พุฒิ ภูมิจิต หรือ พุฒิยศ ผลชีวิน เพิ่งคุกเข่าขอคนรักแต่งงานในเทศกาลดนตรี Cat Expo 5

ท่ามกลางข่าวคราวอันแสนหวานชื่นตามสื่อต่างๆ ชายหนุ่มบอกผมว่า ชีวิตช่วงนี้ค่อนข้างหนักหนาตามประสาคนที่อายุล่วงมาถึงวัยกลางคน

“ทั้งรัก ทั้งฝัน ทั้งเงิน ทั้งงาน”

บางประโยคในเพลง Active Income ซิงเกิลในอัลบั้มล่าสุดที่ชื่อ Midlife ของวงภูมิจิต บอกถึงสิ่งที่เขาต้องประคับประคองในช่วงวัยนี้

ไม่สิ ไม่ใช่แค่เขา เราต่างต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องสมดุลมิติต่างๆ ในชีวิตไม่ให้ด้านใดด้านหนึ่งพังทลายหรือสูญหายระหว่างเส้นทางที่ยังไม่เห็นเส้นชัย

‘Midlife’ จึงเป็นทั้งวัยที่เขากำลังเผชิญหน้าและเป็นทั้งคำที่เขาเลือกถ่ายทอดเรื่องราวของมันออกมาผ่านบทเพลงในอัลบั้มล่าสุดของวงภูมิจิต

นอกจากบทเพลง เขายังเขียน Midlife Diary ในเพจของวง และทำรายการพอดแคสต์ชื่อ Midlife Podcast ชวนบุคคลต่างๆ มานั่งคุยกันถึงเรื่องราวในชีวิตที่ต้องเผชิญ

เรานัดพบกันในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ดวงโตกำลังคล้อยต่ำ เวลาค่ำใกล้มาเยือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่เขาเลิกงานประจำ

ในฐานะคนรู้จักกัน ผมรู้สึกว่าเขาคือภาพแทนของมนุษย์ผู้พยายามทำทุกทางให้ความฝันอยู่รอด แม้ว่าดนตรีจะพาให้ชีวิตพบเจออุปสรรคหรือเรื่องราวชวนเจ็บปวด เคยทำให้เขาต้องตกงานอยู่ครึ่งปีอย่างที่เขาเขียนไว้ใน Midlife Diary แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งมัน

ตอนที่เราเจอกันสีหน้าของเขาแสดงความเหนื่อยล้าออกมาอย่างไม่อาจปกปิด แต่น้ำเสียงและแววตาของเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อบทสนทนาเริ่มต้น

ส่วนเขาประคับประคองทั้งรัก ทั้งฝัน ทั้งเงิน ทั้งงาน ด้วยวิธีใด และในวันนี้วัยนี้วิถีพุฒิเป็นอย่างไร คำตอบอยู่ในบทสนทนาของเรา

พุฒิ ภูมิจิต พุฒิ ภูมิจิต

ทุกวันนี้งานหลักที่คุณทำคืออะไร ใช่ดนตรีหรือเปล่า

ไม่ใช่ งานหลักของเราคือวิศวกร เราอยู่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ทำเครื่องจักรขายในอุตสาหกรรม Heat Exchanger ตำแหน่งเราคือหัวหน้าวิศวกร

หัวหน้าวิศวกรเป็นงานที่มั่นคงกว่าทำวงดนตรีไหม

เป็นคำถามที่ตอบยากเหมือนกัน เอาเป็นว่าตอนนี้ดนตรียังเป็นสิ่งไม่มั่นคง แต่เราก็ไม่คิดว่าวิศวกรมั่นคงอะไร เราเคยเจอช่วงยากๆ มาแล้ว เราเคยผ่านช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแล้วบริษัทต้องเอาคนออก เราเลยคิดว่าเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์พวกนี้อยู่เสมอ

อะไรที่ทำให้ยังทำวงดนตรีอยู่ ทั้งที่รายได้จากงานประจำก็น่าจะเพียงพอที่จะอยู่ได้แล้ว

เราคิดว่าคนเรามันจะมีเรื่องการเอาชีวิตรอดกับเรื่องพันธกิจของชีวิต นักเขียนหลายๆ คนอาจจะต้องเขียนงานเพราะว่าอยากเล่าสารบางอย่าง คนทำหนังก็อาจจะมีหนังแบบที่ตัวเองอยากทำอยู่ มีสารที่อยากเล่า เราคิดว่าเราก็คงคล้ายๆ กัน

ตัวเราเองก็มีสารที่อยากเล่าผ่านสื่อบางอย่าง แล้วพอดีสื่อที่เราทำได้ถนัดมือที่สุดคือการเขียนเพลง แล้วก็การทำวงภูมิจิต

คุณเคยเล่าว่า ชีวิตต้องตกงานอยู่ครึ่งปีเพราะการเล่นดนตรีไปกระทบงานประจำ ถ้าให้ย้อนมองคุณคิดว่าดนตรีเป็นภาระของชีวิตไหม

เป็น เป็นเรื่องใหญ่เลย เราอยากจะทิ้งมันหลายทีมากๆ ช่วง 5 ปีที่ทำอัลบั้ม Midlife เราคิดเรื่องนี้บ่อย ทำไปแล้วได้อะไร ทำไปแล้วจะรอดหรือเปล่า

เมื่อก่อนสมัยเป็นวัยรุ่น เราคิดว่าเราทิ้งทุกอย่างเพื่อไปไฟต์กับมันได้ แต่พอเราเริ่มมีเป้าหมายใหม่ๆ ในชีวิตเพิ่มเติม เช่นเราวางแผนจะแต่งงาน เราก็รู้สึกว่าเราไม่สามารถทิ้งทุกอย่างเพื่อทำสิ่งที่ฝันได้ เพราะว่ามันมีความจริงบางอย่างที่เราต้องซัพพอร์ตด้วย เราก็เลยพยายามหาวิธีที่ทำให้ตัวเองยังทำสิ่งที่ต้องการทำได้อยู่ และวิธีการอยู่รอดของเราก็คือการทำงานประจำ มันก็ทำให้เราต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น หลังเลิกงานเราจะต้องไปสัมภาษณ์ เราจะต้องทำวง เราจะต้องทำเพลง ดังนั้น มันก็จะกินเวลาของชีวิตเราประมาณหนึ่ง

ประโยคหนึ่งในเพลง Active Income ที่ว่า “ทั้งรัก ทั้งฝัน ทั้งเงิน ทั้งงาน” มันเป็นแนวคิดหลักอันใหม่ของเราในชีวิตช่วงนี้ ฝันก็ต้องทำ เงินก็ต้องมี งานก็ต้องรอด แฟนก็ต้องรัก ครอบครัวก็ต้องดูแล เรารู้สึกว่า ชีวิตเราเชื่อมโยงกันหมดเลย ตอนนี้เหมือนเรากำลังโยนจักกลิ้งไม่ให้บอลแต่ละลูกมันร่วง

พุฒิ ภูมิจิต

บอลแต่ละลูกที่อยู่ในมือมีอะไรบ้าง

มีแฟน มีวง มีเงิน มีงาน และมีครอบครัว อันนี้เป็น 5 เรื่องหลัก

เคยคิดไหมว่าลูกไหนสำคัญ ลูกไหนปล่อยตกได้

เราไม่เคยปล่อยให้มันตกสักลูกเลย เพียงแต่ว่าบางทีถ้าเรารู้ว่าไม่ไหว เราอาจจะวางบางลูกไว้ แล้วก็โยน 3 หรือ 4 ลูก เราคิดว่าสิ่งที่เราพอทำได้ก็คือวางไว้ลูกหนึ่ง แล้วเล่นไปอีกสามสี่ลูกก่อน แล้วค่อยกลับมา แต่ว่าอย่าปล่อยให้ตกกับมือ อย่างตอนทำอัลบั้มนี้เรามีเรื่องเกือบตายหลายรอบมากเพราะไม่วางมัน

ตอนนั้นเราทำงานที่ชลบุรีเสร็จต้องขับรถไปนั่งฟังมาสเตอร์ที่บ้านแม็กที่อยู่สมุทรปราการ ฟังเสร็จประมาณตี 2 แล้วก็ขับรถกลับมาชลบุรีใหม่ พอกลับมาจอดรถก็ง่วง เลยหลับในรถ ยามก็มาดูว่าเราไม่ได้ตายใช่มั้ย ตอนที่ตื่นมาเราก็ตกใจ สตาร์ทเครื่อง แล้วอยู่ๆ เราก็เข้าเกียร์ R แล้วเหยียบคันเร่ง รถก็พุ่งไปข้างหลัง อีกนิดเดียวจะตกตึกแล้ว

