เคยคิดเคยฝันอยากจะให้จิตรกรผู้มีชื่อเสียงมาวาดภาพเหมือนของเราเก็บไว้เป็นมรดกสักภาพหนึ่งไหมครับ ผมเองก็เคยนึกฝันแบบนี้แต่ยังทำไม่ได้จริงสักที ด้วยข้อขัดข้องหลายประการ

ยังจำได้ดีครับว่า เมื่อตอนที่ตัวเองเป็นเด็กเรียนชั้นประถม มัธยม พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ พ่อแม่ก็จะพาผมกับน้องชายไปเยี่ยมคุณย่าที่บ้านรองเมือง บ้านนั้นอยู่กันหลายครอบครัวตามลักษณะสังคมแบบครอบครัวขยายของไทยดั้งเดิม จากเรือนไม้ซึ่งเป็นที่พำนักของคุณย่า มีหลังคาเชื่อมต่อไปยังอาคารที่เป็นตึก ซึ่งเป็นที่อยู่ของคุณลุงผู้เป็นพี่ชายคนใหญ่ของพ่อ บนตึกหลังนั้นมีห้องรับแขกหน้าตาโอ่อ่าหรูหราพอสมควร สมแก่ฐานะของคุณลุงซึ่งเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมอยู่ในเวลานั้น ระหว่างที่ผู้ใหญ่นั่งพูดคุยกันด้วยเรื่องสารพัด เด็กอย่างผมจะมีอะไรทำได้เล่า นอกจากการหยิบหนังสือจากตู้หนังสือของคุณย่าออกมาอ่าน หรือมิเช่นนั้นก็เดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ เป็นการแก้เหงาตามประสาเด็ก

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ในห้องรับแขกของคุณลุง ฝาผนังด้านหนึ่งประดับรูปเขียนขนาดใหญ่ เป็นรูปของคุณลุงและคุณป้าแต่งเต็มยศสวยงามคู่กัน ในความรู้สึกของเด็กวัยนั้น ผมรู้สึกประทับใจมากกับรูปนี้ ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด ในภาพเขียนนั้น คุณลุง ดร.สิริลักขณ์ จันทรางศุ แต่งเต็มยศประดับสายสะพายประถมาภรณ์ช้างเผือก ยืนซ้อนข้างหลังคุณป้า คุณหญิงสงวนศรี จันทรางศุ แต่งชุดไทยสีชมพูสวยงาม ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานครบถ้วน

ผมถามผู้ใหญ่ว่ารูปนี้ใครเป็นคนวาด ก็ได้คำตอบว่าเป็นจิตรกรหรือศิลปินที่ชาวอินโดนีเซียผู้กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่เมืองไทยช่วงนั้น ชื่อว่า ระเด่นบาซูกิ

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย
ภาพ : https://www.wikiart.org/en/basuki-abdullah

ผมฟังและจดจำไว้แค่นั้น พลางนึกในใจว่า มีคำนำหน้านามว่า ‘ระเด่น’ แบบนี้ น่าจะเป็นคนมีเชื้อมีแถวอยู่เหมือนกัน ชะดีชะร้ายอาจจะเป็นญาติกับอิเหนาก็เป็นได้ เพราะครูสอนภาษาไทยบอกว่า เจ้านายเมืองชวานั้นมีคำนำหน้านาม 2 แบบ ถ้าเป็นชั้นสูงหน่อยก็ใช้คำว่าระเด่น เช่น ระเด่นมนตรี ซึ่งหมายถึงอิเหนา หรือระเด่นบุษบา แต่ถ้าเป็นเจ้านายชั้นรองลงไปจะใช้คำนำหน้านามว่า ระตู เช่น ระตูจรกา เป็นต้น

อีก 4 – 5 ปีต่อมา เป็นช่วงเวลาที่ผมเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ
ศ. 2516
ไม่นาน ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ผมได้ข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (คือ สมเด็จพระพันปีหลวง ในปัจจุบัน) เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการภาพเขียนฝีมือระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ ที่ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี ในวันที่ 2 ธันวาคม และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมนิทรรศการดังกล่าวได้ระหว่างวันที่ 3 – 8 ธันวาคม

