‘ข้ามหัว’

สถานีชุมทางหาดใหญ่ : 3 กุมภาพันธ์ 2558

รถไฟ

ที่หาดใหญ่บ่ายวันนั้น เรากำลังเดินหาพื้นที่สำหรับถ่ายรูปรถไฟเล่นตามประสาของมนุษย์ผู้บ้าคลั่งในรถไฟ แต่การถ่ายรูปแบบเดิมๆ ที่เล็งมุมข้าง 45 องศาให้เห็นว่ารถไฟเต็มขบวนวิ่งเข้ามาน่าเบื่อเกินไปและทำให้ไม่รู้สึกว่ารถไฟคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นตัวอะไรก็ไม่รู้

ระหว่างเดินไปเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกทีก็มายืนอยู่บนสะพานรถไฟข้ามถนนสายหนึ่ง ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ (ซึ่งมารู้ชื่อทีหลังว่า ถนนศรีภูวนารถ)

ปกติแล้วเราชินตากับถนนและทางรถไฟที่มาเจอะเจอในระดับเดียวกัน แต่ไม่ใช่กับที่หาดใหญ่ แม้เมืองจะขยายไปขนาดไหน รถจะมากแค่ไหน หาดใหญ่ก็มีวิธีแก้ปัญหาจราจรที่เด็ดดวงกว่าเมืองไหนๆ ในประเทศ

เมื่อไม่อยากให้สองยานพาหนะต้องมารอกัน ก็ยกถนนออกจากทางรถไฟสิ ในตัวเมืองหาดใหญ่จึงไม่มีถนนตัดผ่านทางรถไฟที่อยู่ระดับเดียวกัน เราจะเห็นถนนข้ามทางรถไฟและรถไฟข้ามถนนเต็มหาดใหญ่ไปหมดจนเป็นภาพที่ชินตา

วันดีคืนดีถ้ารถไฟมาในจังหวะที่เรากำลังลอดใต้สะพานอยู่ เราก็จะได้เห็นพี่ใหญ่ข้ามหัวเราไปแบบไม่ต้องคอยกัน ฉันก็ไปได้ เธอก็ไปได้

 

‘วันเด็ก’

สถานีชุมทางทุ่งสง : 9 มกราคม 2559

เด็ก

เด็กกับรถไฟเป็นของคู่กัน แทบทุกบ้านต้องมีรถไฟของเล่น ไม่ก็แผ่นการ์ตูนเรื่อง Thomas the Tank Engine การ์ตูนที่มีเจ้ารถไฟหน้าแป้นแล้นตะลุยแดนมหัศจรรย์ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นของเด็กๆ ในยุคดิจิทัล แต่ในความเป็นจริงนั้นชีวิตของเด็กๆ เหล่านี้ล้วนห่างไกลจากรถไฟมาก โดยเฉพาะยุคที่เครื่องบินโลว์คอสต์ครองเมืองและทุกหลังคาเรือนมีรถยนต์ส่วนตัว รถไฟของเด็กๆ จึงเป็นเพียงแค่การ์ตูนที่อยู่ในจอเท่านั้น

แต่ไม่ใช่กับงานวันเด็กแห่งชาติที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ที่นี่ รถไฟคือส่วนหนึ่งของชุมชน และรถไฟคือส่วนหนึ่งของชีวิตคนในชุมชน ในวันเด็กทุกๆ ปี เทศบาลทุ่งสงและการรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมกันจัดงานเพื่อให้เด็กๆ ได้รู้จักกับ ‘รถไฟ’ กันถึงทุกตัวน็อต แถมได้นั่งรถไฟไปไหว้พระที่คลองจันดีอีกด้วยนะ

ไม่แปลกใจหรอก ถ้าเด็กๆ จะหัวเราะและยิ้มได้เต็มที่แบบนี้ เพราะบางทีเขาคงอดใจรอไม่ไหวที่จะรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ชื่อรถไฟแล้วล่ะ

 

‘เราจะดูแลคุณเอง’

สถานีกรุงเทพ : 23 พฤษภาคม 2560

พนักงานการรถไฟ

ขบวนรถไฟที่มีตู้นอนจะมีพนักงานคอยดูแลและสอดส่องความปลอดภัย นอกเหนือจากการปูเตียงอันแสนอบอุ่นให้เรานอนหลับสบายตลอดคืน ในขณะที่ตัวพี่ๆ พนักงานเองได้แค่นั่งระหว่างพวกเรากำลังฝันหวาน

ทุกเที่ยวก่อนที่รถไฟจะออก พนักงานทั้งขบวนเหล่านี้จะมารวมตัวกันที่ท้ายขบวนเพื่อรับบรีฟ เป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับคนที่มาถึงสถานีรถไฟแต่หัววัน หลายคนหยุดถ่ายรูปนี้ไว้ก่อนที่จะเดินขึ้นขบวนรถ จังหวะที่สองสายตามาประสานกันเหมือนบอกกลายๆ ว่า

“เราจะดูแลคุณเอง”

 

‘สมาคมสี่ขา’

สถานีฉวาง : 21 พฤษภาคม 2559

สุนัข

สองข้างทางรถไฟไม่ได้มีแค่ทุ่งหญ้าฉันใด สถานีรถไฟก็ไม่ได้มีแค่คนฉันนั้น

สถานีฉวาง สถานีขนาดกลางๆ ในเส้นทางรถไฟสายใต้ก็น่าจะเข้าคุณสมบัตินั้น เมื่อเสียงรถไฟแหวกความเงียบเข้ามา ก็ปลุกให้เหล่าทีมงานสมาคมสี่ขาวิ่งกรูกันเข้ามา welcome พี่น้องคนนั่งรถไฟที่หน้าต่างกันให้สลอน

