ความร่วมมือคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาในหลายด้าน เพื่อแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนทั้งในและนอกประเทศ หนึ่งในความร่วมมือที่ผลผลิตได้เติบโตงอกงาม เก็บเกี่ยว และเปลี่ยนเป็นรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย คือพืชจากดินแดนในทวีปอเมริกาใต้ที่ชื่อว่า ควินัว (Quinoa) 

จากการหารือกันของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency – TICA) กระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย ทำให้เมล็ดพันธุ์ควินัวที่ได้มาจากประเทศชิลีถูกยกระดับการวิจัยไปไกลกว่าเก่า โดยสองประเทศจับมือกันนำผลลัพธ์อันภาคภูมิใจส่งต่อไปให้กับประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนและภูฏาน เพื่อสร้างรายได้และสร้างความเป็นไปได้ในอาชีพอื่น ๆ ต่อ

ในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2565 จะมีการจัดงานออนไลน์ ‘Workshop on Chilean Quinoa in Thailand for ASEAN Member States’ ให้แก่สมาชิกอาเซียนและภูฏาน เพื่อถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ภายใต้แผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย-ชิลี ระยะ 3 ปี (พ.ศ.​ 2562 – 2564) นอกจากนี้ยังพูดถึงการขยายผลความร่วมมือด้านควินัวต่อไปยังด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความร่วมมือด้านการเกษตรสาขาอื่น ๆ ที่ชิลีเชี่ยวชาญ ภายใต้แผนความร่วมมือฯ ระยะ 3 ปี ฉบับใหม่ (พ.ศ.​ 2565 – 2567) เรียกได้ว่าผลลัพธ์ของโครงการวิจัยควินัวครั้งนี้เหมาะสมจะเป็น Flagship ในการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 60 ปี ไทย-ชิลี ใน พ.ศ. 2565 ที่สุด

ความร่วมมือไทย-ชิลี ผ่านฟาร์มควินัว Super Food จากชิลีที่พัฒนาจนได้สายพันธุ์ของตัวเอง
ความร่วมมือไทย-ชิลี ผ่านฟาร์มควินัว Super Food จากชิลีที่พัฒนาจนได้สายพันธุ์ของตัวเอง

ในตอนนี้ ควินัวขึ้นชื่อว่าเป็นพืชเชื่อมสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่ไทย-ชิลี แต่ขยายไปสู่อาเซียนและภูฏาน หากใครเป็นสายรักสุขภาพคงจะทราบกันดีว่า ควินัวคือ Super Food ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ขณะเดียวกันเกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกเยอะ ทั้งยังรายได้ดี การปลูกควินัวในประเทศไทยจึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรและผู้บริโภค โดยความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากเมล็ดพันธุ์ที่ประเทศชิลีมอบให้กับประเทศไทย เพื่อนำไปศึกษาและทดลองปลูก ถือเป็นหนึ่งในความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South cooperation) ที่ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจและสังคมระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ โครงการวิจัยควินัวไทยยังขยายผลต่อไปในภูมิภาคอาเซียน และยกระดับเป็นความร่วมมือแบบไตรภาคีด้วย

จนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัยไทยได้ขึ้นทะเบียนควินัวไปแล้ว 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์แดงห้วยต้ม และ สายพันธุ์เหลืองปางดะ โดยยังมีอีก 2 สายพันธุ์ที่กำลังรอขึ้นทะเบียนคือ นิลเกษตรหลวงและโกเมนเกษตรหลวง ซึ่งเป็นควินัวเมล็ดสีดำและแดง แต่ความน่าสนใจและความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้หยุดลงเพียงเท่านั้น เพราะ รศ.ดร.ปิติพงษ์ โตบันลือภพ หัวหน้าแผนกวิจัยควินัวและอาจารย์ประจำภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้บอกกับเราว่า ควินัวที่ปรับตัวได้แล้วในประเทศไทยให้ผลผลิตที่ดีเกินคาด ถึงขนาดที่มากกว่าประเทศต้นกำเนิดอย่างชิลี จนเรากลายเป็น Key of Success ที่พร้อมจะส่งความรู้และความร่วมมือให้กับประเทศอื่น ๆ ต่อไป

ความร่วมมือไทย-ชิลี ผ่านฟาร์มควินัว Super Food จากชิลีที่พัฒนาจนได้สายพันธุ์ของตัวเอง
H.E. Alex Geiger Soffia เอกอัครราชทูตชิลี ประจำประเทศไทย และ นางอุรีรัชต์ เจริญโต อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ

Food from Chile

อาจารย์ปิติพงษ์เริ่มต้นเส้นทางนักวิจัยจากการศึกษาปริญญาตรีด้านปฐพีวิทยา ศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและพืช แต่ในช่วงแรกของการทำงาน เขาไม่ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือเกษตรกรมากนัก เขาจึงตระหนักได้ว่า นอกจากเรื่องดินแล้ว การแก้ไขปัญหาที่เกษตรกรไทยกำลังเผชิญต้องใช้ความรู้เรื่องอื่นด้วย ต่อจากนั้นอาจารย์ปิติพงษ์จึงเริ่มเรียนปริญญาโทด้านเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ และปริญญาเอกด้านสรีรวิทยาการผลิตพืชที่ประเทศเยอรมนี ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ภาคการเกษตรสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงได้ หากบริหารดี”

