ในฐานะคนจันทบุรีที่เกิดและโตในชุมชนริมน้ำจันทบูรแต่กำเนิด ริมน้ำจันทบูรในความทรงจำของเราคือถนนเก่าสายเล็กๆ ที่มีแม่น้ำจันทบูรเลียบข้าง ตลอดถนนและแม่น้ำสายแคบแห่งนี้มีคนในชุมชนอาศัย ทั้งในตึกสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2533 อาคารไม้และตึกฉลุลายชิโน-ยูโรเปียน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสมัยฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองจันท์ รวมถึงอาคารเก่าทรงเก๋งจีนที่ยืนเด่นเป็นสง่า เหล่านั้นล้วนธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ และไร้ผู้คนสนใจ

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ทั้งยามอรุณรุ่งและลาลับ เสียงที่ดังที่สุดคือเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว เรือหางยาวแล่นฉิว และลมหวีดหวิวจากว่าวดุ๊ยดุ่ย แต่เมื่อเกือบ 10 ปีมานี้ จู่ๆ ถนนเล็กๆ สายนี้ก็เปลี่ยนไป คนต่างถิ่นมากหน้าหลายตาเริ่มเข้ามาเยี่ยมชมความงามแสนธรรมดาของชุมชน ร้านรวงของคนในและนอกพื้นที่เปิดกันเบิกบาน (มากมายในภาษาจันท์) ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เริ่มขึ้นโดย บริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด ที่อยากฟื้นคืนชีวิตถนนแห่งประวัติศาสตร์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ไม่ใช่ในแง่เม็ดเงิน แต่ในแง่วัฒนธรรมที่อยากให้คนในชุมชนรุ่นหลังเห็นว่า ความธรรมดาเหล่านั้นมีคุณค่าควรแก่การรักษาเพียงใด

หนึ่งในวิธีการสำคัญที่จะฟื้นฟูชุมชนแห่งนี้ คือการบูรณะอาคารเก่าแก่อายุกว่า 150 ปีให้กลายเป็นบ้านเรียนรู้ อย่างบ้านเรียนรู้เลขที่ 69 แถวศาลเจ้าที่ตลาดล่าง บูรณะที่อาศัยของ หลวงราชไมตรี แถบท่าหลวงให้กลายเป็นบ้านพักประวัติศาสตร์ กระทั่งล่าสุด อาคารเก๋งจีนหนึ่งเดียวริมน้ำที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ก็ได้กลายเป็นบ้านพักอีกหลังที่บริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด และเจ้าของบ้านเห็นว่าจะช่วยชุบชูจิตวิญญาณชุมชนให้กลับมามีลมหายใจ

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

จึงเป็นเหตุให้เรามาเคาะประตูบ้านเก๋งจีนวันนี้ ในวันที่พร้อมเปิดให้บริการหลังการบูรณะกว่า 4 ปี เพื่อพูดคุยถึงความสำคัญของบ้านหลังนี้ และความละเอียดในการบูรณะบ้านเก่าให้กลายเป็นที่หย่อนใจแห่งใหม่ 

เนื่องจากเราเป็นคนริมน้ำจันทบูรแต่กำเนิด บอกไว้ก่อนว่าบทสนทนาต่อจากนี้อาจเต็มไปด้วยการชื่นชมบ้านเกิดไม่น้อยทีเดียว

ริมน้ำจันทบูรที่ไม่เคยหลับใหล

ก่อนจะพูดคุยถึงบ้านบุณยัษฐิติทรงเก๋งจีนสุดเก๋า กรรมการผู้จัดการบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด อย่าง ปัทมา ปรางพันธ์ ที่คนริมน้ำจันทบูรเรียกว่า พี่หมู ขอพาเราย้อนกลับไปถึงความสำคัญของถนนเลียบริมน้ำ แต่ก่อนริมน้ำจันทบูรมีขนาดกว้างและลึกกว่านี้มาก ชนิดที่เรือสำเภายังเข้ามาขายของได้ ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างคนพื้นเมืองและคนในเมืองที่สำคัญตั้งแต่สมัยอยุธยา

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

“คนชองจะล่องแพไม้ไผ่มาขายของป่าให้กับคนในเมือง ซึ่งเป็นคนจีนและคนญวนที่ทำอาชีพค้าขายและรับราชการ เสร็จแล้วก็เดินกลับเขาคิชฌกูฏด้วยการเดินเท้า เพราะแพไม้ไผ่ที่นั่งมาก็ยังขายได้” 

กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 3 – 5 ที่นี่เปลี่ยนจากศูนย์กลางระหว่างคนในและนอกเมือง เป็นเมืองท่าค้าของป่าและสมุนไพรระหว่างสยามกับชาติตะวันตก

“เรียกว่าที่นี่เจริญมาก ครั้งที่สยามเริ่มตัดถนนสายแรกๆ ถนนสุขาภิบาลแห่งนี้หรือที่สมัยก่อนเรียกว่า ‘เลียบนที’ คือถนนสายแรกในเมืองจันท์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสที่นี่ถึงสองครั้ง จนความเป็นเมืองเริ่มขยายออก รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ พ.ศ. 2532 และเหตุการณ์น้ำท่วม ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนจากประตูบานเฟี้ยมเป็นประตูเหล็กเพื่อป้องกันน้ำพัด ที่นี่เริ่มซบเซาและความสัมพันธ์ในชุมชนเบาบางลง แต่คนไม่ได้หายไปไหนนะ เขาก็ยังอาศัยกันอยู่ เพียงแต่ไม่ได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญแล้ว” 

