เคยคิดเคยฝันอยากจะให้จิตรกรผู้มีชื่อเสียงมาวาดภาพเหมือนของเราเก็บไว้เป็นมรดกสักภาพหนึ่งไหมครับ ผมเองก็เคยนึกฝันแบบนี้แต่ยังทำไม่ได้จริงสักที ด้วยข้อขัดข้องหลายประการ

ยังจำได้ดีครับว่า เมื่อตอนที่ตัวเองเป็นเด็กเรียนชั้นประถม มัธยม พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ พ่อแม่ก็จะพาผมกับน้องชายไปเยี่ยมคุณย่าที่บ้านรองเมือง บ้านนั้นอยู่กันหลายครอบครัวตามลักษณะสังคมแบบครอบครัวขยายของไทยดั้งเดิม จากเรือนไม้ซึ่งเป็นที่พำนักของคุณย่า มีหลังคาเชื่อมต่อไปยังอาคารที่เป็นตึก ซึ่งเป็นที่อยู่ของคุณลุงผู้เป็นพี่ชายคนใหญ่ของพ่อ บนตึกหลังนั้นมีห้องรับแขกหน้าตาโอ่อ่าหรูหราพอสมควร สมแก่ฐานะของคุณลุงซึ่งเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมอยู่ในเวลานั้น ระหว่างที่ผู้ใหญ่นั่งพูดคุยกันด้วยเรื่องสารพัด เด็กอย่างผมจะมีอะไรทำได้เล่า นอกจากการหยิบหนังสือจากตู้หนังสือของคุณย่าออกมาอ่าน หรือมิเช่นนั้นก็เดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ เป็นการแก้เหงาตามประสาเด็ก

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ในห้องรับแขกของคุณลุง ฝาผนังด้านหนึ่งประดับรูปเขียนขนาดใหญ่ เป็นรูปของคุณลุงและคุณป้าแต่งเต็มยศสวยงามคู่กัน ในความรู้สึกของเด็กวัยนั้น ผมรู้สึกประทับใจมากกับรูปนี้ ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด ในภาพเขียนนั้น คุณลุง ดร.สิริลักขณ์ จันทรางศุ แต่งเต็มยศประดับสายสะพายประถมาภรณ์ช้างเผือก ยืนซ้อนข้างหลังคุณป้า คุณหญิงสงวนศรี จันทรางศุ แต่งชุดไทยสีชมพูสวยงาม ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานครบถ้วน

ผมถามผู้ใหญ่ว่ารูปนี้ใครเป็นคนวาด ก็ได้คำตอบว่าเป็นจิตรกรหรือศิลปินที่ชาวอินโดนีเซียผู้กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่เมืองไทยช่วงนั้น ชื่อว่า ระเด่นบาซูกิ

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย
ภาพ : https://www.wikiart.org/en/basuki-abdullah

ผมฟังและจดจำไว้แค่นั้น พลางนึกในใจว่า มีคำนำหน้านามว่า ‘ระเด่น’ แบบนี้ น่าจะเป็นคนมีเชื้อมีแถวอยู่เหมือนกัน ชะดีชะร้ายอาจจะเป็นญาติกับอิเหนาก็เป็นได้ เพราะครูสอนภาษาไทยบอกว่า เจ้านายเมืองชวานั้นมีคำนำหน้านาม 2 แบบ ถ้าเป็นชั้นสูงหน่อยก็ใช้คำว่าระเด่น เช่น ระเด่นมนตรี ซึ่งหมายถึงอิเหนา หรือระเด่นบุษบา แต่ถ้าเป็นเจ้านายชั้นรองลงไปจะใช้คำนำหน้านามว่า ระตู เช่น ระตูจรกา เป็นต้น

