16 กันยายน 2562
135 K

เป็นครั้งแรกที่คนไทยจะได้รับชมนิทรรศการโบราณวัตถุจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีแบบใกล้ชิด

เบื้องหลังกว่าจะมาถึงวันนี้ คือการทำงานร่วมกันของภัณฑารักษ์ทั้งฝ่ายจีนและไทยที่กินเวลากว่า 3 ปี เพื่อนำวัตถุโบราณล้ำค่ากว่า 133 ชิ้น จากพิพิธภัณฑ์ 14 แห่ง ในมณฑลส่านซี ออกเดินทางสู่ประเทศไทยเพื่อมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

คุณฝ้าย-จุฑารัตน์ เจือจิ้น ภัณฑารักษ์ชำนาญการ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คือหนึ่งในทีมภัณฑารักษ์ที่ดูแลด้านเนื้อหาและประสานการขนย้ายจากประเทศจีน เล่าให้ฟังถึงเส้นทางการเดินทางของทหารดินเผาและวัตถุโบราณล้ำค่าทั้งหมด ว่ามีความพิเศษและซับซ้อนอย่างไรบ้าง

เบื้องหลังทุกขั้นตอนของการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า ทหารดินเผาจิ๋นซี จากจีนสู่ไทย
นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา

ต้องใช้นักเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุประเภทดินเผามืออาชีพ

“ทางไทยและจีนประสานงานกันมาตั้งแต่ปี 2559 ค่ะ หลังจากตกลงความร่วมมือกันได้แล้ว ทางจีนก็ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบสถานที่และระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ แล้วเราก็จะต้องเสนอแผนขนส่งให้เขาว่าเราจะขนส่งด้วยวิธีไหน 

นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา
นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา

“ต้องสรรหาบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ในการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุที่เป็นดินเผา เราเลือกบริษัทเดียวกับที่ดูแลการขนย้ายนิทรรศการชุดนี้ไปอังกฤษและอเมริกา แล้วก็ต้องส่งโปรไฟล์บริษัทให้ทางจีนดู บริษัทประกันก็เช่นกันค่ะ เป็นประกันที่ครอบคลุมราคาประเมินโบราณวัตถุแบบเต็มจำนวน แม้กระทั่งแบบลังที่บรรจุหีบห่อและแบบตู้จัดแสดงก็ต้องส่งให้ทางจีนดูก่อน เมื่อทางจีนตกลงเราถึงจะดำเนินการขั้นต่อไปได้

“จากนั้นก็ต้องลงรายละเอียดในแผนการเคลื่อนย้ายว่าเราจะเคลื่อนย้ายด้วยพาหนะอะไร ไปขึ้นเครื่องบินที่ไหน ต้องบอกเส้นทางอย่างละเอียด เราจะเอาของจากพิพิธภัณฑ์สิบสี่แห่งไปรวมกันแล้วแพ็กให้เสร็จในที่เดียว คือที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ส่านซี ภัณฑารักษ์และเจ้าหน้าที่ทั้งทางฝ่ายจีนและไทยจะต้องตรวจสภาพของแต่ละชิ้นร่วมกัน ฝั่งไทยมีภัณฑารักษ์และนักวิทยาศาสตร์จากกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ไปร่วมตรวจเช็กสภาพร่วมกันก่อนจะบรรจุลงหีบห่อ แล้วเซ็นใบซีลลังร่วมกันค่ะ”

เบื้องหลังทุกขั้นตอนของการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า ทหารดินเผาจิ๋นซี จากจีนสู่ไทย

ห้ามขนของทั้งหมดขึ้นเครื่องบินลำเดียว

“การขนย้ายโบราณวัตถุชุดนี้จะต้องแยกการขนส่งออกเป็นสองรอบ เป็นข้อกำหนดของทางจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงในกรณีเครื่องบินสูญหาย และต้องส่งด้วยเครื่องบินขนส่ง ซึ่งสนามบินที่ซีอานไม่มีคาร์โก้ เราเลยต้องบรรทุกขึ้นรถจากซีอานไปเซี่ยงไฮ้ เป็นระยะทางที่ไกลมาก ประมาณหนึ่งพันสามร้อยกิโลเมตร ใช้เวลาสองวันเต็มๆ รถก็ต้องมีระบบ Air Suspension (ระบบกันสะเทือน) ควบคุมอุณหภูมิตลอดเวลา มี GPS ติดตามตัว และต้องมีคนขับสองคนผลัดกัน เนื่องจากกำหนดไม่ให้ขับติดต่อกันเกินสี่ชั่วโมง

