29 Nov 2018
8 PAGES
4 K

พุฒิ ภูมิจิต หรือ พุฒิยศ ผลชีวิน เพิ่งคุกเข่าขอคนรักแต่งงานในเทศกาลดนตรี Cat Expo 5

ท่ามกลางข่าวคราวอันแสนหวานชื่นตามสื่อต่างๆ ชายหนุ่มบอกผมว่า ชีวิตช่วงนี้ค่อนข้างหนักหนาตามประสาคนที่อายุล่วงมาถึงวัยกลางคน

“ทั้งรัก ทั้งฝัน ทั้งเงิน ทั้งงาน”

บางประโยคในเพลง Active Income ซิงเกิลในอัลบั้มล่าสุดที่ชื่อ Midlife ของวงภูมิจิต บอกถึงสิ่งที่เขาต้องประคับประคองในช่วงวัยนี้

ไม่สิ ไม่ใช่แค่เขา เราต่างต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องสมดุลมิติต่างๆ ในชีวิตไม่ให้ด้านใดด้านหนึ่งพังทลายหรือสูญหายระหว่างเส้นทางที่ยังไม่เห็นเส้นชัย

‘Midlife’ จึงเป็นทั้งวัยที่เขากำลังเผชิญหน้าและเป็นทั้งคำที่เขาเลือกถ่ายทอดเรื่องราวของมันออกมาผ่านบทเพลงในอัลบั้มล่าสุดของวงภูมิจิต

นอกจากบทเพลง เขายังเขียน Midlife Diary ในเพจของวง และทำรายการพอดแคสต์ชื่อ Midlife Podcast ชวนบุคคลต่างๆ มานั่งคุยกันถึงเรื่องราวในชีวิตที่ต้องเผชิญ

เรานัดพบกันในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ดวงโตกำลังคล้อยต่ำ เวลาค่ำใกล้มาเยือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่เขาเลิกงานประจำ

ในฐานะคนรู้จักกัน ผมรู้สึกว่าเขาคือภาพแทนของมนุษย์ผู้พยายามทำทุกทางให้ความฝันอยู่รอด แม้ว่าดนตรีจะพาให้ชีวิตพบเจออุปสรรคหรือเรื่องราวชวนเจ็บปวด เคยทำให้เขาต้องตกงานอยู่ครึ่งปีอย่างที่เขาเขียนไว้ใน Midlife Diary แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งมัน

ตอนที่เราเจอกันสีหน้าของเขาแสดงความเหนื่อยล้าออกมาอย่างไม่อาจปกปิด แต่น้ำเสียงและแววตาของเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อบทสนทนาเริ่มต้น

ส่วนเขาประคับประคองทั้งรัก ทั้งฝัน ทั้งเงิน ทั้งงาน ด้วยวิธีใด และในวันนี้วัยนี้วิถีพุฒิเป็นอย่างไร คำตอบอยู่ในบทสนทนาของเรา

พุฒิ ภูมิจิต พุฒิ ภูมิจิต

ทุกวันนี้งานหลักที่คุณทำคืออะไร ใช่ดนตรีหรือเปล่า

ไม่ใช่ งานหลักของเราคือวิศวกร เราอยู่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ทำเครื่องจักรขายในอุตสาหกรรม Heat Exchanger ตำแหน่งเราคือหัวหน้าวิศวกร

 

หัวหน้าวิศวกรเป็นงานที่มั่นคงกว่าทำวงดนตรีไหม

เป็นคำถามที่ตอบยากเหมือนกัน เอาเป็นว่าตอนนี้ดนตรียังเป็นสิ่งไม่มั่นคง แต่เราก็ไม่คิดว่าวิศวกรมั่นคงอะไร เราเคยเจอช่วงยากๆ มาแล้ว เราเคยผ่านช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแล้วบริษัทต้องเอาคนออก เราเลยคิดว่าเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์พวกนี้อยู่เสมอ

 

อะไรที่ทำให้ยังทำวงดนตรีอยู่ ทั้งที่รายได้จากงานประจำก็น่าจะเพียงพอที่จะอยู่ได้แล้ว

เราคิดว่าคนเรามันจะมีเรื่องการเอาชีวิตรอดกับเรื่องพันธกิจของชีวิต นักเขียนหลายๆ คนอาจจะต้องเขียนงานเพราะว่าอยากเล่าสารบางอย่าง คนทำหนังก็อาจจะมีหนังแบบที่ตัวเองอยากทำอยู่ มีสารที่อยากเล่า เราคิดว่าเราก็คงคล้ายๆ กัน

