“จะนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ขึ้นรถไฟที่ไหน”

“ก็ไปหัวลำโพงสิ ต้นสายเลย”

“เย่ๆ วันนี้จะนั่งรถไฟแล้ว ตอนนี้อยู่สถานีหัวลำโพง”

เราคุ้นเคยกับคำพูด หรือประโยคเช่นนี้เมื่อพูดถึงการเดินทางด้วยรถไฟในประเทศไทย สถานีรถไฟต้นทางที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร มีสัณฐานเป็นอาคารทรงยุโรปประกอบหลังคาครึ่งวงกลมโค้งทรงกระบอกผ่าซีก ประดับด้วยนาฬิกาเรือนมโหฬารอยู่ด้านหน้าสถานีที่ประดับด้วยกระจกสี คนส่วนใหญ่ในประเทศจะเรียกสถานีนี้ว่า ‘หัวลำโพง’ แต่ในความเป็นจริงนั้น สถานีรถไฟที่เราเห็นและเรียกกันว่าหัวลำโพงนั้นไม่เคยชื่อว่า หัวลำโพง มาก่อนเลย

ไม่เชื่อก็ลองดูป้ายที่อยู่ข้างรถไฟ จะเห็นข้อความว่า ‘กรุงเทพ-เชียงใหม่’ ‘กรุงเทพ-อุบลราชธานี’ ไม่ได้เขียนว่า ‘หัวลำโพง-เชียงใหม่’ หรือ ‘หัวลำโพง-อุบลราชธานี’ แต่อย่างใด

รถไฟ

รถไฟสายแรกของไทย

ทางรถไฟสายแรกของไทยคือ เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพ-สมุทรปราการ มีชื่อเรียกว่า ‘ทางรถไฟสายปากน้ำ’ ได้สัมปทานโดยชาวเดนมาร์ก เปิดเดินรถในวันที่ 11 เมษายน 2436 มีสถานีต้นทางอยู่ที่ริมคลองหัวลำโพงตัดกับคลองผดุงกรุงเกษม สถานีนี้มีชื่อว่า ‘สถานีหัวลำโพง’ ตามชื่อคลองที่ทางรถไฟขนานไป

ทางรถไฟสายปากน้ำมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านสามย่าน ศาลาแดง คลองเตย บ้านกล้วย เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านบางนางเกรง พระโขนง สำโรง และสิ้นสุดที่เมืองปากน้ำสมุทรปราการ ระยะทาง 21 กิโลเมตร เดิมทีใช้รถจักรไอน้ำลากจูงขบวนรถไฟโดยสาร (และสินค้าอีกเล็กน้อย) ต่อมาในวันที่ 13 กันยายน 2469 ได้เปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้า ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ รถไฟสายปากน้ำนับเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทยก่อนรถไฟฟ้า BTS อีกด้วย

สถานีกรุงเทพ
สถานีกรุงเทพ

รถไฟหลวงสายแรกของไทย

รถไฟของรัฐบาลสยามเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการให้หลังจากการเปิดเดินรถไฟสายปากน้ำเพียง 3 ปี โดยมีพิธีเปิดอย่างใหญ่โต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวี ทรงเป็นประธานในการเปิดเดินรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ในวันที่ 26 มีนาคม 2439 จากกรุงเทพ-กรุงเก่า (ปัจจุบันคือสถานีอยุธยา) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประทับรถไฟพระที่นั่งถึงสถานีบางปะอิน นับเป็นการเริ่มต้นรถไฟของรัฐบาลสยามอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เดินทางด้วยรถไฟในวันที่ 28 มีนาคม 2439

สถานีรถไฟต้นทางนั้นตั้งอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ตรงข้ามกับโรงเรียนสายปัญญา เป็นอาคารไม้ 2 ชั้นสำหรับเป็นสำนักงานและส่วนบริการ สถานีนี้ชื่อว่า ‘สถานีกรุงเทพ’ ต้นทางของรถไฟสายหลักของประเทศ และยังเป็นสถานีประจำพระนครอีกด้วย

สถานีกรุงเทพ
สถานีกรุงเทพ

เมื่อทั้งสองสถานีเริ่มขยับมาอยู่ใกล้กัน

ทางรถไฟทั้งสองสายและสถานีรถไฟทั้งสองแห่งทำหน้าที่รับใช้ประชาชนเรื่อยมา แต่แรกนั้นอยู่ห่างกันเกือบครึ่งกิโลเมตร ทางรถไฟสายปากน้ำไม่ได้มีการขยายเส้นทางออกไปแต่อย่างใด แต่รถไฟหลวงนั้นได้ทอดยาวไปตามมณฑลต่างๆ มากมาย ทำให้ปริมาณรถไฟเพิ่มขึ้นจนสถานีกรุงเทพเริ่มคับแคบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริให้กรมรถไฟหลวงขยายสถานีรถไฟกรุงเทพให้ใหญ่โต เพื่อรองรับการเดินรถโดยสารและสินค้าที่มีมากขึ้น

การสร้างสถานีใหม่เริ่มต้นขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานีหัวลำโพงห่างกันเพียงแค่ข้ามถนน เพื่อหวังว่าจะได้เป็นการเชื่อมต่อของระบบรถไฟ 2 สายอย่างมีประสิทธิภาพ คนที่มาจากปากน้ำเมื่อเดินทางมาถึงหัวลำโพงแล้วก็ข้ามฝั่งไปสถานีกรุงเทพเพื่อต่อรถไปมณฑลทางเหนือหรือเมืองโคราชได้อย่างสะดวกสบาย

