ผมสงสัยมาสักพักแล้วว่า อเมริกามีเว็บไซต์ที่เป็นศูนย์รวมการพูดคุยอย่าง Pantip.com เหมือนบ้านเราหรือเปล่า

ก่อนจะพบว่ามีในชื่อ reddit.com ผมลองเข้าไปเล่นดู พบว่ารูปแบบเว็บค่อนข้างคล้ายกัน กระทู้จัดเป็นหมวดหมู่ตามความสนใจ มีคนเข้ามาตอบกระทู้จำนวนมากจากทั่วโลก

ช่วงเริ่มหางาน ผมต้องค้นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่ผมกำลังจะนัดคุยหรือไปสัมภาษณ์งานทั้งหมด ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ เพราะผมอยากได้ข้อมูลการวิเคราะห์บริษัท อยากรู้คำตอบว่าบริษัทหาลูกค้าได้อย่างไร หรือมีกลยุทธ์รูปแบบธุรกิจอย่างไร

ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องเริ่มหาความรู้เกี่ยวกับการจัดการผลิตภัณฑ์ (Product Management) ซึ่งเป็นงานที่ผมสนใจมาก เนื่องจากผมไม่มีพื้นฐานด้านนี้มาก่อน

​เวลาผมเสิร์ชเรื่องพวกนี้บนกูเกิล (Google) ผมมักจะเจอลิงก์ของเว็บควอรา (Quora) อยู่หน้าแรกเสมอ

ครั้งหนึ่ง ผมเสิร์ชว่า “Books product managers should read” เพื่อหาหนังสือที่ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ควรอ่าน แล้วผมก็เจอลิงก์ของควอราที่มีกระทู้คำถามว่า “If you could only read one book about product management, which one would it be and why?”

ผมอ่านหัวข้อแล้วก็พบว่าตรงกับสิ่งที่อยากรู้ จึงคลิกเข้าไปดูและเจอกับคำตอบ 16 คำตอบ แต่ละคำตอบเขียนได้ดี มีชื่อและตำแหน่งงานของคนตอบ

ควอราคือเว็บรวมคำถามและคำตอบที่มีจุดเด่นเรื่องคุณภาพของคำถามและคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ มีคนดังอย่าง มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก และ บารัค โอบามา มาร่วมตอบ

ครั้งหนึ่ง มีสมาชิกคนหนึ่งตั้งคำถามว่า “What’s it like to play basketball with President Obama?” ถ้าได้เล่นบาสเกตบอลกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา จะเป็นอย่างไร ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายบารัค โอบามา ตัวจริงจะมาตอบ

ในมุมของคนที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ พวกเขามองว่าควอราเป็นช่องทางในการตอบคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่านอีกหลายล้านคนที่อาจจะสนใจอยากรู้เรื่องนี้เหมือนกัน ​โดยตัวเว็บไม่เหมือนเว็บกระทู้ทั่วไปที่เน้นแค่ให้สมาชิกมาลงทะเบียนแล้วโพสต์ถามหรือตอบได้ แต่สมาชิกจะใส่คำอธิบายหน้าที่การงานได้ด้วย เวลาเราไปตั้งคำถามหรือตอบคำถาม คนอื่นก็จะเห็นหน้าที่การงานที่เราระบุไว้ ซึ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ

ยิ่งไปกว่านั้น ควอรายังมีระบบโหวตขึ้นและโหวตลง คำตอบที่ได้รับการโหวตจากคนอ่านมากที่สุดจะแสดงผลอยู่ด้านบนสุด เป็นตัวช่วยจัดลำดับคุณภาพของคำตอบ เพื่อให้คนอ่านได้คำตอบที่ตรงกับสิ่งที่อยากรู้ที่สุด