“ในช่วงพักค้างคืนหนึ่งคืนที่เจิ้งโจว เราจอดในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ของเขา ซึ่งต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและภัณฑารักษ์ตามติดไปด้วยตลอด ต้องอยู่ในสายตาเราตลอดเวลา หลังจากค้างหนึ่งคืน เราก็เดินทางต่อไปเซี่ยงไฮ้เพื่อขึ้นเครื่องบิน จากนั้นไปลงที่สิงคโปร์เพื่อเปลี่ยนเครื่องมาถึงสุวรรณภูมิ”

ถึงเมืองไทยต้องใช้ตำรวจนำ

การเดินทางในจีนว่ายากแล้ว เมื่อเดินทางมาถึงไทย การพาวัตถุโบราณจากสนามบินมาสู่สถานที่จัดแสดงให้ได้อย่างปลอดภัยคืองานที่ท้าทายยิ่งกว่า ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ทำให้ท้ายที่สุดถึงกับต้องมีตำรวจนำขบวนกันเลยทีเดียว

“พอมาถึงเมืองไทย เมื่อดำเนินพิธีการทางศุลกากรเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากในเมืองไทยเรามีรถคอนเทนเนอร์ที่ควบคุมอุณหภูมิได้ แต่ไม่มีระบบ Air Suspension ทำให้เราต้องต่อรองกับทางจีนว่าเราจะเลือกใช้เส้นทางที่เป็นไฮเวย์ และเราจะมีรถตำรวจนำขบวน เขาเลยยอมตกลงให้ทำได้ ตลอดเส้นทางการเดินทางทั้งหมดนี้ ภัณฑารักษ์ต้องติดตามไปทุกขั้นตอน ว่าของขึ้นเครื่องแล้ว ลงเครื่องแล้ว นับลังทุกชิ้นให้ครบ ไม่มีการเปลี่ยนลัง ใบซีลปิดลังที่เจ้าหน้าที่เซ็นร่วมกันจะต้องยังอยู่ในสภาพดี ไม่ฉีกขาด”

เบื้องหลังทุกขั้นตอนของการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า ทหารดินเผาจิ๋นซี จากจีนสู่ไทย

เจ้าหน้าที่จากจีนเดินทางตามมาดูแลอย่างใกล้ชิด

“ถึงแม้จะขนของเข้าพื้นที่เราแล้ว เราก็ยังเปิดลังไม่ได้ เราต้องรอเจ้าหน้าที่จากทางจีนมาเปิดลังเพื่อเช็กสภาพร่วมกันอีกครั้งเหมือนตอนอยู่ที่จีน ซึ่งเปิดเช็กของไปเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา

เบื้องหลังทุกขั้นตอนของการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า ทหารดินเผาจิ๋นซี จากจีนสู่ไทย

“จากนั้นจึงเริ่มเอาของมาจัดวางตามแบบที่ตกลงกันไว้ ทางเจ้าหน้าที่จีนที่มากับเราจะช่วยตรวจสอบว่ามุมมองในการวางถูกต้องแล้วหรือยัง บางทีเราไม่เข้าใจวัตถุโบราณมากเท่าเขา เช่นบางอย่างที่มีตัวอักษรต้องวางกลับหัวกลับหาง หรือเขาอยากจะเล่าเรื่องคนจูงม้า ก็ไม่ควรวางสองชิ้นนี้ห่างจากกันมาก ดังนั้น การเล่าเรื่องก็จะมากำหนดการจัดวางอีกที”

เบื้องหลังทุกขั้นตอนของการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า ทหารดินเผาจิ๋นซี จากจีนสู่ไทย

จับตาม้าดินเผา

ในการจัดแสดงครั้งนี้ ภัณฑารักษ์ไทยต้องดูแลวัตถุโบราณหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ชิ้นเล็กเท่าปลายนิ้ว ไปจนถึงชิ้นใหญ่สูงท่วมหัว แต่ชิ้นที่ลุ้นและท้าทายที่สุดตลอดการเดินทางนั่นก็คือ ม้าดินเผา

นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้: จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา

“ที่กลัวที่สุดเลยคือม้าตัวนี้ เพราะใหญ่ หนักมาก สามร้อยกว่ากิโล และเป็นดินเผาที่เปราะบาง รายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะตรงหางม้าอาจจะหักได้ อย่างตรงขาก็จะเห็นว่ามันมีรอยซ่อมมาหมดแล้วค่ะ เราก็ต้องทำตัวซัพพอร์ตไว้ค่ะ”