นี่ต้องเป็นระเด่นบาซูกิคนเดียวกันกับที่ผมเคยเห็นฝีมือมาแล้วแน่นอน

เป็นเช่นนี้แล้วผมจะยอมพลาดหรือครับ จากอาคารเรียนของผมภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใกล้กันกับถนนอังรีดูนังต์มากแล้ว การเดินเท้าไปโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งอยู่ที่แยกศาลาแดงจึงใช้เวลาเพียงนิดเดียว อาคารของโรงแรมดุสิตธานีเวลานั้นเป็นอาคารที่มีการจัดอันดับว่ามีความสูงเป็นที่ 2 ของประเทศไทย ขณะที่อันดับหนึ่งเป็นของตึกโชคชัย ตั้งอยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 24 กับซอย 26 ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมดุสิตธานีที่ชื่อว่าห้องนภาลัย ก็เป็นห้องจัดเลี้ยงที่งดงามหรูหรา จัดงานเชิญเสด็จพระราชดำเนินได้ไม่อายใครเลยทีเดียว

ในความทรงจำของนิสิตปีหนึ่งเมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว การได้ไปเดินชมนิทรรศการของจิตรกรหรือศิลปินฝีมือระดับนานาชาติคราวนั้นทำให้หัวใจเบิกบานแจ่มใสมาก ภาพที่นำไปจัดแสดงมีจำนวนรวมกันถึง 230 ภาพ เป็นภาพที่พระราชทานยืมมาให้จัดแสดงจำนวน 11 ภาพ เป็นพระสาทิสลักษณ์หรือภาพของผู้มีฐานานุรูปในสังคมไทยเวลานั้นอีกหลายสิบรูป ซึ่งรวมทั้งภาพของคุณลุงคุณป้าของผมด้วย แต่นอกจากนั้น อีกกว่าครึ่งก็เป็นภาพวิวทิวทัศน์และเรื่องราวของเมืองไทย มีตั้งแต่ชีวิตชาวเขาทางภาคเหนือ ท้องทะเลสวยงามที่พังงา รวมตลอดไปจนถึงชีวิตชาวนาชาวไร่ มีวัวควายเดินอยู่ในทุ่ง รูปหญิงชาวนาหน้าตาสะสวยสวมงอบและถือรวงข้าวอยู่ในอุ้งมือ

นิทรรศการครั้งนั้นใช้ชื่อว่า Beautiful Thailand และเป็นงานที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย

ผมยังมีโอกาสได้สูจิบัตรมาจากงานนั้น แต่ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี รวมกับสมบัติพระศุลีรายการอื่นในห้องสมุดของผม

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ระเด่นบาซูกินี้ ตามประวัติที่สืบค้นได้ก็เป็นเชื้อสายเจ้านายอินโดนีเซียตามที่คาดไว้ไม่ผิด ท่านเป็นผู้มีใจรักในงานด้านนี้มาตั้งแต่เป็นเด็ก และเมื่อเติบใหญ่เป็นหนุ่มขึ้นก็ได้ไปเรียนต่อด้านจิตรกรรมที่กรุงเฮก ปารีส และโรม ได้สร้างผลงานหลากหลายและมีชื่อเสียงเพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ ด้วยฝีมือและกิตติศัพท์ที่แพร่หลายไปในหลายประเทศ ท่านจึงมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในประเทศไทย ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสูจิบัตรเล่มดังกล่าว แสดงข้อเท็จจริงว่า ท่านได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลาถึง 13 ปีแล้วก่อนงานนิทรรศการ หักกลบลบตัวเลขแล้วอนุมานได้ว่า ท่านเข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ประมาณพุทธศักราช 2503 เป็นต้นมา และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลายาวนานไม่น้อยกว่า 10 ปี

การพำนักอยู่ในเมืองไทยของระเด่นบาซูกิ หากจะกล่าวว่าท่านเป็นศิลปินหรือจิตรกรประจำพระราชสำนัก ก็น่าจะตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเป็นไป

จำได้ไหมครับว่า บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท บริเวณท้องพระโรงหน้าก่อนเดินผ่านพระทวารเข้าไปสู่ท้องพระโรงกลางที่อยู่ชั้นใน บนฝาผนังสองข้างซ้ายขวาของพระทวารนี้เอง ประดับพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ภาพหนึ่ง และพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกภาพหนึ่ง ภาพทั้งสองนี้เป็นภาพที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะประดับอยู่ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทดังที่ว่าแล้ว ยังเป็นภาพที่มีการเผยแพร่ตามสื่อสาธารณะอยู่เป็นประจำ เพราะมีความงดงามสมบูรณ์แบบด้วยประการทั้งปวง

