QueQ (อ่านว่า คิว-คิว) เป็นสตาร์ทอัพที่ไม่ได้เก่งแค่เพียงระบบการจัดการคิวเหมือนที่ปรากฏบนชื่อบริษัทเท่านั้น

พวกเขาถือเป็นมืออาชีพด้านการช่วยธุรกิจและผู้คนในการบริหารเวลาอย่างคุ้มค่าและชาญฉลาด ผ่านเทคโนโลยีและระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาสารพัด โดยเริ่มต้นจากการรอคิว

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

“เราทำให้คนและธุรกิจไม่ต้องทิ้งเวลากับอะไรที่ไม่จำเป็น ที่ไหนที่จริงๆ บริหารจัดการเวลาได้ดีกว่านี้ คนเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้ เราจะเป็นคนเข้าไปแก้ไข” ชายในเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตรงหน้าผมกล่าวอย่างเป็นกันเอง เขาคือคนต้นคิดแอปพลิเคชันที่ช่วยร้านอาหาร ธนาคาร หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่ซับซ้อนอย่างโรงพยาบาลในการจัดการคิวและนัดหมายออนไลน์ล่วงหน้า รวมถึงต่อยอดด้วยการนำข้อมูลมหาศาลมาวิเคราะห์ช่วยองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ และสร้างบริการใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องรออะไรนานๆ อย่างไร้ความหมายเปล่าประโยชน์อีกต่อไป

รวมถึงเป็นโปรแกรมเมอร์ที่พาแบรนด์ QueQ แตะจำนวนผู้ใช้งานรวมกว่า 2 ล้านคนใน 4 ประเทศ ประกอบด้วยไทย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยใช้งบการตลาดเพียงเดือนละไม่กี่หมื่นบาท

ผมกำลังสนทนาอยู่กับ โจ้-รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ กัปตันทีมวัย 42 ปีของสตาร์ทอัพอายุ 5 ขวบขนาดร้อยคน เจ้าของสโลแกน ‘Spend your time wisely’ ที่ปลุกปั้น QueQ และเปลี่ยนวัฒนธรรมการเข้าคิวให้ไม่เหมือนเช่นเคย

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

แต่กว่าจะถึงวันนี้ โจ้ผ่านเหตุการณ์ชวนนอนไม่หลับมานับไม่ถ้วน การเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดเลย

คำถามคือโจ้ทำได้อย่างไร เขาคิดต่างหรือมองเห็นอะไรที่คนอื่นคาดไม่ถึงหรือ

เพื่อหาคำตอบ นี่เป็นเหตุผลที่เราอยู่กับโจ้วันนี้

คุณพอมีเวลาสัก 10 นาทีหรือเปล่า

ผมเชื่อว่าเนื้อหาตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป จะไม่ทำให้คุณเสียดายเวลาอันมีค่าแน่นอน

01

ถึงเวลาผันตัวเป็นสตาร์ทอัพ

ก่อนผันตัวเป็นสตาร์ทอัพเช่นทุกวันนี้ บริษัทของโจ้เคยเป็นผู้รับผลิตซอฟต์แวร์ (Software House) ให้องค์กรอื่นมาก่อนเป็นเวลา 7 ปี

ทุกอย่างเหมือนจะดี แต่บริษัทเริ่มเติบโตถึงจุดที่ต้องแข่งรับงานระดับร้อยล้านบาทกับบริษัทมหาชนที่มีทรัพยากรครบถ้วน ซึ่งแน่นอนว่าสู้ไม่ไหว

และทุกปีที่ผ่านมาแทบคล้ายกันหมด คือรับโจทย์จากคนอื่นและทำตามให้สำเร็จ ไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรแปลกใหม่เท่าไหร่

โจ้จึงเกิดความคิดในพ.ศ 2557 ว่าถึงเวลาตั้งโจทย์ขึ้นใหม่ และสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเองผ่านเทคโนโลยีที่พวกเขาถนัด

“เราตั้งทีมพิเศษขึ้นมาคิดไอเดียใหม่ โดยระหว่างนี้ยังรับโปรเจกต์พัฒนาซอฟต์แวร์อื่นไปด้วยเพื่อหาเงินเลี้ยงบริษัท บางทีต้องทำงานนอกเวลาและวันเสาร์อาทิตย์ด้วย เป็นอย่างนี้อยู่เกือบปีที่ไม่มีรายได้จากทีมนี้ แต่นี่เป็นวิธีแบบสตาร์ทอัพที่ต้องลงทุนสร้างให้เกิดขึ้นก่อน ถ้าได้ผลก็ไปต่อ ถ้าไม่ได้ก็เลิกแล้วไปทำอย่างอื่น” โจ้เล่าย้อนกลับไปช่วงแรกที่ตระหนักว่าต้องปรับตัว

เกิดไอเดียขึ้นหลากหลายในช่วงปีนี้ QueQ คือหนึ่งในนั้นที่โจ้ได้ไอเดียจากการมองเห็นความเบื่อหน่ายของคนที่ต้องต่อคิวธนาคารและโรงพยาบาล เขาจึงเลือกเรื่องคิวที่ใกล้ตัว เป็นหมัดฮุกไว้เปิดตัวให้คนรู้จัก

“ปัญหาเรื่องคิวไม่ใช่เรื่องใหม่ เห็นกันได้ประจำ มีคนพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการต่างๆ เยอะเช่น ใช้เครื่องแจกกระดาษ เพียงแต่ตอนเริ่มเราจับจุดถูก โดยดูที่พฤติกรรมของคนว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ควรแก้ตรงไหน จนเกิดวิธีแก้ที่คนรู้จัก ยอมใช้ และขยายออกเป็นวงกว้างได้” โจ้อธิบาย

จุดเริ่มต้นที่ถูกของ QueQ คือ การเลือกตลาดแรกอย่างร้านอาหาร ไม่ใช่ธนาคารหรือโรงพยาบาล

เพราะโจ้เข้าใจดีว่าคนไม่ไปโรงพยาบาลหรือธนาคารกันบ่อยนักหรอก สิ่งที่ตามมาคือ คนจะไม่ค่อยอยากดาวน์โหลดแอปลิเคชันเพราะวุ่นวาย

