‘ข้ามหัว’

สถานีชุมทางหาดใหญ่ : 3 กุมภาพันธ์ 2558

รถไฟ

ที่หาดใหญ่บ่ายวันนั้น เรากำลังเดินหาพื้นที่สำหรับถ่ายรูปรถไฟเล่นตามประสาของมนุษย์ผู้บ้าคลั่งในรถไฟ แต่การถ่ายรูปแบบเดิมๆ ที่เล็งมุมข้าง 45 องศาให้เห็นว่ารถไฟเต็มขบวนวิ่งเข้ามาน่าเบื่อเกินไปและทำให้ไม่รู้สึกว่ารถไฟคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นตัวอะไรก็ไม่รู้

ระหว่างเดินไปเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกทีก็มายืนอยู่บนสะพานรถไฟข้ามถนนสายหนึ่ง ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ (ซึ่งมารู้ชื่อทีหลังว่า ถนนศรีภูวนารถ)

ปกติแล้วเราชินตากับถนนและทางรถไฟที่มาเจอะเจอในระดับเดียวกัน แต่ไม่ใช่กับที่หาดใหญ่ แม้เมืองจะขยายไปขนาดไหน รถจะมากแค่ไหน หาดใหญ่ก็มีวิธีแก้ปัญหาจราจรที่เด็ดดวงกว่าเมืองไหนๆ ในประเทศ

เมื่อไม่อยากให้สองยานพาหนะต้องมารอกัน ก็ยกถนนออกจากทางรถไฟสิ ในตัวเมืองหาดใหญ่จึงไม่มีถนนตัดผ่านทางรถไฟที่อยู่ระดับเดียวกัน เราจะเห็นถนนข้ามทางรถไฟและรถไฟข้ามถนนเต็มหาดใหญ่ไปหมดจนเป็นภาพที่ชินตา

วันดีคืนดีถ้ารถไฟมาในจังหวะที่เรากำลังลอดใต้สะพานอยู่ เราก็จะได้เห็นพี่ใหญ่ข้ามหัวเราไปแบบไม่ต้องคอยกัน ฉันก็ไปได้ เธอก็ไปได้

 

‘วันเด็ก’

สถานีชุมทางทุ่งสง : 9 มกราคม 2559

เด็ก

เด็กกับรถไฟเป็นของคู่กัน แทบทุกบ้านต้องมีรถไฟของเล่น ไม่ก็แผ่นการ์ตูนเรื่อง Thomas the Tank Engine การ์ตูนที่มีเจ้ารถไฟหน้าแป้นแล้นตะลุยแดนมหัศจรรย์ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นของเด็กๆ ในยุคดิจิทัล แต่ในความเป็นจริงนั้นชีวิตของเด็กๆ เหล่านี้ล้วนห่างไกลจากรถไฟมาก โดยเฉพาะยุคที่เครื่องบินโลว์คอสต์ครองเมืองและทุกหลังคาเรือนมีรถยนต์ส่วนตัว รถไฟของเด็กๆ จึงเป็นเพียงแค่การ์ตูนที่อยู่ในจอเท่านั้น

แต่ไม่ใช่กับงานวันเด็กแห่งชาติที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ที่นี่ รถไฟคือส่วนหนึ่งของชุมชน และรถไฟคือส่วนหนึ่งของชีวิตคนในชุมชน ในวันเด็กทุกๆ ปี เทศบาลทุ่งสงและการรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมกันจัดงานเพื่อให้เด็กๆ ได้รู้จักกับ ‘รถไฟ’ กันถึงทุกตัวน็อต แถมได้นั่งรถไฟไปไหว้พระที่คลองจันดีอีกด้วยนะ

ไม่แปลกใจหรอก ถ้าเด็กๆ จะหัวเราะและยิ้มได้เต็มที่แบบนี้ เพราะบางทีเขาคงอดใจรอไม่ไหวที่จะรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ชื่อรถไฟแล้วล่ะ

 

‘เราจะดูแลคุณเอง’

สถานีกรุงเทพ : 23 พฤษภาคม 2560

พนักงานการรถไฟ

ขบวนรถไฟที่มีตู้นอนจะมีพนักงานคอยดูแลและสอดส่องความปลอดภัย นอกเหนือจากการปูเตียงอันแสนอบอุ่นให้เรานอนหลับสบายตลอดคืน ในขณะที่ตัวพี่ๆ พนักงานเองได้แค่นั่งระหว่างพวกเรากำลังฝันหวาน

ทุกเที่ยวก่อนที่รถไฟจะออก พนักงานทั้งขบวนเหล่านี้จะมารวมตัวกันที่ท้ายขบวนเพื่อรับบรีฟ เป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับคนที่มาถึงสถานีรถไฟแต่หัววัน หลายคนหยุดถ่ายรูปนี้ไว้ก่อนที่จะเดินขึ้นขบวนรถ จังหวะที่สองสายตามาประสานกันเหมือนบอกกลายๆ ว่า

“เราจะดูแลคุณเอง”

 

‘สมาคมสี่ขา’

สถานีฉวาง : 21 พฤษภาคม 2559

สุนัข

สองข้างทางรถไฟไม่ได้มีแค่ทุ่งหญ้าฉันใด สถานีรถไฟก็ไม่ได้มีแค่คนฉันนั้น

สถานีฉวาง สถานีขนาดกลางๆ ในเส้นทางรถไฟสายใต้ก็น่าจะเข้าคุณสมบัตินั้น เมื่อเสียงรถไฟแหวกความเงียบเข้ามา ก็ปลุกให้เหล่าทีมงานสมาคมสี่ขาวิ่งกรูกันเข้ามา welcome พี่น้องคนนั่งรถไฟที่หน้าต่างกันให้สลอน

