ในฐานะคนจันทบุรีที่เกิดและโตในชุมชนริมน้ำจันทบูรแต่กำเนิด ริมน้ำจันทบูรในความทรงจำของเราคือถนนเก่าสายเล็กๆ ที่มีแม่น้ำจันทบูรเลียบข้าง ตลอดถนนและแม่น้ำสายแคบแห่งนี้มีคนในชุมชนอาศัย ทั้งในตึกสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2533 อาคารไม้และตึกฉลุลายชิโน-ยูโรเปียน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสมัยฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองจันท์ รวมถึงอาคารเก่าทรงเก๋งจีนที่ยืนเด่นเป็นสง่า เหล่านั้นล้วนธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ และไร้ผู้คนสนใจ

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ทั้งยามอรุณรุ่งและลาลับ เสียงที่ดังที่สุดคือเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว เรือหางยาวแล่นฉิว และลมหวีดหวิวจากว่าวดุ๊ยดุ่ย แต่เมื่อเกือบ 10 ปีมานี้ จู่ๆ ถนนเล็กๆ สายนี้ก็เปลี่ยนไป คนต่างถิ่นมากหน้าหลายตาเริ่มเข้ามาเยี่ยมชมความงามแสนธรรมดาของชุมชน ร้านรวงของคนในและนอกพื้นที่เปิดกันเบิกบาน (มากมายในภาษาจันท์) ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เริ่มขึ้นโดย บริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด ที่อยากฟื้นคืนชีวิตถนนแห่งประวัติศาสตร์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ไม่ใช่ในแง่เม็ดเงิน แต่ในแง่วัฒนธรรมที่อยากให้คนในชุมชนรุ่นหลังเห็นว่า ความธรรมดาเหล่านั้นมีคุณค่าควรแก่การรักษาเพียงใด

หนึ่งในวิธีการสำคัญที่จะฟื้นฟูชุมชนแห่งนี้ คือการบูรณะอาคารเก่าแก่อายุกว่า 150 ปีให้กลายเป็นบ้านเรียนรู้ อย่างบ้านเรียนรู้เลขที่ 69 แถวศาลเจ้าที่ตลาดล่าง บูรณะที่อาศัยของ หลวงราชไมตรี แถบท่าหลวงให้กลายเป็นบ้านพักประวัติศาสตร์ กระทั่งล่าสุด อาคารเก๋งจีนหนึ่งเดียวริมน้ำที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ก็ได้กลายเป็นบ้านพักอีกหลังที่บริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด และเจ้าของบ้านเห็นว่าจะช่วยชุบชูจิตวิญญาณชุมชนให้กลับมามีลมหายใจ

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

จึงเป็นเหตุให้เรามาเคาะประตูบ้านเก๋งจีนวันนี้ ในวันที่พร้อมเปิดให้บริการหลังการบูรณะกว่า 4 ปี เพื่อพูดคุยถึงความสำคัญของบ้านหลังนี้ และความละเอียดในการบูรณะบ้านเก่าให้กลายเป็นที่หย่อนใจแห่งใหม่ 

เนื่องจากเราเป็นคนริมน้ำจันทบูรแต่กำเนิด บอกไว้ก่อนว่าบทสนทนาต่อจากนี้อาจเต็มไปด้วยการชื่นชมบ้านเกิดไม่น้อยทีเดียว

ริมน้ำจันทบูรที่ไม่เคยหลับใหล

ก่อนจะพูดคุยถึงบ้านบุณยัษฐิติทรงเก๋งจีนสุดเก๋า กรรมการผู้จัดการบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด อย่าง ปัทมา ปรางพันธ์ ที่คนริมน้ำจันทบูรเรียกว่า พี่หมู ขอพาเราย้อนกลับไปถึงความสำคัญของถนนเลียบริมน้ำ แต่ก่อนริมน้ำจันทบูรมีขนาดกว้างและลึกกว่านี้มาก ชนิดที่เรือสำเภายังเข้ามาขายของได้ ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างคนพื้นเมืองและคนในเมืองที่สำคัญตั้งแต่สมัยอยุธยา

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

“คนชองจะล่องแพไม้ไผ่มาขายของป่าให้กับคนในเมือง ซึ่งเป็นคนจีนและคนญวนที่ทำอาชีพค้าขายและรับราชการ เสร็จแล้วก็เดินกลับเขาคิชฌกูฏด้วยการเดินเท้า เพราะแพไม้ไผ่ที่นั่งมาก็ยังขายได้” 

กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 3 – 5 ที่นี่เปลี่ยนจากศูนย์กลางระหว่างคนในและนอกเมือง เป็นเมืองท่าค้าของป่าและสมุนไพรระหว่างสยามกับชาติตะวันตก

“เรียกว่าที่นี่เจริญมาก ครั้งที่สยามเริ่มตัดถนนสายแรกๆ ถนนสุขาภิบาลแห่งนี้หรือที่สมัยก่อนเรียกว่า ‘เลียบนที’ คือถนนสายแรกในเมืองจันท์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสที่นี่ถึงสองครั้ง จนความเป็นเมืองเริ่มขยายออก รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ พ.ศ. 2532 และเหตุการณ์น้ำท่วม ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนจากประตูบานเฟี้ยมเป็นประตูเหล็กเพื่อป้องกันน้ำพัด ที่นี่เริ่มซบเซาและความสัมพันธ์ในชุมชนเบาบางลง แต่คนไม่ได้หายไปไหนนะ เขาก็ยังอาศัยกันอยู่ เพียงแต่ไม่ได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญแล้ว” 

พี่หมูเล่าเรื่องราวคราวอดีตให้ฟัง ชวนให้เราพยักหน้าเห็นด้วย เพราะในความทรงจำครั้งยังเด็ก บ้านไม้เก่าแก่ของเราก็ถูกไฟไหม้ แถมเหตุการณ์น้ำท่วมยังเป็นเรื่องคุ้นชินที่เมื่อใครพูดว่า ‘น้ำมาแล้ว’ คนในชุมชนก็ไม่ตื่นตระหนกสักเท่าไหร่ 