บางคนก็เข้ามาตอบเพื่อโปรโมตหนังสือหรือสินค้าของตนเอง ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร และเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนคำตอบ ถ้าดีจริง คำตอบก็จะถูกโหวตให้ติดอันดับ และถ้าเราสนใจผู้ตอบคนไหน เราก็กดติดตามเขาได้ ทั้งนี้ทางด้านขวาของเว็บก็จะโชว์คำถามอื่นที่ใกล้เคียงกันเผื่อเราสนใจอ่านเพิ่มเติม และที่น่าสนใจคือ บางคำถามก็ถูกตอบมานานมาก ตั้งแต่ปี 2012 หรือนานกว่านั้น บางคำถามก็เพิ่งถูกตอบปีนี้

ผมทดลองคลิกไปตั้งคำถามดูหลังจากลงทะเบียนสมัครสมาชิก โดยทดลองพิมพ์คำถามว่า “How should I manage my time?”

ก่อนที่ผมจะกดโพสต์คำถามที่ว่า เว็บก็จะแสดงคำถามที่ใกล้เคียงกันขึ้นมาให้ผมกดเข้าไปอ่านกระทู้คำถามและคำตอบของผู้ใช้งานอื่นได้

​ผมพบว่าผมกดส่งคำถามนี้ไม่ได้ เพราะระบบแจ้งเตือนกลับมาว่าคำถามที่ผมจะถามมีอยู่ในระบบแล้ว นั่นคือคำถามที่ว่า “How should I manage time efficiently?” ซึ่งมีคนมาตอบแล้ว 17 คน

กลไกที่ให้ดูคำตอบจากคำถามที่มีอยู่แล้ว ทำให้คำถามของควอราแทบไม่ซ้ำกัน คำถามที่มีอยู่ก่อนก็จะมีคนตอบเพิ่มเรื่อยๆ ตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้หน้าคำถามนั้นยังคงมีคำตอบที่น่าสนใจอยู่เสมอ
​สิ่งเหล่านี้ทำให้ควอราสร้างและรักษาคุณภาพของคำถามและคำตอบที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสุดของเว็บ

​หนึ่งในคำถามที่มีคนเข้าไปอ่านมากสุดบนเว็บ คือคำถามที่ว่า ​“ฉันจะเรียนรู้อะไรได้บ้างใน 10 นาที ที่จะมีประโยชน์กับชีวิตฉันตลอดไป” คำถามแนวนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน และมีคำตอบต่างๆ มากมายหลากหลาย ทำให้หน้าคำถามนี้มีคนเข้าไปดูแล้วกว่า 5 ล้านคน มีคนร่วมตอบเกือบ 2,000 คน

ควอราเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2010 หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือ อดัม ดี-แองเจลโล (Adam D’Angelo) ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) อยู่ที่เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใหญ่รองลงมาจาก มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

อดัมรู้สึกว่าเฟซบุ๊กในขณะนั้น ซึ่งคือปี 2009 กำลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีทีมวิศวกรที่แข็งแกร่ง ต่อให้เขาไม่อยู่ บริษัทก็น่าจะดำเนินต่อไปได้เป็นอย่างดี เขาจึงอยากออกมาสร้างอะไรใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
ตอนที่เขาคุมทีมโปรแกรมเมอร์ เขาต้องเข้าไปตอบแชตเวลาทีมของเขาเจอปัญหา หลายครั้งเป็นเรื่องเดิมๆ เขาจึงมีความคิดที่จะสร้างระบบถาม-ตอบที่มีคุณภาพและค้นหาคำตอบได้ง่าย เว็บถาม-ตอบที่มีอยู่ในตลาดตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคุณภาพ กระทู้คำถามยังไม่เป็นระบบ ค้นหายาก อีกทั้งคำตอบที่มีก็มักไม่มีคุณภาพ ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ เขาและผู้ก่อตั้งคนอื่นจึงมั่นใจมากว่าพวกเขาจะสร้างเว็บถาม-ตอบที่ดีกว่านี้ได้ และสร้างสังคมความรู้ออนไลน์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