และนั่นหมายความว่าเราอาจจะต้องส่งส่วยให้กับพวกคุณๆ เหล่านั้น เพราะสิ่งที่ทะลุออกมาจากนัยน์ตาดำขลับคือรังสีความอ้อนสุดชีวิตที่เล่นให้คนรักหมาอย่างเราปวกเปียกเป็นขี้ผึ้งลนไฟ ทำใจกินซาลาเปาที่ซื้อมาจากสถานีสุราษฎร์ธานีต่อหน้าเจ้าตูบไม่ได้ พออ้าปากจะกัดซาลาเปา หางตาต้องแวบไปเห็นตาดำๆ จ้องตอบพร้อมกระดิกหางระรัวเหมือนมอเตอร์ความเร็วสูง

ไงล่ะ…ก็ต้องโยนลงจากหน้าต่างไปให้พวกคุณๆ สินะ

 

‘ดอกไม้ไฟในหน้าร้อน’

สถานีกรุงเทพ : 10 เมษายน 2559

สถานีรถไฟ

หากสงกรานต์คือเทศกาลแห่งความสุข การเดินทางกลับบ้านก็เป็นอีกหนึ่งความสุขเช่นกัน

แต่ไม่ใช่กับอากาศเดือนเมษายน และรถพัดลม…

หลังจากผ่านสงครามการจองตั๋วรถไฟที่ห้ำหั่นกันชิงตั๋วที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าช่วงเทศกาล ก็ได้เวลาที่เราต้องเดินทางกันท่ามกลางอากาศเดือนเมษายนที่แทบจะทะลุ 40 องศา ความร้อนทำให้เราหงุดหงิดได้ง่ายๆ ยิ่งต้องอดทนถ่างตารอเวลารถไฟออกช่วงดึกที่คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมหาศาลยิ่งสร้างความหงุดหงิดทวีคูณ

แต่แล้วเสียงดัง ‘ปึ้ง’ ก้องสะท้อนก็กระชากอารมณ์ให้เหลียวหันไปตามเสียงและแสงที่วาบเข้าตาเป็นระยะๆ

แสงของพลุสาดให้ท้องฟ้าสว่างไสว ตามมาด้วยเสียงดังกึกก้อง

จากความหงุดหงิด กลายเป็นรอยยิ้ม

คนที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์ก็เงยหน้าขึ้นมามอง คนที่กำลังปัดยุงก็ลุกขึ้นมาดู คนที่กำลังนั่งเถียงกันเรื่องอะไรสักอย่างก็หยุดแล้วเดินมามอง

นี่แหละมั้ง คือสิ่งที่บอกเราว่า ‘นี่คือการเฉลิมฉลองนะ ยิ้มไว้สิ ยิ้มไว้’

ใช่ เรายิ้มได้ คนบนชานชาลายิ้มได้

เราเห็นรอยยิ้มของคนในสถานีรถไฟท่ามกลางอากาศร้อนระอุ

และจนทุกวันนี้ เรายังไม่รู้เลยว่าพลุวันนั้นจุดจากที่ไหน….

 

‘ภาพจากประตูท้าย’

สถานีห้วยปริก : 21 พฤษภาคม 2559

รางรถไฟ

ทางรถไฟสายใต้เป็นทางรถไฟอีกสายหนึ่งที่อยู่นอกสายตาของคนที่นั่งรถไฟเพื่อเสพสุนทรีย์ อาจเป็นเพราะรถไฟส่วนใหญ่นั้นวิ่งในเวลากลางคืนที่มองออกนอกหน้าต่างไปก็จะเจอแต่เงาตะคุ่มๆ กับแสงไฟของถนนที่ลอดป่ายางออกมา

เราขอลองส่องทางรถไฟสายใต้ตอนกลางวันหน่อยว่าจะเป็นยังไง

วันนั้นเป็นต้นฤดูฝน หลังวันเกิดครบ 29 ปีของเราไม่นาน การตัดสินใจยืนที่ประตูท้ายของรถไฟชั้นสามตู้ท้ายสุดของรถด่วน 86 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพ คือความคิดเพี้ยนๆ ที่แวบมา ทั้งที่ตัวเราเองจองรถไฟตู้นอนไว้นั่งสบายๆ

แต่ไม่นั่ง

อยากโกรกลมอะ ใครจะทำไม

ทางรถไฟสายใต้ในความรู้สึกของเรามันเต็มไปด้วยความเขียวชอุ่ม ต้นไม้นานาชนิดสูงใหญ่รกครึ้มไปตลอดสองข้างทางสลับไปกับภูเขาเล็กๆ ใหญ่ๆ ที่อยู่เรียงราย เราคิดตลอดว่า ทุกครั้งที่นอนบนตู้นอนอย่างมีความสุขข้างนอกมันเป็นแบบนี้เองหรอ ทำไมไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย

โดยเฉพาะที่นี่ ‘ห้วยปริก’ สถานีรถไฟเล็กๆ ที่ทางรถไฟเลี้ยวอ้อมเนินเขาไปมาเหมือนงูที่เลื้อยซ้ายขวาๆ ผ่านดงต้นไม้หนาทึบ ฉากหลังคือขุนเขา หมอกจางๆ และควันจากการเผาถ่าน

ถ้าไม่ยืนอยู่ประตูท้าย คงไม่เห็นอะไรแบบนี้หรอก

‘เซเลบ’

สถานีกรุงเทพ : 26 มีนาคม 2560

รถจักรไอน้ำ

คุณเคยเห็นรถจักรไอน้ำไหม?

