ตลอดชีวิตการมีประจำเดือน เราทดลองใช้สิ่งรองรับประจำเดือนไปกว่า 4 ชนิด เพื่อหาทางเลือกที่เป็นมิตรกับน้องสาวและโลกของเราที่สุด วิธีการเหมือนการตามหาคนที่ใช่ คือลองคบหากันสักพัก แล้วมาตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ แต่บอกตรง ๆ ว่ายังไม่มีทางเลือกไหนที่เราเทใจให้หมดหน้าตัก 

ครั้นจะใส่ผ้าอนามัย รอว่าประจำเดือนตัวดีจะมาตอนไหน ก็แสนจะเปลืองทั้งเงินและยังทำร้ายโลก พอเปลี่ยนมาใช้ผ้าอนามัยซักได้ ก็รู้สึกไม่กระฉับกระเฉง แถมยังขี้เกียจซักมือจนต้องแช่ทิ้งหลายวัน พอหันมาลองใส่ถ้วยอนามัย ทรงและขนาดของแบรนด์ที่ซื้อมาก็ดันไม่เข้ากับสรีระภายในของเราเสียอย่างนั้น แล้วทางเลือกของคนที่อยากรักตัวเอง รักเงินในกระเป๋า แถมยังรักษ์โลกด้วยอยู่ตรงไหน? 

ไม่นานมานี้เราเพิ่งได้รู้จัก Pynpy’ แบรนด์กางเกงในอนามัยสัญชาติไทยของคู่รักอย่าง กานต์-อรกานต์ สายะตานันท์ นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ PARA สินค้าในชีวิตประจำวันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ Tomas Prochazka เจ้าของธุรกิจโยคะออนไลน์ที่เมืองปราก สาธารณรัฐเช็ก ความพิเศษที่เราร้องว้าวไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกเหมือนกำลังเจอคนที่ใช่ คือ Pynpy’ เป็นกางเกงในอนามัยที่ใช้นวัตกรรมการถักทอเส้นใยแบบพิเศษ จึงซึมซับประจำเดือนได้มากโดยไม่อับชื้น แถมให้ความรู้สึกเหมือนใส่กางเกงในทั่วไป ชนิดที่ถ้าไม่ปวดท้องก็แทบลืมไปเลยว่าเคยมีเมนส์

พูดแค่นี้ก็รู้สึกตื่นเต้นไม่ไหว เราจึงถือโอกาสชวนคู่รักคู่นี้มาพุดคุย ว่าพวกเขาเก็บทุกปัญหาของคนมีประจำเดือนมาแก้ไขด้วยนวัตกรรมยังไง ในมุมมองของนักออกแบบอย่างกานต์ เธอเริ่มต้นจากจุดไหน แล้วในมุมมองของแฟนหนุ่มผู้ไม่มีประจำเดือน อะไรทำให้เขาอยากให้โปรเจกต์ครั้งนี้สำเร็จ 

Pynpy' กางเกงในอนามัยสัญชาติไทย ตัวเลือกใหม่แก้ปัญหาผู้มีประจำเดือนและสิ่งแวดล้อม

Pain Point แสนเจ็บปวดที่ผู้มีประจำเดือนต่างรู้ดี

เรื่องราวของ Pynpy’ เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ครั้งที่กานต์และโทมัสไปเที่ยวด้วยกันที่เชียงใหม่ กานต์รู้อยู่แก่ใจว่าประจำเดือนของเธอจะมาช่วงที่ทั้งคู่ไปเที่ยวพอดี เธอจึงเตรียมผ้าอนามัยธรรมดาไป 8 แผ่น แต่วันแล้ววันเล่าที่เธอใส่ผ้าอนามัยรอเผื่อประจำเดือนจะมาระหว่างทริป ประจำเดือนเจ้ากรรมก็ดันมาในคืนที่ผ้าอนามัยของเธอหมดไปแล้ว จุดนั้นเองที่กานต์และโดยเฉพาะโทมัสปิ๊งไอเดียแรกเริ่มว่าต้องทำอะไรสักอย่าง 

“ผมจำได้ว่าตอนนั้นกานต์ดูลำบากมาก ผมอยากทำอะไรสักอย่างที่จะได้เห็นว่ากานต์มีความสุขและสบายใจมากขึ้น บวกกับธุรกิจโยคะออนไลน์ที่ทำอยู่ ทำให้ผมรู้อยู่ตลอดว่าผู้มีประจำเดือนทุกคนรู้สึกไม่สบายตัวแค่ไหน ทั้งยังทำในสิ่งที่รักได้ไม่เต็มที่ เราจึงคิดเหมือนกันว่าควรทำอะไรสักอย่างที่ช่วยให้ผู้มีประจำเดือนรู้สึกมีความสุขและเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่านี้” โทมัสบอกความตั้งใจนั้น แม้เขาจะเป็นผู้ชายที่ไม่มีประจำเดือนเลยก็ตาม

ในมุมมองของนักออกแบบอย่างกานต์และคนทำธุรกิจมาก่อนอย่างโทมัส เมื่อคิดจะทำแบรนด์ขึ้นมาสักอย่าง การเลือกผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ตนเอง แต่ไม่อาจแก้ไขปัญหาให้คนอื่น ๆ ที่มีความหลากหลายทางร่างกาย จึงไม่ใช่ทางออกที่ดี ทั้งคู่จึงเริ่มจากเก็บรวบรวม Pain Point ของผู้มีประจำเดือนรอบข้างว่าประสบปัญหาอะไรมาบ้าง แล้วจึงนำมาประมวลผลอีกที

“เพื่อนเราคนหนึ่งแพ้ผ้าอนามัย บางคนที่พยายามใช้ถ้วยอนามัยเขาบอกว่ามันไม่ถนัด วันท้าย ๆ ของการมีประจำเดือนก็ไม่ค่อยอยากใส่แล้ว ส่วนเราเองมักจะใส่ผ้าอนามัยรอประจำเดือนมา แต่มันค่อนข้างสิ้นเปลือง และมักจะตื่นตอนกลางคืนเพราะรู้สึกไม่สบายตัว ส่วนผ้าอนามัยซักได้ก็ค่อนข้างตุงจนรู้สึกทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเรื่องความไม่สบายตัวจนทำให้ทำอะไรได้ไม่ถนัดนี้เป็นปัญหาของทุกคนเลย