จันทบูรรักษ์ดี

ชีวิตผู้คนยังดำเนินตามปกติ ตื่นเช้ามาทานข้าวและตักบาตร บ้างค้าพลอย บ้างค้าอาหาร บางกลุ่มไหว้ศาลเจ้าจีนที่กระจายตลอดทาง บางกลุ่มก็เข้าโบสถ์คาทอลิกเพื่อทำพิธีมิสซา แขกไปใครมาก็มีแต่คนคุ้นหน้าทั้งนั้น กระทั่งนักศึกษาปริญญาโทจากสถาบันอาศรมศิลป์ที่เกิดและโตที่จันทบุรี เข้ามาทำวิจัยเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในชุมชน ประกอบกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอยากฟื้นฟูย่านการค้าเก่าเพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคัก ชีวิตคนในชุมชนก็เริ่มได้รับความสนใจ

“โจทย์ที่คนในชุมชนคุยกันไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการทำให้คนในชุมชนกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์ชุมชน เขาเริ่มเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ไม่ใช่อาคารเก่าโทรมๆ แต่คืออาคารทรงคุณค่าควรส่งต่อให้รุ่นหลัง และคือเส้นทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯ มา แถมยังเป็นจุดกำเนิดของตระกูลใหญ่ๆ ในปัจจุบัน”

จากข้อตกลงที่ว่า ‘วัฒนธรรมนำการค้า’ จึงเป็นวิสัยทัศน์สำคัญของการฟื้นฟูชุมชน โดยมีบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด ที่มีสมาชิกคือคนในชุมชนเข้ามาดูแล การฟื้นฟูค่อยๆ เริ่มจากการเก็บข้อมูลทางสถาปัตยกรรมของชุมชน ทั้งแบบไทย จีน และชิโน-ยูโรเปียน มีการจัดประกวดภาพถ่ายวิถีชีวิตชุมชน จัดงาน ‘เปิดบ้านริมน้ำ’ เพื่อประกาศว่าริมน้ำกำลังจะกลับมามีชีวิต และสร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรมขึ้นอย่างการบูรณะบ้านเก่า อย่างบ้านเรียนรู้ทางประวัติศาสต์เลขที่ 69 และบ้านพักประวัติศาสตร์หลวงราชไมตรี โดยใช้เงินตั้งต้นจากการรวมหุ้นของคนในชุมชนและคนนอกชุมชนที่ต้องการร่วมอนุรักษ์มาบูรณะและดำเนินการ 

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

แน่นอนว่าบ้านของเราก็เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนนั้นด้วยเงิน 1,000 บาท (ไม่มาก แต่ก็ขออวดสักหน่อย)

“เราอยากทำให้คนอื่นเห็นว่า ถ้าคุณจะเข้ามาทำธุรกิจในชุมชน คุณควรรักษาสถาปัตยกรรมที่มีอยู่เดิมให้ได้มากที่สุด และหาประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ โดยไม่ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตคนในชุมชน ดังนั้น ชุมชนริมน้ำจันทบูรจึงเป็นชุมชนที่ร้านค้าไม่มาก เมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น เพราะส่วนใหญ่คือร้านของคนใน ไม่มีการปิดถนนเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินสะดวก เพราะชุมชนนี้ยังมีชีวิต ผู้คนยังอาศัยอยู่เกือบทุกหลัง” 

จากการบูรณะบ้านทั้งสองหลังในครั้งนั้น โดยเฉพาะบ้านหลวงราชไมตรีที่ได้รับการตอบรับดีมาก ไม่ว่าแขกไปใครมาก็ต้องลองพักที่นี่สักครั้ง วิถีชีวิตคนในชุมชนก็เริ่มเป็นที่กล่าวขาน เมื่อ 4 ปีก่อน อาจารย์กนิช บุณยัษฐิติ ลูกหลานตระกูลบุณยัษฐิติผู้เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่บ้านอายุกว่า 150 ปีของตระกูลควรค่อยๆ ฟื้นคืนชีพพร้อมๆ กับชุมชนที่ยังคงหายใจ

คืนลมหายใจให้บ้านบุณยัษฐิติ

พี่หมูชวนเราคุยถึงจันทบูรรักษ์ดีสักพัก จึงเริ่มพูดคุยถึงอดีตอันไกลโพ้นของบ้านเก๋งจีนหนึ่งเดียวในริมน้ำจันท์ ว่ากันตามพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2419 ครอบครัวบุณยัษฐิติรุ่นที่ 6 ทราบว่าบ้านเก๋งจีนอายุกว่า 150 ปีแห่งนี้สร้างโดย หลวงอนุรักษ์พานิช หรือ จีนกั๊ก-บุญมาก บุณยัษฐิติ บุตรของนายบุญคงและนางอยู่ ทั้งสกุล ‘บุณยัษฐิติ’ ของจีนกั๊กยังได้รับพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2459 อีกด้วย

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

เมื่อเห็นควรว่าต้องฟื้นชีวิตให้บ้าน ครอบครัวบุณยัษฐิติจึงเริ่มเก็บข้อมูลสถาปัตยกรรมก่อนบูรณะจากภาพถ่ายและจดหมายต่างๆ ในหอจดหมายเหตุจังหวัด เริ่มการบูรณะโดยมีสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ที่บูรณะบ้านหลวงราชไมตรีมาช่วยดูแล และตกแต่งภายในโดยมัณฑนากรประจำตระกูล ส่วนบริษัทจันทบูรรักษ์ดีคอยดูแลเรื่องเครื่องนุ่งห่มและการบริการ 

สิ่งสำคัญของการรีโนเวตบ้านหลังนี้ คือการทำให้บ้านจีนกั๊กกลับมาเหมือนเดิมมากที่สุด ทั้งสัดส่วนอาคาร โครงสร้าง รายละเอียดสถาปัตยกรรมแบบจีน ไทย และฝรั่ง ในมุมต่างๆ โดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมเป็นหลัก และใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมสมัยใหม่มาช่วยให้โครงสร้างแข็งแรง

“สภาพก่อนบูรณะของที่นี่หนักหนาสาหัสกว่าบ้านหลวงราชไมตรีมาก ตอนนั้นบ้านไม้ฝั่งริมน้ำมีแนวโน้มที่จะเอียงลงแม่น้ำ การบูรณะจึงต้องใช้เวลานานถึงสี่ปี ทั้งเก็บข้อมูลสถาปัตยกรรม หาช่างที่เหมาะกับการบูรณะนั้นๆ”