มีเหตุการณ์แบบนี้เยอะ ด้วยความที่เราใช้ร่างกายมากกว่าคนอื่น แต่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราต้องทำ เหตุผลหนึ่งคือเราเรียนจบช้า ช่วงเวลาที่เป็นไพรม์ไทม์ที่สุดที่เราจะทำเงินหรือเก็บเงินเราได้เสียมันไปกับภูมิจิต ดังนั้น มันไม่แปลกที่เราจะต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น เพื่อเอาช่วงเวลาที่หายไปกลับคืนมา

คุณเคยบอกว่า ภูมิจิตเป็นวงที่อยู่จุดกึ่งกลางระหว่างคำว่าสำเร็จกับความไม่สำเร็จ สิ่งนี้เป็นปัญหาไหม

เป็นปัญหา เรารู้สึกว่าถ้าวงเราไม่ดังเลย เราตัดใจเลิกแล้วไปเส้นทางอื่นได้ง่ายมาก แต่เราก็ไม่ได้ดังระดับที่มีงานมากมาย จนสามารถอยู่ได้ คือเราไม่สามารถใช้โมเดลเดิมหรือชุดความรู้เดิมที่ค่ายใหญ่เคยทำมาหรือสิ่งที่ศิลปินอินดี้อื่่นๆ เคยทำ เพราะเราอยู่ตรงกลาง เราต้องแสวงหาชุดความรู้อื่นเพื่อให้ตัวเองรอด ซึ่งเราว่ามันยาก แต่ถ้าจะเลิกก็เสียดาย

เสียดายแฟนเพลง เสียดายชื่อเสียงที่สั่งสมมา หรือเสียดายอะไร

เราเสียดายชีวิตกับเวลา

เราลงทุนเวลากับภูมิจิตมาตั้งแต่ปี 2003 ที่เราเริ่มทำวงกัน ถึงตอนนี้ก็ 15 ปี แล้ว พอมองย้อนไปครึ่งชีวิตของเรามันคือการเป็น พุฒิ ภูมิจิต แล้วทุกครั้งที่เราจะเลิกมักจะมีบางอย่างมาบอกไม่ให้เลิก เช่นคนแชทมาบอกว่า ฟังเพลงพี่แล้วเรียนจบปริญญาเอก หรือบางคนบอกว่า ผมเลิกยาได้เพราะว่าผมฟังเพลงพี่ อะไรพวกนี้

ข้อความไม่กี่ข้อความทำให้ตัดสินใจอยู่ต่อได้เลยเหรอ

เพราะว่ามันดันไปทัชกับ Core Value ของชีวิตเรา เราชอบเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นเทวดาตัวน้อย (หัวเราะ) คือการที่เราส่งสารอะไรไป แล้วสารของเรามันสามารถทำให้ชีวิตของอีกหลายชีวิตดีขึ้นได้ มันตรงกับ Core Value ของเรา

เราเคยนั่งคิดเรื่องแก่นของชีวิตว่าจริงๆ มันคืออะไร แล้วเรานึกถึงคำว่า ผลชีวิน ที่เป็นนามสกุลของเรา ซึ่งพระราชทานโดยรัชกาลที่ 6 และมีการเขียนกำกับไว้ว่า ตระกูลชาวสวน คือตระกูลเราเป็นชาวสวนมาก่อนรับราชการ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ผลชีวิน คือมีชีวิตด้วยการปลูกผลหมากรากไม้ แล้วเราก็มาคิดว่าถ้าเราเลือกปลูกอะไรไปในจิตใจผู้คนล่ะ เราเลยเริ่มเข้าใจแก่นชีวิต เรารู้สึกว่าการที่ชีวิตคนดีขึ้นได้เพราะเพลงเรา มันเป็นสิ่งที่เป็นพันธกิจของชีวิต ซึ่งมันอยู่ในหมวดที่เราเรียกว่าความฝัน

พุฒิ ภูมิจิต พุฒิ ภูมิจิต

สังคมมักบอกให้เราทำตามความฝัน ในฐานะวงที่ทำตามความฝันแล้วเจอเรื่องเจ็บปวด คุณยังคิดว่าคนเราควรทำตามความฝันไหม

เรื่องหนึ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับการทำตามความฝันคืออย่าเอาความคิดตัวเองไปครอบคนอื่น

อันนี้เป็นเรื่องสมัยเมื่อนานมากแล้ว สมัยเรามีแฟนคนแรก คือเราฝันจะเป็นร็อกสตาร์ตั้งแต่มัธยม แต่แฟนเราเขาไม่ได้ฝันอยากเป็นอะไร เขาแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เราก็สงสัย ทำไมล่ะ ทำไมถึงไม่มีความฝัน ไม่ทำตามความฝัน จนสุดท้ายเราก็ค่อยๆ Input คำว่าความฝันเข้าไปได้ เขาเรียนคณะสหเวชศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่คนต้องการตัวมาก ราคาแพงมาก แต่เราพูดเรื่องพวกนี้จนวันหนึ่งเขาลาออก แล้วเขาก็มาเรียนมัณฑนศิลป์แทน

ตอนนี้เขาก็มีวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่ง เราเคยกลับมาคุยกันครั้งหนึ่ง ตัวเขาเองรู้สึกขอบคุณเรานะ แต่ว่าเรารู้สึกผิดกับเรื่องนั้น เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราไป Push เขามันจะพาชีวิตเขาไปทางไหน เรารู้สึกว่าความสำคัญของความฝันที่สุดแล้วมันคือการตัดสินใจด้วยตัวเอง

ถ้ามีความฝันก็ดี แต่ไม่มีความฝันก็ไม่เป็นไร ก็ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดี เราว่ามันอาจจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าว่าเราจะต้องมีหรือไม่มี

ทุกวันนี้คุณยังบอกให้คนทำตามความฝันอยู่ไหม

เราใช้คำใหม่ ช่วงหลังถ้าเรามีเวลาคุยกับแฟนเพลง เรามักจะค่อยๆ ถามว่าจริงๆ แล้วชีวิตต้องการอะไร ถ้าสมมติเราถอดฟอร์มของความฝันออก จริงๆ ความหมายของมันคืออะไร สมมติว่าเราอยากเป็นร็อกสตาร์ ในคำว่า ร็อกสตาร์ มันมีความหมายจริงๆ ของมันอยู่ คือเราอยากมีเพื่อนมากขึ้น อยากชวนทุกคนมาร้องเพลง อยากให้เพลงของเราทำชีวิตของเขาให้ดีขึ้น

เราคิดว่านี่เป็นกระบวนการสำคัญ เวลาเราพูดว่าเรามีความฝัน เราต้องถามว่าความฝันที่ว่าถ้าถอดฟอร์มออกแล้ว มันมีความหมายอะไรกับชีวิตกันแน่ พอเราเจอความหมายที่แท้จริงของมัน เราคิดว่ามันสามารถเปลี่ยนฟอร์มได้ อย่างเช่นเราอยากทำให้ชีวิตของคนรอบๆ ตัวดีขึ้น เราอยากจะเชื่อมโยงความแตกต่างกันของสังคมให้ได้ พอเป็นความหมายนี้เราก็สามารถทำด้วยวิธีอื่นได้ เช่น ทำพอดแคสต์ คุยกับแฟนเพลงด้วยการพยายามเขียนเล่าในเพจ

พอเราเจอความหมายที่แท้จริงของความฝันแล้ว ปรากฏว่าความฝันมันขยายไปได้อีกหลายฟอร์มมากเลย

พุฒิ ภูมิจิต

ย้อนกลับไปที่ว่า ส่วนหนึ่งที่ยังไม่เลิกทำวงเพราะเสียดายเวลาที่ผ่านมา แล้วกลัวไหมว่ายิ่งทำไปจะยิ่งเสียเวลากว่าเดิม

นี่เป็นคำถามที่เราก็ถามตัวเอง แต่เราคิดว่าวิธีที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ก็คือการทำมันให้เต็มที่ที่สุด ถ้าทำเต็มที่ที่สุดแล้วไม่สำเร็จ เราก็จะได้ตอบตัวเองได้ว่ามันไม่สำเร็จ จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ

พอชีวิตมาถึงอายุประมาณนี้ สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับคนที่เป็นเพื่อนๆ เราคือการที่เริ่มเสียดายสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ เราคิดว่าการเสียดายสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำมันเป็นเรื่องที่กัดกร่อนคนที่มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อนเราหลายคนมีชีวิตที่ดีกว่าเรามากนะ แต่เขากลับพูดว่าเขาอิจฉาที่เรายังทำอะไรอย่างนี้ได้ เพราะเขาอยู่ในจุดที่ทำไม่ได้แล้ว อยู่ในจุดที่ไม่กล้ากระโดดลงบ่อโคลนแล้ว ไม่กล้าจะไม่มั่นคงแล้ว เราก็เลยพบว่า จริงๆ สิ่งที่เขาเสียดายที่สุดก็คือการไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่างที่อยากทำมากๆ แล้วเราไม่อยากเป็นคนแก่แบบนั้น

แต่มันก็มีราคาที่ต้องจ่ายเหมือนกันในการเลือกที่จะทำ

ถูก ทั้งเวลา ทั้งเงิน ทั้งสุขภาพ ทั้งทรัพยากรต่างๆ ในชีวิต แต่ว่ามันคือสิ่งที่เราลองเสี่ยงเลือกเดินมาแล้ว เราก็ไม่คิดว่าเราจะทำไม่ได้ สิ่งที่เราคิดอย่างเดียวคือ ทำยังไงให้มันไปต่อได้ เราคิดแค่นั้น เราก็คงเหมือนเถ้าแก่ SME ที่เวลาเขากระโดดมาทำกิจการส่วนตัวเขาก็แค่คิดว่าต้องรอดไปให้ได้ เราอาจจะอยู่ในจุดคล้ายๆ กัน

มันมีวงที่เกิดในยุคเดียวกับเราที่เหมือนหายไปแล้วคนคิดถึง แต่พอกลับมาจากความคิดถึง เขากลับไม่ได้รับการตอบรับ ซึ่งภูมิจิตต้องฝ่าฟันตรงนั้น พอเพลง ชีพจร กลับมา ทุกคนคิดถึง คิดถึงมากเลย แล้วมันก็จบแค่ความคิดถึง คือความคิดถึงมันมีครั้งเดียว หลังจากนั้นมันคือของจริง แล้วพอซิงเกิลต่อมามันไม่ประสบความสำเร็จเลย ทั้งเพลง Active Income ทั้ง Drama Addict ซึ่งเราถือว่าการตอบรับน้อยมาก

มันก็เลยเป็นโจทย์ที่เราต้องผ่านไปให้ได้ เราไม่ได้อยากให้แค่คิดถึง เพราะว่าเคยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรีท่านหนึ่ง เคยให้ทัศนะเกี่ยวกับวงภูมิจิตว่า ภูมิจิตคือวงที่ตายแล้ว ภูมิจิตก็จะเหมือนกับอีกหลายๆ วงที่กลับมาเพราะแค่คนคิดถึง แต่ถ้าออกงานใหม่อะไรมันจะไม่มีใครสนใจแล้ว ไม่มีคุณค่าอะไรแล้ว

ตอนที่ได้ยินเห็นด้วยหรือเถียงในใจ

เห็นด้วย จริง ใช่

เป็นประโยคที่รุนแรงไหม การมีใครสักคนมาบอกว่าสิ่งที่คุณสร้างมาตายแล้ว

รุนแรง แต่เราคิดว่าหนึ่งในสิ่งที่จะทำให้เราเติบโตได้คือการเผชิญหน้าความจริงว่ะ

เราคิดว่าถ้าเราไม่เผชิญหน้ากับความจริงเราคงหาทิศทางใหม่ๆ ไม่ได้ เราก็อาจจะไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ทำตอนนี้ เพราะเรามีเรื่องอยากเล่าเราก็ต้องหาวิธีเล่าให้ได้ เราก็ทดลองหาวิธีเล่าไปเรื่อยๆ เราเปลี่ยนวิธีสื่อสาร เปลี่ยนกลุ่มคนสื่อสาร เราทดลองเรื่องการสื่อสารเยอะมาก ทั้งทำพอดแคสต์ ทั้งเขียนประวัติวง เขียนเรื่องราวที่เจอ ทั้งพยายามคุยกับคนนั้นคนนี้ ทั้งการใช้ทวิตเตอร์ เพราะพอภูมิจิตกลับมาครั้งนี้สมรภูมิของวงการดนตรีมันไม่เหมือนที่เราเคยใช้แล้ว วิธีเดิมที่เราเคยใช้มันใช้ไม่ได้ผลเลย แต่ที่ผ่านมาเหมือนทุกคนพยายามใช้วิธีเดิมทั้งที่ก็รู้แล้วว่ามันไม่ได้ผล แล้วก็เฟล แต่เราไม่อยากเฟล เราแค่คิดว่าทำยังไงให้ชนะ เราก็เลยใช้วิธีใหม่ๆ

ทำทุกทางเพื่อให้วงที่ตายแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ใช่ เพราะเราคิดว่าสารของอัลบั้มนี้มันจำเป็นต้องอยู่ เด็กๆ หลายคนที่ฟังเพลงตอนนี้เขาอาจจะยังไม่อินกับภูมิจิตหรอก เพราะว่าเขายังไม่มีประสบการณ์ในชีวิตพอที่จะเข้าใจเรื่องที่เราเล่า แต่ถ้าวันหนึ่งเขามีประสบการณ์ชีวิตมากพอแล้วเขามาเจอเราอีกที มันจะทำให้เขาคิดอะไรได้ แล้วก็เริ่มเติบโตไปด้วยวิธีใหม่ๆ ได้ ซึ่งถ้าวงเราอยู่ไม่นานพอ สารพวกนี้มันจะไม่ถึงเขา ดังนั้น เราต้องอยู่ให้นานพอที่คนเหล่านั้นจะมีประสบการณ์เหมือนเรา

พุฒิ ภูมิจิต พุฒิ ภูมิจิต

อัลบั้มใหม่ชื่อ Midlife รายการพอดแคสต์คุณทำก็ชื่อ Midlife คุณสนใจอะไรในคำคำนี้ สนใจอะไรในช่วงวัยนี้

มันเป็นปัญหาที่เราเจอ แล้วเรารู้สึกว่าวัยเราไม่ค่อยมีคนเล่าเรื่อง เราพบว่าวงดนตรีอย่างวัยเรา ถ้าจะเล่าเรื่องก็มักจะต้องเล่าเหมือนเป็นผู้ใหญ่มองเด็กไปเลย ขณะเดียวกัน เราจะกลับไปทำตัวเด็กๆ ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะเราไม่ได้คิดอย่างนั้นแล้ว

ทำไมเรื่องเล่าของคนวัยกลางคนจึงไม่ค่อยมีใครเล่า เพราะขายไม่ได้หรือเพราะอะไร

เราคิดว่าเรื่องขายไม่ได้อาจจะเป็นอยู่แล้ว เพราะว่าคนช่วงวัยเรามันไม่มีเวลา งานก็ต้องทำ พัฒนาตัวเองก็ต้องพัฒนา ลูกก็ต้องเลี้ยง สัมมนาก็ต้องไป แม่ยายให้ไปซูเปอร์ก็ต้องช่วย (หัวเราะ) คือเวลาเป็นสิ่งที่เราเคยมี แล้วอยู่ๆ มันต้องมอบให้คนรอบๆ ตัวมากขึ้น ทุกคนโหยหาเวลาของเรามากขึ้น เพราะฉะนั้น เขาก็จะมีเวลาเสพงานศิลปะน้อยลง แล้วคนทำงานศิลปะก็ยิ่งน้อยลงไปอีก เพราะมันเป็นวัยที่พลาดไม่ได้ เพราะพอมันพลาดแล้วมันไม่ได้กระทบแค่เรา แต่มันกระทบคนรอบๆ ตัวทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราคิดว่ามันยากที่ทุกคนจะเสี่ยงมาทำงานศิลปะในช่วงเวลานี้

มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่พอเราเปิดพรีออร์เดอร์แผ่นไปคนสั่งเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นแฟนเพลงเก่า ซึ่งสำหรับเรามันสำคัญมาก เพราะว่าการสั่งแผ่นมันไม่ใช่แค่การเก็บสะสม แต่มันคือการที่เขากำลังบอกเราว่า เราช่วยทำฝันของเขาให้เป็นจริงด้วย เรารู้สึกได้ถึงอารมณ์เหล่านั้นตอนที่แชทคุยกับแฟนเพลงว่าตอนนี้เขาทำอะไรกันอยู่ บางคนก็ไปเป็นข้าราชการ เป็นพนักงาน เป็นหมอ เปิดร้านอาบน้ำสุนัข ทำคาร์แคร์ คือทุกคนไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถมาผจญภัยอย่างเราได้ เพราะฉะนั้น การที่ทุกคนสั่งแผ่นมันคล้ายว่าทุกคนบอกเราว่า เราฝากนายผจญภัยด้วยนะ เรากำลังรอการผจญภัยของนายอยู่

