QueQ (อ่านว่า คิว-คิว) เป็นสตาร์ทอัพที่ไม่ได้เก่งแค่เพียงระบบการจัดการคิวเหมือนที่ปรากฏบนชื่อบริษัทเท่านั้น

พวกเขาถือเป็นมืออาชีพด้านการช่วยธุรกิจและผู้คนในการบริหารเวลาอย่างคุ้มค่าและชาญฉลาด ผ่านเทคโนโลยีและระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาสารพัด โดยเริ่มต้นจากการรอคิว

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

“เราทำให้คนและธุรกิจไม่ต้องทิ้งเวลากับอะไรที่ไม่จำเป็น ที่ไหนที่จริงๆ บริหารจัดการเวลาได้ดีกว่านี้ คนเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้ เราจะเป็นคนเข้าไปแก้ไข” ชายในเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตรงหน้าผมกล่าวอย่างเป็นกันเอง เขาคือคนต้นคิดแอปพลิเคชันที่ช่วยร้านอาหาร ธนาคาร หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่ซับซ้อนอย่างโรงพยาบาลในการจัดการคิวและนัดหมายออนไลน์ล่วงหน้า รวมถึงต่อยอดด้วยการนำข้อมูลมหาศาลมาวิเคราะห์ช่วยองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ และสร้างบริการใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องรออะไรนานๆ อย่างไร้ความหมายเปล่าประโยชน์อีกต่อไป

รวมถึงเป็นโปรแกรมเมอร์ที่พาแบรนด์ QueQ แตะจำนวนผู้ใช้งานรวมกว่า 2 ล้านคนใน 4 ประเทศ ประกอบด้วยไทย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยใช้งบการตลาดเพียงเดือนละไม่กี่หมื่นบาท

ผมกำลังสนทนาอยู่กับ โจ้-รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ กัปตันทีมวัย 42 ปีของสตาร์ทอัพอายุ 5 ขวบขนาดร้อยคน เจ้าของสโลแกน ‘Spend your time wisely’ ที่ปลุกปั้น QueQ และเปลี่ยนวัฒนธรรมการเข้าคิวให้ไม่เหมือนเช่นเคย

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

แต่กว่าจะถึงวันนี้ โจ้ผ่านเหตุการณ์ชวนนอนไม่หลับมานับไม่ถ้วน การเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดเลย

คำถามคือโจ้ทำได้อย่างไร เขาคิดต่างหรือมองเห็นอะไรที่คนอื่นคาดไม่ถึงหรือ

เพื่อหาคำตอบ นี่เป็นเหตุผลที่เราอยู่กับโจ้วันนี้

คุณพอมีเวลาสัก 10 นาทีหรือเปล่า

ผมเชื่อว่าเนื้อหาตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป จะไม่ทำให้คุณเสียดายเวลาอันมีค่าแน่นอน

01

ถึงเวลาผันตัวเป็นสตาร์ทอัพ

ก่อนผันตัวเป็นสตาร์ทอัพเช่นทุกวันนี้ บริษัทของโจ้เคยเป็นผู้รับผลิตซอฟต์แวร์ (Software House) ให้องค์กรอื่นมาก่อนเป็นเวลา 7 ปี

ทุกอย่างเหมือนจะดี แต่บริษัทเริ่มเติบโตถึงจุดที่ต้องแข่งรับงานระดับร้อยล้านบาทกับบริษัทมหาชนที่มีทรัพยากรครบถ้วน ซึ่งแน่นอนว่าสู้ไม่ไหว

และทุกปีที่ผ่านมาแทบคล้ายกันหมด คือรับโจทย์จากคนอื่นและทำตามให้สำเร็จ ไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรแปลกใหม่เท่าไหร่

โจ้จึงเกิดความคิดในพ.ศ 2557 ว่าถึงเวลาตั้งโจทย์ขึ้นใหม่ และสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเองผ่านเทคโนโลยีที่พวกเขาถนัด

“เราตั้งทีมพิเศษขึ้นมาคิดไอเดียใหม่ โดยระหว่างนี้ยังรับโปรเจกต์พัฒนาซอฟต์แวร์อื่นไปด้วยเพื่อหาเงินเลี้ยงบริษัท บางทีต้องทำงานนอกเวลาและวันเสาร์อาทิตย์ด้วย เป็นอย่างนี้อยู่เกือบปีที่ไม่มีรายได้จากทีมนี้ แต่นี่เป็นวิธีแบบสตาร์ทอัพที่ต้องลงทุนสร้างให้เกิดขึ้นก่อน ถ้าได้ผลก็ไปต่อ ถ้าไม่ได้ก็เลิกแล้วไปทำอย่างอื่น” โจ้เล่าย้อนกลับไปช่วงแรกที่ตระหนักว่าต้องปรับตัว

เกิดไอเดียขึ้นหลากหลายในช่วงปีนี้ QueQ คือหนึ่งในนั้นที่โจ้ได้ไอเดียจากการมองเห็นความเบื่อหน่ายของคนที่ต้องต่อคิวธนาคารและโรงพยาบาล เขาจึงเลือกเรื่องคิวที่ใกล้ตัว เป็นหมัดฮุกไว้เปิดตัวให้คนรู้จัก

“ปัญหาเรื่องคิวไม่ใช่เรื่องใหม่ เห็นกันได้ประจำ มีคนพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการต่างๆ เยอะเช่น ใช้เครื่องแจกกระดาษ เพียงแต่ตอนเริ่มเราจับจุดถูก โดยดูที่พฤติกรรมของคนว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ควรแก้ตรงไหน จนเกิดวิธีแก้ที่คนรู้จัก ยอมใช้ และขยายออกเป็นวงกว้างได้” โจ้อธิบาย

จุดเริ่มต้นที่ถูกของ QueQ คือ การเลือกตลาดแรกอย่างร้านอาหาร ไม่ใช่ธนาคารหรือโรงพยาบาล

เพราะโจ้เข้าใจดีว่าคนไม่ไปโรงพยาบาลหรือธนาคารกันบ่อยนักหรอก สิ่งที่ตามมาคือ คนจะไม่ค่อยอยากดาวน์โหลดแอปลิเคชันเพราะวุ่นวาย

แต่ถ้าอยากให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมและนึกถึง QueQ เมื่อใดที่เจอปัญหาเรื่องคิวแล้ว ต้องเริ่มจากสถานที่ที่มีความถี่การใช้งานสูง จนการมีแอปพลิเคชันเพิ่มเป็นความคิดที่คุ้มค่าและเข้าท่า

พวกเขาจึงเริ่มพัฒนา QueQ ที่ตอบโจทย์การเข้าคิวที่ร้านอาหารอยู่ครึ่งปี ก่อนออกไปทดลองจริงกับลูกค้ารายแรก

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

02

แอบอยู่ร้านชาข้างๆ เพื่อเข้าใจผู้ใช้งานและชนะใจลูกค้ารายแรก

โจ้และทีมเริ่มพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือสำหรับผู้ใช้งาน รวมถึงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เป็นตู้สกรีนแสดงคิวหน้าร้านอาหารตั้งแต่วันแรก ๆ

“เราเดินห้างและเกิดคำถามว่า คนจะรู้ได้อย่างไรว่าร้านใช้ QueQ จากนั้นเราเห็นภาพเลยว่ามันต้องเป็นจอใหญ่ๆ ตั้งอยู่หน้าร้านเป็นสัญลักษณ์ให้คนเห็นคิว และเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน” โจ้อธิบายภาพที่เคยปรากฏในหัว ซึ่งเป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพทั่วไปอาจไม่ค่อยอยากทำนัก เพราะฮาร์ดแวร์มีราคาต้นทุนสูงกว่า แต่โจ้เชื่อว่านี่คือคำตอบ

ความยากไม่ได้อยู่ที่ไอเดียหรือเทคโนโลยี แต่กลายเป็นการหาลูกค้ารายแรกให้ได้

“ทุกที่ถามเหมือนกันหมดว่ามีใครเคยใช้ของคุณหรือยัง เขากลัวพลาด ถ้ามีรายแรกใช้แล้วเลิก อันนี้จะอันตรายมาก แต่ถ้ารายแรกใช้แล้วเวิร์ก มันจะตอบคำถามคนอื่นได้หมดเลย ลูกค้ารายแรกจึงสำคัญมาก”