กระทั่งโอกาสครั้งใหม่มาถึงในวันที่ 4 – 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556 นายเซบัสเตียน ปิเญรา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐชิลี (ขณะนั้น) เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลไทย และมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในรูปแบบไตรภาคีระหว่างประเทศไทยและชิลี ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นงานวิจัยควินัวของอาจารย์ปิติพงษ์ คือการที่ประธานาธิบดีชิลีมอบเมล็ดพันธุ์ควินัวให้แก่ประเทศไทย เพื่อทำการศึกษาวิจัยและทดลองปลูก

ความร่วมมือไทย-ชิลี ผ่านฟาร์มควินัว Super Food จากชิลีที่พัฒนาจนได้สายพันธุ์ของตัวเอง

อาจารย์ปิติพงษ์ได้รับมอบหมายจาก ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝ่ายกิจการพิเศษ (ขณะนั้น) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของมูลนิธิโครงการหลวง ให้เริ่มต้นงานวิจัยควินัวในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2557

“ย้อนกลับไป เรายังไม่รู้จักควินัวดี เราเจอข้อมูลว่าควินัวอยู่แถวเปรู โบลิเวีย ชิลี ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมองหานักวิจัยที่มีประสบการณ์กับพืชชนิดนี้ ปรากฏว่าไม่มี แต่เรามีประสบการณ์วิจัยพืชที่ใกล้เคียงกับควินัวคือ กลุ่มพืช Amaranthus หรือกลุ่มผักโขม ซึ่งคำถามแรกที่เราได้รับจากผู้ใหญ่คือ คุณคาดหวังในความสำเร็จระดับไหน เราก็เรียนท่านตามตรงว่า เราอาจจะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้เลย เพราะตามหลักการคือ ต้องให้เวลาควินัวในการที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ก่อน”

ประเทศชิลีเป็นที่รู้จักจากการส่งออกไวน์ ผลไม้ และแซลมอน กระทั่งสถานเอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทยมีความประสงค์ที่จะเผยแพร่ความเป็นชิลีผ่านควินัว ซึ่งเป็นพันธุ์พืชที่ขึ้นอยู่บริเวณเทือกเขาแอนดีส ครอบคลุม 7 ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ เวเนซุเอลา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย ชิลี และอาร์เจนตินา ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมของควินัวตามแต่ละภูมิประเทศ นั่นคือความโดดเด่นที่ทำให้นักวิจัยสนใจ

“จากความหลากหลายทางภูมิประเทศ แปลว่าเขาปรับตัวได้กว้าง เราจะมีฐานพันธุกรรมให้ใช้ประโยชน์ได้เยอะ เราทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยพันธุศาสตร์แห่งชาติชิลี เขาอนุญาตให้เราใช้ฐานพันธุกรรมดังกล่าวในการวิจัยและใช้เพื่อการค้าได้ จนเราคัดเลือกพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีในประเทศไทยและขึ้นทะเบียนในนามมูลนิธิโครงการหลวงได้สำเร็จคือ สายพันธุ์แดงห้วยต้มและสายพันธุ์เหลืองปางดะ”

ความร่วมมือไทย-ชิลี ผ่านฟาร์มควินัว Super Food จากชิลีที่พัฒนาจนได้สายพันธุ์ของตัวเอง

นอกจากเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับมา ทีมวิจัยไทยยังได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศชิลี ทำให้เห็นถึงความสำคัญในการแปรรูปควินัวมาเป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ อาจารย์ปิติพงษ์เล่าว่า ในประเทศไทยยังนำควินัวไปหุงเพื่อบริโภคเบื้องต้น แต่ภาคเอกชนของต่างประเทศมีการลงทุนข้ามทวีป จากยุโรปไปยังชิลี เพื่อประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมควินัวโดยเฉพาะ การแปรรูปในต่างประเทศจึงไม่ใช่แค่การแปรรูปเบื้องต้น แต่เป็นการนำไปสกัดเป็นกลุ่มอะมิโนจำเป็น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน เช่น กรดอะมิโนสำหรับเด็กวัยกำลังเติบโต กรดอะมิโนสำหรับวัยชรา หรือกรดอะมิโนสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องในการดูดซึมโปรตีน โดยทั้งหมดถูกแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารว่าง นมสำหรับเด็ก หรือ Ready-to-Eat-Quinoa 

สำหรับควินัวสายพันธุ์ไทย อาจารย์ปิติพงษ์กล่าวอย่างภูมิใจว่า ผลผลิตจากเกษตรกรที่ปลูกควินัวถือว่าดีเกินตัวเลขอ้างอิงจากงานวิจัยถึง 2 เท่า ทั้งยังสูงกว่าประเทศต้นทางอย่างชิลีด้วย หากคำนวณผลผลิตต่อไร่ของประเทศชิลีอยู่ที่ประมาณ 250 กิโลกรัม ขณะที่ประเทศไทยได้ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 620 กิโลกรัม ส่วนงานวิจัยได้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 380 – 420 กิโลกรัม โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของควินัวมีหลายประการ ตั้งแต่การใส่ปุ๋ย ภูมิอากาศ (แปลงของเกษตรกรอยู่สูงกว่าแปลงวิจัย ส่งผลให้อุณหภูมิเย็นลง) รวมไปถึงความใส่ใจของเกษตรกรเอง

