QueQ (อ่านว่า คิว-คิว) เป็นสตาร์ทอัพที่ไม่ได้เก่งแค่เพียงระบบการจัดการคิวเหมือนที่ปรากฏบนชื่อบริษัทเท่านั้น

พวกเขาถือเป็นมืออาชีพด้านการช่วยธุรกิจและผู้คนในการบริหารเวลาอย่างคุ้มค่าและชาญฉลาด ผ่านเทคโนโลยีและระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาสารพัด โดยเริ่มต้นจากการรอคิว

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

“เราทำให้คนและธุรกิจไม่ต้องทิ้งเวลากับอะไรที่ไม่จำเป็น ที่ไหนที่จริงๆ บริหารจัดการเวลาได้ดีกว่านี้ คนเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้ เราจะเป็นคนเข้าไปแก้ไข” ชายในเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตรงหน้าผมกล่าวอย่างเป็นกันเอง เขาคือคนต้นคิดแอปพลิเคชันที่ช่วยร้านอาหาร ธนาคาร หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่ซับซ้อนอย่างโรงพยาบาลในการจัดการคิวและนัดหมายออนไลน์ล่วงหน้า รวมถึงต่อยอดด้วยการนำข้อมูลมหาศาลมาวิเคราะห์ช่วยองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ และสร้างบริการใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องรออะไรนานๆ อย่างไร้ความหมายเปล่าประโยชน์อีกต่อไป

รวมถึงเป็นโปรแกรมเมอร์ที่พาแบรนด์ QueQ แตะจำนวนผู้ใช้งานรวมกว่า 2 ล้านคนใน 4 ประเทศ ประกอบด้วยไทย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยใช้งบการตลาดเพียงเดือนละไม่กี่หมื่นบาท

ผมกำลังสนทนาอยู่กับ โจ้-รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ กัปตันทีมวัย 42 ปีของสตาร์ทอัพอายุ 5 ขวบขนาดร้อยคน เจ้าของสโลแกน ‘Spend your time wisely’ ที่ปลุกปั้น QueQ และเปลี่ยนวัฒนธรรมการเข้าคิวให้ไม่เหมือนเช่นเคย

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

แต่กว่าจะถึงวันนี้ โจ้ผ่านเหตุการณ์ชวนนอนไม่หลับมานับไม่ถ้วน การเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดเลย

คำถามคือโจ้ทำได้อย่างไร เขาคิดต่างหรือมองเห็นอะไรที่คนอื่นคาดไม่ถึงหรือ

เพื่อหาคำตอบ นี่เป็นเหตุผลที่เราอยู่กับโจ้วันนี้

คุณพอมีเวลาสัก 10 นาทีหรือเปล่า

ผมเชื่อว่าเนื้อหาตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป จะไม่ทำให้คุณเสียดายเวลาอันมีค่าแน่นอน

01

ถึงเวลาผันตัวเป็นสตาร์ทอัพ

ก่อนผันตัวเป็นสตาร์ทอัพเช่นทุกวันนี้ บริษัทของโจ้เคยเป็นผู้รับผลิตซอฟต์แวร์ (Software House) ให้องค์กรอื่นมาก่อนเป็นเวลา 7 ปี

ทุกอย่างเหมือนจะดี แต่บริษัทเริ่มเติบโตถึงจุดที่ต้องแข่งรับงานระดับร้อยล้านบาทกับบริษัทมหาชนที่มีทรัพยากรครบถ้วน ซึ่งแน่นอนว่าสู้ไม่ไหว

และทุกปีที่ผ่านมาแทบคล้ายกันหมด คือรับโจทย์จากคนอื่นและทำตามให้สำเร็จ ไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรแปลกใหม่เท่าไหร่

โจ้จึงเกิดความคิดในพ.ศ 2557 ว่าถึงเวลาตั้งโจทย์ขึ้นใหม่ และสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเองผ่านเทคโนโลยีที่พวกเขาถนัด

“เราตั้งทีมพิเศษขึ้นมาคิดไอเดียใหม่ โดยระหว่างนี้ยังรับโปรเจกต์พัฒนาซอฟต์แวร์อื่นไปด้วยเพื่อหาเงินเลี้ยงบริษัท บางทีต้องทำงานนอกเวลาและวันเสาร์อาทิตย์ด้วย เป็นอย่างนี้อยู่เกือบปีที่ไม่มีรายได้จากทีมนี้ แต่นี่เป็นวิธีแบบสตาร์ทอัพที่ต้องลงทุนสร้างให้เกิดขึ้นก่อน ถ้าได้ผลก็ไปต่อ ถ้าไม่ได้ก็เลิกแล้วไปทำอย่างอื่น” โจ้เล่าย้อนกลับไปช่วงแรกที่ตระหนักว่าต้องปรับตัว

เกิดไอเดียขึ้นหลากหลายในช่วงปีนี้ QueQ คือหนึ่งในนั้นที่โจ้ได้ไอเดียจากการมองเห็นความเบื่อหน่ายของคนที่ต้องต่อคิวธนาคารและโรงพยาบาล เขาจึงเลือกเรื่องคิวที่ใกล้ตัว เป็นหมัดฮุกไว้เปิดตัวให้คนรู้จัก

