ในฐานะคนจันทบุรีที่เกิดและโตในชุมชนริมน้ำจันทบูรแต่กำเนิด ริมน้ำจันทบูรในความทรงจำของเราคือถนนเก่าสายเล็กๆ ที่มีแม่น้ำจันทบูรเลียบข้าง ตลอดถนนและแม่น้ำสายแคบแห่งนี้มีคนในชุมชนอาศัย ทั้งในตึกสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2533 อาคารไม้และตึกฉลุลายชิโน-ยูโรเปียน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสมัยฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองจันท์ รวมถึงอาคารเก่าทรงเก๋งจีนที่ยืนเด่นเป็นสง่า เหล่านั้นล้วนธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ และไร้ผู้คนสนใจ

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ทั้งยามอรุณรุ่งและลาลับ เสียงที่ดังที่สุดคือเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว เรือหางยาวแล่นฉิว และลมหวีดหวิวจากว่าวดุ๊ยดุ่ย แต่เมื่อเกือบ 10 ปีมานี้ จู่ๆ ถนนเล็กๆ สายนี้ก็เปลี่ยนไป คนต่างถิ่นมากหน้าหลายตาเริ่มเข้ามาเยี่ยมชมความงามแสนธรรมดาของชุมชน ร้านรวงของคนในและนอกพื้นที่เปิดกันเบิกบาน (มากมายในภาษาจันท์) ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เริ่มขึ้นโดย บริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด ที่อยากฟื้นคืนชีวิตถนนแห่งประวัติศาสตร์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ไม่ใช่ในแง่เม็ดเงิน แต่ในแง่วัฒนธรรมที่อยากให้คนในชุมชนรุ่นหลังเห็นว่า ความธรรมดาเหล่านั้นมีคุณค่าควรแก่การรักษาเพียงใด

หนึ่งในวิธีการสำคัญที่จะฟื้นฟูชุมชนแห่งนี้ คือการบูรณะอาคารเก่าแก่อายุกว่า 150 ปีให้กลายเป็นบ้านเรียนรู้ อย่างบ้านเรียนรู้เลขที่ 69 แถวศาลเจ้าที่ตลาดล่าง บูรณะที่อาศัยของ หลวงราชไมตรี แถบท่าหลวงให้กลายเป็นบ้านพักประวัติศาสตร์ กระทั่งล่าสุด อาคารเก๋งจีนหนึ่งเดียวริมน้ำที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ก็ได้กลายเป็นบ้านพักอีกหลังที่บริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด และเจ้าของบ้านเห็นว่าจะช่วยชุบชูจิตวิญญาณชุมชนให้กลับมามีลมหายใจ

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

จึงเป็นเหตุให้เรามาเคาะประตูบ้านเก๋งจีนวันนี้ ในวันที่พร้อมเปิดให้บริการหลังการบูรณะกว่า 4 ปี เพื่อพูดคุยถึงความสำคัญของบ้านหลังนี้ และความละเอียดในการบูรณะบ้านเก่าให้กลายเป็นที่หย่อนใจแห่งใหม่ 

เนื่องจากเราเป็นคนริมน้ำจันทบูรแต่กำเนิด บอกไว้ก่อนว่าบทสนทนาต่อจากนี้อาจเต็มไปด้วยการชื่นชมบ้านเกิดไม่น้อยทีเดียว

ริมน้ำจันทบูรที่ไม่เคยหลับใหล

ก่อนจะพูดคุยถึงบ้านบุณยัษฐิติทรงเก๋งจีนสุดเก๋า กรรมการผู้จัดการบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด อย่าง ปัทมา ปรางพันธ์ ที่คนริมน้ำจันทบูรเรียกว่า พี่หมู ขอพาเราย้อนกลับไปถึงความสำคัญของถนนเลียบริมน้ำ แต่ก่อนริมน้ำจันทบูรมีขนาดกว้างและลึกกว่านี้มาก ชนิดที่เรือสำเภายังเข้ามาขายของได้ ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างคนพื้นเมืองและคนในเมืองที่สำคัญตั้งแต่สมัยอยุธยา

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

“คนชองจะล่องแพไม้ไผ่มาขายของป่าให้กับคนในเมือง ซึ่งเป็นคนจีนและคนญวนที่ทำอาชีพค้าขายและรับราชการ เสร็จแล้วก็เดินกลับเขาคิชฌกูฏด้วยการเดินเท้า เพราะแพไม้ไผ่ที่นั่งมาก็ยังขายได้” 

กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 3 – 5 ที่นี่เปลี่ยนจากศูนย์กลางระหว่างคนในและนอกเมือง เป็นเมืองท่าค้าของป่าและสมุนไพรระหว่างสยามกับชาติตะวันตก

“เรียกว่าที่นี่เจริญมาก ครั้งที่สยามเริ่มตัดถนนสายแรกๆ ถนนสุขาภิบาลแห่งนี้หรือที่สมัยก่อนเรียกว่า ‘เลียบนที’ คือถนนสายแรกในเมืองจันท์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสที่นี่ถึงสองครั้ง จนความเป็นเมืองเริ่มขยายออก รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ พ.ศ. 2532 และเหตุการณ์น้ำท่วม ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนจากประตูบานเฟี้ยมเป็นประตูเหล็กเพื่อป้องกันน้ำพัด ที่นี่เริ่มซบเซาและความสัมพันธ์ในชุมชนเบาบางลง แต่คนไม่ได้หายไปไหนนะ เขาก็ยังอาศัยกันอยู่ เพียงแต่ไม่ได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญแล้ว” 