รถม้าสำริดจำลอง

ในนิทรรศการครั้งนี้ ของทุกชิ้นคือของจริงที่ขุดค้นขึ้นมาจากสุสานและแหล่งโบราณคดีในส่านซี มีเพียงรถม้าสำริดชิ้นเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยมีโอกาสเดินทางออกนอกประเทศเลย เนื่องจากชิ้นงานค่อนข้างบอบบางและเสี่ยงต่อการเสียหาย การจัดแสดงในต่างประเทศทุกครั้งจึงเป็นการจัดแสดงของจำลองในขนาดเล็กกว่าของจริงครึ่งหนึ่ง ซึ่งทางภัณฑารักษ์ยืนยันว่าแม้จะเป็นงานจำลอง แต่ก็มีรายละเอียดประณีตเทียบเท่าของจริงเลยทีเดียว

นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา

“ชิ้นนี้ของจริงขนย้ายยากมากค่ะ เพราะตอนที่เจอในไซต์มันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลังคาสำริดก็แตกเป็นเศษหมด เขาใช้เวลาต่อกลับอยู่หลายปีเลย รถม้าจำลองก็จำลองแม้กระทั่งภาพเขียนสี ทั้งด้านในและด้านนอกตัวรถ และใช้สำริดเหมือนชิ้นงานจริง ซึ่งเป็นวัสดุที่ค่อนข้างเซนซิทีฟ เราจึงต้องควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนดของทางจีน สเปกตู้ที่เราออกแบบก็ต้องทำตามที่เขาอนุมัติแล้ว ระหว่างติดตั้ง ทีมงานของจีนก็จะมาให้คำแนะนำทุกขั้นตอน อย่างรถม้า ทางจีนก็จะมาควบคุมการประกอบ เพราะมันแยกมาเป็นส่วนๆ ค่ะ ดุมล้อ เพลา มาประกอบกันที่นี่”

อย่าลืมดูตู้

หากใครมีโอกาสได้มาชมนิทรรศการ นอกจากจะตื่นตาไปกับความประณีตของวัตถุโบราณแต่ละชิ้นแล้ว เราอยากชวนให้ลองสังเกตตู้จัดแสดงแต่ละตู้ ที่มีลักษณะแตกต่างกันไปตามประเภทของวัตถุจัดแสดง เพื่อดูแลรักษาให้วัตถุโบราณทุกชิ้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดตลอด 3 เดือน ของการจัดแสดงที่ไทย

เบื้องหลังทุกขั้นตอนของการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า ทหารดินเผาจิ๋นซี จากจีนสู่ไทย
เบื้องหลังทุกขั้นตอนของการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า ทหารดินเผาจิ๋นซี จากจีนสู่ไทย

“ในตู้มีมอนิเตอร์ควบคุมความชื้นค่ะ ส่วนนี่คือระบบสัญญาณกันขโมย ในขณะที่ช่องระบายด้านล่างเอาไว้ใส่ตัวควบคุมความชื้นที่เรียกว่า Art Sorb ซึ่งระดับความเข้มข้นของมันขึ้นอยู่กับวัตถุจัดแสดง ถ้าเป็นดินเผาเขียนสี ก็จะต้องครอบกระจกแล้วใส่วัสดุควบคุมความชื้น เพราะถ้าอากาศแห้งมากสีจะหลุด ในไซต์จริงเอาขึ้นมาแค่ไม่กี่วันสีก็จางแล้ว แต่ลองสังเกตดูหุ่นทหารดินเผาตัวที่มาจัดแสดงดูสิคะ ยังมีบางจุดที่มีสีติดอยู่ที่ผ้าผูกผมทั้งที่ผ่านมาแล้วสองพันกว่าปี

“เรื่องไฟเราก็ใช้ไฟที่ไม่มีความร้อนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะส่งผลกระทบคืออัลตราไวโอเลต เรามีนักวิทยาศาสตร์ช่วยดูแบบไฟให้ก่อนว่าต้องใช้ไฟกี่ลักซ์ถึงจะเหมาะสมกับวัตถุแต่ละชิ้น”

นิทรรศการนี้มี 4 โซน

นิทรรศการ ‘จิ๋นซี ฮ่องเต้: จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา’ ประกอบไปด้วยโซน 4 โซนที่จัดแสดงโบราณวัตถุทั้งที่ค้นพบในสุสานและแหล่งโบราณคดีอื่นๆ ไล่มาตั้งแต่ 