“ปัญหาเรื่องคิวไม่ใช่เรื่องใหม่ เห็นกันได้ประจำ มีคนพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการต่างๆ เยอะเช่น ใช้เครื่องแจกกระดาษ เพียงแต่ตอนเริ่มเราจับจุดถูก โดยดูที่พฤติกรรมของคนว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ควรแก้ตรงไหน จนเกิดวิธีแก้ที่คนรู้จัก ยอมใช้ และขยายออกเป็นวงกว้างได้” โจ้อธิบาย

จุดเริ่มต้นที่ถูกของ QueQ คือ การเลือกตลาดแรกอย่างร้านอาหาร ไม่ใช่ธนาคารหรือโรงพยาบาล

เพราะโจ้เข้าใจดีว่าคนไม่ไปโรงพยาบาลหรือธนาคารกันบ่อยนักหรอก สิ่งที่ตามมาคือ คนจะไม่ค่อยอยากดาวน์โหลดแอปลิเคชันเพราะวุ่นวาย

แต่ถ้าอยากให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมและนึกถึง QueQ เมื่อใดที่เจอปัญหาเรื่องคิวแล้ว ต้องเริ่มจากสถานที่ที่มีความถี่การใช้งานสูง จนการมีแอปพลิเคชันเพิ่มเป็นความคิดที่คุ้มค่าและเข้าท่า

พวกเขาจึงเริ่มพัฒนา QueQ ที่ตอบโจทย์การเข้าคิวที่ร้านอาหารอยู่ครึ่งปี ก่อนออกไปทดลองจริงกับลูกค้ารายแรก

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

02

แอบอยู่ร้านชาข้างๆ เพื่อเข้าใจผู้ใช้งานและชนะใจลูกค้ารายแรก

โจ้และทีมเริ่มพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือสำหรับผู้ใช้งาน รวมถึงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เป็นตู้สกรีนแสดงคิวหน้าร้านอาหารตั้งแต่วันแรก ๆ

“เราเดินห้างและเกิดคำถามว่า คนจะรู้ได้อย่างไรว่าร้านใช้ QueQ จากนั้นเราเห็นภาพเลยว่ามันต้องเป็นจอใหญ่ๆ ตั้งอยู่หน้าร้านเป็นสัญลักษณ์ให้คนเห็นคิว และเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน” โจ้อธิบายภาพที่เคยปรากฏในหัว ซึ่งเป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพทั่วไปอาจไม่ค่อยอยากทำนัก เพราะฮาร์ดแวร์มีราคาต้นทุนสูงกว่า แต่โจ้เชื่อว่านี่คือคำตอบ

ความยากไม่ได้อยู่ที่ไอเดียหรือเทคโนโลยี แต่กลายเป็นการหาลูกค้ารายแรกให้ได้

“ทุกที่ถามเหมือนกันหมดว่ามีใครเคยใช้ของคุณหรือยัง เขากลัวพลาด ถ้ามีรายแรกใช้แล้วเลิก อันนี้จะอันตรายมาก แต่ถ้ารายแรกใช้แล้วเวิร์ก มันจะตอบคำถามคนอื่นได้หมดเลย ลูกค้ารายแรกจึงสำคัญมาก”

โชคดี พวกเขาพบ Shabushi สาขาเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าวที่ยอมให้ติดตั้งระบบและตู้สกรีนเพื่อทดลอง และเข้าใจว่าของใหม่อาจมีผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา

สิ่งที่โจ้ทำเพื่อให้ร้านมั่นใจคือการนำทีมงานลงไปอยู่ข้างๆ ร้านเสียเลย

“เรากับทีมโปรแกรมเมอร์และดีไซน์ไปนั่งแอบอยู่ที่ร้านชาข้างๆ ร้าน รวมถึงมีทีมการตลาดไปเชิญชวนให้คนดาวน์โหลด QueQ และคอยสังเกตพฤติกรรมลูกค้าว่าไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง เพื่อวิเคราะห์ว่าหน้าตาระบบควรเป็นอย่างไร มันใช่แบบที่เราคิดหรือเปล่า ถ้าเจอปัญหาก็แก้เตรียมไว้ รอร้านปิดตอนสี่ทุ่มค่อยไปลงโปรแกรมใหม่แล้วทดสอบพรุ่งนี้เช้า วนอย่างนี้อยู่ห้าเดือน” โจ้อธิบาย รวมทั้งหมดแล้วพวกเขาใช้เวลา 1 ปีก่อนมีรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความพยายามในการเข้าใจผู้ใช้งาน ทำให้พวกเขาพัฒนาจนได้ระบบจัดการคิวร้านอาหารที่เสถียรในเชิงเทคโนโลยี รองรับผู้ใช้งานจำนวนมากได้พร้อมกัน และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้

ลูกค้าร้านอาหารสามารถจองคิวออนไลน์ร้านที่อยู่ในระยะ 2 กิโลเมตร ระบบจะแสดงว่าต้องรออีกกี่คิว ใกล้ถึงคิวเมื่อไหร่ ระบบจะแจ้งเตือนทางแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลานั่งรอ

ส่วนร้านอาหารก็รองรับลูกค้าได้มากขึ้น ธุรกิจไม่เสียประโยชน์จากความเบื่อหน่ายในการรอคอย มีกำไรเพิ่มขึ้น สิ่งที่ร้านต้องจ่ายคือค่าเช่าระบบและตู้รายเดือน ซึ่งถูกกว่าการจ้างพนักงาน 1 คนมาดูแลคิวเสียอีก