แต่ถ้าอยากให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมและนึกถึง QueQ เมื่อใดที่เจอปัญหาเรื่องคิวแล้ว ต้องเริ่มจากสถานที่ที่มีความถี่การใช้งานสูง จนการมีแอปพลิเคชันเพิ่มเป็นความคิดที่คุ้มค่าและเข้าท่า

พวกเขาจึงเริ่มพัฒนา QueQ ที่ตอบโจทย์การเข้าคิวที่ร้านอาหารอยู่ครึ่งปี ก่อนออกไปทดลองจริงกับลูกค้ารายแรก

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

02

แอบอยู่ร้านชาข้างๆ เพื่อเข้าใจผู้ใช้งานและชนะใจลูกค้ารายแรก

โจ้และทีมเริ่มพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือสำหรับผู้ใช้งาน รวมถึงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เป็นตู้สกรีนแสดงคิวหน้าร้านอาหารตั้งแต่วันแรก ๆ

“เราเดินห้างและเกิดคำถามว่า คนจะรู้ได้อย่างไรว่าร้านใช้ QueQ จากนั้นเราเห็นภาพเลยว่ามันต้องเป็นจอใหญ่ๆ ตั้งอยู่หน้าร้านเป็นสัญลักษณ์ให้คนเห็นคิว และเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน” โจ้อธิบายภาพที่เคยปรากฏในหัว ซึ่งเป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพทั่วไปอาจไม่ค่อยอยากทำนัก เพราะฮาร์ดแวร์มีราคาต้นทุนสูงกว่า แต่โจ้เชื่อว่านี่คือคำตอบ

ความยากไม่ได้อยู่ที่ไอเดียหรือเทคโนโลยี แต่กลายเป็นการหาลูกค้ารายแรกให้ได้

“ทุกที่ถามเหมือนกันหมดว่ามีใครเคยใช้ของคุณหรือยัง เขากลัวพลาด ถ้ามีรายแรกใช้แล้วเลิก อันนี้จะอันตรายมาก แต่ถ้ารายแรกใช้แล้วเวิร์ก มันจะตอบคำถามคนอื่นได้หมดเลย ลูกค้ารายแรกจึงสำคัญมาก”

โชคดี พวกเขาพบ Shabushi สาขาเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าวที่ยอมให้ติดตั้งระบบและตู้สกรีนเพื่อทดลอง และเข้าใจว่าของใหม่อาจมีผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา

สิ่งที่โจ้ทำเพื่อให้ร้านมั่นใจคือการนำทีมงานลงไปอยู่ข้างๆ ร้านเสียเลย

“เรากับทีมโปรแกรมเมอร์และดีไซน์ไปนั่งแอบอยู่ที่ร้านชาข้างๆ ร้าน รวมถึงมีทีมการตลาดไปเชิญชวนให้คนดาวน์โหลด QueQ และคอยสังเกตพฤติกรรมลูกค้าว่าไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง เพื่อวิเคราะห์ว่าหน้าตาระบบควรเป็นอย่างไร มันใช่แบบที่เราคิดหรือเปล่า ถ้าเจอปัญหาก็แก้เตรียมไว้ รอร้านปิดตอนสี่ทุ่มค่อยไปลงโปรแกรมใหม่แล้วทดสอบพรุ่งนี้เช้า วนอย่างนี้อยู่ห้าเดือน” โจ้อธิบาย รวมทั้งหมดแล้วพวกเขาใช้เวลา 1 ปีก่อนมีรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความพยายามในการเข้าใจผู้ใช้งาน ทำให้พวกเขาพัฒนาจนได้ระบบจัดการคิวร้านอาหารที่เสถียรในเชิงเทคโนโลยี รองรับผู้ใช้งานจำนวนมากได้พร้อมกัน และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้

ลูกค้าร้านอาหารสามารถจองคิวออนไลน์ร้านที่อยู่ในระยะ 2 กิโลเมตร ระบบจะแสดงว่าต้องรออีกกี่คิว ใกล้ถึงคิวเมื่อไหร่ ระบบจะแจ้งเตือนทางแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลานั่งรอ

ส่วนร้านอาหารก็รองรับลูกค้าได้มากขึ้น ธุรกิจไม่เสียประโยชน์จากความเบื่อหน่ายในการรอคอย มีกำไรเพิ่มขึ้น สิ่งที่ร้านต้องจ่ายคือค่าเช่าระบบและตู้รายเดือน ซึ่งถูกกว่าการจ้างพนักงาน 1 คนมาดูแลคิวเสียอีก

ในพ.ศ 2558 QueQ เจอคำตอบที่ชนะใจทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว บริษัทจึงค่อยๆ เลิกรับโปรเจกต์อื่น และย้ายทีมทั้งหมดมาทุ่มสุดตัวกับ QueQ

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

03

จากพฤติกรรมสู่วัฒนธรรม

ความเก่งกาจของ QueQ คือการสร้างแบรนด์อันเป็นที่จดจำจนธุรกิจและผู้คนบอกต่อให้เอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยใช้งบการตลาดเพียงเดือนละไม่กี่หมื่นบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนฐานผู้ใช้งานที่มี

“เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ลอกกันได้ไม่ยาก แต่นวัตกรรมจะเกิดได้ คนต้องเข้าใจและใช้งานจริง อันนี้เป็นเรื่องที่ยากกว่า ซึ่งตอนแรกทีมเรามีแต่โปรแกรมเมอร์ทั้งนั้น ทำการตลาดไม่เป็นหรอก แต่เรียนรู้ระหว่างทางว่าแบรนด์สำคัญมากในการจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนเป็นล้าน ถ้าคนเชื่อในแบรนด์ว่าตอบโจทย์ได้จริง เขาจะนึกถึงเรา”

สาเหตุที่ตลาดยินดีโอบรับ QueQ เป็นเพราะการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดอย่างถูกเวลา