ถ้ายัง แนะนำให้มาที่สถานีรถไฟกรุงเทพในวันสำคัญ 5 ครั้งต่อปี ทั้งวันเกิดรถไฟ วันแม่ วันเฉลิมฯ วันปิยมหาราช และวันพ่อ

รถจักรสีดำพ่นควันไอน้ำสีขาวฟุ้งกระจายพร้อมกับแผดเสียงแหลมสูงเหมือนนักร้องโซปราโนเป็นพระเอกของงาน จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับพระเอกรุ่นเก่ากลับมาเดบิวต์นะ เพราะเมื่อก่อนเขาเคยครองเส้นทางอยู่ทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเหนือใต้ออกตกต้องเจอคุณปู่ออกวิ่งเสียงดังฉึกฉักพ่นควันโขมง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปไขข้อปู่ก็เริ่มจะเสื่อม ปู่เลยต้องหยุดรับงานหลัก เกษียณตัวเองไปนอนเล่นอยู่นานโข ก่อนจะกลับมาทวงบัลลังก์ในรูปแบบรถไฟนำเที่ยวสุดพิเศษ

นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้ว การเคลื่อนไหวของปู่ก็ยังดึงดูดสายตาชวนให้ทั้งแฟนคลับหน้าใหม่และหน้าเก่าหลงใหล เมื่อไหร่ที่ปู่ปรากฏตัวก็จะมีแต่คนมอง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป หรือลั่นชัตเตอร์กันแบบไม่ยั้ง

นี่แหละหนา ‘เซเลบ’

 

‘เดินทางต่อได้’

สถานีชุมทางทุ่งสง : 28 พฤษภาคม 2560

พนักงานการรถไฟ

“ตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร” มีคนถามผม

“อยากทำงานรถไฟ” ผมตอบด้วยความรู้สึกจากใจ

“ไปโบกธงหรอ” คนนั้นพูดต่อ

โบกธงมันผิดตรงไหนวะ? ตำแหน่งสำคัญนะเฮ้ย

พนักงานรักษารถ คนรถไฟเรียกว่า พรร. คนทั่วไปยุครุ่นปู่ย่าเรียก การ์ดรถ (Guard) เป็นตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดของขบวนรถไฟ เรียกง่ายๆ ว่าพี่แกคุมหมดทั้งขบวน ทั้งดูแลความเรียบร้อย บันทึกการเดินทาง รวมถึงการให้สัญญาณปล่อยขบวนรถออกจากสถานี

เวลากลางวันพี่ๆ พรร. จะโบกธงให้สัญญาณเขียว แดง ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะให้รถไฟหยุดหรือไปต่อ นั่นเป็นภาพที่ชินตาของหลายๆ คน

แล้วกลางคืนล่ะ?

ธงผู้ไม่มีแสงไฟในตัวเอง ก็เปลี่ยนร่างเป็นไฟฉาย 1 กระบอกถ้วน

หากพี่ พรร. ถือไฟฉายนิ่งๆ มีค่าเท่ากับ ‘หยุด’ หรือ ธงแดง

แต่ถ้าพี่ พรร. สะบัดไฟฉายรัวๆ มีค่าเท่ากับ ‘ไปได้’ หรือ ธงเขียว

‘พร้อมเดินทางกันหรือยังล่ะ?’ พี่ พรร. ถาม

 

‘Circle of Life’

สถานีนครลำปาง : 14 มกราคม 2560

รถไฟ

มนุษย์อย่างเราๆ ยังรักสวยรักงาม อาบน้ำแต่งตัว ล้างหน้าล้างตา

ตู้รถไฟเหล่านี้ก็เช่นกัน การล้างทำความสะอาดเป็นเรื่องปกติของแต่ละครั้งที่รถไฟเดินทางถึงปลายทาง หรือเตรียมจะออกจากต้นทาง

กว่าหนึ่งคืนที่รถไฟขบวน 109 วิ่งฝ่าความมืดด้วยระยะทางกว่า 600 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ถึงนครลำปาง ได้พรากชีวิตแมลงนับร้อยนับพันให้ประดับอยู่ข้างตู้รถไฟ บวกกับหยาดน้ำค้างอีกหลายหมื่นหยดที่เกาะบนตู้รถไฟ ทำให้สภาพตู้รถไฟมอมแมมประหนึ่งกรำศึกสงครามมาอย่างหนักหน่วง เมื่อล้อเหล็กหยุดสนิทที่สถานีนครลำปางปั๊บ รถไฟ 3 ตู้สุดท้ายก็ถูกสลัดออกจากขบวนทิ้งไว้ที่สถานีแห่งนี้ เพราะทางรถไฟเบื้องหน้าคือเขาสูงของดอยขุนตาล การสลัดน้องน้อย 3 ตู้นี้ออกจากขบวนก็เหมือนกับการกำจัดไขมันส่วนเกินออกไป

กว่าที่จะกลับไปวิ่งอีกรอบก็ 8 โมงเช้า ก่อนออกไปทำงานอีกรอบต้องทำอะไรล่ะ

อาบน้ำไง…

เมื่อตรวจสอบอุปกรณ์รวมถึงความชำรุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ปรากฏยิบๆ ย่อยๆ ในแต่ละเที่ยวแล้ว ก็ได้เวลาที่ต้องอาบน้ำรถไฟ ซึ่งวิธีการก็เหมือนการอาบน้ำช้าง คือต้องฉีดน้ำให้ทั่ว ฟอกสบู่ (น้ำยาล้างนั่นแหละ) ถูเนื้อถูตัว จำกัดคราบต่างๆ รวมถึงซากแมลงทั้งหลาย ตามด้วยฉีดน้ำซ้ำอีกรอบและถูด้วยผ้าแห้ง เป็นอันจบพิธี

และเมื่อถึงเวลาเดินทาง รถไฟ 3 ตู้นี้ก็จะถูกต่อเข้ากับรถเร็วขบวน 102 มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ต่อ และจะต้องพบเจอการขัดล้างอีกครั้งเหมือนวัฏจักรของชีวิต