ในพ.ศ 2558 QueQ เจอคำตอบที่ชนะใจทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว บริษัทจึงค่อยๆ เลิกรับโปรเจกต์อื่น และย้ายทีมทั้งหมดมาทุ่มสุดตัวกับ QueQ

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

03

จากพฤติกรรมสู่วัฒนธรรม

ความเก่งกาจของ QueQ คือการสร้างแบรนด์อันเป็นที่จดจำจนธุรกิจและผู้คนบอกต่อให้เอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยใช้งบการตลาดเพียงเดือนละไม่กี่หมื่นบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนฐานผู้ใช้งานที่มี

“เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ลอกกันได้ไม่ยาก แต่นวัตกรรมจะเกิดได้ คนต้องเข้าใจและใช้งานจริง อันนี้เป็นเรื่องที่ยากกว่า ซึ่งตอนแรกทีมเรามีแต่โปรแกรมเมอร์ทั้งนั้น ทำการตลาดไม่เป็นหรอก แต่เรียนรู้ระหว่างทางว่าแบรนด์สำคัญมากในการจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนเป็นล้าน ถ้าคนเชื่อในแบรนด์ว่าตอบโจทย์ได้จริง เขาจะนึกถึงเรา”

สาเหตุที่ตลาดยินดีโอบรับ QueQ เป็นเพราะการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดอย่างถูกเวลา

“ตอนแรกเราคิดว่าร้านคงไม่ยอมให้มีตู้ที่ติดโลโก้ QueQ แปะอยู่หน้าร้าน แต่ปรากฏว่าคนถามพนักงานตลอดว่าจองคิวอย่างไรจนพนักงานเบื่อ เราเลยเสนอให้เอาชื่อ QueQ ไปแปะพร้อมบอกวิธีการ คนจะได้เข้าใจและจำได้ พอร้านแรกตกลง ร้านต่อไปก็ทำตาม กลายเป็นได้โปรโมตไปในตัว แถมเป็นช่วงที่ร้านต่างๆ เริ่มตามหาเทคโนโลยีมาทำให้ประสบการณ์ผู้บริโภคดีขึ้นพอดี พอมีร้านในระบบเยอะขึ้น คนก็เริ่มรู้จักและใช้งานมากขึ้น ถือว่าถูกจังหวะมาก” 

อีกวิธีการที่ QueQ ทำคือการสร้างตัวการ์ตูนให้น่ารักเป็นที่จดจำ ซึ่งเกิดจากการดูข้อมูลว่ากลุ่มผู้ใช้งานเป็นใคร ปรากฏว่าเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงเท่าตัว

“เพราะร้านอาหารที่ต้องรอคนเยอะ ผู้ชายมักจะเปลี่ยนร้าน แต่ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะรอมากกว่า” โจ้เฉลย เป็นสาเหตุที่เขาทำตัวการ์ตูนให้เข้าถึงคนง่าย โดยใช้แนวคิดแบบเดียวกับสติกเกอร์ใน LINE ที่คนชื่นชอบ

เมื่อผู้ใช้งานมากขึ้น QueQ ก็สามารถสร้างอิทธิพลในระดับวัฒนธรรมได้

นึกถึงเรื่องรอคิวเมื่อไหร่ คุณจะนึกถึง QueQ

04

ข้อมูลและบริการใหม่ที่ตอบโจทย์ยิ่งกว่าเดิม

พอผู้ใช้งานมากขึ้น สิ่งที่ QueQ มีเหนือใครคือข้อมูลที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้

“ระบบคิวแบบดั้งเดิมวิเคราะห์เป็นตัวเลขไม่ได้เลยว่าเฉลี่ยเวลารอคิวในแต่ละร้านนานเท่าไหร่ ช่วงที่คนเยอะคือกี่โมง เป็นผู้ชายผู้หญิงเท่าไหร่ แต่ QueQ ทำได้”

โจ้เองก็วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อคิดค้นฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์และสร้างรายได้มากขึ้น

เช่น การสั่งอาหารล่วงหน้า เกิดจากการเห็นพฤติกรรมพนักงานออฟฟิศที่ต้องเร่งรีบกินข้าวตอนเช้ากับตอนเที่ยง แต่คนมักจะหนาแน่นมากในช่วงเวลานี้ พอคนเยอะก็ต้องนั่งรอ

QueQ จึงทำให้สั่งรายการอาหารจากในออฟฟิศได้เลย จ่ายเงินออนไลน์แล้วค่อยมาหยิบตอนได้อาหารทีเดียว ร้านอาหารรับคนได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเสิร์ฟหรือแคชเชียร์เยอะเกินความจำเป็น ส่วนผู้บริโภคก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้

QueQ จึงไม่ได้มุ่งแก้เรื่องคิวอย่างเดียวแล้ว แต่แก้ปัญหาประสิทธิภาพการทำงานของร้าน ผ่านเทคโนโลยีและข้อมูลที่มี 

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

05

แก้ปัญหาที่ใหญ่และแตกต่าง ด้วยแก่นแนวคิดแบบเดียวกัน

หลังจากฝั่งร้านอาหารเติบโตได้ดี QueQ ตัดสินใจกระโดดลงมาช่วยเหลืออีกหนึ่งสถานที่ที่คนเยอะมากเป็นพิเศษอย่างโรงพยาบาล

โรงพยาบาลแรกที่ยินดีให้ทดลองอยู่ที่จังหวัดระยอง โจ้จึงนำทีมงานลงพื้นที่ คลุกคลีและช่วยแก้ไขปัญหาเหมือนเดิม โดยทำงานประสานงานระยะไกลกับทีมที่กรุงเทพฯ