พี่หมูเล่าเรื่องราวคราวอดีตให้ฟัง ชวนให้เราพยักหน้าเห็นด้วย เพราะในความทรงจำครั้งยังเด็ก บ้านไม้เก่าแก่ของเราก็ถูกไฟไหม้ แถมเหตุการณ์น้ำท่วมยังเป็นเรื่องคุ้นชินที่เมื่อใครพูดว่า ‘น้ำมาแล้ว’ คนในชุมชนก็ไม่ตื่นตระหนกสักเท่าไหร่ 

จันทบูรรักษ์ดี

ชีวิตผู้คนยังดำเนินตามปกติ ตื่นเช้ามาทานข้าวและตักบาตร บ้างค้าพลอย บ้างค้าอาหาร บางกลุ่มไหว้ศาลเจ้าจีนที่กระจายตลอดทาง บางกลุ่มก็เข้าโบสถ์คาทอลิกเพื่อทำพิธีมิสซา แขกไปใครมาก็มีแต่คนคุ้นหน้าทั้งนั้น กระทั่งนักศึกษาปริญญาโทจากสถาบันอาศรมศิลป์ที่เกิดและโตที่จันทบุรี เข้ามาทำวิจัยเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในชุมชน ประกอบกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอยากฟื้นฟูย่านการค้าเก่าเพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคัก ชีวิตคนในชุมชนก็เริ่มได้รับความสนใจ

“โจทย์ที่คนในชุมชนคุยกันไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการทำให้คนในชุมชนกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์ชุมชน เขาเริ่มเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ไม่ใช่อาคารเก่าโทรมๆ แต่คืออาคารทรงคุณค่าควรส่งต่อให้รุ่นหลัง และคือเส้นทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯ มา แถมยังเป็นจุดกำเนิดของตระกูลใหญ่ๆ ในปัจจุบัน”

จากข้อตกลงที่ว่า ‘วัฒนธรรมนำการค้า’ จึงเป็นวิสัยทัศน์สำคัญของการฟื้นฟูชุมชน โดยมีบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด ที่มีสมาชิกคือคนในชุมชนเข้ามาดูแล การฟื้นฟูค่อยๆ เริ่มจากการเก็บข้อมูลทางสถาปัตยกรรมของชุมชน ทั้งแบบไทย จีน และชิโน-ยูโรเปียน มีการจัดประกวดภาพถ่ายวิถีชีวิตชุมชน จัดงาน ‘เปิดบ้านริมน้ำ’ เพื่อประกาศว่าริมน้ำกำลังจะกลับมามีชีวิต และสร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรมขึ้นอย่างการบูรณะบ้านเก่า อย่างบ้านเรียนรู้ทางประวัติศาสต์เลขที่ 69 และบ้านพักประวัติศาสตร์หลวงราชไมตรี โดยใช้เงินตั้งต้นจากการรวมหุ้นของคนในชุมชนและคนนอกชุมชนที่ต้องการร่วมอนุรักษ์มาบูรณะและดำเนินการ 

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

แน่นอนว่าบ้านของเราก็เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนนั้นด้วยเงิน 1,000 บาท (ไม่มาก แต่ก็ขออวดสักหน่อย)

“เราอยากทำให้คนอื่นเห็นว่า ถ้าคุณจะเข้ามาทำธุรกิจในชุมชน คุณควรรักษาสถาปัตยกรรมที่มีอยู่เดิมให้ได้มากที่สุด และหาประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ โดยไม่ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตคนในชุมชน ดังนั้น ชุมชนริมน้ำจันทบูรจึงเป็นชุมชนที่ร้านค้าไม่มาก เมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น เพราะส่วนใหญ่คือร้านของคนใน ไม่มีการปิดถนนเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินสะดวก เพราะชุมชนนี้ยังมีชีวิต ผู้คนยังอาศัยอยู่เกือบทุกหลัง” 

จากการบูรณะบ้านทั้งสองหลังในครั้งนั้น โดยเฉพาะบ้านหลวงราชไมตรีที่ได้รับการตอบรับดีมาก ไม่ว่าแขกไปใครมาก็ต้องลองพักที่นี่สักครั้ง วิถีชีวิตคนในชุมชนก็เริ่มเป็นที่กล่าวขาน เมื่อ 4 ปีก่อน อาจารย์กนิช บุณยัษฐิติ ลูกหลานตระกูลบุณยัษฐิติผู้เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่บ้านอายุกว่า 150 ปีของตระกูลควรค่อยๆ ฟื้นคืนชีพพร้อมๆ กับชุมชนที่ยังคงหายใจ

คืนลมหายใจให้บ้านบุณยัษฐิติ

พี่หมูชวนเราคุยถึงจันทบูรรักษ์ดีสักพัก จึงเริ่มพูดคุยถึงอดีตอันไกลโพ้นของบ้านเก๋งจีนหนึ่งเดียวในริมน้ำจันท์ ว่ากันตามพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2419 ครอบครัวบุณยัษฐิติรุ่นที่ 6 ทราบว่าบ้านเก๋งจีนอายุกว่า 150 ปีแห่งนี้สร้างโดย หลวงอนุรักษ์พานิช หรือ จีนกั๊ก-บุญมาก บุณยัษฐิติ บุตรของนายบุญคงและนางอยู่ ทั้งสกุล ‘บุณยัษฐิติ’ ของจีนกั๊กยังได้รับพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2459 อีกด้วย