Circle of Life

 

‘ดึงดูด’

อุโมงค์ขุนตาน : 28 ตุลาคม 2560

อุโมงค์รถไฟ

อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ปากอุโมงค์ประดับด้วยอิฐสีแดงและตราครุฑสีเหลือง ซ่อนตัวอยู่ในจุดที่สูงที่สุดในประเทศ และเหมือนมีแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย ทั้งนั่งรถไฟมา ขับรถมาเอง และที่พีกที่สุดคือปั่นจักรยานมาจากเชียงใหม่ (ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด ปั่นมาจากเชียงใหม่)  

นอกจากแรงดึงดูดด้านการท่องเที่ยวแล้ว อุโมงค์ขุนตานยังดึงดูดสายตาอีกด้วย เพราะเมื่อรถไฟขบวนยาวเคลื่อนตัวออกจากสถานี เบื้องหน้าของหัวรถจักรคืออุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

แค่ไม่กี่วินาทีหลังจากรถไฟเคลื่อนตัว บรรดานักเดินทางก็ค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากหน้าต่าง พร้อมโทรศัพท์มือถือหรือกล้องถ่ายรูปที่ลั่นชัตเตอร์เก็บภาพความทรงจำเบื้องหน้าที่รถไฟค่อยๆ หายเข้าไปในความมืดมิดของอุโมงค์

ก่อนที่รถไฟทั้งขบวนจะเข้าสู่แรงดึงดูดของความมืดมิดในอุโมงค์นั้น

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ทุกครั้งที่นั่งรถไฟ สายตามักจับจ้องอยู่นอกหน้าต่างรถไฟ และเมื่อไหร่ที่รถไฟเข้าโค้ง ก็มักจะดึงความสนใจให้มองออกไปเพื่อแค่จะดูรถไฟขบวนยาวเข้าโค้ง มีหัวรถจักรอยู่ข้างหน้า แล้วตามมาด้วยรถพ่วงอีกหลายสิบคัน ภูมิประเทศแปลกตาเมื่อไม่ได้มองเห็นรถไฟเป็นเส้นตรงพุ่งไปข้างหน้า พร้อมสนุกไปกับการนับตู้รถไฟทั้งขบวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีกี่ตู้ ใช้สายตามองผ่านกล้องแล้วบันทึกภาพลงไป 

แม้ว่าการนั่งรถไฟเป็นร้อยเป็นพันครั้งในปีหนึ่งจะผ่านโค้งต่าง ๆ ซ้ำไปซ้ำมา แต่โค้งที่ตั้งอยู่ที่เดิมมักมีอะไรไม่เหมือนเดิมสักครั้ง ตั้งแต่หัวรถจักรที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาลากรถไฟขบวนยาว สีของต้นไม้ใบหญ้าที่แตกต่างกันในแต่ละฤดู หรือแม้แต่ท้องฟ้าที่บางครั้งใส บางครั้งเต็มไปด้วยเมฆ หรือบางครั้งจะมีสายฝนเทกระหน่ำ

ทั้งหมดที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ คือโค้งที่สวยสำหรับเราหลากหลายที่บนเส้นทางรถไฟในประเทศไทย ที่เราอยากชวนคุณไปดูไปเห็นโค้งเหล่านี้บ้าง

พร้อมแล้วก็ตีตั๋วขึ้นรถไฟไปพร้อมกันได้เลย

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

รายรอบกรุง

บ้านโพ-บางปะอิน

เป็นเพราะว่าทางส่วนใหญ่ในภาคกลางและรายรอบกรุงเทพฯ นั้นเป็นพื้นที่ราบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทางตรง โค้งส่วนใหญ่เลยเป็นโค้งที่ค่อนข้างกว้าง ไม่ได้เห็นหัวรถได้ชัดมาก แต่ถ้าเป็นโค้งที่เราชอบจะอยู่ระหว่างสถานีบ้านโพกับบางปะอิน ต้องเป็นเฉพาะรถขาเข้ากรุงเทพฯ ช่วงเย็นเท่านั้น เพราะแสงสีทองของพระอาทิตย์ใกล้อัสดงจะทาบลงบนตัวตู้รถไฟจนสีสันของรถไฟถูกขับออกมา ตัดกับสีของต้นไม้ใบหญ้าบนทางรถไฟนั้น 

และถ้าให้ดีที่สุด รถที่อยู่บนนั้นต้องเป็นขบวนรถนำเที่ยวรถจักรไอน้ำที่กำลังกลับกรุงเทพฯ ด้วย

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

บางปะกง

ย้ายไปทางทิศตะวันออกกันบ้าง ทางรถไฟสายตะวันออกส่วนใหญ่เป็นทางตรงค่อนข้างเยอะมาก โค้งสวย ๆ ก็เลยหายากตาม แต่สำหรับสายตะวันออกนั้น ถ้าเป็นโค้งที่ควรตั้งตารอจริง ๆ ต้องนั่งรถไฟเข้าไปในสายที่มุ่งหน้าไปพัทยา เมื่อเลยจากสถานีชุมทางฉะเชิงเทรามาไม่มากนัก ทางรถไฟจะยกตัวขึ้นเป็นสะพานสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเลยหลังคาตึก 

ใช่แล้ว นี่คือสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำบางปะกงซึ่งทอดตัวอยู่เหนือเมืองฉะเชิงเทรา มองไปรอบ ๆ คือบ้านเรือน ไกล ๆ จะเห็นวัดหลวงพ่อโสธร โรงพยาบาล โรงเรียน เจดีย์ และแม่น้ำบางปะกง สายเลือดใหญ่ของเมืองแปดริ้ว และบนสะพานนั่นเองรถไฟค่อย ๆ เทโค้งผ่านเหนือเมืองไป ตรงนี้เรียกได้ว่าเป็นทางรถไฟยกระดับเหนือเมืองสายแรก ๆ ของไทยเลยด้วยซ้ำ