“ตอนแรกเราคิดว่าร้านคงไม่ยอมให้มีตู้ที่ติดโลโก้ QueQ แปะอยู่หน้าร้าน แต่ปรากฏว่าคนถามพนักงานตลอดว่าจองคิวอย่างไรจนพนักงานเบื่อ เราเลยเสนอให้เอาชื่อ QueQ ไปแปะพร้อมบอกวิธีการ คนจะได้เข้าใจและจำได้ พอร้านแรกตกลง ร้านต่อไปก็ทำตาม กลายเป็นได้โปรโมตไปในตัว แถมเป็นช่วงที่ร้านต่างๆ เริ่มตามหาเทคโนโลยีมาทำให้ประสบการณ์ผู้บริโภคดีขึ้นพอดี พอมีร้านในระบบเยอะขึ้น คนก็เริ่มรู้จักและใช้งานมากขึ้น ถือว่าถูกจังหวะมาก” 

อีกวิธีการที่ QueQ ทำคือการสร้างตัวการ์ตูนให้น่ารักเป็นที่จดจำ ซึ่งเกิดจากการดูข้อมูลว่ากลุ่มผู้ใช้งานเป็นใคร ปรากฏว่าเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงเท่าตัว

“เพราะร้านอาหารที่ต้องรอคนเยอะ ผู้ชายมักจะเปลี่ยนร้าน แต่ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะรอมากกว่า” โจ้เฉลย เป็นสาเหตุที่เขาทำตัวการ์ตูนให้เข้าถึงคนง่าย โดยใช้แนวคิดแบบเดียวกับสติกเกอร์ใน LINE ที่คนชื่นชอบ

เมื่อผู้ใช้งานมากขึ้น QueQ ก็สามารถสร้างอิทธิพลในระดับวัฒนธรรมได้

นึกถึงเรื่องรอคิวเมื่อไหร่ คุณจะนึกถึง QueQ

04

ข้อมูลและบริการใหม่ที่ตอบโจทย์ยิ่งกว่าเดิม

พอผู้ใช้งานมากขึ้น สิ่งที่ QueQ มีเหนือใครคือข้อมูลที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้

“ระบบคิวแบบดั้งเดิมวิเคราะห์เป็นตัวเลขไม่ได้เลยว่าเฉลี่ยเวลารอคิวในแต่ละร้านนานเท่าไหร่ ช่วงที่คนเยอะคือกี่โมง เป็นผู้ชายผู้หญิงเท่าไหร่ แต่ QueQ ทำได้”

โจ้เองก็วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อคิดค้นฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์และสร้างรายได้มากขึ้น

เช่น การสั่งอาหารล่วงหน้า เกิดจากการเห็นพฤติกรรมพนักงานออฟฟิศที่ต้องเร่งรีบกินข้าวตอนเช้ากับตอนเที่ยง แต่คนมักจะหนาแน่นมากในช่วงเวลานี้ พอคนเยอะก็ต้องนั่งรอ

QueQ จึงทำให้สั่งรายการอาหารจากในออฟฟิศได้เลย จ่ายเงินออนไลน์แล้วค่อยมาหยิบตอนได้อาหารทีเดียว ร้านอาหารรับคนได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเสิร์ฟหรือแคชเชียร์เยอะเกินความจำเป็น ส่วนผู้บริโภคก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้

QueQ จึงไม่ได้มุ่งแก้เรื่องคิวอย่างเดียวแล้ว แต่แก้ปัญหาประสิทธิภาพการทำงานของร้าน ผ่านเทคโนโลยีและข้อมูลที่มี 

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

05

แก้ปัญหาที่ใหญ่และแตกต่าง ด้วยแก่นแนวคิดแบบเดียวกัน

หลังจากฝั่งร้านอาหารเติบโตได้ดี QueQ ตัดสินใจกระโดดลงมาช่วยเหลืออีกหนึ่งสถานที่ที่คนเยอะมากเป็นพิเศษอย่างโรงพยาบาล

โรงพยาบาลแรกที่ยินดีให้ทดลองอยู่ที่จังหวัดระยอง โจ้จึงนำทีมงานลงพื้นที่ คลุกคลีและช่วยแก้ไขปัญหาเหมือนเดิม โดยทำงานประสานงานระยะไกลกับทีมที่กรุงเทพฯ

สิ่งที่ QueQ พยายามแก้คือ การทำให้คนไข้ที่ไม่ได้นัดหมาย (Walk-in) หายไป เพราะเป็นสาเหตุให้ระบบการจัดการคิวมีการเปลี่ยนแปลง และต้องรอแพทย์ให้บริการคนที่มากขึ้น ผู้ป่วยเอาแน่เอานอนกับเวลานัดตรวจไม่ได้

แต่ถ้าทุกคนนัดหมายล่วงหน้าออนไลน์ก่อน 100 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสสูงมากที่จะได้รับบริการตามเวลานัดหมาย

ด้วยระบบของ QueQ จะทำการแยกประเภทผู้ป่วย คนไข้นัดหมายจะได้รับสิทธิ์เข้าตรวจก่อนตามเวลา ส่วนคนไข้ที่ไม่ได้นัดหมายต้องรอตรวจทีหลัง ซึ่งแน่นอนว่าการนัดหมายก่อนประหยัดเวลากว่า

เป็นสาเหตุให้คนจะยอมเปลี่ยนมานัดหมายก่อนพบแพทย์ผ่านทาง QueQ จนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต

เท่านี้ ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการตรวจที่ตรงเวลา

แต่ความยากอีกประการของโรงพยาบาล คือแต่ละที่มีกระบวนการดูแลผู้ป่วยไม่เหมือนกันและซับซ้อน ทั้งมีจุดคัดกรอง พบแพทย์ จ่ายเงิน รับยา หรือบางทีแต่ละแผนกของโรงพยาบาลยังใช้ระบบที่แตกต่างกัน

หน้าที่ของ QueQ คือการออกแบบระบบที่รองรับทุกรูปแบบ โดยทำงานร่วมกับโรงพยาบาล

“เราไม่สามารถปรับให้เหมาะกับโรงพยาบาลแต่ละที่โดยเฉพาะ เพราะไม่สามารถขยายต่อไปที่อื่นได้ เราเลยสร้างระบบมาตรฐานจากการวิเคราะห์รูปแบบการให้บริการทั้งหมด แล้วค่อยๆ เพิ่มรูปแบบเข้าไปในตัวมาตรฐานที่มีอยู่ให้ครอบคลุม” โจ้เล่าแนวคิดที่ทำให้เขาแก้ปัญหาความซับซ้อนได้