โซนที่ 1 พัฒนาการก่อนการรวมชาติ ยุคราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งจะปูที่มาที่ไปก่อนเข้าสู่ยุคจักรพรรดิจิ๋นซี รวมไปถึงความเชื่อหลังความตายที่มีมาตั้งแต่ยุคนั้น

โซนที่ 2 จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของจีน ผู้ผนวกโลกมนุษย์และสวรรค์ เล่าถึงการรวมชาติให้เป็นปึกแผ่น และการพัฒนาวิทยาการต่างๆ ที่นำพาจีนยุคโบราณสู่ความยิ่งใหญ่

โซนที่ 3 สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ มหาอาณาจักรใต้พิภพ จัดแสดงวัตถุโบราณที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของงานจากสุสานจิ๋นซี เช่น หุ่นทหารดินเผา รถม้าสำริดจำลอง ชุดเกราะหินและหมวกหิน

นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา
เบื้องหลังทุกขั้นตอนของการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า ทหารดินเผาจิ๋นซี จากจีนสู่ไทย

เมื่อเดินมาถึงโซนสุดท้าย โซนที่ 4 สืบสานความรุ่งโรจน์: ยุคราชวงศ์ฮั่น ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวมรดกทางวัฒนธรรมจากราชวงศ์ฉินที่สืบทอดมาสู่ราชวงศ์ฮั่น และความรุ่งเรืองของเส้นทางสายไหมที่ถ่ายทอดผ่านวัตถุโบราณที่ค้นพบในยุคฮั่น เป็นบทสรุปที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงว่า แม้รายละเอียดในการสร้างสุสานจะคลายความยิ่งใหญ่ลง แต่ความเชื่อที่มีต่อโลกหลังความตายยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

เบื้องหลังทุกขั้นตอนของการขนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า ทหารดินเผาจิ๋นซี จากจีนสู่ไทย

เราจะได้อะไรจากการดูโบราณวัตถุเหล่านี้

“ในฐานะภัณฑารักษ์ ประทับใจทุกชิ้นค่ะ แต่ว่าชอบโซนราชวงศ์ฮั่นที่สุด เพราะเป็นงานที่มีรายละเอียด สีสันยังอยู่ครบ เป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่คนสมัยนั้นได้ดีมาก

“คนจีนเชื่อว่าโลกหลังความตายกับโลกที่มีชีวิตอยู่เหมือนกัน เขาจึงสร้างของจำลองขึ้นมาว่า โลกนี้มีกินมีใช้แบบนี้ โลกหน้าฉันก็จะต้องมีสิ่งนี้ไว้ใช้หลังความตาย เลยเกิดการจำลองบ้าน ปศุสัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในโลกนี้ หรือแม้กระทั่งกองทัพทหารสำหรับจักรพรรดิ ก็เอาไปไว้ในสุสานเพื่อเอาไว้ใช้ในชีวิตหลังความตาย อย่างยุ้งฉางจำลอง ก็เป็นการจำลองว่าโลกหลังความตายจะต้องมีข้าว อาหาร ธัญพืช เอาไปทั้งยุ้งเลย และส่วนใหญ่ก็จะเจอเมล็ดข้าวจริงๆ ใส่เข้าไปในยุ้งจำลองนี้ด้วย

“เราพยายามสื่อเรื่องความเชื่อและความประณีตในการสร้างงานศิลปะของคนจีน ก็เลยมีการจัดทำเนื้อหาเพิ่มเติมเพื่อแสดงขั้นตอนในการทำ คนไทยอาจไม่รู้ว่าหุ่นทหารจริงๆ หัวกับตัวแยกกันนะคะ เขาปั้นเป็นส่วนๆ แล้วเผา จากนั้นจึงค่อยเอาหัวมาเสียบทีหลัง เราทุ่มเทกันมากเพื่อที่จะให้คนได้มาเรียนรู้ เพราะเป็นโอกาสที่ดีมากที่เราจะได้ดูของจีนที่เมืองไทย อยากให้คนที่มาดูได้รับความรู้ความเข้าใจในศิลปะวัฒนธรรมจีนเพิ่มมากขึ้น และเห็นความเชื่อมโยงในเรื่องคติความเชื่อและวัฒนธรรมของคนในภูมิภาคนี้ค่ะ”

นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้: จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา

นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้: จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา จะเปิดให้เข้าชม ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน ไปจนถึง 15 ธันวาคม 2562