หลังจากพัฒนาควอราเวอร์ชันแรก เขาเริ่มทดสอบด้วยการส่งให้เพื่อนของเขาไปลองเล่นดู คำถามในช่วงแรกส่วนใหญ่แล้วเป็นคำถามเกี่ยวกับเมืองที่เขาอยู่ เช่น ขอให้แนะนำร้านอาหาร คำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเขาอยู่ในวงการสตาร์ทอัพมานาน

​เขาพบว่าคำถามเรื่องเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการที่สุดในเวลานั้น เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ บทความและความรู้เชิงลึกเรื่องนี้ยังมีน้อย ขณะที่เป็นเรื่องที่เขาและทีมรู้ลึก อดัมและทีมจึงแก้ปัญหาด้วยการเป็นคนถามและตอบคำถามส่วนใหญ่ในช่วงแรก เพื่อให้คนมาใหม่ได้ความรู้กลับไป และกลับมาใช้อีก 

ก่อนที่ผมจะกดโพสต์คำถามที่ว่า เว็บก็จะแสดงคำถามที่ใกล้เคียงกันขึ้นมาให้ผมกดเข้าไปอ่านกระทู้คำถามและคำตอบของผู้ใช้งานอื่นได้

ผมพบว่าผมกดส่งคำถามนี้ไม่ได้ เพราะระบบแจ้งเตือนกลับมาว่าคำถามที่ผมจะถามมีอยู่ในระบบแล้ว นั่นคือคำถามที่ว่า “How should I manage time efficiently?” ซึ่งมีคนมาตอบแล้ว 17 คน
​กลไกที่ให้ดูคำตอบจากคำถามที่มีอยู่แล้ว ทำให้คำถามของควอราแทบไม่ซ้ำกัน คำถามที่มีอยู่ก่อนก็จะมีคนตอบเพิ่มเรื่อยๆ ตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้หน้าคำถามนั้นยังคงมีคำตอบที่น่าสนใจอยู่เสมอ
​สิ่งเหล่านี้ทำให้ควอราสร้างและรักษาคุณภาพของคำถามและคำตอบที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสุดของเว็บ

​หนึ่งในคำถามที่มีคนเข้าไปอ่านมากสุดบนเว็บ คือคำถามที่ว่า ​“ฉันจะเรียนรู้อะไรได้บ้างใน 10 นาที ที่จะมีประโยชน์กับชีวิตฉันตลอดไป” คำถามแนวนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน และมีคำตอบต่างๆ มากมายหลากหลาย ทำให้หน้าคำถามนี้มีคนเข้าไปดูแล้วกว่า 5 ล้านคน มีคนร่วมตอบเกือบ 2,000 คน

​ควอราเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2010 หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือ อดัม ดี-แองเจลโล (Adam D’Angelo) ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) อยู่ที่เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใหญ่รองลงมาจาก มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

อดัมรู้สึกว่าเฟซบุ๊กในขณะนั้น ซึ่งคือปี 2009 กำลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีทีมวิศวกรที่แข็งแกร่ง ต่อให้เขาไม่อยู่ บริษัทก็น่าจะดำเนินต่อไปได้เป็นอย่างดี เขาจึงอยากออกมาสร้างอะไรใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
ตอนที่เขาคุมทีมโปรแกรมเมอร์ เขาต้องเข้าไปตอบแชตเวลาทีมของเขาเจอปัญหา หลายครั้งเป็นเรื่องเดิมๆ เขาจึงมีความคิดที่จะสร้างระบบถาม-ตอบที่มีคุณภาพและค้นหาคำตอบได้ง่าย เว็บถาม-ตอบที่มีอยู่ในตลาดตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคุณภาพ กระทู้คำถามยังไม่เป็นระบบ ค้นหายาก อีกทั้งคำตอบที่มีก็มักไม่มีคุณภาพ ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ เขาและผู้ก่อตั้งคนอื่นจึงมั่นใจมากว่าพวกเขาจะสร้างเว็บถาม-ตอบที่ดีกว่านี้ได้ และสร้างสังคมความรู้ออนไลน์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