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

บ้านหลังนี้เป็นอาคารเก่าที่ใช้ระบบผนังรับน้ำหนัก สภาพก่อนการบูรณะ บริเวณกำแพงเหนือวงกบประตูมีรอยร้าว ผนังอิฐบางจุดเปื่อยยุ่ย จึงต้องกรีดผนังและเสริมเหล็กเข้าไปให้โครงสร้างแข็งแรง จากนั้นจึงกะเทาะปูนที่เปื่อยยุ่ยออกแล้วฉาบทับด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ ด้วยฝีมือช่างปูนจากจังหวัดอยุธยาที่เรียกว่า ‘ฉาบปูนหมัก ขัดปูนตำ’ ที่ช่วยให้ผนังหายใจได้ และลดการสะสมความชื้นในผนังได้ดีกว่าการฉาบปูนสมัยใหม่ 

แถมขณะที่ศึกษาโครงสร้างยังขุดพบพื้นดินเดิมของบ้าน เสาแต่ละต้นจะมีครกหินรองด้านล่างสำหรับป้องกันปลวกและความชื้น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวจีนโบราณ เจ้าของบ้านและสถาบันอาศรมศิลป์จึงตั้งใจไม่เทปูนทับ เพื่อเผยลักษณะอันหาได้ยากนี้ให้แขกทุกคนได้เห็น

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง
บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ส่วนงานตกแต่งอย่างปูนปั้นและลายฉลุไม้ ลูกกรงเหล็กหล่อแบบฝรั่ง เชิงชายคาสังกะสีฉลุ และจั่วหลังคาที่ผุพัง ก็นำส่วนที่ยังคงสภาพดีไปหล่อเป็นพิมพ์และทำใหม่ให้เหมือนเก่าด้วยฝีมือช่างไม้จากอ่างทอง โดยวัสดุก่อสร้างประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์เป็นวัสดุเดิมที่นำไปปรุงแต่งใหม่ ชายคาสังกะสีฉลุซึ่งเป็นสังกะสียุคแรกที่นำเข้ามาในประเทศไทย จึงยังอยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่มลายหายไปเช่นบ้านอื่น

“เจ้าของบ้านบอกว่า ถ้าหลวงอนุรักษ์พานิชหรือจีนกั๊กที่สร้างบ้านหลังนี้ฟื้นกลับมาได้อีกครั้งแล้วเห็นบ้านหลังนี้ ก็จะจำได้ว่านี่คือบ้านฉัน” พี่หมูบอกอย่างภูมิใจ

ฐิติศตวรรษที่ 21

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

หลังศึกษาการบูรณะบ้านหลังนี้จนถ้วนถี่ พี่หมูเริ่มแนะนำส่วนต่างๆ ของบ้านให้เราฟัง บ้านบุณยัษฐิติแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนอาคารเก๋งจีนด้านหน้ากับเรือนไม้ริมน้ำด้านหลัง แต่ครอบครัวบุณยัษฐิติอยากให้บ้านหลังนี้สร้างประโยชน์ต่อชุมชนมากที่สุด แทนที่จะสร้างห้องพักทั้งอาคารทั้งสองหลังเพื่อได้กำไรเยอะๆ กลับอุทิศอาคารเก๋งจีนด้านหน้าเป็นนิทรรศการจัดแสดงทั้ง 3 ชั้น 

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง
บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ชั้นแรกบอกเล่าการบูรณะอาคารหลังนี้ ชั้นที่สองกล่าวถึงประวัติบ้านบุณยัษฐิติ อันมีรูปครอบครัวและข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ รวมถึงโต๊ะหมู่บูชาแบบจีนตั้งอยู่ หากตรงขึ้นไปยังชั้นสามผ่านบันไดชันอย่างโบราณ จะพบกาลานุกรมจันทบุรีที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองจันท์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนปัจจุบัน เทียบกับความเป็นไปของโลกและประเทศไทย โดยผู้จัดนิทรรศการคือนักประวัติศาสตร์อย่าง อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ

ถัดจากเก๋งจีนเป็นเรือนไม้ริมน้ำ ระหว่างกลางคือลานโล่งกว้างรับแสงแดด อันเป็นพื้นที่ซักล้างและทำอาหารของชาวจีนในอดีต ปัจจุบันเป็นพื้นที่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นให้แขกผู้เข้าพัก มีทั้งอาหารเช้าอย่างอเมริกัน ข้าวต้มจันทบูร ปาท่องโก๋ทานคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ดอย่างชาวจันท์ เลือดหมูต้มเจ้วัลย์หลังโบสถ์คริสต์ และผักผลไม้สดจากตลาด ไม่เพียงเพื่อนำเสนอความเป็นจันทบุรีให้แขกผู้เข้าพักรู้จัก แต่ยังสนับสนุนร้านอาหารและกิจการท้องถิ่นของคนในชุมชนด้วย

ห้องตลาดล่าง

หลังเดินชมนิทรรศการทั้งหมดและพื้นที่ส่วนล่างเรียบร้อย ถึงเวลาที่พี่หมูจะพาเรากลับสู่ 150 ปีที่แล้วของบ้านเก๋งจีนหลังนี้ เริ่มจากห้องหนึ่งเดียวของบ้านที่อยู่ชั้นล่างซึ่งมีนามว่า ‘ตลาดล่าง’ เพื่อล้อกับส่วน ‘ตลาดล่าง’ ของถนนสุขาภิบาลที่บ้านตั้งอยู่

ด้วยความที่ห้องนี้นำเสนอความเป็นตลาดล่าง ภายในจึงตกแต่งให้ได้กลิ่นอายการค้าขายและข้าวปลาอาหาร ทั้งภาพหัวเตียงที่จับภาพพ่อค้าแม่ขายเอาไว้ กระทั่งกิมมิกสุดน่ารักที่เราอยากกรี๊ดทันทีที่เหลือบไปเห็น นั่นคือตู้เสื้อผ้าที่รองขาตู้ด้วยถ้วยเล็กๆ คล้ายตู้กับข้าวอย่างไทย

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

แม้จะอยู่ชั้นล่างที่พลุกพล่านผู้คน ก็ไม่ต้องตกใจว่าจะเสียความเป็นส่วนตัว เพราะเจ้าของบ้านออกแบบให้มีประตูกั้นถึง 2 ชั้น เพื่อไม่ให้เสียงคนเดินขวักไขว่รบกวนการพักผ่อน แถมระเบียงริมน้ำก็ไพรเวตสุดๆ เพราะแม้จะอยู่ระนาบเดียวกับระเบียงสาธารณะของร้านกาแฟในอาคารก็กั้นด้วยผนังปูนเรียบร้อย เงียบเชียบ โปร่งสบาย แถมได้วิวริมน้ำจันท์ฝั่งโบสถ์คริสต์คาทอลิกไปครอง