สิ่งที่ QueQ พยายามแก้คือ การทำให้คนไข้ที่ไม่ได้นัดหมาย (Walk-in) หายไป เพราะเป็นสาเหตุให้ระบบการจัดการคิวมีการเปลี่ยนแปลง และต้องรอแพทย์ให้บริการคนที่มากขึ้น ผู้ป่วยเอาแน่เอานอนกับเวลานัดตรวจไม่ได้

แต่ถ้าทุกคนนัดหมายล่วงหน้าออนไลน์ก่อน 100 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสสูงมากที่จะได้รับบริการตามเวลานัดหมาย

ด้วยระบบของ QueQ จะทำการแยกประเภทผู้ป่วย คนไข้นัดหมายจะได้รับสิทธิ์เข้าตรวจก่อนตามเวลา ส่วนคนไข้ที่ไม่ได้นัดหมายต้องรอตรวจทีหลัง ซึ่งแน่นอนว่าการนัดหมายก่อนประหยัดเวลากว่า

เป็นสาเหตุให้คนจะยอมเปลี่ยนมานัดหมายก่อนพบแพทย์ผ่านทาง QueQ จนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต

เท่านี้ ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการตรวจที่ตรงเวลา

แต่ความยากอีกประการของโรงพยาบาล คือแต่ละที่มีกระบวนการดูแลผู้ป่วยไม่เหมือนกันและซับซ้อน ทั้งมีจุดคัดกรอง พบแพทย์ จ่ายเงิน รับยา หรือบางทีแต่ละแผนกของโรงพยาบาลยังใช้ระบบที่แตกต่างกัน

หน้าที่ของ QueQ คือการออกแบบระบบที่รองรับทุกรูปแบบ โดยทำงานร่วมกับโรงพยาบาล

“เราไม่สามารถปรับให้เหมาะกับโรงพยาบาลแต่ละที่โดยเฉพาะ เพราะไม่สามารถขยายต่อไปที่อื่นได้ เราเลยสร้างระบบมาตรฐานจากการวิเคราะห์รูปแบบการให้บริการทั้งหมด แล้วค่อยๆ เพิ่มรูปแบบเข้าไปในตัวมาตรฐานที่มีอยู่ให้ครอบคลุม” โจ้เล่าแนวคิดที่ทำให้เขาแก้ปัญหาความซับซ้อนได้

นอกจากช่วยจัดการนัดหมายให้โรงพยาบาลได้มีเวลามุ่งเน้นกับการรักษามากขึ้น QueQ ยังสามารถเสนอวิธีจัดระบบที่มีประสิทธิภาพกว่าจากข้อมูลที่มี เหมือนในกรณีร้านอาหารได้อีกด้วย

“ลองนึกภาพว่าเราเก็บข้อมูลหลายโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน เราจะวิเคราะห์ได้ว่าระบบโรงพยาบาลแบบนี้ จุดไหนมีปัญหา มีจำนวนคนไข้เท่าไหร่ ผู้บริหารมีข้อมูลรองรับ ช่วยตัดสินใจแก้ไขปัญหาบุคลากรและอุปกรณ์ได้อย่างตรงจุด มันจะเป็นข้อมูลทางสาธารณสุขส่วนหนึ่งของประเทศเลย”

พ.ศ 2563 QueQ จะมุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

06

เปิดตลาดต่างแดน

หลังได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ถึงเวลาของการขยายอาณาเขตสู่ต่างแดน

ปัจจุบัน QueQ เข้าไปเปิดตลาดระบบจัดการคิวร้านอาหาร และมีทีมงานประจำอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวันอย่างเป็นทางการ โดยปรับแต่งภาษาบนระบบเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองกับร้านอาหารที่ฟิลิปปินส์ ธนาคารที่ลาว และโรงพยาบาลที่กัมพูชา โดยพิจารณาจากปัญหาที่แต่ละประเทศมี

ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมากในพื้นที่ที่เข้าไป แม้แต่ในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมการต่อคิวเป็นระเบียบอย่างญี่ปุ่น

“คนญี่ปุ่นชอบมากและพูดถึงเราในทวิตเตอร์เยอะจนน่าตกใจ จริงๆ เขาไม่ได้มีวัฒนธรรมเป็นการเข้าคิวนะ แต่เป็นการไม่เอาเปรียบคนอื่น เพียงแต่ยังไม่มีทางเลือกอื่นให้เขานอกจากการเข้าคิว ซึ่งจริงๆ หน้าร้านญี่ปุ่นหลายร้านก็เล็กไม่เหมาะที่จะเข้าคิว เราเลยคิดว่าเราเป็นทางเลือกนั้นได้” โจ้เล่าถึงปรากฏการณ์ที่ทำให้ประหลาดใจ เขามองว่าบริการนี้ยังมีโอกาสขยายต่อในต่างประเทศได้อีกเยอะมาก

และหากใครคิดจะเข้ามาตีตลาดแข่งกับ QueQ คงต้องขอบอกว่ายาก

เพราะ QueQ มีระบบ องค์ความรู้ และประสบการณ์ราว 5 ปีจากการพัฒนาที่ไทยเรียบร้อย และการขยายตัวไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานเยอะ อย่างที่มาเลเซีย สร้างธุรกิจได้โดยใช้พนักงานเพียง 3 คนเพื่อดูแลการขายและติดตั้งเท่านั้น