พี่หมูเล่าเรื่องราวคราวอดีตให้ฟัง ชวนให้เราพยักหน้าเห็นด้วย เพราะในความทรงจำครั้งยังเด็ก บ้านไม้เก่าแก่ของเราก็ถูกไฟไหม้ แถมเหตุการณ์น้ำท่วมยังเป็นเรื่องคุ้นชินที่เมื่อใครพูดว่า ‘น้ำมาแล้ว’ คนในชุมชนก็ไม่ตื่นตระหนกสักเท่าไหร่ 

จันทบูรรักษ์ดี

ชีวิตผู้คนยังดำเนินตามปกติ ตื่นเช้ามาทานข้าวและตักบาตร บ้างค้าพลอย บ้างค้าอาหาร บางกลุ่มไหว้ศาลเจ้าจีนที่กระจายตลอดทาง บางกลุ่มก็เข้าโบสถ์คาทอลิกเพื่อทำพิธีมิสซา แขกไปใครมาก็มีแต่คนคุ้นหน้าทั้งนั้น กระทั่งนักศึกษาปริญญาโทจากสถาบันอาศรมศิลป์ที่เกิดและโตที่จันทบุรี เข้ามาทำวิจัยเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในชุมชน ประกอบกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอยากฟื้นฟูย่านการค้าเก่าเพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคัก ชีวิตคนในชุมชนก็เริ่มได้รับความสนใจ

“โจทย์ที่คนในชุมชนคุยกันไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการทำให้คนในชุมชนกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์ชุมชน เขาเริ่มเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ไม่ใช่อาคารเก่าโทรมๆ แต่คืออาคารทรงคุณค่าควรส่งต่อให้รุ่นหลัง และคือเส้นทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯ มา แถมยังเป็นจุดกำเนิดของตระกูลใหญ่ๆ ในปัจจุบัน”

จากข้อตกลงที่ว่า ‘วัฒนธรรมนำการค้า’ จึงเป็นวิสัยทัศน์สำคัญของการฟื้นฟูชุมชน โดยมีบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด ที่มีสมาชิกคือคนในชุมชนเข้ามาดูแล การฟื้นฟูค่อยๆ เริ่มจากการเก็บข้อมูลทางสถาปัตยกรรมของชุมชน ทั้งแบบไทย จีน และชิโน-ยูโรเปียน มีการจัดประกวดภาพถ่ายวิถีชีวิตชุมชน จัดงาน ‘เปิดบ้านริมน้ำ’ เพื่อประกาศว่าริมน้ำกำลังจะกลับมามีชีวิต และสร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรมขึ้นอย่างการบูรณะบ้านเก่า อย่างบ้านเรียนรู้ทางประวัติศาสต์เลขที่ 69 และบ้านพักประวัติศาสตร์หลวงราชไมตรี โดยใช้เงินตั้งต้นจากการรวมหุ้นของคนในชุมชนและคนนอกชุมชนที่ต้องการร่วมอนุรักษ์มาบูรณะและดำเนินการ 

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

แน่นอนว่าบ้านของเราก็เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนนั้นด้วยเงิน 1,000 บาท (ไม่มาก แต่ก็ขออวดสักหน่อย)

“เราอยากทำให้คนอื่นเห็นว่า ถ้าคุณจะเข้ามาทำธุรกิจในชุมชน คุณควรรักษาสถาปัตยกรรมที่มีอยู่เดิมให้ได้มากที่สุด และหาประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ โดยไม่ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตคนในชุมชน ดังนั้น ชุมชนริมน้ำจันทบูรจึงเป็นชุมชนที่ร้านค้าไม่มาก เมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น เพราะส่วนใหญ่คือร้านของคนใน ไม่มีการปิดถนนเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินสะดวก เพราะชุมชนนี้ยังมีชีวิต ผู้คนยังอาศัยอยู่เกือบทุกหลัง” 

จากการบูรณะบ้านทั้งสองหลังในครั้งนั้น โดยเฉพาะบ้านหลวงราชไมตรีที่ได้รับการตอบรับดีมาก ไม่ว่าแขกไปใครมาก็ต้องลองพักที่นี่สักครั้ง วิถีชีวิตคนในชุมชนก็เริ่มเป็นที่กล่าวขาน เมื่อ 4 ปีก่อน อาจารย์กนิช บุณยัษฐิติ ลูกหลานตระกูลบุณยัษฐิติผู้เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่บ้านอายุกว่า 150 ปีของตระกูลควรค่อยๆ ฟื้นคืนชีพพร้อมๆ กับชุมชนที่ยังคงหายใจ