และนั่นหมายความว่าเราอาจจะต้องส่งส่วยให้กับพวกคุณๆ เหล่านั้น เพราะสิ่งที่ทะลุออกมาจากนัยน์ตาดำขลับคือรังสีความอ้อนสุดชีวิตที่เล่นให้คนรักหมาอย่างเราปวกเปียกเป็นขี้ผึ้งลนไฟ ทำใจกินซาลาเปาที่ซื้อมาจากสถานีสุราษฎร์ธานีต่อหน้าเจ้าตูบไม่ได้ พออ้าปากจะกัดซาลาเปา หางตาต้องแวบไปเห็นตาดำๆ จ้องตอบพร้อมกระดิกหางระรัวเหมือนมอเตอร์ความเร็วสูง

ไงล่ะ…ก็ต้องโยนลงจากหน้าต่างไปให้พวกคุณๆ สินะ

 

‘ดอกไม้ไฟในหน้าร้อน’

สถานีกรุงเทพ : 10 เมษายน 2559

สถานีรถไฟ

หากสงกรานต์คือเทศกาลแห่งความสุข การเดินทางกลับบ้านก็เป็นอีกหนึ่งความสุขเช่นกัน

แต่ไม่ใช่กับอากาศเดือนเมษายน และรถพัดลม…

หลังจากผ่านสงครามการจองตั๋วรถไฟที่ห้ำหั่นกันชิงตั๋วที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าช่วงเทศกาล ก็ได้เวลาที่เราต้องเดินทางกันท่ามกลางอากาศเดือนเมษายนที่แทบจะทะลุ 40 องศา ความร้อนทำให้เราหงุดหงิดได้ง่ายๆ ยิ่งต้องอดทนถ่างตารอเวลารถไฟออกช่วงดึกที่คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมหาศาลยิ่งสร้างความหงุดหงิดทวีคูณ

แต่แล้วเสียงดัง ‘ปึ้ง’ ก้องสะท้อนก็กระชากอารมณ์ให้เหลียวหันไปตามเสียงและแสงที่วาบเข้าตาเป็นระยะๆ

แสงของพลุสาดให้ท้องฟ้าสว่างไสว ตามมาด้วยเสียงดังกึกก้อง

จากความหงุดหงิด กลายเป็นรอยยิ้ม

คนที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์ก็เงยหน้าขึ้นมามอง คนที่กำลังปัดยุงก็ลุกขึ้นมาดู คนที่กำลังนั่งเถียงกันเรื่องอะไรสักอย่างก็หยุดแล้วเดินมามอง

นี่แหละมั้ง คือสิ่งที่บอกเราว่า ‘นี่คือการเฉลิมฉลองนะ ยิ้มไว้สิ ยิ้มไว้’

ใช่ เรายิ้มได้ คนบนชานชาลายิ้มได้

เราเห็นรอยยิ้มของคนในสถานีรถไฟท่ามกลางอากาศร้อนระอุ

และจนทุกวันนี้ เรายังไม่รู้เลยว่าพลุวันนั้นจุดจากที่ไหน….

 

‘ภาพจากประตูท้าย’

สถานีห้วยปริก : 21 พฤษภาคม 2559

รางรถไฟ

ทางรถไฟสายใต้เป็นทางรถไฟอีกสายหนึ่งที่อยู่นอกสายตาของคนที่นั่งรถไฟเพื่อเสพสุนทรีย์ อาจเป็นเพราะรถไฟส่วนใหญ่นั้นวิ่งในเวลากลางคืนที่มองออกนอกหน้าต่างไปก็จะเจอแต่เงาตะคุ่มๆ กับแสงไฟของถนนที่ลอดป่ายางออกมา

เราขอลองส่องทางรถไฟสายใต้ตอนกลางวันหน่อยว่าจะเป็นยังไง

วันนั้นเป็นต้นฤดูฝน หลังวันเกิดครบ 29 ปีของเราไม่นาน การตัดสินใจยืนที่ประตูท้ายของรถไฟชั้นสามตู้ท้ายสุดของรถด่วน 86 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพ คือความคิดเพี้ยนๆ ที่แวบมา ทั้งที่ตัวเราเองจองรถไฟตู้นอนไว้นั่งสบายๆ

แต่ไม่นั่ง

อยากโกรกลมอะ ใครจะทำไม

ทางรถไฟสายใต้ในความรู้สึกของเรามันเต็มไปด้วยความเขียวชอุ่ม ต้นไม้นานาชนิดสูงใหญ่รกครึ้มไปตลอดสองข้างทางสลับไปกับภูเขาเล็กๆ ใหญ่ๆ ที่อยู่เรียงราย เราคิดตลอดว่า ทุกครั้งที่นอนบนตู้นอนอย่างมีความสุขข้างนอกมันเป็นแบบนี้เองหรอ ทำไมไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย

โดยเฉพาะที่นี่ ‘ห้วยปริก’ สถานีรถไฟเล็กๆ ที่ทางรถไฟเลี้ยวอ้อมเนินเขาไปมาเหมือนงูที่เลื้อยซ้ายขวาๆ ผ่านดงต้นไม้หนาทึบ ฉากหลังคือขุนเขา หมอกจางๆ และควันจากการเผาถ่าน

ถ้าไม่ยืนอยู่ประตูท้าย คงไม่เห็นอะไรแบบนี้หรอก

‘เซเลบ’

สถานีกรุงเทพ : 26 มีนาคม 2560

รถจักรไอน้ำ

คุณเคยเห็นรถจักรไอน้ำไหม?