โชคดี พวกเขาพบ Shabushi สาขาเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าวที่ยอมให้ติดตั้งระบบและตู้สกรีนเพื่อทดลอง และเข้าใจว่าของใหม่อาจมีผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา

สิ่งที่โจ้ทำเพื่อให้ร้านมั่นใจคือการนำทีมงานลงไปอยู่ข้างๆ ร้านเสียเลย

“เรากับทีมโปรแกรมเมอร์และดีไซน์ไปนั่งแอบอยู่ที่ร้านชาข้างๆ ร้าน รวมถึงมีทีมการตลาดไปเชิญชวนให้คนดาวน์โหลด QueQ และคอยสังเกตพฤติกรรมลูกค้าว่าไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง เพื่อวิเคราะห์ว่าหน้าตาระบบควรเป็นอย่างไร มันใช่แบบที่เราคิดหรือเปล่า ถ้าเจอปัญหาก็แก้เตรียมไว้ รอร้านปิดตอนสี่ทุ่มค่อยไปลงโปรแกรมใหม่แล้วทดสอบพรุ่งนี้เช้า วนอย่างนี้อยู่ห้าเดือน” โจ้อธิบาย รวมทั้งหมดแล้วพวกเขาใช้เวลา 1 ปีก่อนมีรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความพยายามในการเข้าใจผู้ใช้งาน ทำให้พวกเขาพัฒนาจนได้ระบบจัดการคิวร้านอาหารที่เสถียรในเชิงเทคโนโลยี รองรับผู้ใช้งานจำนวนมากได้พร้อมกัน และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้

ลูกค้าร้านอาหารสามารถจองคิวออนไลน์ร้านที่อยู่ในระยะ 2 กิโลเมตร ระบบจะแสดงว่าต้องรออีกกี่คิว ใกล้ถึงคิวเมื่อไหร่ ระบบจะแจ้งเตือนทางแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลานั่งรอ

ส่วนร้านอาหารก็รองรับลูกค้าได้มากขึ้น ธุรกิจไม่เสียประโยชน์จากความเบื่อหน่ายในการรอคอย มีกำไรเพิ่มขึ้น สิ่งที่ร้านต้องจ่ายคือค่าเช่าระบบและตู้รายเดือน ซึ่งถูกกว่าการจ้างพนักงาน 1 คนมาดูแลคิวเสียอีก

ในพ.ศ 2558 QueQ เจอคำตอบที่ชนะใจทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว บริษัทจึงค่อยๆ เลิกรับโปรเจกต์อื่น และย้ายทีมทั้งหมดมาทุ่มสุดตัวกับ QueQ

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

03

จากพฤติกรรมสู่วัฒนธรรม

ความเก่งกาจของ QueQ คือการสร้างแบรนด์อันเป็นที่จดจำจนธุรกิจและผู้คนบอกต่อให้เอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยใช้งบการตลาดเพียงเดือนละไม่กี่หมื่นบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนฐานผู้ใช้งานที่มี

“เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ลอกกันได้ไม่ยาก แต่นวัตกรรมจะเกิดได้ คนต้องเข้าใจและใช้งานจริง อันนี้เป็นเรื่องที่ยากกว่า ซึ่งตอนแรกทีมเรามีแต่โปรแกรมเมอร์ทั้งนั้น ทำการตลาดไม่เป็นหรอก แต่เรียนรู้ระหว่างทางว่าแบรนด์สำคัญมากในการจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนเป็นล้าน ถ้าคนเชื่อในแบรนด์ว่าตอบโจทย์ได้จริง เขาจะนึกถึงเรา”

สาเหตุที่ตลาดยินดีโอบรับ QueQ เป็นเพราะการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดอย่างถูกเวลา

“ตอนแรกเราคิดว่าร้านคงไม่ยอมให้มีตู้ที่ติดโลโก้ QueQ แปะอยู่หน้าร้าน แต่ปรากฏว่าคนถามพนักงานตลอดว่าจองคิวอย่างไรจนพนักงานเบื่อ เราเลยเสนอให้เอาชื่อ QueQ ไปแปะพร้อมบอกวิธีการ คนจะได้เข้าใจและจำได้ พอร้านแรกตกลง ร้านต่อไปก็ทำตาม กลายเป็นได้โปรโมตไปในตัว แถมเป็นช่วงที่ร้านต่างๆ เริ่มตามหาเทคโนโลยีมาทำให้ประสบการณ์ผู้บริโภคดีขึ้นพอดี พอมีร้านในระบบเยอะขึ้น คนก็เริ่มรู้จักและใช้งานมากขึ้น ถือว่าถูกจังหวะมาก” 

อีกวิธีการที่ QueQ ทำคือการสร้างตัวการ์ตูนให้น่ารักเป็นที่จดจำ ซึ่งเกิดจากการดูข้อมูลว่ากลุ่มผู้ใช้งานเป็นใคร ปรากฏว่าเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงเท่าตัว

“เพราะร้านอาหารที่ต้องรอคนเยอะ ผู้ชายมักจะเปลี่ยนร้าน แต่ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะรอมากกว่า” โจ้เฉลย เป็นสาเหตุที่เขาทำตัวการ์ตูนให้เข้าถึงคนง่าย โดยใช้แนวคิดแบบเดียวกับสติกเกอร์ใน LINE ที่คนชื่นชอบ

เมื่อผู้ใช้งานมากขึ้น QueQ ก็สามารถสร้างอิทธิพลในระดับวัฒนธรรมได้

นึกถึงเรื่องรอคิวเมื่อไหร่ คุณจะนึกถึง QueQ

04

ข้อมูลและบริการใหม่ที่ตอบโจทย์ยิ่งกว่าเดิม

พอผู้ใช้งานมากขึ้น สิ่งที่ QueQ มีเหนือใครคือข้อมูลที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้

“ระบบคิวแบบดั้งเดิมวิเคราะห์เป็นตัวเลขไม่ได้เลยว่าเฉลี่ยเวลารอคิวในแต่ละร้านนานเท่าไหร่ ช่วงที่คนเยอะคือกี่โมง เป็นผู้ชายผู้หญิงเท่าไหร่ แต่ QueQ ทำได้”

โจ้เองก็วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อคิดค้นฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์และสร้างรายได้มากขึ้น

เช่น การสั่งอาหารล่วงหน้า เกิดจากการเห็นพฤติกรรมพนักงานออฟฟิศที่ต้องเร่งรีบกินข้าวตอนเช้ากับตอนเที่ยง แต่คนมักจะหนาแน่นมากในช่วงเวลานี้ พอคนเยอะก็ต้องนั่งรอ

QueQ จึงทำให้สั่งรายการอาหารจากในออฟฟิศได้เลย จ่ายเงินออนไลน์แล้วค่อยมาหยิบตอนได้อาหารทีเดียว ร้านอาหารรับคนได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเสิร์ฟหรือแคชเชียร์เยอะเกินความจำเป็น ส่วนผู้บริโภคก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้

QueQ จึงไม่ได้มุ่งแก้เรื่องคิวอย่างเดียวแล้ว แต่แก้ปัญหาประสิทธิภาพการทำงานของร้าน ผ่านเทคโนโลยีและข้อมูลที่มี 

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

05

แก้ปัญหาที่ใหญ่และแตกต่าง ด้วยแก่นแนวคิดแบบเดียวกัน

หลังจากฝั่งร้านอาหารเติบโตได้ดี QueQ ตัดสินใจกระโดดลงมาช่วยเหลืออีกหนึ่งสถานที่ที่คนเยอะมากเป็นพิเศษอย่างโรงพยาบาล

โรงพยาบาลแรกที่ยินดีให้ทดลองอยู่ที่จังหวัดระยอง โจ้จึงนำทีมงานลงพื้นที่ คลุกคลีและช่วยแก้ไขปัญหาเหมือนเดิม โดยทำงานประสานงานระยะไกลกับทีมที่กรุงเทพฯ

สิ่งที่ QueQ พยายามแก้คือ การทำให้คนไข้ที่ไม่ได้นัดหมาย (Walk-in) หายไป เพราะเป็นสาเหตุให้ระบบการจัดการคิวมีการเปลี่ยนแปลง และต้องรอแพทย์ให้บริการคนที่มากขึ้น ผู้ป่วยเอาแน่เอานอนกับเวลานัดตรวจไม่ได้

แต่ถ้าทุกคนนัดหมายล่วงหน้าออนไลน์ก่อน 100 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสสูงมากที่จะได้รับบริการตามเวลานัดหมาย