นอกจากช่วยจัดการนัดหมายให้โรงพยาบาลได้มีเวลามุ่งเน้นกับการรักษามากขึ้น QueQ ยังสามารถเสนอวิธีจัดระบบที่มีประสิทธิภาพกว่าจากข้อมูลที่มี เหมือนในกรณีร้านอาหารได้อีกด้วย

“ลองนึกภาพว่าเราเก็บข้อมูลหลายโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน เราจะวิเคราะห์ได้ว่าระบบโรงพยาบาลแบบนี้ จุดไหนมีปัญหา มีจำนวนคนไข้เท่าไหร่ ผู้บริหารมีข้อมูลรองรับ ช่วยตัดสินใจแก้ไขปัญหาบุคลากรและอุปกรณ์ได้อย่างตรงจุด มันจะเป็นข้อมูลทางสาธารณสุขส่วนหนึ่งของประเทศเลย”

พ.ศ 2563 QueQ จะมุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

06

เปิดตลาดต่างแดน

หลังได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ถึงเวลาของการขยายอาณาเขตสู่ต่างแดน

ปัจจุบัน QueQ เข้าไปเปิดตลาดระบบจัดการคิวร้านอาหาร และมีทีมงานประจำอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวันอย่างเป็นทางการ โดยปรับแต่งภาษาบนระบบเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองกับร้านอาหารที่ฟิลิปปินส์ ธนาคารที่ลาว และโรงพยาบาลที่กัมพูชา โดยพิจารณาจากปัญหาที่แต่ละประเทศมี

ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมากในพื้นที่ที่เข้าไป แม้แต่ในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมการต่อคิวเป็นระเบียบอย่างญี่ปุ่น

“คนญี่ปุ่นชอบมากและพูดถึงเราในทวิตเตอร์เยอะจนน่าตกใจ จริงๆ เขาไม่ได้มีวัฒนธรรมเป็นการเข้าคิวนะ แต่เป็นการไม่เอาเปรียบคนอื่น เพียงแต่ยังไม่มีทางเลือกอื่นให้เขานอกจากการเข้าคิว ซึ่งจริงๆ หน้าร้านญี่ปุ่นหลายร้านก็เล็กไม่เหมาะที่จะเข้าคิว เราเลยคิดว่าเราเป็นทางเลือกนั้นได้” โจ้เล่าถึงปรากฏการณ์ที่ทำให้ประหลาดใจ เขามองว่าบริการนี้ยังมีโอกาสขยายต่อในต่างประเทศได้อีกเยอะมาก

และหากใครคิดจะเข้ามาตีตลาดแข่งกับ QueQ คงต้องขอบอกว่ายาก

เพราะ QueQ มีระบบ องค์ความรู้ และประสบการณ์ราว 5 ปีจากการพัฒนาที่ไทยเรียบร้อย และการขยายตัวไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานเยอะ อย่างที่มาเลเซีย สร้างธุรกิจได้โดยใช้พนักงานเพียง 3 คนเพื่อดูแลการขายและติดตั้งเท่านั้น

ถือเป็นข้อได้เปรียบของสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีบริหารต้นทุนได้อย่างชาญฉลาด

07

เติบโตไปด้วยกัน เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศ

“ความจริงอันโหดร้ายคือ ปัจจุบันการระดมทุนในไทยเป็นไปได้ยากมาก เพราะนักลงทุนหันไปลงทุนที่ประเทศอื่นหมดแล้ว ถ้าคุณทำสตาร์ทอัพในไทยอย่างเดียว อาจไม่พอนะ ต้องหาทางออกไปต่างประเทศให้ได้” โจ้เล่าความน่ากังวลของวงการสตาร์ทอัพไทยให้เราฟัง

ปัจจุบันมีสตาร์ทอัพสัญชาติอื่นจำนวนมากเข้ามารุกตลาดไทย ผ่านการผลาญเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ลูกค้ามหาศาล ผลคือเม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ ยิ่งสตาร์ทอัพเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ต้องใช้เงินทุนสูงในการสร้างโรงงานเหมือนธุรกิจแบบเมื่อก่อน แต่สร้างผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมได้มากมาย เช่น โซเชียลมีเดียที่พลิกวงการสื่อ ทำให้ไทยยิ่งไม่ได้รับผลประโยชน์ทางภาษีและการจ้างแรงงานท้องถิ่น

หากสตาร์ทอัพไทยยังคงเป็นฝ่ายรอตั้งรับอยู่แบบนี้ มีแต่จะถูกควบซื้อกิจการหรือไม่ก็พ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจระดับประเทศ

นี่จึงกลายเป็นเป้าหมายระยะยาวของ QueQ ในการเติบโตร่วมกับองค์กรต่างๆ เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการและขยายตลาดเข้าสู่ต่างประเทศ เพื่อให้นักลงทุนเห็นศักยภาพและกลับมาลงทุนในประเทศไทย สตาร์ทอัพรายย่อยจะได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาแก้ปัญหาใหม่ๆ

“เรามองภาพว่าต่อไปนี้ไม่ใช่การโตคนเดียว แต่จะช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพตัวอื่นภายใต้แบรนด์ QueQ ด้วย เช่น ดูแล Makub ที่ทำด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์ และ follovv ที่ทำด้านการท่องเที่ยว หรือลงทุนในบริษัทอื่นอย่าง Daywork ที่ทำเรื่องการจ้างงานพาร์ตไทม์ เพราะเราทำทุกอย่างในโลกไม่ได้ ต้องจับสิ่งที่เราเก่งที่สุดแล้วหาพาร์ตเนอร์ที่เก่งด้านนั้นมาร่วมมือกัน”

“แต่ถ้าไม่เริ่มทำอะไรของตัวเอง เราอาจตกรถกระแสดิจิทัลอีกครั้ง หลังจากตกรถสมัยเปิดนิคมอุตสาหกรรม โดยการผลิตสินค้าให้ประเทศอื่นจนไม่สร้างอะไรของตัวเอง ถึงตอนนั้นเมื่อไหร่ คนรุ่นหลังเราจะมีปัญหาทันที”

แล้วคนทั่วไปอย่างเราสามารถสนับสนุนภารกิจของ QueQ หรือสตาร์ทอัพไทยได้อย่างไรบ้างเพื่อไม่ให้ลำบากคนรุ่นต่อไป เราสงสัย