ตัวเราเองก็มีสารที่อยากเล่าผ่านสื่อบางอย่าง แล้วพอดีสื่อที่เราทำได้ถนัดมือที่สุดคือการเขียนเพลง แล้วก็การทำวงภูมิจิต

 

คุณเคยเล่าว่า ชีวิตต้องตกงานอยู่ครึ่งปีเพราะการเล่นดนตรีไปกระทบงานประจำ ถ้าให้ย้อนมองคุณคิดว่าดนตรีเป็นภาระของชีวิตไหม

เป็น เป็นเรื่องใหญ่เลย เราอยากจะทิ้งมันหลายทีมากๆ ช่วง 5 ปีที่ทำอัลบั้ม Midlife เราคิดเรื่องนี้บ่อย ทำไปแล้วได้อะไร ทำไปแล้วจะรอดหรือเปล่า

เมื่อก่อนสมัยเป็นวัยรุ่น เราคิดว่าเราทิ้งทุกอย่างเพื่อไปไฟต์กับมันได้ แต่พอเราเริ่มมีเป้าหมายใหม่ๆ ในชีวิตเพิ่มเติม เช่นเราวางแผนจะแต่งงาน เราก็รู้สึกว่าเราไม่สามารถทิ้งทุกอย่างเพื่อทำสิ่งที่ฝันได้ เพราะว่ามันมีความจริงบางอย่างที่เราต้องซัพพอร์ตด้วย เราก็เลยพยายามหาวิธีที่ทำให้ตัวเองยังทำสิ่งที่ต้องการทำได้อยู่ และวิธีการอยู่รอดของเราก็คือการทำงานประจำ มันก็ทำให้เราต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น หลังเลิกงานเราจะต้องไปสัมภาษณ์ เราจะต้องทำวง เราจะต้องทำเพลง ดังนั้น มันก็จะกินเวลาของชีวิตเราประมาณหนึ่ง

ประโยคหนึ่งในเพลง Active Income ที่ว่า “ทั้งรัก ทั้งฝัน ทั้งเงิน ทั้งงาน” มันเป็นแนวคิดหลักอันใหม่ของเราในชีวิตช่วงนี้ ฝันก็ต้องทำ เงินก็ต้องมี งานก็ต้องรอด แฟนก็ต้องรัก ครอบครัวก็ต้องดูแล เรารู้สึกว่า ชีวิตเราเชื่อมโยงกันหมดเลย ตอนนี้เหมือนเรากำลังโยนจักกลิ้งไม่ให้บอลแต่ละลูกมันร่วง

พุฒิ ภูมิจิต

บอลแต่ละลูกที่อยู่ในมือมีอะไรบ้าง

มีแฟน มีวง มีเงิน มีงาน และมีครอบครัว อันนี้เป็น 5 เรื่องหลัก

 

เคยคิดไหมว่าลูกไหนสำคัญ ลูกไหนปล่อยตกได้

เราไม่เคยปล่อยให้มันตกสักลูกเลย เพียงแต่ว่าบางทีถ้าเรารู้ว่าไม่ไหว เราอาจจะวางบางลูกไว้ แล้วก็โยน 3 หรือ 4 ลูก เราคิดว่าสิ่งที่เราพอทำได้ก็คือวางไว้ลูกหนึ่ง แล้วเล่นไปอีกสามสี่ลูกก่อน แล้วค่อยกลับมา แต่ว่าอย่าปล่อยให้ตกกับมือ อย่างตอนทำอัลบั้มนี้เรามีเรื่องเกือบตายหลายรอบมากเพราะไม่วางมัน

ตอนนั้นเราทำงานที่ชลบุรีเสร็จต้องขับรถไปนั่งฟังมาสเตอร์ที่บ้านแม็กที่อยู่สมุทรปราการ ฟังเสร็จประมาณตี 2 แล้วก็ขับรถกลับมาชลบุรีใหม่ พอกลับมาจอดรถก็ง่วง เลยหลับในรถ ยามก็มาดูว่าเราไม่ได้ตายใช่มั้ย ตอนที่ตื่นมาเราก็ตกใจ สตาร์ทเครื่อง แล้วอยู่ๆ เราก็เข้าเกียร์ R แล้วเหยียบคันเร่ง รถก็พุ่งไปข้างหลัง อีกนิดเดียวจะตกตึกแล้ว