ความร่วมมือตลอด 9 ปีของไทย-ชิลี ทำให้อุตสาหกรรมควินัวในประเทศไทยเติบโตเป็นอย่างดี และยังช่วยสร้างงาน สร้างอนาคตให้กับคนในประเทศ เนื่องจากควินัวเป็นพืชที่ไม่ต้องลงทุนมาก แต่ผลตอบแทนดี ซึ่งนั่นเป็นการแก้ไขหนึ่งในหลายปัญหาที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญ

ความร่วมมือไทย-ชิลี ผ่านฟาร์มควินัว Super Food จากชิลีที่พัฒนาจนได้สายพันธุ์ของตัวเอง

Super Food and Super Friend

บางครั้งความเข้าใจผิดต่อควินัวก็เกิดขึ้น เมื่อหลายคนเรียกควินัวว่าเป็น ธัญพืชเทียม แต่คุณประโยชน์ของควินัวไม่ได้เทียมดั่งชื่อ เพราะอาจารย์ปิติพงษ์ได้ไขข้อข้องใจให้เราฟังว่า ควินัวภาษาอังกฤษคือ Pseudocereal โดย Pseudo แปลว่าเทียม รวมกันจึงแปลว่า ธัญพืชเทียม จากปกติที่ธัญพืชจะเก็บเกี่ยวจากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ เพื่อนำเมล็ดมาใช้ประโยชน์ แต่ควินัวเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ เมื่อนำมาจัดกลุ่มจึงอยู่ในกลุ่มธัญเทียมแทน

อย่างไรก็ตาม คุณประโยชน์ของควินัวได้รับการยกย่องเป็น Super Food เนื่องจากควินัวมีน้ำตาลต่ำ มีคาร์โบไฮเดรตในเมล็ดน้อย จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ Low-Carb หรือ Low Carbohydrate แต่มี High-Fiber ช่วยในการย่อย นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุ อย่างธาตุเหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม รวมถึงไขมันจำเป็นและกรดอะมิโนจำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์อย่างครบถ้วนและสมดุล

หากบอกว่าควินัวเป็นเพื่อนแท้ของคนรักสุขภาพก็คงไม่เกินจริงนัก ขณะเดียวกัน ควินัวก็ก้าวเข้าสู่การเป็นเพื่อนใหม่และทางเลือกใหม่ของเกษตรกร ซึ่งอาจารย์ปิติพงษ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยได้

“ควินัวใช้เวลาปรับตัวในประเทศไทยประมาณ 1 ปี ในปีที่ 2 เริ่มเติบโต และปีที่ 3 หลังการวิจัยก็พร้อมนำไปผลิตและจำหน่าย เมื่อเรารู้ช่วงเวลาในการปลูกและเก็บเกี่ยว เกษตรกรก็จะไม่เสียผลผลิต ซึ่งสายพันธุ์ที่ปรับตัวในไทยแล้วมีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่เพียง 90 – 100 วัน 

ตอนนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิโครงการหลวง มีความสนใจปลูกควินัวค่อนข้างมาก เพราะควินัวเป็นพืชในระบบส่งเสริมเกษตรที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี ปัจจัยการผลิตต่ำ รวมทั้งมีศัตรูพืช โรค และแมลงน้อย ยกตัวอย่าง เกษตรกรท่านหนึ่งที่ร่วมบุกเบิกงานปลูกควินัวของมูลนิธิโครงการหลวงปีที่ 1 เขามีรายได้จากควินัวร่วม 3 แสนบาท จากระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือน แล้วเขาปลูกเพียงแค่ 1 ไร่ครึ่ง จากตัวอย่างนี้เป็นผลให้เขาไม่จำเป็นต้องปลูกพืชในพื้นที่ปริมาณมากเหมือนในอดีต เช่น ปลูกพืชผักที่บางครั้งราคาก็ตกต่ำ ถ้าอนาคตเรามีการบริโภคควินัวในปริมาณมากขึ้นในประเทศไทย เราจะช่วยลดปัญหาคือ การบุกรุกพื้นที่เพื่อการเกษตรและการสร้างรายได้ให้เกษตรกร”

ปัจจุบัน อาจารย์ปิติพงษ์ยังระบุราคาควินัวต่อกิโลกรัมที่ชัดเจนไม่ได้ แต่ราคาอยู่ที่ประมาณ 100 – 150 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่เทียบกับพืชชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าว เฉลี่ยอยู่ที่ประมาน 9,000 บาทต่อ 1,000 กิโลกรัม ตกประมาณกิโลกรัมละ 9 บาท นอกจากนี้ ควินัวยังเป็นผู้เล่นสำคัญในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะเด็กเล็ก เนื่องจากพวกเขามีภาวะบกพร่องทางโภชนาการ คือได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต สิ่งที่อาจารย์อยากขับเคลื่อนจึงเป็นการผลักดันให้ควินัวเป็นตัวอย่างนำร่องในส่วนผสมของอาหารกลางวันสำหรับเด็ก เพื่อเสริมโปรตีนคุณภาพสูง และเสริมคุณค่าทางโภชนาการอื่น ๆ ที่มีอยู่ในเมล็ดพันธุ์ชนิดนี้