​หลังจากพัฒนาควอราเวอร์ชันแรก เขาเริ่มทดสอบด้วยการส่งให้เพื่อนของเขาไปลองเล่นดู คำถามในช่วงแรกส่วนใหญ่แล้วเป็นคำถามเกี่ยวกับเมืองที่เขาอยู่ เช่น ขอให้แนะนำร้านอาหาร คำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเขาอยู่ในวงการสตาร์ทอัพมานาน

เขาพบว่าคำถามเรื่องเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการที่สุดในเวลานั้น เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ บทความและความรู้เชิงลึกเรื่องนี้ยังมีน้อย ขณะที่เป็นเรื่องที่เขาและทีมรู้ลึก อดัมและทีมจึงแก้ปัญหาด้วยการเป็นคนถามและตอบคำถามส่วนใหญ่ในช่วงแรก เพื่อให้คนมาใหม่ได้ความรู้กลับไป และกลับมาใช้อีก 

​หนึ่งในคำถามที่มีคนเข้าไปอ่านมากสุดบนเว็บ คือคำถามที่ว่า ​“ฉันจะเรียนรู้อะไรได้บ้างใน 10 นาที ที่จะมีประโยชน์กับชีวิตฉันตลอดไป” คำถามแนวนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน และมีคำตอบต่างๆ มากมายหลากหลาย ทำให้หน้าคำถามนี้มีคนเข้าไปดูแล้วกว่า 5 ล้านคน มีคนร่วมตอบเกือบ 2,000 คน

ควอราเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2010 หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือ อดัม ดี-แองเจลโล (Adam D’Angelo) ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) อยู่ที่เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใหญ่รองลงมาจาก มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

​อดัมรู้สึกว่าเฟซบุ๊กในขณะนั้น ซึ่งคือปี 2009 กำลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีทีมวิศวกรที่แข็งแกร่ง ต่อให้เขาไม่อยู่ บริษัทก็น่าจะดำเนินต่อไปได้เป็นอย่างดี เขาจึงอยากออกมาสร้างอะไรใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
ตอนที่เขาคุมทีมโปรแกรมเมอร์ เขาต้องเข้าไปตอบแชตเวลาทีมของเขาเจอปัญหา หลายครั้งเป็นเรื่องเดิมๆ เขาจึงมีความคิดที่จะสร้างระบบถาม-ตอบที่มีคุณภาพและค้นหาคำตอบได้ง่าย เว็บถาม-ตอบที่มีอยู่ในตลาดตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคุณภาพ กระทู้คำถามยังไม่เป็นระบบ ค้นหายาก อีกทั้งคำตอบที่มีก็มักไม่มีคุณภาพ ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ เขาและผู้ก่อตั้งคนอื่นจึงมั่นใจมากว่าพวกเขาจะสร้างเว็บถาม-ตอบที่ดีกว่านี้ได้ และสร้างสังคมความรู้ออนไลน์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

หลังจากพัฒนาควอราเวอร์ชันแรก เขาเริ่มทดสอบด้วยการส่งให้เพื่อนของเขาไปลองเล่นดู คำถามในช่วงแรกส่วนใหญ่แล้วเป็นคำถามเกี่ยวกับเมืองที่เขาอยู่ เช่น ขอให้แนะนำร้านอาหาร คำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเขาอยู่ในวงการสตาร์ทอัพมานาน
​เขาพบว่าคำถามเรื่องเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการที่สุดในเวลานั้น เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ บทความและความรู้เชิงลึกเรื่องนี้ยังมีน้อย ขณะที่เป็นเรื่องที่เขาและทีมรู้ลึก อดัมและทีมจึงแก้ปัญหาด้วยการเป็นคนถามและตอบคำถามส่วนใหญ่ในช่วงแรก เพื่อให้คนมาใหม่ได้ความรู้กลับไป และกลับมาใช้อีก 