ห้องกำปั่น

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ออกจากห้องตลาดล่างได้สักพัก พี่หมูพาเราชมห้องกำปั่นที่อยู่ระหว่างอาคารเก๋งจีนกับเรือนไม้ อันเป็นห้องเดียวที่ไม่มีระเบียงริมน้ำแต่ได้ความเก๋ไก๋อีกแบบ ทั้งหน้าต่างห้องที่เปิดรับแสงสว่างตรงลานซักล้างเก่า ทรงห้องที่ผสมผสานความเป็นเก๋งจีน แถมยังเป็นห้องที่สมัยก่อนนั้น เคยเชื่อมโยงกับส่วนชั้นสองที่จัดนิทรรศการของครอบครัว

และที่ได้ชื่อว่ากำปั่นและตกแต่งได้จีนสุดๆ ก็เพราะภายในห้องมีไฮไลต์อย่างกำปั่นเก็บสมบัติอายุกว่า 150 ปีแสนหนักอึ้ง ชนิดที่คนสองคนก็ยกไม่ไหวประดับอยู่นั่นเอง 

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ห้องไพ่ตอง

ห้องถัดมาคือห้องไพ่ตอง เป็นห้องด้านขวาสุดของอาคารชั้นสอง ชื่อไพ่ตองนั้นมาจากไพ่ของชาวจีนที่คนไทยและจีนนิยมเล่นกัน กิมมิกของห้องนี้จึงคือลวดลายหมอนมุ้ง ผ้านุ่งห่ม กระทั่งห้องน้ำที่เป็นลายไพ่ตองสีขาวดำ 

เราขอยกให้เป็นห้องที่ดูโมเดิร์นที่สุดในบ้านหลังนี้ 

และเช่นเดียวกับห้องอื่นๆ ของบ้าน ยกเว้นห้องกำปั่น ห้องไพ่ตองก็มีวิวริมน้ำจันท์เหมือนกันนะ

ห้องเสื่อสานจันทบูร

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ถัดมาที่ห้องที่ 4 ห้องเสื่อสานจันทบูร แอบกระซิบว่าเราชอบห้องนี้เป็นที่สุด เพราะแม้จะไม่ใหญ่โตมโหฬาร แต่น่ารักน่าอาศัย ภายในตกแต่งด้วยเสื่อกกพื้นเมืองของดีของเด็ดที่ใครมาก็ต้องซื้อเป็นของฝาก 

ทั้งตู้เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ กระทั่งพรมปูพื้น ก็ตกแต่งด้วยเสื่อสีละมุน 

ถ้าเรามีโอกาสเข้าพัก ก็อยากจะนอนดมกลิ่นกกที่คนจันท์ไม่ค่อยซื้อมาใช้ง่ายๆ เพราะราคาแพงโขเชียว

ห้องคุณหลวง

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

มาถึงห้องสุดท้ายอันเป็นห้องไฮไลต์ของบ้านบุณยัษฐิติ นั่นคือห้องคุณหลวง ตกแต่งด้วยภาพกรณีพิพาท รศ.112 ระหว่างจันทบุรีและฝรั่งเศส ซึ่งถ่ายถอดจากต้นฉบับหนังสือพิมพ์จริงที่เจ้าของบ้านเก็บไว้ แถมยังเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้แบบโบราณอย่างตู้และเตียงจากไม้เก่า เลียนแบบเฟอร์นิเจอร์เดิมของบ้านซึ่งเจ้าของนำไปใช้จริงที่กรุงเทพฯ

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

ความอลังการของห้องนี้คือ ระเบียงนอกชานที่เปิดให้ชมวิวริมน้ำจันท์ได้ทั้งฝั่งท่าหลวงทางซ้ายซึ่งฉายภาพเจดีย์วัดกลาง และฝั่งตลาดล่างที่เผยให้เห็นยอดโบสถ์คาทอลิกสวยงาม ตั้งตระหง่านมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสบุกยึดจันทบุรี 

ซึ่งวิวหลักล้านและสายลมพัดฉิวตรงนี้จะแบ่งปันกับแขกห้องเสื่อสานจันทบูร 

ไม่ต้องกังวลว่าจะหมดความเป็นส่วนตัว เพราะเลื่อนฉากตรงกลางได้ ส่วนใหญ่แขกมากันเป็นกลุ่มเพื่อนและครอบครัว มักจะสังสรรค์ร่วมกันทั้งยามตะวันทักทายและลาลับฟ้า ณ ระเบียงรับลมตรงนี้

บุณยัษฐิติ จากเก๋งจีน 150 ปีริมน้ำจันทบูร สู่มิวเซียมและบ้านพักที่ชุบชีวิตเมืองอีกครั้ง

หลังชมห้องทั้ง 5 อย่างละเอียดและศึกษานิทรรศการทั้ง 3 ชั้นอย่างลึกซึ้ง เราเชื่อเหลือเกินว่า บ้านบุณยัษฐิติหลังนี้ที่แต่ก่อนเป็นบ้านโทรมๆ ในสายตาเรา จะเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูริมน้ำจันทบูรให้กลับมาสง่างามได้จริงๆ 

บุณยัษฐิติ วิลล่า

ที่ตั้ง : 148 ถนนสุขาภิบาล ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000 (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 4858 0880

เว็บไซต์ : www.punyashthitivilla.com

Facebook : Punyashthiti villa บุณยัษฐิติ วิลล่า

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographers

ปริญญา ชัยสิทธิ์

จบอักษรฯ ทำงานสายพัฒนา Digital platform - เชื่อว่าการมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบบ้าง เป็นเรื่องน่ารัก

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

25 มิถุนายน 2565
1.85 K

เขาหลัก

ถ้าใครรู้จักผมคงแปลกใจ ว่าทำไมคนที่ไม่ชอบเที่ยวทะเล ไม่เล่นเซิร์ฟ ไม่ดำน้ำ และว่ายน้ำไม่เป็นอย่างผม ถึงหยิบวันหยุดยาวมาใช้ที่ ‘เขาหลักเมอร์ลินรีสอร์ท’ จังหวัดพังงา