จากพืชท้องถิ่นในประเทศชิลี สู่พืชทางเลือกใหม่ในประเทศไทย ผลลัพธ์ที่ทีมวิจัยไทยร่วมกับประเทศชิลี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ มูลนิธิโครงการหลวง และเกษตรกรไทย ได้กลายเป็น Key of Success อันน่าภาคภูมิใจที่จะถูกส่งต่อจากความร่วมมือทวิภาคีเป็นความร่วมมือแบบไตรภาคีและพหุภาคีในอนาคตด้วย

การเดินทางสู่ความสำเร็จของเมล็ดพันธุ์ควินัว ความร่วมมือไทย-ชิลี ที่ถูกส่งต่อเป็นเกษตรทางเลือกและอาหารเพื่อสุขภาพ

Food for Friends

“ทีมวิจัยของเราได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เราส่งเสริมเขาได้ตั้งแต่ต้นน้ำคือการวิจัยพื้นฐาน หรือการพัฒนาสายพันธุ์ควินัวในประเทศของเขา ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่เราผ่านการวิจัยและประสบความสำเร็จมาแล้ว รวมถึงแนวทางการใช้ประโยชน์ของควินัว นำควินัวเข้าไปส่งเสริมด้านสาธารณสุขของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทีมงานเราพร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานร่วมกับ TICA”

อาจารย์ปิติพงษ์กล่าวถึงอนาคตว่า เขาอยากจะนำควินัวมาสร้างประโยชน์สูงสุดทั้งด้านการเกษตร สร้างรายได้ สร้างสุขภาพที่ดีในกลุ่มผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดและภาวะบกพร่อง รวมถึงสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศ โดยการเป็นพี่เลี้ยงของภาคีเพื่อนบ้างในการขยายองค์ความรู้จากประเทศไทยสู่ประเทศอื่น ๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาเองต้องการขยายขอบเขตองค์ความรู้เรื่องควินัวให้กับคนไทยเช่นกัน เพื่อให้คนไทยหันมาบริโภคเพื่อสุขภาพและสนับสนุนผลผลิตทางเลือกใหม่ของเกษตรกรไทยเอง

ขณะนี้ ควินัวมีพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนเป็นหลัก แต่เริ่มมีการกระจายเมล็ดพันธุ์ไปหลายพื้นที่มากขึ้น เช่น จังหวัดสกลนคร นครราชสีมา และตอนใต้คือ สุราษฎร์ธานี 

“ความเสร็จของชิลีคือทำให้ควินัวกลายเป็นที่รู้จักและยอมรับในภูมิภาคของเรามากขึ้น และความสำเร็จของเราก็คือ การช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการเกษตรของชาติ ซึ่งงานนี้จะสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราต้องขอขอบพระคุณผู้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยทุกสถาบัน ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผู้ให้ทุนเริ่มต้น มูลนิธิโครงการหลวงผู้ให้ทุนวิจัยต่อเนื่อง 3 ปี และสำนักงานวิจัยแห่งชาติที่ให้ทุนสนับสนุน พ.ศ. 2564 – 2565 ทำให้เราขับเคลื่อนงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง”

เส้นทางการปลุกปั้นพืชต่างประเทศที่น้อยคนจะรู้จักไม่ได้โรยด้วยปุ๋ยที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโต แต่ควินัวเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งในวงการสุขภาพและการเกษตรจากปุ๋ยแห่งความร่วมมือที่หลายฝ่ายช่วยกัน

การเดินทางสู่ความสำเร็จของเมล็ดพันธุ์ควินัว ความร่วมมือไทย-ชิลี ที่ถูกส่งต่อเป็นเกษตรทางเลือกและอาหารเพื่อสุขภาพ

ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดของการวิจัยครั้งนี้ทำให้ นางอุรีรัชต์ เจริญโต อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และ H.E. Alex Geiger Soffia เอกอัครราชทูตชิลี ประจำประเทศไทย เดินทางไปดูความสำเร็จด้านการวิจัยและปลูกพืชควินัวด้วยกันที่สถานีเกษตรหลวงปางดะ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 โดยมีอาจารย์ปิติพงษ์เป็นผู้ช่วยอธิบายเส้นทางการพัฒนาดังกล่าว

 ปัจจุบัน ความร่วมมือไทย-ชิลี ไม่ได้จำกัดเพียงแค่พืชควินัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำไปสู่การวิจัยเรื่องอื่น ๆ ทั้งพืชไร่ ข้าว ไม้ผลขนาดใหญ่อย่าง มะม่วง ไม้ผลขนาดเล็กอย่างเชอร์รี่และเบอร์รี่ รวมถึงกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ และการประมง ส่วนอนาคตที่มาถึงแล้วและอยากให้ขยายต่อไปอีก คือการแบ่งปันความสำเร็จสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้น