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

เมื่อเห็นควรว่าต้องฟื้นชีวิตให้บ้าน ครอบครัวบุณยัษฐิติจึงเริ่มเก็บข้อมูลสถาปัตยกรรมก่อนบูรณะจากภาพถ่ายและจดหมายต่างๆ ในหอจดหมายเหตุจังหวัด เริ่มการบูรณะโดยมีสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ที่บูรณะบ้านหลวงราชไมตรีมาช่วยดูแล และตกแต่งภายในโดยมัณฑนากรประจำตระกูล ส่วนบริษัทจันทบูรรักษ์ดีคอยดูแลเรื่องเครื่องนุ่งห่มและการบริการ 

สิ่งสำคัญของการรีโนเวตบ้านหลังนี้ คือการทำให้บ้านจีนกั๊กกลับมาเหมือนเดิมมากที่สุด ทั้งสัดส่วนอาคาร โครงสร้าง รายละเอียดสถาปัตยกรรมแบบจีน ไทย และฝรั่ง ในมุมต่างๆ โดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมเป็นหลัก และใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมสมัยใหม่มาช่วยให้โครงสร้างแข็งแรง

“สภาพก่อนบูรณะของที่นี่หนักหนาสาหัสกว่าบ้านหลวงราชไมตรีมาก ตอนนั้นบ้านไม้ฝั่งริมน้ำมีแนวโน้มที่จะเอียงลงแม่น้ำ การบูรณะจึงต้องใช้เวลานานถึงสี่ปี ทั้งเก็บข้อมูลสถาปัตยกรรม หาช่างที่เหมาะกับการบูรณะนั้นๆ”

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

บ้านหลังนี้เป็นอาคารเก่าที่ใช้ระบบผนังรับน้ำหนัก สภาพก่อนการบูรณะ บริเวณกำแพงเหนือวงกบประตูมีรอยร้าว ผนังอิฐบางจุดเปื่อยยุ่ย จึงต้องกรีดผนังและเสริมเหล็กเข้าไปให้โครงสร้างแข็งแรง จากนั้นจึงกะเทาะปูนที่เปื่อยยุ่ยออกแล้วฉาบทับด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ ด้วยฝีมือช่างปูนจากจังหวัดอยุธยาที่เรียกว่า ‘ฉาบปูนหมัก ขัดปูนตำ’ ที่ช่วยให้ผนังหายใจได้ และลดการสะสมความชื้นในผนังได้ดีกว่าการฉาบปูนสมัยใหม่ 

แถมขณะที่ศึกษาโครงสร้างยังขุดพบพื้นดินเดิมของบ้าน เสาแต่ละต้นจะมีครกหินรองด้านล่างสำหรับป้องกันปลวกและความชื้น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวจีนโบราณ เจ้าของบ้านและสถาบันอาศรมศิลป์จึงตั้งใจไม่เทปูนทับ เพื่อเผยลักษณะอันหาได้ยากนี้ให้แขกทุกคนได้เห็น

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง
บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ส่วนงานตกแต่งอย่างปูนปั้นและลายฉลุไม้ ลูกกรงเหล็กหล่อแบบฝรั่ง เชิงชายคาสังกะสีฉลุ และจั่วหลังคาที่ผุพัง ก็นำส่วนที่ยังคงสภาพดีไปหล่อเป็นพิมพ์และทำใหม่ให้เหมือนเก่าด้วยฝีมือช่างไม้จากอ่างทอง โดยวัสดุก่อสร้างประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์เป็นวัสดุเดิมที่นำไปปรุงแต่งใหม่ ชายคาสังกะสีฉลุซึ่งเป็นสังกะสียุคแรกที่นำเข้ามาในประเทศไทย จึงยังอยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่มลายหายไปเช่นบ้านอื่น

“เจ้าของบ้านบอกว่า ถ้าหลวงอนุรักษ์พานิชหรือจีนกั๊กที่สร้างบ้านหลังนี้ฟื้นกลับมาได้อีกครั้งแล้วเห็นบ้านหลังนี้ ก็จะจำได้ว่านี่คือบ้านฉัน” พี่หมูบอกอย่างภูมิใจ

ฐิติศตวรรษที่ 21

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

หลังศึกษาการบูรณะบ้านหลังนี้จนถ้วนถี่ พี่หมูเริ่มแนะนำส่วนต่างๆ ของบ้านให้เราฟัง บ้านบุณยัษฐิติแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนอาคารเก๋งจีนด้านหน้ากับเรือนไม้ริมน้ำด้านหลัง แต่ครอบครัวบุณยัษฐิติอยากให้บ้านหลังนี้สร้างประโยชน์ต่อชุมชนมากที่สุด แทนที่จะสร้างห้องพักทั้งอาคารทั้งสองหลังเพื่อได้กำไรเยอะๆ กลับอุทิศอาคารเก๋งจีนด้านหน้าเป็นนิทรรศการจัดแสดงทั้ง 3 ชั้น 

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง
บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ชั้นแรกบอกเล่าการบูรณะอาคารหลังนี้ ชั้นที่สองกล่าวถึงประวัติบ้านบุณยัษฐิติ อันมีรูปครอบครัวและข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ รวมถึงโต๊ะหมู่บูชาแบบจีนตั้งอยู่ หากตรงขึ้นไปยังชั้นสามผ่านบันไดชันอย่างโบราณ จะพบกาลานุกรมจันทบุรีที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองจันท์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนปัจจุบัน เทียบกับความเป็นไปของโลกและประเทศไทย โดยผู้จัดนิทรรศการคือนักประวัติศาสตร์อย่าง อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ

ถัดจากเก๋งจีนเป็นเรือนไม้ริมน้ำ ระหว่างกลางคือลานโล่งกว้างรับแสงแดด อันเป็นพื้นที่ซักล้างและทำอาหารของชาวจีนในอดีต ปัจจุบันเป็นพื้นที่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นให้แขกผู้เข้าพัก มีทั้งอาหารเช้าอย่างอเมริกัน ข้าวต้มจันทบูร ปาท่องโก๋ทานคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ดอย่างชาวจันท์ เลือดหมูต้มเจ้วัลย์หลังโบสถ์คริสต์ และผักผลไม้สดจากตลาด ไม่เพียงเพื่อนำเสนอความเป็นจันทบุรีให้แขกผู้เข้าพักรู้จัก แต่ยังสนับสนุนร้านอาหารและกิจการท้องถิ่นของคนในชุมชนด้วย

ห้องตลาดล่าง

หลังเดินชมนิทรรศการทั้งหมดและพื้นที่ส่วนล่างเรียบร้อย ถึงเวลาที่พี่หมูจะพาเรากลับสู่ 150 ปีที่แล้วของบ้านเก๋งจีนหลังนี้ เริ่มจากห้องหนึ่งเดียวของบ้านที่อยู่ชั้นล่างซึ่งมีนามว่า ‘ตลาดล่าง’ เพื่อล้อกับส่วน ‘ตลาดล่าง’ ของถนนสุขาภิบาลที่บ้านตั้งอยู่

ด้วยความที่ห้องนี้นำเสนอความเป็นตลาดล่าง ภายในจึงตกแต่งให้ได้กลิ่นอายการค้าขายและข้าวปลาอาหาร ทั้งภาพหัวเตียงที่จับภาพพ่อค้าแม่ขายเอาไว้ กระทั่งกิมมิกสุดน่ารักที่เราอยากกรี๊ดทันทีที่เหลือบไปเห็น นั่นคือตู้เสื้อผ้าที่รองขาตู้ด้วยถ้วยเล็กๆ คล้ายตู้กับข้าวอย่างไทย

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

แม้จะอยู่ชั้นล่างที่พลุกพล่านผู้คน ก็ไม่ต้องตกใจว่าจะเสียความเป็นส่วนตัว เพราะเจ้าของบ้านออกแบบให้มีประตูกั้นถึง 2 ชั้น เพื่อไม่ให้เสียงคนเดินขวักไขว่รบกวนการพักผ่อน แถมระเบียงริมน้ำก็ไพรเวตสุดๆ เพราะแม้จะอยู่ระนาบเดียวกับระเบียงสาธารณะของร้านกาแฟในอาคารก็กั้นด้วยผนังปูนเรียบร้อย เงียบเชียบ โปร่งสบาย แถมได้วิวริมน้ำจันท์ฝั่งโบสถ์คริสต์คาทอลิกไปครอง

ห้องกำปั่น

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ออกจากห้องตลาดล่างได้สักพัก พี่หมูพาเราชมห้องกำปั่นที่อยู่ระหว่างอาคารเก๋งจีนกับเรือนไม้ อันเป็นห้องเดียวที่ไม่มีระเบียงริมน้ำแต่ได้ความเก๋ไก๋อีกแบบ ทั้งหน้าต่างห้องที่เปิดรับแสงสว่างตรงลานซักล้างเก่า ทรงห้องที่ผสมผสานความเป็นเก๋งจีน แถมยังเป็นห้องที่สมัยก่อนนั้น เคยเชื่อมโยงกับส่วนชั้นสองที่จัดนิทรรศการของครอบครัว

และที่ได้ชื่อว่ากำปั่นและตกแต่งได้จีนสุดๆ ก็เพราะภายในห้องมีไฮไลต์อย่างกำปั่นเก็บสมบัติอายุกว่า 150 ปีแสนหนักอึ้ง ชนิดที่คนสองคนก็ยกไม่ไหวประดับอยู่นั่นเอง 

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ห้องไพ่ตอง

ห้องถัดมาคือห้องไพ่ตอง เป็นห้องด้านขวาสุดของอาคารชั้นสอง ชื่อไพ่ตองนั้นมาจากไพ่ของชาวจีนที่คนไทยและจีนนิยมเล่นกัน กิมมิกของห้องนี้จึงคือลวดลายหมอนมุ้ง ผ้านุ่งห่ม กระทั่งห้องน้ำที่เป็นลายไพ่ตองสีขาวดำ 

เราขอยกให้เป็นห้องที่ดูโมเดิร์นที่สุดในบ้านหลังนี้ 

และเช่นเดียวกับห้องอื่นๆ ของบ้าน ยกเว้นห้องกำปั่น ห้องไพ่ตองก็มีวิวริมน้ำจันท์เหมือนกันนะ

ห้องเสื่อสานจันทบูร

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ถัดมาที่ห้องที่ 4 ห้องเสื่อสานจันทบูร แอบกระซิบว่าเราชอบห้องนี้เป็นที่สุด เพราะแม้จะไม่ใหญ่โตมโหฬาร แต่น่ารักน่าอาศัย ภายในตกแต่งด้วยเสื่อกกพื้นเมืองของดีของเด็ดที่ใครมาก็ต้องซื้อเป็นของฝาก 

ทั้งตู้เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ กระทั่งพรมปูพื้น ก็ตกแต่งด้วยเสื่อสีละมุน 