ทำไมคุณยังอยากเล่าเรื่องวัยกลางคน ทั้งที่ก็รู้ว่าวัยรุ่นอาจจะไม่เข้าใจ

เพราะเราเห็นคุณค่าบางอย่างที่เราเล่าให้ใครฟังแล้วก็ยังไม่มีใครเห็น

เราเห็นว่าอัลบั้มนี้จะเป็นเพื่อนของคนรุ่นเรา แล้วคนรุ่นเด็กกว่าเราเขาก็โตขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน เราไม่อยากให้เขาเคว้งคว้างเหมือนเรา ดังนั้น เราคิดว่าถ้าเรามีอะไรที่เตือนได้ก่อน บอกได้ก่อน หรือทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้เดียวดายเกินไป เราจะรู้สึกดีมากๆ ที่งานมันมีประโยชน์

แล้ววิกฤตวัยกลางคนที่คุณต้องเผชิญมีอะไรบ้าง

อย่างที่บอก เราว่ามันคือวิกฤตเรื่องเวลา เพราะว่าเราเก่งขึ้น เราเฉียบคมขึ้น เราน่ารักขึ้น มันเลยทำให้คนรักของเรารอบๆ ตัวจำนวนมาก ต้องการเวลาจากเรามากขึ้น แล้วพอต้องการเวลาจากเรามากขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เราก็มีเวลาแค่นี้ แต่เราต้องดูแลทุกอย่างให้ได้

บางคนอาจจะบอกว่าเจอภาวะชนกำแพง ชนเพดาน ไม่รู้จะไปยังไงต่อ แต่จริงๆ เราคิดว่าปัญหาสำคัญคือเรื่องเวลา เพราะถ้าเรามีเวลาไปนั่งไตร่ตรอง เราอาจจะคิดหาทางออกได้ ปัญหาคือเราก็ดันไม่มีเวลา เพราะเราก็ต้องทำสิ่งตรงหน้าไปให้เสร็จ แต่สิ่งตรงหน้ามันเยอะเหลือเกิน งานประจำ คนรัก ครอบครัว เงิน 4 เรื่องนี้ก็เอาเวลาไป 168 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้ว

ดังนั้น เราคิดว่าคนรุ่นเราไม่มีเวลาทบทวนตัวเอง ไม่มีเวลาทบทวนว่าอะไรทำให้เรามาอยู่จุดนี้ เราได้อะไรมาบ้าง อะไรคือแก่นของชีวิตเรา อะไรคือสิ่งที่เราพอจะถอดออกไปได้ ซึ่งถ้าเราจับแก่นได้เราอาจจะรู้ว่าชีวิตจะไปยังไงต่อ แต่เราไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้ ทำโอทีเลิกงาน 4 ทุ่มก็หมดแรงแล้ว ตื่นมาก็ทำเหมือนเดิม มันไม่มีเวลานั่งดูตัวเอง เราว่าเวลาเป็นของพรีเมียมมากสำหรับคน Midlife

นอกจากเจอวิกฤตแล้ว มีเรื่องที่ดีมากๆ ไหมในวัยนี้

เยอะแยะ เราว่าการที่เรามองย้อนกลับไปแล้วเห็นว่าเราสามารถดูแลคนรอบๆ ตัวได้ มันก็เป็นเรื่องที่เราภูมิใจ เราภูมิใจที่เราได้ดูแลคนที่เรารัก พาคนรักไปกินข้าวได้ พาคนรักไปเที่ยวได้ เรามีกำลังวังชาที่จะทำแบบนี้

วันหนึ่งที่เรารู้สึกมีคุณค่ามากคือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มันเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ของเรา

ปีที่แล้วพ่อเราเป็นมะเร็ง เราต้องพาพ่อไปโรงพยาบาลบ่อยมาก แล้วพ่อก็รู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ มีคำหนึ่งที่พ่อพูดมาตลอดคือ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ เราจำได้ว่าตอนส่งพ่อเข้าห้องผ่าตัดเรากับพ่อน้ำตาคลอทั้งคู่ แล้ววันนั้นพ่อผ่าตัดนานมาก เกือบ 6 ชั่วโมง แล้วพอออกมาเขาก็ต้องใช้เวลาพักฟื้น ในช่วงเวลาที่จิตใจเขาแย่มากมีเราอยู่คนเดียวที่เฝ้าเขา ไม่ไปไหน เราก็ค่อยๆ เรียนรู้กัน

เนื่องจากพ่อเป็นทหาร ที่ผ่านมาความผูกพันระหว่างเรากับพ่อมีระยะห่างสูงมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือบ้านเราจะรักแม่ เพราะว่าแม่ดูแล ทำกับข้าวให้กิน แม่กอด แต่พ่อไม่เคยจับมือ ไม่เคยกอด แล้ววันที่เราเฝ้าพ่อเราก็เช็ดตัวให้เขา แล้วเราก็รู้สึกว่า อ๋อ นี่นี่เองคือร่างกายที่สร้างเรามา เราก็เช็ดทั้งตัวไปจนถึงอวัยวะอื่นๆ แล้วก็ อ๋อ เราออกมาจากตรงนี้เหรอ คือเราสามารถคุมตัวเองในช่วงเวลาที่พ่อคุมตัวเองไม่ได้ เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในวัยก่อนหน้านี้

เมื่อก่อนเวลาพูดอะไรเราจะพูดถึงแต่แม่ แต่ช่วงหลังเราพูดถึงพ่อและแม่ด้วย

พุฒิ ภูมิจิต

คุณเคยบอกว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของอัลบั้มนี้คือมันจริงมาก จริงเกินไป

เราคิดว่าโครงสร้างของสังคมไทยมันถูกสร้างมาเพื่อปิดบังเรื่องจริงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดหลายๆ อย่าง เราเลยต้องหาจุดกลมกล่อมที่จะพาสารพวกนี้ไปให้คนเผชิญหน้าให้ได้ แล้วเราคิดว่าการฟังอัลบั้มของเราก็เป็นหนึ่งในการพาสารนี้ไปให้คนเผชิญหน้ากับความจริงที่ต้องเจอในชีวิต

นอกจากเจอความจริง ฟังอัลบั้ม Midlife แล้วจะเจอทางออกชีวิตไหม

มันมีทางออกนะ ตอนจบอัลบั้มเราคิดว่ามันเป็นทางออก แต่เราไม่รู้ว่าทางออกของเราจะเป็นทางออกของคนอื่นหรือเปล่า แต่อย่างน้อยถ้าคนได้ฟังก็จะรู้ว่ามีทางออกอย่างนี้อยู่ คือไม่ว่าเราจะทุกข์กับอะไรก็ตาม เรารู้ใช่ไหมว่าทั้งหมดเรากำลังทำเพื่อคนที่เรารัก คนที่เรารักคือพลังที่ทำให้เราทำทุกอย่างจนถึงทุกวันนี้ นี่คือคำตอบส่วนตัวที่เราบอกในเพลง

ในองก์สุดท้ายของอัลบั้ม เริ่มจากเพลง โลกยังอยู่ ก็จะบอกให้นั่งนิ่งๆ พอที่จะดูว่าจริงๆ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สิ่งที่เราทำมันแย่ขนาดนั้นจริงหรือเปล่า แล้วสิ่งที่เรารู้สึกแย่ มันเป็นเพราะใจเรารู้สึกแย่หรือว่ามันคือสิ่งที่แย่จริงๆ แล้วพอเรามองเข้าไปจริงๆ เราทำอะไรกับมันได้บ้าง มันถึงเป็นประโยคหนึ่งที่เราชอบมาก ไม่รู้ว่าเราเขียนมาได้ยังไงคือ “เดินไปตามฝัน บนโลกแห่งความจริง ด้วยทรัพยากรที่มี” เราเปิดประโยคนี้ฟังบ่อยมากเลย

ทำไมจึงชอบประโยคนี้ “เดินไปตามฝัน บนโลกแห่งความจริง ด้วยทรัพยากรที่มี”

มันคือคำตอบของเราว่า จริงๆ แล้วเราจะผ่านสถานการณ์นี้ด้วยวิธีไหน มันเป็นประโยคที่เราฟังทุกครั้งแล้วมีกำลังใจที่จะทำอะไรเพื่อคนที่เรารักมากขึ้น มันทำให้เรารู้ว่าจริงๆ ชีวิตเราควรทำอะไร เพื่ออะไร