ภาพ : TICA

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ร่วมกับสหประชาชาติ (สำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ UNOSSC และคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ESCAP ) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นับเป็นการจัดงาน GSSD Expo ครั้งที่ 11 และเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

หัวข้อหลักของงานปีนี้คือ Advancing South-South and Triangular Cooperation for Sustainable COVID-19 Recovery: Towards a Smart and Resilient Future เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ รวมทั้งแบ่งปันความสำเร็จและโครงการด้านการพัฒนาที่โดดเด่นของไทย อาทิ

(1) แนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีส่วนช่วยประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  

(2) โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย ที่คนหนุ่มสาวร่วมส่งเสริมความเข้าใจอันดีและกระชับมิตรภาพระดับประชาชน

(3) ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับมือ ป้องกันและควบคุมสถานการณ์โควิด-19  และ (4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การฝึกอบรมและจัดสรรทุนการศึกษาในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นจุดแข็งของไทยและเป็นประโยชน์แก่ประเทศผู้รับ ทั้งนี้ สามารถเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ได้จาก : https://bit.ly/3JVqZGT

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

24 มิถุนายน 2565
2.71 K

The Cloud x องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)

ณ จังหวัดชื่อสั้นสุดในแดนอีสาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่นี่ดังไกลไปถึงเมืองหลวงว่า เมืองเลยมีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่แจ้งเกิดจากความอุตสาหะของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

ในอ้อมกอดของภูใหญ่ 2 ลูกอันเป็นที่มาของชื่อ ‘ตำบลภูหอ’ และ ‘อำเภอภูหลวง’ ทุ่งนาเขียวขจีและกอกล้วยดกครึ้ม เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางซึ่งติดตามเราไปทุกที่ หรือไม่ก็เจ้าถิ่นใจดีที่ช่วยนำทางเราไปสู่จุดหมายที่ซ่อนกายอยู่ท่ามกลางดอยดงหล่งลึกของตำบลนี้ หลังป้ายทำมือเขียนว่า ‘Banana Landคือที่ดินผืนใหญ่ที่ถูกแบ่งสรรเป็นที่ทอผ้า บ่อปลา แปลงนา ผลิตงานฝีมือ และฟางกองใหญ่ที่สุมกันในรูปปราสาทจำลอง เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของชาวบ้านหนองบัว ตำบลภูหอ ที่มาร่วมแรงทำงานตามความถนัดของตนเองที่นี่ ล้วนเป็นมาตรวัดความสุขที่พวกเขาได้รับยามมาเยือนสถานที่เที่ยวเปิดใหม่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

บั้ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ ปรากฏตัวในชุดม่อฮ่อมย้อมคราม นุ่งผ้าขาวม้าทอเอง รวบผมสั้นมัดจุกง่าย ๆ ลุคเดียวกับที่เราเคยเห็นในทีวีเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน ตอนเธอนำผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปของอำเภอภูหลวง แปะฉลาก ‘Banana family’ ไปขายไอเดียถึงสตูดิโอรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ซีซันแรก

วันนั้น Banana Land ของเธอเพิ่งตั้งไข่ในฐานะโมเดลพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน

วันนี้ โมเดลที่เคยคิดเพื่อตอบโจทย์ของรายการได้รับการสานต่อให้เป็นจริง ด้วยแรงใจและไฟฝันอันโชติช่วงของสาวเลย ผู้เรียกตัวเองว่า ‘คนบ้าพลัง’ และในวันที่ Banana Land ของบั้มก่อกำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง เราอยากชวนเจ้าตัวมาเล่าย้อนถึงหลักกิโลเมตรแรกที่เธออุทิศตนเองเพื่อรอยยิ้มและรายได้ของคนในชุมชน เผื่อว่าผู้อ่านที่รักทุกท่านจะได้รับพลังบวก ๆ ไปจากผู้หญิงบ้าพลังคนนี้

จากภูหลวง

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“ที่นี่คืออำเภอภูหลวง ภูยาว ๆ ที่เป็นสันเขาฝั่งกระโน้นคือชื่ออำเภอนี้ เป็นภูยาวที่กินพื้นที่ 3 อำเภอ ส่วนด้านหลังโน่นคือภูหอ ส่วนมากคนรู้จักชื่อ 2 ภูนี้ ภูหนึ่งคือชื่อตำบล อีกภูคือชื่ออำเภอ” บั้มวาดแผนที่กลางอากาศให้คนต่างถิ่นอย่างเราเข้าใจภูมิศาสตร์ของบ้านเกิดเธอในไม่กี่ประโยค

“บ้านบั้มอยู่ที่นี่ เป็นที่ดินของบรรพบุรุษ ตาทวดให้ยาย ยายยกให้แม่ แล้วส่งต่อมาถึงรุ่นบั้ม” เจ้าบ้านตีวงให้แคบลงมาถึงแค่ผืนดินเขียวขจีที่พวกเรายืนอยู่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

ทุกถ้อยกระทงความที่บั้มกล่าวถึงอำเภอภูหลวงที่ตระกูลเธอหยั่งรากอาศัยมาหลายชั่วอายุคน เปี่ยมด้วยความรักใคร่อย่างที่ใครฟังก็รู้สึกได้ แต่เพื่อความก้าวหน้าของการงานอาชีพ หญิงสาวชาวภูหลวงคนนี้จึงจำจากบ้านเกิดในชนบทไปยังเมืองฟ้าอมร เพื่อโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างกว่า

บั้มเรียนจบปริญญาตรีคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ทั้งที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก่อนจะได้รับทุน IFP Thailand ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ AIT (Asian Institute of Technology) โดยสาขาที่เลือกเรียนในตอนนั้นคือ วิชาความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย หากแต่วิชาที่กำหนดเส้นทางอนาคตของเธอกลับไม่ใช่วิชาที่เลือกโดยจำเพาะ แต่เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาที่ได้รับทุนทุกคน

คืนภูหลวง

“พ.ศ. 2557 บั้มไปเรียน SE (ธุรกิจเพื่อสังคม) ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยกชุดไปสอนพวกเรา เพราะเด็กทุนทุกคนต้องเรียนเรื่องนี้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า SE คืออะไร รู้แต่ว่าต่างประเทศเขาเน้นเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมกันมานานมาก แต่ประเทศไทยไม่มีเลย มีแต่ทำบริษัทใหญ่โต รวยแล้วค่อยแบ่งไปทำ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคม) ซึ่งมันต่างจาก SE มาก”

อาจกล่าวได้ว่า นี่คือวิชาที่ปลุกวิญญาณนักพัฒนาในตัวบั้มอีกขั้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เธออาจเคยเป็นมือข้างหนึ่งที่ร่วมด้วยช่วยกันในกิจกรรมยกระดับความเป็นอยู่ของคนในบ้านเกิดมาแล้ว แต่เรื่องธุรกิจการค้ายังไม่เคยปรากฏในหัวคิดเช่นครั้งนี้

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“เราได้โจทย์มาว่า ถ้ากลับมาที่ชุมชนของเรา เราจะทำธุรกิจเพื่อสังคมอะไรได้บ้าง” สาวเลยร่างเล็กเอ่ยด้วยดวงตาฉายแววครุ่นคิด “ก่อนหน้านี้พวกเราไม่เคยขายของ เคยแต่ทำงานอาสา ทำกลุ่มเยาวชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 ชื่อ ‘ชวนน้องออมถวายพ่อหลวง’ ชวนกันออมเงิน ออมบ้าน ออมเด็ก ออมเวลา อันสุดท้ายนี้หมายถึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เลยชักชวนกันมาทำ SE”

Banana family

โจทย์ที่ได้จากห้องเรียนธุรกิจเพื่อสังคมทำให้บั้มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพบทางสว่างเมื่อเธอสำรวจพื้นที่บ้านเกิดจนทั่ว แล้วพบว่าของดีประจำถิ่นคือ ‘ต้นกล้วย’ เธอชักชวนชาวบ้านละแวกใกล้เคียงมาแปรรูปกล้วยที่ปลูกในชุมชนเป็นขนมกล้วย ได้แก่ Banana Stick และ Banana Snack

เริ่มจากกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เคยร่วมงานกันในฐานะสมาชิกกลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง รูปที่ใช้ออกแบบโลโก้บนหีบห่อ ก็ได้แบบจากใบหน้ารุ่นน้องที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต

“ตอนแรกเราจะทำรูปภูหอ แต่ตอนนั้นภูหอยังไม่ดัง ไปเสนออาจารย์แล้ว อาจารย์ก็แย้งว่าเห็นรูปภูหอแล้วใครจะรู้ว่าขายกล้วย ตอนนั้นก็เหมือนจะเรียนเรื่องทำแผนธุรกิจอยู่ค่ะ แก้ไขกันมานานพอสมควรกว่าจะได้โลโก้นี้ เราคิดกันว่าสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กอีสานอย่างเรา ๆ มันคืออะไรนะ

“โหนกแก้มใหญ่ กรามเยอะ ตาน้อย ๆ ใช่ไหม ก็เลยออกมาเป็นรูปการ์ตูนประมาณนี้”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

บั้มและผองเพื่อนเยาวชนตั้งชื่อแบรนด์ให้ขนมกล้วย ๆ ทั้งหมดของพวกตนว่า Banana family มีเมนูชูโรงคือ ‘กล้วยเส้น’ ที่สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างเห็นผลจริง จึงเป็นแรงผลักดันให้เธอเพิ่มรสและกลิ่นใหม่ ๆ อย่างปาปริก้า สาหร่าย และบาร์บีคิว ก่อนที่ตรา Banana family จะขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบอื่น ๆ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องผลิตเองและปลอดสารพิษ