การก่อสร้างดำเนินเรื่อยมา จนในวันที่ 25 มิถุนายน 2459 เวลา 17.00 น. สถานีรถไฟกรุงเทพอาคารหลังปัจจุบันได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ โดยมีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเป็นสัญญาณให้รถไฟขบวนแรกวิ่งเข้าสู่สถานีกรุงเทพ ส่วนสถานีกรุงเทพหลังเดิมหลังจากใช้งานมา 20 ปีก็ปิดตัวลง

สถานีกรุงเทพหลังใหม่ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนเรเนซองส์ ออกแบบโดยมิสเตอร์มาริโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกชาวอิตาลี ผู้ออกแบบอาคารที่สวยงามหลายแห่งในประเทศไทย เช่น สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระที่นั่งอนันตสมาคม วังปารุสกวัน เป็นต้น แปลนของสถานีเป็นแบบปลายชานชาลาตัน มีตัวอาคารสถานีขวางไว้สุดปลายทางรถไฟ ซึ่งมีเพียงแค่สถานีกรุงเทพและสถานีเชียงใหม่เท่านั้นที่มีรูปแบบการวางทางรถไฟแบบนี้ ตัวสถานีประกอบด้วยโครงหลังคาโค้งแบบทรงกระบอกผ่าซีกตามแบบฉบับสถานีรถไฟสำคัญๆ ในยุโรป สถานีกรุงเทพนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับสถานีแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Hauptbahnhof)

สถานีกรุงเทพ
สถานีกรุงเทพ
สถานีกรุงเทพ

สองพี่น้อง หัวลำโพง-กรุงเทพ

สถานีกรุงเทพและหัวลำโพงตั้งอยู่คู่กันมาแบบสถานีพี่-สถานีน้องตั้งแต่ปี 2459 โดยมีสถานีหัวลำโพงเป็นพี่ สถานีกรุงเทพเป็นน้อง เป็นสถานีเชื่อมต่อของระบบรางในสมัยนั้นที่มีประสิทธิภาพมาก นอกจากจะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างรถไฟสองสายแล้ว ยังมีรถราง เรือ รวมถึงถนนเจริญกรุงในพื้นที่ใกล้เคียงกันนั้น ถือได้ว่าเป็นย่านที่สำคัญของพระนคร การเรียกขานสถานีรถไฟนั้นมักจะนิยมเรียกกันว่า ‘สถานีหัวลำโพงสายปากน้ำ’ และ ‘สถานีรถไฟหลวงที่หัวลำโพง’ น่าจะเป็นที่มาของการเรียก ‘สถานีหัวลำโพง’ แทนสถานีรถไฟทั้งสองมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

สถานีกรุงเทพ

หัวลำโพง-วัวลำพอง???

ชื่อของหัวลำโพง สันนิษฐานตามตำนานว่าบริเวณทุ่งนี้มีการเลี้ยงวัวอยู่มากมาย วัววิ่งเล่นคึกคะนองร้องมอๆ กันอย่างสนุกสนาน จึงเรียกว่า ‘ทุ่งวัวลำพอง’ ก่อนจะเพี้ยนเป็นหัวลำโพง แต่ก็มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าหัวลำโพงก็คือหัวลำโพงเนี่ยแหละไม่ใช่วัวลำพอง ซึ่งลำโพงที่ว่าคือชื่อต้นลำโพง มีดอกใหญ่เหมือนลำโพงซึ่งขึ้นมากมายอยู่ริมคลองหัวลำโพงนั้น (บริเวณตำบลคลองเตยก็ได้ชื่อมาจากมีกอเตยขึ้นริมคลองหัวลำโพง ซึ่งเป็นคลองเส้นเดียวกันเนี่ยแหละ)

รวมถึงอีกประเด็นในการออกเสียงไม่ชัดเจนของชาวต่างชาติที่มีอยู่มากในช่วงรัชกาลที่ 4 – 5 นั้น เกี่ยวกับการออกเสียงคำว่า ‘หัวลำโพง’ ผิดเพี้ยน และคนไทยเราก็ไปเรียกตามการออกเสียงเพี้ยนของฝรั่งมังค่า ซึ่งในหนังสือ ประมวลพระราชนิพนธ์เบ็ดเตล็ด ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีปรากฏความเกี่ยวกับการเรียกชื่อไม่ชัดตามแบบฝรั่งว่า “….การเช่นนี้มีจนกระทั่งในกรุงเทพฯ เช่น หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยเราพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง นี่เป็นเรื่องที่ควรฟาดเคราะห์จริงๆ…”

สถานีกรุงเทพ

ลาก่อนหัวลำโพง

เมื่อการเดินทางด้วยถนนจากพระนครไปปากน้ำมีความสะดวกมากขึ้น ประกอบกับกิจการรถไฟสายปากน้ำก็เริ่มลดความสำคัญลง ในวันที่ 1 มกราคม 2503 ได้มีการยกเลิกกิจการของรถไฟสายนี้ และได้รื้อถอนทางรถไฟตั้งแต่สถานีหัวลำโพงถึงสถานีปากน้ำออกเสียหมด พร้อมขยายถนนพระรามที่ 4 สิ่งที่ยังคงเป็นอนุสรณ์จากทางรถไฟสายปากน้ำนั้นก็คือ ‘ถนนทางรถไฟสายเก่าปากน้ำ’ ที่สร้างทับไปบนแนวเส้นทางรถไฟสายปากน้ำนั่นเอง

ส่วนสถานีหัวลำโพงก็ต้องเป็นอันยุติบทบาทลง และหายไปจากสารบบสถานีรถไฟในไทย แถมยังถูกเอาชื่อไปเรียกสถานีกรุงเทพว่าสถานีหัวลำโพงเสียอีก คนในรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันรถไฟสายปากน้ำจึงเข้าใจไปโดยอัตโนมัติว่าสถานีรถไฟรูปทรงตะวันตกมีหลังคาโค้งครึ่งวงกลมนั้นคือ สถานีหัวลำโพง