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

นอกจากพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์สองภาพนั้นแล้ว ตามบัญชีรายการที่ปรากฏในหนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ ยังทบทวนความทรงจำของผมด้วยว่า มีพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์ของเจ้านายอีกหลายพระองค์ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมมราชชนนี และ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา เป็นต้น

เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า งานเขียนภาพเหมือนของท่านย่อมเป็นที่ต้องการ และอยู่ในความนิยมของเมืองไทยในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบัญชีรายการภาพเหมือนที่จัดแสดงคราวนั้นมาให้เห็นรายชื่อท่านผู้เป็นเจ้าของภาพมาให้ได้เห็นกันนะครับ

หม่อมหลวงบัว กิติยากร, ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค, ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์, เจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่, ดร.ถนัด คอมันตร์, คุณอุเทน เตชะไพบูลย์, คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย, คุณชาตรี โสภณพนิช, คุณกลอเรีย มหาดำรงค์กุล และคุณโชคชัย บูลกุล

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย
ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

จากตัวอย่างรายชื่อเช่นนี้ คงทำให้เราเข้าใจได้แล้วนะครับว่า ระเด่นบาซูกิขณะนั้นฝีมือโด่งดังและเป็นที่ชื่นชอบของสังคมไทยขนาดไหน

ไม่ทราบว่าจะเป็นการผิดถูกหรือก้ำเกินประการใดหรือไม่ ถ้าผมจะกล่าวต่อไปว่า ค่านิยมการวาดภาพเหมือนที่แพร่วงกว้างออกไปในยุคสมัยนั้นเอง เป็นการเปิดทางให้กับศิลปินไทยในเวลาต่อมาได้แสดงฝีมือการวาดภาพเหมือนในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

ในความหมายนี้ ระเด่นบาซูกิกับผลงานที่ฝากฝีมือไว้ในเมืองไทย ก็ต้องถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญชิ้นหนึ่งของวงการศิลปะในบ้านเรา แม้เจ้าตัวเองจะเป็นคนต่างชาติ ต่างภาษา แต่ก็ได้เข้ามาทำงานอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานาน รู้จักเมืองไทยดี และเจ้าตัวได้แถลงไว้ในสูจิบัตรงานนิทรรศการครั้งสำคัญคราวนั้นว่า

“… ข้าพระพุทธเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาพต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นสื่อกลางที่ทำให้โลกได้มีโอกาสเห็นสภาพอันสงบสุขและสวยงามของประเทศไทย”

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ในขณะเดียวกันกับที่ ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักพระราชวังในเวลานั้น กล่าวเสริมความว่า

“ระเด่นบาซูกิหวังว่าการเปิดนิทรรศการเขียนภาพสีของท่านครั้งนี้ เป็นการอุทิศให้กับประเทศไทยทั้งสิ้น ประเทศไทยอันสวยสดงดงามจะเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางยิ่งขึ้นแก่ประชาชนของโลก และพร้อมกันนี้ ท่านพยายามที่จะสร้างสรรค์ความเข้าใจอันดีให้กับประชาชนชาวไทยและประเทศอื่นๆ และจะส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยสืบไปด้วย”

หลังจากการแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญเมื่อปลายปีนี้พุทธศักราช 2516 แล้ว ระเด่นบาซูกิได้เดินทางกลับมาที่เมืองไทยบ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียอย่างสุขสบาย สมกับฐานะจิตรกรผู้มีฝีมือระดับนานาชาติ จนกระทั่งมีอายุได้ 78 ปี กลางดึกคืนวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2536 ระเด่นบาซูกิ ได้ยินเสียงกุกกักในบ้านจึงตื่นขึ้นมาดูเหตุการณ์ พบว่าคนสวนในบ้านของท่านเองกำลังพยายามขโมยของออกไปจากบ้าน เมื่อเผชิญหน้ากันแล้วแทนที่จะหลบหนี คนสวนกลับทำร้ายจิตรกรเอกท่านนี้จนถึงเสียชีวิต เป็นการปิดฉากตำนานจิตรกรผู้มีชื่อเสียงแบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะลงเอยแบบนี้

คงทิ้งไว้เบื้องหลังแต่เพียงผลงานที่จรรโลงใจผู้พบเห็น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่อไปอีกนานแสนนาน