คืนลมหายใจให้บ้านบุณยัษฐิติ

พี่หมูชวนเราคุยถึงจันทบูรรักษ์ดีสักพัก จึงเริ่มพูดคุยถึงอดีตอันไกลโพ้นของบ้านเก๋งจีนหนึ่งเดียวในริมน้ำจันท์ ว่ากันตามพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2419 ครอบครัวบุณยัษฐิติรุ่นที่ 6 ทราบว่าบ้านเก๋งจีนอายุกว่า 150 ปีแห่งนี้สร้างโดย หลวงอนุรักษ์พานิช หรือ จีนกั๊ก-บุญมาก บุณยัษฐิติ บุตรของนายบุญคงและนางอยู่ ทั้งสกุล ‘บุณยัษฐิติ’ ของจีนกั๊กยังได้รับพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2459 อีกด้วย

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

เมื่อเห็นควรว่าต้องฟื้นชีวิตให้บ้าน ครอบครัวบุณยัษฐิติจึงเริ่มเก็บข้อมูลสถาปัตยกรรมก่อนบูรณะจากภาพถ่ายและจดหมายต่างๆ ในหอจดหมายเหตุจังหวัด เริ่มการบูรณะโดยมีสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ที่บูรณะบ้านหลวงราชไมตรีมาช่วยดูแล และตกแต่งภายในโดยมัณฑนากรประจำตระกูล ส่วนบริษัทจันทบูรรักษ์ดีคอยดูแลเรื่องเครื่องนุ่งห่มและการบริการ 

สิ่งสำคัญของการรีโนเวตบ้านหลังนี้ คือการทำให้บ้านจีนกั๊กกลับมาเหมือนเดิมมากที่สุด ทั้งสัดส่วนอาคาร โครงสร้าง รายละเอียดสถาปัตยกรรมแบบจีน ไทย และฝรั่ง ในมุมต่างๆ โดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมเป็นหลัก และใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมสมัยใหม่มาช่วยให้โครงสร้างแข็งแรง

“สภาพก่อนบูรณะของที่นี่หนักหนาสาหัสกว่าบ้านหลวงราชไมตรีมาก ตอนนั้นบ้านไม้ฝั่งริมน้ำมีแนวโน้มที่จะเอียงลงแม่น้ำ การบูรณะจึงต้องใช้เวลานานถึงสี่ปี ทั้งเก็บข้อมูลสถาปัตยกรรม หาช่างที่เหมาะกับการบูรณะนั้นๆ”

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

บ้านหลังนี้เป็นอาคารเก่าที่ใช้ระบบผนังรับน้ำหนัก สภาพก่อนการบูรณะ บริเวณกำแพงเหนือวงกบประตูมีรอยร้าว ผนังอิฐบางจุดเปื่อยยุ่ย จึงต้องกรีดผนังและเสริมเหล็กเข้าไปให้โครงสร้างแข็งแรง จากนั้นจึงกะเทาะปูนที่เปื่อยยุ่ยออกแล้วฉาบทับด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ ด้วยฝีมือช่างปูนจากจังหวัดอยุธยาที่เรียกว่า ‘ฉาบปูนหมัก ขัดปูนตำ’ ที่ช่วยให้ผนังหายใจได้ และลดการสะสมความชื้นในผนังได้ดีกว่าการฉาบปูนสมัยใหม่ 

แถมขณะที่ศึกษาโครงสร้างยังขุดพบพื้นดินเดิมของบ้าน เสาแต่ละต้นจะมีครกหินรองด้านล่างสำหรับป้องกันปลวกและความชื้น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวจีนโบราณ เจ้าของบ้านและสถาบันอาศรมศิลป์จึงตั้งใจไม่เทปูนทับ เพื่อเผยลักษณะอันหาได้ยากนี้ให้แขกทุกคนได้เห็น

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง
บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ส่วนงานตกแต่งอย่างปูนปั้นและลายฉลุไม้ ลูกกรงเหล็กหล่อแบบฝรั่ง เชิงชายคาสังกะสีฉลุ และจั่วหลังคาที่ผุพัง ก็นำส่วนที่ยังคงสภาพดีไปหล่อเป็นพิมพ์และทำใหม่ให้เหมือนเก่าด้วยฝีมือช่างไม้จากอ่างทอง โดยวัสดุก่อสร้างประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์เป็นวัสดุเดิมที่นำไปปรุงแต่งใหม่ ชายคาสังกะสีฉลุซึ่งเป็นสังกะสียุคแรกที่นำเข้ามาในประเทศไทย จึงยังอยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่มลายหายไปเช่นบ้านอื่น

“เจ้าของบ้านบอกว่า ถ้าหลวงอนุรักษ์พานิชหรือจีนกั๊กที่สร้างบ้านหลังนี้ฟื้นกลับมาได้อีกครั้งแล้วเห็นบ้านหลังนี้ ก็จะจำได้ว่านี่คือบ้านฉัน” พี่หมูบอกอย่างภูมิใจ