ด้วยระบบของ QueQ จะทำการแยกประเภทผู้ป่วย คนไข้นัดหมายจะได้รับสิทธิ์เข้าตรวจก่อนตามเวลา ส่วนคนไข้ที่ไม่ได้นัดหมายต้องรอตรวจทีหลัง ซึ่งแน่นอนว่าการนัดหมายก่อนประหยัดเวลากว่า

เป็นสาเหตุให้คนจะยอมเปลี่ยนมานัดหมายก่อนพบแพทย์ผ่านทาง QueQ จนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต

เท่านี้ ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการตรวจที่ตรงเวลา

แต่ความยากอีกประการของโรงพยาบาล คือแต่ละที่มีกระบวนการดูแลผู้ป่วยไม่เหมือนกันและซับซ้อน ทั้งมีจุดคัดกรอง พบแพทย์ จ่ายเงิน รับยา หรือบางทีแต่ละแผนกของโรงพยาบาลยังใช้ระบบที่แตกต่างกัน

หน้าที่ของ QueQ คือการออกแบบระบบที่รองรับทุกรูปแบบ โดยทำงานร่วมกับโรงพยาบาล

“เราไม่สามารถปรับให้เหมาะกับโรงพยาบาลแต่ละที่โดยเฉพาะ เพราะไม่สามารถขยายต่อไปที่อื่นได้ เราเลยสร้างระบบมาตรฐานจากการวิเคราะห์รูปแบบการให้บริการทั้งหมด แล้วค่อยๆ เพิ่มรูปแบบเข้าไปในตัวมาตรฐานที่มีอยู่ให้ครอบคลุม” โจ้เล่าแนวคิดที่ทำให้เขาแก้ปัญหาความซับซ้อนได้

นอกจากช่วยจัดการนัดหมายให้โรงพยาบาลได้มีเวลามุ่งเน้นกับการรักษามากขึ้น QueQ ยังสามารถเสนอวิธีจัดระบบที่มีประสิทธิภาพกว่าจากข้อมูลที่มี เหมือนในกรณีร้านอาหารได้อีกด้วย

“ลองนึกภาพว่าเราเก็บข้อมูลหลายโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน เราจะวิเคราะห์ได้ว่าระบบโรงพยาบาลแบบนี้ จุดไหนมีปัญหา มีจำนวนคนไข้เท่าไหร่ ผู้บริหารมีข้อมูลรองรับ ช่วยตัดสินใจแก้ไขปัญหาบุคลากรและอุปกรณ์ได้อย่างตรงจุด มันจะเป็นข้อมูลทางสาธารณสุขส่วนหนึ่งของประเทศเลย”

พ.ศ 2563 QueQ จะมุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

06

เปิดตลาดต่างแดน

หลังได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ถึงเวลาของการขยายอาณาเขตสู่ต่างแดน

ปัจจุบัน QueQ เข้าไปเปิดตลาดระบบจัดการคิวร้านอาหาร และมีทีมงานประจำอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวันอย่างเป็นทางการ โดยปรับแต่งภาษาบนระบบเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองกับร้านอาหารที่ฟิลิปปินส์ ธนาคารที่ลาว และโรงพยาบาลที่กัมพูชา โดยพิจารณาจากปัญหาที่แต่ละประเทศมี

ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมากในพื้นที่ที่เข้าไป แม้แต่ในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมการต่อคิวเป็นระเบียบอย่างญี่ปุ่น

“คนญี่ปุ่นชอบมากและพูดถึงเราในทวิตเตอร์เยอะจนน่าตกใจ จริงๆ เขาไม่ได้มีวัฒนธรรมเป็นการเข้าคิวนะ แต่เป็นการไม่เอาเปรียบคนอื่น เพียงแต่ยังไม่มีทางเลือกอื่นให้เขานอกจากการเข้าคิว ซึ่งจริงๆ หน้าร้านญี่ปุ่นหลายร้านก็เล็กไม่เหมาะที่จะเข้าคิว เราเลยคิดว่าเราเป็นทางเลือกนั้นได้” โจ้เล่าถึงปรากฏการณ์ที่ทำให้ประหลาดใจ เขามองว่าบริการนี้ยังมีโอกาสขยายต่อในต่างประเทศได้อีกเยอะมาก

และหากใครคิดจะเข้ามาตีตลาดแข่งกับ QueQ คงต้องขอบอกว่ายาก

เพราะ QueQ มีระบบ องค์ความรู้ และประสบการณ์ราว 5 ปีจากการพัฒนาที่ไทยเรียบร้อย และการขยายตัวไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานเยอะ อย่างที่มาเลเซีย สร้างธุรกิจได้โดยใช้พนักงานเพียง 3 คนเพื่อดูแลการขายและติดตั้งเท่านั้น

ถือเป็นข้อได้เปรียบของสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีบริหารต้นทุนได้อย่างชาญฉลาด

07

เติบโตไปด้วยกัน เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศ

“ความจริงอันโหดร้ายคือ ปัจจุบันการระดมทุนในไทยเป็นไปได้ยากมาก เพราะนักลงทุนหันไปลงทุนที่ประเทศอื่นหมดแล้ว ถ้าคุณทำสตาร์ทอัพในไทยอย่างเดียว อาจไม่พอนะ ต้องหาทางออกไปต่างประเทศให้ได้” โจ้เล่าความน่ากังวลของวงการสตาร์ทอัพไทยให้เราฟัง

ปัจจุบันมีสตาร์ทอัพสัญชาติอื่นจำนวนมากเข้ามารุกตลาดไทย ผ่านการผลาญเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ลูกค้ามหาศาล ผลคือเม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ ยิ่งสตาร์ทอัพเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ต้องใช้เงินทุนสูงในการสร้างโรงงานเหมือนธุรกิจแบบเมื่อก่อน แต่สร้างผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมได้มากมาย เช่น โซเชียลมีเดียที่พลิกวงการสื่อ ทำให้ไทยยิ่งไม่ได้รับผลประโยชน์ทางภาษีและการจ้างแรงงานท้องถิ่น

หากสตาร์ทอัพไทยยังคงเป็นฝ่ายรอตั้งรับอยู่แบบนี้ มีแต่จะถูกควบซื้อกิจการหรือไม่ก็พ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจระดับประเทศ

นี่จึงกลายเป็นเป้าหมายระยะยาวของ QueQ ในการเติบโตร่วมกับองค์กรต่างๆ เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการและขยายตลาดเข้าสู่ต่างประเทศ เพื่อให้นักลงทุนเห็นศักยภาพและกลับมาลงทุนในประเทศไทย สตาร์ทอัพรายย่อยจะได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาแก้ปัญหาใหม่ๆ

“เรามองภาพว่าต่อไปนี้ไม่ใช่การโตคนเดียว แต่จะช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพตัวอื่นภายใต้แบรนด์ QueQ ด้วย เช่น ดูแล Makub ที่ทำด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์ และ follovv ที่ทำด้านการท่องเที่ยว หรือลงทุนในบริษัทอื่นอย่าง Daywork ที่ทำเรื่องการจ้างงานพาร์ตไทม์ เพราะเราทำทุกอย่างในโลกไม่ได้ ต้องจับสิ่งที่เราเก่งที่สุดแล้วหาพาร์ตเนอร์ที่เก่งด้านนั้นมาร่วมมือกัน”

“แต่ถ้าไม่เริ่มทำอะไรของตัวเอง เราอาจตกรถกระแสดิจิทัลอีกครั้ง หลังจากตกรถสมัยเปิดนิคมอุตสาหกรรม โดยการผลิตสินค้าให้ประเทศอื่นจนไม่สร้างอะไรของตัวเอง ถึงตอนนั้นเมื่อไหร่ คนรุ่นหลังเราจะมีปัญหาทันที”

แล้วคนทั่วไปอย่างเราสามารถสนับสนุนภารกิจของ QueQ หรือสตาร์ทอัพไทยได้อย่างไรบ้างเพื่อไม่ให้ลำบากคนรุ่นต่อไป เราสงสัย

“ลองสนับสนุนผลิตภัณฑ์ประเทศเรา แน่นอนตอนแรกมันจะยังห่วย QueQ เดือนแรกก็ห่วยเหมือนกัน แต่พอมีคนใช้ เลยมีรายได้กลับมาพัฒนาต่อจนดีขึ้นเรื่อยๆ”