มีเหตุการณ์แบบนี้เยอะ ด้วยความที่เราใช้ร่างกายมากกว่าคนอื่น แต่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราต้องทำ เหตุผลหนึ่งคือเราเรียนจบช้า ช่วงเวลาที่เป็นไพรม์ไทม์ที่สุดที่เราจะทำเงินหรือเก็บเงินเราได้เสียมันไปกับภูมิจิต ดังนั้น มันไม่แปลกที่เราจะต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น เพื่อเอาช่วงเวลาที่หายไปกลับคืนมา

 

คุณเคยบอกว่า ภูมิจิตเป็นวงที่อยู่จุดกึ่งกลางระหว่างคำว่าสำเร็จกับความไม่สำเร็จ สิ่งนี้เป็นปัญหาไหม

เป็นปัญหา เรารู้สึกว่าถ้าวงเราไม่ดังเลย เราตัดใจเลิกแล้วไปเส้นทางอื่นได้ง่ายมาก แต่เราก็ไม่ได้ดังระดับที่มีงานมากมาย จนสามารถอยู่ได้ คือเราไม่สามารถใช้โมเดลเดิมหรือชุดความรู้เดิมที่ค่ายใหญ่เคยทำมาหรือสิ่งที่ศิลปินอินดี้อื่่นๆ เคยทำ เพราะเราอยู่ตรงกลาง เราต้องแสวงหาชุดความรู้อื่นเพื่อให้ตัวเองรอด ซึ่งเราว่ามันยาก แต่ถ้าจะเลิกก็เสียดาย

 

เสียดายแฟนเพลง เสียดายชื่อเสียงที่สั่งสมมา หรือเสียดายอะไร

เราเสียดายชีวิตกับเวลา

เราลงทุนเวลากับภูมิจิตมาตั้งแต่ปี 2003 ที่เราเริ่มทำวงกัน ถึงตอนนี้ก็ 15 ปี แล้ว พอมองย้อนไปครึ่งชีวิตของเรามันคือการเป็น พุฒิ ภูมิจิต แล้วทุกครั้งที่เราจะเลิกมักจะมีบางอย่างมาบอกไม่ให้เลิก เช่นคนแชทมาบอกว่า ฟังเพลงพี่แล้วเรียนจบปริญญาเอก หรือบางคนบอกว่า ผมเลิกยาได้เพราะว่าผมฟังเพลงพี่ อะไรพวกนี้

 

ข้อความไม่กี่ข้อความทำให้ตัดสินใจอยู่ต่อได้เลยเหรอ

เพราะว่ามันดันไปทัชกับ Core Value ของชีวิตเรา เราชอบเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นเทวดาตัวน้อย (หัวเราะ) คือการที่เราส่งสารอะไรไป แล้วสารของเรามันสามารถทำให้ชีวิตของอีกหลายชีวิตดีขึ้นได้ มันตรงกับ Core Value ของเรา

เราเคยนั่งคิดเรื่องแก่นของชีวิตว่าจริงๆ มันคืออะไร แล้วเรานึกถึงคำว่า ผลชีวิน ที่เป็นนามสกุลของเรา ซึ่งพระราชทานโดยรัชกาลที่ 6 และมีการเขียนกำกับไว้ว่า ตระกูลชาวสวน คือตระกูลเราเป็นชาวสวนมาก่อนรับราชการ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ผลชีวิน คือมีชีวิตด้วยการปลูกผลหมากรากไม้ แล้วเราก็มาคิดว่าถ้าเราเลือกปลูกอะไรไปในจิตใจผู้คนล่ะ เราเลยเริ่มเข้าใจแก่นชีวิต เรารู้สึกว่าการที่ชีวิตคนดีขึ้นได้เพราะเพลงเรา มันเป็นสิ่งที่เป็นพันธกิจของชีวิต ซึ่งมันอยู่ในหมวดที่เราเรียกว่าความฝัน

พุฒิ ภูมิจิต พุฒิ ภูมิจิต

สังคมมักบอกให้เราทำตามความฝัน ในฐานะวงที่ทำตามความฝันแล้วเจอเรื่องเจ็บปวด คุณยังคิดว่าคนเราควรทำตามความฝันไหม

เรื่องหนึ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับการทำตามความฝันคืออย่าเอาความคิดตัวเองไปครอบคนอื่น

อันนี้เป็นเรื่องสมัยเมื่อนานมากแล้ว สมัยเรามีแฟนคนแรก คือเราฝันจะเป็นร็อกสตาร์ตั้งแต่มัธยม แต่แฟนเราเขาไม่ได้ฝันอยากเป็นอะไร เขาแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เราก็สงสัย ทำไมล่ะ ทำไมถึงไม่มีความฝัน ไม่ทำตามความฝัน จนสุดท้ายเราก็ค่อยๆ Input คำว่าความฝันเข้าไปได้ เขาเรียนคณะสหเวชศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่คนต้องการตัวมาก ราคาแพงมาก แต่เราพูดเรื่องพวกนี้จนวันหนึ่งเขาลาออก แล้วเขาก็มาเรียนมัณฑนศิลป์แทน