“ทั้งที่ประจำเดือนเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่มันกลับเป็นปัญหาที่ทำให้เราใช้ชีวิตยากขึ้น เราเลยตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่ทำให้ทุกคนใช้ชีวิตได้ปกติมากที่สุด นั่นคือกางเกงในอนามัยที่ใส่ได้เหมือนกางเกงในทั่วไป เราจะใส่รอประจำเดือนบ่อยแค่ไหนก็ไม่สิ้นเปลือง” นักออกแบบอย่างกานต์อธิบายกระบวนการทำงานให้ฟัง

Pynpy' กางเกงในอนามัยสัญชาติไทย ตัวเลือกใหม่แก้ปัญหาผู้มีประจำเดือนและสิ่งแวดล้อม
Pynpy' กางเกงในอนามัยสัญชาติไทย ตัวเลือกใหม่แก้ปัญหาผู้มีประจำเดือนและสิ่งแวดล้อม

นวัตกรรมซึมซับแถมซักง่ายโดยวิศวกรสิ่งทอ

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วกางเกงในอนามัยของทั้งคู่ แตกต่างจากแบรนด์กางเกงในอนามัยต่างประเทศที่มีมาก่อนแล้วยังไง จากประสบการณ์การใช้กางเกงอนามัยแบรนด์ต่างชาติ กานต์ขอบอกเลยว่า Pynpy’ นั้นแตกต่างสุด ๆ 

“ประจำเดือนเป็นเรื่องสุขภาพที่เราควรให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย เราจึงอยากปรึกษาสูตินรีแพทย์ให้มั่นใจ แล้วก็ทำงานร่วมกับวิศวกรสิ่งทอด้วย กางเกงอนามัยของเราจึงไม่ใช่การเอาผ้ามาซ้อนทับกันแล้วเย็บเฉย ๆ แต่มันคือเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม

“เราใช้เส้นใยที่ผ่านมาตรฐาน OEKO-TEX ของยุโรปมาถักทอเป็นโครงสร้างพิเศษ ที่ทำให้เส้นใยสูบประจำเดือนเข้าไปได้มากเท่าการใส่ผ้าอนามัย 2 แผ่นในรุ่น Classic Cut และ 3 แผ่นในรุ่น Seamless ทั้งยังกักเก็บประจำเดือนไม่ให้ไหลย้อนกลับได้ด้วย ซึ่งทั้ง 2 รุ่นจะใส่ได้นาน 8 – 12 ชั่วโมงต่อวัน” กานต์อธิบาย ก่อนลงลึกให้ฟังว่า เพราะเธอเข้าใจความกังวลเรื่องการซึมเปื้อนเป็นอย่างดี การวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าชิ้นนี้จึงละเอียดกระทั่งลักษณะการไหลของประจำเดือน ว่ามักจะไปในทิศทางใด มากน้อยแค่ไหน 

แต่กักเก็บได้ดีขนาดนี้ การทำความสะอาดจะยากขนาดไหน เมื่อเราเอ่ยคำถามที่สงสัย กานต์ก็เบรกเราทันทีว่า กางเกงในอนามัยของเธอไม่จำเป็นต้องขัดด้วยสบู่และแช่ทิ้งไว้ เช่นที่หลายคนเจอปัญหาจากการใช้ผ้าอนามัยซักได้ เพราะ Pynpy’ มีเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องการซักทำความสะอาด แค่นำไปผ่านน้ำเฉย ๆ ของเหลวที่ซึมซับก็จะออกมาได้โดยง่าย หลังจากนั้นก็โยนเข้าเครื่องซักผ้าได้เลย 

“หลายคนฟีดแบ็กกลับมาว่าว้าวมากและเหมือนมีเวทมนตร์” เธอเล่า

คุณสมบัติชวนตาลุกวาวตรงนี้จะอยู่ได้นานถึง 2 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้น เราจะโยนเจ้ากางเกงในตัวนี้ลงถังขยะ เรายังคงนำมาใส่แทนกางเกงในปกติได้ หรือหากจะนำมาใส่ในวันท้าย ๆ ของการมีประจำเดือนก็ยังปัง และเมื่อใช้ไปนานจนเปื่อยก็ส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธีได้เช่นกางเกงในทั่วไป 

Pynpy' กางเกงในอนามัยสัญชาติไทย ตัวเลือกใหม่แก้ปัญหาผู้มีประจำเดือนและสิ่งแวดล้อม
Pynpy' กางเกงในอนามัยสัญชาติไทย ตัวเลือกใหม่แก้ปัญหาผู้มีประจำเดือนและสิ่งแวดล้อม

กางเกงในอนามัยสัญชาติไทยเพื่อคนไทย

แค่นวัตกรรมที่ทั้งคู่เกริ่นไปก็รู้สึกตื่นเต้นมากแล้ว แต่กานต์ยังบอกอีกว่าเธอและโทมัสไม่ได้หยุดแค่นั้น ทั้งคู่ยังลงลึกเรื่องสภาพอากาศและสรีระไปอีกขั้น เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนไทยและคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จริง ๆ 

“ตอนใส่กางเกงอนามัยแบรนด์ต่างชาติที่ประเทศเขา เราไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่พอกลับมาที่ไทยเท่านั้นแหละ โอ้โห มันอับชื้นและแห้งยากมาก พอทำกางเกงในอนามัยของตัวเอง เราจึงแก้ไขตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน คือเลือกใช้เส้นใยไผ่ ซึ่งมีคุณสมบัติซึมซับและระงับกลิ่นได้ดีกว่าใยอื่น จากนั้นก็พัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้แห้งสบาย และมีแอนตี้แบคทีเรียเพื่อลดต้นตอการเกิดกลิ่น เราทำจริงจังชนิดที่ทดลองในห้องแล็บว่าที่ความชื้นเท่านี้ เทคโนโลยีของเราจะตอบโจทย์ไหม 