QueQ สตาร์ทอัพไทยที่ช่วยธุรกิจและคนหลักล้านบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาดมากกว่าแค่เรื่องคิว

08

โปรดลดอีโก้ เพื่อเติบโตให้ทันองค์กรของตัวเอง

แค่ฟังโจ้เล่า เรายังรู้สึกว่าการเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพช่างกดดันเสียเลยเหลือเกิน

ซึ่งโจ้ยอมรับว่า ทุกคนในวงการนี้ต่างผ่านเรื่องราวเหล่านี้กันทั้งนั้น มีเหตุการณ์วัดใจอยู่ตลอดเวลาว่าจะผ่านไปได้หรือเปล่า

จะเติบโตทันกับรอบการลงทุนไหม จะขยายฐานผู้ใช้งานต่อไปอย่างไร จะดูแลทีมได้ไหม เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่เกิดขึ้นเสมอ

สิ่งที่โจ้ทำเพื่อจัดการความรู้สึกภายในคือการรวมกลุ่มพบปะกับผู้ประกอบการคนอื่น เพื่อปรึกษาและช่วยเหลือปรับทุกข์กัน ซึ่งช่วยได้ค่อนข้างมาก เพราะต่างต้องร่วมชะตากรรมคล้ายกัน

แต่ที่สำคัญสุดคือ การไม่ยอมหยุดเรียนรู้โดยเด็ดขาด

“อีโก้เราหายตั้งแต่ตอนเริ่มเปลี่ยนเป็นสตาร์ทอัพเลย ช่วงแรกเราเป็นผู้บริหารที่ต้องไปแข่งประกวดสตาร์ทอัพกับเด็กมหาวิทยาลัย ซึ่งบางครั้งแพ้ด้วย ทำให้เรายอมเปิดรับสิ่งใหม่หมด ตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่าตอนนี้ต้องเรียนรู้เรื่องอะไร จะไปหาความรู้นี้ได้จากใคร”

“แต่ละปีจะมีโจทย์ต่างกันเสมอ ทำให้ตัวเราต้องเปลี่ยนและเรียนรู้ทุกปี เช่นปีแรกตอนไปแอบอยู่ร้านชา เราตั้งใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดี แต่ปีต่อมาต้องทำเรื่องแบรนด์กับขยายตลาดมากขึ้น ซึ่งไม่เคยทำ แต่ก็ต้องทำ พอขยายทีมไปต่างประเทศ ก็มีเรื่องดูแลคน บัญชี กฎหมาย เคยทำไหม ไม่เคย แต่ก็ต้องเรียนรู้และขวนขวายเองอย่างถ่อมตัว ไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จ”

“ถ้าจะเป็นผู้ประกอบการ ต้องโตตามองค์กรตัวเองให้ทันด้วย หยุดเรียนรู้ไม่ได้เลย” โจ้กล่าวทิ้งท้าย ก่อนเราต่างแยกย้ายกันกลับไปตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างรู้คุณค่าเวลา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

BASE Playhouse’ คือธุรกิจออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ทักษะยุคใหม่อย่าง Soft Skills ของมนุษย์ที่ฉีกภาพจำของห้องเรียนแบบเดิมๆ ทิ้งไปอย่างหมดสิ้น

เคยไหมที่ง่วงเหงาหาวนอน จ้องมองนาฬิการอเวลาเลิกเรียน จำใจเข้าเทรนนิ่งขององค์กรที่รู้ว่าเข้าไปจะไม่ได้อะไร แอบทำอย่างอื่นระหว่างเวิร์กชอปออนไลน์เพราะน่าเบื่อเกินกว่าจะทน โดนคุณครูในโรงเรียนตำหนิเพราะเขาประเมินศักยภาพอย่างฉาบฉวย ไม่เห็นคุณค่าแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ

ประสบการณ์แย่ๆ ที่ประชากรไทยจำนวนมากเคยสัมผัสมาร่วมกันเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ยากมากในห้องเรียนของ BASE Playhouse เพราะพวกเขาจริงจังกับการทำความเข้าใจผู้เรียนที่เป็นมนุษย์ หยิบจับองค์ประกอบของเกมมาผสมผสานการสอน สร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่ผู้เรียน ทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน ได้มีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาทักษะสำคัญสำหรับอนาคตที่ไม่ค่อยมีสอนในโรงเรียนหรือองค์กรอย่างเป็นระบบ

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

ก่อตั้งโดย ม๋ำ-เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ แม็ก-ภีศเดช เพชรน้อย สองนักออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer) รุ่นใหม่ ผู้คลุกคลีอยู่กับการสอนและจัดเวิร์กชอปตั้งแต่สมัยเรียน เห็นช่องว่างของระบบการศึกษา และตัดสินใจสร้างธุรกิจเพื่อลงมือแก้ไขปัญหา

“ความเชื่อของเราคือกระบวนการเรียนรู้ที่ใช่จะปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ให้ก้าวขึ้นไปเป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้นกว่าเดิม”

นี่คือรากฐานสำคัญของบ้านและโรงเรียนแห่งนี้

ในวันที่คุณค่าของผู้เรียนยังถูกวัดด้วยคะแนนสอบทางวิชาการเป็นหลัก ม๋ำและแม็กมองเห็นว่าโลกอนาคตที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ยากต่อการคาดเดา จะไม่ได้ต้องการคนเรียนเก่งอีกต่อไป หากแต่เป็นคนเก่งที่รู้จักตัวเอง มีทักษะชีวิตและการทำงานร่วมกับมนุษย์ผู้อื่น ทุกคอร์สของ BASE Playhouse จึงออกแบบมาให้ตอบโจทย์นี้ทั้งหมด

แม้เผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การสอนแบบออฟไลน์เป็นไปได้ยาก แต่พวกเขาสามารถปรับตัว ออกแบบกระบวนการสอนออนไลน์ที่ทำให้คนยังอยากกลับมาเรียนอีกครั้ง พร้อมสร้างหน่วยสตาร์ทอัพใหม่ขึ้นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีวัดผลทักษะที่เคยจับต้องได้ยากอีกด้วย

BASE Playhouse แก้โจทย์ที่ผู้สอน โรงเรียนและองค์กร ปวดหัวมาตลอดได้อย่างไร เราขอชวนคุณวางตำราการสอนเล่มหนาที่อาจคุ้นเคย เดินเข้าสนามฝึกสกิล และเรียนรู้จากสองผู้ประกอบการธุรกิจและสตาร์ทอัพการศึกษาที่แตกต่างนี้ไปด้วยกัน

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต
ม๋ำ (ซ้าย) – แม็ก (ขวา)
Level 01

ทดลอง สร้างรากฐานอย่างกล้าหาญ

การตอกเสาเข็มแรกของ BASE Playhouse เริ่มต้นขึ้นจากสองคู่หูต่างขั้วที่เชื่อเรื่องการพัฒนามนุษย์ร่วมกัน แม้ไม่ได้ทำงานด้านการศึกษาโดยตรงในตอนแรก

ม๋ำคือเด็กกิจกรรมประจำโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาหลงใหลในเทคนิคเบื้องหลังยานยนต์และเครื่องบิน เลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านนี้โดยเฉพาะ ก่อนเข้าทำงานในองค์กรชั้นนำแห่งหนึ่ง ด้วยทักษะการคิดเชิงเหตุผลแบบฉบับวิศวกรที่ถูกฝึกปรือมาอย่างดี

ส่วนแม็กเป็นเด็กกิจกรรมจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่เชื่อในพลังของเทคโนโลยีและเลือกทำงานสายนี้ โดยพกพาความใส่ใจ ประสบการณ์ อารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ ติดตัวไปในงานที่ทำด้วยเสมอ

ทั้งสองโคจรมาเจอะเจอกันในงาน TEDxBangkok 2016 ผ่านเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย และฟอร์มทีมขึ้นเพื่อทำโปรเจกต์ทดลองด้านเครื่องยนต์ที่ม๋ำครุ่นคิดอยู่ เสริมจากงานประจำ

“สุดท้าย ไอเดียนั้นเฟล เปลี่ยนไปลองทำอย่างอื่นก็ไม่เวิร์ก แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนครูที่โรงเรียนเก่าทักมาว่าอยากให้เราไปช่วยสอนน้องๆ มัธยมศึกษาเตรียมตัวแข่งขันการทำธุรกิจ” นักจัดกิจกรรมขาประจำของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ เล่าย้อนความ