ฐิติศตวรรษที่ 21

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

หลังศึกษาการบูรณะบ้านหลังนี้จนถ้วนถี่ พี่หมูเริ่มแนะนำส่วนต่างๆ ของบ้านให้เราฟัง บ้านบุณยัษฐิติแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนอาคารเก๋งจีนด้านหน้ากับเรือนไม้ริมน้ำด้านหลัง แต่ครอบครัวบุณยัษฐิติอยากให้บ้านหลังนี้สร้างประโยชน์ต่อชุมชนมากที่สุด แทนที่จะสร้างห้องพักทั้งอาคารทั้งสองหลังเพื่อได้กำไรเยอะๆ กลับอุทิศอาคารเก๋งจีนด้านหน้าเป็นนิทรรศการจัดแสดงทั้ง 3 ชั้น 

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง
บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ชั้นแรกบอกเล่าการบูรณะอาคารหลังนี้ ชั้นที่สองกล่าวถึงประวัติบ้านบุณยัษฐิติ อันมีรูปครอบครัวและข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ รวมถึงโต๊ะหมู่บูชาแบบจีนตั้งอยู่ หากตรงขึ้นไปยังชั้นสามผ่านบันไดชันอย่างโบราณ จะพบกาลานุกรมจันทบุรีที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองจันท์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนปัจจุบัน เทียบกับความเป็นไปของโลกและประเทศไทย โดยผู้จัดนิทรรศการคือนักประวัติศาสตร์อย่าง อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ

ถัดจากเก๋งจีนเป็นเรือนไม้ริมน้ำ ระหว่างกลางคือลานโล่งกว้างรับแสงแดด อันเป็นพื้นที่ซักล้างและทำอาหารของชาวจีนในอดีต ปัจจุบันเป็นพื้นที่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นให้แขกผู้เข้าพัก มีทั้งอาหารเช้าอย่างอเมริกัน ข้าวต้มจันทบูร ปาท่องโก๋ทานคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ดอย่างชาวจันท์ เลือดหมูต้มเจ้วัลย์หลังโบสถ์คริสต์ และผักผลไม้สดจากตลาด ไม่เพียงเพื่อนำเสนอความเป็นจันทบุรีให้แขกผู้เข้าพักรู้จัก แต่ยังสนับสนุนร้านอาหารและกิจการท้องถิ่นของคนในชุมชนด้วย

ห้องตลาดล่าง

หลังเดินชมนิทรรศการทั้งหมดและพื้นที่ส่วนล่างเรียบร้อย ถึงเวลาที่พี่หมูจะพาเรากลับสู่ 150 ปีที่แล้วของบ้านเก๋งจีนหลังนี้ เริ่มจากห้องหนึ่งเดียวของบ้านที่อยู่ชั้นล่างซึ่งมีนามว่า ‘ตลาดล่าง’ เพื่อล้อกับส่วน ‘ตลาดล่าง’ ของถนนสุขาภิบาลที่บ้านตั้งอยู่

ด้วยความที่ห้องนี้นำเสนอความเป็นตลาดล่าง ภายในจึงตกแต่งให้ได้กลิ่นอายการค้าขายและข้าวปลาอาหาร ทั้งภาพหัวเตียงที่จับภาพพ่อค้าแม่ขายเอาไว้ กระทั่งกิมมิกสุดน่ารักที่เราอยากกรี๊ดทันทีที่เหลือบไปเห็น นั่นคือตู้เสื้อผ้าที่รองขาตู้ด้วยถ้วยเล็กๆ คล้ายตู้กับข้าวอย่างไทย

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

แม้จะอยู่ชั้นล่างที่พลุกพล่านผู้คน ก็ไม่ต้องตกใจว่าจะเสียความเป็นส่วนตัว เพราะเจ้าของบ้านออกแบบให้มีประตูกั้นถึง 2 ชั้น เพื่อไม่ให้เสียงคนเดินขวักไขว่รบกวนการพักผ่อน แถมระเบียงริมน้ำก็ไพรเวตสุดๆ เพราะแม้จะอยู่ระนาบเดียวกับระเบียงสาธารณะของร้านกาแฟในอาคารก็กั้นด้วยผนังปูนเรียบร้อย เงียบเชียบ โปร่งสบาย แถมได้วิวริมน้ำจันท์ฝั่งโบสถ์คริสต์คาทอลิกไปครอง

ห้องกำปั่น

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ออกจากห้องตลาดล่างได้สักพัก พี่หมูพาเราชมห้องกำปั่นที่อยู่ระหว่างอาคารเก๋งจีนกับเรือนไม้ อันเป็นห้องเดียวที่ไม่มีระเบียงริมน้ำแต่ได้ความเก๋ไก๋อีกแบบ ทั้งหน้าต่างห้องที่เปิดรับแสงสว่างตรงลานซักล้างเก่า ทรงห้องที่ผสมผสานความเป็นเก๋งจีน แถมยังเป็นห้องที่สมัยก่อนนั้น เคยเชื่อมโยงกับส่วนชั้นสองที่จัดนิทรรศการของครอบครัว

และที่ได้ชื่อว่ากำปั่นและตกแต่งได้จีนสุดๆ ก็เพราะภายในห้องมีไฮไลต์อย่างกำปั่นเก็บสมบัติอายุกว่า 150 ปีแสนหนักอึ้ง ชนิดที่คนสองคนก็ยกไม่ไหวประดับอยู่นั่นเอง 