แต่ถ้าใครรู้จักรีสอร์ตแห่งนี้คงไม่แปลกใจ

3 ปีก่อน ผมเคยคุยกับ คุณแชมป์-ชานน วงศ์สัตยนนท์ ผู้อำนวยการเครือโรงแรมเมอร์ลิน ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตอนนั้นคุณแชมป์คือวัยรุ่นไฟแรงที่เพิ่งกลับมาดูแลธุรกิจโรงแรมของครอบครัว เขาชวน BIG Trees มาช่วยตรวจสุขภาพต้นไม้ใหญ่มากมายในโรงแรม เขาว่ามีต้นไม้ใหญ่เยอะเหมือนอยู่ในป่า แต่ประโยคที่ยังติดหูผมอยู่ถึงวันนี้คือ ในโรงแรมมีสัตว์ป่าหลายชนิด ถ้าผมไปพัก เขาจะพาไปดูนางอาย

ผมมาตามสัญญา แต่ช้าไป 3 ปี

Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด

ต้นไม้

ผมส่ายหน้าบอกพนักงานว่า ไม่ต้องเดินไปส่ง แค่ชี้ทางก็พอ ไม่ว่าโรงแรมไหน ๆ ผมชอบหาทางเดินไปห้องพักเอง แต่รอบนี้พนักงานของเขาหลักเมอร์ลินส่ายหน้ากลับ เขาหยิบกุญแจแล้วเดินนำผมจากล็อบบี้ซึ่งอยู่ติดถนนด้านหน้าโรงแรม ลงไปทางชายหาดที่อยู่ต่ำกว่ามาก เราก็เลยต้องเดินลงบันได วกไป วนมา ผ่านอาคารนั้น ออกทางนี้ ถึงมีแผนที่ก็ยังงง

รีสอร์ตแห่งนี้สร้างเมื่อปี 2000 อาก๋งของคุณแชมป์ คุณวีระ จิรายุส ประธานบริษัทและกรรมการผู้จัดการ และลูก ๆ หลาน ๆ เห็นว่าควรขยายกิจการโรงแรมออกนอกจังหวัดภูเก็ตบ้าง จึงเลือกสร้างโรงแรมแห่งที่ 4 ที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ซึ่งตอนนั้นมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก และบริเวณเขาหลัก-ลำรู่ ตรงนี้ก็ยังไม่มีที่พัก

Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด

ครอบครัวคุณแชมป์เลือกที่ดินมีโฉนดขนาด 30 ไร่ผืนนี้ เพราะติดทะเลและมีต้นไม้ใหญ่เยอะมาก ทุกคนรักต้นไม้ เลยเห็นตรงกันว่าควรทำที่พักแค่ 200 ห้อง จะได้มีพื้นที่สีเขียวเยอะ ๆ อาคารก็ต้องสร้างหลบต้นไม้ใหญ่ จึงกลายมาเป็นผังโรงแรมแบบเขาวงกต ให้ความรู้สึกเหมือนได้พักกลางป่า

จำนวนห้องที่น้อยถูกชดเชยด้วยการสร้างวิลล่าริมหาด 3 หลัง และตั้งราคาค่าห้องทั่วไปที่สูงกว่าปกติ เพราะนี่คือความหรูหราที่ลูกค้าชาวยุโรปกำลังตามหา ไม่ใช่หรูหราเพราะการออกแบบห้องพัก แต่หรูหราเพราะอยู่กลางธรรมชาติ ความคิดนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ต้องถือว่าล้ำหน้ามาก

Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด
Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด

พนักงานโรงแรมที่เดินนำทางผมบอกว่า วันนี้มีแขกพักเต็มทุกห้อง แต่กลับไม่รู้สึกว่าแออัด หรือมองไปทางไหนก็เห็นแต่คน เพราะต้นไม้ครึ้มทั่วรีสอร์ตช่วยบังสายตาไม่ให้แขกมองเห็นกัน

ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่ราว 270 ต้น แบ่งได้ 40 ชนิด อายุอย่างต่ำคือ 50 ปี หลายต้นน่าจะถึง 70 ปีหรือแก่กว่านั้น

ต้นไม้เด่น ๆ ของที่นี่มีหลายต้น เริ่มจากต้นเหรียง ไม้ทรงพุ่มใหญ่ด้านหลังล็อบบี้ ซึ่งมีโอกาสจะได้เห็นนางอายและค้างคาวแม่ไก่ ตรงห้องอาหารเช้ามีต้นเทพทาโรอยู่หลายต้น จัดเป็นต้นไม้ประจำถิ่นพังงาที่เปลือกมีกลิ่นหอม นิยมนำมาแกะสลักเป็นเทพตามศาลเจ้าในภาคใต้ ช่วงเทศกาลกินเจจะมีการนำไม้เทพทาโรไปเผาไฟ ซึ่งจะได้กลิ่นหอมเหมือนธูป

Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด

มองเลยไปทางหาดจะเห็นต้นไข่เขียว ซึ่งเป็นตะเคียนชนิดหนึ่ง สูงชะลูด มองเห็นได้แต่ไกล เป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดในโรงแรม ส่วนต้นไม้หายากที่สุดคือ ยางมันหมู เป็นไม้ประจำถิ่นของภาคใต้ที่น้อยคนจะรู้จัก หายากขนาดพนักงานโรงแรมยังไม่รู้เลยว่าคือต้นไหน

ส่วนต้นไม้ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในโรงแรมคือ ต้นนิโครธ ซึ่งเป็นไทรชนิดหนึ่ง คนที่นี่เรียกว่า ต้นยีราฟ เพราะมีรูปทรงเหมือนยีราฟ เป็นต้นที่หาง่ายที่สุด และน่าจะถูกถ่ายรูปมากที่สุด

Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด

น้ำ

พอเปิดประตูเข้ามาในห้องพัก ผมก็สะดุดตากับหนังสือชื่อ A Compact Guide to Wildlife ที่ตั้งใจวางรับแขกอยู่บนโต๊ะ ในเล่มมีภาพสัตว์มากมายที่พบได้ในโรงแรม แยกตามโซนต่าง ๆ เช่น นกแขกเต้า นางอาย กิ้งก่าบินหัวสีฟ้า บ่าง นกตะขาบทุ่ง เหยี่ยวแดง นกกระเต็นอกขาว แมลงปอนานาชนิด ปาดบ้าน เขียดบัว นกเด้าลมหลังเทา เหี้ย และผีเสื้อมากมาย

Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด

ที่ผมแปลกใจคือ แต่ละพื้นที่ในโรงแรมพบสัตว์ที่แตกต่างกันได้ขนาดนี้เลย

พอเปิดโทรทัศน์ในห้อง จะเจอคลิปวิดีโอเล่าเรื่องสัตว์ป่าทั้งหมดในโรงแรม ราวกับที่นี่คือรีสอร์ตในซาฟารี ดูแล้วเลือดลมสูบฉีด นั่งในห้องต่อไม่ไหว ต้องรีบเปิดประตูออกไปดูของจริง

Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด
Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด

ใกล้ ๆ ห้องพักของผมมีลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลจากด้านบนแถว ๆ ล็อบบี้ ลงไปที่บ่อมรกตทางด้านล่าง ในนั้นมีปลานิล สัตว์น้ำเล็ก ๆ และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหลายชนิด ลำธารแห่งนี้สร้างมาพร้อมรีสอร์ต ด้วยความคิดว่า ที่นี่มีต้นไม้เยอะ ถ้าต้องซื้อน้ำมารดต้นไม้ก็เปลือง เลยออกแบบระบบให้ส่งน้ำเสียจากทั้งโรงแรมมาบำบัดรวมกันในถังใต้ดินด้วยจุลินทรีย์ เมื่อสะอาดก็ปั๊มขึ้นไปปล่อยบนต้นกำเนิดลำธารด้านบน เพื่อให้น้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่สีเขียวทั่วโรงแรมผ่านระบบสปริงเกิล

Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด

น้ำเสียทุกหยดในเขาหลักเมอร์ลินจึงถูกบำบัดและนำกลับมาคืนสู่ธรรมชาติ สะอาดขนาดมีสัตว์น้ำอยู่แบบเป็นระบบนิเวศ

อีกแนวคิดที่มีมาแต่แรกคือ การนำขยะจากเศษอาหารและเศษใบไม้มาทำปุ๋ยหมัก เหตุผลคือ เรือนเพาะชำกล้าไม้ต้องการปุ๋ยจำนวนมาก แน่นอนว่าไม่มีวิธีไหนจะประหยัดไปกว่าการทำเอง

แนวคิดเรื่องความยั่งยืนอีกอย่างที่ผมว่าน่าสนใจ คือระบบเซ็นเซอร์ที่หน้าต่างซึ่งเพิ่มมาภายหลัง ถ้าแขกห้องไหนเปิดหน้าต่างเพื่อสัมผัสอากาศบริสุทธิ์จากธรรมชาติ เครื่องปรับอากาศในห้องจะปิดทันทีแบบอัตโนมัติ จะได้ไม่เปลืองไฟโดยใช่เหตุ

แขก

วันนี้สายตาตี่ ๆ ของผม ได้สบตากับชาวต่างชาติไม่มากนัก แต่ช่วงก่อนโควิด-19 ลูกค้าเกือบทั้งหมดของเขาหลักเมอร์ลินคือชาวต่างชาติ ลูกค้าหลักคือ ชาวเยอรมัน นอร์ดิก และอังกฤษ เป็นกลุ่มที่อยากมาสัมผัสธรรมชาติแท้ ๆ อยากเห็นทั้งป่า ทั้งทะเล และเห็นสัตว์ป่าในโรงแรม พอมาถึงก็นั่งริมระเบียงห้องดื่มด่ำกับธรรมชาติได้เป็นวัน ๆ ลูกค้ากลุ่มนี้จองมาเต็มตั้งแต่เปิดให้บริการ ทางโรงแรมจึงไม่ได้เน้นทำการตลาดกับลูกค้าชาวไทยหรือกลุ่มอื่น ๆ มากนัก ที่นี่เลยไม่คุ้นหูของคนไทย

ลูกค้าประจำชาวเยอรมันรักที่นี่ถึงขนาดเปิดเฟซบุ๊กกรุ๊ป Freunde des Merlin Khao Lak / Friends of Merlin Khao Lak ไว้พูดคุยกันว่า พักห้องไหนเด็ดสุด แถวนั้นมีร้านอาหารไหม ต้องเตรียมอะไรมาบ้าง ยุงเยอะไหม มีสมาชิกอยู่ 2,000 กว่าคน แอดมินเป็นคู่สามีภรรยาชาวเยอรมันที่มาพักที่นี่ทุกปี

Khaolak Merlin รีสอร์ตที่รักษาต้นไม้ใหญ่จนเป็นบ้านของนางอายและสัตว์ 150 ชนิด
เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ตที่เขาหลัก พังงา ดูแลต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติจนมีสัตว์ 150 ชนิด และเป็นแหล่งวิจัยนางอาย

แล้วในกรุ๊ปนี้ก็ยังถ่ายภาพสัตว์ที่พบในโรงแรมมาอวดกัน จนทำให้ทีมงานรู้ว่าในโรงแรมของพวกเขามีสัตว์มากมายแค่ไหน

เขา (เป็น) หลัก

ก่อนพระอาทิตย์จะมุดเมฆไปแตะน้ำทะเล ผมออกไปเดินเล่นบนชายหาดทั้งด้านซ้ายและขวาของโรงแรมซึ่งขนาบด้วยที่พักขนาดใหญ่ มีอาคารที่ออกแบบสวยเตะตาแบบต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ถัดออกไปเป็นร้านอาหารและบาร์ที่กวักมือเรียกเราจากระยะไกลด้วยเสียงเพลง

ขากลับเมื่อมาถึงโรงแรม สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดของที่นี่คือต้นไม้ใหญ่ แบบที่เราแทบจะไม่เห็นหรือไม่สนใจอาคารของโรงแรมเลยด้วยซ้ำ

คุณแชมป์ยืนรอผมอยู่ที่หน้าร้านอาหารเย็นของโรงแรมบริเวณหาด

ชีวิตของเขาน่าสนใจ ชายวัย 30 ปีคนนี้เรียนจบปริญญาตรีด้านปรัชญาและจิตวิทยาจากออกซ์ฟอร์ด แล้วต่อโทด้านบริหารธุรกิจที่อิมพีเรียลคอลเลจ กลับจากลอนดอนมาก็เริ่มงานที่ The Nation ช่วยคุณสุทธิชัย หยุ่น ทำเรื่อง Transformation องค์กรสู่ดิจิทัล จากนั้นก็ย้ายไปบุกเบิกการทำวิดีโอให้นิตยสาร BK แล้วก็ข้ามสายไปทำงานกับ Iris บริษัทโฆษณาจากลอนดอน สุดท้ายก็กลับมาทำธุรกิจโรงแรมของที่บ้านเมื่อปี 2018