ถ้าเรามีโอกาสเข้าพัก ก็อยากจะนอนดมกลิ่นกกที่คนจันท์ไม่ค่อยซื้อมาใช้ง่ายๆ เพราะราคาแพงโขเชียว

ห้องคุณหลวง

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

มาถึงห้องสุดท้ายอันเป็นห้องไฮไลต์ของบ้านบุณยัษฐิติ นั่นคือห้องคุณหลวง ตกแต่งด้วยภาพกรณีพิพาท รศ.112 ระหว่างจันทบุรีและฝรั่งเศส ซึ่งถ่ายถอดจากต้นฉบับหนังสือพิมพ์จริงที่เจ้าของบ้านเก็บไว้ แถมยังเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้แบบโบราณอย่างตู้และเตียงจากไม้เก่า เลียนแบบเฟอร์นิเจอร์เดิมของบ้านซึ่งเจ้าของนำไปใช้จริงที่กรุงเทพฯ

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ความอลังการของห้องนี้คือ ระเบียงนอกชานที่เปิดให้ชมวิวริมน้ำจันท์ได้ทั้งฝั่งท่าหลวงทางซ้ายซึ่งฉายภาพเจดีย์วัดกลาง และฝั่งตลาดล่างที่เผยให้เห็นยอดโบสถ์คาทอลิกสวยงาม ตั้งตระหง่านมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสบุกยึดจันทบุรี 

ซึ่งวิวหลักล้านและสายลมพัดฉิวตรงนี้จะแบ่งปันกับแขกห้องเสื่อสานจันทบูร 

ไม่ต้องกังวลว่าจะหมดความเป็นส่วนตัว เพราะเลื่อนฉากตรงกลางได้ ส่วนใหญ่แขกมากันเป็นกลุ่มเพื่อนและครอบครัว มักจะสังสรรค์ร่วมกันทั้งยามตะวันทักทายและลาลับฟ้า ณ ระเบียงรับลมตรงนี้

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

หลังชมห้องทั้ง 5 อย่างละเอียดและศึกษานิทรรศการทั้ง 3 ชั้นอย่างลึกซึ้ง เราเชื่อเหลือเกินว่า บ้านบุณยัษฐิติหลังนี้ที่แต่ก่อนเป็นบ้านโทรมๆ ในสายตาเรา จะเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูริมน้ำจันทบูรให้กลับมาสง่างามได้จริงๆ 

บุณยัษฐิติ วิลล่า

ที่ตั้ง : 148 ถนนสุขาภิบาล ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000 (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 4858 0880

เว็บไซต์ : www.punyashthitivilla.com

Facebook : Punyashthiti villa บุณยัษฐิติ วิลล่า

Writer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographers

Avatar

ปริญญา ชัยสิทธิ์

จบอักษรฯ ทำงานสายพัฒนา Digital platform - เชื่อว่าการมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบบ้าง เป็นเรื่องน่ารัก

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

เล็ก-หมิ่น

ใครนะ?

ผู้คนในวงการโรงแรมคงถามแบบนั้นเมื่อพูดถึงชื่อของ เล็ก-พรรษพล ลิมปิศิริสันต์ และ หมิ่น-วิบูลย์ ลีภักดิ์ปรีดา

แต่สำหรับคนในวงการโฆษณา เล็ก-หมิ่น คือครีเอทีฟระดับพี่ใหญ่ของวงการ

พวกเขาเป็นคู่หูครีเอทีฟ ก๊อปปี้ไรเตอร์-อาร์ตไดเรกเตอร์ ที่จับคู่ทำงานร่วมกันมานานหลายสิบปี และคว้ารางวัลโฆษณาระดับโลกร่วมกันมาไม่น้อย

20 ปีก่อน เล็ก-หมิ่น รับตำแหน่ง Executive Creative Director (ECD) หรือบอสใหญ่สายครีเอทีฟของเอเจนซี่โฆษณา Euro RSCG Flagship

10 ปีก่อน เล็ก-หมิ่น เปิดเอเจนซี่โฆษณา Monday ของตัวเอง พร้อมกับนั่งเก้าอี้นายกสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก (B.A.D) ร่วมกันในปีนั้น

ปีนี้พวกเขายังคงทำงานด้วยกันโฆษณาเช่นเดิม และข้ามสายงานมาร่วมกันเปิดโรงแรม

เป็นโรงแรมของคนที่ไม่เคยทำโรงแรมมาก่อน-ข้อมูลนี้ไม่ได้น่าตื่นเต้นนัก

และเป็นการลงทุนซื้อที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงจุดที่โค้งน้ำสวยมาก เป็นที่ดินของอำแดงคลี่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วสร้างโรงแรมที่สวยสะดุดตาสมกับแนวคิดประติมากรรมริมแม่น้ำ และหวานสมสโลแกน The most romantic hotel in Bangkok ดาดฟ้าของที่นี่ออกแบบเป็นอัฒจันทร์เล่นระดับเอาไว้นั่งดูวิวแม่น้ำ มี Caferestaurant ริมน้ำที่บรรยากาศดี อาหารเก๋และอร่อย และที่นี่อยู่ใกล้ ล้ง 1919 แบบมองกันเห็น-ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราถลามาขอเป็นแขกตั้งแต่วันที่ยังไม่เปิดให้บริการ

โรงแรมแห่งนี้ชื่อ Amdaeng อ่านว่า อำแดง

อำแดง

Hidden Hotel

การเดินทางมาอำแดงไม่ยาก ตั้งต้นจากหน้า ล้ง 1919 แล้วเดินมาตามถนนเชียงใหม่ สุดถนนให้เลี้ยวขวาเดินมาตามคลองเล็กที่จะไหลออกแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นตึกปูนทรงแปลกตาสีแดงชาด ขนาด 5 ชั้น คุณมาถูกทางแล้ว