“อีกปัญหาที่เราเจอตอนใส่กางเกงอนามัยแบรนด์อื่น คือมันไม่พอดีกับสรีระของคนเอเชียอย่างเรา จึงใส่แล้วรู้สึกไม่มั่นใจ เราเลยออกแบบรูปทรงของ Pynpy’ ให้บางเบา เข้ากับส่วนเว้าโค้งของคนไทย และเลือกทำไซส์ให้หลากหลาย ตั้งแต่ไซส์ 3XS จนถึง 5XL เพราะอยากให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับความสบาย” 

บอกตรง ๆ ว่าเมื่อฟังกานต์อธิบายถึงตรงนี้ คนเอวเล็กแต่สะโพกใหญ่อย่างเรารู้สึกเนื้อเต้นทันที แต่ด้วยไซส์ที่กว้างขนาดนี้ แน่นอนว่าต้นทุนการผลิตจะต้องมากกว่าการทำไซส์น้อย ๆ เราจึงสงสัยว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่จะทำให้ Pynpy’ ตอบโจทย์ทุกคน

“เราต้องจ่ายเงินมากกว่า แต่มันทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นตัวของตัวเอง และรู้สึกได้ว่ามีคนใส่ใจพวกเขา ซึ่งก็เหมือนการลงทุนและการสร้างแบรนด์ที่ต้องการให้ผู้มีประจำเดือนทุกคนมีความสุข” โทมัสไขข้อข้องใจ

หรือนี่จะคือคนที่ใช่?

ธุรกิจกางเกงในอนามัยที่ตั้งต้นจากนักออกแบบ พัฒนาโดยวิศวกรสิ่งทอ และเก็บฟีดแบ็กมาปรับปรุงไม่หยุดหย่อน

Feedback is a gift

300 ตัว คือจำนวนสินค้าที่ทั้งคู่วางขายในครั้งแรก หลังพัฒนาร่วมกับชาวไทยและต่างชาติร่วม 2 ปี 

1 เดือน คือระยะเวลาที่ทั้งคู่ขายสินค้าล็อตแรกนี้หมด โดยแทบไม่ได้ทำการตลาดอะไร แต่สินค้าตอบโจทย์ลูกค้าได้จริงจนเกิดการตลาดแบบปากต่อปาก 

อินฟินิตี้ คือจำนวนที่ทั้งคู่หยิบฟีดแบ็กจากลูกค้ามาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทั้งคู่มองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Pynpy’ เติบโตอย่างรวดเร็ว ยั่งยืน และมั่นคง

“คอมมูนิตี้ผู้มีประจำเดือนและลูกค้าของเราสำคัญมาก เราไม่ได้มโนทำสินค้าแล้วขาย แต่เราเริ่มจากการถามคนกลุ่มเล็ก ๆ ว่าเขาอยากได้อะไรแล้วจึงวางขาย จากนั้นก็เก็บฟีดแบ็กจากลูกค้า เพื่อพัฒนาให้ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ” กานต์ว่า 

“เรา 2 คนใช้วิธีการพัฒนาวิธีการทำงานที่เรียกว่า Agile Process มาปรับใช้ นั่นคือเมื่อพัฒนาสินค้าแล้ว เราจะปล่อยสินค้าให้คนได้ลองทันที เพื่อฟังฟีดแบ็กแล้วนำกลับมาพัฒนาต่อ ไม่อย่างนั้นถ้าเราวิจัยวันนี้แต่วางขายปีหน้า ซึ่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน ความต้องการของคนเปลี่ยน กระทั่งนวัตกรรมเปลี่ยน สินค้าของเราก็อาจไม่ตอบโจทย์แล้ว” โทมัสเสริม

ตัวอย่างง่าย ๆ ของการพัฒนาสินค้าของทั้งคู่ คือหลังจากออกรุ่น Classic Cut ที่ทำจากผ้าเส้นใยไผ่ทรงสบายออกมาได้สักพัก เมื่อลูกค้าเริ่มถามถึงรูปทรงที่ดูทันสมัยและไร้รอยต่อเรื่อย ๆ ทั้งคู่ก็ทดลองทำรุ่นที่ 2 อย่าง Seamless ออกมาขายแบบลิมิเต็ดอิดิชัน เพื่อเก็บฟีดแบ็กมาพัฒนาก่อนวางขายจริงจัง

สำหรับโทมัส ความท้าทายในการทำ Pynpy’ ในไทยแลนด์ ดินแดนของการปกปิด คือวิธีการสื่อสารเรื่องประจำเดือนให้คนไทยได้รู้ว่านี่คือเรื่องธรรมชาติ แต่สำหรับกานต์แล้ว การต้องพัฒนาสินค้าให้ปังกว่าเดิมแบบน็อนสต็อปนี้เอง คือสิ่งที่เธอต้องรับมือ

“มันเหนื่อยนะ แต่พออ่านคอมเมนต์แล้วเห็นว่าทุกคนแฮปปี้ บางคนบอกว่ากางเองในอนามัยของเราเปลี่ยนชีวิตเขา เราก็อยากเก็บฟีดแบ็กเหล่านี้มาพัฒนาต่อเรื่อย ๆ”

ธุรกิจกางเกงในอนามัยที่ตั้งต้นจากนักออกแบบ พัฒนาโดยวิศวกรสิ่งทอ และเก็บฟีดแบ็กมาปรับปรุงไม่หยุดหย่อน

นวัตกรรมทางเลือกที่แก้ปัญหาหลากหลายให้คนได้ทุกเพศทุกวัย

บรรยายสรรพคุณของกางเกงในอนามัยนวัตกรรมสุดปังมาขนาดนี้ จนหลายคนอาจจะอยากกดสั่งซื้อทันที แต่กานต์กับโทมัสก็ย้ำกับเราหลายครั้งว่า ทั้งคู่เชื่อเรื่องความหลากหลายของผู้มีประจำเดือน Pynpy’ จึงไม่เคยบอกให้เลิกใช้อย่างอื่น แต่ยังสนับสนุนสิ่งรองรับประจำเดือนทางเลือกที่ช่วยลดขยะเสมอ ไม่ว่าจะผ้าอนามัยย่อยสลายได้ ผ้าอนามัยซักได้ หรือถ้วยอนามัย ฯลฯ