ตอนนี้เขาก็มีวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่ง เราเคยกลับมาคุยกันครั้งหนึ่ง ตัวเขาเองรู้สึกขอบคุณเรานะ แต่ว่าเรารู้สึกผิดกับเรื่องนั้น เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราไป Push เขามันจะพาชีวิตเขาไปทางไหน เรารู้สึกว่าความสำคัญของความฝันที่สุดแล้วมันคือการตัดสินใจด้วยตัวเอง

ถ้ามีความฝันก็ดี แต่ไม่มีความฝันก็ไม่เป็นไร ก็ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดี เราว่ามันอาจจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าว่าเราจะต้องมีหรือไม่มี

 

ทุกวันนี้คุณยังบอกให้คนทำตามความฝันอยู่ไหม

เราใช้คำใหม่ ช่วงหลังถ้าเรามีเวลาคุยกับแฟนเพลง เรามักจะค่อยๆ ถามว่าจริงๆ แล้วชีวิตต้องการอะไร ถ้าสมมติเราถอดฟอร์มของความฝันออก จริงๆ ความหมายของมันคืออะไร สมมติว่าเราอยากเป็นร็อกสตาร์ ในคำว่า ร็อกสตาร์ มันมีความหมายจริงๆ ของมันอยู่ คือเราอยากมีเพื่อนมากขึ้น อยากชวนทุกคนมาร้องเพลง อยากให้เพลงของเราทำชีวิตของเขาให้ดีขึ้น

เราคิดว่านี่เป็นกระบวนการสำคัญ เวลาเราพูดว่าเรามีความฝัน เราต้องถามว่าความฝันที่ว่าถ้าถอดฟอร์มออกแล้ว มันมีความหมายอะไรกับชีวิตกันแน่ พอเราเจอความหมายที่แท้จริงของมัน เราคิดว่ามันสามารถเปลี่ยนฟอร์มได้ อย่างเช่นเราอยากทำให้ชีวิตของคนรอบๆ ตัวดีขึ้น เราอยากจะเชื่อมโยงความแตกต่างกันของสังคมให้ได้ พอเป็นความหมายนี้เราก็สามารถทำด้วยวิธีอื่นได้ เช่น ทำพอดแคสต์ คุยกับแฟนเพลงด้วยการพยายามเขียนเล่าในเพจ

พอเราเจอความหมายที่แท้จริงของความฝันแล้ว ปรากฏว่าความฝันมันขยายไปได้อีกหลายฟอร์มมากเลย

พุฒิ ภูมิจิต

ย้อนกลับไปที่ว่า ส่วนหนึ่งที่ยังไม่เลิกทำวงเพราะเสียดายเวลาที่ผ่านมา แล้วกลัวไหมว่ายิ่งทำไปจะยิ่งเสียเวลากว่าเดิม

นี่เป็นคำถามที่เราก็ถามตัวเอง แต่เราคิดว่าวิธีที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ก็คือการทำมันให้เต็มที่ที่สุด ถ้าทำเต็มที่ที่สุดแล้วไม่สำเร็จ เราก็จะได้ตอบตัวเองได้ว่ามันไม่สำเร็จ จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ

พอชีวิตมาถึงอายุประมาณนี้ สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับคนที่เป็นเพื่อนๆ เราคือการที่เริ่มเสียดายสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ เราคิดว่าการเสียดายสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำมันเป็นเรื่องที่กัดกร่อนคนที่มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อนเราหลายคนมีชีวิตที่ดีกว่าเรามากนะ แต่เขากลับพูดว่าเขาอิจฉาที่เรายังทำอะไรอย่างนี้ได้ เพราะเขาอยู่ในจุดที่ทำไม่ได้แล้ว อยู่ในจุดที่ไม่กล้ากระโดดลงบ่อโคลนแล้ว ไม่กล้าจะไม่มั่นคงแล้ว เราก็เลยพบว่า จริงๆ สิ่งที่เขาเสียดายที่สุดก็คือการไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่างที่อยากทำมากๆ แล้วเราไม่อยากเป็นคนแก่แบบนั้น

 