ถือเป็นข้อได้เปรียบของสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีบริหารต้นทุนได้อย่างชาญฉลาด

07

เติบโตไปด้วยกัน เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศ

“ความจริงอันโหดร้ายคือ ปัจจุบันการระดมทุนในไทยเป็นไปได้ยากมาก เพราะนักลงทุนหันไปลงทุนที่ประเทศอื่นหมดแล้ว ถ้าคุณทำสตาร์ทอัพในไทยอย่างเดียว อาจไม่พอนะ ต้องหาทางออกไปต่างประเทศให้ได้” โจ้เล่าความน่ากังวลของวงการสตาร์ทอัพไทยให้เราฟัง

ปัจจุบันมีสตาร์ทอัพสัญชาติอื่นจำนวนมากเข้ามารุกตลาดไทย ผ่านการผลาญเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ลูกค้ามหาศาล ผลคือเม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ ยิ่งสตาร์ทอัพเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ต้องใช้เงินทุนสูงในการสร้างโรงงานเหมือนธุรกิจแบบเมื่อก่อน แต่สร้างผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมได้มากมาย เช่น โซเชียลมีเดียที่พลิกวงการสื่อ ทำให้ไทยยิ่งไม่ได้รับผลประโยชน์ทางภาษีและการจ้างแรงงานท้องถิ่น

หากสตาร์ทอัพไทยยังคงเป็นฝ่ายรอตั้งรับอยู่แบบนี้ มีแต่จะถูกควบซื้อกิจการหรือไม่ก็พ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจระดับประเทศ

นี่จึงกลายเป็นเป้าหมายระยะยาวของ QueQ ในการเติบโตร่วมกับองค์กรต่างๆ เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการและขยายตลาดเข้าสู่ต่างประเทศ เพื่อให้นักลงทุนเห็นศักยภาพและกลับมาลงทุนในประเทศไทย สตาร์ทอัพรายย่อยจะได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาแก้ปัญหาใหม่ๆ

“เรามองภาพว่าต่อไปนี้ไม่ใช่การโตคนเดียว แต่จะช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพตัวอื่นภายใต้แบรนด์ QueQ ด้วย เช่น ดูแล Makub ที่ทำด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์ และ follovv ที่ทำด้านการท่องเที่ยว หรือลงทุนในบริษัทอื่นอย่าง Daywork ที่ทำเรื่องการจ้างงานพาร์ตไทม์ เพราะเราทำทุกอย่างในโลกไม่ได้ ต้องจับสิ่งที่เราเก่งที่สุดแล้วหาพาร์ตเนอร์ที่เก่งด้านนั้นมาร่วมมือกัน”

“แต่ถ้าไม่เริ่มทำอะไรของตัวเอง เราอาจตกรถกระแสดิจิทัลอีกครั้ง หลังจากตกรถสมัยเปิดนิคมอุตสาหกรรม โดยการผลิตสินค้าให้ประเทศอื่นจนไม่สร้างอะไรของตัวเอง ถึงตอนนั้นเมื่อไหร่ คนรุ่นหลังเราจะมีปัญหาทันที”

แล้วคนทั่วไปอย่างเราสามารถสนับสนุนภารกิจของ QueQ หรือสตาร์ทอัพไทยได้อย่างไรบ้างเพื่อไม่ให้ลำบากคนรุ่นต่อไป เราสงสัย

“ลองสนับสนุนผลิตภัณฑ์ประเทศเรา แน่นอนตอนแรกมันจะยังห่วย QueQ เดือนแรกก็ห่วยเหมือนกัน แต่พอมีคนใช้ เลยมีรายได้กลับมาพัฒนาต่อจนดีขึ้นเรื่อยๆ”

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

08

โปรดลดอีโก้ เพื่อเติบโตให้ทันองค์กรของตัวเอง

แค่ฟังโจ้เล่า เรายังรู้สึกว่าการเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพช่างกดดันเสียเลยเหลือเกิน

ซึ่งโจ้ยอมรับว่า ทุกคนในวงการนี้ต่างผ่านเรื่องราวเหล่านี้กันทั้งนั้น มีเหตุการณ์วัดใจอยู่ตลอดเวลาว่าจะผ่านไปได้หรือเปล่า

จะเติบโตทันกับรอบการลงทุนไหม จะขยายฐานผู้ใช้งานต่อไปอย่างไร จะดูแลทีมได้ไหม เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่เกิดขึ้นเสมอ

สิ่งที่โจ้ทำเพื่อจัดการความรู้สึกภายในคือการรวมกลุ่มพบปะกับผู้ประกอบการคนอื่น เพื่อปรึกษาและช่วยเหลือปรับทุกข์กัน ซึ่งช่วยได้ค่อนข้างมาก เพราะต่างต้องร่วมชะตากรรมคล้ายกัน

แต่ที่สำคัญสุดคือ การไม่ยอมหยุดเรียนรู้โดยเด็ดขาด

“อีโก้เราหายตั้งแต่ตอนเริ่มเปลี่ยนเป็นสตาร์ทอัพเลย ช่วงแรกเราเป็นผู้บริหารที่ต้องไปแข่งประกวดสตาร์ทอัพกับเด็กมหาวิทยาลัย ซึ่งบางครั้งแพ้ด้วย ทำให้เรายอมเปิดรับสิ่งใหม่หมด ตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่าตอนนี้ต้องเรียนรู้เรื่องอะไร จะไปหาความรู้นี้ได้จากใคร”