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

เมื่อมานึกย้อนหลังไปในวันคืนเก่าๆ แล้ว ผมพบว่าช่วงอายุที่ผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายต่อเนื่องไปจนถึงการเข้าเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งในมหาวิทยาลัย กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงคือระหว่างพุทธศักราช 2514 – 2516 มีเรื่องราวทางการเมืองเกิดขึ้นหลายอย่างที่ยังอยู่ในความทรงจำของผมแม้จนทุกวันนี้

เรื่องแรกคือ เกิดการรัฐประหารครั้งแรกที่ผมจำความได้ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.​ 2514 จริงอยู่ว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อตอนผมเป็นเด็กน้อยและจำความไม่ได้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อพุทธศักราช 2501 โดยฝีมือของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่การทำรัฐประหารใน พ.ศ. 2514 นี้ ผมโตรู้ความแล้ว แถมยังเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร โดยหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ชื่อจอมพลถนอม กิตติขจรเหมือนกันด้วย ใครอยากรู้รายละเอียดเรื่องนี้ก็ไปค้นหาอ่านเพิ่มเติมได้จากแหล่งความรู้ต่างๆ นะครับ

ถัดมาอีกไม่ถึง 2 ปีเต็ม ในวันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2516 ก็เกิดเหตุใหญ่ทางการเมืองขึ้นในบ้านเราอย่างที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคราวนั้นเอง ทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร พ้นจากฐานะความเป็นนายกรัฐมนตรี และต้องเดินทางไปพำนักหลบภัยในต่างประเทศ

ถึงแม้จอมพลถนอมและรัฐบาลของจอมพลถนอมจะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปแล้ว แต่ยังมีปมเงื่อนอะไรบางอย่างที่ค้างคาอยู่ ต้องจัดการดูแลแก้ไขกันอีกระยะหนึ่งกว่าจะเข้าที่เข้าทางกันได้ เรื่องหนึ่งในบรรดามรดกตกค้างเหล่านี้คือ ‘โครงการการสร้างสนามบินหนองงูเห่า’ ที่กลายเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของรัฐบาล อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลจอมพลถนอม

เด็กรุ่นหลังอาจจะไม่คุ้นเคยกับคำว่าสนามบินหนองงูเห่าเสียแล้วว่าอยู่ที่ไหนกันหนอ อันที่จริงแล้วไม่ใช่สนามบินอื่นใดเลยครับ โครงการสนามบินหนองงูเห่าคราวนั้น ตอนนี้ก็สำเร็จผลเป็นสนามบินสุวรรณภูมินี่เอง

มนุษย์เรามีความใฝ่ฝันมาช้านานแล้วที่อยากจะบินได้อย่างนก หรือเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างเทวดาหรือครุฑในเทพนิยาย ฝันค้างกันมาหลายศตวรรษและในที่สุดความฝันได้กลายเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อพี่น้องตระกูลไรท์คิดสร้างเครื่องบินได้เป็นผลสำเร็จ แต่แรกการใช้ประโยชน์จากเครื่องบินอยู่ในวงจำกัดเพราะเป็นของใหม่และหายาก 

ต่อมาเมื่อวันคืนล่วงไป เผลอตัวเพียงครู่เดียวเครื่องบินได้กลายเป็นยานพาหนะที่ใช้เพื่อการโดยสารของชาวบ้านทั่วไป หรือเรียกให้เป็นภาษาราชการก็ต้องบอกว่ามี ‘เครื่องบินพาณิชย์’ เกิดขึ้นแล้ว ลำพังมีแต่เครื่องบินกับนักบินไม่สามารถทำให้กิจการการบินพาณิชย์มีชีวิตเกิดขึ้นจริง เพราะยังมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นต้องมีต้องใช้ในธุรกิจนี้อีกหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัด คือ สนามบิน อันเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำให้การเดินอากาศของมนุษย์ได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สนามบินไม่ได้หมายความแต่เพียงแค่ทุ่งโล่งกว้างใหญ่ให้เครื่องบินวิ่งขึ้นลงได้เท่านั้น หากแต่หมายถึงอะไรอีกมากมายที่ต้องรวมเข้าเป็นองค์ประกอบของสนามบิน ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่พักผู้โดยสารทั้งขาเข้าขาออก การควบคุมการจราจรทางอากาศ ระบบความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง บริการซ่อมบำรุง บริการเชื้อเพลิง ร้านค้า ร้านอาหาร สถานพยาบาล โรงแรม ลานจอดรถ ฯลฯ

