่อนเดินทาง

สถานีสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

สถานีสุไหงโก-ลก คือสุดท้ายปลายทางของสายใต้ และเป็นสถานีใต้สุดของประเทศไทยที่ห่างจากกรุงเทพฯ ถึงพันกว่ากิโลเมตร ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขบวนรถที่มาถึงปลายทางแห่งนี้มีเพียงรถเร็วขบวนเลขที่ 171 และ 172 เท่านั้น ทำให้การเดินทางมีเพียงแค่เที่ยวเดียวต่อวันจากกรุงเทพฯ ผู้โดยสารมากมายที่ใช้รถไฟเดินทางข้ามคืนมากับขบวนนี้

เวลาบนรถร่วม 20 ชั่วโมงสร้างความสัมพันธ์ของผู้เดินทางได้ไม่ยากจากการพูดคุย เมื่อเริ่มต้นเดินทางเราอาจจะยังไม่รู้จักใคร แต่เมื่อลงจากรถ เราอาจโบกมือลาเพื่อนเดินทางในตู้เดียวกันนั้นโดยไม่รู้ตัว

#07

เผชิญหน้า

สถานีปางต้นผึ้ง จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟส่วนใหญ่ของไทยยังคงเป็นทางเดี่ยว การสวนทางต้องเกิดขึ้น ณ จุดที่เป็นสถานีเท่านั้น การสวนทางกันในสถานีหรือที่เรียกว่า ‘รอหลีก’ มักเป็นช่วงที่คนบนรถไฟลงมายืดเส้นยืดสาย และถือโอกาสเยี่ยมชมสถานีนั้น ๆ ไปด้วย ซึ่งก็มีไม่น้อยที่บรรยากาศดี

ปางต้นผึ้งที่นี่ก็เช่นกัน นับว่าเป็นสถานีแรกเลยก็ว่าได้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทางรถไฟซึ่งไต่ไปตามขุนเขาของภาคเหนือ และในวันที่ประจวบเหมาะ รถด่วน 51 ปลายทางเชียงใหม่ และรถเร็ว 112 จากเด่นชัย ก็จะมาเจอกันที่นี่ โดยรถด่วน 51 จะจอดรถในทางประธาน และรถเร็ว 112 จะลงเขามาเพื่อเลี้ยวเข้าทางหลีกมารับคนหน้าสถานี ภาพที่เห็นข้างหน้าก็คือรถไฟ 2 ขบวนเผชิญหน้ากัน

#08

พี่เห็นหนูด้วยหรอคะ

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เห็นสิ ทำไมจะไม่เห็น

บนลานกางเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล มีพื้นที่ชมวิวที่มองออกไปต้องสดชื่นเพราะความเขียวขจีของป่า เห็นหมู่บ้านเป็นเวิ้งเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ และถ้ามองลงต่ำลงมาอีกหน่อย จะเห็นเส้นสีขาว ๆ จาง ๆ ของทางรถไฟเลี้ยวลดไปตามไหล่เขา

เมื่อเสียงหวีดดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟกำลังออกจากสถานีขุนตาน ไม่กี่อึดใจเดียว เจ้ารถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้างก็ค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากเงาไม้ ละม้ายคล้ายงูเหล็กที่เลื้อยผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า ความสนุกสนานคือคนที่ลานกางเต็นท์จะชี้ชวนกันดูรถไฟ บ้างก็เห็น บ้างก็ไม่เห็น

แล้วพี่ล่ะ เห็นน้องไหมจากบนดอยนั้น

#09

รับน้อง

สะพานทาชมภู จ.ลำพูน

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหัวรถจักร QSY สีแดง/เทา หน้าตาดูแปลกตาเพราะไม่หน้าเหลืองเหมือนรถจักรที่รถไฟไทยใช้อยู่ ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ที่รุ่นพี่จับตามอง เพราะความสดใส (ของสี) และใหม่สด ไม่ว่าจะเป็นแฟนรถไฟคนไหนก็อยากเห็นน้องตัวเป็น ๆ

แต่ก่อนที่น้องจะต้องออกทำงานทำการนั้น ต้องมีการทดสอบสมรรถนะเสียก่อน และโจทย์ใหญ่ที่สุดคือการทดสอบลากจูงบนเส้นทางภูเขา ซึ่งดอยขุนตาลเป็นเหมือนข้อสอบไฟนอลของน้องที่ถ้าทำข้อสอบไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ

นี่น่าจะเป็นกิจกรรมดักถ่ายรูปรถไฟต่างจังหวัดแรก ๆ ของเราเลยก็ว่าได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะพานทาชมภูเป็นหมุดหมายหนึ่งที่ตั้งใจจะต้องเก็บภาพให้ได้ และโชคหล่นทับที่มีคาเฟ่ความสูง 3 ชั้นตั้งอยู่ตรงมุมทองของโค้งนี้พอดี จึงทำให้ได้ภาพที่สะสวยรูปนี้มา

พี่มารับน้องใหม่แล้วนะเออ

#10

มุมบังเอิญ

สถานีการเคหะ กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

การถ่ายรูปรถจักรไอน้ำทุกครั้งที่วิ่งเป็นภารกิจสำคัญของคนรักรถไฟที่มักมาพร้อมหน้ากันโดยมิได้นัดหมายเหมือนวันมาฆบูชา แต่นับวันผ่านไปสถานที่ที่ถ่ายรูปเริ่มซ้ำ เริ่มคนเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องสรรหาสถานที่ใหม่ ๆ เพื่อให้รูปดูใหม่สดและมุมแปลกอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นชัยภูมิที่สวยงามจากการลากกระเป๋ามาขึ้นรถไฟฟ้า นั่นคือสถานีการเคหะ