ถ้ายัง แนะนำให้มาที่สถานีรถไฟกรุงเทพในวันสำคัญ 5 ครั้งต่อปี ทั้งวันเกิดรถไฟ วันแม่ วันเฉลิมฯ วันปิยมหาราช และวันพ่อ

รถจักรสีดำพ่นควันไอน้ำสีขาวฟุ้งกระจายพร้อมกับแผดเสียงแหลมสูงเหมือนนักร้องโซปราโนเป็นพระเอกของงาน จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับพระเอกรุ่นเก่ากลับมาเดบิวต์นะ เพราะเมื่อก่อนเขาเคยครองเส้นทางอยู่ทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเหนือใต้ออกตกต้องเจอคุณปู่ออกวิ่งเสียงดังฉึกฉักพ่นควันโขมง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปไขข้อปู่ก็เริ่มจะเสื่อม ปู่เลยต้องหยุดรับงานหลัก เกษียณตัวเองไปนอนเล่นอยู่นานโข ก่อนจะกลับมาทวงบัลลังก์ในรูปแบบรถไฟนำเที่ยวสุดพิเศษ

นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้ว การเคลื่อนไหวของปู่ก็ยังดึงดูดสายตาชวนให้ทั้งแฟนคลับหน้าใหม่และหน้าเก่าหลงใหล เมื่อไหร่ที่ปู่ปรากฏตัวก็จะมีแต่คนมอง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป หรือลั่นชัตเตอร์กันแบบไม่ยั้ง

นี่แหละหนา ‘เซเลบ’

 

‘เดินทางต่อได้’

สถานีชุมทางทุ่งสง : 28 พฤษภาคม 2560

พนักงานการรถไฟ

“ตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร” มีคนถามผม

“อยากทำงานรถไฟ” ผมตอบด้วยความรู้สึกจากใจ

“ไปโบกธงหรอ” คนนั้นพูดต่อ

โบกธงมันผิดตรงไหนวะ? ตำแหน่งสำคัญนะเฮ้ย

พนักงานรักษารถ คนรถไฟเรียกว่า พรร. คนทั่วไปยุครุ่นปู่ย่าเรียก การ์ดรถ (Guard) เป็นตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดของขบวนรถไฟ เรียกง่ายๆ ว่าพี่แกคุมหมดทั้งขบวน ทั้งดูแลความเรียบร้อย บันทึกการเดินทาง รวมถึงการให้สัญญาณปล่อยขบวนรถออกจากสถานี

เวลากลางวันพี่ๆ พรร. จะโบกธงให้สัญญาณเขียว แดง ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะให้รถไฟหยุดหรือไปต่อ นั่นเป็นภาพที่ชินตาของหลายๆ คน

แล้วกลางคืนล่ะ?

ธงผู้ไม่มีแสงไฟในตัวเอง ก็เปลี่ยนร่างเป็นไฟฉาย 1 กระบอกถ้วน

หากพี่ พรร. ถือไฟฉายนิ่งๆ มีค่าเท่ากับ ‘หยุด’ หรือ ธงแดง

แต่ถ้าพี่ พรร. สะบัดไฟฉายรัวๆ มีค่าเท่ากับ ‘ไปได้’ หรือ ธงเขียว

‘พร้อมเดินทางกันหรือยังล่ะ?’ พี่ พรร. ถาม

 

‘Circle of Life’

สถานีนครลำปาง : 14 มกราคม 2560

รถไฟ

มนุษย์อย่างเราๆ ยังรักสวยรักงาม อาบน้ำแต่งตัว ล้างหน้าล้างตา

ตู้รถไฟเหล่านี้ก็เช่นกัน การล้างทำความสะอาดเป็นเรื่องปกติของแต่ละครั้งที่รถไฟเดินทางถึงปลายทาง หรือเตรียมจะออกจากต้นทาง

กว่าหนึ่งคืนที่รถไฟขบวน 109 วิ่งฝ่าความมืดด้วยระยะทางกว่า 600 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ถึงนครลำปาง ได้พรากชีวิตแมลงนับร้อยนับพันให้ประดับอยู่ข้างตู้รถไฟ บวกกับหยาดน้ำค้างอีกหลายหมื่นหยดที่เกาะบนตู้รถไฟ ทำให้สภาพตู้รถไฟมอมแมมประหนึ่งกรำศึกสงครามมาอย่างหนักหน่วง เมื่อล้อเหล็กหยุดสนิทที่สถานีนครลำปางปั๊บ รถไฟ 3 ตู้สุดท้ายก็ถูกสลัดออกจากขบวนทิ้งไว้ที่สถานีแห่งนี้ เพราะทางรถไฟเบื้องหน้าคือเขาสูงของดอยขุนตาล การสลัดน้องน้อย 3 ตู้นี้ออกจากขบวนก็เหมือนกับการกำจัดไขมันส่วนเกินออกไป

กว่าที่จะกลับไปวิ่งอีกรอบก็ 8 โมงเช้า ก่อนออกไปทำงานอีกรอบต้องทำอะไรล่ะ

อาบน้ำไง…

เมื่อตรวจสอบอุปกรณ์รวมถึงความชำรุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ปรากฏยิบๆ ย่อยๆ ในแต่ละเที่ยวแล้ว ก็ได้เวลาที่ต้องอาบน้ำรถไฟ ซึ่งวิธีการก็เหมือนการอาบน้ำช้าง คือต้องฉีดน้ำให้ทั่ว ฟอกสบู่ (น้ำยาล้างนั่นแหละ) ถูเนื้อถูตัว จำกัดคราบต่างๆ รวมถึงซากแมลงทั้งหลาย ตามด้วยฉีดน้ำซ้ำอีกรอบและถูด้วยผ้าแห้ง เป็นอันจบพิธี