เป็นการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดของแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้สองฝั่ง คล้ายๆ ผู้ซื้อและผู้ขาย แพลตฟอร์มแนวนี้ส่วนใหญ่มักจะเจอปัญหาในระยะเริ่มต้นว่า ถ้าไม่มีผู้ซื้อ ก็ไม่มีผู้ขาย ถ้าผู้ขายไม่มากพอ ผู้ซื้อก็ไม่สนใจแพลตฟอร์มนี้​ด้วยคอนเนกชันที่พวกเขามี เว็บควอราจึงเริ่มมีคนดังในวงการเทคโนโลยีเข้ามาตั้งคำถามหรือตอบคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก มาตั้งคำถามว่า มีสตาร์ทอัพไหนที่เฟซบุ๊กควรไปซื้อกิจการบ้าง
สิ่งสำคัญสุดของควอราคือ คุณภาพข้อมูลและจำนวนผู้ใช้งาน
​งานหลักของควอราคือ พวกเขาต้องทำให้ผู้ใช้เจอเว็บนี้ในหน้าแรกของกูเกิลเวลาผู้ใช้ต้องการถามคำถามใดๆ ก็ตาม ซึ่งควอราทำได้ด้วยการเน้นคุณภาพของคำถามและคำตอบ ช่วยให้ผู้ใช้เข้ามาแล้วเจอสิ่งที่เขาอยากรู้ด้วยคำตอบที่มีคุณภาพ

เพราะเหตุนี้ เวลาเราถามคำถามเกี่ยวกับความรู้ใดๆ ในกูเกิลเป็นภาษาอังกฤษ เรามักจะเจอคำถามบนควอราที่เกี่ยวข้องแสดงผลอยู่หน้าแรกเสมอ
​ควอราทำเงินจากการโฆษณา โดยให้บริษัทเลือกลงโฆษณาตามหัวข้อคำถาม ทำให้แพลตฟอร์มเป็นที่นิยมมากสำหรับสินค้าที่ต้องการให้ความรู้ลูกค้า โดยเฉพาะพวกซอฟต์แวร์ของแต่ละสายอาชีพ
​ปัจจุบันควอรามีคนเข้าใช้งานเดือนละกว่า 200 ล้านคน ด้วยตัวเลขผู้ใช้ โมเดลการทำเงินที่พิสูจน์แล้ว และจุดแข็งด้านข้อมูลที่สะสมมา จึงยากมากที่จะมีคู่แข่งมาเอาชนะได้ ทำให้บริษัทระดมทุนได้เงินไปกว่า 250 ล้านบาท ด้วยมูลค่าบริษัท 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2017 ถือเป็นอีกหนึ่งสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น
​ความท้าทายขั้นถัดไปของควอราคือการทำให้จำนวนผู้ใช้เติบโตเรื่อยๆ โดยสิ่งที่ควอราทำคือการสร้างเว็บเป็นภาษาสเปน ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมัน ตั้งแต่ปี 2017 เพื่อขยายไปยังตลาดกลุ่มคนที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนที่ใช้ภาษาอังกฤษมาก

ที่สตาร์ทอัพต้องระดมทุน ก็เพราะคำว่า ‘สตาร์ทอัพ’ คือ ธุรกิจที่เกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว
​สตาร์ทอัพจึงต้องมีแผนการว่าพวกเขาจะทำอะไรเพื่อให้บริษัทโตอย่างก้าวกระโดด และระดมทุนมาเพื่อทำสิ่งนั้น ถ้าทำได้ มูลค่าบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นตาม และมีนักลงทุนพร้อมจะให้เงินลงทุนก้อนใหม่ที่มากกว่าเดิม เพื่อให้บริษัทโตไปอีกขั้นและโตไปเรื่อยๆ จนมีบริษัทที่ใหญ่กว่ามาซื้อหรือพาบริษัทเข้าตลาดหุ้นได้ ซึ่งภาษาสตาร์ทอัพเรียกว่า การหาทางออกให้กับนักลงทุนที่ลงเงินมาเพื่อซื้อหุ้นของสตาร์ทอัพ ให้ขายหุ้นออกไปได้ในที่สุด
​นี่แหละคือเกมของสตาร์ทอัพและนักลงทุน