อีก 4 – 5 ปีต่อมา เป็นช่วงเวลาที่ผมเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ
ศ. 2516
ไม่นาน ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ผมได้ข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (คือ สมเด็จพระพันปีหลวง ในปัจจุบัน) เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการภาพเขียนฝีมือระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ ที่ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี ในวันที่ 2 ธันวาคม และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมนิทรรศการดังกล่าวได้ระหว่างวันที่ 3 – 8 ธันวาคม

นี่ต้องเป็นระเด่นบาซูกิคนเดียวกันกับที่ผมเคยเห็นฝีมือมาแล้วแน่นอน

เป็นเช่นนี้แล้วผมจะยอมพลาดหรือครับ จากอาคารเรียนของผมภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใกล้กันกับถนนอังรีดูนังต์มากแล้ว การเดินเท้าไปโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งอยู่ที่แยกศาลาแดงจึงใช้เวลาเพียงนิดเดียว อาคารของโรงแรมดุสิตธานีเวลานั้นเป็นอาคารที่มีการจัดอันดับว่ามีความสูงเป็นที่ 2 ของประเทศไทย ขณะที่อันดับหนึ่งเป็นของตึกโชคชัย ตั้งอยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 24 กับซอย 26 ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมดุสิตธานีที่ชื่อว่าห้องนภาลัย ก็เป็นห้องจัดเลี้ยงที่งดงามหรูหรา จัดงานเชิญเสด็จพระราชดำเนินได้ไม่อายใครเลยทีเดียว

ในความทรงจำของนิสิตปีหนึ่งเมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว การได้ไปเดินชมนิทรรศการของจิตรกรหรือศิลปินฝีมือระดับนานาชาติคราวนั้นทำให้หัวใจเบิกบานแจ่มใสมาก ภาพที่นำไปจัดแสดงมีจำนวนรวมกันถึง 230 ภาพ เป็นภาพที่พระราชทานยืมมาให้จัดแสดงจำนวน 11 ภาพ เป็นพระสาทิสลักษณ์หรือภาพของผู้มีฐานานุรูปในสังคมไทยเวลานั้นอีกหลายสิบรูป ซึ่งรวมทั้งภาพของคุณลุงคุณป้าของผมด้วย แต่นอกจากนั้น อีกกว่าครึ่งก็เป็นภาพวิวทิวทัศน์และเรื่องราวของเมืองไทย มีตั้งแต่ชีวิตชาวเขาทางภาคเหนือ ท้องทะเลสวยงามที่พังงา รวมตลอดไปจนถึงชีวิตชาวนาชาวไร่ มีวัวควายเดินอยู่ในทุ่ง รูปหญิงชาวนาหน้าตาสะสวยสวมงอบและถือรวงข้าวอยู่ในอุ้งมือ

นิทรรศการครั้งนั้นใช้ชื่อว่า Beautiful Thailand และเป็นงานที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย

ผมยังมีโอกาสได้สูจิบัตรมาจากงานนั้น แต่ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี รวมกับสมบัติพระศุลีรายการอื่นในห้องสมุดของผม

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ระเด่นบาซูกินี้ ตามประวัติที่สืบค้นได้ก็เป็นเชื้อสายเจ้านายอินโดนีเซียตามที่คาดไว้ไม่ผิด ท่านเป็นผู้มีใจรักในงานด้านนี้มาตั้งแต่เป็นเด็ก และเมื่อเติบใหญ่เป็นหนุ่มขึ้นก็ได้ไปเรียนต่อด้านจิตรกรรมที่กรุงเฮก ปารีส และโรม ได้สร้างผลงานหลากหลายและมีชื่อเสียงเพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ ด้วยฝีมือและกิตติศัพท์ที่แพร่หลายไปในหลายประเทศ ท่านจึงมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในประเทศไทย ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสูจิบัตรเล่มดังกล่าว แสดงข้อเท็จจริงว่า ท่านได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลาถึง 13 ปีแล้วก่อนงานนิทรรศการ หักกลบลบตัวเลขแล้วอนุมานได้ว่า ท่านเข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ประมาณพุทธศักราช 2503 เป็นต้นมา และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลายาวนานไม่น้อยกว่า 10 ปี