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ห้องไพ่ตอง

ห้องถัดมาคือห้องไพ่ตอง เป็นห้องด้านขวาสุดของอาคารชั้นสอง ชื่อไพ่ตองนั้นมาจากไพ่ของชาวจีนที่คนไทยและจีนนิยมเล่นกัน กิมมิกของห้องนี้จึงคือลวดลายหมอนมุ้ง ผ้านุ่งห่ม กระทั่งห้องน้ำที่เป็นลายไพ่ตองสีขาวดำ 

เราขอยกให้เป็นห้องที่ดูโมเดิร์นที่สุดในบ้านหลังนี้ 

และเช่นเดียวกับห้องอื่นๆ ของบ้าน ยกเว้นห้องกำปั่น ห้องไพ่ตองก็มีวิวริมน้ำจันท์เหมือนกันนะ

ห้องเสื่อสานจันทบูร

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ถัดมาที่ห้องที่ 4 ห้องเสื่อสานจันทบูร แอบกระซิบว่าเราชอบห้องนี้เป็นที่สุด เพราะแม้จะไม่ใหญ่โตมโหฬาร แต่น่ารักน่าอาศัย ภายในตกแต่งด้วยเสื่อกกพื้นเมืองของดีของเด็ดที่ใครมาก็ต้องซื้อเป็นของฝาก 

ทั้งตู้เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ กระทั่งพรมปูพื้น ก็ตกแต่งด้วยเสื่อสีละมุน 

ถ้าเรามีโอกาสเข้าพัก ก็อยากจะนอนดมกลิ่นกกที่คนจันท์ไม่ค่อยซื้อมาใช้ง่ายๆ เพราะราคาแพงโขเชียว

ห้องคุณหลวง

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

มาถึงห้องสุดท้ายอันเป็นห้องไฮไลต์ของบ้านบุณยัษฐิติ นั่นคือห้องคุณหลวง ตกแต่งด้วยภาพกรณีพิพาท รศ.112 ระหว่างจันทบุรีและฝรั่งเศส ซึ่งถ่ายถอดจากต้นฉบับหนังสือพิมพ์จริงที่เจ้าของบ้านเก็บไว้ แถมยังเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้แบบโบราณอย่างตู้และเตียงจากไม้เก่า เลียนแบบเฟอร์นิเจอร์เดิมของบ้านซึ่งเจ้าของนำไปใช้จริงที่กรุงเทพฯ

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ความอลังการของห้องนี้คือ ระเบียงนอกชานที่เปิดให้ชมวิวริมน้ำจันท์ได้ทั้งฝั่งท่าหลวงทางซ้ายซึ่งฉายภาพเจดีย์วัดกลาง และฝั่งตลาดล่างที่เผยให้เห็นยอดโบสถ์คาทอลิกสวยงาม ตั้งตระหง่านมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสบุกยึดจันทบุรี 

ซึ่งวิวหลักล้านและสายลมพัดฉิวตรงนี้จะแบ่งปันกับแขกห้องเสื่อสานจันทบูร 

ไม่ต้องกังวลว่าจะหมดความเป็นส่วนตัว เพราะเลื่อนฉากตรงกลางได้ ส่วนใหญ่แขกมากันเป็นกลุ่มเพื่อนและครอบครัว มักจะสังสรรค์ร่วมกันทั้งยามตะวันทักทายและลาลับฟ้า ณ ระเบียงรับลมตรงนี้

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

หลังชมห้องทั้ง 5 อย่างละเอียดและศึกษานิทรรศการทั้ง 3 ชั้นอย่างลึกซึ้ง เราเชื่อเหลือเกินว่า บ้านบุณยัษฐิติหลังนี้ที่แต่ก่อนเป็นบ้านโทรมๆ ในสายตาเรา จะเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูริมน้ำจันทบูรให้กลับมาสง่างามได้จริงๆ 

บุณยัษฐิติ วิลล่า

ที่ตั้ง : 148 ถนนสุขาภิบาล ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000 (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 4858 0880

เว็บไซต์ : www.punyashthitivilla.com

Facebook : Punyashthiti villa บุณยัษฐิติ วิลล่า

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographers

ปริญญา ชัยสิทธิ์

จบอักษรฯ ทำงานสายพัฒนา Digital platform - เชื่อว่าการมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบบ้าง เป็นเรื่องน่ารัก

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

‘ที่นี่ไม่มีเสาโรมัน สวนอังกฤษอย่างเป็นระเบียบให้คุณชม, ไม่มีที่นอนสังเคราะห์หรูหราให้คุณสัมผัส, ไม่ใส่สารสังเคราะห์ให้คุณกิน, ไม่ใส่น้ำหอมเคมีให้คุณดม, ไม่ใส่ยาฆ่าแมลงให้คุณสะสม แต่ให้คุณกลมกลืนกับธรรมชาติ บนทางสายกลาง’ – นี่คือคำโฆษณาสุดจริงใจของ สาริศา ปิ่นทอง เจ้าของ ‘Coolliving Farmhouse eco & organic living’ ฟาร์มสเตย์ออร์แกนิกที่อยากชวนคุณมานอนพัก ใกล้ชิดธรรมชาติ และสูดอากาศบริสุทธิ์ของวังน้ำเขียว เมืองเล็ก ๆ ในนครราชสีมา