แต่มันก็มีราคาที่ต้องจ่ายเหมือนกันในการเลือกที่จะทำ

ถูก ทั้งเวลา ทั้งเงิน ทั้งสุขภาพ ทั้งทรัพยากรต่างๆ ในชีวิต แต่ว่ามันคือสิ่งที่เราลองเสี่ยงเลือกเดินมาแล้ว เราก็ไม่คิดว่าเราจะทำไม่ได้ สิ่งที่เราคิดอย่างเดียวคือ ทำยังไงให้มันไปต่อได้ เราคิดแค่นั้น เราก็คงเหมือนเถ้าแก่ SME ที่เวลาเขากระโดดมาทำกิจการส่วนตัวเขาก็แค่คิดว่าต้องรอดไปให้ได้ เราอาจจะอยู่ในจุดคล้ายๆ กัน

มันมีวงที่เกิดในยุคเดียวกับเราที่เหมือนหายไปแล้วคนคิดถึง แต่พอกลับมาจากความคิดถึง เขากลับไม่ได้รับการตอบรับ ซึ่งภูมิจิตต้องฝ่าฟันตรงนั้น พอเพลง ชีพจร กลับมา ทุกคนคิดถึง คิดถึงมากเลย แล้วมันก็จบแค่ความคิดถึง คือความคิดถึงมันมีครั้งเดียว หลังจากนั้นมันคือของจริง แล้วพอซิงเกิลต่อมามันไม่ประสบความสำเร็จเลย ทั้งเพลง Active Income ทั้ง Drama Addict ซึ่งเราถือว่าการตอบรับน้อยมาก

มันก็เลยเป็นโจทย์ที่เราต้องผ่านไปให้ได้ เราไม่ได้อยากให้แค่คิดถึง เพราะว่าเคยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรีท่านหนึ่ง เคยให้ทัศนะเกี่ยวกับวงภูมิจิตว่า ภูมิจิตคือวงที่ตายแล้ว ภูมิจิตก็จะเหมือนกับอีกหลายๆ วงที่กลับมาเพราะแค่คนคิดถึง แต่ถ้าออกงานใหม่อะไรมันจะไม่มีใครสนใจแล้ว ไม่มีคุณค่าอะไรแล้ว

 

ตอนที่ได้ยินเห็นด้วยหรือเถียงในใจ

เห็นด้วย จริง ใช่

 

เป็นประโยคที่รุนแรงไหม การมีใครสักคนมาบอกว่าสิ่งที่คุณสร้างมาตายแล้ว

รุนแรง แต่เราคิดว่าหนึ่งในสิ่งที่จะทำให้เราเติบโตได้คือการเผชิญหน้าความจริงว่ะ

เราคิดว่าถ้าเราไม่เผชิญหน้ากับความจริงเราคงหาทิศทางใหม่ๆ ไม่ได้ เราก็อาจจะไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ทำตอนนี้ เพราะเรามีเรื่องอยากเล่าเราก็ต้องหาวิธีเล่าให้ได้ เราก็ทดลองหาวิธีเล่าไปเรื่อยๆ เราเปลี่ยนวิธีสื่อสาร เปลี่ยนกลุ่มคนสื่อสาร เราทดลองเรื่องการสื่อสารเยอะมาก ทั้งทำพอดแคสต์ ทั้งเขียนประวัติวง เขียนเรื่องราวที่เจอ ทั้งพยายามคุยกับคนนั้นคนนี้ ทั้งการใช้ทวิตเตอร์ เพราะพอภูมิจิตกลับมาครั้งนี้สมรภูมิของวงการดนตรีมันไม่เหมือนที่เราเคยใช้แล้ว วิธีเดิมที่เราเคยใช้มันใช้ไม่ได้ผลเลย แต่ที่ผ่านมาเหมือนทุกคนพยายามใช้วิธีเดิมทั้งที่ก็รู้แล้วว่ามันไม่ได้ผล แล้วก็เฟล แต่เราไม่อยากเฟล เราแค่คิดว่าทำยังไงให้ชนะ เราก็เลยใช้วิธีใหม่ๆ

 

ทำทุกทางเพื่อให้วงที่ตายแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ใช่ เพราะเราคิดว่าสารของอัลบั้มนี้มันจำเป็นต้องอยู่ เด็กๆ หลายคนที่ฟังเพลงตอนนี้เขาอาจจะยังไม่อินกับภูมิจิตหรอก เพราะว่าเขายังไม่มีประสบการณ์ในชีวิตพอที่จะเข้าใจเรื่องที่เราเล่า แต่ถ้าวันหนึ่งเขามีประสบการณ์ชีวิตมากพอแล้วเขามาเจอเราอีกที มันจะทำให้เขาคิดอะไรได้ แล้วก็เริ่มเติบโตไปด้วยวิธีใหม่ๆ ได้ ซึ่งถ้าวงเราอยู่ไม่นานพอ สารพวกนี้มันจะไม่ถึงเขา ดังนั้น เราต้องอยู่ให้นานพอที่คนเหล่านั้นจะมีประสบการณ์เหมือนเรา