สถานีกรุงเทพ
*หมายเหตุ ถนนพระรามที่ 4 สร้างทับทางรถไฟสายปากน้ำเดิม

เป็นมากกว่าสถานีรถไฟ

พื้นที่ของสถานีกรุงเทพส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นโรงแรมดำเนินกิจการโดยกรมรถไฟ เปิดกิจการเมื่อปี 2470 มีชื่อว่า ‘โรงแรมราชธานี’ มีห้องพักจำนวน 10 ห้อง มีความทันสมัย (ในขณะนั้น) มีระเบียงโดยเฉพาะ รวมถึงเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย จุดประสงค์เพื่อการพักผ่อนระหว่างต่อรถไฟเนื่องจากสมัยก่อนนั้นรถไฟตู้นอนยังไม่มีให้บริการ จึงมีโรงแรมรถไฟอยู่ตามเมืองใหญ่ต่างๆ ภายหลังได้ยุติกิจการลงในปี 2512

ร่องรอยที่ยังคงเหลือความสวยงามให้เห็นอยู่คือโถงบันไดกลางหน้าห้องน้ำ ซึ่งในอดีตเคยเป็น Lobby โรงแรม สิ่งที่ยังคงอยู่คือเสาหินอ่อนสลักหัวเสาเป็นตัวอักษร RSR (กรมรถไฟหลวง) และฝ้าเพดานไม้ ส่วนห้องพักและระเบียงทางเดินได้ปรับเปลี่ยนเป็นที่ทำการของการรถไฟฯ

สถานีกรุงเทพ
สถานีกรุงเทพ
สถานีกรุงเทพ
สถานีกรุงเทพ

101 ปี สถานีกรุงเทพ

นับตั้งแต่สถานีกรุงเทพเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2459 จนถึงวันนี้ผ่านไป 101 ปีแล้ว สถานีรถไฟกรุงเทพยังคงทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องไม่มีวันหยุด มีรถไฟเข้า-ออกตลอดตั้งแต่เช้ามืดจนถึงดึกดื่นกว่า 100 ขบวน ทั้งรถไฟชานเมืองในระยะทางใกล้ๆ หรือรถไฟทางไกลมุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ อุบลราชธานี หนองคาย หาดใหญ่ หรือแม้แต่ประเทศมาเลเซีย สถานีกรุงเทพจึงเป็นไอคอนของการเดินทางด้วยรถไฟอย่างแท้จริง เมื่อเราพูดถึงรถไฟไทย ภาพแรกที่แวบเข้ามาในหัวต้องไม่พ้นสถานีรถไฟกรุงเทพแห่งนี้

ระยะเวลาที่ผ่านมา สถานีกรุงเทพมีการเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง จากแรกเริ่มนั้นมีเพียง 4 ชานชาลาในโถงสถานี ปัจจุบันนั้นเพิ่มมาอีกหลายเท่าตัวคือ 14 ชานชาลา มีการติดเครื่องปรับอากาศลดความร้อนจากอากาศที่ร้อนระอุของประเทศไทย มีร้านรวงมากมายให้เลือกซื้อของ มีห้องจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าและห้องจำหน่ายตั๋วของชาวต่างประเทศโดยเฉพาะ แต่กระนั้นแล้วขนาดของสถานที่ก็ยังไม่เพียงพอกับปริมาณผู้โดยสารในแต่ละวัน

สถานีกรุงเทพ

อนาคตของสถานีกรุงเทพ

จังหวะชีวิตของสถานีกรุงเทพนั้นยังคงดำเนินต่อไป มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นี่ มันอาจจะเป็นต้นทางของใครหลายๆ คน และอาจจะเป็นปลายทางของใครบางคน แต่อย่างไรแล้วหน้าที่ของสถานีกรุงเทพก็กำลังจะยุติบทบาทลงในเร็วๆ นี้ พร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟครั้งใหญ่เรียกได้ว่าพลิกกิจการรถไฟของไทยที่ล่าช้าและอืดอาดยืดยาดในสายตานักเดินทางไปได้ทีเดียว นั่นคือการเปิดใช้สถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟแห่งใหม่ที่รวมรถไฟทางไกล รถไฟฟ้าชานเมือง รถไฟเชื่อมต่อท่าอากาศยาน และรถไฟความเร็วสูงเข้าด้วยกัน โดยมีแผนเปิดใช้งานในปี 2563 ใครจะนั่งรถไฟไปต่างจังหวัดต้องมาใช้สถานีแห่งนี้ หลงไปที่สถานีกรุงเทพไม่ได้แล้ว

เมื่อสถานีกลางบางซื่อเป็นคลื่นลูกใหม่ สถานีกรุงเทพก็เหมือนคนแก่ใกล้เกษียณ บทบาทจะถูกลดลงเป็นเพียงแค่สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (มีส่วนต่อขยายไปถึงมหาชัยและปากท่อ) รวมถึงการเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟอีกด้วย