Writer

มาโนช พฤฒิสถาพร

มาโนชสนใจด้านสตาร์ทอัพมาก เขามีประสบการณ์ทำสตาร์ทอัพทั้งที่ไทยและอเมริกา เขาจบ MBA จาก Kellogg School of Management ที่นั่นเขาสมัครงานบริษัทเทคโนโลยีในตำแหน่งด้านธุรกิจกว่า 3,000 งาน ศึกษาบริษัทเตรียมตัวสัมภาษณ์กว่า 200 บริษัท สุดท้ายได้งานที่ Credit Karma บริษัทสตาร์ทอัพมูลค่าแสนล้านที่ SF มาโนชกลับมาทำสตาร์ทอัพด้านแฟชั่นที่ไทย Fred & Francis มาโนชยังเป็นนักเขียนตัวยง เขาเป็นเจ้าของหนังสือ A DREAM TO DIE FOR ล้ม 3,000 ครั้ง เพื่อชนะฝันเดียว

ฝันให้ใหญ่ เริ่มให้เล็ก

เรื่องราวน่าจับตาในวงการสตาร์ทอัพทั่วโลก

69,000,000,000 เหรียญสหรัฐฯ คือมูลค่าของบริษัทอูเบอร์จากการระดมทุนเมื่อปีที่แล้ว โดยบริษัทการลงทุนของซาอุดิอาระเบีย อูเบอร์คือสตาร์ทอัพที่ยังไม่ได้เข้าตลาดหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก มูลค่าบริษัทเทียบเท่ากับบริษัท Daimler ผู้ผลิตรถ Mercedes-Benz

อะไรทำให้บริษัทอูเบอร์มีมูลค่ามากขนาดนี้ ทั้งที่ในไทยก็ดูไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และมีข่าวว่ามีปัญหากับรัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

มาดูกันว่าอูเบอร์ระดับ 4.0 ที่สหรัฐอเมริกา ต่างจากระดับ 0.4 ที่กำลังเริ่มต้นในเมืองไทยอย่างไร

ผมรู้จักอูเบอร์ครั้งแรกปี 2013 ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่อเมริกาปีแรก มหาวิทยาลัยที่ผมอยู่ห่างจากเมืองชิคาโกประมาณครึ่งชั่วโมงถ้าขับรถ ช่วงแรกที่พวกเราเข้าเมือง เราจะรวมตัวกันนั่งแท็กซี่ ซึ่งต้องเสียเงินประมาณ 30 เหรียญสหรัฐฯ

วันหนึ่งผมได้ยินเพื่อนเล่าถึงทางเลือกใหม่ที่เหมือนแท็กซี่ แต่ถูกกว่าและเรียกรถผ่านแอพพลิเคชัน แถมยังมีโปรโมชันให้ใช้ฟรีในครั้งแรก

หลังจากลองใช้อูเบอร์ครั้งแรกแล้วผมก็แทบไม่เรียกใช้แท็กซี่อีกเลย และกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แอพที่ผมและคนจำนวนมากเรียกใช้เกือบทุกวัน

อูเบอร์มีจุดเริ่มต้นจาก Travis Kalanick (ทราวิส คาลานิก) ผู้ก่อตั้งบริษัท พบปัญหาการเรียกรถลิมูซีนที่เมืองปารีสว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน วันนี้อูเบอร์กลายเป็นทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกกว่า และ/หรือคุณภาพดีกว่า และ/หรือราคาถูกกว่า และ/หรือปลอดภัยกว่า ช่วยให้ต้นทุนการเดินทางซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องจ่ายถูกลง และบริหารเวลาได้ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่มากก็น้อย อูเบอร์ทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เพิ่มจำนวนรถให้บริการมากจนรอไม่เกิน 10 นาที ค่าบริการก็ถูกลงเรื่อยๆ คนอเมริกาจำนวนไม่น้อยถึงกับขายรถและหันมานั่งอูเบอร์แทน เพราะประหยัดกว่าในระยะยาว