“ลองสนับสนุนผลิตภัณฑ์ประเทศเรา แน่นอนตอนแรกมันจะยังห่วย QueQ เดือนแรกก็ห่วยเหมือนกัน แต่พอมีคนใช้ เลยมีรายได้กลับมาพัฒนาต่อจนดีขึ้นเรื่อยๆ”

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

08

โปรดลดอีโก้ เพื่อเติบโตให้ทันองค์กรของตัวเอง

แค่ฟังโจ้เล่า เรายังรู้สึกว่าการเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพช่างกดดันเสียเลยเหลือเกิน

ซึ่งโจ้ยอมรับว่า ทุกคนในวงการนี้ต่างผ่านเรื่องราวเหล่านี้กันทั้งนั้น มีเหตุการณ์วัดใจอยู่ตลอดเวลาว่าจะผ่านไปได้หรือเปล่า

จะเติบโตทันกับรอบการลงทุนไหม จะขยายฐานผู้ใช้งานต่อไปอย่างไร จะดูแลทีมได้ไหม เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่เกิดขึ้นเสมอ

สิ่งที่โจ้ทำเพื่อจัดการความรู้สึกภายในคือการรวมกลุ่มพบปะกับผู้ประกอบการคนอื่น เพื่อปรึกษาและช่วยเหลือปรับทุกข์กัน ซึ่งช่วยได้ค่อนข้างมาก เพราะต่างต้องร่วมชะตากรรมคล้ายกัน

แต่ที่สำคัญสุดคือ การไม่ยอมหยุดเรียนรู้โดยเด็ดขาด

“อีโก้เราหายตั้งแต่ตอนเริ่มเปลี่ยนเป็นสตาร์ทอัพเลย ช่วงแรกเราเป็นผู้บริหารที่ต้องไปแข่งประกวดสตาร์ทอัพกับเด็กมหาวิทยาลัย ซึ่งบางครั้งแพ้ด้วย ทำให้เรายอมเปิดรับสิ่งใหม่หมด ตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่าตอนนี้ต้องเรียนรู้เรื่องอะไร จะไปหาความรู้นี้ได้จากใคร”

“แต่ละปีจะมีโจทย์ต่างกันเสมอ ทำให้ตัวเราต้องเปลี่ยนและเรียนรู้ทุกปี เช่นปีแรกตอนไปแอบอยู่ร้านชา เราตั้งใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดี แต่ปีต่อมาต้องทำเรื่องแบรนด์กับขยายตลาดมากขึ้น ซึ่งไม่เคยทำ แต่ก็ต้องทำ พอขยายทีมไปต่างประเทศ ก็มีเรื่องดูแลคน บัญชี กฎหมาย เคยทำไหม ไม่เคย แต่ก็ต้องเรียนรู้และขวนขวายเองอย่างถ่อมตัว ไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จ”

“ถ้าจะเป็นผู้ประกอบการ ต้องโตตามองค์กรตัวเองให้ทันด้วย หยุดเรียนรู้ไม่ได้เลย” โจ้กล่าวทิ้งท้าย ก่อนเราต่างแยกย้ายกันกลับไปตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างรู้คุณค่าเวลา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นตอนกำลังนั่งรถไปแคมป์ปิ้ง เลยทำให้อินเป็นพิเศษ

ลองมองย้อนกลับไปในชีวิตที่เคยแคมป์ปิ้งมาบ้าง 

เห็นภาพตัวเองรีบตื่นเช้า รีบออกเดินทางให้ไปถึงลานกางเต็นท์ให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้จุดกางเต็นท์ดี ๆ วิวสวย ๆ ครั้งหนึ่งแวะระหว่างทางจนไปสาย ก็ต้องยอมกางเต็นท์บนเนิน นอนตัวเกร็งทั้งคืนไม่ให้ตัวไหลไปด้านล่าง

ยิ่งเป็นลานกางเต็นท์ฮอตฮิตอย่างอุทยานแห่งชาติ ที่แน่นอนเรื่องความอุดมสมบูรณ์และวิวแบบพาโนราม่า ก็มักจะมีระบบการจองท้าทายความทุ่มเทของคนไป แบบที่ต้องเตรียมการล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ

เช่นเดียวกับ อีฟ-อติชา ยิ่งศิริอำนวย ผู้ก่อตั้ง Campa แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกในประเทศไทย ซึ่งเคยเจอปัญหาเหล่านี้กับตัวเองเช่นกัน 

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

อีฟเริ่มท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติจากการเดินป่า แล้วค่อยขยับมาตั้งแคมป์อย่างจริงจัง ตระเวนเดินทางไปจุดต่าง ๆ ในประเทศ ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอร์ก ที่ที่เธอใช้วันหยุดส่วนใหญ่ไปกับการตั้งแคมป์นอกเมือง (บางครั้งก็นอกรัฐ) ได้เห็นระบบการจอดลานกางเต็นท์ที่ไม่มีในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สำหรับอุทยานของภาครัฐ และลานกางเต็นท์อิสระของภาคเอกชน ระบบจ่ายเงินที่เสร็จสมบูรณ์บนหน้าจอ การจองจุดกางเต็นท์ที่เราเลือกได้เองแบบไม่ต้องรอลุ้นหน้างาน บางที่นำนวัตกรรมมาใช้จนไม่ต้องมีพนักงานเฝ้าลานเลยสักคน

Campa จึงเริ่มต้นจากคำถามว่า ‘ทำไมถึงไม่มีระบบการจองลานกางเต็นท์ในประเทศไทย’

ส่วนชื่อแบรนด์ ถ้าอ่านเสียงภาษาอังกฤษก็ฟังรื่นหู 

ถ้าอ่านเสียงภาษาไทยคือ แคมป์ปะ? แบบเวลาเราโทรชวนเพื่อนไปตั้งแคมป์นั่นแหละ

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

01

สหรัฐอเมริกาคือที่ในฝันของคนสายแคมป์ เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย รวมไปถึงเว็บไซต์หลายเจ้ารองรับอุปสงค์ของคนทั่วประเทศ บนเว็บไซต์อำนวยความสะดวกด้วยข้อมูลต่าง ๆ มีวิธีการจองและการจ่ายเงินที่ชัดเจน จนการแคมป์ปิ้งกลายเป็นวัฒนธรรมปกติ แบบที่ถ้าถามเพื่อนว่าเสาร์อาทิตย์นี้มีแผนไปเที่ยวไหน การตอบว่าแคมป์ปิ้งก็ไม่ต่างอะไรจากการไปห้างสรรพสินค้าหรือดูหนัง