Coolliving Farmhouse : กินนอนปลอดภัยใกล้ธรรมชาติ ในฟาร์มสเตย์ออร์แกนิก อ.วังน้ำเขียว

ก่อนจะเป็นเจ้าของกิจการที่พักที่เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม สาริศาเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกแบรนด์ COOLLivng มานานกว่า 20 ปี ซึ่งล้วนเป็นสินค้าใช้ภายนอก เธอว่าถ้าจะให้ดี ต้องดีตั้งแต่ภายใน นั่นคือ สุขภาพกายและใจ จึงเป็นเหตุผลให้สาริศาเริ่มให้ความสำคัญกับอาหารการกิน บรรยากาศแวดล้อม จนลงเลยเป็นฟาร์มสเตย์

“เราอยากทำให้มันครบวงจร ส่วนเหตุผลทางธุรกิจคือเราอยากให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้า ส่วนเรื่องการกินเราเน้นผัก เพราะพื้นที่วังน้ำเขียวมีชุมชนปลูกผักออร์แกนิกที่เป็นเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว เราพยายามปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับแขกคนเมือง ให้เขารู้สึกว่าการมากิน มาอยู่ แบบฟาร์มสเตย์มันง่ายและน่ารักขึ้น” เจ้าบ้านสาวเล่าความตั้งใจ

Coolliving Farmhouse : กินนอนปลอดภัยใกล้ธรรมชาติ ในฟาร์มสเตย์ออร์แกนิก อ.วังน้ำเขียว
Coolliving Farmhouse : กินนอนปลอดภัยใกล้ธรรมชาติ ในฟาร์มสเตย์ออร์แกนิก อ.วังน้ำเขียว

ฟาร์มสเตย์ออร์แกนิกแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ทางการเกษตรมาก่อน แน่นอนว่าดินอุดมด้วยสารเคมี ทำให้เธอต้องพัฒนาและปรับพื้นที่เป็นอินทรีย์ กินเวลานานถึง 8 ปี แต่ด้วยความน่าอยู่ของอำเภอวังน้ำเขียว ไหนจะความสงบเงียบ ชุมชนเกื้อกูล เสริมด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น ทำให้สาริศาอดใจรอและตกหลุมรักที่นี่ได้ไม่ยาก – เธอว่ามันเป็นโชคชะตาที่พานพบให้เธอมาเจอพื้นที่ตรงนี้ ปักหลักอยู่ตรงนี้ และตั้งใจสร้างพื้นที่ให้คนมาใช้ชีวิตเรียบง่ายกันตรงนี้

หลังจากทุกอย่างพร้อมต่อการปลูกสร้าง พื้นที่ต่าง ๆ ถูกออกแบบและจัดสรรปันส่วนโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ทำให้ Coolliving Farmhouse เป็นที่พักที่ออกแบบอย่างเคารพธรรมชาติและเข้าใจบริบทพื้นถิ่น 

Coolliving Farmhouse : กินนอนปลอดภัยใกล้ธรรมชาติ ในฟาร์มสเตย์ออร์แกนิก อ.วังน้ำเขียว

บริเวณฟาร์มสเตย์รายล้อมด้วยไม้ยืนต้นที่ออกดอก-ออกผลตามฤดูกาล มีบ่อน้ำใหญ่ 2 บ่อ แถมคงเอกลักษณ์ของโคราช อย่างโคก-เนิน เอาไว้ด้วย พื้นที่ของที่นี่เลยสูงบ้าง ต่ำบ้าง แค่ขี่จักรยานบนโคก ไถลลงเนินก็สนุกแล้ว 

“อีกเอกลักษณ์หนึ่งของอีสานที่เด่นชัดคือดินสีส้ม เพราะมีแร่ธาตุบางอย่างในดิน เราดึงความเป็นพื้นถิ่นนั้นมาใช้กับหลังคา เป็นหลังคาดินเผาสีส้ม จานชามก็เป็นดินเผาสีส้ม แม้แต่กำแพงก็ใช้ดินจากที่นั่นผสมกับปูน ไม่ได้ทาสี”

Coolliving Farmhouse : กินนอนปลอดภัยใกล้ธรรมชาติ ในฟาร์มสเตย์ออร์แกนิก อ.วังน้ำเขียว

Coolliving Farmhouse มีที่พักให้เลือกเพลิดเพลิน 2 ประเภท หนึ่ง วิลล่า (5 ห้อง) มองเห็นวิวทุ่งนา สอง ฟาร์มเฮาส์ (6 ห้อง) มองเห็นวิวสวนผัก ไม่ว่าจะเลือกนอนแบบไหนก็อุ่นใจว่าหลับสนิท เพราะทุกห้องนอนเธอเลือกใช้ที่นอนใยฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ผลิตจากช่างฝีมือของกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านปางกอม จังหวัดน่าน