และเมื่อถึงเวลาเดินทาง รถไฟ 3 ตู้นี้ก็จะถูกต่อเข้ากับรถเร็วขบวน 102 มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ต่อ และจะต้องพบเจอการขัดล้างอีกครั้งเหมือนวัฏจักรของชีวิต

Circle of Life

 

‘ดึงดูด’

อุโมงค์ขุนตาน : 28 ตุลาคม 2560

อุโมงค์รถไฟ

อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ปากอุโมงค์ประดับด้วยอิฐสีแดงและตราครุฑสีเหลือง ซ่อนตัวอยู่ในจุดที่สูงที่สุดในประเทศ และเหมือนมีแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย ทั้งนั่งรถไฟมา ขับรถมาเอง และที่พีกที่สุดคือปั่นจักรยานมาจากเชียงใหม่ (ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด ปั่นมาจากเชียงใหม่)  

นอกจากแรงดึงดูดด้านการท่องเที่ยวแล้ว อุโมงค์ขุนตานยังดึงดูดสายตาอีกด้วย เพราะเมื่อรถไฟขบวนยาวเคลื่อนตัวออกจากสถานี เบื้องหน้าของหัวรถจักรคืออุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

แค่ไม่กี่วินาทีหลังจากรถไฟเคลื่อนตัว บรรดานักเดินทางก็ค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากหน้าต่าง พร้อมโทรศัพท์มือถือหรือกล้องถ่ายรูปที่ลั่นชัตเตอร์เก็บภาพความทรงจำเบื้องหน้าที่รถไฟค่อยๆ หายเข้าไปในความมืดมิดของอุโมงค์

ก่อนที่รถไฟทั้งขบวนจะเข้าสู่แรงดึงดูดของความมืดมิดในอุโมงค์นั้น

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ขอเตือนก่อนว่าการเที่ยวครั้งนี้จะทำให้คุณกลับบ้านด้วยเท้าที่เมื่อยล้า แต่อิ่มด้วยความสุขสำราญ

เราเป็นคนชอบเที่ยวมาก โดยเฉพาะในเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ การได้เดินเข้าไปในย่านเก่า ไม่ใช่เพียงแค่มองดูตึกรามบ้านช่อง เข้าวัดเข้าวา หรือจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น การค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยเรียนวิชา ‘ท้องถิ่นของเรา’ (ใครทันขอให้ยกมือขึ้น) ซึ่งเป็นวิชาที่สนุกมากสำหรับเด็ก ม.1 (ในสมัยนั้น) อย่างเรา ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น และความเป็นมนุษย์กรุงเทพฯ สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเป็นวิชา สปช. ยังไงก็อย่างงั้น

ทริปของเราเดินเยอะมาก เน้นการใช้ขนส่งมวลชน และหมดพลังมาก แต่เชื่อเถอะว่าคุณจะสนุกมากถ้ามือของคุณได้จับกล้อง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ กล้องโปร หรือกล้องฟิล์ม คุณจะเพลิดเพลินไปกับมันได้ไม่ยาก

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ไปเดินเล่นสถานีกรุงเทพ โบกธงส่งปู่ทวดไอน้ำ

สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่เรียกกันจนชินว่าหัวลำโพง เป็นจุดเริ่มต้นของวัน การเข้ามาเดินดูสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางและสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองด้านการคมนาคมในช่วงรัชกาลที่ 6 ที่ต่อมาพื้นที่โดยรอบกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่เป็นเรื่องน่าสนุกในตอนเช้า

เราเริ่มต้นที่นี่เพราะเป็นจุดที่เดินทางง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็น MRT ที่เดินทะลุเข้าสถานีรถไฟกรุงเทพได้เลย หรือหากใครที่นั่งรถไฟปู๊น ๆ มาจากสายต่าง ๆ ก็ต้องมาสิ้นสุดที่นี่

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

สถานีที่มีความ Iconic โครงหลังคารูปโค้งขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยชาวเยอรมัน ระเบียงและอาคารหน้าสถานีที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี นับเป็นศิลปะแห่งยุคสมัยที่สวยงาม เราแวะชมมินิมิวเซียมที่หน้าสถานีรถไฟก่อน แล้วค่อยเดินเข้าไปดูชีวิตของคนที่ชานชาลา ถ้าวันไหนคุณโชคดีตรงกับวันสำคัญที่มีขบวนรถจักรไอน้ำออกวิ่ง เหมือนกับเราที่เลือกวันเที่ยวเป็นวันที่ 23 ตุลาคม วันปิยมหาราช ก็จะได้เห็นขบวนรถไฟนำเที่ยวที่ใช้รถจักรไอน้ำสีดำทะมึนดูขึงขัง พ่นไอน้ำสีขาวคลุ้งไปทั่วชานชาลา เสียงหวีดเหมือนขลุ่ยผิวส่งเสียงดังไปทั้งชานชาลาให้ทุกสายตาหันมาจ้องมอง ก่อนที่เสียงฟืดฟาดของคันชักจะค่อย ๆ หมุนล้อลากทั้งขบวนมุ่งหน้าสู่ปลายทางท่ามกลางสายตาของคนนับร้อยที่ยืนมองด้วยความชื่นชม

ในสถานีรถไฟกรุงเทพ ยังมีอีกหลายจุดที่น่าสนใจและถ่ายรูปแนวสตรีท ไม่ว่าจะเป็นปลายสุดของชานชาลา โถงสถานี หรือแม้แต่ในโถงชานชาลาที่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ากระจกสีเหลืองบนนั้นเรียงตัวเป็นรูปครุฑแบบ 8 bit ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรมรถไฟที่ซ่อนอยู่