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ถ้ำกระแซ

ทางรถไฟสายกาญจนบุรีที่เลื่องชื่อลือนามไปไกลทั่วโลก เส้นทางรถไฟที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านสงครามมาหลายสิบปี ในวันนี้มันกลายเป็นทางรถไฟสายท่องเที่ยวที่โด่งดังสายหนึ่งของโลก

สะพานถ้ำกระแซเป็นสะพานตอม่อไม้ที่ตวัดโค้งไปมา ฝั่งหนึ่งเป็นแม่น้ำแควน้อย อีกฝั่งหนึ่งเป็นหน้าผา เวลาอยู่บนรถไฟนั้นเราจะเห็นเจ้างูเหล็กค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างช้า ๆ มุมที่ดีที่สุดคือด้านซ้ายมือของรถไฟสำหรับเที่ยวไป และขวามือของขบวนรถสำหรับเที่ยวกลับ วินาทีที่รถไฟเคลื่อนผ่านสะพาน ทั้งมือ หัว และกล้อง โผล่ออกมานอกหน้าต่างอย่างไม่ได้นัดหมาย และโค้งที่สวยที่สุดก็อยู่ทั้งปลายสะพานทั้งสองฝั่ง 

สำหรับตรงนี้ไม่มีขบวนไหนเป็นพิเศษ เพราะความพิเศษมันเกิดขึ้นกับทุกขบวน

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ขึ้นเหนือ

ปางต้นผึ้ง-ห้วยไร่

เราพาขึ้นเหนือกันบ้าง 

จากกรุงเทพฯ ถึงศิลาอาสน์เป็นที่ราบมาเรื่อย ๆ โค้งสวย ๆ ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ความน่าประทับใจไปอัดกันอยู่ตอนเหนือของเส้นทางมากกว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเนินและภูเขา โค้งตั้งแต่ศิลาอาสน์เป็นต้นไปจนถึงลำพูนจึงเป็นโค้งแคบ ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่

หลังจากผ่านสถานีปางต้นผึ้งมาระยะหนึ่ง รถไฟที่นั่งจะลอดอุโมงค์ปางตูบขอบ และไม่กี่โค้งจากอุโมงค์ด้านซ้ายมือของขบวนรถขาไป (ด้านขวาของขบวนขากลับ) เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปกลางหุบเข้า รถไฟทั้งขบวนเข้าโค้งอยู่เหนือหมู่บ้านนั้น

ในช่วงหน้าแล้ง ความเขียวขจีอาจจะหายไป แต่ถ้าปลายฝนต้นหนาว ความเขียวของต้นไม้จะขับกับสีขาวจาง ๆ ของหมอกที่จับอยู่บนยอดเขา หมู่บ้านนี้ชื่อว่าหนองน้ำเขียว อยู่ระหว่างสถานีปางต้นผึ้งกับห้วยไร่ 

โค้งที่สองเป็นระยะสั้น ๆ ก่อนที่รถไฟจะเข้าสู่อุโมงค์เขาพลึง วาร์ปไปถึงสถานีห้วยไร่ ซึ่งสถานีห้วยไร่ฝั่งทิศเหนือเป็นทางโค้งที่รถไฟหันข้างเข้าหาทิศตะวันออกพอดี สำหรับรถไฟเที่ยวเช้า แดดแรกของวันจะส่องเข้าเต็ม ๆ ดูสวยงามไปอีกแบบ

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

แก่งหลวง

แก่งหลวงจริง ๆ แล้วเป็นโค้งยอดนิยมของคนนั่งสายเหนือมาก ๆ โดยเฉพาะกับขบวน 51 แต่จริง ๆ แล้วโค้งนี้ถ่ายสวยได้ทั้งขาไปและขากลับ ถ้าขาไปก็ต้องเป็นรถเช้า ส่วนขากลับก็ต้องรถเช้าเหมือนกัน และที่สวยที่สุดคือรถเร็ว 102 เชียงใหม่-กรุงเทพฯ และรถท้องถิ่น 407 นครสวรรค์-เชียงใหม่ ที่จะมาถึงแก่งหลวงในช่วงราว ๆ 10 โมงเช้าทั้งคู่

จุดที่สวยที่สุดอยู่ตรงโค้งเกือบจะเกือกม้าก่อนถึงสถานีแก่งหลวงประมาณ 2 กิโลเมตร

ถ้ารถเที่ยวไป ขบวนยาว ๆ จะเห็นภูเขารูปสามเหลี่ยมอยู่ในฉากภาพด้วย แต่ถ้าหากเป็นรถเที่ยวกลับจะเห็นโตรกเขา ต้นไม้ และแม่น้ำยม เป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์มาก

ไม่น่าเชื่อว่าโค้งเดียวกัน แค่ปรับมุมมองก็ทำให้ภาพที่เห็นเปลี่ยนอารมณ์ได้จริง ๆ 

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ห้วยแม่ลาน-ผาคัน

ห้วยแม่ลานคือชื่ออุโมงค์ที่ 3 นับตั้งแต่อุโมงค์แรกของสาย 

ผาคัน คือชื่อสถานีรถไฟที่อยู่ไม่ไกลจากอุโมงค์นี้

ถ้ามาจากกรุงเทพฯ เราจะถึงห้วยแม่ลานก่อน แต่ถ้ามาจากเชียงใหม่เราจะถึงผาคันก่อน ทั้งสองโค้งมีความต่างกันในอารมณ์ โค้งหนึ่งเป็นโค้งเข้าอุโมงค์ ส่วนอีกโค้งอยู่ในเขตสถานีที่มีต้นไม้ใหญ่เป็นองค์ประกอบในภาพ