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนวนรอบด้วยตรอกซอกซอย มีต้นโพธิ์ที่สูงกว่าโรงแรม ยืนสยายพุ่มให้ความร่มรื่นชื้นเย็นเป็นฉากหลัง แล้วย่านนี้ก็คลี่คลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยอีกมากมาย

“เป็นโรงแรมแบบ hidden หน่อยนะ” เล็ก พรรษพล กล่าวทักทายพวกเราริมสระน้ำที่หน้าโรงแรม ถึงแม้ทำเลที่ตั้งจะดูซ่อนเร้นอยู่ในซอกหลืบของกรุงเทพฯ แต่หมิ่น วิบูลย์ ผู้ศึกษาเรื่องโรงแรมทั่วโลกบอกว่า ไม่ใช่ปัญหา

“เราไปพักโรงแรมที่ปักกิ่ง ต้องเดินเข้าไปตามซอกซอยในชุมชนเพื่อที่จะได้พักในอาคารเก่า ราคาก็ไม่ถูกนะ แต่เราชอบ แล้วก็น่าจะมีคนที่ชอบเหมือนเรา อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน อยากได้ประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่ใช่เชนโรงแรม ที่นี่ดูข้างนอกอาจจะเหมือนอะไรก็ไม่รู้ แต่เข้ามาแล้วจะว้าว” หมิ่นพูดจบก็เชิญพวกเราเข้ามาในโรงแรมที่ทาสีแดงทั้งหลัง

จับจองที่ริมน้ำ

“ว้าว”

พวกเรารู้สึกแบบนั้นเมื่อเดินเข้ามาในล็อบบี้ เหมือนที่หมิ่นบอก บรรยากาศในล็อบบี้ตกแต่งแบบย้อนยุคซึ่งผสานความเป็นไทย จีน และตะวันตก เข้าไว้ด้วยกัน ดูโอ้เจ้าของอำแดงพาเราเดินทะลุโรงแรมออกมานั่งคุยที่ชานไม้ริมแม่น้ำด้านหลังอาคาร มันเป็นที่นั่งที่น่าจับจองที่สุด เช่นเดียวกับที่ดินตรงนี้ที่หลายคนอยากจับจอง

โรงแรมอำแดง โรงแรมอำแดง

ที่ดินขนาด 100 ตารางวาผืนนี้มีโฉนดซื้อขายได้ อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ติดถนน และร่มรื่นมาก คุณสมบัติแบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ วันเจอประกาศขายที่ดินผืนนี้โดยบังเอิญ เขาชอบมาก มาวนดู 3 – 4 รอบก็ยิ่งชอบ แต่เหตุเดียวที่ทำให้ฝันฝ่อก็คือ ราคาที่สูงจนน่าตกใจ

วันหนึ่งเขากับเล็กผ่านมาทำธุระแถวนี้ เลยพาเล็กไปดูที่ผืนนี้เล่นๆ ปรากฏว่าเล็กชอบมาก ถึงขนาดเดินหน้าเจรจาต่อรองเต็มที่จนในที่สุดทั้งคู่ก็หุ้นกันก็ซื้อที่ดินผืนนี้มาจนได้ ซื้อทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไร จนเมื่อดอกเบี้ยเริ่มมา พวกเขาก็คิดว่าน่าจะสร้างบ้านแล้วเปิดเป็น Airbnb จากนั้นก็ค่อยๆ ขยายไอเดียกลายมาเป็นโรงแรมในที่สุด

แมน้ำเจ้าพระยา 

อำแดง

โฉนดดินผืนนี้ออกสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าของที่ดินคนแรกคือ อำแดงคลี่ ครีเอทีฟทั้งสองเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นที่ดินโบราณ จึงอยากสร้างอาคารให้ย้อนยุคตามไปด้วย และใช้ชื่อโรงแรมว่า ‘อำแดง’ ซึ่งเป็นคำนำหน้าชื่อหญิงสาวในสมัยโบราณ เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาในยุคสมัยนั้น

แนวคิดในการออกแบบของที่นี่คือ ไทยประยุกต์ซึ่งย้อนกลับไปสมัยรัชกาลที่ 5 ทีแรกทั้งคู่อยากประหยัดงบประมาณจึงตั้งใจออกแบบอาคารให้เป็นทรงกล่องๆ ง่ายๆ แล้วเก็บเงินไว้เน้นกับการตกแต่งภายในแทน แต่ทำงานไปสักพัก ติ๊ก-สุธิดา พงษ์ประยูร มัณฑนากรของงานนี้เสนอว่า โรงแรมแห่งนี้ไม่ควรสวยแต่ข้างใน ข้างนอกก็ต้องสวยด้วย มันเป็นประโยคที่แทงใจดำเจ้าของทั้งคู่มาก เพราะพวกเขาไม่อยากให้ตึกริมน้ำแห่งนี้เป็นจุดที่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาสวยน้อยลง ก็เลยควักกระเป๋าเพิ่มแล้วชวน ก้อง-อานุภาพ อ่อนสอาด สถาปนิกชื่อดังมาออกแบบอาคารให้ ด้วยความคิดว่ากำลังทำงานประติมากรรมปูนปั้นริมแม่น้ำ