หลังเรียนจบ อีฟวางแผนไป Road Trip ที่ Yellowstone แต่การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ต้องยกเลิกทุกอย่าง 

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

“เป็นช่วงตัดสินใจว่าจะกลับไทยหรือต่อวีซ่าทำงานอีกปีที่โน่น พอไม่ได้ไปทริปนั้นเลยนั่งไล่ดูเว็บไซต์ต่าง ๆ อยากไปจังเลยแต่ไม่ได้ไป สุดท้ายคิดขึ้นได้ว่า ทำไมที่ไทยไม่มีแบบนี้ ประเทศไทยก็ที่สวย ๆ เยอะแยะ แต่กลับไม่มีแพลตฟอร์มการจองที่เป็นระบบ คิดเสร็จก็โทรไปเล่าให้เพื่อนสนิท (ตั๊ก-ปวีณา คล้ายสุบรรณ) ฟัง แล้วก็ชวนมาทำด้วยกันเลย” 

เธอบินไปซิลิคอนวัลเลย์ แคลิฟอร์เนีย ซื้อกระดานไวท์บอร์ดมาหนึ่งแผ่น และเริ่มไล่เรียงเขียนแผนธุรกิจทั้งหมดในอพาร์ตเมนต์ของตั๊ก

 02

“ผีสตาร์ทอัพเข้าสิง” อีฟหัวเราะ

แม้การไปแคมป์จะไม่สะดวกสบายเท่าการนอนโรงแรม การจะไปแต่ละครั้งก็ไม่ควรต้องลำบาก โดยเฉพาะในเรื่องที่จัดการได้ล่วงหน้า เช่น การจอง การจ่ายเงิน การหาข้อมูลของลานกางเต็นท์ ความเบียดเสียด ความไม่แน่นอน หรือการตั้งตารอทริปหนึ่ง เพื่อพบว่าสิ่งที่เราคาดหวังไม่ได้เป็นอย่างนั้น

การไปแคมป์มันควรจะง่ายกว่านี้

จากความตั้งใจแรกเริ่มที่แค่อยากสร้างแพลตฟอร์มและระบบจองลานกางเต็นท์ในประเทศไทย อีฟพบว่านี่คือแนวคิดแบบสตาร์ทอัพที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยี

ปัญหาที่ว่ามีทั้งหมด 4 ข้อใหญ่ ๆ

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป
  1. คนไม่รู้ว่าจะไปแคมป์ปิ้งที่ไหน 

บางที่ต้องหาดูจากเพจ บางที่บอกกันปากต่อปาก การหาลานจองเต็นท์สวย ๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่หัดแคมป์ อีฟตั้งใจให้แพลตฟอร์มเป็นศูนย์รวมลานกางเต็นท์ทั่วประเทศไทย และมีระบบที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่มือสมัครเล่นจนถึงมืออาชีพ แค่เสิร์ชชื่อจังหวัดก็มีขึ้นมาให้เลือกเหมือนแพลตฟอร์มจองโรงแรมที่คุ้นเคยกันดี พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับลานกางเต็นท์และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องส่งข้อความหรือโทรไปสอบถามโฮสต์หรือลานกางเต็นท์อีกครั้ง

  1. การจ่ายเงินที่แตกต่างกันไปแต่ละลาน 

บางลานให้โอนล่วงหน้า บางลานเดินเก็บตามเต็นท์ หากมีระบบการจ่ายเงินที่ง่ายและเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ตอนจอง โฮสต์ก็ไม่ต้องจ้างคนมาคอยเก็บเงิน ส่วนลูกค้าก็ไม่ต้องเตรียมเงินไปจ่ายหน้างานให้ยุ่งยาก

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป
  1. ระบบ First come, First served ที่จริง ๆ แล้วอาจไม่ตอบโจทย์

ข้อนี้เราอินเป็นพิเศษ เพราะประสบการณ์น้อยนิดที่ผ่านมา ไม่เคยไปถึงลานกางเต็นท์ทันจุดที่อยากกางเลยสักครั้ง ต้องแก้ปัญหาด้วยระบบที่ไม่ได้แค่จองแค่พื้นที่ แต่จองจุดกางเต็นท์ได้เลยตั้งแต่แรก ลูกค้าก็ไม่ต้องรีบตื่นรีบไป ใครอยากแวะเที่ยว แวะดื่มกาแฟก่อน แล้วค่อยไปถึงแคมป์ตอนเย็น ๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเจอประสบการณ์แบบ ‘ไม่ตรงปก’ ไม่ได้วิวที่เราตั้งใจไปดูจริง ๆ

  1. ความเป็นส่วนตัวที่หลายคนมองหา

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว แม้เราไปถึงก่อนใครและได้กางเต็นท์ในจุดที่ต้องการแล้ว ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะไม่มีเต็นท์หลังอื่นมากางอยู่ข้างหน้า ในช่วงไฮซีซั่น โฮสต์บางลานรับคนแน่นมากจนเต็นท์อยู่ติด ๆ กันแบบที่อีฟบอกว่า ‘เชือกจะเกี่ยวกันอยู่แล้ว’ ลานกางเต็นท์ที่อยู่บนแพลตฟอร์มนี้ จึงต้องแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ระบุจำนวนคนสูงสุดต่อพื้นที่ ถ้าคนมากหน่อยก็ต้องเช่าพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่ต้องกังวลว่าเสียงของเต็นท์ข้าง ๆ จะรบกวน ไม่ต้องกลัวว่าสมอบกเต็นท์จะไปโดนเต็นท์ใคร และมีความเป็นส่วนตัวในบรรยากาศเอาต์ดอร์สบาย ๆ ได้เต็มที่