ภาพเบื้องหลังการขนย้าย : กรมศิลปากร

Writer

แก้วขวัญ เรืองเดชา

โปรดิวเซอร์สารคดีโทรทัศน์ นักเขียน และนักออกแบบนิทรรศการ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

74 ปี สำหรับมนุษย์อาจเป็นเวลายาวนานกว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรบางประเทศ

แต่สำหรับประเทศที่ก่อตั้งมาได้ 74 ปี คงต้องจัดไว้ในหมวดประเทศเกิดใหม่ ซึ่งทยอยถือกำเนิดขึ้นทุกมุมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร

ตัวเลขดังกล่าวคืออายุปัจจุบันของ ‘รัฐอิสราเอล’ ประเทศเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 ตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติซึ่งยินยอมให้ชนชาติยิวจัดตั้งรัฐบนแผ่นดินที่เคยเป็นบ้านของพวกเขาเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ก่อนพวกเขาแตกสานซ่านเซ็นไปยังดินแดนข้างเคียง ไม่ว่ายุโรป เอเชีย หรือแอฟริกา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ที่ตั้งของประเทศใหม่นี้ยังเป็นแผ่นดินในพันธสัญญาที่พระเป็นเจ้าในศาสนายูดาห์ทรงให้คำมั่นว่าจะประทานเป็นที่อยู่อาศัยแก่ยิวทั้งมวล ด้วยสำนึกทางชาติพันธุ์เต็มเปี่ยมในกมล พี่น้องชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในต่างประเทศได้อพยพหลั่งไหลเข้ามาสร้างชีวิตใหม่ในอิสราเอล พร้อมกับวัฒนธรรมที่ติดตัวมาจากดินแดนเดิมของพวกเขา อิสราเอลจึงเป็นชาติเกิดใหม่ที่คลาคล่ำด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมในหลาย ๆ เรื่อง

หนึ่งในนั้นคือเรื่องอาหาร

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เช้าวันศุกร์ที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2022 เรามีนัดพิเศษกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยที่ Helena Greek Restaurant Bangkok ร้านอาหารกรีกน้องใหม่ท้ายซอยสุขุมวิท 51 เพื่อทำความรู้จักกับ ‘อาหารอิสราเอล’ ซึ่งทางสถานทูตภูมิใจนำเสนอ

ในความรับรู้ของชาวไทยทั่วไป อิสราเอลคือประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง แม้ต่างเชื้อชาติศาสนากับปวงประเทศอาหรับที่อยู่รายล้อม ทว่าหน้าตาผิวพรรณของผู้คน ตลอดจนอาหารการกินคงไม่แปลกแยกจากกันนัก กลับกันชาติยุโรปยังน่าจะแตกต่างจากอิสราเอลมากกว่า

มายาคติข้างต้นได้นำความกังขามหาศาลโถมทับใจเรา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยินว่าสถานที่จัดงานคือร้านอาหารกรีก ซึ่งดูไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอันใดกับประเทศของชาวยิว และยิ่งงงตึ้บกว่าเก่า เมื่อได้พบเจ้าหน้าที่สถานทูตหลายท่าน ที่ล้วนแต่มีประพิมพ์ประพายค่อนไปทางชาวตะวันตก ไม่ใช่แขกขาวชาวตะวันออกกลางอย่างที่เราวาดภาพไว้ในใจตอนแรก

คงเป็นบทเรียนแรกที่ ออร์นา ซากิฟ (Orna Sagiv) เอกอัครราชทูตอิสราเอล เตรียมไว้สอนแขกชาวไทยเช่นเรา ก่อนที่งาน ‘Israel’s Diversity: Stories Behind the Dishes’ ในวันนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากที่มา

ครั้นผู้เข้าร่วมงานประจำที่บนโต๊ะอาหารกันอย่างพร้อมหน้า ท่านทูตซากิฟจึงลุกขึ้นกล่าวเบื้องหน้าธงชาติพื้นหลังขาวที่กึ่งกลางมีลายดาวดาวิดหกแฉกสีน้ำเงิน

“อิสราเอลเป็นประเทศอายุน้อย ประชาชนชาวอิสราเอลที่เห็นในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อพยพมาจากต่างประเทศได้ไม่นานค่ะ” เธอเข้าสู่ประเด็นทันทีที่เสร็จสิ้นการอารัมภบท