การพำนักอยู่ในเมืองไทยของระเด่นบาซูกิ หากจะกล่าวว่าท่านเป็นศิลปินหรือจิตรกรประจำพระราชสำนัก ก็น่าจะตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเป็นไป

จำได้ไหมครับว่า บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท บริเวณท้องพระโรงหน้าก่อนเดินผ่านพระทวารเข้าไปสู่ท้องพระโรงกลางที่อยู่ชั้นใน บนฝาผนังสองข้างซ้ายขวาของพระทวารนี้เอง ประดับพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ภาพหนึ่ง และพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกภาพหนึ่ง ภาพทั้งสองนี้เป็นภาพที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะประดับอยู่ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทดังที่ว่าแล้ว ยังเป็นภาพที่มีการเผยแพร่ตามสื่อสาธารณะอยู่เป็นประจำ เพราะมีความงดงามสมบูรณ์แบบด้วยประการทั้งปวง

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

นอกจากพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์สองภาพนั้นแล้ว ตามบัญชีรายการที่ปรากฏในหนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ ยังทบทวนความทรงจำของผมด้วยว่า มีพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์ของเจ้านายอีกหลายพระองค์ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมมราชชนนี และ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา เป็นต้น

เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า งานเขียนภาพเหมือนของท่านย่อมเป็นที่ต้องการ และอยู่ในความนิยมของเมืองไทยในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบัญชีรายการภาพเหมือนที่จัดแสดงคราวนั้นมาให้เห็นรายชื่อท่านผู้เป็นเจ้าของภาพมาให้ได้เห็นกันนะครับ

หม่อมหลวงบัว กิติยากร, ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค, ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์, เจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่, ดร.ถนัด คอมันตร์, คุณอุเทน เตชะไพบูลย์, คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย, คุณชาตรี โสภณพนิช, คุณกลอเรีย มหาดำรงค์กุล และคุณโชคชัย บูลกุล

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย
ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

จากตัวอย่างรายชื่อเช่นนี้ คงทำให้เราเข้าใจได้แล้วนะครับว่า ระเด่นบาซูกิขณะนั้นฝีมือโด่งดังและเป็นที่ชื่นชอบของสังคมไทยขนาดไหน

ไม่ทราบว่าจะเป็นการผิดถูกหรือก้ำเกินประการใดหรือไม่ ถ้าผมจะกล่าวต่อไปว่า ค่านิยมการวาดภาพเหมือนที่แพร่วงกว้างออกไปในยุคสมัยนั้นเอง เป็นการเปิดทางให้กับศิลปินไทยในเวลาต่อมาได้แสดงฝีมือการวาดภาพเหมือนในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

ในความหมายนี้ ระเด่นบาซูกิกับผลงานที่ฝากฝีมือไว้ในเมืองไทย ก็ต้องถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญชิ้นหนึ่งของวงการศิลปะในบ้านเรา แม้เจ้าตัวเองจะเป็นคนต่างชาติ ต่างภาษา แต่ก็ได้เข้ามาทำงานอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานาน รู้จักเมืองไทยดี และเจ้าตัวได้แถลงไว้ในสูจิบัตรงานนิทรรศการครั้งสำคัญคราวนั้นว่า

“… ข้าพระพุทธเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาพต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นสื่อกลางที่ทำให้โลกได้มีโอกาสเห็นสภาพอันสงบสุขและสวยงามของประเทศไทย”

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ในขณะเดียวกันกับที่ ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักพระราชวังในเวลานั้น กล่าวเสริมความว่า