“แต่ละปีจะมีโจทย์ต่างกันเสมอ ทำให้ตัวเราต้องเปลี่ยนและเรียนรู้ทุกปี เช่นปีแรกตอนไปแอบอยู่ร้านชา เราตั้งใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดี แต่ปีต่อมาต้องทำเรื่องแบรนด์กับขยายตลาดมากขึ้น ซึ่งไม่เคยทำ แต่ก็ต้องทำ พอขยายทีมไปต่างประเทศ ก็มีเรื่องดูแลคน บัญชี กฎหมาย เคยทำไหม ไม่เคย แต่ก็ต้องเรียนรู้และขวนขวายเองอย่างถ่อมตัว ไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จ”

“ถ้าจะเป็นผู้ประกอบการ ต้องโตตามองค์กรตัวเองให้ทันด้วย หยุดเรียนรู้ไม่ได้เลย” โจ้กล่าวทิ้งท้าย ก่อนเราต่างแยกย้ายกันกลับไปตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างรู้คุณค่าเวลา

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแแปลงของโลกชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้

สภาพอากาศที่ฝนตกในฤดูหนาว หรือฤดูหนาวมาช้าและอยู่ไม่นาน ยังไม่หายคิดถึง

แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกทุ่มสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง

ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำประกาศยกเลิกนโยบายแจกถุงพลาสติก หันมาขายถุงผ้า

มีกิจกรรมสาธารณะเกี่ยวกับความกรีนจากทั้งภาครัฐและเอกชนมากมาย

คนใกล้ตัวเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เราต่างหาทางช่วยโลกในแบบที่ตัวเองทำได้ แม้แต่บริษัทใหญ่อย่าง ปตท. ก็ลงสนามเข้ามาช่วยอีกแรง 

ทั้งหมดเกิดจากวิสัยทัศน์ล่าสุดที่ตั้งใจพาบริษัทให้เป็น Powering life with future energy and beyond การเลือกทำโปรเจกต์ภายในจึงเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ อย่าง ReAcc ที่เรานำมาเล่าให้ฟังวันนี้ ก็คือผลพวงจากโครงการ AI and Robotic ที่ประสบความสำเร็จจนสามารถทำเป็นอีกธุรกิจบริหารแบบเอกชน

ถ้าต้องเล่าว่า ReAcc คืออะไรเพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ กัส-ณัฐชาต เจิดนภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท รี แอค จำกัด (ReAcc) เอ่ยตรง ๆ ว่า มานั่งคุยกันคงอธิบายได้ง่ายที่สุด

ReAcc แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

ถ้าบอกเล่าต่อตามคำของเขา ReAcc คือผู้หาโซลูชั่นด้านพลังงานสีเขียว โดยมีบริการบุกเบิกเป็นแพลตฟอร์มซื้อ-ขายใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates : REC ซึ่งเอื้อประโยชน์ทั้งกับภาคธุรกิจและผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน

เรานั่งคุยกับเขาในสวนของร้านกาแฟใจกลางกรุง ลมอุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียสในเดือนธันวาคมปะทะหน้า สภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนฝนเพิ่งตก

01

ในยุคที่เทรนด์เรื่องความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องใหญ่ คำว่า Carbon Neutrality และ Net Zero ปรากฏอยู่ในแผนธุรกิจและกลยุทธ์ของบริษัทใหญ่ ๆ ReAcc เกิดขึ้นเมื่อราว ๆ 3 ปีก่อน จากโปรเจกต์เล็ก ๆ ของ ปตท. พร้อมทุน 29 ล้านบาท ทดลองทำดูถ้าไม่สำเร็จก็ยกเลิก สู่การดำเนินงานภายใต้ชื่อ บริษัท เมฆาวี จำกัด และทุนจดทะเบียน 302 ล้านบาท

“เราทำหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Energy Management, Carbon Footprint และ REC ซึ่งต่อยอดเป็น Carbon Neutrality ได้” ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัสพูดเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน

เขาอธิบายต่อว่านี่คือโอกาสใหม่ของธุรกิจ ปกติเวลาคนต้องการทำเรื่องนี้ จะนึกถึงการติดโซลาร์เซลล์เป็นอย่างแรก ๆ แต่โซลาร์เซลล์ก็มีข้อจำกัด

หนึ่ง ผลิตไฟฟ้าได้ไม่แน่นอน บางวันอาจผลิตได้น้อยกว่าที่ใช้

สอง ใช้ได้แค่ตอนกลางวันถ้าไม่มีแบตเตอรี่ ซึ่งมีราคาสูงพอ ๆ กับการติดตั้ง 

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนเริ่มพูดถึง Carbon Credit มากขึ้น ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ที่ต้องรายงานความยั่งยืน ส่วนต่างที่เกิดขึ้นที่เขาหามาทดแทนไม่ได้ก็ต้องซื้อเครดิต”

ReAcc แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

02

กลไกของ Renewable Energy Certificates : REC ก็คล้าย ๆ กัน แต่เป็นเรื่องของการใช้พลังงานไฟฟ้า

1 REC เท่ากับไฟฟ้า 1 MWh

ใครที่ต้องการให้บริษัทเป็น Carbon Neutrality อย่างแท้จริง แต่ไม่สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนได้ครบถ้วน ก็ซื้อ REC ในส่วนที่เหลือเพื่อให้ยอดสุดท้ายหักลบกลบกันแล้วเป็นศูนย์