สถานีกรุงเทพ
สถานีกรุงเทพ
สถานีกรุงเทพ

อีกนิดอีกหน่อย

  1. สถานีกรุงเทพ ไม่ต้องใส่ไปยาลน้อย (ฯ) เพราะเป็นชื่อเฉพาะ ไม่ได้ย่อมาจากคำว่ากรุงเทพมหานครแต่อย่างใด
  2. สถานีหัวลำโพงนั้นไม่ได้จากเราไปไหน นางกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นสถานีรถไฟสายสีน้ำเงิน (MRT) หัวลำโพง โดยตัวสถานี MRT นั้นอยู่ในตำแหน่งเดียวกับสถานีรถไฟหัวลำโพงสายปากน้ำเลย เพียงแต่ย้ายจากบนดินลงไปอยู่ใต้ดินเท่านั้นเอง (กว่าจะกลับชาติมาเกิดใหม่ก็หลายสิบปีแฮะ)
  3. สถานีกรุงเทพมีการเชื่อมต่อกับสถานี MRT หัวลำโพง ระหว่างทางเดินนั้นก็จะมีนิทรรศการวิวัฒนาการขนส่งให้อ่านไปตลอดทาง
  4. มีห้องจัดแสดงอุปกรณ์เก่าๆ ของรถไฟ โดยมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟ อยู่ด้านหน้าสถานีกรุงเทพ เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ 08.00 – 17.00 น. (ปิดพักเที่ยง) นอกจากการแสดงของใช้เก่าแล้วยังมีของที่ระลึกจำหน่ายอีกด้วย
  5. ปลายชานชาลาที่ 11 และ 12 นั้น จะมีอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวงตั้งอยู่ ซึ่งตรงนั้นแหละเคยเป็นตำแหน่งของสถานีกรุงเทพหลังแรกก่อนจะเป็นสถานีใหญ่โตให้เราใช้อย่างทุกวันนี้
  6. วงเวียนน้ำพุด้านหน้าสถานี เดิมเป็นหลุมหลบภัยทางอากาศ อีกนัยหนึ่งนั้นคือสัญลักษณ์ กม.ที่ 0 ของทางรถไฟในประเทศไทย

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

12 พฤศจิกายน 2565
4 K

ขอเตือนก่อนว่าการเที่ยวครั้งนี้จะทำให้คุณกลับบ้านด้วยเท้าที่เมื่อยล้า แต่อิ่มด้วยความสุขสำราญ

เราเป็นคนชอบเที่ยวมาก โดยเฉพาะในเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ การได้เดินเข้าไปในย่านเก่า ไม่ใช่เพียงแค่มองดูตึกรามบ้านช่อง เข้าวัดเข้าวา หรือจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น การค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยเรียนวิชา ‘ท้องถิ่นของเรา’ (ใครทันขอให้ยกมือขึ้น) ซึ่งเป็นวิชาที่สนุกมากสำหรับเด็ก ม.1 (ในสมัยนั้น) อย่างเรา ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น และความเป็นมนุษย์กรุงเทพฯ สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเป็นวิชา สปช. ยังไงก็อย่างงั้น

ทริปของเราเดินเยอะมาก เน้นการใช้ขนส่งมวลชน และหมดพลังมาก แต่เชื่อเถอะว่าคุณจะสนุกมากถ้ามือของคุณได้จับกล้อง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ กล้องโปร หรือกล้องฟิล์ม คุณจะเพลิดเพลินไปกับมันได้ไม่ยาก

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ไปเดินเล่นสถานีกรุงเทพ โบกธงส่งปู่ทวดไอน้ำ

สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่เรียกกันจนชินว่าหัวลำโพง เป็นจุดเริ่มต้นของวัน การเข้ามาเดินดูสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางและสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองด้านการคมนาคมในช่วงรัชกาลที่ 6 ที่ต่อมาพื้นที่โดยรอบกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่เป็นเรื่องน่าสนุกในตอนเช้า

เราเริ่มต้นที่นี่เพราะเป็นจุดที่เดินทางง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็น MRT ที่เดินทะลุเข้าสถานีรถไฟกรุงเทพได้เลย หรือหากใครที่นั่งรถไฟปู๊น ๆ มาจากสายต่าง ๆ ก็ต้องมาสิ้นสุดที่นี่

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

สถานีที่มีความ Iconic โครงหลังคารูปโค้งขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยชาวเยอรมัน ระเบียงและอาคารหน้าสถานีที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี นับเป็นศิลปะแห่งยุคสมัยที่สวยงาม เราแวะชมมินิมิวเซียมที่หน้าสถานีรถไฟก่อน แล้วค่อยเดินเข้าไปดูชีวิตของคนที่ชานชาลา ถ้าวันไหนคุณโชคดีตรงกับวันสำคัญที่มีขบวนรถจักรไอน้ำออกวิ่ง เหมือนกับเราที่เลือกวันเที่ยวเป็นวันที่ 23 ตุลาคม วันปิยมหาราช ก็จะได้เห็นขบวนรถไฟนำเที่ยวที่ใช้รถจักรไอน้ำสีดำทะมึนดูขึงขัง พ่นไอน้ำสีขาวคลุ้งไปทั่วชานชาลา เสียงหวีดเหมือนขลุ่ยผิวส่งเสียงดังไปทั้งชานชาลาให้ทุกสายตาหันมาจ้องมอง ก่อนที่เสียงฟืดฟาดของคันชักจะค่อย ๆ หมุนล้อลากทั้งขบวนมุ่งหน้าสู่ปลายทางท่ามกลางสายตาของคนนับร้อยที่ยืนมองด้วยความชื่นชม

ในสถานีรถไฟกรุงเทพ ยังมีอีกหลายจุดที่น่าสนใจและถ่ายรูปแนวสตรีท ไม่ว่าจะเป็นปลายสุดของชานชาลา โถงสถานี หรือแม้แต่ในโถงชานชาลาที่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ากระจกสีเหลืองบนนั้นเรียงตัวเป็นรูปครุฑแบบ 8 bit ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรมรถไฟที่ซ่อนอยู่