“ระเด่นบาซูกิหวังว่าการเปิดนิทรรศการเขียนภาพสีของท่านครั้งนี้ เป็นการอุทิศให้กับประเทศไทยทั้งสิ้น ประเทศไทยอันสวยสดงดงามจะเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางยิ่งขึ้นแก่ประชาชนของโลก และพร้อมกันนี้ ท่านพยายามที่จะสร้างสรรค์ความเข้าใจอันดีให้กับประชาชนชาวไทยและประเทศอื่นๆ และจะส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยสืบไปด้วย”

หลังจากการแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญเมื่อปลายปีนี้พุทธศักราช 2516 แล้ว ระเด่นบาซูกิได้เดินทางกลับมาที่เมืองไทยบ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียอย่างสุขสบาย สมกับฐานะจิตรกรผู้มีฝีมือระดับนานาชาติ จนกระทั่งมีอายุได้ 78 ปี กลางดึกคืนวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2536 ระเด่นบาซูกิ ได้ยินเสียงกุกกักในบ้านจึงตื่นขึ้นมาดูเหตุการณ์ พบว่าคนสวนในบ้านของท่านเองกำลังพยายามขโมยของออกไปจากบ้าน เมื่อเผชิญหน้ากันแล้วแทนที่จะหลบหนี คนสวนกลับทำร้ายจิตรกรเอกท่านนี้จนถึงเสียชีวิต เป็นการปิดฉากตำนานจิตรกรผู้มีชื่อเสียงแบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะลงเอยแบบนี้

คงทิ้งไว้เบื้องหลังแต่เพียงผลงานที่จรรโลงใจผู้พบเห็น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่อไปอีกนานแสนนาน

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือและคุ้นเคยมานานปีท่านหนึ่ง คืออดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตามประวัติท่านเรียนมาทางด้านจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วไปเรียนต่อที่ประเทศอิตาลี มีความรู้โดยเฉพาะในเรื่องการทำฉากละครเป็นอย่างดี แล้วจึงกลับมารับราชการอยู่ที่กรมศิลปากร จนได้เป็นผู้อำนวยการสำนักการสังคีตและอธิบดีกรมศิลปากรตามลำดับ จากนั้นท่านมีหน้าที่ราชการก้าวหน้าขึ้น และได้เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการในที่สุด ได้ฝากฝีมือไว้ในราชการที่ท่านรับผิดชอบเป็นอันมาก

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.archives.su.ac.th/senior/sen36/Thawisak.pdf
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.thairath.co.th/lifestyle/woman/313678

ระหว่างนั่งรอเวลาพระราชทานเพลิงอยู่นั้น ผมได้สนทนากับหลานอาของท่านคนหนึ่ง ซึ่งคุณคนที่ว่านี้เป็นหลานยายโดยตรงของ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี บรมครูในเรื่องนาฏยศิลป์ของประเทศไทยด้วย 

สรุปความโดยย่อว่า ท่านผู้วายชนม์กับท่านผู้หญิงแผ้วเป็นญาติเกี่ยวดองกัน ผมได้ทราบว่าเมื่อครั้งที่ท่านไปรับราชการที่กองการสังคีต ซึ่งท่านผู้หญิงแผ้วเป็นบรมครูอยู่นั้น ท่านได้ออกแบบฉากโขนในโรงละครแห่งชาติ มีฉากตอนหน้าและตอนหลังซ้อนกันอยู่ โดยใช้ฉากตอนหน้าเป็นเรื่องราวขณะที่ตัวละครเอกกำลังนอนหลับฝันไป แล้วมีความฝันปรากฏขึ้นที่ฉากตอนหลัง คนดูแลเห็นความฝันอยู่ไกลๆ และเลือนลาง เป็นที่สมความปรารถนาของท่านผู้หญิงแผ้วเป็นอย่างยิ่ง เรื่องเล่านี้ผู้เล่าได้ฟังมาจากถ้อยคำของท่านผู้หญิงแผ้วเองโดยตรง