เล็ก หมิ่น ติ๊ก และก้อง เลยช่วยกันสร้างโรงแรมแห่งนี้เหมือนสร้างงานศิลปะ หาทางผสมผสานความเป็นไทยที่พวกเขาชอบให้ไปด้วยกันกับความโมเดิร์น อย่างเช่นใส่ลายขนมปังขิงไว้ตรงตำแหน่งกันสาด ทำให้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อมองจากระเบียงของอำแดงไม่เหมือนวิวที่อื่น เพราะมีลายขนมปังขิงเป็นส่วนหนึ่งของวิวด้วย

วิวแม่น้ำ

ไม่อยากให้เหมือนโรงแรม

หมิ่นสารภาพว่า งานนี้มีการแก้แบบตลอดเวลา ทั้งแบบตึก และแบบอินทีเรีย เพราะเจ้าของทั้งคู่เป็นนักโฆษณาที่รักความสมบูรณ์แบบ พอเห็นอะไรที่ไม่ใช่ก็ปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้จริงๆ อย่างแบบอินทีเรีย ติ๊กต้องทำมาเสนอแล้วโดนคอมเมนต์ให้กลับไปทำมาใหม่ถึง 6 รอบ จนอินทีเรียผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มาหลายสิบปี ถึงกับครวญว่าไม่เคยวาดแบบเยอะขนาดเป็นร้อยๆ ชิ้นแบบนี้มาก่อน

หมิ่นอธิบายการแก้งานขนาดนั้นว่า “ไม่ใช่ไม่สวยนะ แต่มันดูเป็นโรงแรมมาก ถ้าฝรั่งเห็นแบบนี้เขาไปอยู่ที่อื่นก็ได้ เราอยากให้มันดูต่างไป อยากให้มีรายละเอียด ขนาดกระเบื้องชิ้นเล็กๆ ก็ยังมีเรื่องราว เป็นสิ่งที่เขาหาไม่ได้จากที่อื่น”

โรงแรมอำแดง โรงแรมอำแดง

ดูน้ำที่ดาดฟ้า

เล็ก-หมิ่น ชวนเราเดินไปดูภายในโรงแรม เริ่มต้นจากดาดฟ้า พื้นที่นี้คือ rooftop bar ของแขกที่มาพัก จุดเด่นอย่างที่ไม่มีตึกไหนเหมือนก็คือ เป็นดาดฟ้าที่ไล่ระดับความสูงของพื้นแบบอัฒจันทร์เพื่อให้ทุกคนเห็นวิวแม่น้ำโดยไม่บังกัน หลังคาของบาร์น้ำก็ออกแบบให้เช่นเหล็กเส้นขึ้นโครงคล้ายกับโครงของเจดีย์ เป็นการลดทอนที่เท่ แต่หลายคนก็สงสัยว่า สร้างเสร็จแล้วจริงๆ เหรอ พอมองที่นั่งและบาร์น้ำประกอบกัน ก็จะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบันไดที่กำลังขึ้นสู่ยอดเจดีย์

ด้วยความโค้งของแม่น้ำ ด้วยความเขียวของต้นไม้ และด้วยการไล่ระดับของที่นั่ง ทำให้วิวเหนือดาดฟ้าเป็นวิวระดับร้อยล้านที่สวยจนเจ้าของทั้งสองอยากจะชวนคนที่รักศิลปะเหมือนกันมาใช้พื้นที่ทำอะไรสนุกๆ ร่วมกัน อย่างเช่น ฉายหนังบนดาดฟ้า

ริมแม่น้ำ

Romantic Room

ด้วยความพิเศษของที่ดินผืนนี้ที่ตั้งอยู่ตรงโค้งน้ำ ทำให้ทุกห้องมองเห็นแม่น้ำ แม้ว่าจะเป็นห้องที่ไม่อยู่ติดแม่น้ำ ด้วยวิวสวยๆ ลมเย็นๆ เจ้าของทั้งคู่เลยตั้งธงว่าโรงแรมแห่งนี้จะเป็น The most romantic hotel in Bangkok กลุ่มเป้าหมายก็เลยเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มคู่รักมากกว่าครอบครัว การตกแต่งห้องพักทั้งหมด (ซึ่งแตกต่างกันทุกห้อง) จึงเป็นไปในทิศทางโรแมนติกปนเซ็กซี่

ห้องน้ำเป็นส่วนหนึ่งของห้องพัก กันด้วยผ้าม่านสีขาวเจาะลายลูกไม้ และไม่ได้ยาวถึงพื้น พอให้ได้มองเห็นกันแบบวาบหวิวนิดๆ

โรงแรมอำแดง

เฟอร์นิเจอร์ในท้องทั้งหมดเป็นของใหม่ที่ทำเลียนแบบของเก่า เพื่อไม่ให้ดูน่ากลัว เช่นเดียวกับภาพเขียนในห้อง ก็เป็นภาพวาดหญิงสาวชาวไทย จีน และตะวันตก ยุคโบราณ แต่ผสมผสานเรื่องราวใหม่ๆ ที่ดูเปรี้ยวเฉี่ยวลงไป เช่น เป่าหมากฝรั่ง และคาบไปป์ ภาพวาดบนกำแพงตรงบันไดก็เป็นภาพถนนเจริญกรุงสมัยรัชกาลที่ 5 และภาพสำเภาจีน ซึ่งเป็นเรื่องราวของยุคนั้น

โรงแรมอำแดง ระเบียงริมน้ำ

นอกจากวิวแม่น้ำแล้ว ห้องที่ไม่ติดแม่น้ำก็ยังมองเห็นต้นโพธิ์สูงกว่าตึก 5 ชั้น อายุร้อยกว่าปี ที่ร่มรื่นมาก