เมื่อโอกาสเข้ามา ทั้งสองลองกลั่นประสบการณ์การทำกิจกรรมทั้งหมดที่เคยผ่านมา เพื่อออกแบบการสอนให้ไม่น่าเบื่อ ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เด็กๆ อยากเรียนต่ออีก

“มันเป็นไปได้ไหมที่ไอเดียนี้จะกลายเป็นธุรกิจ” แม็กเล่าคำถามสำคัญของม๋ำเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ทำให้พวกเขาเริ่มการเดินทางครั้งใหม่เพื่อไขข้อสงสัย

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

“เราลองออกแบบ Prototype (ค่ายต้นแบบ) สองช่วง ช่วงแรกคือเช็กว่าสิ่งที่เราจะทำน่าสนใจและดีจริงไหม นั่งคิดกันตั้งแต่ต้นว่าต้องมีอะไรบ้างถึงทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

“หนึ่งคือคนสอน ซึ่งเราพอมีคนรู้จักอยู่ สองคือสถานที่ ตอนนั้นเราเจอว่าคณะวิศวะฯ มี Co-working Space อยู่ ลองติดต่อไปและวันต่อมาก็ Pitch ขอใช้สถานที่เลย ทำสไลด์เสร็จภายในหนึ่งวัน เป็นการ Pitching ครั้งแรกของ BASE ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องขอสถานที่นี้มาใช้ให้ได้” ม๋ำเล่า การ Pitch อย่างเร่งด่วนนั้นผ่านไปได้ด้วยดี

พอเปิดรับสมัครคนเข้าร่วมค่าย ‘Business for Youngsters’ สอนสร้างธุรกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายรุ่นหนึ่งฟรี มีคนสมัครเข้ามา 300 คน ทะลุเป้า 30 คนที่ตั้งไว้เพื่อการดูแลที่ทั่วถึง

พอลองทดสอบช่วงที่ 2 ด้วยการตั้งราคาคอร์สขึ้นมาในรุ่นถัดไป ปรากฏว่าคนสมัครเต็มอีกครั้งหนึ่ง เรียนแล้วผลตอบรับดีทั้งสองรอบ ตอบทุกโจทย์ที่พวกเขาเคยสงสัย

เมื่อเห็นความเป็นไปได้ ม๋ำและแม็กรีบตามหาสมาชิกร่วมบุกเบิก โดยการถามตัวเองก่อนว่าพวกเขาต้องการศักยภาพและคนแบบใดเข้าร่วมทีม

“วิธีหาเหมือนเดิม เราลิสต์กันว่ารู้จักใครบ้าง พอได้ชื่อปุ๊บ เราขอขับรถไปคุยด้วยเลย” ม๋ำเล่า วิธีการนี้ทำให้เขาชักชวนนักจิตวิทยา ดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ และเพื่อนที่เรียนด้านนวัตกรรม ร่วมขบวนการได้สำเร็จ

“เราเห็นว่าปัญหาหลักของคนจะทำสตาร์ทอัพหลายที่คืออยากเริ่ม แต่หาคนไม่ได้ สิ่งที่เราเรียนรู้คือมันต้องกล้าเข้าหาและชักชวนคนที่เชื่อเหมือนกันให้ได้ อาจต้องดิ้นรนหน่อยช่วงแรก” 

ปัจจุบัน ทีมงานชุดแรกยังทำงานอยู่ด้วยกันเกือบครบ และค่าย Business for Youngster จัดมาราว 30 รุ่นแล้ว

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต
Level 02

เข้าใจความเจ็บปวดที่ยังไม่มีใครแก้

จุดเด่น 2 เรื่องที่ทำให้ BASE Playhouse โดดเด่นจากโรงเรียนหรือสถาบันอื่นๆ ในช่วงแรกคือ เนื้อหาและกระบวนการสอน

ด้านเนื้อหา พวกเขาค้นคว้าเทรนด์การศึกษาทั่วโลก และพบว่ารากฐานสำคัญสำหรับคนรุ่นต่อไปคือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จัดจำแนกง่ายๆ ได้เป็น 4C คือ Critical Thinking (การคิดอย่างมีเหตุผลและแก้ไขปัญหา), Creativity (การคิดสร้างสรรค์), Collaboration (การทำงานร่วมกับผู้อื่น) และ Communication (การสื่อสาร) จึงนำมาออกแบบเป็นหลักสูตรเสริมสร้างแต่ละทักษะ

“เราชวนผู้สอนสิบกว่าคนที่เรารู้จัก มานั่งถกกันว่าทักษะเหล่านี้สำคัญจริงไหม เราควรทำเรื่องนี้หรือเปล่า คำตอบที่ได้คือสำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะทำงานอาชีพไหนหรือ AI เข้ามาเปลี่ยนโลก ทักษะชุดนี้จะยังจำเป็นอยู่ดี” แม็กเล่า

แม้หลายคนรู้ว่าสำคัญ แต่กลับยังไม่ค่อยมีใครเติมเต็มความต้องการนี้อย่างชัดเจน

“เราคุยกันตั้งแต่แรกว่าจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ไหม จริงๆ เป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือเปล่า หลักสูตรแกนกลางก็มีเขียนไว้ว่าควรทำสิ่งนี้ แต่เราเจอปัญหาว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ทำไม่ได้” ม๋ำอธิบาย

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

คำพูดนี้ไม่ได้เกิดจากการทึกทักเอาเอง แต่เขาและแม็กเคยรับบทเป็นครูพาร์ตไทม์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่นาน 2 ปีระหว่างที่ทำ BASE Playhouse ไปด้วย เพื่อพัฒนาหลักสูตรทักษะผู้ประกอบการ และลองลงพื้นที่จริงเพื่อทำความเข้าใจว่าคุณครูในระบบเผชิญปัญหา ติดขัดเรื่องอะไรบ้าง

“เราเข้าไปเห็นตัวอย่างโรงเรียนที่ดีมาก คุณครูสอนด้วยชุดความคิดยุคใหม่ แต่พอเห็นโรงเรียนอื่นๆ เทียบกันแล้ว พบว่าคุณครูมีภาระและต้องจัดการเรื่องเอกสารหรือระบบเยอะกว่ามาก ทำให้เขาไม่มีเวลาโฟกัสกับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน บางที่ไม่ใช่ว่าคุณครูทำไม่ได้ แต่ผู้บริหารไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้ เขามองไม่ออกจริงๆ ว่าหลักสูตรที่ควรเป็นคือแบบไหน แม้มีหลักสูตรแกนกลางเขียนไว้ แต่เขียนกว้างมากจนคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านนี้เอามาตีความต่อยาก

“สุดท้าย ครูที่ไฟแรงถูกระบบการศึกษาดับไฟ พังความตั้งใจของเขา เรามีผู้สอนใน BASE ที่เคยเจอระบบแบบนี้และบอกว่าจะไม่เป็นครูอีกแล้ว เขาอยากทำให้เด็กเก่งขึ้น แต่กลับต้องทำอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องเลย สรุปคือระบบปัจจุบันยังไม่เอื้อให้ครูและโรงเรียนทำสิ่งนี้ได้ดี” 

เมื่อได้สัมผัสความเจ็บปวดโดยตรง พวกเขาจึงเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ และออกแบบเนื้อหาคอร์สพัฒนาทักษะยุคใหม่ ความรู้ทางธุรกิจและการค้นหาตัวเองได้อย่างตรงจุด ไม่ติดกับกฎเกณฑ์เดิมๆ ของโรงเรียน

คอร์สช่วงแรกเน้นที่ผู้เรียนระดับ ม.ปลาย และ ปวช. เพราะม๋ำและแม็กมองว่านักเรียน ม.ต้น น่าจะยังค้นหาความสนใจของตัวเองอยู่ อาจยังไม่ได้ใช้ทักษะเหล่านี้เต็มที่ ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยค่อนข้างมีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมต่างๆ และได้รับการสนับสนุนอยู่พอสมควรแล้ว

แต่ทำไปเรื่อยๆ ทั้งสองค้นพบว่าความต้องการไม่จำกัดอยู่เพียงระดับนักเรียนเท่านั้น ผู้ใหญ่ที่ทำงานในองค์กรก็ต้องการพัฒนาทักษะ และกลายเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ของ BASE ‘for Corporate’

“ช่วงแรกไม่ได้ติดต่อไปหาองค์กรไหน แต่บริษัทติดต่อเข้ามาหาเราเอง อาจเพราะ Position เราชัดแต่แรกว่าจุดเด่นคืออะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรมองหาและมันไม่มีใน Training แบบเดิมๆ” 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 03