ประกายความคิดจากเรื่องนี้ ทำให้ผมกลับมารื้อค้นบ้านของผม และพบสูจิบัตรการแสดงจำนวนหลายเล่มที่เก็บไว้แต่เก่าก่อน เล่มเก่าที่สุดย้อนหลังขึ้นไปได้จนถึงพุทธศักราช 2511 เป็นการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดปล่อยม้าอุปการ ผู้ควบคุมและฝึกหัดนาฏศิลปิน คือ ท่านผู้หญิงแผ้วฯ ขณะที่ผู้ออกแบบและสร้างสรรค์คือ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตรงกันกับยุคสมัยที่เรากำลังพูดถึงพอดี

เรื่องการเล่นโขนเล่นละครในโรงละคร ที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะนี้ เป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทยนะครับ แต่คำว่า ‘ใหม่’ ที่ว่าในที่นี้ มิได้หมายความว่าใหม่สดๆ ร้อนๆ แต่ใหม่อยู่ในราวรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือประมาณ 150 ปีหรืออะไรประมาณนั้น 

ความเดิมมีอยู่ว่า แต่ไหนแต่ไรมาการแสดงโขนและละครของเรามักเป็นการแสดงในที่แจ้ง หรือแม้แสดงในอาคาร ก็มิได้เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะ เรื่องการมีไฟส่องสว่างเฉพาะตำแหน่งก็ดี การมีฉากประกอบการแสดงก็ดี ดูจะเป็นเรื่องไกลจากความคุ้นเคยของเรา ไม่ต้องดูอื่นไกล ลองนึกถึงการแสดงหนังใหญ่หรือหนังตะลุงดูก็ได้

การแสดงมหรสพของเราในอดีตส่วนใหญ่เป็นการแสดงกลางแจ้ง จากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามต่างๆ เวลามีพิธีสำคัญและมีมหรสพสมโภชเฉลิมฉลอง ก็ปรากฏเพียงภาพการปลูกลงชั่วคราวขึ้นกลางแจ้ง แล้วชาวบ้านก็นั่งดูอยู่ที่สนามหน้าโรงชั่วคราวนั้นเอง วงดนตรีก็ตั้งวงเล่นอยู่ข้างๆ ส่งเสียงดังกึกก้องครึกครื้นกันไป ตามที่เคยปฏิบัติกันมาแต่ไหนแต่ไร

ถ้าผมเข้าใจไม่เคลื่อนคลาด โรงละครที่ปลูกขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะน่าจะมีขึ้นในรัชกาลที่ 5 และเป็นโรงละครของเอกชน แต่เอกชนที่ว่าไม่ใช่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป หากแต่ผมหมายถึง เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ได้สร้างโรงละครขึ้นที่บ้านของท่านใกล้กันกับปากคลองตลาด เพื่อจัดการแสดงที่ท่านปรุงขึ้นใหม่ โดยได้ต้นทางความคิดมาจากละครโอเปร่าของฝรั่ง 

กล่าวคือ ผู้แสดงเป็นตัวละคร นอกจากทำหน้าที่ร่ายรำแล้ว ยังเป็นผู้ร้องเพลงดำเนินเนื้อเรื่องด้วย คู่คิดคนสำคัญของท่านในการจัดการแสดงที่ในที่สุดแล้วคนเลยเรียกว่า ‘ละครดึกดำบรรพ์’ ตามชื่อของโรงละคร คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กำหนดอายุโรงละครที่ว่านี้อยู่ประมาณพุทธศักราช 2442 และได้เคยแสดงหน้าที่นั่งรับเสด็จเจ้าชายเฮนรี่ พระราชอนุชาสมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย ซึ่งเสด็จเข้ามาเป็นพระราชอาคันตุกะในปีเดียวกันนั้น