เรื่องนี้เราเพิ่งคิดได้เมื่อช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา มันเป็นช่วงที่เราทำงานเยอะขึ้น แล้วเราเจอเครื่องจักรเจ๊ง ไม่มีอะไหล่ เจอสถาณการณ์บีบบังคับ แล้วนายเราเป็นคนญี่ปุ่นชื่อเคนจิ อูเมดะ เขาจะเป็นคนที่ยิ้มๆ นิ่งๆ แล้วก็ทำงานไปเรื่อยๆ บางเรื่องเหตุการณ์มันดูใหญ่มากเลย แต่นายก็ทำแบบเฉยๆ ลองทางที่หนึ่งไม่ได้ก็ลองทางสอง ลองทางที่สองไม่ได้ ไหนลองทางที่สาม พอทางสี่ไม่ได้ โอเค ยอมแพ้แล้ว เดี๋ยวมาต่อพรุ่งนี้แล้วกัน ซึ่งเวลาเราดูแผ่นหลังของนายเรา เรารู้สึกว่านายกำลังสอนคำนี้เราอยู่

เดินไปตามฝัน บนโลกแห่งความจริง ด้วยทรัพยากรที่มี

พุฒิ ภูมิจิต

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กันยายน คือวันที่บทสนทนานี้เกิดขึ้น

30 สิงหาคม คือวันที่เธอขึ้นเครื่องบินจากฝรั่งเศสกลับบ้านนานเกือบ 20 ชั่วโมง

28 สิงหาคม คือวันที่เธอพิชิตการแข่งขันวิ่งเทรล UTMB-PTL 2022 ในฐานะผู้หญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ไทย

22 สิงหาคม คือวันที่เธอก้าวขาออกจากจุดสตาร์ท 

เธอวิ่งไปทั้งหมด 6 วันครึ่ง ใช้เวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ผ่าน 3 ประเทศ ไกล 300 กิโลเมตร ความชันรวมมากกว่า 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ โดยปราศจากป้ายบอกทาง

เรากำลังพูดถึง ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว นักวิ่งเทรลหญิงหนึ่งเดียวในทีม True South Thailand ทีมไทยแรกที่เอาชนะสนามวิ่งอัลตร้ายากสุดในโลก พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ เพื่อนร่วมทีมสุดทรหด

ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว ทีม True South Thailand พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ

เราต่อสายถึงเธอผ่านอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้า เพื่อให้ซึงได้พักผ่อนจากความเมื่อยล้า คาดคิดว่าเธอคงมีเค้าของนักวิ่งสาวจอมพลังที่เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่เปล่าเลย ซึงตอบทุกคำถามด้วยรอยยิ้ม เปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

โอกาสดีอย่างนี้ จะชวนซึงคุยถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เราชวนเธอย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่วันที่เธอยังเป็นเด็กสาวแก่นเซี้ยว ความกลัวในใจที่ยังคงข้ามผ่านไม่ได้ จนถึงฝันน้อย ๆ ของซึงในวัยใกล้ฝั่ง 

ถ้าไม่ติดว่าในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้หญิงที่วิ่ง 300 กิโลเมตรสำเร็จใน 6 วัน จะถามเรากลับด้วยคำถามที่ทำเอาคนฟังส่ายหน้า

“ปกติออกกำลังกายบ้างรึเปล่าคะ”

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อย เราคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจะมีรองเท้าวิ่งดี ๆ ประดับบ้านไว้สักคู่

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“หนูต้องอดทน”

แม้ภายนอกซึงจะดูเป็นนักกีฬาแอดเวนเจอร์เต็มเหนี่ยว แต่ความจริงแล้วเธอประกอบอาชีพเป็นคุณครู และเรียนจบปริญญาเอก

เธอเริ่มเป็นครูมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นครูสอนวิชาว่ายน้ำประจำโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพ สอนเด็ก ๆ วัยอนุบาลจนถึงพี่ ๆ มัธยมปลาย ซึงเล่าว่าอดีตนักกีฬาทีมชาติมักจะแปลงร่างมาเป็นครูซะเยอะ ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้มีเพื่อนเป็นนักกีฬา ชาวต่างชาติ และเริ่มออกวิ่งระยะยาวเพราะแค่อยากเข้าสังคมเท่านั้น

น่าสงสัยว่างานสอนว่ายน้ำดูไม่ค่อยผาดโผนเท่าไร แตกต่างจากกิจกรรมยามว่างของเธอมากพอดู ซึงบอกว่าอย่างน้อยมันก็เป็นงานที่ไม่อยู่กับที่ 

“ถ้าเห็นเด็กเหนื่อย เราก็บอกว่าไม่ได้นะ หนูต้องอดทน ต้องสู้ต่อไปอีก พอเวลาเราเหนื่อย ก็จะนึกถึงตอนที่เราบอกเด็ก ๆ ว่าเราจะท้อไม่ได้” ครูซึงกล่าว

“ไม่เคยกลัวที่สูง”

พูดถึงเด็ก ซึงพาเราย้อนกลับไปวัยเด็กด้วยการเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว มีการละเล่นเหมือนเด็กกรุงเทพฯ ทั่วไป เช่น บอลลูนตบเพี้ยะ กระโดดหนังยาง ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร รู้แค่ว่าเป็นเด็กที่แอคทีฟตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง และมีกีฬาอยู่ในทุกช่วงของชีวิต

เข้าวัยประถม ซึงก็เริ่มฉายแววนักกีฬาด้วยการเป็นนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน พอมัธยมซึงก็ขยับไปเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกเช่นกัน ใช้เป็นโควต้าให้เธอเข้าเรียนในคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เท่านั้นไม่พอ เธอยังเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาเรียนปริญญาเอกที่ มศว อีกครั้งในคณะเดิม ควบคู่กับการเป็นครูสอนว่ายน้ำไปด้วย 

เราถามซึงว่า เธอเคยวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาบ้างไหม ซึงใช้เวลาคิดไม่นาน เพื่อตอบว่านอกจากออกจากกีฬาชนิดนี้ ไปเข้ากีฬาชนิดใหม่ เธอก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย

“สมัยเรียน ป.ตรี มีให้กระโดดน้ำ 10 เมตร เป็นการทดสอบจิตใจ (หัวเราะ) เราเป็นเด็กเรียน อยากได้คะแนนดี ๆ เพื่อนให้เรายืนท่าตอกตะปู ซึงก็ลงท่านั้น สนุกมาก ชอบมาก แต่ให้กระโดดอีกก็ไม่เอาแล้ว แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง

“นิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบความท้าทาย ตื่นเต้นหวาดเสียว เราชอบชูแขนเวลาเล่นไวกิ้ง ไม่เคยกลัวที่สูง”

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“มันเปลืองแฟ้บ”

เวลาว่างของคนอื่นอาจใช้ไปกับการวาดรูป อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อน แต่เวลาว่างของซึงใน 10 ปีหลังนี้ คือการรีดเหงื่อออกจากร่างกาย เลยเถิดไปถึงขั้นลงแข่งไตรกีฬา

“ถ้าในกลุ่มเพื่อนฝรั่งที่วิ่งด้วยกันซึงถือว่าช้าที่สุดในกลุ่มนะ พอมาปั่นจักรยาน เพื่อนก็เป็นเยาวชนทีมชาติมาก่อน หรือเป็นคนที่เกือบติดทีมชาติ ซึงก็ปั่นช้าที่สุด กระทั่งว่ายน้ำ ซึงก็ว่ายไม่ทันเขา แต่พอซึงมาแข่งคนเดียว ผลงานมันอยู่ในระดับต้น”

จุดแข็งของซึงจึงเป็นความอดทนที่ใครยากจะโค่นล้มนอกจากใจตัวเอง ต่อให้ความเร็วจะสู้ไม่ได้ แต่ในเรื่องความอึดเธอขอสู้ตาย ทุกกีฬาที่ไปเรื่อย ๆ อยู่ได้ยาว ๆ อย่างการแข่งขันไตรกีฬา Ironman Triathlon ระยะวิ่ง 100 – 200 กิโลเมตรเธอก็ผ่านมาได้สบาย

คำถามง่าย ๆ เกิดขึ้นตามมาว่า เธอค้นพบพลังอึดของตัวเองได้ยังไง

“ตอนวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตร ถ้าไม่ลงก็ไม่รู้” ซึงเปิดเผยความลับ 