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

03

อีฟเลือกไม่ต่อวีซ่าทำงานที่อเมริกาแต่กลับเมืองไทยเพื่อจัดตั้งบริษัท สิ่งที่เขียนกับตั๊กบนกระดานไวท์บอร์ดในอพาร์ตเมนต์ที่ซิลิคอนวัลเลย์ คือความเป็นไปได้ที่ทำให้เธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่โดยไม่ลังเล

สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนธุรกิจมาตั้งแต่เริ่ม ทั้งคู่เริ่มจากการคิดตาม Pitch Deck หรือไฟล์นำเสนอของธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีโมเดลใกล้เคียงกันอย่าง Airbnb

“เราดูตามไปทีละจุดว่าต้องมีตัวเลขอะไรบ้าง แล้วเอาหัวข้อนั้นมาจดบนกระดาน”

ถ้าเล่าคร่าว ๆ พวกเขาเริ่มจากการสำรวจตลาดเพื่อหา Market Validation ว่าในประเทศไทยมีตลาดคนแคมป์ปิ้งอยู่จริงไหม และมากแค่ไหน ตามด้วย Traction ว่าโมเดลธุรกิจของ Campa จะดึงดูดลูกค้าได้หรือไม่ ก่อนวิเคราะห์ SWOT ว่ามีข้อได้เปรียบ ข้อด้อย อุปสรรค และโอกาสอะไรบ้าง 

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

Campa จึงออกมาเป็นแพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์ ระบบคล้าย ๆ กับแพลตฟอร์มจองโรงแรมต่าง ๆ เป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้บริโภค รายได้หลักมาจากการแบ่งเปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียมในการจองแต่ละครั้ง โดยทีมงานจะเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่เข้าร่วม ให้คำปรึกษาเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องมี วัดพื้นที่จริงเพื่อกั้นล็อกกางเต็นท์ให้แยกเป็นสัดส่วน และถ่ายรูป 360 องศาของแต่ละล็อกให้เห็นวิวจริง ก่อนจะนำขึ้นเว็บให้ลูกค้าได้เลือกดู

อีฟบอกว่า จุดขายหลักของแพลตฟอร์มคือการจองล่วงหน้า ที่ดูยังไงก็เข้าท่าและคนน่าจะต้องการ และยังเป็นเหตุผลที่ทำให้อีฟกลับไทยเพื่อทุ่มเทให้กับธุรกิจนี้สุดตัว ทำเป็นงานหลัก ไม่ใช่ Side Project 

เธอหาข้อมูลอย่างหนัก คุยกับผู้มีประสบการณ์มากมาย ทั้งยังได้ที่ปรึกษาเป็นร้าน ThailandOutdoor Shop ผู้จำหน่ายอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง 

นักแคมป์ปิ้งผู้คร่ำหวอดในวงการบางคนติดเรื่องราคาของลานกางเต็นท์เอกชน ที่อาจไม่ย่อมเยาเหมือนลานกางเต็นท์ในอุทยานแห่งชาติ

แต่หลายคนกลับมองว่าแพลตฟอร์มนี้จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์แคมป์ปิ้ง และเชียร์สุดใจให้ทำต่อ 

“เขาบอกว่ามันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว อุปกรณ์ตั้งแคมป์มีแทบทุกอย่าง แม้แต่แอร์ในเต็นท์ยังมีแล้ว ทำไมระบบการจองจุดกางเต็นท์ถึงยังไม่พัฒนา ถ้าเราไม่ทำ วันหนึ่งก็ต้องมีคนทำแน่นอน”

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

04

ฟังแค่นี้เหมือน Campa จะช่วยผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ แต่อีฟบอกว่าแพลตฟอร์มไม่ได้แก้แค่ปัญหาฝั่งผู้ใช้ เพราะจะเข้ามาแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน

“ปกติเวลาคนคนหนึ่งจะไปแคมป์ปิ้ง เขาจะมีคำถามมากมาย เช่น วันเสาร์ที่ 20 ว่างไหมคะ แล้ววันหนึ่งไม่ได้มีคนถามแค่คนเดียว ยังไม่นับคำถามอื่น ๆ อย่างมีน้ำอุ่นไหม มี Wi-Fi ไหม เจ้าของลานต้องตอบกี่คำถามในหนึ่งวัน”

ณ วันนี้มีลานกางเต็นท์บนแพลตฟอร์มกว่า 20 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นลานที่ทีมงานเดินไปหา อีกส่วนเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาก่อน แต่จำนวนโฮสต์ก็เป็นอีกเรื่องที่เหนือความคาดหมาย

“เรามองโลกไว้ในแง่ดีมาก ระบบมันเวิร์กขนาดนี้ ต่างประเทศเขาก็มีกัน และไม่ใช่แค่อเมริกา ที่ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรปก็มีด้วย แล้วเราเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย คิดว่ายังไงโฮสต์ต้องอยากมาร่วมกับเราแน่นอน 

“แต่เอาเข้าจริง การหาโฮสต์นั้นเหนื่อยสุด ๆ บางอาทิตย์เพิ่มมาแค่ 2 ที่ ตอนแรกเราคิดว่านี่จะเป็นเว็บไซต์ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนแคมป์ สุดท้ายต้องยอมรับว่า มันเปลี่ยนพฤติกรรมโฮสต์มากกว่า”

โฮสต์บางคนตกลงเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มทันทีเพราะเฝ้ารอระบบแบบนี้มานานแล้ว แต่บางคนยังไม่สนใจเพราะ 2 เหตุผลที่เข้าใจได้

หนึ่ง แพลตฟอร์มของอีฟเป็นสิ่งใหม่ การจะขอพื้นที่ของเขามาอยู่บนนี้จึงต้องอาศัยความไว้ใจหรือตัวอย่างให้เห็นว่าจะประสบความสำเร็จ

สอง โฮสต์หลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่ปัญหา การหาแอดมินให้ข้อมูลหรือคนเก็บเงินก็เป็นสิ่งที่เขายินดีทำอยู่แล้ว รายได้ในแต่ละเดือนก็เพียงพอ จึงไม่จำเป็นต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้ใครเพื่อสร้างระบบขึ้นมา