“SE สอนให้เราเลือกคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผลกำไรต้องแบ่งปันได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ผู้ผลิตวัตถุดิบต้องได้กำไรด้วยตั้งแต่แรก ซื้อของโดยไม่กดราคา คัดคุณภาพเพื่อการผลิตที่ดี กลางน้ำคือการผลิตที่ดี มีการผลิตที่ดีมั้ย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำงาน แล้วของจะมีคุณภาพได้ยังไงถ้าคนที่ทำยังไม่ดี สุดท้ายปลายน้ำก็คือผู้บริโภค ถ้าเราเริ่มต้นมาดีทั้ง 2 อย่าง การส่งมอบของต่าง ๆ ก็จะดีไปด้วย นี่คือสิ่งที่ SE บ่มเพาะเรา เลยทำให้สินค้ามีคุณภาพดี มีมาตรฐานส่งออก GMP Codex ทุกอย่าง”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ถ้าถามว่าสินค้าตรา Banana family มีคุณภาพดีสมคำร่ำลือหรือไม่ เราขอตอบด้วยผลงานว่าเพียง 1 ปีที่ขนมขบเคี้ยวจากกล้วยของบั้มเริ่มวางจำหน่าย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ก็เลือก Banana family เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยวในอำเภอภูหลวง และทุกคราวที่บั้มเปิดไลฟ์ขายของ ลูกค้าจากทั่วสารทิศก็พร้อมใจเข้ามาชมและสั่งสินค้ากันใหญ่

Banana Land

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

Banana family ออกจำหน่ายอยู่ 4 ปี บั้มก็รู้สึกว่าสายป่านที่ใช้หล่อเลี้ยงธุรกิจกล้วยเส้นของเธอเริ่มจะสั้นเกินไปเสียแล้ว เพื่อหาเงินทุนมาต่อยอดทำบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักรบางอย่าง เธอจึงตัดสินใจนำแบรนด์ Banana family ไปท้าประลองในรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ด้วยความมุ่งหวังที่พกพาจากเมืองเลยว่า จะนำเงินรางวัลกลับไปเพื่อการนั้น

“เรามีความคิดว่าอยากทำ Banana Land อยู่แล้ว แต่กะว่าจะขยาย Banana family ก่อน ค่อยเอาเงินมาทำบ้านตัวเองเป็น Banana Land ต่อ เราลงแข่งรายการนี้เพราะมันเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมโดยตรง ไปเจอ โค้ชเจ-เจรมัย พิทักษ์วงศ์ แกเป็นโค้ชส่วนตัวของเรา แกก็โยนคำถามมาคำถามหนึ่งว่า ‘บั้มอยากให้หมู่บ้านของบั้มกลายเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมเหรอ’ ไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้”

ครั้งนั้น โค้ชเจเสนอแนะกับบั้มว่า แทนที่จะมองหาเครื่องจักรชุดใหม่และอะไรอีกหลายขั้น คงจะสบายกับเธอมากกว่า หากเธอสร้าง Banana Land ทันทีโดยไม่ต้องหมายน้ำบ่อหน้า

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ด้วยคำแนะนำของกุนซือผู้มองการณ์ไกล บั้มได้เสนอแนวคิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อชุมชน Banana Land ต่อรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน เรียกเสียงปรบมือและคะแนนความนิยมกึกก้อง แม้ไม่อาจคว้ารางวัลชนะเลิศกลับมาได้ แต่การติดอันดับ 1 ใน 5 สุดยอดธุรกิจ ก็ไม่ทำให้การเข้ากรุงต้องเสียเปล่า เนื่องจากเงินรางวัลที่เธอได้รับจากการเข้ารอบสุดท้าย มากเพียงพอสำหรับการพลิกฟื้นที่ดิน 8 ไร่อันตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะของคนบ้านใกล้เรือนเคียง

เครือกล้วยใน Banana Land ยังเป็นสายพานสำคัญที่ป้อนผลผลิตสู่โรงงาน Banana family แต่ ‘ดินแดนกล้วย ๆ’ แห่งนี้หาได้มีแค่กล้วยเหมือนในชื่อ เพราะที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวชุมชนผสมเครือข่ายชาวบ้าน เปิดโอกาสให้คนในและคนนอกมาพบปะและเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านกิจกรรม พร้อมแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ สปาเท้า เตียงแคร่ งานแฮนด์เมด อีโคพรินต์ ทอผ้า อาหารพื้นบ้าน เลี้ยงกุ้งหอยปูปลา ร้านกาแฟ นาข้าว รวมถึงปราสาทฟางหลังใหญ่ที่กำลังจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของตำบลภูหอและอำเภอภูหลวงในไม่ช้านี้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้วางอยู่บนแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

อนุรักษ์

“การอนุรักษ์ เราทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่พวกเราทำเรื่อง 4 ออม หลังจากนั้นเราเห็นชุมชนเราเผาฟาง เราก็มาคุยกับเด็ก ๆ ว่าเราจะทำยังไงไม่ให้ชุมชนเผาฟาง เด็ก ๆ อยากได้สวนสนุก ก็เลยสร้างปราสาทฟางขึ้นมา เราไม่ได้บอกเขาว่า ห้ามเผานะ แต่เราจะดึงเขามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยกัน”

ผู้ใหญ่บางคนอาจติว่าความคิดดังกล่าวฟังดูเหมือนคบเด็กสร้างบ้าน แต่ถึงไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปราสาทฟางของบั้มช่วยลดการเผาฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้มากราว 60 – 100 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 1,000 ไร่ ทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านรุ่นเยาว์ทุกผู้ทุกนาม

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

เชื่อมความสัมพันธ์

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทุกชุมชนต้องประสบเหมือน ๆ กันคือเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ที่คนวัยไม้ใกล้ฝั่งกับลูกหลานวัยเด็กมักคิดเห็นขัดแย้ง แม้กายอยู่ใกล้ แต่ใจกลับอยู่ห่างราวกับต่างมีโลกของตัวเอง