โรงละครที่มีชื่อเสียงและมีกำเนิดขึ้นในยุคไล่เลี่ยกันยังมีอีก 2 โรง โรงหนึ่งคือ ‘โรงละครคณะละครบุศย์มหินทร์’ ที่มีชื่อเรียกแปลกถึงเพียงนี้ เพราะเจ้าของโรงละครหรือคณะละครชื่อ นายบุศย์ เป็นลูกชายของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ราชเสวก คนสนิทของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช 

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.reurnthai.com

ส่วนอีกโรงหนึ่งคือ ‘โรงละครปรีดาลัย’ ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ โรงหลังนี้มีแฟนคลับจำนวนมาก ผลงานที่ขึ้นชื่อเรื่องหรือมากคือเรื่อง สาวเครือฟ้า ซึ่งดัดแปลงมาจากอุปรากรเรื่อง มาดามบัตเตอร์ฟลาย ของฝรั่งนั่นเอง

ที่เล่ามาถึงเพียงนี้คงเห็นแล้วนะครับว่า โรงละครที่ปลูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการแสดงโดยเฉพาะ แม้ได้รับความนิยมมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่เคยมีโรงละครของหลวงเกิดขึ้นเป็นของทางราชการเอง จนล่วงเข้ารัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเกิดมีโรงละครของหลวงขึ้น ได้แก่ ‘โรงละครหลวงสวนมิสกวัน’ (เมื่อตอนแรกสร้างเรียกว่าโรงโขนหลวงสวนมิสกวัน) ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงกองทัพภาคที่ 1 หันหลังชนกันกับวัดเบญจมบพิตรฯ ใกล้กันกับพระลานพระราชวังดุสิต ว่ากันว่าภายในโรงละครตกแต่งอย่างงดงามสมกับฐานะความเป็นโรงละครหลวงเป็นอย่างยิ่ง 

โรงละครหลวงนี้ได้รับราชการอยู่ช้านานตลอดรัชกาลที่ 6 และเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ผมเดาว่าโรงละครที่แม่พลอย ตัวเอกในหนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน ไปชมละครพูดบทพระราชนิพนธ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็คงจะเป็นที่โรงละครนี้นี่เอง จนช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ความสนใจในเรื่องมหรสพที่เป็นของหลวงลดน้อยถอยลง โรงละครหลวงสวนมิสกวันมิได้รับการดูแลเอาใจใส่และใช้ประโยชน์อย่างเดิม จึงชำรุดทรุดโทรมและต้องรื้อลงในที่สุด

สมควรกล่าวด้วยว่า ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีโรงมหรสพหลวงเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความตั้งใจหลักที่จะเป็นโรงฉายภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อสมัยใหม่ที่รับความนิยมในยุคนั้น นั่นคือโรงภาพยนตร์ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ศาลาเฉลิมกรุง’ ซึ่งสร้างขึ้นในคราวฉลองพระนคร 150 ปี เมื่อพุทธศักราช 2475 ยุคนั้นเป็นที่ฮือฮาตื่นเต้นกันมาก เพราะเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีเครื่องปรับอากาศหรือแอร์คอนดิชั่นเป็นแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในภายหลัง ศาลาเฉลิมกรุงได้ทำหน้าที่เป็นโรงละครสำหรับการแสดงละครร้องและละครเวทีอีกหลายเรื่อง ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงมากคือละครเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ออกแสดงเมื่อพุทธศักราช 2488 พระเอกชื่อ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ ส่วนนางเอกที่ตามท้องเรื่องมีชื่อว่า นวล แสดงโดย สุพรรณ บูรณะพิมพ์ เพลงประกอบเรื่องที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ คือเพลง น้ำตาแสงใต้

เล่าแถมไว้ตรงนี้สักนิดหนึ่งว่า การสร้างศาลพันท้ายนรสิงห์ตามตำนานที่มีมาเก่าก่อนก็เห็นมีอยู่ แต่ถ้าในศาลพันท้ายนรสิงห์นั้นจะมีรูปย่านวลอยู่คู่กันบ้าง แบบนี้ต้องเฉลยว่า นวลนั้นเป็นตัวละครที่ผู้ประพันธ์ละครร้องเรื่องดังกล่าว คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรงจินตนาการและผูกเรื่องขึ้น แบบนี้ห้ามทำเด็ดขาดนะครับ เชยแสนเชยไม่รู้ด้วย