ผู้แทนประเทศอิสราเอลเล่าว่า ก่อนการก่อตั้งชาติของเธอเมื่อ ค.ศ. 1948 ชาวยิวไม่เคยมีประเทศของตัวเองมานานนับพัน ๆ ปี พวกเขาพลัดพรายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่เอเชียตะวันตก ยุโรปใต้ ยุโรปตะวันออก เรื่อยไปถึงแอฟริกาตะวันตกอันไกลลิบอย่างอัลจีเรียและโมร็อกโก เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาจากคนส่วนใหญ่ในสังคมเหล่านั้น แต่ขณะเดียวกัน ชาวยิวก็ได้รับเอาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในชาตินั้น ๆ มาปนเปในวิถีชีวิตตน จนเกิดเป็นความแตกต่างในหมู่ยิวด้วยกันเอง

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ชาวยิวที่ถือสัญชาติอิสราเอลทุกวันนี้ หากไม่ใช่รุ่นที่อพยพเข้ามาด้วยตัวเอง ก็มักจะเป็นคนที่เกิดในอิสราเอลไม่รุ่นที่ 1 ก็รุ่นที่ 2 ทุกครอบครัวจะทราบกันดีว่าปู่ย่าตาทวดของตนย้ายถิ่นมาจากประเทศใด อีกทั้งหลายคนก็ยังพูดภาษาในดินแดนที่พวกเขาจากมาได้ นอกเหนือจากภาษาฮีบรูของชาวยิวด้วย

“ในอิสราเอล ถ้าคุณจะแต่งงาน ครอบครัวคุณจะถามเลยว่าคนรักของคุณเกิดที่ไหน พ่อแม่ของเขาย้ายมาจากประเทศอะไร ถ้าพ่อแม่ของเขาเกิดในอิสราเอลเหมือนกัน ก็จะถามถึงรุ่นปู่ย่าต่อไป” ทูตสาวยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ ก่อนบอกกับเราทุกคนว่าเธอเป็นคนอิสราเอลเชื้อสายโปแลนด์ ที่ครอบครัวได้ย้ายจากโปแลนด์มาอยู่อิสราเอลหลังการสถาปนารัฐอิสราเอลเมื่อ 74 ปีก่อนนั่นเอง

ยามคนอิสราเอลจะดูกันว่าอีกฝ่ายมาจากที่ใด ถ้าไม่ฟังภาษาที่เขาใช้สื่อสารภายในบ้าน ของกินบนโต๊ะอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชี้ชัดได้เหมือนกัน เพราะครอบครัวที่มีพื้นเพมาจากรัสเซียก็มักจะกินอาหารรัสเซีย ครอบครัวที่ย้ายมาจากโมร็อกโกก็จะนิยมอาหารแบบแอฟริกาเหนือ หรือครอบครัวไหนที่เคยอาศัยอยู่ประเทศกรีซ ก็จะช่ำชองด้านการปรุงอาหารกรีกและเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหลายแหล่ ดังเช่นเจ้าของร้าน Helen Restaurant แห่งนี้ที่เป็นชาวอิสราเอลเหมือนกัน

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากวิธีทำ

ปูพื้นความเข้าใจเรื่องประเทศ เชื้อชาติ และอาหารกันพอหอมปากหอมคอแล้ว แต่เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ท่านทูตซากิฟพร้อมด้วยรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต อาเรียล ไซด์มัน เลยนำแขกในงานทุกคนออกไปยังบริเวณเฉลียงที่โต๊ะใหญ่ 3 – 4 ตัววางเป็นแถวเป็นแนว โดยมีพืชผักและเครื่องปรุงนานาชนิด ตั้งรอให้เลือกหยิบไปใช้กับเครื่องครัวที่ไม่เหมือนกันบนโต๊ะแต่ละตัว

ท่ามกลางผู้คนที่สวมผ้ากันเปื้อนยืนหน้าสลอน นักการทูตทั้งสองเชื้อเชิญให้แขกผู้มีเกียรติทุกคนได้ทดลองทำอาหารอิสราเอลด้วยน้ำมือตนเองทั้งหมด 3 เมนู ได้แก่ ชักชูกา (Shakshuka), ฟาลาเฟล (Falafel) และขนมปังคาลา (Challa) โดยมีเชฟประจำร้านคอยสาธิตและช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เริ่มต้นกันที่ ‘ชักชูกา’ ไข่ลวกกะทะร้อนสไตล์แอฟริกาเหนือซึ่งปรุงด้วยมะเขือเทศ พริก กระเทียม ยี่หร่า น้ำมันมะกอก ให้รสจัดจ้านถูกลิ้นคนไทย