พุฒิ ภูมิจิต พุฒิ ภูมิจิต

อัลบั้มใหม่ชื่อ Midlife รายการพอดแคสต์คุณทำก็ชื่อ Midlife คุณสนใจอะไรในคำคำนี้ สนใจอะไรในช่วงวัยนี้

มันเป็นปัญหาที่เราเจอ แล้วเรารู้สึกว่าวัยเราไม่ค่อยมีคนเล่าเรื่อง เราพบว่าวงดนตรีอย่างวัยเรา ถ้าจะเล่าเรื่องก็มักจะต้องเล่าเหมือนเป็นผู้ใหญ่มองเด็กไปเลย ขณะเดียวกัน เราจะกลับไปทำตัวเด็กๆ ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะเราไม่ได้คิดอย่างนั้นแล้ว

 

ทำไมเรื่องเล่าของคนวัยกลางคนจึงไม่ค่อยมีใครเล่า เพราะขายไม่ได้หรือเพราะอะไร

เราคิดว่าเรื่องขายไม่ได้อาจจะเป็นอยู่แล้ว เพราะว่าคนช่วงวัยเรามันไม่มีเวลา งานก็ต้องทำ พัฒนาตัวเองก็ต้องพัฒนา ลูกก็ต้องเลี้ยง สัมมนาก็ต้องไป แม่ยายให้ไปซูเปอร์ก็ต้องช่วย (หัวเราะ) คือเวลาเป็นสิ่งที่เราเคยมี แล้วอยู่ๆ มันต้องมอบให้คนรอบๆ ตัวมากขึ้น ทุกคนโหยหาเวลาของเรามากขึ้น เพราะฉะนั้น เขาก็จะมีเวลาเสพงานศิลปะน้อยลง แล้วคนทำงานศิลปะก็ยิ่งน้อยลงไปอีก เพราะมันเป็นวัยที่พลาดไม่ได้ เพราะพอมันพลาดแล้วมันไม่ได้กระทบแค่เรา แต่มันกระทบคนรอบๆ ตัวทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราคิดว่ามันยากที่ทุกคนจะเสี่ยงมาทำงานศิลปะในช่วงเวลานี้

มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่พอเราเปิดพรีออร์เดอร์แผ่นไปคนสั่งเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นแฟนเพลงเก่า ซึ่งสำหรับเรามันสำคัญมาก เพราะว่าการสั่งแผ่นมันไม่ใช่แค่การเก็บสะสม แต่มันคือการที่เขากำลังบอกเราว่า เราช่วยทำฝันของเขาให้เป็นจริงด้วย เรารู้สึกได้ถึงอารมณ์เหล่านั้นตอนที่แชทคุยกับแฟนเพลงว่าตอนนี้เขาทำอะไรกันอยู่ บางคนก็ไปเป็นข้าราชการ เป็นพนักงาน เป็นหมอ เปิดร้านอาบน้ำสุนัข ทำคาร์แคร์ คือทุกคนไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถมาผจญภัยอย่างเราได้ เพราะฉะนั้น การที่ทุกคนสั่งแผ่นมันคล้ายว่าทุกคนบอกเราว่า เราฝากนายผจญภัยด้วยนะ เรากำลังรอการผจญภัยของนายอยู่

 

ทำไมคุณยังอยากเล่าเรื่องวัยกลางคน ทั้งที่ก็รู้ว่าวัยรุ่นอาจจะไม่เข้าใจ

เพราะเราเห็นคุณค่าบางอย่างที่เราเล่าให้ใครฟังแล้วก็ยังไม่มีใครเห็น

เราเห็นว่าอัลบั้มนี้จะเป็นเพื่อนของคนรุ่นเรา แล้วคนรุ่นเด็กกว่าเราเขาก็โตขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน เราไม่อยากให้เขาเคว้งคว้างเหมือนเรา ดังนั้น เราคิดว่าถ้าเรามีอะไรที่เตือนได้ก่อน บอกได้ก่อน หรือทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้เดียวดายเกินไป เราจะรู้สึกดีมากๆ ที่งานมันมีประโยชน์

 