เรื่องนี้บั้มมีวิธีคลายปัญหาด้วยการเชื่อมความสัมพันธ์แบบกล้วย ๆ ว่า “จะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้สูงอายุ เราทำงานร่วมกันได้ด้วยการท่องเที่ยว ก่อนหน้านี้วัยรุ่นกับผู้เฒ่าไม่คุยกัน พอเราให้พวกเขามาคุยกัน เฮ้ย ก็เข้ากันได้นะ วัยรุ่นก็ถามเขาหน่อยว่าผู้เฒ่าผู้สูงอายุคิดยังไง ผู้สูงอายุก็ถามวัยรุ่นหน่อยว่าเด็ก ๆ คิดยังไง เสร็จแล้วก็กลับมาคุยกันเอง เล่าสู่กันฟังว่าสิ่งที่เราเรียนรู้คืออะไร แล้วให้มาเจอกันครึ่งทาง”

การพัฒนาบ้านเกิดด้วยแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’ สู่ Banana family และ Banana Land จังหวัดเลย

ตัวอย่างการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนหลากวัยที่เห็นชัดที่สุด คือ ภาพวาดที่บั้มภูมิใจนำเสนอแขกผู้มาเยือนที่ปราสาทฟาง บางรูปวาดโดยเด็ก บางรูปวาดโดยคนชรา และมีบางรูปที่เธอให้คน 2 กลุ่มวาดบนผืนกระดาษแผ่นเดียวกันจากมุมมองที่แตกต่างกัน ผลที่ได้รับคือจิตรกรรมอันงดงามตามคติที่ว่า ‘ศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิด’

แบ่งปัน

แบ่งปันในความหมายของบั้ม คือ การมอบให้คนนอกที่แวะมาเยี่ยมเยือน Banana Land ของเธอได้ตักตวงความสุขและประสบการณ์ดี ๆ ไปจากคนพื้นถิ่นอำเภอภูหลวง

“คำว่าแบ่งปัน ก็คือให้นักท่องเที่ยวมารับอากาศดี ๆ ทานอาหารพื้นบ้านที่เราปลูก ที่เราทำ ได้มาใช้ผ้าห่ม ซื้อของที่ทำในชุมชน ที่นี่ไม่ได้ทำการท่องเที่ยวแบบเชิงธุรกิจจ๋า เพราะเราไม่ได้เปิดทั้งปี เราอยากแบ่งปันหน้าฝน ฉันก็จะบอกว่าฉันเปิดแค่หน้าฝน หน้าแล้งพวกคุณอย่ามา ถ้ามาจะไม่เห็นอะไรเลย สมมติว่าช่วงนี้มาแล้วไม่เห็นอะไร ก็เพราะฉันไม่ได้ทำอะไร คุณมาผิดช่วง

“เหมือนกับข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา เราก็เติมเต็มข้างนอก ส่วนมากที่ข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา คือการให้ไอเดียเรา เขาชอบนะ เขาเหมือนเห็นเราเป็นคนในครอบครัว อย่างบางคนที่ซื้อสินค้าเรา ปีที่แล้วซื้อแล้ว ปีนี้ก็ซื้อซ้ำอีก เหมือนเขาเอ็นดูเรา อยากมาแชร์กับเรา”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

คงป่วยการเปล่าหากเราจะถามบั้มว่ารู้สึกอย่างไรในสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ ในเมื่อยิ้มชื่นบานตามติดใบหน้าคล้ำแดดของเธอไปตลอดทางที่นำเราเที่ยว

“เป็นคนบ้าพลัง มีงานทุกวัน ไม่เคยมีวันหยุด” อะไรจะยืนยันคำอวดอ้างนี้ได้ดีเท่ากระดานข้างฝาบ้าน ที่บั้มและทีมงานผู้ช่วยของเธอพากันลงหมึกปากกาจดคิวงานจนแน่นไปทั้งแถบ

“เรารู้สึกว่ารอยยิ้มที่เราได้จากชุมชนที่ยิ้มกลับมาให้เรา หลายคนบอกว่า “บั้ม ทำไมเราไม่เจอกันให้นานกว่านี้ หรือ ทำไมบั้มไม่เกิดตั้งนานแล้ว” เหมือนเราพาเขามาทำงานกลุ่มแล้วเขาประสบความสำเร็จ มีรายได้ที่มั่นคง ทำให้เรารู้สึกว่ารอยยิ้มของคนในชุมชนที่พวกเขายิ้มได้จากการมีรายได้ จากการที่ไม่ต้องออกไปนอกเมือง มันคือรอยยิ้มของเราด้วยเหมือนกัน”

ถึงยามอำลาจากภูหลวง ภูหอ รวมทั้งเจ้าของแบรนด์สินค้ากับแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อ ‘บั้ม’

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังอันเหลือล้นของเธอจะถ่ายทอดไปยังหัวใจดวงน้อย ๆ ของเยาวชนทุกคน เพื่อให้มวลธาตุแห่งความคิดบวกคงอยู่คู่บ้านเกิดของเธอไปอีกนานเท่านาน

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load