โค้งห้วยแม่ลานนั้นหากมาจากกรุงเทพฯ ต้องลอดอุโมงค์เสียก่อน เมื่อโผล่ออกมาแล้วและเราอยู่ด้านท้ายจะเห็นหัวรถจักรตวัดขบวนโค้งขวาไปแบบหักศอกก็ว่าได้ แต่ถ้าเป็นรถขากลับกรุงเทพฯ และอยู่ท้ายขบวน โค้งนี้จะสร้างภาพของรถไฟขบวนยาวที่วิ่งเข้าอุโมงค์เล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาด้านหน้า

มาถึงโค้งผาคันกันบ้าง มันเป็นโค้งรัศมีแคบมาก ๆ ตั้งอยู่ในสถานีผาคันเลย ตัวโค้งนั้นแคบชนิดที่ถ้าเราอยู่ตู้ท้ายของขบวนที่ยาวมาก ๆ จะมองไม่เห็นหัวรถจักร มันเป็นโค้งพิเศษที่ไม่ว่าเราจะมุ่งหน้าไปเชียงใหม่หรือมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ก็สวยงามเหมือนกันทั้งสองฝั่ง

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

แม่ตานน้อย

สถานีแม่ตานน้อยเป็นจุดสตาร์ทก่อนขึ้นทางลาดชันบนอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ลักษณะเด่นของสถานีนี้คือการถูกจัดวางลงบนทางรถไฟโค้งรูปตัว S โดยมีอาคารสถานีอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี 

การโผล่หัวออกไปนอกหน้าต่างตอนรถไฟกำลังเข้าสถานีจะมองเห็นทางรถไฟโค้งไปมา มีสถานีเล็ก ๆ โอบล้อมด้วยธรรมชาติตั้งอยู่ ปกติแล้วรถขึ้นเหนือช่วงเช้าจะมาถึงในเวลาที่พอเหมาะ แสงไม่แข็งจนเกินไป 

ถ้าเราโชคดี มีการรอหลีกที่สถานีนี้ ก็เป็นจุดที่สวยงามในการลงไปเดินเล่นบนชานชาลาเพื่อถ่ายรูปรถไฟที่โค้งตวัดซ้ายขวาโดยมีฉากหลังเป็นป่าเขียว

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ทาชมภู

โค้งที่ไม่ควรพลาดที่สุดของสายเหนือ และเป็นโค้งสุดท้ายของเส้นทางสายเหนือของบทความนี้ ทำเลที่ดีที่สุดคือด้านขวาของขบวนรถเที่ยวไปเชียงใหม่ ส่วนเที่ยวขาเข้ากรุงเทพฯ นั้นถ่ายรูปสวยน้อยกว่า โอกาสเดียวที่จะถ่ายรูปได้ก็คือการนั่งรถไฟขึ้นไปเชียงใหม่เท่านั้น

จากสถานีขุนตานไปไม่เกิน 15 นาที เมื่อแมกไม้สองข้างทางเริ่มเบาบาง เสียงหวีดรถไฟดังขึ้นถี่ ๆ เป็นสัญญาณว่ารถไฟกำลังจะถึงตีนดอย ซึ่งมีสะพานทาชมภูตั้งอยู่ตรงนั้น สุดปลายตาตรงโค้งนั้นคือสะพานโครงคอนกรีตสีขาวสะอาดตัดกับสีของต้นไม้ ท้องฟ้า และภูเขา 

เรามีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการลั่นชัตเตอร์ภาพนั้น ก่อนรถไฟทั้งขบวนจะข้ามสะพานและห้อตะบึงต่อไปจนถึงปลายทางเชียงใหม่

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ล่องใต้

หลังสวน

จากเหนือแล้วเราไปล่องใต้กันบ้าง ส่วนใหญ่แล้วรถไฟสายใต้จะวิ่งในเวลากลางคืนและบางขบวนก็จะเริ่มทักทายแสงอาทิตย์ยามเช้าแถว ๆ ชุมพร

โค้งแรกที่เราไม่ปล่อยให้หลุดสายตาไปคือโค้งสถานีหลังสวน โค้งนี้ตั้งอยู่ปลายสุดชานชาลาของสถานีหลังสวน จังหวัดชุมพร ไม่ว่าจะเป็นรถล่องใต้ หรือขึ้นกรุงเทพฯ ก็จะถ่ายภาพโค้งนี้ได้สวยทั้งนั้น 

เมื่อรถไฟขาล่องใต้จอดที่สถานีหลังสวน เบื้องหน้ารถจักรนั้นเราก็จะเห็นโค้งยาวไปทางซ้าย มีสัญญาณไฟเขียวไฟแดงอยู่ตรงปลายโค้งนั้น เมื่อสิ้นเสียงหวีดสัญญาณว่ารถไฟจะเคลื่อนออก เสียงคำรามของรถจักรค่อย ๆ ดังขึ้น พร้อมรถไฟขบวนยาวค่อย ๆ บิดตัวไปตามโค้งซ้ายโดยมีฉากหลังเป็นภูเขา ต้นไม้ และตึกแถว ถือได้ว่าเป็นน้ำจิ้มของทางรถไฟสายใต้ตอนล่างที่เราจะเจอโค้งสุดสวยถัดไปในอีกประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ๆ

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

สุราษฎร์ธานี

สถานีสุราษฎร์ธานีตั้งอยู่ในอำเภอพุนพิน ริมแม่น้ำตาปีที่มีควนมีเนินมากมายอยู่ในตัวอำเภอนั้น 