“เราไม่เคยบอกว่านี่คือสิ่งที่ดีและเหมาะกับทุกคนที่สุดในโลก เราไม่เคยพูดว่ามาใช้เราสิ อย่าใช้อย่างอื่นเลย เราอยากให้มีทางเลือกเยอะ ๆ ด้วยซ้ำ เพราะปลายทางของเราคือการทำให้ทุกคนที่มีประจำเดือนมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นมันควรมีทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาที่หลากหลายของคนมีประจำเดือน” กานต์บอก

“บางคนมีประจำเดือนไม่มาก บางทีการใช้แค่ผ้าอนามัยซักได้ก็อาจจะเวิร์กสำหรับเขาแล้ว แต่กับคนที่มีประจำเดือนเยอะและค่อนข้างกังวล ก็อาจจะใช้ถ้วยประจำเดือนร่วมกับกางเกงในอนามัยของเราได้ ทุกครั้งที่มีลูกค้าใหม่ เรามักจะบอกเสมอว่าคุณต้องลองก่อน แล้วถึงจะหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณได้” โทมัสช่วยยกตัวอย่างให้เข้าใจ

การคำนึงถึงความหลากหลายของทั้งคู่ไม่ได้หยุดแค่นั้น แต่ยังแทรกซึมและแตกแขนงไปยังการสื่อสารอื่น ๆ รวมถึงการออกแบบด้วย เช่น สีประจำของแบรนด์ก็เป็นสีม่วง ไม่ได้สื่อถึงเพศชายหรือหญิงอย่างสีฟ้าหรือชมพูที่สังคมกำหนด เพื่อสื่อสารว่ากางเกงอนามัยของพวกเขาไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงกลุ่ม LGBTQ+ หรือหมายถึงคุณย่าคุณยายที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ดได้ด้วย

“เราพยายามแก้ปัญหาเรื่องความสบายทางกายและทางใจให้กับทุกเพศ ทุกวัย เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แบรนด์ของเราจึงมีทั้งลูกที่ซื้อให้แม่ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง แทนการใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่ทำให้เขารู้สึกป่วย มีทั้งแม่ที่ซื้อให้ลูกที่เริ่มเป็นวัยรุ่น หรือกระทั่งสามีซื้อให้ภรรยา เพราะมันสื่อสารได้ว่าเขาแคร์คนรักของตัวเองจริง ๆ พอใคร ๆ ก็ซื้อกางเกงอนามัยให้กันได้ ในที่สุดเรื่องของประจำเดือนมันก็จะเป็นเรื่องที่พูดได้มากขึ้นในสังคมไทย” โทมัสกล่าว

“เราคิดว่า Pynpy’ จะไม่ได้อยู่แค่เรื่องประจำเดือน แต่เรายังอยากพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมสิ่งทอสำหรับซึมซับของเหลวที่ออกจากตัวมนุษย์ เช่น สินค้าสำหรับ LGBTQ+ ที่ทำศัลยกรรมแล้วจะมีน้ำออกจากช่องคลอด เพราะความตั้งใจของเราคือ การทำให้ทุกคนที่มีปัญหา รู้สึกว่าเขามีคุณค่าในตัวเองและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติมากที่สุด” กานต์ทิ้งท้าย

ธุรกิจกางเกงในอนามัยที่ตั้งต้นจากนักออกแบบ พัฒนาโดยวิศวกรสิ่งทอ และเก็บฟีดแบ็กมาปรับปรุงไม่หยุดหย่อน

Lesson Learned

  • ฟีดแบ็กจากคอมมูนิตี้สำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ ธุรกิจไม่ได้เติบโตจากสินค้า แต่เติบโตจากปัญหาของผู้ใช้จริง
  • ถ้าคิดจะทำสินค้าอะไรสักอย่าง อย่าคิดว่าจะทำสินค้าสำหรับทุกคน เพราะทุกคนนั้นแตกต่างหลากหลาย แต่ควรจะคิดวิธีว่าจะทำสินค้าอย่างไรให้แก้ปัญหาของคนได้ และขายวิธีแก้มากกว่าสินค้า

Website : www.pynpy.com/th/

Facebook : Pynpy’

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘NANA Coffee Roasters’ สาขาบางนา ใน 10 โมงเช้าวันอังคาร วันที่ไม่ได้พิเศษอย่างเช้าวันจันทร์หรือเย็นวันศุกร์ นอกจากกลิ่นกาแฟหอมฟุ้ง บรรยากาศร้านขาวโปร่งโล่งสบาย ที่นั่งหลากหลายมุมในร้านยังถูกจับจองเยอะจนน่าประหลาดใจ ทั้งครอบครัวที่มากับเด็ก ๆ กลุ่มไบเกอร์ และผู้คนคอกาแฟที่ดูจะเป็นลูกค้าประจำ

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แบรนด์สักแบรนด์หนึ่งจะเข้าไปนั่งในใจของลูกค้าได้ จากวันที่ยอดขาย 50 แก้ว 200 แก้ว สู่ 1,800 แก้วต่อวัน อะไรคือสิ่งที่ กุ้ง-วรงค์ ชลานุชพงศ์ เจ้าของร้านกาแฟผู้ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยดื่มกาแฟสักถ้วยในชีวิต ได้ค้นพบและร่วมสร้างกว่าจะมาเป็น NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ ‘ไม่เคยต่อรอง’ เรื่องคุณภาพของกาแฟ

กุ้งถามเราว่าชอบดื่มอะไร ชอบดื่มแบบไหน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเป็นกันเอง หายไปสักพัก กาแฟหอมฟุ้งที่กุ้งเลือกให้มาเสิร์ฟที่โต๊ะ แล้วบทสนทนาของเราก็เริ่มต้นขึ้น