เราอาจจะได้เห็นจังหวะชีวิตของสถานีกรุงเทพที่สมบูรณ์แบบนี้แค่ไม่นานเท่านั้น ก่อนรถไฟส่วนใหญ่จะย้ายไปออกที่สถานีกลางกรุงเทพฯ และที่นี่ก็จะเหลือเพียงขบวนรถไฟชานเมืองและรถไฟบริการเชิงสังคมเข้ามารับส่งที่ชานชาลาเท่านั้น

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ไปกินบะหมี่จับกัง ไหว้พระ ที่วัดมังกร

จากสถานีกรุงเทพ เราเดินลงรถไฟ MRT สถานีหัวลำโพงเพื่อนั่งรถไฟต่อไปที่สถานีวัดมังกร

การนั่ง MRT สะดวกมากขึ้นที่ใช้บัตรเครดิต (ทุกธนาคาร) และบัตรเดบิต (เฉพาะธนาคารกรุงไทย) แตะเข้าระบบรถไฟฟ้าได้เลยโดยไม่ต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วหรือใช้บัตรแมงมุมที่หยากไย่ขึ้นแล้ว

รถไฟสายสีน้ำเงิน หรือที่เราเรียกว่า MRT นั้นต้องใช้สมาธิและสติในการดูทิศทางเป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางรถไฟสายนี้วิ่งเป็นลักษณะวงกลมมีหางโดยมีท่าพระเป็นสถานีร่วม กล่าวคือหากเรานั่งรถไฟเริ่มต้นที่ท่าพระ แล้วนั่งไปเรื่อย ๆ เราจะผ่านบางโพ บางซื่อ พระรามเก้า สุขุมวิท สีลม หัวลำโพง สนามไชย แล้วกลับมาเจอท่าพระอีกรอบ และรถไฟก็จะวิ่งต่อไปเพชรเกษม ปลายทางที่หลักสอง นั่นหมายความว่าเราเลือกได้ว่าจะนั่งแบบวนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา เพื่อการเดินทางที่สั้นที่สุด ซึ่งไม่ว่าจะยังไงแล้ว MRT เขาจะคิดให้ราคาเดียวแม้จะวนผิดฝั่งก็ตาม

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ที่ชานชาลามีแผนที่ให้เราดู วิธีการดูง่าย ๆ ถ้าวนตามเข็มนาฬิกา ปลายทางของรถจะเป็นหลักสอง แต่ถ้าวนทวนเข็มนาฬิกา ปลายทางจะเป็นท่าพระ ป้ายของสถานีก็จะบอก 3 สถานีสำคัญพร้อมปลายทาง หากยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ ป้ายเหนือประตูชานชาลาจะบอกเราว่าชานชาลาที่ยืนนั้นรถไฟมุ่งหน้าไปทางไหน โดยดูจากเส้นสีน้ำเงินซึ่งเป็นเส้นทางที่รถไฟมุ่งหน้าไป แต่หากสถานีที่ปรากฏอยู่ในแถบเส้นสีเทาหมายความว่ารถไฟวิ่งผ่านสถานีเหล่านั้นมาแล้ว

เรานั่ง MRT จากหัวลำโพงมาวัดมังกร ออกประตู 3 แล้วเลี้ยวซ้ายไปที่ซอยเจริญกรุง 23 ก็จะพบกับตรอกเล็ก ๆ ที่ด้านในจะเห็นร้านอาหารที่รู้สึกถึงความร้อนระอุจากเตาถ่านที่ไฟลุกโชติช่วงตลอดเวลา

เรามาถึงบะหมี่จับกังแล้ว

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

การสั่งนั้นไม่ยาก บอกแค่ว่าเอาแห้งหรือเอาน้ำ ก็จะได้บะหมี่ชามใหญ่ที่เส้นเยอะมาก ๆ พร้อมเนื้อหมูหั่นบาง ๆ และผักซึ่งบางวันก็จะเป็นผักกาดแก้ว บางวันเป็นกะหล่ำปลี และบางวันเป็นผักกาดหอม คงอยู่ที่ว่าวันนั้นร้านเขาได้ผักแบบไหนมา

อิ่มท้องแล้ว ก็ไปอิ่มบุญกันต่อ เป้าหมายถัดไปคือวัดมังกร

วัดมังกรกมลาวาส หรือที่เรียกกันว่า วัดเล่งเน่ยยี่ เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย และเป็นสถานที่สำคัญในย่านเยาวราชที่มีคนหลั่งไหลเข้ามาไหว้พระ สวดมนต์ ทำบุญ รวมถึงแก้ปีชงกันอย่างหนาแน่น

เรามาในช่วงที่มีการก่อสร้างอยู่ ทางเข้าจึงดูซับซ้อนกว่าที่เคย ทางเดินมีป้ายบอกเป็นระยะ ๆ เข้าไปจนถึงวิหารด้านในที่เหมือนอยู่คนละโลกกับด้านนอก ในนี้คือวิหารท้าวโลกบาลทั้ง 4 มีเทวรูปเจ้า 4 องค์ในชุดนักรบจีน ถืออาวุธต่าง ๆ ที่เรียกว่า ‘ซี้ไต๋เทียงอ้วง’ หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักรักษาทั้ง 4 ทิศ เมื่อเดินเข้าไปอีกหน่อยเป็นพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธานของวัด คือ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ พระไภษัชยคุรุพุทธะ พร้อมพระอรหันต์อีก 18 องค์

นอกจากพระแล้วก็ยังมีเทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตาที่ชื่อคุ้นหูอย่าง ‘ไท้ส่วย เอี๊ยะ’ เทพเจ้าแห่งยา ‘หัวท้อเซียงซือกง’ และที่คนมักจะมาไหว้ขอพรมากที่สุดคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ‘ไฉ่ชิงเอี๊ยะ’