“เราลง 50 กิโลเมตรของ The North Face ครั้งแรก แล้วรู้สึกแรงหมดพอดี พอมาลงแข่งรอบสองรู้สึกว่าแรงมันยังเหลือ เลยลองไปลงวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตรดู ก็ได้ที่หนึ่งของผู้หญิง เพิ่งรู้ตัวว่าอึด เราวิ่งสนุกมาก วิ่งเพลิน ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็แทบไม่ลงมาวิ่งระยะสั้นอีกเลย เราว่ามันเร็วไป แบบเฮ้ย ยังไม่ทันได้คูลดาวน์เลยจบแล้วเหรอ ถ้าเป็นเพื่อน ๆ กันเขาจะแซวว่าวิ่ง 20 กิโล มันเปลืองแฟ้บ”

ไม่รอให้เราได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจุดแข็ง ปลายสายก็ดักทางขึ้นมาเสียก่อนราวกับอยากระบายให้ฟังว่า “อยากถามจุดอ่อนไหม เราเกลียดการขึ้นเขามาก”

“มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

ซึงคงเป็นคนที่โดนพูดใส่ว่า เกลียดอะไรขอให้ได้อย่างนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง 

แม้ความอึดถึกทนของซึงจะเป็นผล เมื่อ เอก ธนาธร นึกถึงเธอเป็นคนแรก ๆ ในการออกเดินทางครั้งใหญ่ แต่สนาม UTMB-PTL อาจเรียกได้ว่าไปแข่งปีน มากกว่าไปแข่งวิ่งด้วยซ้ำไป 

และเผื่อใครไม่รู้ นี่คือการไปพิชิตเทือกเขาครั้งที่สองของพวกเขา ด้วยเหตุผลหลายประการจึงทำให้ครั้งแรกพลาดไปอย่างน่าเจ็บใจ 

ถามว่าสนามนี้สำคัญยังไงถึงต้องกลับไปอีกครั้ง 

UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc ถือว่าเป็นสนามสวยสุดในโลกที่นักวิ่งเทรลทุกคนใฝ่ฝั่นอยากไปสักครั้งในชีวิต ถึงขนาดถูกขนานนามว่าเป็นโอลิมปิกของกีฬาวิ่งเทรล เพราะวิ่งบนเทือกเขาแอลป์ ผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และวิ่งกลับมาที่ฝรั่งเศส เรื่องวิวระหว่างทางคงเกินจะจินตนาการถึง

แบ่งออกเป็น 7 ระยะ ซึ่ง PTL ถือเป็นระยะที่ยากสุดในโลก รับสมัครแค่ปีละ 300 คน เพราะมีกติกามหาโหด คือต้องวิ่งระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความชันรวม 27,000 กิโลเมตร ข้ามยอดเขาที่มีความสูงถึง 2,500 เมตรมากกว่า 30 ลูก ให้สำเร็จภายในเวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ไปจนถึงร้อนหูดับตับไหม้ โดยปราศจากป้ายบอกทาง ต้องวางแผนเส้นทางด้วยตัวเอง และต้องสมัครแบบทีมเท่านั้น ทักษะที่ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี จึงไม่ใช่แค่การวิ่งเป็น แต่รวมถึงสกิลล์การเอาตัวรอด กับหัวใจที่กล้าแกร่งยิ่งกว่าหินบนหน้าผา 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

การสมัครก็ใช่ว่าใครจะได้ไปกันง่าย ๆ ผู้สมัครต้องมีพอยต์การวิ่งระยะยาวสะสมให้ถึงเกณฑ์ แล้วยังต้องลุ้นผลการจับสลากร่วมกับผู้สมัครทั่วโลกว่าจะได้ไปหรือไม่ แต่ซึงบอกว่า PTL ยากในระดับที่ใครสมัครก็รับหมด ขอแค่ผ่านทุกข้อบังคับ (ที่เยอะและรัดกุมมาก) เพราะคนสมัครน้อย อย่างในปีนี้ก็มีแค่ 101 ทีมเท่านั้นเอง

“ตอนเริ่ม PTL ซึงเคานต์ดาวน์ทุกกิโลเมตรเลย เหลือ 300 เหลือ 250 เหลือ 170 เหลือ 2 วัน เหลือคืนสุดท้าย พอเจอเขาสูงชัน ซึงก้มมองพื้นอย่างเดียว เพราะสูงแค่ไหนก็อยู่ใต้เท้าเราอยู่ดี พยายามข้ามเขาไปทีละลูก คิดแค่ว่า มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

UTMB-PTL 2022
“ถ้าตกก็คือร่วง”

การกลับมาลงแข่งครั้งนี้สำคัญกับคุณยังไง

เป็นความท้าทายมาก เพราะปีที่แล้วซึงวิ่งไม่จบ เราเคยเข้าใจว่าเทรลคือวิ่ง ๆ ไปอย่างเดียว แต่พอไปเจอหน้างานคือมันปีนเยอะมาก ปีนทั้งวัน ใช้สองขาสองมือ ไม้โพลพับเก็บไปได้เลย 

PTL ในความคิดซึงไม่ใช่แค่วิ่งเทรล มันเลยกรอบการวิ่งเทรลไปแล้ว มันรวมการปีนเขา การแคมป์ปิ้ง เป้แต่ละคนหนักเฉลี่ย 7 โล ของเพื่อนน่าจะ 8 – 9 โล ขึ้นอยู่กับอาหาร น้ำ ถ้าแค่อุปกรณ์บังคับน้ำหนักของเป้ก็ประมาณ 5.8 กิโล บวกอุปกรณ์ทีมพวกผ้าใบ ถุงนอน เฟิร์สเอด เตา หม้อ แล้วต้องแบก 6 วัน 6 คืน เราพอมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว ปีนี้เลยตั้งใจจะกลับมาเอาชนะให้ได้ โชคดีที่อากาศดีมากเลยช่วยได้เยอะ ถ้าฝนตกที่ PTL นี่ก็หนังชีวิตเหมือนกันนะ

ถือว่าซ้อมหนักกว่ารอบที่แล้วไหม 

ซ้อมข้ามปีเลย ตั้งแต่วิ่งเทรลที่เกาะช้าง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เบตง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เกาะยาวใหญ่ 100 กิโลเมตร วิ่งสนาม Eiger Ultra Trail อีก 250 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไปขึ้นยอดเขา Monch ความสูง 4,107 เมตร ยอดเขา Jungfrau ความสูง 4,158 เมตร และยอดเขา Bishorn ความสูง 4,153 เมตร เป็นการปรับที่สูง บางทีก็มีพายุลมแรง ทางก็ชันมาก อาการเราออกเลย หายใจแผ่ว ไม่มีอากาศ หัวใจเต้นรัว ตื่นเช้ามามึนหัว แต่ก็เป็นการซ้อมเพื่อเข้าเส้นชัย

เราต้องขึ้นเขาให้ไวขึ้น แต่งตัวให้เร็วขึ้น เตรียมอาหารให้เพียงพอ พลังงานที่ PTL กินไม่เหมือนพวกวิ่งเทรลเลย ต้องเป็นอาหารหนัก ๆ ที่อยู่ยาว ๆ ไม่ใช่เจล มาม่า 2 ห่อ โจ๊กห่อหนึ่งก็พอแล้ว อยู่เมืองหนาวกินต้มยำแซ่บ ๆ ก็รู้สึกตื่นดี ถ้าเจอทีมซัพพอร์ตก็จะบอกเขาว่าขอข้าว ขอสเต๊ก แทบจะเดินกินตลอดเลย

หลังจากที่ซ้อมมาอย่างดี มันเพียงพอให้คุณพร้อมตั้งรับทุกสถานการณ์จริงไหม

อย่างน้อยก็ได้ความมั่นใจระดับหนึ่ง เวลาแข่งเราก็รู้สึกว่ามันคือการขึ้นลงเขาทั้งวันกับปีนทั้งวัน ซึ่งเราเตรียมใจมาเรียบร้อยแล้ว แค่ได้กิน ได้นอนก็ยังดี เพราะปีที่แล้วได้นอนวันละชั่วโมง ปีนี้ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

นอกจากทักษะการวิ่งและปีนผา นักวิ่งเทรลต้องฝึกฝนอะไรอีก

ต้องสู้กับการอดหลับอดนอน สู้กับตัวเอง ทรมานมากนะ อยากนอนก็ไม่ได้นอน ด้วยวันที่ยาวนานก็ต้องอดทน แล้วคืนที่ 3 เหมือนมีภาพหลอน เราเพลียมาก แอลก็เป็น ตาลาย เห็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มันกระดึ๊บได้เหมือนหนอน เห็นบ้านที่มีลวดลายอยู่หน้าบ้าน แอลหันมาถามว่าพี่ซึงเห็นคนนั่งคุยกันหน้าบ้านไหม เราบอกว่าเห็นเหมือนกันเลย (หัวเราะ) แต่เป็นแค่คืนเดียว เราต้องการพักผ่อน เป็นปกติมากของการวิ่งเทรล 