วันจริง มีเพียงไม่กี่คนที่มาอยู่มุมนี้ (ใช่ เราคงคิดเหมือนกัน) มุมมองนี้มันสวยมาก โล่งมาก และเห็นรถจักรไอน้ำแบบเต็มขบวนโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาบังหน้ากล้อง แต่ที่บังเอิญไปยิ่งกว่าราวกับนัดแต่ไม่ได้นัด เมื่อรถจักรไอน้ำสีดำทะมึนกำลังวิ่งมาถึงจุดถ่ายรูปนั้น เจ้ารถไฟสายสีแดงตัวขาวก็เคลื่อนออกจากสถานีแบบพอดิบพอดี จนได้รูปของรุ่นทวดและรุ่นเหลนมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายแบบบังเอิญ ๆ

#11

กลับบ้าน

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

วันนั้นฝนตกหนักมาก เป็นวันสิ้นสุดภารกิจของขบวนรถจักรไอน้ำนำเที่ยว ปกติแล้วคุณทวดจะโชว์ตัวอยู่ที่สถานีกรุงเทพระยะหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับ แต่เผอิญว่าพระพิรุณไม่รู้ไปโกรธใครมา ไม่พูดไม่จาก็ถล่มลงมาจนไปไหนไม่ได้

แต่รถจักรไอน้ำกลับได้

ความร้อนของไอน้ำและตัวถังรถ มาเจอกับความเย็นของฝนเม็ดใหญ่ที่ถล่มลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเป็นฝ้าไปหมด ทำให้ไอน้ำสีขาวของคุณทวดไอน้ำยิ่งเด่นชัดขึ้นในสายฝนนั้น

ความดำทะมึนของตัวรถ ความขาวของไอน้ำ และแสงไฟสีแดงสองดวงเหมือนลูกตาเหมือนกับอสุรกายดุดันที่กำลังจ้องเราอยู่จากสายฝนที่โหมกระหน่ำ

แต่คุณทวดไม่ใช่อสุรกาย เขาคือคนแก่ใจดีที่ส่งเสียงฉึกฉักแข่งกับเสียงฝนเสียงฟ้า ก่อนจะค่อย ๆ ลับหายไปในม่านฝนเพื่อพักผ่อนรอออกมาเจอพวกเราใหม่ในรอบถัดไป

#12

แดงไหน

สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหนูลมกรดหน้าแป้นทะยานตัวด้วยความเร็วจากสถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อไปทางรังสิตและตลิ่งชัน นี่คือรถไฟสายสีแดงทีเป็นน้องใหม่ไฟแรง (รถก็แรง) ของชาวกรุงเทพฯ และปทุมธานี

ในช่วงแรกที่สายสีแดงเปิดใช้งาน มีเหล่า Railfan มากมายไปนั่งเล่น (เพราะมันฟรี) จากคนน้อยในช่วงแรก ๆ เพราะคน Work from Home ก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณคนเยอะขึ้นหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จนตอนนี้น้องแดงมีเพื่อนใหม่เป็นมนุษย์มากมายหลังจากเหงาหงอยมานาน

ทุกครั้งที่ขึ้นมาบนชานชาลา ก็จะต้องเซย์ไฮทักทายน้องก่อนจากมุมบันไดนี้ทุกครั้ง และถ้ามีน้องเข้ามา2 ขบวน ก็จะเห็นเจ้าหนูหน้าแป้นยืนต้อนรับเราอยู่ตรงชานชาลานั้นเอง

#13

ขึ้นทางด่วน

สถานีจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

พ.ศ. 2566 เมื่อโลกเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเดินทางกลับมาคึกคักขึ้น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทาง และรถไฟไทยกำลังจะใช้สถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่เราเคยรู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งรถไฟปู๊น ๆ ส่วนใหญ่จะย้ายจากหัวลำโพงมาสถานีกลางด้วย จึงทำให้รถไฟที่ออกจากสถานีกลางต้องวิ่งบนทางยกระดับร่วมกับรถไฟสายสีแดง ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้มีการซ้อมเดินรถร่วมกับสายสีแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อทดสอบการเดินรถ รวมถึงฝึกอบรมคนขับให้เรียนรู้กับสภาพทางและเส้นทางใหม่

มันเลยดูเหมือนรถไฟปู๊น ๆ ไปวิ่งอยู่บนทางด่วน ไม่ใช่แค่รถที่ออกจากสถานีกลาง รถที่ออกหัวลำโพงก็จะต้องขึ้นมาวิ่งบนนี้เหมือนกัน คงน่าตื่นเต้นเหมือนกันที่จากเดิมเคยนั่งรถไฟวิ่งบนพื้นขนานกับถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ส่วนของใหม่มาวิ่งด้านบนขนานระดับเดียวกับดอนเมืองโทลเวย์ด้วยความเร็วแบบเต็มพิกัด

วิวจากหน้าต่างจะเป็นยังไงกันเนี่ย

แค่คิดก็สนุกแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load