กลับมาพูดถึงเรื่องโรงละครของหลวงต่อครับ อย่างที่เล่าแล้วว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นาน โรงละครหลวงสวนมิสกวันก็ถูกรื้อลง กิจการมหรสพของหลวงตกไปอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมศิลปากร เมื่อมีคณะโขนมีคณะละครแล้วไม่มีเวทีแสดงก็เปลี่ยวใจครับ กรมศิลปากรเองก็ไม่มีงบประมาณอะไรมากมาย ได้แต่เพียงแค่ปรับปรุงอาคารที่ใช้เป็นหอประชุมของกรมศิลปากร ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ทุกวันนี้ทำหน้าที่เป็นโรงละครกรมศิลปากร

ตำแหน่งโรงละครที่ว่านี้ อย่าไปสับสนกับโรงละครแห่งชาติปัจจุบันนะครับ โรงละครที่ว่านี้เป็นอาคารไม้ หลังคามุงสังกะสี ตั้งอยู่ชิดกันกับพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของอาคารที่มีห้องประชุมดำรงราชานุภาพ ซึ่งผมเคยได้รับเชิญไปพูดนู่นพูดนี่อยู่บ่อยๆ นั่นแหละ ตั้งอยู่ชิดไปทางรั้วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมไม่ทันได้ดูโขนละครที่โรงละครแห่งนี้ เคยเห็นแต่ภาพครับ ผู้ที่ทันยุคสมัยบอกว่า เวลาฤดูฝน ฝนตกหนัก เสียงฝนตกใส่หลังคาสังกะสีดังกราวใหญ่ สลับกับเสียงดนตรีปี่พาทย์ต่างๆ เป็นความบันเทิงแบบไทยๆ ครับ 

จากรูปภาพที่ผมเคยเห็น ฝาผนังโรงละครนี้ประดับด้วยหนังใหญ่ชุดสำคัญของเมืองไทย มีชื่อว่าหนังพระนครไหว สร้างขึ้นในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นที่สวยงามตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายยิ่งที่ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2503 ใกล้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงละครกรมศิลปากรหลังนี้ เพลิงไหม้จนสูญสิ้นทั้งอาคาร หนังพระนครไหวจำนวนไม่น้อยสูญสลายไปในกองเพลิง ขนย้ายหนีไฟมาได้เพียงจำนวนหนึ่ง และจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครจนทุกวันนี้

คราวนี้ก็เดือดร้อนสิครับว่า ประเทศไทยไม่มีโรงละครหลวงเหลืออยู่เลย ท่านที่เคยเดินทางไปต่างประเทศย่อมเคยสังเกตเห็นนะครับว่า ชาติเก่าแก่ที่มีอารยธรรมทั้งหลาย จะต้องมีโรงละครหรือโรงโอเปร่าเป็นศรีสง่าประดับบ้านเมือง เมื่อมีแขกเมืองมา ก็ต้องจัดการแสดงที่เป็นวัฒนธรรมประจำชาติให้แขกเมืองได้รับชม 

ในเวลาใกล้เคียงกันนั่นเอง เป็นช่วงเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมาแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าพระประมุขและประมุขจากต่างประเทศจะต้องมาเยือนประเทศไทยเราบ้างเป็นการตอบแทน ความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงละครของหลวงหรือโรงละครที่เป็นหลักฐานของบ้านเมืองขึ้นสักแห่งหนึ่งจึงปรากฏขึ้นชัดเจน 