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

แล้วเราจะตามหาเราจนเจอ

เส้นทางธุรกิจของกุ้งย้อนกลับไปได้นับทศวรรษ กว่าจะมาเป็น NANA Coffee Roasters ในวันที่กุ้งลาออกจากการเป็นวิศวกรเครื่องกลของโรงงานแห่งหนึ่งหลังทำงานมาร่วมสิบปี ด้วยความเบื่อหน่ายในชีวิตมนุษย์ออฟฟิศ ความอยากค้นหาตนเอง และความริเริ่มอยากลองเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ ณ ตอนนั้นความอยากยังไม่สัมพันธ์กับความรู้ทางธุรกิจที่มี

เขาเริ่มจากศูนย์ และธุรกิจแรกของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับกาแฟแม้แต่นิด แต่เป็นแฟรนไชส์โรงเรียนสอนภาษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้โรงเรียนจะไปได้ดี แต่กุ้งรู้สึกว่าชีวิตยังดีขึ้นได้อีก เขาจึงเริ่มเปิดร้านถ่ายรูปโดยร่วมลงทุนกับคนข้างบ้าน ขยายเป็น 9 สาขาในพื้นที่นนทบุรี ควบคู่กับโรงเรียนสอนภาษา

แล้วชีวิตนักธุรกิจไฟแรงของกุ้งก็โดนคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าอย่างจัง

“พอเราทำร้านถ่ายรูปไป 9 สาขา ก็เจอการเปลี่ยนเทคโนโลยีจากฟิล์มเป็นดิจิทัล ทำให้วงการถ่ายรูปอยู่ในยุคตกต่ำ คนไม่ยอมเอาไฟล์มาอัดงาน ยอดขายตก

“ตอนนั้นหนี้เยอะมาก เราต้องซื้อเครื่องถ่ายรูปใหม่ ประมาณ 13 – 14 ปีที่แล้ว ทำให้ผมมีหนี้ 10 กว่าล้าน เหมือนเราอยู่บนหลังเสือแล้วลงไม่ได้”

จนกระทั่ง กานดา โทจำปา หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า กุ้งหญิง แนะนำให้ลองขายกาแฟสด ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในช่วง พ.ศ. 2550 – 2551

“ตอนนั้นผมอายุ 42 แล้ว แต่ยังไม่เคยกินกาแฟสักแก้วเลย” เขาหัวเราะ

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

ด้วยความเนื้อหอมของกาแฟสดในตอนนั้นบวกกับใจตัวเองที่ชอบความท้าทาย เขาจึงเริ่มเรียนชงกาแฟกับ อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ แห่ง Bluekoff ครูกาแฟคนแรกของเขา 

ส่วนร้านกาแฟร้านแรกของกุ้ง (ก่อนจะเป็น) NANA Coffee Roasters ก็ดัดแปลงมาจากร้านถ่ายรูปสาขาแจ้งวัฒนะ จากการตัดกระจกครึ่งหนึ่งมาทำเคาน์เตอร์ ให้บาริสต้าอยู่ในห้องแอร์ชงกาแฟ เขาขายได้วันละ 30 แก้ว

ถ้าเป็นกุ้ง NANA แล้วล่ะก็… เขาคงจะไม่หยุดแค่นั้น

“เราสงสัยว่าเราใหม่ไป ทำไม่เก่ง หรือทำเลไม่ดี”

กุ้งเดินสำรวจร้านข้าง ๆ ที่ขายได้วันละร้อยแก้ว และตัดสินใจจะเปิดสาขาสองจากร้านถ่ายรูปสาขาเมืองทอง

“ก็ทำเหมือนเดิม ตัดกระจกครึ่งหนึ่ง ร้านนั้นเพิ่งปิดไปเมื่อปลายปีก่อน ขายได้วันละประมาณ 200 แก้ว”

เขาเพลิดเพลินกับกาแฟคั่วเข้มใส่นมข้นหวานขายอยู่ 3 – 4 ปี จนกระทั่งเริ่มคิดว่ามันไปต่อไม่ได้ จึงลาออกจากธุรกิจทั้งหมดที่ทำอยู่ และไปเรียนรู้เรื่องการชิมกาแฟเต็มตัว

สิ่งที่กุ้งทำทั้งวันและทุกวันตลอด 10 เดือน คือ คั่วและชิมกาแฟ จนสอบเป็น Q Grader หรือนักชิมกาแฟ ได้เป็นคนที่ 7 ของประเทศ ในวันที่กาแฟพิเศษยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย

ทะเลสีขาว

จากธุรกิจกาแฟสดสู่กาแฟพิเศษ NANA Coffee Roasters ก้าวสู่การเป็นร้านกาแฟระดับต้น ๆ ของประเทศด้วยการขายประสบการณ์ในการดื่มและสื่อสารเรื่องราวไปถึงลูกค้า 

นี่คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้มีจุดยืนที่แตกต่าง ท่ามกลางตลาดกาแฟไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

“เราต้องแยกว่าเราอยู่ใน Red Ocean หรือเปล่า ซึ่งผมว่าเราไม่ได้อยู่ใน Red Ocean

“การทำร้านกาแฟต้องมีเคล็ดลับ มีเทคนิคเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเขาต้องมาหาคุณให้ได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เราต้องสร้างอาณาจักรของตัวเอง ผมมองว่าเราอยู่ใน White Ocean เราอยู่ของเรา คนอื่นที่จะเข้ามาแข่งไม่ได้แข่งเรื่องราคา แต่แข่งเรื่องคุณภาพและบริการ”

กุ้งเรียนรู้สิ่งนี้ได้จากทุก ๆ สาขาของ NANA Coffee Roasters ที่เปิดมา

ร้านแรก สาขาเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา สอนว่าทำเลไม่ใช่ทุกอย่าง – คุณภาพต่างหากที่จะพาคนมาหาเรา

ร้านที่สอง สาขาอารีย์ สอนว่าทำเลที่ดีคือแต้มต่อของธุรกิจ – ให้คนมาหาเราได้ง่ายขึ้น