“ด้วยความที่ที่นอนใยฝ้ายเราขายไม่ได้สักที แต่เราบากบั่นมากในการทำสินค้าตัวนี้ อยากให้มันเกิด เลยเอามาให้ลูกค้านอน เผื่อเขาจะติดใจ” เธอเล่าปนเสียงหัวเราะ “เราเรียนรู้จากการขายสินค้าที่นอนว่า ที่นอนทั่วไปเคลือบสารฟอร์มัลดีไฮด์และสารกันไฟ เป็นสารระเหยที่เราต้องสูดดมตลอด ซึ่งมีวัสดุธรรมชาติอยู่น้อยมาก ที่เหลือด้านในก็เป็นวัสดุสังเคราะห์หมดเลย แต่ที่นอนใยฝ้ายของเราเป็นวัสดุธรรมชาติทั้งก้อน เราเลือกผ้าทอและย้อมสีธรรมชาติ ผลิตโดยคนท้องถิ่น เพื่อจะสนับสนุนชุมชนและภูมิปัญญา ที่นอนก็ทำด้วยมือทั้งหมด เป็นฝีมือของคุณย่า คุณยาย”

Coolliving Farmhouse : กินนอนปลอดภัยใกล้ธรรมชาติ ในฟาร์มสเตย์ออร์แกนิก อ.วังน้ำเขียว

รับรองว่าคุณจะหลับสบายเหมือนทิ้งตัวบนปุยเมฆ ผ้าฝ้ายสีธรรมชาติจะโอบกอดร่างกายคุณให้อบอุ่นยามลมหนาวของวังน้ำเขียวแวะมาสัมผัสผิวกาย ที่สำคัญปลอดภัยไร้สารเคมี นอนกลิ้ง ซุกหน้า สูดกลิ่นธรรมชาติหอม ๆ ได้อย่างสบายใจ และหนุนด้วยหมอนร้อยปี จากเปลือกข้าวโซบะ บัควีต และสมุนไพร ทรงคล้ายกระสอบทราย มีข้อดีคือปรับรูปคอตามท่านอน ช่วยลดอาการปวดคอ นอนกรน และหัวร้อน เพราะเปลือกข้าวโซบะทำหน้าที่ดูดซับความชื้นจากศีรษะ 

อ้อ ภายในห้องพักยังมีสเปรย์หอมกำจัดไรฝุ่นจากสมุนไพรไทย (ป้องกันภูมิแพ้ได้) ที่ใช้แทนสเปรย์กำจัดกลิ่นในห้องพัก มีแชมพู-เจลอาบน้ำมะกรูดที่หมักเอง ทิชชูไม่ฟอกขาว อ่างอาบน้ำจากน้ำบาดาล และสระว่ายน้ำปลอดคลอรีน

ไม่ได้กำลังช่วยขาย! แต่เหล่านี้คือสิ่งที่คุณจะได้รับเมื่อเข้าพักที่ฟาร์มสเตย์แห่งนี้ 

สาริศาตั้งใจให้ฟาร์มสเตย์ขนาดกะทัดรัดของเธอเป็นสถานที่ให้คนมาเปลี่ยนที่นอน ไม่ว่าคุณจะเป็นสายรักสุขภาพ สายรักสิ่งแวดล้อม หรือสายยกขบวนเที่ยวเป็นครอบครัว สถานที่แห่งนี้ก็พร้อมยินดีต้อนรับเสมอ

ฟาร์มสเตย์ในเมืองเล็ก ๆ จังหวัดนครราชสีมา ที่ออกแบบอย่างเคารพธรรมชาติและตั้งใจให้แขกสุขภาพดีด้วยการกิน-อยู่แบบออร์แกนิก
ฟาร์มสเตย์ในเมืองเล็ก ๆ จังหวัดนครราชสีมา ที่ออกแบบอย่างเคารพธรรมชาติและตั้งใจให้แขกสุขภาพดีด้วยการกิน-อยู่แบบออร์แกนิก

มาแล้วจะนอนยืดเหยียดให้ร่างกายและจิตใจคลายความเหนื่อยล้าก็ได้ หรือจะลุยทำกิจกรรมกับ Coolliving Farmhouse ก็ได้ เพราะโปรแกรมเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ ให้คุณลุกจากที่นอนนุ่ม ๆ ไปตัดผักออร์แกนิกที่ออกผลผลิตตามฤดูกาลมาล้างให้สะอาดแล้วมาทำสลัดม้วนทานเป็นมื้ออร่อย ช่วงสายชวนเจ้าตัวน้อยให้อาหารไก่ เก็บไข่อินทรีย์ เล่นสไลเดอร์โคลน ล่องแพค้ำถ่อ ปั่นจักรยาน ถ้าไปเยือนตรงฤดูข้าว ก็จะได้ลงมือดำนาและฟาดข้าวด้วย 

สนุกกันทั้งวันก็เติมพลังด้วยมื้อเย็นเพื่อสุขภาพ ผักสลัดปลูกเองพร้อมน้ำสลัดโฮมเมด, ไข่เจียวอัญชัน, หมูยอห่อใบตอง (เธอเลือกร้านที่ไม่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก และเป็นผู้ผลิตหมูยอจากอำเภอวังน้ำเขียว), น้ำพริกหนุ่มอ่อง, น้ำพริกปลาป่นฉบับอีสาน ฯลฯ ทุกจานทานกับข้าวไรซ์เบอร์รี่เนื้อสัมผัสหนุบหนับ พ่วงสรรพคุณดีมากมาย 