ฝั่งคนซื้อเครดิตได้ประโยชน์ ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่ต้องรายงานความยั่งยืนหรือเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ที่ต้องการความกรีนในทุกกระบวนการ ก็นำไปยืนยันได้ว่าธุรกิจนี้ดำเนินงานโดยการใช้พลังงานหมุนเวียนจริง ๆ

ส่วนฝ่ายขาย แทนที่จะขายแค่ไฟจากพลังงานหมุนเวียน เขาก็ขายเครดิตได้ด้วย 

“เนื่องจากค่าไฟบ้านเราไม่ได้สูงมากเหมือนต่างประเทศ สมมติค่าไฟหน่วยหนึ่งราคา 4 บาท คุณติดโซลาร์เซลล์ที่บ้านอาจจะใช้เวลา 8-10 ปีในการคืนทุน แต่ถ้าขาย REC ด้วย จะมีโอกาสทำให้เวลาคุ้มทุนสั้นลงกว่านั้น

“เราคาดหวังว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดโรงงานไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ในประเทศมากขึ้น ทุกวันนี้โรงงานโซลาร์เซลล์ต้องแข่งกับโรงงานไฟฟ้าถ่ายหิน ซึ่งมีมานานมากแล้ว คืนทุนได้เร็วกว่าแน่นอน ถ้าโซลาร์เซลล์ไม่มีแต้มต่อ โอกาสที่ความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility) จะชนะถ่านหินน้อยมาก

“ปตท. อยากให้มี Renewable Energy ในกริดไฟฟ้ามากขึ้น ReAcc ก็เลยเกิดขึ้นมา”

คนผลิตในวันนี้จึงมีรายได้ 2 ทาง ทางแรกคือการขายไฟฟ้าเข้าไปในกริด ซึ่งมีโควต้ารับซื้อในกรณีที่ผลิตเองแล้วใช้ไม่หมด ทางที่สอง คือ นำเครดิตไปขึ้นทะเบียนเป็น REC แล้วนำเครดิตไปขายให้คนหรือองค์กรที่ต้องการได้

03

ก่อนจะมาเป็น Managing Director ของ ReAcc กัสเป็นวิศวกรมาก่อน

ตอนเป็นวิศวกรทำงานต้องเป็นหลักการ เป็นเหตุเป็นผล ไม่ว่าจะทำอะไรต้องไล่ตามขั้นตอน หนึ่ง สอง สาม สี่ มีบทบาทเป็นผู้ซื้อ มาตอนนี้วิธีการทำงานเปลี่ยนจากหน้าเป็นหลังมือ ย้ายจากคนซื้อมาเป็นคนขาย ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับลูกค้า ต้องหาทางแก้ปัญหาให้เขา ยืดหยุ่นมากขึ้น

“ถ้าคุณเป็นบริษัทที่ต้องการความกรีน เข้ามาหาเรา เราจะมีโซลูชันให้” เขาลองขายงานจริงกับเราเป็นตัวอย่าง

“ทุกบริษัทใหญ่พูดเรื่อง Net Zero กับ Carbon Neutrality อยู่แล้ว การที่บริษัทหนึ่งจะชดเชยการใช้พลังงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่อาหาร การใช้ไฟฟ้า หรือทำให้ทุกกระบวนการใน Supply Chian ไม่มีการปล่อยของเสียเลย เป็นศูนย์ ในวันนี้ยังเป็นไปได้ยากมาก ส่วนต่างก็ต้องอาศัยเครดิตหรือ REC เพื่อนำไปบอกต่อได้ว่าเราใช้ Renewable Energy”

กระบวนการขึ้นทะเบียนพลังงานหมุนเวียนเพื่อทำการซื้อ-ขายต่อนั้นยุ่งยาก ReAcc จึงมองตัวเองเป็น One-stop Service เรื่อง REC บริการจัดการให้ทุกอย่าง เพราะต้องการให้เกิดตลาดขึ้นมาจริง ๆ 

“ทุกคนอยากทำ อยากเป็น แต่มันไม่มีโซลูชัน เราเชื่อว่าแต่ละบริษัทมีองค์ประกอบ มีองคาพยพไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถเอาโซลูชั่นหนึ่งไป Fits all ได้ เราต้องเข้าไปพูดคุยกับเขา”

04

เขาเล่าต่อว่า ปตท. ตั้งเป้าว่าจะเป็น Carbon Neutrality ในปี 2040 และเป็น Net Zero ในปี 2050 ส่วนประเทศไทยวางแผนว่าในปี 2050 จะเป็น Carbon Neutrality และก้าวสู่ Net Zero ในปี 2065

Carbon Neutrality คือ ​การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอนปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณที่ดูดซับกลับคืนผ่านวิธีการต่าง ๆ

Net Zero คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 

ฟังดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากมาก แม้ในระดับระยะเวลากว่า 20 ปี แต่พอกัสอธิบายก็ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ เพราะนั่นก็คือสิ่งที่ ReAcc กำลังผลักดัน

ReAcc แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

“จะทำแบบนั้นได้ต้องให้กริดของไฟฟ้าส่วนกลางเป็น Renewable Energy ทั้งหมด ทุกวันนี้ในกริดมีพลังงานหมุนเวียนอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นสัดส่วนไม่มากที่เราสามารถพูดได้ว่าใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ 