เมนูนี้แพร่เข้ามาในอิสราเอลโดยชาวยิวจากอัลจีเรีย ตูนีเซีย และโมร็อกโก ผู้คนส่วนใหญ่ชอบที่จะรับประทานเป็นอาหารเช้ารับวันใหม่ แต่ด้วยรสชาติอันโอชะ คนอีกไม่น้อยจึงไม่อาจเก็บความอร่อยของชักชูกาไว้ดื่มด่ำเฉพาะมื้อเช้าได้ เราจึงพบชักชูกาได้ทั่วไปในประเทศอิสราเอล ทุกที่ ทุกมื้ออาหาร

ฐานนี้ เชฟใหญ่สอนให้ผู้ร่วมเวิร์กชอปฝานพริกหยวก กระเทียม มะเขือเทศ เป็นชิ้นบาง ส่งเสียงฉับ ๆ ดังกึกก้อง แล้วจึงนำทั้งหมดเทรวมกันลงในกระทะ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

กริ๊ง! นาฬิกาจับเวลาในมือคุณไซด์มันส่งสัญญาณบอกหมดเวลา ถึงคราวต้องย้ายฐานกันแล้ว

เราละสายตาจากกระทะผัดชักชูกาที่เชฟกำลังเร่งมือผัดส่วนผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างขมีขมัน แล้วหันไปให้ความสนใจกับ ‘ฟาลาเฟล’ ของทอดที่สีสันส่วนผสมดูคล้ายกุยช่ายทอด แต่สัณฐานกลมดิก

ทฤษฎีว่าด้วยที่มาของอาหารชนิดนี้ยังเป็นที่โต้แย้งกันไม่มีวันจบสิ้น บางกระแสว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากอียิปต์เมื่อ 1,000 ปีก่อน บ้างว่ามาจากอินเดียนานกว่านั้น และบ้างก็ว่าเพิ่งมีเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ สมัยที่อังกฤษยึดครองตะวันออกกลางเป็นดินแดนอารักขา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ความจริงจะเป็นเช่นไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ทำการสืบค้นต่อไป เนื่องจากขณะนี้เชฟกำลังเร่งรัดเราให้ปั้นก้อนฟาลาเฟลจากถั่วหัวช้าง ถั่ว และเครื่องเทศ ซึ่งตัวเขาได้คลุกทุกอย่างใส่หม้อรอเราไว้แล้ว หน้าที่ของเราในฐานะผู้ทำเวิร์กชอปคือปั้นพวกมันให้แน่นที่สุด เพื่อที่เวลาลงกระทะจะได้ไม่แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

รอยังไม่ทันจะเบื่อ ก็ได้ฟาลาเฟลกลิ่นหอมฉุย ขนาดเท่าลูกชิ้น มากินแก้หิวกันพลาง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

นาฬิกาลั่นเสียงดังกังวานอีกครั้ง เป็นเหตุให้เราต้องขยับจากฐานฟาลาเฟล มายังฐานสุดท้าย คือฐานทำ ‘คาลา’ ซึ่งมีจุดรวมสายตาอยู่ ณ กะละมังสแตนเลสบรรจุก้อนแป้ง

สำหรับประชาชาติยิวที่มีมากกว่า 14 ล้านคนทั่วโลก คาลาเป็นมากกว่าขนมปังที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน แต่เจ้าขนมปังที่มีทรวดทรงเหมือนเปียผม ยังเป็นดั่งพันธะที่ผูกมัดมนุษย์กับพระเจ้า

ทั้งนี้เพราะคัมภีร์โตราห์ของชาวยิวเล่าย้อนไปในสมัยที่บรรพบุรุษของพวกเขาถูกเนรเทศ ต้องใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนอยู่ท่ามกลางความแร้นแค้น พระเจ้าจึงมีรับสั่งให้พวกเขาแสดงความศรัทธาต่อพระองค์ ด้วยการแยกขนมปังบางส่วนของพวกเขาเพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะ หลังจากที่พวกเขาเดินทางเข้าสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์โดยสวัสดิภาพ อนุชนชาวยิวจึงถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาว่า ต้องอบและรับประทานขนมปังคาลาทุกวาระสำคัญในศาสนายูดาห์ ยกเว้นเทศกาลปัสคาที่ต้องกินขนมปังไร้เชื้อเท่านั้น