เพราะมีควนและแม่น้ำ ทางรถไฟเลยตัดตรง ๆ ไม่ได้ มีโค้งทั้งขาเข้าและขาออกสถานีจนถ้ามองผ่าน Google Maps จะพบว่ามันบิดโค้งไปมาซะเป็นตัว S หลายตลบ

โค้งแรกอยู่ทางทิศเหนือของสถานีสุราษฎร์ธานี เมื่อรถไฟข้ามสะพานจุลจอมเกล้าแล้ว เส้นทางจะบิดตัวไปทางขวา เสียงล้อเบียดรางดังเอี๊ยดอ๊าดพร้อมหักโค้งเข้าสู่สถานี ด้วยฉากหลังเป็นบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนควน (เนินเขา)

ยัง ยังไม่จบ ใครที่ไม่ได้ลงสถานีสุราษฎร์ธานีก็ขอยินดีด้วย เมื่อออกจากสถานีทางรถไฟต้องเบี่ยงหลบเนินเขาเตี้ย ๆ เลยทำให้มีโค้งอีก 2 – 3 โค้งใหญ่ ๆ ตวัดไปตวัดมาซ้ายทีขวาที จากฉากเมืองก่อนต้นไม้ของภาคใต้จะค่อย ๆ กลืนเมืองให้หายไปเหลือแต่ความเขียวชอุ่มของป่า

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

อุโมงค์ช่องเขา

จากทุ่งสงไปถึงเขาชุมทอง มีเทือกเขานครศรีธรรมราชกั้นไว้อยู่ แน่นอนว่าเมื่อมีเขาก็ต้องมีโค้ง แถมให้เลยว่าหลายโค้งแน่นอน โดยเฉพาะตั้งแต่ออกจากสถานีช่องเขาไป ทางรถไฟจะลัดเลาะไปตามไหล่เขา หากนั่งรถมุ่งหน้าลงใต้ก็จะเห็นถนนเส้นใหญ่คดเคี้ยวไปมาอยู่ด้านล่างด้วยเช่นกัน

แต่มุมสวยจริง ๆ มันไม่ใช่เที่ยวล่องใต้ แต่เป็นเที่ยวขึ้นมากรุงเทพฯ มากกว่า 

โค้งที่สวยที่สุดมีอยู่ 2 ช่วง

ช่วงแรกคือจากสถานีร่อนพิบูลย์ เมื่อขึ้นเขามาเล็กน้อยจะมีโค้งที่เลาะสวนยางไปเรื่อย ๆ กับอีกที่หนึ่งคือโค้งสุดท้ายก่อนเข้าอุโมงค์ช่องเขา โค้งนี้เป็นโค้งที่สวยที่สุดของเส้นทางเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าถ้าใครนั่งรถไฟผ่านอุโมงค์นี้ต้องไม่พลาดถ่ายรูปเลยจริง ๆ 

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

เขาชุมทอง

โค้งมุมนี้ถ่ายได้จากฝั่งเดียวเท่านั้น คือขาออกจากสถานีนครศรีธรรมราช และขบวนที่ถ่ายได้สวยที่สุดคือรถด่วน 86 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ เท่านั้น

ทางรถไฟเข้าตัวเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเส้นทางแยกไม่ใช่ทางหลัก มันแยกจากเส้นทางสายใต้ที่สถานีชุมทางเขาชุมทอง ซึ่งตั้งชื่อตามภูเขาลูกหนึ่งที่ตระหง่านโดดเด่นอยู่ไม่ไกลจากสถานี

ถ้าเรานั่งรถไฟออกจากนครศรีธรรมราชมุ่งหน้าไปทางสถานีชุมทางเขาชุมทอง ก่อนถึงสถานีเพียงอึดใจเดียวรถไฟจะชะลอตัวเพื่อเลี้ยวโค้งเข้าสถานี และภาพข้างหน้านั้นก็คือรถไฟขบวนยาวที่มีเขาชุมทองตั้งตระหง่านอยู่ในเฟรม

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

สะพานข้ามแม่น้ำสายบุรี

เราพากันลงมาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กันบ้าง 

โค้งนี้อยู่ระหว่างรอยต่อของจังหวัดยะลาและนราธิวาส มันเป็นทางโค้งยาว ๆ ที่มีสะพานคั่นอยู่ สะพานนั้นเป็นสะพานเหล็กสีดำขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำสายบุรี ไม่ว่าจะนั่งจากฝั่งสุไหงโกลกไปหาดใหญ่ หรือนั่งจากหาดใหญ่ลงไปโค้งที่มีสะพานอยู่ตรงกลางก็สวยสดงดงาม 

อีกหนึ่งความสวยงามของโค้งนี้คงเป็นเพราะมีแมกไม้ประดับอยู่เต็มก็ได้ 

ถ้าว่ากันตามตรงเราว่าโค้งนี้แอบถ่ายยาก เพราะคนที่ไม่ชินเส้นทางจะไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ให้ตั้งหลักง่าย ๆ ว่า เมื่อรถไฟออกจากสถานีบาลอ (จากฝั่งหาดใหญ่) และรือเสาะ (จากฝั่งสุไหงโกลก) ให้เตรียมตัวได้เลย สะพานนี้อยู่ตรงกลางระหว่างสองสถานี

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

ไปอีสาน

เขื่อนป่าสัก

จากใต้เราไปโผล่อีสาน ขอพาไปเส้นที่เรียกได้ว่าน่าจะเป็นหนึ่งในทางรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศไทย นั่นคือเส้นทางสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ช่วงผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

จากสถานีแก่งเสือเต้นไปโคกสลุง มีสะพานเหนืออ่างเก็บน้ำอยู่ด้วยกัน 5 สะพาน เป็นสะพานโค้งเกือบหมดยกเว้นสะพานที่ 2 และสะพานที่ 5 ซึ่งเป็นทางตรง 