บทเรียนทั้งหมดพาเขามาสู่ร้านนี้ สาขาที่สี่ที่บางนา

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย
NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

นานา ณ บางนา

ก่อนจะมาเป็นนานาที่บางนา ที่นี่เคยเป็นร้านอาหารมาก่อน 

“เจ้าของที่ดินเป็นลูกค้าผมที่สาขาเลียบทางด่วนฯ เหมือนโชคที่เราจะได้เจอกัน ผมยืนชงกาแฟ เขามาซื้อกาแฟ แล้วเขาก็บอกว่า หนูมีทำเลแถวบางนา พี่สนใจไปเปิดร้านไหม”

ประจวบเหมาะกับที่ปรึกษาทางธุรกิจของกุ้ง (ควบตำแหน่งลูกค้าสาขาเลียบทางด่วนฯ เช่นเดียวกัน) เคยแนะนำทำเลทองที่บางนาและถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ คำแนะนำนี้วนเวียนอยู่ในหัวเขามาหลายปีไม่เคยหายไปไหน 

“พอลูกค้าพูดว่า บางนา กม.1 ผมปิ๊งเลย”

ที่ดินผืนนี้ที่บางนา ณ ตอนนั้นเป็นร้านอาหารชื่อ อบอวน มหาชัย

“เขาบอกว่าที่อยากให้พี่กุ้งมาคือ อยากให้ไปเปิดร้านกาแฟข้างหลัง” เรามองไปรอบ ๆ ร้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเขียวขจี ภาพที่เห็นในวันนี้ยังไงก็ไม่ใช่ ‘ร้านกาแฟข้างหลัง’ แน่ ๆ 

“แต่ผมบอกว่าถ้าได้ที่แค่นั้นคงไม่มา ถ้าจะมาต้องขอพื้นที่ทั้งหมด” เขาเป็นคนแบบนั้น ทำอะไรทำจริง

โชคเข้าข้างเขา เพราะตรงกับช่วงโควิด-19 ทำให้ธุรกิจร้านอาหารไม่รุ่งเรืองเท่าที่ควร เจ้าของที่ดินจึงตัดสินใจให้ NANA Coffee Roasters มาเปิดร้านแรกในฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก

ที่ดินริมถนนบางนา กม.1 เลยกลายเป็นผ้าใบผืนใหญ่ให้กุ้งได้ลงมือสร้างภาพฝันของธุรกิจ

“สาขาบางนาเหมือน Showcase ของเรา มันรวมการตกผลึกด้านการทำร้านกาแฟพิเศษ มีหลาย ๆ อย่างที่ซ่อนอยู่แม้กระทั่งถาดที่เสิร์ฟ มีแนวคิดหลายอย่างที่เราใส่เข้ามา มีการบอกเรื่องราว

“พอลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน เขาควรจะได้พลังงานบวกกลับไป ได้แรงบันดาลใจบางอย่างกลับไป อย่างมาที่นี่ แค่เขาเห็นบาร์ เห็นวิธีการทำงาน เห็นวิธีการนำเสนอเรื่อง เห็นอาคาร หรืออะไรก็ตาม มันต้องมีสักอย่างที่ทำให้เขารู้สึกดี”

บางนาจึงเป็นที่ตั้งของสาขาที่สี่ของ NANA Coffee Roasters ซึ่งผสมผสานเรื่องสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ และกาแฟ รวมไปถึงแรงบันดาลใจเข้าด้วยกัน 

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย
NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

03 Coffee Ecosystem

ดูเหมือนว่าสิ่งหลักที่กุ้งและทีมทำคือการขายกาแฟ แต่หากขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น เราจะเห็น NANA Coffee Roasters อยู่ในทุก ๆ อณูของวงการกาแฟ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

เพาะกล้า

สีน้ำมันคุณภาพดีคงถูกเสกสร้างเป็นภาพวาดที่สวยไม่ได้หากไม่มีศิลปิน เหมือนที่กุ้งเชื่อว่าบาริสต้าคือกุญแจสำคัญของกาแฟที่ดี เกิดมาเป็นอีกบทบาทหนึ่งของกุ้ง คือ ‘ครูกุ้ง’

ตั้งแต่ในยุคที่ Q Grader เริ่มมีการเปิดสอบในเมืองไทย เขาเริ่มสอน ติวเข้ม และส่งสอบ จนกระทั่งนักเรียนในชั้นสอบผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เฉลี่ยทั้งโลกมีคนได้เป็นนักชิมกาแฟเพียง 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“ทุกวันนี้ทุกคนก็เติบโตในสายธุรกิจกาแฟ เป็น World Judge คั่วกาแฟ จะเห็นว่าคนที่เติบโตได้ดีในวงการกาแฟพิเศษคือ ต้องมีแพสชัน” นี่คือความภูมิใจของครูกาแฟ ผู้อยากเห็นวงการกาแฟไทยก้าวไปข้างหน้า

ผ่านมา 7 – 8 ปีจากวันนั้น มีคนมาเรียนกับครูกุ้งไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3,000 คน

NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่ต่อรองคุณภาพ ความสุขลูกค้า และความก้าวหน้าวงการกาแฟไทย

ต้นน้ำ

“ภาพที่คนมองเรา อาจจะคิดว่าเราขายแต่กาแฟนอก จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย เราซื้อกาแฟไทยปีหนึ่ง 30 ตัน กาแฟนอกเราซื้อไม่เยอะ ไม่ถึง 10 ตัน” 

กุ้งเชื่อมั่นในคุณภาพกาแฟไทย และอยากส่งต่อเรื่องราวจากต้นน้ำเกษตรกรไทย ไม่ใช่เพียงผ่านรสชาติกาแฟที่ดี แต่ผ่านสิ่งที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง

“เนื่องจากทีมเราขึ้นไปเก็บกาแฟเอง ตั้งแคมป์ในไร่กาแฟครั้งหนึ่งประมาณ 5 – 10 วัน ได้เห็นว่าข้างบนเหมือนสวรรค์บนดิน สิ่งหนึ่งที่เราทำมาเป็นรูปธรรมเลยคือการจัด Barista Camp ซึ่งจัดมา 6 ปีแล้ว