ตอนนี้วัดมังกรไม่ให้จุดธูปด้านในแล้ว รู้สึกสบายจมูกสบายตามาก ในวัดเย็นเยียบมีเสียงสวดมนต์แบบพุทธมหายานก้องอยู่ด้านในฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ เราอยู่ที่นี่กันไม่นานก็เดินทางต่อไปอีกวัดที่น่าจะคุ้นเคยกันดี

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ไปไหว้พระ ดูตำรายา เล่นท่าฤๅษีดัดตน เล่นกับแมว ที่วัดโพธิ์

จากสถานีวัดมังกร นั่ง MRT ต่อมาอีก 2 สถานีก็จะถึงสถานีสนามไชย สถานีที่เรียกได้ว่ามีความพิเศษมากมายซุกซ่อนอยู่ ทั้งเป็นสถานีที่ระดับอยู่ลึกมากที่สุดในสายสีน้ำเงิน เพราะเป็นจุดสุดท้ายของฝั่งพระนครที่ต้องมุดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อข้ามไปฝั่งธนบุรีเพื่อเจอกับสถานีอิสรภาพ หลายคนอาจเข้าใจว่าอุโมงค์รถไฟนั้นผ่ากลางแม่น้ำไปเลย จริง ๆ แล้วมันถูกขุดลึกลงใต้ก้นแม่น้ำลงไปอีก ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นราว ๆ 40 – 50 เมตรได้

เมื่อเราขึ้นจากชานชาลาด้วยบันไดเลื่อนที่ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน ก็จะเริ่มเห็นการตกแต่งสถานีที่แปลกตา ฝ้าเพดานเป็นสีแดงมีลายไทยสีทอง มีลายดอกพิกุลบนกระเบื้อง เสาประดับด้วยบัวจงกลปิดทอง พร้อมแขวนแชนเดอร์เลียอันใหญ่ เหมือนท้องพระโรงในสมัยรัตนโกสินทร์ มุมนี้มีแต่คนหยุดถ่ายรูปจนกลายเป็นเหมือนแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งไปซะแล้ว

เดินออกมาจากเครื่องตี๊ดตั๋ว ก็จะเจอกับพิพิธภัณฑ์ใต้ดินที่บอกเล่าเรื่องราวของอดีตพื้นที่สถานีสนามไชย ซึ่งเคยเป็นฐานพระราชวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุขสวัสดี

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

เดินขึ้นบันไดเลื่อนมาอีกจนถึงระดับพื้น (สักที) ก็มาโผล่หน้ามิวเซียมสยามซึ่งเคยเป็นอดีตกระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงเศรษฐการ แต่นั่นไม่ใช่ปลายทางของเรา เราเดินฝ่าแดดไปอีกระยะหนึ่งเพื่อไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่รู้จักกันว่าวัดโพธิ์

วัดโพธิ์เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยก็ว่าได้เพราะว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้มากมายหลายแขนงที่เป็นตำรับโบราณ เช่น ตำรับยา แพทย์แผนไทย ฤๅษีดัดตน

วัดนี้มีสิ่งปลูกสร้างค่อนข้างแน่นทีเดียว ทั้งเจดีย์ วิหาร อาคาร ระเบียง รวมไปถึงรูปปั้นฤๅษีดัดตนที่กระจายอยู่เต็มบริเวณวัด ถ้าจะให้เลือกเส้นทางเดินนั้นก็คงเดินดูเจดีย์รายรอบ ๆ ก่อน แล้วเข้าไปในกำแพงแก้วที่มีรูปปั้นจีนแต่งกายแบบฝรั่งยืนเฝ้าอยู่ก็จะเป็นพื้นที่ของเจดีย์สี่รัชกาล รอบ ๆ ในระเบียงนั้นประดิษฐานพระพุทธรูปหลากหลายศิลปะที่มองดูแล้วเต็มไปด้วยปางห้ามญาติและปางห้ามสมุทร

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

เพราะมีจารึกต่าง ๆ ที่เป็นองค์ความรู้ทำให้วัดโพธิ์ได้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ไม่ใช่มรดกโลกนะ อันนั้นจะใช้เฉพาะสิ่งที่เป็นโบราณสถานและที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ) ตำราต่าง ๆ ถูกจารึกไว้บนหินอ่อนประดับไว้ตามศาลาราย คนที่จารึกนั้นมีหลากหลายตั้งแต่กษัตริย์จนถึงประชาชน ความรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาศาสตร์ วรรณกรรม ศาสนา แพทย์ ประติมากรรม สิ่งนี้เองจึงทำให้วัดโพธิ์ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของคนไทย

ก่อนออกจากวัด มี 2 สิ่งที่เราพลาดไม่ได้ที่จะทำ สิ่งแรกคือการทดลองทำตามท่าของรูปปั้นฤๅษีดัดตน บางท่าก็ทำได้และยืดเส้นได้ดีมาก แต่บางท่าก็เกินกว่าจะทำได้จนคิดว่ามันทำได้จริง ๆ หรือ ส่วนสิ่งที่สองนั้นคือการส่องสายตาหาน้องแมวในวัดที่มีเยอะมากกกกกก แต่อาจเป็นเพราะเกือบทุกครั้งเรามาช่วงเย็นที่คนเริ่มน้อย น้องแมวเลยออกมาจากที่ซ่อนตัวมาเกลือกกลิ้งอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ไม่ก็ฐานเจดีย์ แต่วันนี้คนคงเยอะมากไปจนแมวอาจจะรำคาญพวกมนุษย์ เลยเจออยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้นเอง