วันที่ทราวิสเริ่มทำอูเบอร์ มีแอพพลิเคชันเรียกรถมารับอยู่ในตลาดแล้ว แต่ส่ิงที่ทราวิสและอูเบอร์ทำได้ดีกว่าคู่แข่งคือ

หนึ่งคือ อูเบอร์ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ทางเลือกที่ดีกว่าแท็กซี่ แต่มองว่าอูเบอร์คือทางแก้ปัญหาด้านการขนส่งในเมืองด้วยการใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เครือข่ายยานพาหนะมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้นำเสนอราคาที่ถูกที่สุดได้

เมืองใหญ่ในอเมริกาเกือบทุกเมืองมี uberPOOL หรือบริการรับส่งผู้โดยสารที่ไปทางเดียวกัน เราสามารถเรียก uberPOOL ได้หนึ่งหรือสองที่ ทำให้มีพื้นที่ที่คนอื่นซึ่งกำลังไปทางเดียวกันสามารถขึ้นมานั่งคันเดียวกับเราได้ ข้อดีสำหรับคนขับคือ เขาจะมีรายได้มากขึ้น และนำเสนอราคาได้ถูกลงอีก ส่วนผู้ใช้ก็จ่ายน้อยลงแลกกับการเดินทางที่อาจต้องอ้อมมากขึ้น เป็น Ride Sharing ที่ประหยัดน้ำมันของจริง

นอกจากขนส่งผู้โดยสารแล้ว อูเบอร์ยังใช้โอกาสจากการที่ผู้ใช้เรียกใช้ประจำ นำเสนอบริการส่งอาหารถึงที่ UberEATS จากร้านอาหารต่างๆ

อีกวิธีในการเพิ่มผู้โดยสารคือ การร่วมมือกับบริษัทต่างๆ บริษัทให้เครดิตอูเบอร์กับพนักงานได้ตามจำนวนที่ตกลง โดยต้องเรียกรถจากจุดเริ่มต้นหรือจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ทำงานเท่านั้น สิทธิประโยชน์นี้เป็นที่นิยมมากและกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่บริษัทต่างๆ นำมาจูงใจพนักงาน โดยอูเบอร์ได้จำนวนการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและส่วนต่างเมื่อพนักงานใช้เครดิตไม่หมด

บริษัทยังสามารถทำข้อตกลงกับอูเบอร์ว่า เมื่อมีกิจกรรมนอกสถานที่ พนักงานสามารถเรียกอูเบอร์จากสถานที่ดังกล่าวในวันเวลาที่กำหนดโดยได้ส่วนลด

ยิ่งไปกว่านั้น อูเบอร์ยังเจาะตลาดรถเช่า โดยนำเสนอส่วนลดและเว็บไซต์ที่ช่วยให้บริษัท  (โดยเฉพาะเลขาหรือผู้จัดการสำนักงาน) จองอูเบอร์ล่วงหน้าได้หลายคนตามเส้นทางที่เลือก

ไม่ใช่แค่รถเท่านั้น บางเมืองในต่างประเทศ อูเบอร์ยังให้บริการเฮลิคอปเตอร์ และพวกเขายังวางแผนจะขยายไปถึงเครื่องบินส่วนตัวอีกด้วย

ส่วน supply บริษัทก็ทำได้เยี่ยมเช่นกัน อูเบอร์มีโปรแกรมให้คนไม่มีรถสามารถซื้อรถและผ่อนรถกับอูเบอร์ได้ เพื่อเพิ่มปริมาณคนขับให้มากที่สุด

ความสุดยอดอย่างที่สองคือ แอพพลิเคชันนี้เป็นสิ่งที่คนใช้ทุกวัน ไม่ใช่แค่ใช้บนหน้าจอเหมือนแอพอื่นๆ แต่อูเบอร์ยังควบคุมประสบการณ์ทุกอย่างขณะผู้ใช้นั่งอยู่ในรถ หมายถึงโอกาสมากมายที่อูเบอร์สามารถนำเสนอบริการหรือโฆษณาได้ ตราบใดที่คนยังใช้อูเบอร์ทุกวันและจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นวัตกรรมใหม่ๆ และรายได้ก็จะตามมาเอง