นั่นส่งผลให้การมีสนามบินหนึ่งสนามต้องลงทุนลงรอนเป็นอันมาก และส่วนใหญ่แล้วรัฐเป็นผู้รับภาระหน้าที่ในเรื่องนี้ โดยเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร บริษัทสายการบิน หรือใครก็แล้วแต่ที่ทำมาหากินเกี่ยวข้องกับสนามบิน

เมื่อกิจการการบินพาณิชย์แพร่หลายเข้ามาถึงเมืองไทย สนามบินพาณิชย์แห่งแรกสำหรับพระนครคือ สนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวาง และแบ่งกันใช้กับกองทัพอากาศ ซึ่งมีเครื่องบินที่ใช้ในราชการอีกเป็นจำนวนมากพอสมควร

แม้จนถึงวันนี้คงพอนึกออกนะครับว่า ถ้าเป็นสนามบินของกองทัพอากาศก็อยู่ใกล้ชิดติดไปทางถนนพหลโยธิน แต่ถ้าเป็นท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ซึ่งเป็นสนามบินพลเรือนก็อยู่ติดกันกับถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งสนามบินพาณิชย์ของพลเรือนและสนามบินทหารกลมเกลียวเป็นพื้นที่เดียวกันมาอย่างนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

เมื่อครั้งที่ผมเป็นเด็ก ซึ่งหมายความว่าในราวครึ่งศตวรรษแล้ว การเดินทางไปต่างประเทศด้วยเครื่องบินแต่ละครั้งเป็นการใหญ่โตเอิกเกริกมาก ถ้าย้อนไปดูรูปภาพครั้งเก่า จะพบว่ามีการนำพวงมาลัยไปคล้องคอให้ผู้เดินทางเป็นสวัสดิมงคลด้วย เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีวาสนาเดินทางด้วยเครื่องบินได้ คนเดินทางตัวจริงเพียงหนึ่ง แต่คนมาส่งมีถึง 10 กว่าคนหรือยกมากันทั้งหมู่บ้านก็มีอยู่

ตั้งแต่ผมเป็นเด็กมาจนอยู่ชั้นมัธยมจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เมืองไทยเรามีสนามบินนานาชาติอยู่แห่งเดียวคือสนามบินดอนเมืองที่ว่านี้ สำหรับคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ต้องคิดอ่านเตรียมการเผื่ออนาคตไว้บ้างเหมือนกันว่า แล้วสนามบินดอนเมืองของเราจะใช้งานไปได้อีกกี่มากน้อย เพราะถ้าปริมาณผู้โดยสารมีเพิ่มมากขึ้น มีสายการบินเพิ่มมากขึ้น วันหนึ่งก็ต้องขยายสนามบินเดิมออกไปให้พอใช้งานหรือมีสนามบินแห่งที่สองอยู่ดี

ในชั้นแรกทีเดียวในราว พ.ศ. 2510 มาจนถึง พ.ศ. 2513 รัฐบาลจอมพลถนอมได้ตั้งคำถามเรื่องนี้ขึ้นมาดังๆ และนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาศึกษาแนวทางการก่อสร้างสนามบินแห่งที่สองสำหรับกรุงเทพฯ สุดท้ายคณะกรรมการและรัฐบาลก็ลงเอยด้วยการเสนอให้ปรับปรุงสนามบินดอนเมืองเสียก่อน โดยใช้งบประมาณไปในราว 200 ล้านบาท พร้อมกันนั้นก็ยังไม่ทิ้งความคิดที่จะมีสนามบินแห่งที่สองเสียเลยทีเดียว หากแต่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินของเราเองจ้างบริษัทวิศวกรที่เป็นกลางเข้ามาสำรวจความจำเป็นที่จะมีสนามบินแห่งที่สอง โดยปฏิเสธความช่วยเหลือทางวิชาการจากมิตรประเทศหลายประเทศที่เสนอตัวเข้ามาทำการศึกษาในเรื่องนี้ให้ฟรีๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องผูกพันหมั้นหมายไว้กับใครให้ยุ่งยากลำบากใจภายหลัง

เป็นสาวสวยเนื้อหอมอย่างเรานี่ต้องรักนวลสงวนตัวครับ อย่าไปผูกข้อไม้ข้อมือกับใครง่ายๆ หนุ่มๆ คุณสมบัติดียังมีให้เลือกอีกถมไป