ออกแบบการเรียนรู้ที่ใช่ ไม่ต้องเหมือนใคร

“เราค่อนข้างซีเรียสในการทำความรู้จักผู้เรียน อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร มีแรงจูงใจกับเรื่องอะไรบ้าง และอีกหลายคำถามที่บางทีคนและองค์กรก็งง เพราะไม่เคยโดนถามละเอียดแบบนี้มาก่อน” แม็ก Chief Learning Designer เล่ากระบวนการที่เป็นเหมือนสูตรเฉพาะตัวของธุรกิจ

หากเราไม่เข้าใจผู้เรียนจริง คงยากต่อการออกแบบกระบวนการสอนให้ดึงดูดความสนใจ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ และได้พัฒนาทักษะไปพร้อมกัน เชื่อว่าเราต่างเคยผ่านห้องเรียนที่มอบประสบการณ์ดีๆ เหล่านี้ให้ไม่ได้สักอย่าง เผลอๆ ทำให้เราเกลียดวิชานั้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“จากประสบการณ์ที่ทำมาตลอด เราตกผลึกกันว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ ‘ใช่’ จะมี 5 องค์ประกอบ” ม๋ำช่วยสรุปแก่นสำคัญของหลัก Learning Design ที่เขาได้ค้นพบ

หนึ่ง สนุก (Fun)

สอง สดใหม่ (Fresh) เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

สาม มีความหมาย (Meaningful) ต่อตัวผู้เรียน รู้ว่าเรียนไปทำไม เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

สี่ ปฏิบัติตามได้ (Practical)

สุดท้าย ต้องง่าย (Simple) ไม่ว่าเนื้อหาจะยากแค่ไหนก็ตาม 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

การสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนรู้สึกถึง 5 องค์ประกอบนี้มีหลายกลยุทธ์ หนึ่งกระบวนท่าที่ BASE Playhouse เลือกใช้คือ Gamification หรือการถอดรหัสองค์ประกอบของเกมมาใช้งาน พร้อมแต่งเติมเรื่องราว เพื่อให้เกิดทั้งความสนุกและความรู้ ช่วยสร้างผลลัพธ์บางอย่างนอกเหนือตัวเกม เช่น ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมใหม่ หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร

ยกตัวอย่างที่ผ่านมา ในคอร์สทักษะความเป็นผู้นำ BASE Playhouse สร้างเกมขึ้นมาให้ 30 คนเล่นพร้อมกันทั้งห้องเพื่อปลดปล่อยศักยภาพความเป็นผู้นำออกมาเต็มที่เป็นเวลา 4 ชั่วโมง หรืออย่างคอร์ส Skill of Success ม๋ำและแม็กออกแบบเกมแนว RPG (Role-Playing Game) ให้คนฝึกรวมมิตรทักษะสำคัญไประหว่างทางตลอด 2 วันเต็ม

บางเวิร์กชอป พวกเขาสร้างโปรแกรมจำลองสถานการณ์และประมวลข้อมูล (Simulation) ขึ้นมาเพื่อใช้งาน

บางเวิร์กชอป มีการใช้บอร์ดเกมที่ออกแบบขึ้นใหม่โดยเฉพาะ หาจากที่ไหนไม่ได้อีก

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

ทั้งหมดนี้ ลงทุนทำเพื่อสร้างสภาวะจำลองที่ผู้เรียนได้ฝึกปรือฝีมือแบบไม่ต้องกลัวพลาด เกิดกระบวนการโต้ตอบและเรียนรู้ภายในเวลาอันสั้น เหมือนได้เข้าไปใช้เวลาอยู่ในโลกอีกใบ โดยมีรางวัลคือความรู้ (Knowledge) วิธีคิด (Mindset) และทักษะติดตัว (Skill) แม้ไม่เห็นผลทันตาในเวลาอันสั้น แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นหรือการเปลี่ยนแปลงที่ดีของชีวิตใครหลายคน

ความพิเศษอีกเรื่องคือ กระบวนการที่ใช้กับแต่ละกลุ่มผู้เรียนผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และในแต่ละรอบอาจไม่เหมือนกันเลย แม้เป็นคอร์สเดียวกันก็ตาม 

“เราทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและช่วยตีความว่าเขาจะต้องแก้ปัญหาที่เจออย่างไร บางครั้งองค์กรเข้ามาด้วยโจทย์ว่าอยากฝึกพนักงานเรื่อง Critical Thinking เราถามกลับว่าทักษะนี้จะใช้แก้ปัญหาอะไร คุยไปมา ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาขาดจริงๆ คือ Communication

“หน้าที่เราคือการแปลความต้องการและหาสิ่งที่ใช่สำหรับผู้เรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นคอร์สเดิม แต่ถ้าวิธีการมันไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน เราจะเปลี่ยนฟอร์แมตหรือเกมเพื่อให้แก้ปัญหาได้จริงๆ นั่นคือจุดเด่นของเรา”

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 04

สู้ความกลัว ปรับตัวสู่โลกออนไลน์

BASE Playhouse ใส่ใจประสบการณ์ของผู้เรียนมาก มากจนปลาย พ.ศ. 2562 พวกเขาตัดสินใจครั้งใหญ่ เช่าสถานที่โซน 24 ชั่วโมงของสามย่านมิตรทาวน์ เนรมิตเป็นออฟฟิศและสนามฝึกสกิลล์ที่มีอุปกรณ์ครบครัน บรรยากาศปลอดโปร่ง เอื้อต่อการเรียนรู้ ไว้จัดเวิร์กชอป ต้อนรับคนเข้ามาใช้พื้นที่ และสร้างคอมมูนิตี้แห่งการเรียนรู้

แต่เปิดตัวไม่นาน เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

“ความรู้สึกแรกคือเหนื่อยและยากแน่นอน”

“กลัวระดับหนึ่งเลย เพราะเราแคร์ประสบการณ์ผู้เรียนมากๆ พอคนเจอกันไม่ได้ มันเหมือนตัดคุณค่าหลักของธุรกิจไปเลย”

ผู้ประกอบการหลายคนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เมื่อข่าวการแพร่ระบาดและความรุนแรงของโควิด-19 ปรากฏให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ช่วงต้นปีก่อน

“เราต้องคิดใหม่เกือบหมด กลับมาถามตัวเองว่าเราจะสร้างทักษะให้คนผ่านทางออนไลน์แทนได้ไหม” แม็กเล่า การสอนเนื้อหาทั่วไปทางออฟไลน์ให้คนชอบและได้ความรู้ก็ถือว่ายากแล้ว พอโจทย์เป็นการฝึกทักษะทางออนไลน์ ยิ่งท้าทายขึ้นอีกระดับ

แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราลองดูก่อน

“ช่วงนั้นมีคนติดต่อมาให้เราช่วยจัดสอนออนไลน์ คิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะลอง ปรากฏว่าทำได้และน่าพอใจด้วย เราแค่ต้องเลิกยึดติดกับความเชื่อว่าความสนุกหรือการโต้ตอบจะเกิดขึ้นต้องอยู่ที่วิทยากรหรือช่องทาง ถ้าโฟกัสกับหลัก Learning Design เราสร้างกระบวนการที่ดีได้นะ” ม๋ำและแม็กยืนยัน

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

การทดลองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นของพวกเขามีหลากหลายรูปแบบมาก

เช่น PRACT คอร์สออนไลน์ใหม่ที่สอนเนื้อหาเป็นโมดูลสั้นๆ ครั้งละเพียง 15 – 20 นาที พร้อมภารกิจให้ผู้เรียนกลับไปทำให้เกิดเป็นนิสัย เพราะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์จริงๆ ว่าเราไม่อาจโฟกัสกับหน้าจอได้นานนักหรอก

Hell Day ที่พวกเขาต้องออกแบบกระบวนการเพื่อช่วยบริษัทหนึ่งคัดเลือกนักศึกษาฝึกงาน โจทย์คือการสร้างพื้นที่ให้ 150 คนแสดงทักษะ 8 ด้านตลอดเวลา 24 ชั่วโมงไม่มีหยุด พร้อมวัดผล เรียกได้ว่ารีดเค้นความคิดสร้างสรรค์และตรรกะในการออกแบบอย่างสุดกำลัง