แต่เดิมขนมปังคาลาไม่ได้มีรูปแบบชัดเจนตายตัว ส่วนรูปแบบที่แพร่หลายในอิสราเอลทุกวันนี้ได้รับมาจากชาวยิวในยุโรป บางครั้งจะโรยงาให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

วิธีทำคาลาก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่แป้งที่หมักยีสต์และน้ำตาลมา ตอกไข่และเติมเนยลงไปเล็กน้อยให้ได้เนื้อแป้งที่นิ่มหยุ่น แล้วทิ้งไว้ในที่อุ่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

จากนั้นนำแป้งที่เตรียมไว้มาแยกเป็นชิ้น ๆ นวดทุกชิ้นเป็นเส้นยาว และนำแป้ง 2 เส้นมาผูกร้อยกันในลักษณะเดียวกับถักเปีย นำไปอบในเตาที่ให้ความร้อนสูง 180 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ราว 25 นาที เท่านี้ก็จะได้คาลาสีน้ำตาลนวลตาสมดั่งใจแล้ว

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

หลากความอร่อย

เวิร์กชอปทั้ง 3 ฐานจบลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ร่วมกิจกรรมทั้งหมด แต่คงเป็นเพราะทุกคนขลุกอยู่กับการครัวทั้งที่ท้องยังว่าง ท้องไส้ของแต่ละคนจึงเริ่มส่งเสียงจ๊อก ๆ ท่านทูตซากิฟและคุณไซด์มันเลยอาสานำแขกทุกคนกลับเข้าห้องอาหาร โดยปล่อยให้ขั้นตอนการปรุงที่เหลือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเชฟตัวจริงต่อไป

กลับมารอบนี้ โต๊ะบุฟเฟต์ตัวยาวที่ก่อนหน้ายังคลุมด้วยผ้าทึบกลับเปิดโล่ง เผยความอุดมสมบูรณ์ของ ‘อาหารอิสราเอล’ สารพัดเมนูซึ่งดูคล้ายอาหารชาติอื่นไปเสียทุกจาน นี่กระมังความหลากหลายของอิสราเอลที่ท่านทูตและคณะตั้งใจจะอวดให้เราเห็น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย
เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

มื้อกลางวันที่ทุกคนตั้งตารอนี้ ทางสถานทูตได้ทยอยเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยและสลัดจานเล็ก ต่อด้วยอาหารจานหลักซึ่งมีเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานเลือกตักในถาดบุฟเฟต์ได้ตามอัธยาศัย ก่อนตบท้ายด้วยของหวาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเมนูใด ก็มักจะมีเรื่องราวการนำเข้ามาโดยชาวยิวจากที่นั่นที่นี่เสมอ

บางเมนูมีชื่อที่ฟ้องชัดว่าไม่ใช่อาหารพื้นถิ่นของอิสราเอลเป็นแน่แท้ ยกตัวอย่างเช่นสลัดกรีก (Greek Salad) ซึ่งหาพบได้แทบทุกภัตตาคารในอิสราเอล หรือปลาโมร็อกโก (Moroccan Fish) ที่ชาวอิสราเอลนิยมกินเป็นมื้อเย็นวันศุกร์คู่กับขนมปังคาลา

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

บางเมนูเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในตะวันออกกลาง อย่าง ฮุมมุส (Hummus) อาหารเนื้อเหลวละม้ายครีม ทำจากถั่วหัวช้างผสมซอสงาบด เป็นที่นิยมทั้งในอิสราเอล อิหร่าน จอร์แดน เลบานอน ตลอดจนภูมิภาคแอฟริกาเหนือที่เป็นถิ่นทะเลทราย

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

แต่ก็มีอีกหลายเมนูที่ชาวอิสราเอลแสดงความเป็นเจ้าของได้อย่างสมภาคภูมิ อาทิ ขนมปังคาลา และเบเกิลเยรูซาเลม (Jerusalem Bagel)

“อิ่ม” คือคำแรกที่เราบอกกับตัวเองเมื่อแขกเหรื่อทยอยมาอำลาท่านทูต

อิ่มท้อง… ที่ได้กินของอร่อยนานาชาติในมื้อเดียว

อิ่มสมอง… ที่ได้รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ และสาระน่าสนใจของอาหารแต่ละจานที่กินเข้าไป

อิ่มใจ… ที่ได้รับไมตรีจิตจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยทุกคน

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

จบจากมื้อนี้ ถ้ามีใครถามว่าอาหารอิสราเอลมีรสยังไง

“รสหลากหลาย” นี่แหละ ที่จะเป็นคำตอบของเรา

ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load