ทุกการจองจะมีค่าธรรมเนียม 18 – 25 เปอร์เซ็นต์เข้าแพลตฟอร์ม ขึ้นอยู่กับราคาตั้งต้นที่โฮสต์เป็นคนกำหนด แต่ Campa จะแนะนำให้โดยเปรียบเทียบราคาของลานที่อยู่โซนใกล้เคียงกัน บรรยากาศใกล้เคียงกัน พร้อมส่งรายงานข้อมูลการจองให้ทุกวัน สัปดาห์ไหนยอดการจองลดลงจนผิดสังเกต ขณะที่ลานเพื่อนบ้านยอดขายดีเหมือนเดิม ก็จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องโปรโมชัน การสื่อสารทางการตลาด หรือการปรับลดราคา

ส่วนรูปแบบการอยู่บนแพลตฟอร์มมี 2 แบบ คือ เข้าร่วมทั้งหมดหรือเข้าร่วมแค่บางส่วนของพื้นที่ก็ได้เช่นกัน 

ลานกางเต็นท์บนเว็บไซต์ได้ผ่านการตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อย (Verified) และ Campa ตกลงว่าจะช่วยด้านการตลาดให้อีกแรง เช่น เชิญคนมารีวิวพื้นที่ หรือทำวิดีโอโปรโมตกิจกรรมและทิวทัศน์

พื้นที่ที่มองหาไม่จำเป็นต้องเป็นลานกางเต็นท์อยู่แล้ว และอาจจะไม่ต้องมีวิวพันล้าน เพราะทุกที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป

อีฟเล่าให้ฟังว่า มีที่หนึ่ง วิวไม่ใช่จุดเด่นที่สุด เพราะจุดขายคืออากาศหนาวตลอดปี ส่วนอีกที่เป็นสวนผลไม้ที่ลูกค้าชอบมาก เพราะเขาอนุญาตให้เก็บผลผลิตจากต้นมาประกอบอาหารได้ฟรี แถมย้ำว่าใครมีพื้นที่และอยากเข้าร่วมกับ Campa ก็ติดต่อมาได้เลย

แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกของประเทศไทย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการจองเพื่อทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

05

แพลตฟอร์ม Campa เปิดตัวในรูปแบบเว็บไซต์ตอนเที่ยงคืนวันที่ 1 เดือนตุลาคม ปี 2021 และมีคนเข้าจองทันที

แผนธุรกิจ 3 ปีแรกคือ รวบรวมลานกางเต็นท์ในทุกจังหวัดของประเทศไทยให้ได้เยอะที่สุด ขยายตลาดไปในส่วนของ Gamping ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะต้องแข็งขันใน Red Ocean จัดอีเวนต์หรือเวิร์กชอปเกี่ยวกับกิจกรรมเอาต์ดอร์ เปิดตัวแอปพลิเคชันเพื่อเข้าถึงการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้คือ การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ให้บริการเช่าอุปกรณ์ตั้งแคมป์ เพื่อเสริมให้ธุรกิจครบวงจร และตอบโจทย์ความตั้งใจตามสโลแกน ‘The Infinite Outdoor Experience’

Campa ประกอบไปด้วยหุ้นส่วนที่มีจุดแข็งของตัวเอง ได้แก่

อีฟ ผู้ก่อตั้ง CEO และ Chief Marketing Officer

ตั๊ก ผู้ร่วมก่อตั้งและ Chief Design Officer

ต้า-จักรพันธ์ คล้ายสุบรรณ Chief Technology Officer 

ฟ้า-กนธิชา พุทธรักษา Chief Operation Officer และ Finance Manager

เต้-ศรุติ ยั่งเจริญ Chief Communication Officer

โจ้-กิตติธัช ธนพรรพี Chief Sales Officer

ต้า-วัฒนพล คำนวณศิลป์ Lead Developer

และจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดใครคนใดคนหนึ่ง 

แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกของประเทศไทย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการจองเพื่อทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

แม้จะออกตัวตลอดการสนทนาว่าไม่ใช่นักธุรกิจ และไม่มีหัวทางด้านนี้โดยตรง เธอกลับแนะนำบทเรียนธุรกิจข้อแรกที่ทุกคนควรถามตัวเองก่อนเริ่มลงมือทำอะไรก็ตาม

“ความชอบเป็นเรื่องสำคัญ”

เราพยักหน้าเห็นด้วยเต็มร้อย

“ทำอะไรที่ตัวเองชอบแล้วเราจะอิน เราจะอยากลุยกับมัน แต่สุดท้ายต้องอย่าเข้าข้างตัวเองจนลืมความเป็นไปได้ของตลาด อุปสรรคมันเยอะอยู่แล้ว แต่ต้องมองมันเป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไปทีละปม อย่าใจร้อนหรือเครียดกับมันมาก มองภาพไกล ๆ แล้วเดินไปให้ได้ ”

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Campa และบริษัทสตาร์ทอัพเล็ก ๆ ส่วนใหญ่คือ เงินทุน 

“สายป่านเราไม่ได้ยาวพอ จากผลประกอบการในสามสี่เดือนที่ผ่านมา เราเห็นตลาด มันมีอุปสงค์ แต่สุดท้ายธุรกิจต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน ตอนนี้เราเริ่มมีพนักงานประจำแล้ว มีพนักงานขาย 2 คน พนักงานบัญชี 1 คน และแอดมินอีก 1 คน มีค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เราคุยกันตลอดว่าถ้าถึงจุดที่ต้องรัดเข็มขัด จะรับมือกับมันยังไง จะไปยื่นขอทุนที่ไหนได้บ้าง ถ้าไม่ได้จะทำยังไง”

ทีมงานยังแก้ปมในการทำธุรกิจอยู่ทุกวัน และพยายามพัฒนาแพลตฟอร์มและการบริการให้ง่าย สะดวก และดียิ่งขึ้น ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานและผู้ประกอบการ เพื่อที่ว่าวันหนึ่งแคมป์ปิ้งจะกลายเป็นการท่องเที่ยวเหมือนกับที่คนไปเที่ยวทะเล เป็นกิจกรรมที่ใครก็ทำได้ อยากให้คนที่ไม่เคยลองทำได้มีประสบการณ์ดี ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนแรก จนกลายเป็นคนที่ชื่นชอบการไปแคมป์ในที่สุด 

ให้แคมป์ปิ้งไม่ใช่แค่เทรนด์ที่เข้ามาแล้วก็ผ่านไป

แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกของประเทศไทย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการจองเพื่อทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load