“มีลำธารไหลผ่าน มีบ้านพัก ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ เราก็ปั่นไฟใช้ เราเห็นว่าเกษตรกรพยายามทำกาแฟแบบออร์แกนิกจริง ๆ” กุ้งพรรณนาบรรยากาศของไร่กาแฟให้เราเห็นภาพมากขึ้น

“เราจึงอยากให้ลูกค้าได้สัมผัสกับธรรมชาติเหล่านั้น รวมทั้งอาจจะเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เขาได้เห็นเราในธรรมชาติ ได้เข้าใจธรรมชาติ”

ปลายน้ำ

ในวันที่กล้าเติบโตและต้นน้ำดำเนินไปได้ดี กุ้งและทีมก็ไม่ลืมพัฒนาตนเอง แตกกิ่งก้านสาขา จากในช่วงโควิด-19 ระลอกแรกที่ยังไม่มีทั้งบริการขายออนไลน์และเดลิเวอรี่ 

“จากวันนั้นเราพยายามขายออนไลน์ แล้วเชื่อไหมครับ เราขายได้เดือนละ 50,000 บาท ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้หน้าร้าน เพราะอะไร เพราะทำไม่เป็น” กุ้งหัวเราะลั่น

แม้จะถือได้ว่าเป็นนักธุรกิจเต็มตัวกับประสบการณ์กว่าสิบปี กุ้งก็มีวันที่ทำไม่เป็นกับเขาเหมือนกัน

“มันเป็นอีกธุรกิจที่ชื่อเสียงของธุรกิจออฟไลน์ไม่มีผลกับยอดขายออนไลน์เลย มีรุ่นน้องผมคั่วกาแฟแค่ 2 ปี ขายออนไลน์ดีมาก วันที่เราขายได้ 50,000 เขาขายได้ 2 ล้านบาทต่อเดือน

เขาว่าประโยค ‘สนามหญ้าข้างบ้านมักเขียวกว่าบ้านเราเสมอ’ เป็นเรื่องจริง ทำเราหัวเราะครืน แต่กุ้งไม่เพียงชะโงกหน้ามองสนามหญ้าข้างบ้าน เขาให้ลูกชายก้าวเข้ามาศึกษาและช่วยส่วน Online Marketing จนดันยอดขายเกิน 7 หลักในช่วงเวลา 4 เดือน

จากยอดขาย 50 แก้วสู่ 1,800 แก้วต่อวันของ NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่เคยต่อรองคุณภาพและความก้าวหน้าวงการกาแฟ

ปลายน้ำที่ส่งตรงถึงละแวกบ้านคุณ

“เดลิเวอรี่นี่ยิ่งมัน ผมจะเล่าให้ฟัง” แววตาของกุ้งเต็มไปด้วยประกายความสนุก “เป็นที่มาของ Harudot ซึ่งเป็น Second Brand ของเรา”

ในช่วงโควิดตอนแรก กุ้งและกุ้งหญิงพยายามติดต่อเดลิเวอรี่เจ้าดังอย่าง Grab, LINE MAN แต่ด้วยรัศมีทำการที่จำกัด จึงหาช่องทางในการตั้ง Cloud Kitchen ในเมือง ซึ่งตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เสี่ยงเกินจะรับไว้ 

ณ ตอนนั้น ศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบขายส่งแม็คโครติดต่อมาพอดี เป็นช่วงที่ร้านกาแฟมวลชนจะถอนการลงทุน มีทั้งหมดเป็นร้อยสาขา NANA Coffee Roasters เลือกเฉพาะสาขาในกรุงเทพฯ ชั้นใน 

“ไหน ๆ มันมาถึงตรงนี้แล้ว แทนที่จะทำเป็น Dark Kitchen เพราะถ้าเป็นครัวมืด เราจะได้บาริสต้าคุณภาพต่ำลง บาริสต้าเป็นอาชีพที่สปอตไลต์ต้องส่องเขา คุณต้องยืนอยู่บนสแตนด์ คุณต้องรู้สึกภูมิใจ แล้วคุณต้องเด่น เราถึงจะได้คนดี ๆ เข้ามา”

จากที่ตั้งใจให้เป็นเพียง Cloud Kitchen ของแบรนด์หลัก ก็เกิดเป็นแบรนด์ที่สองชื่อ Harudot ของลูกชายควบคู่ไปด้วย 

Positioning ของสองแบรนด์ต่างกัน ใช้กาแฟคนละตัว ต้นทุนต่างกัน รสชาติไม่เหมือน แต่อร่อยคนละแบบ โดยมีมาตรฐานเดียวกันทั้งอุปกรณ์และพนักงาน จนให้พนักงาน Harudot ย้ายไปทำที่ NANA Coffee Roasters ได้เลยโดยไม่ต้องฝึกเพิ่ม เพราะเขาเองก็ต้องเสิร์ฟเมนูสำหรับเดลิเวอรี่ของแบรนด์แรกเช่นกัน

“ปีที่แล้วปีเดียว เราเปิดไป 4 สาขา บ้าพลังมาก ในขณะที่ทุกคนลดสเกล เรากลับสวนกระแส แล้วแนวความคิดนี้ก็ประสบความสำเร็จ ผมขายได้”

ถึงจะมีวันที่กุ้งทำไม่เป็น แต่ดูเหมือนจะไม่มีวันที่เขาทำไม่ได้

จากยอดขาย 50 แก้วสู่ 1,800 แก้วต่อวันของ NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่เคยต่อรองคุณภาพและความก้าวหน้าวงการกาแฟ

นานาบทเรียน

“ผมเคยอยู่ญี่ปุ่นมา 6 ปี ได้เห็นว่าร้านราเมงที่นั่นมีปัญหาเยอะมาก มันเป็นธุรกิจครัวเรือน คนส่วนใหญ่ที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เจ๊ง มีหนี้เป็นสิบล้าน เราเห็นว่าร้านที่อยู่ได้ เขาทุ่มเทขนาดไหน เขาตีเส้นเอง ตัดเส้นเอง ทำน้ำซุปให้อร่อย ทำเองทุกอย่าง กว่าจะได้เงินจากกระเป๋าลูกค้าไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องทำงานจริง ๆ แล้วคุณจะเข้าถึงมัน”