มาวัดโพธิ์ไม่ได้เล่นแมว เหมือนมาไม่ถึง

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ไปพักอิริยาบถที่คาเฟ่ริมน้ำย่านวังหลัง

ประเทศไทยมี 3 ฤดู ร้อน ร้อนมาก ร้อนที่สุด การเดินแบบไม่หยุดคงทำให้การเที่ยวไร้ความสุขแน่นอน เราไปวัดไปวากันแล้วคงพ้นไม่ได้ที่ต้องพักผ่อนระหว่างวันด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ กับของว่างสักหน่อย (หยุดกินไม่ได้จริง ๆ ขอโทษด้วย)

จากวัดโพธิ์เดินตามถนนข้างวังมาเรื่อย ๆ ผ่านท่าช้างแล้วไปจบที่ท่ามหาราช เพื่อนั่งเรื่องข้ามฟากไปที่ท่าวังหลังฝั่งศิริราช มีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่งที่เราชอบมาก เป็นพื้นที่เซฟโซนสำหรับการปั่นต้นฉบับของ The Cloud เกือบทุกเรื่องให้พวกคุณอ่าน เป็นคาเฟ่ที่วิวดี ร้านก็ดี ซุกตัวอยู่ใต้โรงแรมบ้านวังหลังริเวอร์ไซต์ ที่นี่ชื่อว่า N10

ร้าน N10 ตั้งชื่อเดียวกับรหัสท่าเรือวังหลังและพรานนก (N10) ซึ่งเป็นท่าเรือด่วนเจ้าพระยาลำดับที่ 10 ถ้านับจากท่าสาทร (CEN)

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

สิ่งที่ทำให้ร้านนี้เป็นร้านโปรดของเราคือ การมีพื้นที่อินดอร์ที่เป็นห้องปรับอากาศตกแต่งแบบบ้านเรือนไม้ มีโต๊ะกระจายอยู่ทั่วบริเวณ และที่ดีที่สุดคือชานชาลาที่ก่อขึ้นมาให้เราเอนตัวได้บนหมอนอิงสามเหลี่ยมจิบชา กาแฟ และของว่างยามบ่าย มองออกไปนอกกระจกเป็นส่วนเอาต์ดอร์ที่เรียกได้ว่าบรรยากาศดีมาก มันเป็นพื้นที่โล่งติดชิดแม่น้ำเจ้าพระยา มองไปทางซ้ายคือสะพานพระปิ่นเกล้า ฝั่งตรงข้ามคือท่ามหาราช เยื้องขวาหน่อยคือพระบรมมหาราชวัง และมองไปขวาสุดคือคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ตวัดโค้งมีพระปรางค์วัดอรุณอยู่ลิบ ๆ

ยามบ่ายแก่พื้นที่เอาต์ดอร์นี้จะร่มจากเงาตึกของโรงแรม ทำให้เรานั่งชมวิวแม่น้ำพลางจิบเครื่องดื่มได้อย่างสบาย ลมเย็นๆ จากแม่น้ำ มองดูเรือลำแล้วลำเล่าผ่านไปมาช่วยให้ร่างกายได้พักก่อนเดินทางไปสถานที่ใหม่

ขอสารภาพว่า บทความรถไฟต่าง ๆ ใน The Cloud ที่คุณอ่านของเราตั้งแต่เรื่องแรก ๆ เขียนที่ร้านนี้นี่แหละ บรรยากาศมันดีจริง ๆ อย่าบอกใคร

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ไปเยี่ยมสถานีรถไฟเก่า และเดินมิวเซียมที่ศิริราชพิมุขสถาน

เมื่อเช้าเราไปเริ่มต้นที่สถานีรถไฟ ตอนนี้เราก็มาอยู่กับอดีตสถานีรถไฟ

เมื่อเช้าเราอยู่ที่สถานีกรุงเทพ สถานีต้นทางของรถไฟฝั่งพระนคร ส่วนตอนนี้เราอยู่ที่อดีตสถานีรถไฟธนบุรี ต้นทางของรถไฟสายใต้ฝั่งธนบุรี

จากวังหลัง เดินลัดทะลุโรงพยาบาลศิริราชมาจนถึงโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ จะเจอตึกอิฐสีแดงมีหอนาฬิกาติดกับอาคารโรงพยาบาล นี่แหละคืออดีตสถานีรถไฟธนบุรีที่เราพูดถึง

เมื่อก่อนเวลาที่จะนั่งรถไฟลงใต้ก็ต้องใช้สถานีรถไฟธนบุรีเป็นสถานีต้นทาง ตัวสถานีนี้เป็นของใหม่ เดิมทีเป็นแค่อาคารไม้ธรรมดาซึ่งใช้งานมาจนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดนพรมระเบิดซะพรุน จึงต้องสร้างใหม่โดยได้รับการออกแบบให้เป็นรูปแบบของ Terminal Station โดยหม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2493

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

สถานีธนบุรีใช้งานมาเรื่อย ๆ จนได้มีการมอบพื้นที่ของสถานีธนบุรีให้กับโรงพยาบาลศิริราชเพื่อสร้างศูนย์การแพทย์ สถานีธนบุรี (ริมน้ำ) จึงปิดตัวลงตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2546 โดยมีขบวนรถธรรมดาที่ 253 ธนบุรี – หลังสวน เคลื่อนออกจากสถานีเป็นขบวนสุดท้าย และการรถไฟฯ ก็ได้ย้ายสถานีธนบุรีไปอยู่ที่ใหม่ตรงตลาดศาลาน้ำร้อนและใช้จนถึงปัจจุบัน