และ mappa แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ช่วยเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่เล่น รู้ สนุก ที่ทีม BASE Playhouse เข้าไปช่วยออกแบบระบบและกลไกของเกมให้กระตุ้นพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพ่อแม่และเด็ก

คนอาจมองว่ากระบวนการทางออนไลน์แบบนี้จะสำเร็จต้องใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ม๋ำและแม็กมองว่าแก่นสำคัญจริงๆ อยู่ที่การเข้าใจผู้เรียนเหมือนเดิม

“ตอนออกแบบ เราไม่ได้เริ่มจากเรื่องเทคโนโลยีเลย แต่เราถามว่าผู้เรียนเป็นใคร อยู่ที่ไหน เข้าถึงโลกออนไลน์ได้แค่ไหน ประสบการณ์ที่เขาควรได้รับเป็นอย่างไร แล้วค่อยหาเทคโนโลยีที่เหมาะมาเสริม จากนั้นใช้ความสร้างสรรค์ต่อยอดให้มันพิเศษและสนุกขึ้นไปอีกภายใต้ข้อจำกัดที่มี” 

เมื่อทำไป 2 – 3 งาน ทีม BASE Playhouse กอบกู้ความมั่นใจของตัวเองกลับมา แม้สถานการณ์สังคมยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ พวกเขากล้าออกแบบกระบวนการสอนออนไลน์และแนะนำองค์กรใหญ่ๆ มากขึ้น รวมถึงต่อยอดโมเดล ‘School Studio’ จับมือกับโรงเรียนอีกราว 5 แห่ง พัฒนาและดูแลหลักสูตร Entrepreneurship ให้นักเรียนโดยเฉพาะ

“Mindset เราเปลี่ยนไปจากปีที่แล้ว พอรู้ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ เรากลัวน้อยลง นั่นคือความแตกต่างที่เกิดขึ้น” ซีอีโอกล่าว หลังทำงานหนักเพื่อฝ่าวิกฤตมาตลอดทั้งปี

แต่การปรับตัวของพวกเขาไม่ได้มีเพียงเท่านี้

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 05

เปลี่ยนทิศทาง สร้างสิ่งใหม่

นอกจากขยายเป้าหมายผู้เรียนจากนักเรียนเป็นครอบคลุม ‘มนุษย์’ หลายช่วงวัยมากขึ้นอย่างชัดเจน ช่วงปีที่ผ่านมา BASE Playhouse สร้างบริการใหม่ขึ้นมาให้ตอบโจทย์ทั้งวงจรการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของมนุษย์

“Pain Point ที่เราเจอมาตลอดจากการจัดเทรนนิ่ง คือเราวัดความสามารถของคนไม่ได้ นอกจากการสอบ ดู CV และสัมภาษณ์ เราตั้งคำถามขึ้นมาว่ามีวิธีไหนไหมที่ทำให้เราเห็นมิติความเก่งที่ซ่อนอยู่ของคนได้ครบ” 

เมื่อจัดคอร์สออฟไลน์ไม่ได้และมีคำถามนี้ค้างคาอยู่ พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วม Hackathon ของ StormBreaker Ventuer Accelerator ลองคิดสิ่งใหม่จนเกิดเป็นหน่วยสตาร์ทอัพในบริษัทชื่อ ‘SEEN’ แพลตฟอร์มที่เปลี่ยนการวัดผล Soft Skills ให้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น 

เครื่องมือนี้จะช่วยให้โรงเรียนและองค์กรคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสม ทั้งทางด้านทักษะและความเข้ากันกับวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ในอนาคต เมื่อองค์กรจัดเทรนนิ่ง พวกเขาจะประเมินได้ว่าผู้เรียนพัฒนาขึ้นจริงไหม ด้านใดบ้าง และวางแผนการพัฒนาต่ออย่างเหมาะสม ครบถ้วนทุกประสบการณ์เรียนรู้

SEEN ยังอยู่ในช่วงทดสอบก่อนเปิดให้บริการภายในปีนี้ ถือเป็นสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) และบริหารบุคลากร (HRTech) ที่น่าจับตา ฉีกออกจากผู้เล่นที่มีอยู่ในตลาด

“เราเห็นคนไทยสร้าง EdTech เยอะขึ้น อาจเพราะเคยเจ็บปวดมาเหมือนกันหมดเลยอยากแก้ไข แต่มักไม่รอด เพราะเอาเทคโนโลยีมาช่วยกระจายการเข้าถึงการศึกษาเฉยๆ ทำเป็น E-learning เหมือนกันหมด แต่มันเป็นแค่ทางแก้หนึ่งเท่านั้น ถ้าคอนเทนต์หรือกระบวนการเรียนรู้ไม่ได้ออกแบบมาดี ถึงจะส่งหาคนเรียนถึงที่ แต่เขาไม่ได้อยากเรียนหรือมีส่วนร่วม สุดท้ายเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเหมือนเดิม

“EdTech ควรจะช่วยยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ ตั้งแต่กระบวนการไปจนถึงการวัดผล SEEN เป็นส่วนหนึ่งในนั้นที่เรากำลังทำ และเรายังอยากเห็น EdTech อื่นๆ ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาประสบการณ์ให้ตรงจุดกันมากขึ้น มากกว่าแค่การกระจายความรู้”

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 06

สร้างพื้นที่ของคนรุ่นต่อไป

5 ปีผ่านไป จากรากฐานที่แข็งแรง ปัจจุบัน BASE Playhouse ได้รับการต่อเติมให้กลายเป็นบ้านที่อบอุ่น มีชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะ

จากสองคนที่เคยอยู่ขั้วตรงข้าม ทะเลาะกันทางความคิดประหนึ่งอยู่กลางสงคราม ม๋ำและแม็กเติบโตเรียนรู้ ซึมซับความเก่งกาจของกันและกัน จนกลายเป็นคู่หูที่มองโลกได้อย่างรอบด้าน

และยิ่งเข้มแข็งขึ้นไปอีก เมื่อพวกเขาขยายทีม ต้อนรับสมาชิกคนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง และมองเห็นความสำคัญของการปลดล็อกศักยภาพมนุษย์เหมือนกัน รวมแล้วราว 20 ชีวิต มาร่วมเล่นและผจญภัยไปด้วยกัน

“เราบอกทุกคนในทีมเสมอว่า BASE เป็น Playhouse ของพวกเขาเหมือนกันนะ” พี่ใหญ่เล่าแนวทางการทำงานขององค์กร

“ทีมเราถือเป็นผู้เรียนที่ต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้เขาด้วย เป้าหมายเราไม่ใช่แค่ให้เขามาทำงาน รับเงินเดือนแล้วจบ แต่อยากให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน ลองสิ่งที่อยากลอง ใช้ความเป็นตัวเองฉีกกรอบเดิมๆ ภายใต้สภาวะที่เราพร้อมสนับสนุน เพราะสุดท้าย ทุกคนเป็นมนุษย์ที่กำลังเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” 

บางองค์กรมุ่งเน้นจะทำให้แต่คนภายนอก แต่กลับลืมคนที่อยู่เคียงข้าง

จากที่เคยพูดคุยใช้เวลากับพนักงานของ BASE Playhouse เรายืนยันว่าพวกเขาใส่ใจเหมือนกัน ทั้งในและนอกบ้าน

ภารกิจสำคัญต่อไปของม๋ำและแม็ก คือการผลักดันน้องๆ รุ่นใหม่ให้กล้าตัดสินใจแทนพวกเขามากขึ้น เปิดโอกาสให้เติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง แม้ท้าทาย แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของทุกสตาร์ทอัพที่กำลังขยับขยาย

นอกจากเชื่อพลังของคนรุ่นใหม่วัยทำงานในทีมแล้ว BASE Playhouse ยังสร้างพื้นที่อย่างโครงการ BASE Ambassador คัดเลือกน้องๆ ม.ปลาย และ ปวช. ที่พร้อมเรียนรู้และมีตัวตนที่ชัดเจนแตกต่าง มาติดอาวุธให้เขาก่อนเผชิญโลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่ เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ใช่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคน

“เราทำมาสองรุ่น น้องบางคนกลับมาฝึกงานกับเรา แล้วเราเห็นสิ่งที่เราเคยสอนไปเมื่อปีก่อนๆ อยู่ในผลงานของเขาชัดมาก มันทำให้เห็นว่าทุกคนเติบโตก้าวกระโดดจริงๆ” 