“ผมเป็นห่วงพ่อแม่ ตอนนั้นท่านอายุ 65 แล้ว เลยกลับมาช่วย เครือเรามีโรงแรมหลายแห่ง ทำกันแบบกงสี ผมเข้ามาพร้อมลูกพี่ลูกน้อง 3 คน ผมได้รับหน้าที่ให้ดูการตลาดออนไลน์ ประชาสัมพันธ์ กับอาหารและเครื่องดื่ม” คุณแชมป์เล่าระหว่างที่รอไลน์บุฟเฟต์เปิด

เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ตที่เขาหลัก พังงา ดูแลต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติจนมีสัตว์ 150 ชนิด และเป็นแหล่งวิจัยนางอาย

พอเริ่มงานเขาก็พบว่า ที่ผ่านมาโรงแรมทำการตลาดแต่กับบริษัททัวร์ ไม่เน้นโปรโมตตรงกับลูกค้ามากนัก พอบริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Thomas Cook ปิดตัวลงเมื่อปี 2019 โรงแรมก็ได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้า 20 เปอร์เซ็นต์มาจากที่นี่ คุณแชมป์มองว่าถึงเวลาที่ต้องปรับตัวแล้ว แต่การที่คนหนุ่มไร้ประสบการณ์โรงแรมวัย 27 ปี จะโน้มน้าวผู้ใหญ่ที่ทำโรงแรมมาทั้งชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย

“โชคดีมากที่ผมเคยทำงานบริษัทโฆษณา เลยมีทักษะโน้มน้าวผู้บริหาร มีวิธีการทำพรีเซนเทชันที่ดี เข้าใจเรื่องการทำ Brand Personality ผมก็จัดเต็มครับ ทำเวิร์กชอปชวนทุกคนมาคิดร่วมกันว่า เราอยากเป็นอะไร ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน และเราจะไปถึงตรงนั้นได้ยังไง ทุกคนเห็นตรงกันว่าเขาหลักเมอร์ลินต้องเน้นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนปักธงแบบนี้ร่วมกัน ผมก็บอกว่า เราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย ถ้าจะไปให้ถึงตรงนั้นเราต้องทำกับมูลนิธินะ เขาก็โอเค เพราะถ้าเราบอกว่าจะทำงานกับมูลนิธิตั้งแต่วันแรก เขาคงเบรก แล้วบอกว่า เราทำโรงแรมนะ ไม่ใช่กรมอุทยานฯ”

สัตว์

บาร์ตรงริมหาดเริ่มคึกคัก ใคร ๆ ก็เดินมาสั่งเครื่องดื่มแกล้มวิวพระอาทิตย์ตก

“เราเลือกทำงานกับมูลนิธิ Love Wildlife เพราะเขามีนางอายอยู่ในโลโก้” คุณแชมป์หัวเราะ เมื่อก่อนนางอายหรือลิงลมพบได้ไม่ยากในภาคใต้ แต่พอมีการล่าไปขายเป็นสัตว์เลี้ยง ก็มีสถานะใกล้สูญพันธุ์ “วันหนึ่งมีแขกถ่ายรูปนางอายส่งมาให้พนักงานดู เราถึงรู้ว่าในโรงแรมเรามี ซึ่งมันพิเศษมาก โดยปกติถ้าอยากดูนางอายต้องไปดูในอุทยานฯ ซึ่งหลบเก่งมาก แต่ในโรงแรมเรามีอยู่ 4 ตัว พ่อ แม่ กับลูก 2 ตัว เรารู้ว่าต้องไปส่องที่ต้นไหนถึงจะมีโอกาสเจอ”

เมื่อ Love Wildlife เข้ามาสำรวจก็ให้คำแนะนำว่า นางอายเข้ามาอาศัยในโรงแรมเพราะมีอาหารพวกยางไม้ ลูกเหรียง เบอร์รี และเกสรดอกไม้ จึงดึงดูดนางอายรอบ ๆ โรงแรมให้เข้ามาด้วย แต่บางจุดยอดไม้ไม่เชื่อมกัน นางอายจึงต้องเดินข้ามถนน ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายได้ จึงควรทำสะพานเชือกให้นางอายไต่ข้ามยอดไม้มาเลย

เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ตที่เขาหลัก พังงา ดูแลต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติจนมีสัตว์ 150 ชนิด และเป็นแหล่งวิจัยนางอาย

นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังสำรวจพบสัตว์ราว 150 ชนิด มีทั้งนกเงือก กิ้งก่าบิน กระรอกบิน นกเค้าป่าหลังจุด นกฮูก และอีกมากมาย

เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ตที่เขาหลัก พังงา ดูแลต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติจนมีสัตว์ 150 ชนิด และเป็นแหล่งวิจัยนางอาย

“ที่นี่เลยกลายเป็นพื้นที่ทำวิจัย สังเกตพฤติกรรมนางอายในธรรมชาติ เพิ่งมีนักวิจัยจากต่างประเทศมาอยู่ที่นี่ 2 เดือนเพื่อทำวิจัย เราก็ให้พักฟรี เขามาติดตั้งกล้อง Camera Trap ตามกิ่งไม้ในโรงแรม แล้วจะบริจาคกล้องนี้ให้ Love Wildlife ซึ่งจะติดตั้งในโรงแรมต่อ ที่นี่ก็จะกลายเป็นพื้นที่ซึ่งมาศึกษาพฤติกรรมสัตว์ได้ ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้จะมีการประชุมผู้เชี่ยวชาญเรื่องนางอายจากทั่วโลกที่นี่ด้วย”

คุณแชมป์บอกว่า ที่นี่ไม่มีผับโต้รุ่ง หน้าหาดตรงที่เรายืนอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยคนมากมาย แต่ประมาณ 3 ทุ่มก็จะเงียบ เพราะคนแยกย้ายเข้าห้องพัก สงบขนาดเรามาส่องดูนกหลับได้

อาหารเย็นพร้อมแล้ว คุณแชมป์เชิญผมรับประทานอาหารเย็น ส่วนตัวเขาขอแยกไปดูแลเพื่อนที่มาจากอังกฤษ ซึ่งจะมาเดินดูสัตว์ด้วยกันในคืนนี้