เราอาจจะได้เห็นจังหวะชีวิตของสถานีกรุงเทพที่สมบูรณ์แบบนี้แค่ไม่นานเท่านั้น ก่อนรถไฟส่วนใหญ่จะย้ายไปออกที่สถานีกลางกรุงเทพฯ และที่นี่ก็จะเหลือเพียงขบวนรถไฟชานเมืองและรถไฟบริการเชิงสังคมเข้ามารับส่งที่ชานชาลาเท่านั้น

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ไปกินบะหมี่จับกัง ไหว้พระ ที่วัดมังกร

จากสถานีกรุงเทพ เราเดินลงรถไฟ MRT สถานีหัวลำโพงเพื่อนั่งรถไฟต่อไปที่สถานีวัดมังกร

การนั่ง MRT สะดวกมากขึ้นที่ใช้บัตรเครดิต (ทุกธนาคาร) และบัตรเดบิต (เฉพาะธนาคารกรุงไทย) แตะเข้าระบบรถไฟฟ้าได้เลยโดยไม่ต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วหรือใช้บัตรแมงมุมที่หยากไย่ขึ้นแล้ว

รถไฟสายสีน้ำเงิน หรือที่เราเรียกว่า MRT นั้นต้องใช้สมาธิและสติในการดูทิศทางเป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางรถไฟสายนี้วิ่งเป็นลักษณะวงกลมมีหางโดยมีท่าพระเป็นสถานีร่วม กล่าวคือหากเรานั่งรถไฟเริ่มต้นที่ท่าพระ แล้วนั่งไปเรื่อย ๆ เราจะผ่านบางโพ บางซื่อ พระรามเก้า สุขุมวิท สีลม หัวลำโพง สนามไชย แล้วกลับมาเจอท่าพระอีกรอบ และรถไฟก็จะวิ่งต่อไปเพชรเกษม ปลายทางที่หลักสอง นั่นหมายความว่าเราเลือกได้ว่าจะนั่งแบบวนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา เพื่อการเดินทางที่สั้นที่สุด ซึ่งไม่ว่าจะยังไงแล้ว MRT เขาจะคิดให้ราคาเดียวแม้จะวนผิดฝั่งก็ตาม

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ที่ชานชาลามีแผนที่ให้เราดู วิธีการดูง่าย ๆ ถ้าวนตามเข็มนาฬิกา ปลายทางของรถจะเป็นหลักสอง แต่ถ้าวนทวนเข็มนาฬิกา ปลายทางจะเป็นท่าพระ ป้ายของสถานีก็จะบอก 3 สถานีสำคัญพร้อมปลายทาง หากยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ ป้ายเหนือประตูชานชาลาจะบอกเราว่าชานชาลาที่ยืนนั้นรถไฟมุ่งหน้าไปทางไหน โดยดูจากเส้นสีน้ำเงินซึ่งเป็นเส้นทางที่รถไฟมุ่งหน้าไป แต่หากสถานีที่ปรากฏอยู่ในแถบเส้นสีเทาหมายความว่ารถไฟวิ่งผ่านสถานีเหล่านั้นมาแล้ว

เรานั่ง MRT จากหัวลำโพงมาวัดมังกร ออกประตู 3 แล้วเลี้ยวซ้ายไปที่ซอยเจริญกรุง 23 ก็จะพบกับตรอกเล็ก ๆ ที่ด้านในจะเห็นร้านอาหารที่รู้สึกถึงความร้อนระอุจากเตาถ่านที่ไฟลุกโชติช่วงตลอดเวลา

เรามาถึงบะหมี่จับกังแล้ว

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

การสั่งนั้นไม่ยาก บอกแค่ว่าเอาแห้งหรือเอาน้ำ ก็จะได้บะหมี่ชามใหญ่ที่เส้นเยอะมาก ๆ พร้อมเนื้อหมูหั่นบาง ๆ และผักซึ่งบางวันก็จะเป็นผักกาดแก้ว บางวันเป็นกะหล่ำปลี และบางวันเป็นผักกาดหอม คงอยู่ที่ว่าวันนั้นร้านเขาได้ผักแบบไหนมา

อิ่มท้องแล้ว ก็ไปอิ่มบุญกันต่อ เป้าหมายถัดไปคือวัดมังกร

วัดมังกรกมลาวาส หรือที่เรียกกันว่า วัดเล่งเน่ยยี่ เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย และเป็นสถานที่สำคัญในย่านเยาวราชที่มีคนหลั่งไหลเข้ามาไหว้พระ สวดมนต์ ทำบุญ รวมถึงแก้ปีชงกันอย่างหนาแน่น

เรามาในช่วงที่มีการก่อสร้างอยู่ ทางเข้าจึงดูซับซ้อนกว่าที่เคย ทางเดินมีป้ายบอกเป็นระยะ ๆ เข้าไปจนถึงวิหารด้านในที่เหมือนอยู่คนละโลกกับด้านนอก ในนี้คือวิหารท้าวโลกบาลทั้ง 4 มีเทวรูปเจ้า 4 องค์ในชุดนักรบจีน ถืออาวุธต่าง ๆ ที่เรียกว่า ‘ซี้ไต๋เทียงอ้วง’ หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักรักษาทั้ง 4 ทิศ เมื่อเดินเข้าไปอีกหน่อยเป็นพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธานของวัด คือ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ พระไภษัชยคุรุพุทธะ พร้อมพระอรหันต์อีก 18 องค์

นอกจากพระแล้วก็ยังมีเทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตาที่ชื่อคุ้นหูอย่าง ‘ไท้ส่วย เอี๊ยะ’ เทพเจ้าแห่งยา ‘หัวท้อเซียงซือกง’ และที่คนมักจะมาไหว้ขอพรมากที่สุดคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ‘ไฉ่ชิงเอี๊ยะ’