แต่แล้วในระหว่างที่ทุกอย่างกำลังค่อยเดินไปในร่องรอยที่ควรจะเป็น ก็มีการปฏิวัติเกิดขึ้นในตอนปลาย พ.ศ. 2514 อย่างที่ผมว่ามาแล้วข้างต้น แล้วอยู่ดีๆ ก็มีขอมดำดินรายหนึ่ง ชื่อบริษัทนอร์ทรอปอเมริกัน เสนอตัวเข้ามาเจรจากับคณะปฏิวัติและรัฐบาลที่รับมรดกสืบทอดจากคณะปฏิวัติ ขอเข้าดำเนินการก่อสร้างสนามบินแห่งที่สองสำหรับเมืองหลวงประเทศไทย บริษัทที่ว่านี้รับวางแผน ออกแบบ ก่อสร้าง ควบคุมงาน จนสร้างเสร็จเรียบร้อย โดยรัฐบาลไทยไม่ต้องควักเงินลงทุน แต่ทีเด็ดสุดคือ ข้อเสนอที่ว่ารวมไปถึงการรับเหมาดำเนินกิจการยาวนานไปอีก 20 ปี โดยบริษัทเสนอให้ค่าตอบแทนสัมปทานส่วนนี้เป็นรายปีแก่รัฐบาลไทย จากน้อยเพิ่มไปหามาก แต่รวมตลอดทั้งสัญญาแล้วเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท

บริษัทนอร์ทรอปนี้โผล่มาจากไหนไม่มีใครรู้ สืบความแล้วถึงรู้ว่าชื่อเต็มของบริษัทมีอยู่ว่า Nortrop Airport Development Corparation หรือ NADC เป็นบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นมาได้ 3 ปี และเป็นบริษัทในเครือของบริษัทชื่อคล้ายกันอีกบริษัทหนึ่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีธุรกิจสร้างเครื่องบิน แต่ไม่เคยบริหารสนามบินที่ไหนมาก่อนเลย จะมีเกี่ยวข้องกับสนามบินนิดหน่อย ก็คือเคยรับจ้างทำงานขยายท่าอากาศยานในเมืองสิงคโปร์ แล้วก็รุกคืบเข้ามาขอทำสนามบินในเมืองไทยในลักษณะผูกขาดอย่างที่ว่ามา

ยังไม่ทันที่ใครจะตั้งสติอยู่กับเนื้อกับตัว รัฐบาลจอมพลถนอม ซึ่งแปลงร่างมาจากคณะปฏิวัติในตอนปลาย พ.ศ. 2515 ก็ได้ลงนามในสัญญากับบริษัทที่ว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.​2516 แบบเรียบร้อยโรงเรียนอเมริกาไปแล้ว และโดยไม่ต้องประมูลแข่งขันกับใคร

อย่าลืมว่าเวลานั้นโรงเรียนจีนยังไม่ค่อยดัง โรงเรียนอเมริกาเป็นที่นิยมชมชอบมากกว่าครับ

ยังโชคดีอยู่หน่อยหนึ่งที่การเซ็นสัญญากับบริษัทนอร์ทรอปยังไม่ทำให้การลงมือก่อสร้างเกิดขึ้นจริง เพราะในสัญญานั้นเอง ได้วางเงื่อนไขให้ต้องตั้งบริษัทนอร์ทรอปไทยขึ้น เพื่อมารับโอนสิทธิในสัญญาไปจากบริษัทนอร์ทรอป (เฉยๆ) เสียก่อน การก่อสร้างจริงจึงจะถึงขั้นตอนตะลุมบอนได้

ระหว่างนั้นเองที่เรื่องราวของสนามบินหนองงูเห่าจึงโด่งดังขึ้นมา

คำว่า ‘หนองงูเห่า’ ในที่นี้ไม่ใช่สำนวนกระทบกระเทียบเปรียบเลยอะไรหรอกครับ หากแต่เป็นชื่อตำบลของสถานที่แห่งนั้นมาแต่เดิม และทำให้หลายคนสงสัยเหมือนกันว่า อยู่ดีๆ จะย้ายสนามบินจากที่ดอน คือ ‘ดอนเมือง’ ไปอยู่ในที่ลุ่มน้ำท่วมง่าย คือ ‘หนองงูเห่า’ ให้ลำบากยากเย็นทำไม