แล้ววิกฤตวัยกลางคนที่คุณต้องเผชิญมีอะไรบ้าง

อย่างที่บอก เราว่ามันคือวิกฤตเรื่องเวลา เพราะว่าเราเก่งขึ้น เราเฉียบคมขึ้น เราน่ารักขึ้น มันเลยทำให้คนรักของเรารอบๆ ตัวจำนวนมาก ต้องการเวลาจากเรามากขึ้น แล้วพอต้องการเวลาจากเรามากขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เราก็มีเวลาแค่นี้ แต่เราต้องดูแลทุกอย่างให้ได้

บางคนอาจจะบอกว่าเจอภาวะชนกำแพง ชนเพดาน ไม่รู้จะไปยังไงต่อ แต่จริงๆ เราคิดว่าปัญหาสำคัญคือเรื่องเวลา เพราะถ้าเรามีเวลาไปนั่งไตร่ตรอง เราอาจจะคิดหาทางออกได้ ปัญหาคือเราก็ดันไม่มีเวลา เพราะเราก็ต้องทำสิ่งตรงหน้าไปให้เสร็จ แต่สิ่งตรงหน้ามันเยอะเหลือเกิน งานประจำ คนรัก ครอบครัว เงิน 4 เรื่องนี้ก็เอาเวลาไป 168 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้ว

ดังนั้น เราคิดว่าคนรุ่นเราไม่มีเวลาทบทวนตัวเอง ไม่มีเวลาทบทวนว่าอะไรทำให้เรามาอยู่จุดนี้ เราได้อะไรมาบ้าง อะไรคือแก่นของชีวิตเรา อะไรคือสิ่งที่เราพอจะถอดออกไปได้ ซึ่งถ้าเราจับแก่นได้เราอาจจะรู้ว่าชีวิตจะไปยังไงต่อ แต่เราไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้ ทำโอทีเลิกงาน 4 ทุ่มก็หมดแรงแล้ว ตื่นมาก็ทำเหมือนเดิม มันไม่มีเวลานั่งดูตัวเอง เราว่าเวลาเป็นของพรีเมียมมากสำหรับคน Midlife

 

นอกจากเจอวิกฤตแล้ว มีเรื่องที่ดีมากๆ ไหมในวัยนี้

เยอะแยะ เราว่าการที่เรามองย้อนกลับไปแล้วเห็นว่าเราสามารถดูแลคนรอบๆ ตัวได้ มันก็เป็นเรื่องที่เราภูมิใจ เราภูมิใจที่เราได้ดูแลคนที่เรารัก พาคนรักไปกินข้าวได้ พาคนรักไปเที่ยวได้ เรามีกำลังวังชาที่จะทำแบบนี้

วันหนึ่งที่เรารู้สึกมีคุณค่ามากคือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มันเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ของเรา

ปีที่แล้วพ่อเราเป็นมะเร็ง เราต้องพาพ่อไปโรงพยาบาลบ่อยมาก แล้วพ่อก็รู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ มีคำหนึ่งที่พ่อพูดมาตลอดคือ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ เราจำได้ว่าตอนส่งพ่อเข้าห้องผ่าตัดเรากับพ่อน้ำตาคลอทั้งคู่ แล้ววันนั้นพ่อผ่าตัดนานมาก เกือบ 6 ชั่วโมง แล้วพอออกมาเขาก็ต้องใช้เวลาพักฟื้น ในช่วงเวลาที่จิตใจเขาแย่มากมีเราอยู่คนเดียวที่เฝ้าเขา ไม่ไปไหน เราก็ค่อยๆ เรียนรู้กัน

เนื่องจากพ่อเป็นทหาร ที่ผ่านมาความผูกพันระหว่างเรากับพ่อมีระยะห่างสูงมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือบ้านเราจะรักแม่ เพราะว่าแม่ดูแล ทำกับข้าวให้กิน แม่กอด แต่พ่อไม่เคยจับมือ ไม่เคยกอด แล้ววันที่เราเฝ้าพ่อเราก็เช็ดตัวให้เขา แล้วเราก็รู้สึกว่า อ๋อ นี่นี่เองคือร่างกายที่สร้างเรามา เราก็เช็ดทั้งตัวไปจนถึงอวัยวะอื่นๆ แล้วก็ อ๋อ เราออกมาจากตรงนี้เหรอ คือเราสามารถคุมตัวเองในช่วงเวลาที่พ่อคุมตัวเองไม่ได้ เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในวัยก่อนหน้านี้