พื้นที่ย่านสถานีธนบุรีทั้งหมดกลายเป็นอาคารของโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ส่วนอาคารสถานีธนบุรีและอาคารที่รับส่งสินค้าธนบุรี (ทรส.ธนบุรี) ก็ถูกปรับปรุงให้กลายเป็น ศิริราชพิมุขสถาน พิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ ประวัติศาสตร์ และโบราณคด

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

เข้ามาในพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน สิ่งแรกที่เจอคือที่ขายบัตรเข้าชม ใช้ห้องขายตั๋วของรถไฟจริง ๆ จนได้บรรยากาศเหมือนเราซื้อตั๋วรถไฟยังไงอย่างงั้น แถมที่นั่งรอก็เป็นเก้าอี้ไม้รูปวงรีของสถานีรถไฟจริง ๆ อีก สรุปแล้วนี่มาขึ้นรถไฟหรือเข้ามิวเซียมกันแน่นะ

ภายในแบ่งโซนการจัดแสดงเอาไว้ และทางเดินก็จะบังคับให้เป็นวันเวย์ เริ่มจากห้องแรก ศิริสารประพาส ที่จำลองเป็นห้องเรียนของนักศึกษาแพทย์ให้เราได้ดูภาพรวมเป็นการแนะนำก่อนที่จะพาเดินต่อไปที่ ศิริราชขัตติยพิมาน ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ กับการแพทย์ของประเทศไทย ตามมาด้วยห้องสถานพิมุขมงคลเขต ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เรื่องราวของวังหลัง พื้นที่วังหลัง และชุมชนปากคลองบางกอกน้อย

ห้องถัดมาคือโบราณราชศัตรา ที่รวบรวมอาวุธเก่าแก่ซึ่งรักษาได้ดีมาก ห้องที่เราชอบที่สุดคือ คมนาคมบรรหาร ใช้ชานชาลาสถานีรถไฟจริง ๆ มาทำเป็นห้องฉายหนังที่เห็นทางรถไฟของจริงใต้กระจก โดยเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับรถไฟ การแพทย์ และศิริราช (ตอนที่เราไปล่าสุดห้องนี้ปิดปรับปรุง)

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ออกจากห้องคมนาคมบรรหาร ทางเดินจะพาไปชั้นสองเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับด้านการแพทย์ทั้งหมด เราจะได้เห็นห้องผ่าตัดจำลอง การวิเคราะห์โรค กายวิภาค ร่างกายมนุษย์ ร้านขายยา และชุมชนบางกอกน้อย จากนั้นเป็นส่วนสุดท้ายของมิวเซียมคืออาคารรับส่งสินค้ารถไฟซึ่งเป็นอาคารไม้เรือนแถว ภายในจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชุมชนคลองบางกอกน้อยและซากเรือขนาดใหญ่มากที่ขุดค้นพบตอนสร้างโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์

จุดสุดท้ายของเดินเที่ยวของเราคือรถจักรไอน้ำแบบมิกาโด หมายเลข 950 ซึ่งเป็นญาติสนิทกับรถจักรไอน้ำแบบแปซิฟิกที่เราเจอเมื่อเช้าที่สถานีกรุงเทพ เขาเป็นรถจักรไอน้ำ 2 รุ่นสุดท้ายที่สั่งเข้ามาใช้งานหลักสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงแต่ว่าหมายเลข 950 ไม่มีโอกาสได้มีชีวิตต่อ เขายุติบทบาทลงเมื่อ พ.ศ. 2525 เหลือทิ้งไว้แต่โครงสร้างภายนอกที่ยังดูสมบูรณ์ และตั้งอยู่ด้านหน้าอดีตสถานีรถไฟที่เขาเคยแล่นเข้ามาให้บริการ

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ไปกินหมูกระทะ ดูพระอาทิตย์ตกที่ท่ามหาราช

พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เท้าที่เดินมาทั้งวันเริ่มล้าขึ้นและร่างกายต้องการอาหารมาเติมเต็มในพลังงานที่เสียไป

จากท่าเรือวังหลังข้ามฟากมาท่ามหาราช เป็นคอมมูนิตี้มอลริมน้ำที่บรรยากาศดีอย่าบอกใคร ร้านอาหารมากมายมีให้เราเลือกสรร แต่ถ้าอยากจบวันด้วยการกินไปนั่งคุยไปกับบรรยากาศริมน้ำ ให้ขึ้นไปชั้นสองแล้วตบเท้าเข้าไปกินหมูกระทะเลย เป็นร้านกลางแจ้งที่มีระเบียงนั่งกินมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างปิ้งหมูให้สุก ช่วงบรรยากาศที่ดีที่สุดก็ต้องเป็นตั้งแต่สี่โมงเย็นเป็นต้นไปจนฟ้ามืด

เที่ยวแบบนี้ ต้องลอง

ใครไปแล้วก็มาเล่าให้ฟังบ้างนะ

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ตะลอนเดินตะลอนถ่าย : วันวิสข์ เนียมปาน และ รัฐศิลป์ ภวันตพงศ์

เกร็ดท้ายขบวน

  1. MRT ไม่มีตั๋วเหมาวันแบบ BTS การเดินทางจะต้องซื้อตั๋วรายเที่ยว
  2. ถ้าอยากมาสถานีกรุงเทพแล้วเจอรถจักรไอน้ำ ต้องมาวันที่ 26 มีนาคม, 3 มิถุนายน, 28 กรกฎาคม, 12 สิงหาคม, 23 ตุลาคม, 5 ธันวาคม
  3. บริเวณท่าเตียนมีคาเฟ่และร้านขนมเยอะมาก ให้ลองเดินดูแล้วนั่งพักอิริยาบถก่อนเที่ยวต่อก็ได้นะ 🙂

Writer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load