กล่าวโดยรวมแล้ว เมื่อมีข่าวการเซ็นสัญญาที่ว่าเกิดขึ้น เสียงคัดค้านก็ดังขึ้นเซ็งแซ่จากทุกสารทิศ แต่ยังไม่ทันได้มีการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด ก็เกิดเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ.​ 2516 ขึ้นเสียก่อน เรื่องนี้จึงลากยาวมาเป็นเผือกร้อนอยู่บนหน้าตักของรัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ พอดีกันกับเวลาที่ผมเข้าเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งในคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว

ย้อนหลังไปถึงต้น พ.ศ. 2517 ข่าวเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงอนาคตของสนามบินพาณิชย์แห่งที่สองของเราจะเดินหน้าไปในทิศทางใด จะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาเล่นกินรวบรับสัมปทานไปดำเนินการนานถึง 20 ปีเจียวหรือ

ลองมาบวกเลขกันเล่นๆ ไหมครับ ถ้าเราต้องปฏิบัติตามสัญญานี้ และสนามบินสร้างเสร็จในปีพุทธศักราช 2520 นั่นหมายความว่า กว่าสนามบินจะเป็นไทแก่ตัว และกลับมาอยู่ในอำนาจดูแลบริหารกิจการของรัฐบาลไทย ก็ต้องล่วงเข้าไปจนถึง พ.ศ. 2540 แล้ว เป็นลมไหมล่ะครับ

เรื่องเล่าสนามบินหนองงูเห่า โครงการ 3,000 ล้านบาทยุคจอมพลถนอม ที่ถูกคัดค้านจนล้มพับ

ในบ้านของผมทุกวันนี้ยังเก็บหนังสือเก่าไว้เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่แจกในเวทีการอภิปรายที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2517 โดยมีผู้ขึ้นเวทีอภิปราย 5 คน ได้แก่ ดร.อภิชัย พันธเสน, นายมีชัย วีระไวทยะ, นางเสริมศรี เอกชัย, นายบูรพา อัตถากร และ นายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต การอภิปรายบ่ายวันนั้นดำเนินการอภิปรายโดย ดร.วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์

เรื่องเล่าสนามบินหนองงูเห่า โครงการ 3,000 ล้านบาทยุคจอมพลถนอม ที่ถูกคัดค้านจนล้มพับ

หน้าปกหนังสือเล่มนี้ตั้งชื่อว่า ‘หนองงูเห่า โครงการสาม (ทรราช) พันล้าน’ 

คำว่าสาม (ทรราช) ในที่นี้ ในเวลานั้น เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าหมายถึง จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พันเอกณรงค์ กิตติขจร

หนองงูเห่า โครงการสาม (ทรราช) พันล้าน’
หนองงูเห่า โครงการสาม (ทรราช) พันล้าน’

น่าเสียดายที่ผมจำไม่ได้ชัดเจนเสร็จแล้วว่าเวทีอภิปรายวันนั้นดุเดือดเลือดพล่านเพียงใดแค่ไหน แต่เชื่อว่าคงไม่เบาหรอกครับ

ด้วยกระแสต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรงจากทุกมุมเมือง ในที่สุดโครงการสนามบินหนองงูเห่าของบริษัทนอร์ทรอปก็ถึงอวสาน แต่น่าเสียดายแล้วต้องขออภัยที่ผมจำรายละเอียดทางกฎหมายไม่ได้แล้วว่าลงเอยกันอย่างไร รู้แน่แต่ว่าเรื่องนี้เงียบหายไปในสายลม ไม่ได้มีการก่อสร้างสนามบินขึ้นจริงตามสัญญาฉบับนี้

จนอีกหลายปีต่อมาจึงมีการรื้อฟื้นแนวความคิดที่จะสร้างสนามบินพาณิชย์แห่งที่สองสำหรับกรุงเทพมหานครขึ้น และสำเร็จผลเป็นสนามบินสุวรรณภูมิที่เราได้ใช้สอยกันอยู่ในทุกวันนี้ แถมตอนนี้เองสนามบินสุวรรณภูมิก็ชักจะคับแคบลงไปเสียแล้ว

เห็นหนังสือเก่าคร่ำคร่าเล่มเดียวก็เล่าอะไรต่อมิอะไรมาได้ยืดยาวถึงปานนี้

คนแก่นี่ดูถูกกันไม่ได้เลยนะ อิอิ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load