ตอนนี้วัดมังกรไม่ให้จุดธูปด้านในแล้ว รู้สึกสบายจมูกสบายตามาก ในวัดเย็นเยียบมีเสียงสวดมนต์แบบพุทธมหายานก้องอยู่ด้านในฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ เราอยู่ที่นี่กันไม่นานก็เดินทางต่อไปอีกวัดที่น่าจะคุ้นเคยกันดี

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ไปไหว้พระ ดูตำรายา เล่นท่าฤๅษีดัดตน เล่นกับแมว ที่วัดโพธิ์

จากสถานีวัดมังกร นั่ง MRT ต่อมาอีก 2 สถานีก็จะถึงสถานีสนามไชย สถานีที่เรียกได้ว่ามีความพิเศษมากมายซุกซ่อนอยู่ ทั้งเป็นสถานีที่ระดับอยู่ลึกมากที่สุดในสายสีน้ำเงิน เพราะเป็นจุดสุดท้ายของฝั่งพระนครที่ต้องมุดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อข้ามไปฝั่งธนบุรีเพื่อเจอกับสถานีอิสรภาพ หลายคนอาจเข้าใจว่าอุโมงค์รถไฟนั้นผ่ากลางแม่น้ำไปเลย จริง ๆ แล้วมันถูกขุดลึกลงใต้ก้นแม่น้ำลงไปอีก ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นราว ๆ 40 – 50 เมตรได้

เมื่อเราขึ้นจากชานชาลาด้วยบันไดเลื่อนที่ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน ก็จะเริ่มเห็นการตกแต่งสถานีที่แปลกตา ฝ้าเพดานเป็นสีแดงมีลายไทยสีทอง มีลายดอกพิกุลบนกระเบื้อง เสาประดับด้วยบัวจงกลปิดทอง พร้อมแขวนแชนเดอร์เลียอันใหญ่ เหมือนท้องพระโรงในสมัยรัตนโกสินทร์ มุมนี้มีแต่คนหยุดถ่ายรูปจนกลายเป็นเหมือนแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งไปซะแล้ว

เดินออกมาจากเครื่องตี๊ดตั๋ว ก็จะเจอกับพิพิธภัณฑ์ใต้ดินที่บอกเล่าเรื่องราวของอดีตพื้นที่สถานีสนามไชย ซึ่งเคยเป็นฐานพระราชวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุขสวัสดี

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

เดินขึ้นบันไดเลื่อนมาอีกจนถึงระดับพื้น (สักที) ก็มาโผล่หน้ามิวเซียมสยามซึ่งเคยเป็นอดีตกระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงเศรษฐการ แต่นั่นไม่ใช่ปลายทางของเรา เราเดินฝ่าแดดไปอีกระยะหนึ่งเพื่อไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่รู้จักกันว่าวัดโพธิ์

วัดโพธิ์เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยก็ว่าได้เพราะว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้มากมายหลายแขนงที่เป็นตำรับโบราณ เช่น ตำรับยา แพทย์แผนไทย ฤๅษีดัดตน

วัดนี้มีสิ่งปลูกสร้างค่อนข้างแน่นทีเดียว ทั้งเจดีย์ วิหาร อาคาร ระเบียง รวมไปถึงรูปปั้นฤๅษีดัดตนที่กระจายอยู่เต็มบริเวณวัด ถ้าจะให้เลือกเส้นทางเดินนั้นก็คงเดินดูเจดีย์รายรอบ ๆ ก่อน แล้วเข้าไปในกำแพงแก้วที่มีรูปปั้นจีนแต่งกายแบบฝรั่งยืนเฝ้าอยู่ก็จะเป็นพื้นที่ของเจดีย์สี่รัชกาล รอบ ๆ ในระเบียงนั้นประดิษฐานพระพุทธรูปหลากหลายศิลปะที่มองดูแล้วเต็มไปด้วยปางห้ามญาติและปางห้ามสมุทร

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

เพราะมีจารึกต่าง ๆ ที่เป็นองค์ความรู้ทำให้วัดโพธิ์ได้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ไม่ใช่มรดกโลกนะ อันนั้นจะใช้เฉพาะสิ่งที่เป็นโบราณสถานและที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ) ตำราต่าง ๆ ถูกจารึกไว้บนหินอ่อนประดับไว้ตามศาลาราย คนที่จารึกนั้นมีหลากหลายตั้งแต่กษัตริย์จนถึงประชาชน ความรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาศาสตร์ วรรณกรรม ศาสนา แพทย์ ประติมากรรม สิ่งนี้เองจึงทำให้วัดโพธิ์ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของคนไทย

ก่อนออกจากวัด มี 2 สิ่งที่เราพลาดไม่ได้ที่จะทำ สิ่งแรกคือการทดลองทำตามท่าของรูปปั้นฤๅษีดัดตน บางท่าก็ทำได้และยืดเส้นได้ดีมาก แต่บางท่าก็เกินกว่าจะทำได้จนคิดว่ามันทำได้จริง ๆ หรือ ส่วนสิ่งที่สองนั้นคือการส่องสายตาหาน้องแมวในวัดที่มีเยอะมากกกกกก แต่อาจเป็นเพราะเกือบทุกครั้งเรามาช่วงเย็นที่คนเริ่มน้อย น้องแมวเลยออกมาจากที่ซ่อนตัวมาเกลือกกลิ้งอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ไม่ก็ฐานเจดีย์ แต่วันนี้คนคงเยอะมากไปจนแมวอาจจะรำคาญพวกมนุษย์ เลยเจออยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้นเอง