ธรรมชาติ

หลังอาหารเย็น ผมมายืนรอที่จุดนัดพบ ชาวคณะเกือบทั้งหมดเป็นชาวไทย

“ช่วงนี้ลูกค้าหลักเป็นคนไทยครับ แต่ก็ถือว่ายังมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ เรารู้ว่าโควิด-19 ไม่ได้อยู่ตลอดไป การเน้นตลาดคนไทยเพิ่ม เราต้องมองในระยะยาวด้วย เราไม่ได้อยากเปลี่ยนให้ที่นี่เป็นสวนสนุกหรือเต็มไปด้วยจุดถ่ายรูป เราอยากเลือกลูกค้าชาวไทยที่ใช่ คือไม่ใช่พอเกาหลี ญี่ปุ่นเปิดประเทศแล้วเขาไม่กลับมาอีกเลย เราอยากหากลุ่มที่อินกับธรรมชาติจริง ๆ ให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำ บางคนมาเดินดูสัตว์แล้วก็คุยกับลูกว่า ตอนไปค่ายกับที่โรงเรียนได้เจอสัตว์แบบนี้ไหม หรือเด็กบางคนก็สอนพ่อว่า นางอายที่ผมเห็นในหนังสือเป็นแบบนั้นแบบนี้ ได้ยินแล้วเราก็ชื่นใจมาก” คุณแชมป์ยิ้มกว้าง

คุณแชมป์ยังมีความคิดสนุก ๆ อีกหลายเรื่องที่อยากทำให้ที่นี่เป็นหมุดหมายของคนรักธรรมชาติ เช่น ชวนนักวิชาการ นักอนุรักษ์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มาจัดทริปเดินดูต้นไม้ดูสัตว์ในโรงแรม เพราะคนกลุ่มนี้เคยมาพักที่นี่แล้ว และชอบมาก

เขาคิดไปถึงการทำทริปไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติด้านนอกโรงแรม โปรแกรมที่ผมชอบที่สุดคือ การเดินป่าแบบครึ่งวันครึ่งคืน ศึกษาธรรมชาติทั้งกลางวันและกลางคืน แล้วกลับมาค้างที่โรงแรม

นางอาย

ชาวคณะมาพร้อมแล้ว ทุกคนได้รับแจกไฟฉาย คนที่มานำชมเป็นพนักงานจากแผนกต่าง ๆ ที่ชอบเรื่องนี้เลยอาสามาทำ ทั้งดูนกตอนเช้าและส่องสัตว์ตอนค่ำ ทุกคนผ่านการอบรมจาก Love Wildlife มาเรียบร้อย หัวหน้าทัวร์ของเราเป็นแม่บ้าน เขาออกตัวหลายรอบว่า ไม่ได้รู้เรื่องสัตว์มากนัก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผม เพราะเขาพาพวกเราเดินเหมือนพาเที่ยวบ้าน เขารู้สึกว่าโรงแรมแห่งนี้คือบ้านของเขา และสัตว์ในโรงแรมก็เหมือนสัตว์เลี้ยงเพื่อนรัก

เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ตที่เขาหลัก พังงา ดูแลต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติจนมีสัตว์ 150 ชนิด และเป็นแหล่งวิจัยนางอาย

เราเดินจากริมสนามหญ้าริมหาดย้อนขึ้นไปทางล็อบบี้ด้านบน ระหว่างทางก็ส่องไฟไล่หานางอายทีละต้น จะบอกแบบนั้นก็ไม่ถูก เพราะพี่แม่บ้านพอจะรู้ว่า โดยปกตินางอายอยู่ที่ต้นไหน และต้นไหนไม่น่าจะเจอ รู้แม้กระทั่งเมื่อวานเจอตัวไหนที่ต้นไหน

หลังจากวนหานางอายทั่วโรงแรม ก็เดินกลับไปดูนกหลับใกล้ ๆ ร้านอาหาร แล้วลงหาดไปดูปูเสฉวน ปิดท้ายด้วยดูจักจั่นลอกคราบที่ต้นสนริมหาด ซึ่งพิเศษตรงที่เราจะได้เห็นตัวของมันด้วย ไม่ได้มีแค่คราบ

เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ตที่เขาหลัก พังงา ดูแลต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติจนมีสัตว์ 150 ชนิด และเป็นแหล่งวิจัยนางอาย
เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ตที่เขาหลัก พังงา ดูแลต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติจนมีสัตว์ 150 ชนิด และเป็นแหล่งวิจัยนางอาย

เราเดินมาครึ่งทาง และยังไม่เจอนางอาย พี่แม่บ้านดูกดดันมาก เพราะรอบนี้มีทั้งเจ้านาย เพื่อนเจ้านายจากต่างประเทศ และแขกจากกรุงเทพฯ ที่ตั้งใจมาดูนางอายโดยเฉพาะ

ผมไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรเลยที่ยังไม่เจอนางอาย เพราะบรรยากาศรอบตัวตอนนี้ดีมาก ได้เดินเงียบ ๆ ท่ามกลางธรรมชาติแบบแสงสลัว ๆ ฟังพนักงานโรงแรมเล่าว่า เขาผูกพันกับสัตว์ในโรงแรมยังไง เป็นเนื้อหาที่ไม่เหมือนฟังจากนักวิชาการหรือผู้พิทักษ์ป่า

ความรู้หาที่ไหนก็ได้ แต่ความรู้สึกนี่สิหาฟังยาก

การได้เดินใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมากมาย ไม่ว่าเราจะเห็นหรือไม่ก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ แต่รายล้อมไปด้วยคนที่ให้คุณค่าในสิ่งเดียวกัน มันอาจจะหายากพอ ๆ กับนางอาย

ตอนนี้การเจอนางอายหรือไม่ ไม่ได้สำคัญสำหรับผมเลย เพราะผมได้สัมผัสสิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้กัน

นั่นทำให้ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมถึงมีนักท่องเที่ยวมากมายเดินทางข้ามโลกกลับมาที่นี่ทุกปี

เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ตที่เขาหลัก พังงา ดูแลต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติจนมีสัตว์ 150 ชนิด และเป็นแหล่งวิจัยนางอาย
Khaolak Merlin รีสอร์ตที่เขาหลัก พังงา ดูแลต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติจนมีสัตว์ 150 ชนิด และเป็นแหล่งวิจัยนางอาย
ขอบคุณภาพจาก Khaolak Merlin Resort

Khaolak Merlin Resort

ที่ตั้ง : 7 ถนนเพชรเกษม ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา (แผนที่)

โทรศัพท์ : 0 7642 8300

Facebook : Khaolak Merlin Resort

เว็บไซต์ : www.merlinkhaolak.com

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load