คุณเอาชนะความอ่อนเพลียของตัวเองยังไง

นักวิ่งเทรลเขาจะเรียกว่า ออโตไพลอต (Autopilot) คือเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนซอมบี้ ทีมจะรู้เลย เพราะเราจะเริ่มห่างจากเขาสัก 30 เมตร แล้วก็จะจ็อกกิ้งไปหา แล้วก็ทิ้งห่าง จนมีจุดหนึ่งที่อันตราย เขาหันมาบอกว่าตรงนี้ห้ามออโตไพลอตนะครับ ทีมก็เตือนกัน เขาดูกันออก

กิโลเมตรที่เท่าไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยมากที่สุด 

วันที่ 2 เหนื่อยมากที่สุดเลย เพราะมันเป็นหินลอย เดินบนหินลอยเป็นชั่วโมงยังไม่ถึง 1 กิโล แค่ทางขึ้นวันนั้นทั้งวันน่าจะได้แค่เขาลูกเดียว ตอนลงก็ไม่ได้ลงแค่กิโลเมตรเดียว น่าจะประมาณ 4 กิโลได้ แล้วหินลอยขามันต้องเบรกตลอดเวลา เราเมื่อยมาก ต้องนั่งยืดขากันเลย ขาต้องแข็งแรง ใจต้องกล้า 

ถามว่าทางโหดไหม ก้มมองลงไปมันก็โหดมากจริง ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา เห็นวิว มันก็หายเหนื่อยไปนิดหนึ่ง พอพ้นวันนี้ไปรู้สึกว่าเขาอื่นก็ง่ายกว่าเขาลูกนี้ไปแล้ว

Cr Supat Bunjuar

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2022

ดูเหมือนเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้า 

ใช่ จะทำอะไรต้องลุย บางทีเพื่อนปีนทางขวา เรารู้สึกซ้ายง่ายกว่า เราก็ไปทางซ้าย พี่เอกกับแอลวินก็ไปกันคนละทาง บางทีก็แล้วแต่ดวง เขาปีนอาจจะง่ายเราปีนอาจจะยาก แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายเดียวกันคือเส้นชัย ทุกคนไม่มีใครยอมแพ้เลย คิดแต่จะไปข้างหน้าอย่างเดียว

มีกติกาว่าคนในทีมวิ่งห่างกันได้ไม่เกิน 15 นาที ต้องไปด้วยกัน แต่เวลาปีนเขาแนวดิ่งต้องอยู่ห่างกัน เพราะเหยียบหินกลิ้งลงมาใส่เพื่อนก็มีนะ ซึงเคยเจอหินร่วงมาใหญ่กว่าหัว ต้องรีบหลบให้ทัน 

ทีมก็มีหลง ทางมันให้ขึ้นไปแล้วขึ้นต่อได้อีก แต่เราไม่รู้ เราขึ้นแล้วก็ลง ติดอยู่ตรงนั้นน่าจะ 4 – 5 ชั่วโมง แต่ชอบทีมมากตรงที่เขาไม่โวยวายว่า หลงเพราะใคร เราไม่เป็นไร ไปต่อ ๆ แค่ต้องทันคัตออฟสุดท้าย จากวิ่งชิลล์ ๆ กลายเป็นต้องวิ่งหนีคัตออฟ 

มีความตลกตรงที่ปลุกพี่เอกไม่ตื่น (หัวเราะ) คัตออฟมันต้องออก 03.00 น. แล้วเขาดูเวลาจากที่มีคนมี GPS บวกลบได้ 10 นาที ถ้ายังไม่ออกวิ่งก็ต้องออกจากการแข่งขัน ตอนนั้น 02.55 น. ปลุกพี่เอกแล้วเขาบอกขอนอนต่อ ซึงเลยถามว่า GPS อยู่ที่แอลใช่ไหม งั้นให้แอลออกไปรอข้างนอก แต่รอแค่ 5 นาที พี่เอกก็ออกมาแล้ว 

ตี 3 อากาศหนาวมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ลมแรงจนสั่นกันหมด รีบเก็บของแล้วต้องรีบเดินต่อเลย มีคนมาถามว่าเวลาหนาวมากต้องทำยังไง เราบอกแค่อดทนอย่างเดียว และต้องขยับร่างกายตลอดเวลา

PTL เป็นสนามที่ต้องวิ่งผ่านทั้งภูเขา น้ำตก ทุ่งหญ้า ปีนหน้าผา ฯลฯ อะไรที่อันตรายที่สุด

ปีนหน้าผา Via Ferrata ถ้าตกก็คือร่วง มีแบบนี้หลายจุดมาก ปีที่แล้วระยะ PTL เคยมีผู้เข้าแข่งขันเสียชีวิตไปคนหนึ่ง เขาน่าจะวิ่งไปถึงตอนกลางคืน แต่ทีมซึงไปถึงตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกเลยยังพอเห็นทาง

การปีนเขาเป็นอย่างเดียวที่ซึงช้ากว่าผู้ชาย ขาเขายาวกว่าซึง ยกขาสูง ดึงได้ไกล แต่ทีมนี้มั่นใจในตัวซึงมาก เวลาปีนหรือผ่านอะไรหวาดเสียวไม่มีใครหันหลังมาดู เคยถามแอลวินว่า น้องถามจริง มองพี่เป็นผู้หญิงกันบ้างไหม เขาตอบคำเดียวว่าไม่ครับ แล้วก็หันไป (หัวเราะ)

Via Ferrata . . . . คอร์ นิวทริชั่น Energy for…

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2022

จุดไหนที่คุณรู้สึกกลัว

ที่กลัวเลยคือยอดสุดท้าย ทีมกลัวจะไม่ทันเวลาเข้าเส้นชัย จุดนั้นน่าจะใส่หมวกป้องกัน แอลวิลหันมาถามว่าต้องใส่อุปกรณ์ไหมครับ พี่เอกบอกว่าเวลาไม่ทันแล้ว ซึงพับไม้เก็บเลย อย่างน้อยมีสองมือดีกว่ามือเดียว ต้องค่อย ๆ ปีน บางจุดก็คลาน ต้องเอาให้ชัวร์ มันไม่ยาก แต่สูง ลมแรง เป้หนัก หวาดเสียวมาก 

ตั้งแต่วิ่งมา เคยพลาดบ้างไหม

ยัง เพราะรู้ว่าจะพลาด มีจุดหนึ่งแทนที่จะวิ่งไปตามรูต เขาตัดผ่าเขาลงมาเป็นทางลัด ตอนแอลวิ่งลงก็มีวูบเหมือนกัน ส่วนพี่เอกแกโยนไม้ลงไปก่อนแล้วค่อยปีนลง แต่พอซึงจะปีนลง ซึงรู้เลยว่าเราทำไม่ได้ กลัวลื่นแล้วหลุดไป เราเลยตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปวิ่งตามรูต 

อีกอันหนึ่งตอนข้ามน้ำตก เรามองท่าเพื่อนก็รู้แล้วมันยากหรือง่าย เราดูท่าพี่เอก แม่งดูยากว่ะ แอลเลยหาทางอื่นที่ดูง่ายขึ้น แต่พอถามแล้วน้องบอกไม่ง่ายครับ เท่านั้นแหละ เหมือนเจอยากกับยาก แต่ก็ตัดสินใจข้ามตามไป 

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

เล่าวินาทีที่ถึงเส้นชัยให้ฟังหน่อย

3 กิโลเมตรสุดท้ายวิ่งเหนื่อยมาก ทีมเอาแรงมาจากไหนกันก็ไม่รู้ จู่ ๆ มาวิ่งหน้าตั้ง ทางที่วิ่งหินก็เยอะมาก ถ้าสะดุดหัวทิ่มแน่นอน แต่ซึงรู้ว่าที่เส้นชัยจะเจอทีมซัพพอร์ต รู้ว่าเขาเตรียมชาเขียว สเต๊ก ไว้ให้ เราก็คิดว่าจะได้กินแล้วอีกหน่อยหนึ่ง