มาวัดโพธิ์ไม่ได้เล่นแมว เหมือนมาไม่ถึง

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ไปพักอิริยาบถที่คาเฟ่ริมน้ำย่านวังหลัง

ประเทศไทยมี 3 ฤดู ร้อน ร้อนมาก ร้อนที่สุด การเดินแบบไม่หยุดคงทำให้การเที่ยวไร้ความสุขแน่นอน เราไปวัดไปวากันแล้วคงพ้นไม่ได้ที่ต้องพักผ่อนระหว่างวันด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ กับของว่างสักหน่อย (หยุดกินไม่ได้จริง ๆ ขอโทษด้วย)

จากวัดโพธิ์เดินตามถนนข้างวังมาเรื่อย ๆ ผ่านท่าช้างแล้วไปจบที่ท่ามหาราช เพื่อนั่งเรื่องข้ามฟากไปที่ท่าวังหลังฝั่งศิริราช มีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่งที่เราชอบมาก เป็นพื้นที่เซฟโซนสำหรับการปั่นต้นฉบับของ The Cloud เกือบทุกเรื่องให้พวกคุณอ่าน เป็นคาเฟ่ที่วิวดี ร้านก็ดี ซุกตัวอยู่ใต้โรงแรมบ้านวังหลังริเวอร์ไซต์ ที่นี่ชื่อว่า N10

ร้าน N10 ตั้งชื่อเดียวกับรหัสท่าเรือวังหลังและพรานนก (N10) ซึ่งเป็นท่าเรือด่วนเจ้าพระยาลำดับที่ 10 ถ้านับจากท่าสาทร (CEN)

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

สิ่งที่ทำให้ร้านนี้เป็นร้านโปรดของเราคือ การมีพื้นที่อินดอร์ที่เป็นห้องปรับอากาศตกแต่งแบบบ้านเรือนไม้ มีโต๊ะกระจายอยู่ทั่วบริเวณ และที่ดีที่สุดคือชานชาลาที่ก่อขึ้นมาให้เราเอนตัวได้บนหมอนอิงสามเหลี่ยมจิบชา กาแฟ และของว่างยามบ่าย มองออกไปนอกกระจกเป็นส่วนเอาต์ดอร์ที่เรียกได้ว่าบรรยากาศดีมาก มันเป็นพื้นที่โล่งติดชิดแม่น้ำเจ้าพระยา มองไปทางซ้ายคือสะพานพระปิ่นเกล้า ฝั่งตรงข้ามคือท่ามหาราช เยื้องขวาหน่อยคือพระบรมมหาราชวัง และมองไปขวาสุดคือคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ตวัดโค้งมีพระปรางค์วัดอรุณอยู่ลิบ ๆ

ยามบ่ายแก่พื้นที่เอาต์ดอร์นี้จะร่มจากเงาตึกของโรงแรม ทำให้เรานั่งชมวิวแม่น้ำพลางจิบเครื่องดื่มได้อย่างสบาย ลมเย็นๆ จากแม่น้ำ มองดูเรือลำแล้วลำเล่าผ่านไปมาช่วยให้ร่างกายได้พักก่อนเดินทางไปสถานที่ใหม่

ขอสารภาพว่า บทความรถไฟต่าง ๆ ใน The Cloud ที่คุณอ่านของเราตั้งแต่เรื่องแรก ๆ เขียนที่ร้านนี้นี่แหละ บรรยากาศมันดีจริง ๆ อย่าบอกใคร

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ไปเยี่ยมสถานีรถไฟเก่า และเดินมิวเซียมที่ศิริราชพิมุขสถาน

เมื่อเช้าเราไปเริ่มต้นที่สถานีรถไฟ ตอนนี้เราก็มาอยู่กับอดีตสถานีรถไฟ

เมื่อเช้าเราอยู่ที่สถานีกรุงเทพ สถานีต้นทางของรถไฟฝั่งพระนคร ส่วนตอนนี้เราอยู่ที่อดีตสถานีรถไฟธนบุรี ต้นทางของรถไฟสายใต้ฝั่งธนบุรี

จากวังหลัง เดินลัดทะลุโรงพยาบาลศิริราชมาจนถึงโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ จะเจอตึกอิฐสีแดงมีหอนาฬิกาติดกับอาคารโรงพยาบาล นี่แหละคืออดีตสถานีรถไฟธนบุรีที่เราพูดถึง

เมื่อก่อนเวลาที่จะนั่งรถไฟลงใต้ก็ต้องใช้สถานีรถไฟธนบุรีเป็นสถานีต้นทาง ตัวสถานีนี้เป็นของใหม่ เดิมทีเป็นแค่อาคารไม้ธรรมดาซึ่งใช้งานมาจนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดนพรมระเบิดซะพรุน จึงต้องสร้างใหม่โดยได้รับการออกแบบให้เป็นรูปแบบของ Terminal Station โดยหม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2493

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

สถานีธนบุรีใช้งานมาเรื่อย ๆ จนได้มีการมอบพื้นที่ของสถานีธนบุรีให้กับโรงพยาบาลศิริราชเพื่อสร้างศูนย์การแพทย์ สถานีธนบุรี (ริมน้ำ) จึงปิดตัวลงตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2546 โดยมีขบวนรถธรรมดาที่ 253 ธนบุรี – หลังสวน เคลื่อนออกจากสถานีเป็นขบวนสุดท้าย และการรถไฟฯ ก็ได้ย้ายสถานีธนบุรีไปอยู่ที่ใหม่ตรงตลาดศาลาน้ำร้อนและใช้จนถึงปัจจุบัน