หลังจากประชุมปรึกษาหารือกันหลายรอบ ก็ตกลงได้สถานที่ตรงตำแหน่งที่เป็นโรงละครแห่งชาติทุกวันนี้ บริเวณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคลมาแต่เดิม และอยู่ในปกครองดูแลของทางราชการมาโดยตลอด ไม่ต้องซื้อหาจากใคร คงใช้งบประมาณแผ่นดินแต่เพียงเรื่องของการสร้างอาคารขึ้นเท่านั้น

การสร้างโรงละครแห่งชาตินี้ดำเนินการตั้งแต่ช่วงปีพุทธศักราช 2504 จนถึง 2508 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 41 ล้านบาท ระหว่างการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อนได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินการเมื่อวันที่ 9 มกราคม พุทธศักราช 2507 กับทั้งได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยบางประการ เพื่อให้โรงละครแห่งนี้สามารถใช้งานรับแขกบ้านแขกเมืองได้สมความมุ่งหมาย 

เมื่อโรงละครสร้างเสร็จและมีพิธีเปิดในช่วงกลางวัน วันที่ 23 ธันวาคมพุทธศักราช 2508 โดยนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นประธานในพิธีแล้ว เวลาค่ำวันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่โรงละครแห่งนี้เป็นปฐมฤกษ์ และในเวลาต่อมา เมื่อมีพระราชอาคันตุกะมาเยือนประเทศไทย หลายพระองค์หลายท่านก็ได้มาทอดพระเนตร และชมการแสดงทางวัฒนธรรมที่โรงละครแห่งชาตินี้อยู่เป็นประจำ

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

นอกจากหน้าที่รับแขกบ้านแขกเมืองแล้ว โรงละครแห่งชาติแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่นำความบันเทิงเริงใจและความรู้ต่างๆ มาสู่ประชาชนชาวไทยของเราเองด้วย ผมเองก็เป็นแฟนคลับประจำของโรงละครแห่งชาตินี้มาตั้งแต่เด็กครับ เฉพาะสูจิบัตรที่เก็บงำเอาไว้ได้อยู่ในคลังของตัวเองก็มี 4 ฉบับด้วยกัน เป็นสูจิบัตรการแสดงโขน 2 ชุด คือ ชุดปล่อยม้าอุปการ แสดงเมื่อพุทธศักราช 2511 ที่ว่ามาแล้วข้างต้นเล่มหนึ่ง และ ชุดพาลีสอนน้อง แสดงเมื่อพุทธศักราช 2517 อีกเล่มหนึ่ง ส่วนอีก 2 เล่มเป็นสูจิบัตรละครเรื่อง ศรีธรรมาโศกราช และเรื่อง ศึกเก้าทัพ ตามลำดับ 

สูจิบัตรแต่ละเล่มอายุไม่น้อยกว่า 40 – 50 ปีทั้งนั้นครับ ราคาบัตรเข้าชมการแสดงสมัยผมเป็น ‘เยาวรุ่น’ นั้น แบ่งเป็น 3 ราคา ตามระยะใกล้ไกลกับเวที คือราคา 10 บาท 20 บาท และ 30 บาท

ฐานานุรูปของผมเวลานั้นดูราคาอื่นไม่ได้แน่นอน ต้อง 10 บาทอย่างเดียวเท่านั้น ฮา!

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

ทุกวันนี้โรงละครแห่งชาติที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ก็ยังคงเป็นมหรสพสถานที่ให้บริการความบันเทิงแก่ประชาชน และรับราชการในโอกาสสำคัญหลายวาระต่อเนื่อง บางยุคสมัย แฟนคลับต้องแย่งชิงกันซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงเป็นสามารถเชียวนะครับ พ่อยกแม่ยกมากันพร้อมหน้า ทั้งหมดเหล่านี้เป็นความทรงจำอันงดงามและพิมพ์ใจคนจำนวนมาก

วันหลังเรานัดกันไปดูโขนดูละครที่โรงละครแห่งชาติด้วยกันนะครับ

Writer & Photographer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load