“ครัวของเราไม่ใช้เตาไมโครเวฟ ไม่ใช้เครื่องปรุงรสที่มี MSG ไม่ใช้น้ำตาลทรายขาว แต่ใช้น้ำตาลดอกมะพร้าวจากอัมพวา เราหลีกเลี่ยงการจ่ายตลาดในห้างยักษ์ เลือกสนับสนุนของที่มาจากพื้นถิ่นและเครือข่ายอินทรีย์ให้มากที่สุด อาจจะไม่เต็มร้อย แต่เราจะพยายามให้มากที่สุด ฉะนั้นวางใจได้ว่ามาที่นี่แล้วได้สุขภาพดีกลับไปแน่นอน” เธอยิ้ม

ฟาร์มสเตย์ในเมืองเล็ก ๆ จังหวัดนครราชสีมา ที่ออกแบบอย่างเคารพธรรมชาติและตั้งใจให้แขกสุขภาพดีด้วยการกิน-อยู่แบบออร์แกนิก
ฟาร์มสเตย์ในเมืองเล็ก ๆ จังหวัดนครราชสีมา ที่ออกแบบอย่างเคารพธรรมชาติและตั้งใจให้แขกสุขภาพดีด้วยการกิน-อยู่แบบออร์แกนิก

ถ้าให้นิยาม Coolliving Farmhouse ที่นี่คงเป็นฟาร์มสเตย์ออร์แกนิกที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานทางร่างกายและจิตใจให้ผู้มาเยือน อย่างน้อยก็ได้ละทิ้งความวุ่นวายมาใช้ชีวิตเรียบง่าย (ชั่วคราว) อยู่ดี กินดี ในสภาพแวดล้อมดี ๆ 

“เราอยากให้คนกลับมาคิดถึงสุขภาพกันมากขึ้น กลับมาคิดถึงตัวเอง คิดถึงคนรอบข้าง ถ้าใหญ่กว่านั้นขึ้นมาหน่อยก็กลับมาคิดถึงสิ่งแวดล้อมของเรา ลองหาโอกาสมาสูดอากาศ มาเจอแดด มากินอาหารดี ๆ สนุกกับการท่องเที่ยวที่ได้รับประสบการณ์หรือความรู้บางอย่างกลับไป เพื่อเป็นบทเรียนจากการเดินทาง และเติมเต็มสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา 

“บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่าได้ลดตัวตน ลดตัณหา และลดความอยากของตัวเองลง” 

จากการทำที่พักเพื่อให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้า ยอดขายเพิ่มขึ้นจริงมั้ย – เราถามผลลัพธ์แผนธุรกิจ

ฟาร์มสเตย์ในเมืองเล็ก ๆ จังหวัดนครราชสีมา ที่ออกแบบอย่างเคารพธรรมชาติและตั้งใจให้แขกสุขภาพดีด้วยการกิน-อยู่แบบออร์แกนิก
ฟาร์มสเตย์ในเมืองเล็ก ๆ จังหวัดนครราชสีมา ที่ออกแบบอย่างเคารพธรรมชาติและตั้งใจให้แขกสุขภาพดีด้วยการกิน-อยู่แบบออร์แกนิก

“มันวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่เราได้กลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่นมากขึ้น เหมือนเขารักเรามากขึ้น พอเขาสนิทใจ เขาอาจจะแนะนำเพื่อนให้รู้จักกับสินค้าของเราหรือฟาร์มสเตย์ของเรา พอเขาเห็นเราบ่อยขึ้น อาจหลวมตัวซื้อก็ได้” เธอตอบอย่างอารมณ์ดี “ตัวกำไรของฟาร์มสเตย์ไม่ได้สูงมากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ได้คือความสุขเวลาเจอลูกค้า เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเขารักเรา เขารู้สึกขอบคุณเราที่ทำพื้นที่แบบนี้ขึ้นมา เขามาพักแล้วสบายใจ สิ่งนี้ทำให้เรามีกำลังใจ

“ส่วนเปอร์เซ็นต์ที่เหลือลูกค้าอาจจะไม่ชอบ ก็เป็นบทเรียนให้เราปรับปรุงและเรียนรู้ จากเมื่อก่อนเราขายสินค้าออร์แกนิก เราไกลกับลูกค้ามาก พอทำที่พัก ลูกค้าอยู่กับเราหนึ่งคืน เขามาแล้วรู้สึกดีกลับไป เราว่าเรามาถูกทาง”

ฟาร์มสเตย์ในเมืองเล็ก ๆ จังหวัดนครราชสีมา ที่ออกแบบอย่างเคารพธรรมชาติและตั้งใจให้แขกสุขภาพดีด้วยการกิน-อยู่แบบออร์แกนิก

Coolliving Farmhouse eco & organic living

ที่ตั้ง : ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6963 5655 หรือ LINE ID : @coolliving

เว็บไซต์ : www.coolliving.co.th

Facebook : Coolliving Farmhouse

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ชุติพร ตระหง่านกิจ

แค่ชอบเวลาที่ได้มองภาพผ่านเลนส์กล้อง ช่างภาพที่ปวดหลังเป็นงานอดิเรก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load