คนปรบมือเยอะมาก ตื่นเต้นมาก ดีใจมาก เพื่อน ๆ น้ำตาคลอกันเยอะเลย รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ จบสักที อีกวันหนึ่งก็ไปรับเหรียญรางวัล เป็นกระดิ่งวัวกับเสื้อ Finisher (ซึงอวดความภาคภูมิใจของเธอให้เราดูผ่านจอ) เพื่อนก็แซวกันว่าเสื้อตัวนี้มีแค่ 3 ตัวในประเทศไทย

ถามว่าเรารู้สึกระบมที่เท้าบ้างไหม ก็มีนะบลิสเตอร์ วิ่งจนมันแตก แล้วขึ้นใหม่ แล้วก็แตก สภาพเท้าแต่ละคนพี่เอกน่าจะเป็นหนักสุด ซึงถือว่าเบาสุดแล้ว คนก็ถามว่าทำไมซึงดูดีจัง ซึงทาครีมกันแดดค่ะ อีก 2 คนเขาไม่ได้ทา

กิจกรรมแรกหลังจากเข้าเส้นชัยของคุณคืออะไร

นอนแล้วก็กิน (หัวเราะ)

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“เพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย”

สมัยที่ซึงเข้าวงการวิ่งเทรล เธอบอกว่าตอนนั้นอุปกรณ์บังคับยังมีแค่เป้น้ำกับรองเท้านักวิ่ง 

อีก 10 ปีต่อมา True South Thailand เป็น 1 ใน 47 ทีมที่วิ่งสนาม PTL จบ จาก 47 ทีมที่วิ่งจบ มีผู้หญิงเพียง 6 คน และไม่เคยมีสาวไทยคนไหนทำได้นอกจากซึง

“ตอนแรกไม่รู้เลยว่าทำไมพี่เอกถึงเลือกซึงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไปแข่ง” เธอรำลึกความหลัง 

พอเข้าเส้นชัยมาแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน คงเพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมองว่าเพศสภาพเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬา และการวิ่งเทรลก็ไม่มีข้อกำจัดอะไรที่จะหยุดความสามารถของผู้หญิง 

“มีผู้ชายชื่อเอริคเข้ามากอดซึง กอดพี่เอก กอดแอลวิน แล้วก็กลับมากอดเราอีกรอบ เขามองตาเราแล้วก็น้ำตาไหลด้วยความภูมิใจ อาจจะเพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย เขารู้สึกดีใจกับเรามาก ๆ

“มีเพื่อนต่างชาติอีกคนที่เคยวิ่ง 50 กิโลมาด้วยกัน เขานึกถึงสมัย 10 ปีที่แล้วที่ซึงยังง้องแง้ง ไม่อยากวิ่งขึ้นเขา ลูกชายเขาเห็นว่าซึงเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาก็อยากเป็นเหมือนเรา ลูกสาวเขารู้ว่าเราเล่นไตรกีฬาก็อยากหัดเล่นเหมือนเรา เขาบอกว่าคุณไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แค่ผู้หญิงนะ แต่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราด้วย”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“ซึงไม่เคยเห็นด้วยเลย ที่คนชอบบอกว่ามีกีฬาหรืองานบางชนิดสงวนไว้สำหรับผู้ชาย เราไม่ได้คิดอะไรตรงนั้น ไม่สนใจด้วย เพราะมั่นใจว่าเราทำได้

“PTL เป็นการวิ่งที่พักบ้าง ลุยบ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้างตลอดทาง ซึงวิ่งตามผู้ชายมาหลายงานมาก เราบอกตัวเองว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายที่เราจะวิ่งตามสองคนนี้” 

เชื่อเหลือเกินว่าคำพูดของซึงคงทำให้ใครหลายคนมีคำตอบในใจว่า ทำไมเอกถึงเลือกเธอ

“ต้องดูสาวยันแก่”

คีย์เวิร์ดจากซึงที่เราชอบมากคือคำว่า ง้องแง้ง 

เพราะนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าซึงที่เคย ง้องแง้ง เป็นยังไง

ซึงอธิบายด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน เช่น การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนปกติจะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที ก่อนแข่งแต่ละคนจะมาถามกันว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร บางคนก็ท้าทายตัวเองมาก แต่เธอขอแค่เข้าเส้นชัยให้ได้ก็พอ

ส่วนความปราดเปรียวไม่ต้องพูดถึง ซึงบอกว่าเธอน่าจะวิ่งเร็วกว่าตอนนี้มากนัก แต่พอถามว่าซึงคนนั้นจะพิชิตสนาม PTL ได้ไหม เธอตอบว่า “ไม่ ล้านเปอร์เซ็นต์” เพราะซึงเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นเขาไม่เก่ง ถนัดทางลาด ที่สำคัญคือเธอยังง้องแง้ง

ไม่แปลกเลยที่ซึงจะเป็นนักกีฬาประเภทที่ไม่ต้องการทำลายสถิติตัวเอง ไม่มีรายการไหนค้างคาใจ หรือคิดไม่ตกว่าน่าจะทำดีกว่านี้ได้ 

“เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่วิ่งช้า คนที่เหนื่อย คนที่ตามเพื่อนอยู่ข้างหลัง เพราะเราผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วเราก็ยินดีที่จะเดินไปกับคนที่วิ่งช้า”

สำหรับซึง เธอมองว่าการวิ่งเปรียบได้กับการใช้ชีวิต มีขึ้น มีลง มีทางให้เลือก มีอุปสรรคให้ข้าม มีปัญหาให้แก้ไขเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ขณะเดียวกัน ก็เป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเอง และเป็นอิสระจากพันธนาการทางสังคม 

“เรามีความสุขที่ชีวิตเราวุ่นวายนิดหนึ่งแต่ไม่ได้วุ่นวายมากเกินไป ทำงานอาจจะเครียด แต่พอเครียดเดี๋ยวก็ไปออกกำลังกาย ออกกำลังกายเหนื่อยเดี๋ยวเราก็กิน เวลาพักก็พักจริง เวลาทำงานก็ตั้งใจ เราต้องบาลานซ์ชีวิต”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจาก 10 ปีก่อน คือเส้นชัยที่ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวของเธอเสมอ ขอแค่สนุกและมีบรรยากาศสวยงามตลอดทาง โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นในรุ่งสาง ทำให้รู้สึกว่าทุกวันมีความหมาย 

ถ้าไม่ใช่การเกิดก็คงเป็นการตาย ที่สอนให้ชีวิตได้รู้ซึ้งถึงอะไรบางอย่าง ในวัย 37 ปี เราเชื่อว่า การวิ่งนำพาบททดสอบมาให้เธอฟันฝ่านับครั้งไม่ถ้วน ส่วนประสบการณ์เฉียดตายก็คงเป็นยิ่งกว่าครูคนไหนที่ผ่านมา แม้เธอจะยังไม่มีภาพของตัวเองในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือเธอจะยังอยู่บนลู่วิ่ง

“ตอนซึงอายุ 60 ก็จะวิ่งอยู่ ไม่ต้องถึง 100 กิโลเมตรหรอก แค่ 10 โลก็ยังดี แต่มั่นใจมากว่าจะต้องดูสาวยันแก่” 

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณยังคงวิ่งต่อ – เราถาม

ถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ซึงหยุดวิ่งดีกว่า – ซึงตอบ 

พร้อมกับยืนยันว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด เพราะอาศัยแค่รองเท้าผ้าใบคู่เดียว

บอกตามตรง เราที่มีภาวะวิตกกังวลติดตัว และพยายามถอยห่างจากการเที่ยวผจญภัย แค่ฟังเรื่องเล่าจากต่างแดนของซึงยังใจสั่น เธอบอกว่าความกล้าเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวได้ เป็นทักษะที่เราคงต้องใช้เวลาฝึกฝนนานเท่านานกว่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

หลังผ่านความยาก ความโหด ความหิน ด้วยความอึด ความถึก ความทน จนเกือบเอาตัวไม่รอดในสนาม PTL ที่ไม่ต่างกับสมรภูมิ สุดเส้นทางไม่มีการยืนบนแท่นอันดับ 1 2 3 ขอเพียงวิ่งจนจบได้ก็วิเศษเกินพอ เพราะสิ่งที่รออยู่หลังเส้นชัยคือรางวัลของผู้ชนะหัวใจตัวเอง

ใครต่อใครต่างบอกว่า หากผ่านสนามนี้ไปได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราขอถามซึงเป็นคำถามสุดท้าย 

“คุณยังกลัวอะไรอยู่บ้างไหม”

นักวิ่งหญิงแกร่งหัวเราะให้กับเรื่องเดียวที่ยังพิชิตไม่ได้

“แมลงสาบค่ะ”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load