พื้นที่ย่านสถานีธนบุรีทั้งหมดกลายเป็นอาคารของโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ส่วนอาคารสถานีธนบุรีและอาคารที่รับส่งสินค้าธนบุรี (ทรส.ธนบุรี) ก็ถูกปรับปรุงให้กลายเป็น ศิริราชพิมุขสถาน พิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ ประวัติศาสตร์ และโบราณคด

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

เข้ามาในพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน สิ่งแรกที่เจอคือที่ขายบัตรเข้าชม ใช้ห้องขายตั๋วของรถไฟจริง ๆ จนได้บรรยากาศเหมือนเราซื้อตั๋วรถไฟยังไงอย่างงั้น แถมที่นั่งรอก็เป็นเก้าอี้ไม้รูปวงรีของสถานีรถไฟจริง ๆ อีก สรุปแล้วนี่มาขึ้นรถไฟหรือเข้ามิวเซียมกันแน่นะ

ภายในแบ่งโซนการจัดแสดงเอาไว้ และทางเดินก็จะบังคับให้เป็นวันเวย์ เริ่มจากห้องแรก ศิริสารประพาส ที่จำลองเป็นห้องเรียนของนักศึกษาแพทย์ให้เราได้ดูภาพรวมเป็นการแนะนำก่อนที่จะพาเดินต่อไปที่ ศิริราชขัตติยพิมาน ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ กับการแพทย์ของประเทศไทย ตามมาด้วยห้องสถานพิมุขมงคลเขต ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เรื่องราวของวังหลัง พื้นที่วังหลัง และชุมชนปากคลองบางกอกน้อย

ห้องถัดมาคือโบราณราชศัตรา ที่รวบรวมอาวุธเก่าแก่ซึ่งรักษาได้ดีมาก ห้องที่เราชอบที่สุดคือ คมนาคมบรรหาร ใช้ชานชาลาสถานีรถไฟจริง ๆ มาทำเป็นห้องฉายหนังที่เห็นทางรถไฟของจริงใต้กระจก โดยเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับรถไฟ การแพทย์ และศิริราช (ตอนที่เราไปล่าสุดห้องนี้ปิดปรับปรุง)

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ออกจากห้องคมนาคมบรรหาร ทางเดินจะพาไปชั้นสองเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับด้านการแพทย์ทั้งหมด เราจะได้เห็นห้องผ่าตัดจำลอง การวิเคราะห์โรค กายวิภาค ร่างกายมนุษย์ ร้านขายยา และชุมชนบางกอกน้อย จากนั้นเป็นส่วนสุดท้ายของมิวเซียมคืออาคารรับส่งสินค้ารถไฟซึ่งเป็นอาคารไม้เรือนแถว ภายในจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชุมชนคลองบางกอกน้อยและซากเรือขนาดใหญ่มากที่ขุดค้นพบตอนสร้างโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์

จุดสุดท้ายของเดินเที่ยวของเราคือรถจักรไอน้ำแบบมิกาโด หมายเลข 950 ซึ่งเป็นญาติสนิทกับรถจักรไอน้ำแบบแปซิฟิกที่เราเจอเมื่อเช้าที่สถานีกรุงเทพ เขาเป็นรถจักรไอน้ำ 2 รุ่นสุดท้ายที่สั่งเข้ามาใช้งานหลักสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงแต่ว่าหมายเลข 950 ไม่มีโอกาสได้มีชีวิตต่อ เขายุติบทบาทลงเมื่อ พ.ศ. 2525 เหลือทิ้งไว้แต่โครงสร้างภายนอกที่ยังดูสมบูรณ์ และตั้งอยู่ด้านหน้าอดีตสถานีรถไฟที่เขาเคยแล่นเข้ามาให้บริการ

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ไปกินหมูกระทะ ดูพระอาทิตย์ตกที่ท่ามหาราช

พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เท้าที่เดินมาทั้งวันเริ่มล้าขึ้นและร่างกายต้องการอาหารมาเติมเต็มในพลังงานที่เสียไป

จากท่าเรือวังหลังข้ามฟากมาท่ามหาราช เป็นคอมมูนิตี้มอลริมน้ำที่บรรยากาศดีอย่าบอกใคร ร้านอาหารมากมายมีให้เราเลือกสรร แต่ถ้าอยากจบวันด้วยการกินไปนั่งคุยไปกับบรรยากาศริมน้ำ ให้ขึ้นไปชั้นสองแล้วตบเท้าเข้าไปกินหมูกระทะเลย เป็นร้านกลางแจ้งที่มีระเบียงนั่งกินมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างปิ้งหมูให้สุก ช่วงบรรยากาศที่ดีที่สุดก็ต้องเป็นตั้งแต่สี่โมงเย็นเป็นต้นไปจนฟ้ามืด

เที่ยวแบบนี้ ต้องลอง

ใครไปแล้วก็มาเล่าให้ฟังบ้างนะ

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ตะลอนเดินตะลอนถ่าย : วันวิสข์ เนียมปาน และ รัฐศิลป์ ภวันตพงศ์

เกร็ดท้ายขบวน

  1. MRT ไม่มีตั๋วเหมาวันแบบ BTS การเดินทางจะต้องซื้อตั๋วรายเที่ยว
  2. ถ้าอยากมาสถานีกรุงเทพแล้วเจอรถจักรไอน้ำ ต้องมาวันที่ 26 มีนาคม, 3 มิถุนายน, 28 กรกฎาคม, 12 สิงหาคม, 23 ตุลาคม, 5 ธันวาคม
  3. บริเวณท่าเตียนมีคาเฟ่และร้านขนมเยอะมาก ให้ลองเดินดูแล้วนั่งพักอิริยาบถก่อนเที่ยวต่อก็ได้นะ 🙂

Writer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load