แดงชาด

การทาสีตึกริมน้ำทั้งหลังให้เป็นสีแดงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าเลือกแดงผิดเฉดก็อาจจะกลายเป็นศาลเจ้าได้ สุดท้ายก็เลือกแดงชาด ออกตุ่นนิดๆ ซึ่งลงตัวมาก ส่วนการใช้สีแดงด้านในก็สร้างความปวดหัวให้กับอินทีเรียดีไซเนอร์พอสมควร สุดท้ายติ๊กจึงแก้ปัญหามวลของล็อบบี้ที่ดูเหมือนก้อนสีแดงขนาดใหญ่ด้วยการเลือกใช้โคมไฟที่เห็นรายละเอียดของแสง ทำให้เกิดลูกเล่นบนพื้นที่แดง

โรงแรมอำแดง โรงแรมอำแดง

เธอและนาย

พวกเราเดินมาถึงชั้นล่าง กลับมาที่ร้านอาหารริมน้ำชื่อ ‘นาย’

“ตัวโรงแรมมีความเป็นผู้หญิงมาก แต่เราอยากให้ร้านอาหารเป็นผู้ชาย” หมิ่นอธิบาย

โจทย์ของเขาคือ อยากให้แขกของโรงแรมเดินมาถึงร้านอาหารแล้วรู้สึกว่าเป็นคนละสถานที่กัน ไม่อยากให้รู้สึกว่านี่คือร้านอาหารในโรงแรม เพราะชีวิตคนส่วนใหญ่ไปกินข้าวในโรงแรมกันน้อยมาก ที่นี่จึงเป็น Caferestaurant ส่วนผสมระหว่าง cafe กับ restaurant บรรยากาศริมน้ำที่ชวนให้คนมานั่งจิบกาแฟ และกินอาหารเย็น อาหารส่วนหนึ่งเป็นอาหารสมัยรัชกาลที่ 5 อีกส่วนเป็นการออกแบบอาหารไทยขึ้นมาใหม่ด้วยลูกเล่นสนุกๆ เช่น เปาะเปี๊ยะห่อขาหมูทอดกรอบๆ หมูตุ๋นชานอ้อย หรือยำเป็ดที่เติมความเปรี้ยวด้วยมะนาวและกลิ่นหอมของลิ้นจี่สด

โรงแรมอำแดง

ความฝันริมน้ำ

ในวัยเกือบ 50 เล็ก-หมิ่นกำลังเรียนรู้ศาสตร์ใหม่อย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานโรงแรม การไปเข้าคอร์สเรียนสร้างบ้าน ทำโรงแรม คอร์สบาริสต้า และคอร์สชงเหล้า พวกเขาบอกว่าชีวิตของทั้งคู่มักจะถูกเขย่าให้ทำสิ่งใหม่ๆ ทุกๆ 10 ปี และช่วงนี้พวกเขากำลังถูกเขย่าโดยงานโรงแรม

“ตอนที่คุยกับพนักงานใหม่ พวกเขาเคยทำโรงแรม เคยทำร้านอาหารมาก่อน เราเลยรู้ว่าโรงแรมเชนเป็นยังไง แล้วทำไมถึงคิดแบบนั้น เวลาที่พนักงานเสนอวิธีการทำงานแบบโรงแรมเชนนี่เราไม่เอาเลย ก็ไม่รู้ว่าเราจะรอดไหม แต่เราว่ารอด เพราะเรามั่นใจว่ามีคนชอบสิ่งเดียวกับเรา เราไม่ได้ต้องการแขกเยอะ ขอแค่คืนละ 20 คนก็พอ เป็นแขกที่รักศิลปะ ชื่นชมความงามแบบท้องถิ่น และอยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ เหมือนพวกเรา มันน่าจะต้องมีสิน่า” หมิ่นเล่าด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

โรงแรม

โรงแรมอำแดง

“เรามั่นใจว่าไปได้ ฝั่งตรงข้ามโรงแรมเราคือเยาวราช พอมีล้ง 1919 มาเปิดเรายิ่งมั่นใจ คนมาพักที่เราไปเที่ยวล้ง ไปเยาวราชได้ ทุกเช้าในซอยเชียงใหม่จะมีทัวร์จักรยานมา ฝรั่งมาขี่จักรยานเที่ยวหลายสิบคัน น่าจะมีคนชอบที่นี่นะ” เล็กเสริม

สิ่งที่ทั้งคู่คิดไม่น่าจะผิด เพราะตอนนี้มียอดจองเข้ามาตั้งแต่วันแรกที่เปิด (15 ธันวาคม 2560) และมียอดจองล่วงหน้าเข้ามาอย่างน่าพอใจ

“ถ้าเราฝืนเอานักท่องเที่ยวแมสเข้ามา เราว่าจะไม่รอด เพราะเขาจะติโน่นตินี่ มีแต่ความไม่พอใจ และคำถามว่าทำไม ทำไม” หมิ่นยืนยันจุดยืน

“ถ้าคนที่มารักศิลปะและชอบประสบการณ์ที่แตกต่าง เขาจะมีความสุขกับการพักที่อำแดง” เล็กสรุป

โรงแรมอำแดง

Amdaeng Hotel

ที่อยู่ : 12/1 ซอยเชียงใหม่ 1 ถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ
ราคา : คืนละ 6,500-9,500 บาท
Facebook : AMDAENG Bangkok riverside hotel
เว็บไซต์ : www.amdaeng.com

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load