จุดโค้งที่สวยที่สุดคือสะพานที่ 3 และ 4 โดยสะพานที่ 3 เป็นจุดชมวิวของขบวนรถไฟนำเที่ยวรถไฟลอยน้ำ ส่วนสะพานที่ 4 อยู่ห่างกันไปนิดเดียว จุดเด่นของทั้งสองสะพานคือการโค้งไปในทิศทางที่ไม่มีเสาโทรเลขมาบดบัง แถมโค้งไปแนวเดียวกับความเวิ้งว้างของอ่างเก็บน้ำอีกด้วย ภาพที่เห็นจากหน้าต่างคือรถไฟขบวนยาวที่วิ่งไปบนท้องน้ำเหมือนกับรถไฟที่วิ่งลอยอยู่บนน้ำ

ขบวนไหนที่ผ่านทางช่วงนี้ในช่วงพระอาทิตย์ส่องแสงตั้งแต่เช้ายันเย็นก็สวยเหมือนกันทั้งนั้น โกงเป็นบ้า

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

ช่องสำราญ-บ้านวะตะแบก

เรายังคงอยู่ในเส้นทางสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ตามมาถึงทางรถไฟในช่วงที่ผ่านจังหวัดชัยภูมิ

หลังออกจากสถานีโคกคลีมาแล้ว ทางรถไฟจะไต่ขึ้นเขาที่เป็นกำแพงผาตั้งระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน ถ้ามองออกไปนอกหน้าต่างผ่านทิวไม้จะมองเห็นเมืองโคกคลีค่อย ๆ ลดต่ำลง ทางรถไฟค่อย ๆ สูงขึ้นจนอยู่ ๆ ทางก็หักโค้งเข้าไปในถ้ำเขาพังเหย ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคอีสานของทางรถไฟ

เมื่อออกจากอุโมงค์ไม่นาน เราจะผ่านสถานีชื่อช่องสำราญ อันเป็นสถานีแรกของจังหวัดชัยภูมิ

อะไรคือความพิเศษ ช่วงทางจากช่องสำราญไปถึงสถานีบ้านวะตะแบก เป็นทางโค้งที่ถ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ตั้งกระจายอยู่บนเขา เป็นฉากประกอบให้กับโค้งรถไฟของเรา 

นับตั้งแต่ออกจากสถานีช่องสำราญเราก็จะเจอโค้งรูปตัว S ที่มีคันทางสูงลิ่วข้ามเขาจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง รถไฟค่อย ๆ ไต่ระดับเขาไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางก็ปรากฏกังหันลมใหญ่แบบบึ้ม ๆ ให้เห็นเป็นระยะ ๆ จนไปถึงสถานีบ้านวะตะแบก

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

โรงปูนหินลับ

โค้งสุดประทับใจของเราจะมีโค้งโรงปูนหินลับอยู่ในลิสต์เสมอ

ทุกครั้งเวลานั่งรถไฟขากลับจากอีสานเข้ากรุงเทพฯ เมื่อเคลื่อนขบวนออกจากสถานีหินลับ สถานีเล็ก ๆ กลางเขาที่มีโรงปูนซีเมนต์ตั้งอยู่ ทางรถไฟที่คดไปเคี้ยวมาขนานกันไปเรื่อย ๆ สามทางวิ่งจากสถานีหินลับยาวไปจนถึงโรงปูน และที่สุดปลายทางนั้นภาพของโรงปูนขนาดใหญ่ที่ซุกตัวอยู่กลางเขาก็ปรากฏตัวขึ้นจากมุมเหลี่ยมของเขา

บ้างก็ว่าเหมือนรถไฟวิ่งเข้าแท่นจรวด

บ้างก็ว่าเหมือนรถไฟวิ่งไปฮอกวอตส์

ก็แล้วแต่คนจะจินตนาการเอาเลย

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

มวกเหล็ก

โค้งสุดท้ายของบทความนี้กันแล้ว และนี่คือโค้งที่กำลังจะกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ นั่นคือโค้งตัว U ระหว่างสถานีมวกเหล็กกับสถานีกลางดง

ตามกายภาพแล้วมวกเหล็กเป็นแอ่งกระทะกลางหุบเขา ทางรถไฟวิ่งลงจากเขาที่หินลับลงมาที่ก้นแอ่งอันเป็นที่ตั้งของสถานีมวกเหล็ก ก่อนจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปบนขอบกระทะอีกฝั่งหนึ่ง ไอ้การที่ขอบทั้งสองมันมีความชันมากการไต่ระดับจึงต้องค่อย ๆ สไลด์โค้งขึ้นไปจนโค้งนั้นกลายเป็นรูปตัว U เมื่อมองมาจากอากาศ

เมื่อโครงการรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ถนนจิระ สร้างแล้วเสร็จ รถไฟที่วิ่งสู่ภาคอีสานจะใช้เส้นทางใหม่ที่เป็นสะพานสูงลัดข้ามเมืองมวกเหล็ก ไม่ต้องผ่านเส้นทางเก่าแล้ว นั่นหมายความว่ารถไฟส่วนใหญ่จะไม่ได้ผ่านโค้งนี้อีก ซึ่งมันจะประหยัดเวลาในการเดินทางไปได้มากโข แต่ก็ต้องแลกมากับวิวโค้งอันทรงคุณค่าที่หายไป

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

นี่คือโค้งที่สวยที่สุดสำหรับเรา แล้วคุณล่ะมีโค้งในดวงใจเวลานั่งรถไฟไหม

ถ้ายัง ก็ตีตั๋วไปนั่งรถไฟแล้วเก็บภาพโค้งสวย ๆ กันครับ

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load