ใครอยากทำธุรกิจการศึกษา อาจต้องทำใจเผื่อไว้ว่าจะเห็นผลช้าหรือบางทีไม่เห็นด้วยซ้ำ

แต่คุณจะได้รับโอกาสเปลี่ยนความคิด ชีวิต และโลกทั้งใบของใครสักคน

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 07

ปรับไม้บรรทัดของสังคม

อีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำใจไว้ด้วย หากอยากประกอบธุรกิจการศึกษาที่แตกต่างในประเทศไทยคือ คนอาจเห็นคุณค่า แต่ไม่ให้ราคาอย่างที่ควรเป็น 

“เราเคยถามตัวเองเหมือนกันว่าตั้งราคาแพงไปไหม แต่คนมักไม่รู้ว่าเบื้องหลังการออกแบบที่ดีมีต้นทุนอะไรบ้าง ประเทศเรามักมองว่าการศึกษาเป็นของฟรี ต่างจากหลายประเทศที่ให้คุณค่าเรื่องนี้มาก ยกให้ครูเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการเรียนรู้จริงๆ แต่ในไทยยังไม่ได้มีค่านิยมแบบนั้น” ทั้งสองเผย

ความตั้งใจของม๋ำและแม็กในการสร้างธุรกิจการศึกษาที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนมักถูกทดสอบจากค่านิยม รวมถึงระบบที่ดำรงอยู่ไม่แปรเปลี่ยนจากแต่ก่อน พวกเขาต้องต่อสู้อยู่กับไม้บรรทัดเดิมของสังคมที่ชี้ว่าคุณค่าของคนอยู่ที่การพิชิตข้อสอบให้ได้ ความรู้ทางวิชาการสำคัญที่สุด ทั้งที่จริงแล้ว ชีวิตมนุษย์หนึ่งคนยังมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่านั้น

แต่ความพยายามของพวกเขาใช่ว่าจะสูญเปล่า

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

“ช่วงปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นความเชื่อใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในระบบแล้ว เพราะเด็กๆ เข้าถึงข้อมูลและมีตัวเลือกเยอะขึ้น โรงเรียนก็เริ่มปรับตัว หลังผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไป จะเกิดการตั้งคำถามกับกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนว่าแบบเก่าได้ผลจริงไหม หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยน และจะเปลี่ยนอย่างไรบ้าง

“เราวางไว้ว่า BASE Playhouse จะเป็นคนที่สร้างห้องเรียนแห่งอนาคตได้ชัดเจนที่สุด โดยการหยิบเทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วมาปฏิวัติประสบการณ์เดิมๆ ในห้องเรียน เราจะจับมือกับโรงเรียนมากขึ้น เพราะเป็นไม่กี่วิธีที่เราจะสเกลอิมแพคโดยไม่ต้องคาดหวังการเปลี่ยนโครงสร้างระบบการศึกษา” ม๋ำและแม็กเล่าสิ่งที่สังเกตเห็นและทิศทางอนาคตของธุรกิจไปพร้อมกัน

ทั้งสองเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการพลิกโฉมการศึกษาควรแก้ที่โครงสร้างและนโยบาย แต่การทำให้สำเร็จต้องอาศัยพลังมหาศาล และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เฝ้ารอ 

แน่นอนว่าต้องมีคนขับเคลื่อนและแรงสนับสนุนในระดับนี้ด้วย พวกเขาไม่ได้เพิกเฉยและพยายามสร้างคอมมูนิตี้คนแวดวงการศึกษาให้เข้มแข็งขึ้นมาโดยตลอด แต่ในเชิงบริหารธุรกิจ ม๋ำและแม็กกำหนดทิศทางไว้ว่าจะสร้างและขยายผลการเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้อจำกัด ผ่านสิ่งที่พลเมืองอย่างพวกเขาทำได้เลยวันนี้

“เราคุยกันเสมอว่าปัญหาที่เราแก้ได้คืออะไรบ้าง อาจเป็นแค่บางอย่างเล็กๆ แต่เชื่อว่าวันหนึ่งผลลัพธ์ของมันจะเปลี่ยนทั้งระบบในอนาคต เราไม่รู้หรอกว่าเด็กคนหนึ่งที่เราตั้งใจออกแบบกระบวนการให้วันนี้ วันหนึ่งเขาจะเป็นใคร ทำอะไรได้บ้าง” 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

นอกจากเด็กและโรงเรียนแล้ว องค์กรคืออีกหนึ่งกลุ่มสำคัญที่ต้องเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ทั้งการจัดอบรมให้พนักงาน และการพยายามทำ CSR ด้านการศึกษา แม้จะเป็นความหวังดี แต่กลับพบว่าใช้จ่ายกันไปอย่างสูญเปล่ามาก

“เราเห็นงบประมาณหลายล้านถูกใช้กับการจัดเทรนนิ่งหรือ CSR ที่ไม่เกิดการเรียนรู้อะไรเลย ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เหมาะกับผู้เรียน วัดผลไม่ได้ BASE Playhouse อยากให้คนรู้ว่ากระบวนการที่ดีและอิมแพคนั้นมีอยู่นะ เราออกแบบการสอนและวัดผลให้ได้ และโปรเจกต์ที่เราอยากทำมากๆ คือการสร้าง CSV (Creating Shared Value) ขององค์กร ที่ไม่ใช่ทำงานกับเด็กเพื่อภาพลักษณ์ แต่ทำเสร็จแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ”

Level 08

ร่วมกันสร้างบ้านที่เรารัก

หลังฝ่าฟันล้มลุกมา 5 ปี ม๋ำและแม็กยังคงต้องเรียนรู้อยู่ทุกวัน ก้าวสำคัญต่อไปของพวกเขาคือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับธุรกิจที่มีหลายยูนิตและธรรมชาติแตกต่างกัน หัดถอยออกมาดูภาพรวมองค์กร บริหารให้ทุกทีมทำงานสอดคล้องกัน และเติบโตอย่างยั่งยืน

ฟังดูก็รู้ว่าเส้นทางที่แสนเหนื่อยรออยู่ข้างหน้า แต่ปัญหาที่พวกเขาอยากแก้นั้นสำคัญเกินกว่าจะนั่งกลัว ใจของพวกเขารู้สิ่งนี้ดี

“เส้นทางในอุตสาหกรรมนี้ไม่ง่ายและน่ากลัวมาก มีตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้เยอะ ถ้าใครอยากเข้ามาทำสตาร์ทอัพ อยากให้เช็กว่าใจเราพร้อมสู้จริงๆ ใช่ไหม ยอมแลกกับไลฟ์สไตล์เดิมหรือเงิน เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างหรือเปล่า” ทั้งสองแบ่งปันข้อคิดถึงคนที่กำลังสนใจอยากร่วมอุดมการณ์ในวงการ

“ถ้าตอบว่าใช่ พร้อมทุ่มเท อยากให้ดูว่าเรากำลังจะแก้ปัญหาอะไรให้ใคร ส่วนตัวคิดว่าคนทำโซลูชันคอร์สออนไลน์เยอะมากแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีใครยกระดับกระบวนการเรียนรู้ให้ไปถึงจุดที่มีความหมายกับผู้เรียนจริงๆ ถ้าทำจุดนี้สำเร็จ มันจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมให้ไปต่อได้และทำให้ Ecosystem ดีขึ้นมาก”

ยังมีผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญห้องเรียนที่ทำให้เบื่อหน่ายการเรียนรู้ เศร้าหมองกับห้องเรียนที่ไม่ตอบคำถามและข้อสงสัยในใจ ทุกข์ระทมกับห้องเรียนที่ไม่ช่วยให้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่อย่างมากล้น

ยังมีพ่อแม่ คุณครู โรงเรียนและองค์กร ที่แสวงหาหนทางสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ฝึกหัดทักษะใหม่ๆ ที่ทำให้คนสำคัญของพวกเขามีรากฐานชีวิตที่แข็งแรงและพัฒนาก้าวหน้า

ยังมีความต้องการอีกมากมายที่รอคนช่วยกันเติมเต็ม

ตราบใดที่คนเรายังต้องเติบโต BASE Playhouse จะเป็นหนึ่งในบ้านและโรงเรียนที่อบอุ่นและปลอดภัย พร้อมออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้แบบครบวงจร ให้อยู่ติดตัวคู่ความทรงจำและชีวิตคุณไปอีกพักใหญ่

ด้วยพลังของเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์

และความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก BASE Playhouse

Writers

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load