ณ วันที่คุณวางมือจากธุรกิจนี้ ลูกชายต้องเรียนรู้อะไรบ้าง – เราถามเขา เขาหยุดคิดสักครู่ ก่อนตอบว่าเรื่องแรกคือเรื่องของ ‘คน’ 

ทักษะเรื่องคนคือสิ่งแรกที่ต้องมี

“คนเป็น Key Success ถ้าเราคนเดียว คงทำงานใหญ่และเยอะขนาดนี้ไม่ได้ เราต้องไว้ใจคนและให้ความสำคัญกับเขา

“ทำยังไงที่จะสามารถดึงศักยภาพของพนักงานแต่ละคนให้พร้อมทำงาน ต้องดูรอบด้านว่าเขามาทำงานแล้วมีความสุขไหม เขามีเงินใช้ไหม เพราะว่านั่นจะกระทบกับงานตรง ๆ เลย” 

สิ่งที่สำคัญสำหรับกุ้งในการรับคนเข้าทำงาน ไม่ใช่ความรู้แต่เป็นทัศนคติ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่สอนกันได้ และกุ้งทำสิ่งนี้ได้ดีซะด้วย

“จุดแข็งที่เรามั่นใจคือการเทรนนิ่ง ในเมื่อเราเทรนให้คนอื่นทำงานได้ คนของเราเองก็ต้องทำงานได้ และจะทำทุกสาขาให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน”

ถ้าอยากเป็นบาริสต้าที่นี่ คุณไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน เขาบอกกับบาริสต้าทุกคนว่า ในที่สุดทุกคนอยากมีร้านกาแฟ เขาไม่เคยขอให้ใครอยู่ทำงานกันไปนาน ๆ แต่ขอให้ทุกคนที่มาทำงานเรียนรู้จากเขาให้มากที่สุด

กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทีมดีที่ขับเคลื่อน NANA Coffee Roasters ไปข้างหน้า แต่รวมไปถึงครอบครัวของทีมที่ต้องเสียสละให้พวกเขาไปทำงานดึกดื่นหรือในวันหยุด กุ้งขอบคุณทุกคนด้วยใจจริง

เรื่องที่สองคือ ‘องค์ความรู้’ คือการที่เข้าใจเรื่องกาแฟจริง ๆ

“ในวงการแข่งขันกาแฟ คำเดียวที่สำคัญที่สุดคือ Consistency ทำยังไงให้สม่ำเสมอ มันยากเพราะกาแฟเป็นสินค้าเกษตร ทุก ๆ ล็อตไม่เคยเหมือนกัน

“ลูกค้ามากินกาแฟ มันเป็นสิ่งที่สัมผัสปากเขาทุกวัน ถ้าเปลี่ยนไปนิดเดียวเขาจะรู้เลยว่านี่ไม่ใช่ แล้วเราให้ความรู้สึกแบบนี้กับเขาทุกวัน จนวันหนึ่งเขาไปเจอร้านกาแฟที่ใช่ เขาจะไม่กลับมาอีกเลย”

และเรื่องสุดท้ายที่แม้ไม่ได้ออกจากปาก แต่สัมผัสได้ในทุก ๆ คำที่กุ้งเล่าคือ ‘ใจรัก’

เราถามว่ากาแฟคืออะไรสำหรับเขา เขาตอบว่า “กาแฟไม่เคยเหมือนกันสักวัน มันคือความตื่นเต้น เหมือนบางคนที่เทรดหุ้น ทำไมมานั่งเทรดหุ้นทุกวัน เพราะมันตื่นเต้น ผมว่าเขาเสียมากกว่าได้ แต่มันตื่นเต้น มันทำให้เราตื่นเต้นทุกวัน เวลาได้กาแฟใหม่มาต้องคั่วแล้วชิมคืนนั้น มันทนให้ข้ามคืนไม่ได้” 

กาแฟเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจของชายคนนี้ให้ยังคงเป็นเด็ก ซุกซน และมีไฟพัฒนาธุรกิจต่อไป

จากยอดขาย 50 แก้วสู่ 1,800 แก้วต่อวันของ NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่เคยต่อรองคุณภาพและความก้าวหน้าวงการกาแฟ
จากยอดขาย 50 แก้วสู่ 1,800 แก้วต่อวันของ NANA Coffee Roasters ร้านกาแฟที่ไม่เคยต่อรองคุณภาพและความก้าวหน้าวงการกาแฟ

นานาในดวงใจ

“อยากให้ NANA Coffee Roasters เป็นร้านกาแฟในดวงใจของคนไทยทุกคน ให้เขาชื่นชม ชื่นชอบ อยากให้คนที่เป็นเจ้าของนานาต่อไป ได้ดูแลพนักงานของตัวเองให้ดี”

กุ้งเน้นย้ำความสำคัญเรื่องคนและการดูแล ‘3 ขาหลัก’ 

หนึ่ง คือตัวเองและผู้ลงทุน

สอง คือทีม

และสาม คือลูกค้า

“หาก 3 คนนี้มีความสุข ธุรกิจไหน ๆ ก็อยู่แบบยั่งยืนได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ”

Lessons Learned

  • ธุรกิจที่ดำรงอยู่ได้และประสบความสำเร็จ เพราะทีมที่แข็งแรงและทีมที่แข็งแรงนั้นสร้างขึ้นมาจากความเห็นอกเห็นใระหว่างคนในทีม
  • องค์ประกอบของทักษะเรื่องคน องค์ความรู้ และใจรัก จะสร้างนักธุรกิจและธุรกิจที่ดี
  • เริ่มต้นด้วยทัศนคติ ‘ทำได้และจะทำ’
  • จงเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการ แล้วธุรกิจเราจะเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับสังคมที่เราร่วมพัฒนา

 

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load