“REC เป็นกลไกทำให้ตัวเลขนั้นเพิ่มขึ้น เพราะพอผู้ผลิตสามารถขายพลังงานพร้อมขายเครดิตได้ จุดคุ้มทุนของการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนก็มีเร็วขึ้น คนก็จะหันมาผลิตมากขึ้น”

05

ยอดขาย ReAcc โตขึ้น 10,000% หรือ 100 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ เริ่มหันมาเอาใจใส่เรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่างงานทายาทรุ่นสอง : ESG ที่ The Cloud จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็ใช้พลังงานหมุนเวียนในการจัดกิจกรรมทั้งหมด โดยซื้อเครดิต REC เช่นกัน

ReAcc จากโปรเจกต์ทดลองในองค์กรสู่แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

“แต่ก่อนคนมองว่าจะทำเรื่องความยั่งยืนคือภาคสมัครใจ ตอนนี้เป็นความสมัครใจกึ่งบังคับ ยังไม่ได้บังคับด้วยกฎหมาย แต่บังคับด้วยโลกใบนี้”

Climate Change กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบกับชีวิตประจำวันขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM 2.5 ภาวะน้ำท่วม อากาศไม่ตรงฤดู ภาคธุรกิจก็ได้รับผลกระทบ อาทิ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ไม่สามารถคาดเดาสภาพอากาศเพื่อผลิตคอลเลกชันได้

หรืออย่างแบรนด์ใหญ่ ๆ ระดับนานาชาติที่มีข้อบังคับทางกฎหมายต้องปฏิบัติเรื่องความยั่งยืน ก็ต้องดูแลทุกกระบวนการทั้ง Supply Chain ต่อเนื่องมาถึงส่วนที่อยู่ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นการบริการหรือโรงงานรับผลิตส่วนประกอบ 

“สมมติโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือสั่งชิพจากบ้านเรา โรงงานนี้ต้องการความกรีนทุกขั้นตอน เขาก็ต้องมาดูว่าซัพพลายเออร์ที่ผลิตชิพกรีนไหม ใช้วัสดุยังไง ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไหม ถ้าไม่ก็เลิกใช้เจ้านี้ หรือถ้ายกตัวอย่างใกล้ตัวไปอีก สมมติวันนี้คุณช่างภาพต้องไปถ่ายรูปงานอีเวนต์ แล้วเป็นงานอีเวนต์เกี่ยวกับความยั่งยืนที่เข้มงวดมาก ๆ เขาอาจต้องการให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากงานนี้กรีน รูปที่ถ่าย กล้องที่ใช้ ก็ต้องชาร์จแบตจากพลังงานกรีน ก็ซื้อ REC เพื่อชดเชยตรงนั้นได้

ReAcc จากโปรเจกต์ทดลองในองค์กรสู่แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

“ถ้าถามว่าสเกลเล็กระดับบุคคลทำได้ไหม ทำได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะยังไม่คุ้มค่า เราเลยพยายามฝังความกรีนนี้ลงในสินค้า ในกระเป๋า เสื้อผ้า ของใช้ ที่จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน”

กัสยกตัวอย่างให้ฟังถึงสตรอว์เบอร์รี่ Harumiki ที่ล่าสุดได้ติดสติกเกอร์ว่าปลูกโดยพลังหมุนเวียนแล้ว เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคให้เขารู้ว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด 

“เป็นสตรอว์เบอร์รี่สีแดงที่ใช้พลังงานสีเขียวปลูก” กัสว่าอย่างนั้น

06

อนาคตจะมีคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ 

ระดับบุคคลเวลาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็จะเอาใจใส่เรื่องนี้และยกให้เป็นเหตุผลในการใช้จ่าย

เมื่อโลกเปลี่ยน เราจะปรับ

กัสเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย และยังเป็นเรื่องใหม่ คำว่า Carbon Credit ยังไกลตัว ไม่ต้องพูดถึง REC ที่แทบจะไม่มีคนรู้จัก 

ReAcc จากโปรเจกต์ทดลองในองค์กรสู่แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

แต่ด้วยตัวเลขยอดขายที่ขึ้นกว่า 100 เท่าน่าจะการันตีว่า ReAcc เดินมาถูกทาง คนซื้อให้ความสนใจมากขึ้นทำให้มีลูกค้าใหญ่ ๆ อย่าง Harumiki ที่ทำเรื่องสตอเบอรี่จากพลังงานสีเขียว การชาร์จรถไฟฟ้าด้วย Renewable energy ของ On-ion การให้เช่ารถไฟฟ้าแบบ Green fleet ของ Evme หรือแม้กระทั่ง Siam Piwat ที่มีการใช้ใบรับรองพลังงานสะอาดชดเชยการใช้พลังงานของส่วนในตึกออฟฟิส Siam Discovery ขณะเดียวกันฝั่งผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างฟาร์มโซลาร์เซลล์ก็มีทางเลือกในการหารายได้มากขึ้น โอกาสมากขึ้น ทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เขาเชื่อว่าเรื่องนี้จะเข้มข้นขึ้นไปอีกในขวบปีหน้า และปีต่อ ๆ ไป และ REC น่าจะเข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ 

“ง่ายสุดคือเรามานั่งคุยกัน ค่อย ๆ ไล่ทีละเปราะ จะค่อย ๆ เห็นภาพขึ้นเรื่อย ๆ” นี่คือสิ่งที่ MD คนนี้ฝากไว้ให้ลูกค้าที่สนใจ

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load