เมื่อก่อนเวลาพูดอะไรเราจะพูดถึงแต่แม่ แต่ช่วงหลังเราพูดถึงพ่อและแม่ด้วย

พุฒิ ภูมิจิต

คุณเคยบอกว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของอัลบั้มนี้คือมันจริงมาก จริงเกินไป

เราคิดว่าโครงสร้างของสังคมไทยมันถูกสร้างมาเพื่อปิดบังเรื่องจริงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดหลายๆ อย่าง เราเลยต้องหาจุดกลมกล่อมที่จะพาสารพวกนี้ไปให้คนเผชิญหน้าให้ได้ แล้วเราคิดว่าการฟังอัลบั้มของเราก็เป็นหนึ่งในการพาสารนี้ไปให้คนเผชิญหน้ากับความจริงที่ต้องเจอในชีวิต

 

นอกจากเจอความจริง ฟังอัลบั้ม Midlife แล้วจะเจอทางออกชีวิตไหม

มันมีทางออกนะ ตอนจบอัลบั้มเราคิดว่ามันเป็นทางออก แต่เราไม่รู้ว่าทางออกของเราจะเป็นทางออกของคนอื่นหรือเปล่า แต่อย่างน้อยถ้าคนได้ฟังก็จะรู้ว่ามีทางออกอย่างนี้อยู่ คือไม่ว่าเราจะทุกข์กับอะไรก็ตาม เรารู้ใช่ไหมว่าทั้งหมดเรากำลังทำเพื่อคนที่เรารัก คนที่เรารักคือพลังที่ทำให้เราทำทุกอย่างจนถึงทุกวันนี้ นี่คือคำตอบส่วนตัวที่เราบอกในเพลง

ในองก์สุดท้ายของอัลบั้ม เริ่มจากเพลง โลกยังอยู่ ก็จะบอกให้นั่งนิ่งๆ พอที่จะดูว่าจริงๆ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สิ่งที่เราทำมันแย่ขนาดนั้นจริงหรือเปล่า แล้วสิ่งที่เรารู้สึกแย่ มันเป็นเพราะใจเรารู้สึกแย่หรือว่ามันคือสิ่งที่แย่จริงๆ แล้วพอเรามองเข้าไปจริงๆ เราทำอะไรกับมันได้บ้าง มันถึงเป็นประโยคหนึ่งที่เราชอบมาก ไม่รู้ว่าเราเขียนมาได้ยังไงคือ “เดินไปตามฝัน บนโลกแห่งความจริง ด้วยทรัพยากรที่มี” เราเปิดประโยคนี้ฟังบ่อยมากเลย

 

ทำไมจึงชอบประโยคนี้ “เดินไปตามฝัน บนโลกแห่งความจริง ด้วยทรัพยากรที่มี”

มันคือคำตอบของเราว่า จริงๆ แล้วเราจะผ่านสถานการณ์นี้ด้วยวิธีไหน มันเป็นประโยคที่เราฟังทุกครั้งแล้วมีกำลังใจที่จะทำอะไรเพื่อคนที่เรารักมากขึ้น มันทำให้เรารู้ว่าจริงๆ ชีวิตเราควรทำอะไร เพื่ออะไร

เรื่องนี้เราเพิ่งคิดได้เมื่อช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา มันเป็นช่วงที่เราทำงานเยอะขึ้น แล้วเราเจอเครื่องจักรเจ๊ง ไม่มีอะไหล่ เจอสถาณการณ์บีบบังคับ แล้วนายเราเป็นคนญี่ปุ่นชื่อเคนจิ อูเมดะ เขาจะเป็นคนที่ยิ้มๆ นิ่งๆ แล้วก็ทำงานไปเรื่อยๆ บางเรื่องเหตุการณ์มันดูใหญ่มากเลย แต่นายก็ทำแบบเฉยๆ ลองทางที่หนึ่งไม่ได้ก็ลองทางสอง ลองทางที่สองไม่ได้ ไหนลองทางที่สาม พอทางสี่ไม่ได้ โอเค ยอมแพ้แล้ว เดี๋ยวมาต่อพรุ่งนี้แล้วกัน ซึ่งเวลาเราดูแผ่นหลังของนายเรา เรารู้สึกว่านายกำลังสอนคำนี้เราอยู่

เดินไปตามฝัน บนโลกแห่งความจริง ด้วยทรัพยากรที่มี

พุฒิ ภูมิจิต

ภาพ ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

CONTRIBUTORS

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

บรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ที่หันเหเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก และนักหัดเขียน โดยพึ่งมีหนังสือของตัวเองเล่มแรกชื่อ 'ราชาสถาน นิทานตื่นนอน'