สาม Network effect และ Barrier to entry ที่อูเบอร์ขาดทุนทุกวันนี้เพราะหวังจะครองตลาดในระยะยาว ด้วยความเป็น Marketplace model (มีฝั่งผู้ใช้และฝั่งคนขับ แต่ละฝั่งมีผลต่อกันและกัน) ถ้าอูเบอร์ทำให้คนส่วนใหญ่เรียกใช้แต่อูเบอร์ คนขับก็ย่อมอยากจะขับแต่อูเบอร์ ทำให้คู่แข่งยากที่จะสู้ด้วย

สี่ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ต้นทุนฝั่ง supply จะถูกลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อใดที่รถไร้คนขับทำงานได้อย่างไม่ผิดพลาดและได้รับการยอมรับ วันนั้นต้นทุนที่อูเบอร์ต้องจ่ายให้กับคนขับก็จะหมดไป

ห้า บริษัทมี Business Model and Operating Model ที่สามารถ scale ได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว อูเบอร์น่าจะเป็นบริษัทแนว marketplace (ไม่ใช่แค่ทำแอพหรือเว็บ แต่ต้องมี operations ในแต่ละเมือง) ที่ขยายตัวได้เร็วสุดในโลก Uber เกิดทีหลัง Airbnb แต่สามารถขยายไปทั่วโลกได้เร็วกว่า

เวลาขยายไปเมืองต่างๆ อูเบอร์จะมี City Launch Team 2 – 3 คน หน้าที่ของทีมนี้คือเข้าไปศึกษาตลาด ต่อรองกับองค์กรต่างๆ หาคน และนำ playbook วิธีการเปิดตลาดให้สำเร็จ ไปสอนและปฏิบัติ ถ้าเป็นเมืองเล็ก อูเบอร์จะหาคนท้องถิ่นหนึ่งคนทำหน้าที่ทั้งดูแล Demand and Supply ถ้าเป็นเมืองใหญ่ ก็จะหาหนึ่งคนดูแล Demand ทำการตลาด อีกคนดูแล Supply and Operations

ทุกวันนี้อูเบอร์ยังขาดทุนอยู่และยังมีปัญหาต่างๆ เยอะแยะไปหมด ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรอูเบอร์จะมีกำไร แต่สิ่งที่ Venture Capitalist ผู้ลงทุนในอูเบอร์เชื่อคือ บริษัทนี้มีคนใช้แอพทุกวันจำนวนมาก และบริษัทสามารถโตได้เร็วทั่วโลกในเวลาอันสั้น ถ้าวิสัยทัศน์เป็นความจริง นี่คือบริษัทที่จะเป็น Next Google หรือ Next Facebook

Writer

มาโนช พฤฒิสถาพร

มาโนชสนใจด้านสตาร์ทอัพมาก เขามีประสบการณ์ทำสตาร์ทอัพทั้งที่ไทยและอเมริกา เขาจบ MBA จาก Kellogg School of Management ที่นั่นเขาสมัครงานบริษัทเทคโนโลยีในตำแหน่งด้านธุรกิจกว่า 3,000 งาน ศึกษาบริษัทเตรียมตัวสัมภาษณ์กว่า 200 บริษัท สุดท้ายได้งานที่ Credit Karma บริษัทสตาร์ทอัพมูลค่าแสนล้านที่ SF มาโนชกลับมาทำสตาร์ทอัพด้านแฟชั่นที่ไทย Fred & Francis มาโนชยังเป็นนักเขียนตัวยง เขาเป็นเจ้าของหนังสือ A DREAM TO DIE FOR ล้ม 3,000 ครั้ง เพื่อชนะฝันเดียว

Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟ และกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที ถ้า IG : @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load