กิ๊ง-ธนิสรา เรืองเดช พาเรามานั่งรอที่โซฟารับแขก แดดส่องจากด้านนอกผ่านกระจกใสของออฟฟิศชั้น 6 บอกเวลาบ่ายคล้อยเย็น วันนี้เรามาอยู่ที่ Punch Up Studio ออฟฟิศเล็ก ๆ ในย่านบางรักที่ตอนนี้ทุกคนกำลังขะมักเขม้นกับการทำงาน ใช้เวลารอไม่นานกิ๊งก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับ ฝ้าย-ภัทชา ด้วงกลัด ในชุดสบาย ๆ ด้วยเสื้อยืดที่สกรีนชื่อทีม ‘Punch Up’

กิ๊งและฝ้าย คือสองผู้ก่อตั้งทีมนักเล่าเรื่องด้วยข้อมูล หรือ Data Storyteller โลกปัจจุบันที่สื่อออนไลน์มีบทบาทต่อชีวิตคนในสังคม และผู้คนก็รับข้อมูลข่าวสารปริมาณทุกวัน ทำให้เข้าใจแก่นของสารแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องสังคม เศรษฐกิจและการเมือง Punch Up จึงอยากลุกขึ้นมาจัดระเบียบข้อมูล แล้วนำสารเหล่านั้นมาสร้างเป็นเรื่องราวให้เข้าใจและเข้าถึงง่าย เพื่อให้คนในสังคมได้ติดอาวุธทางข้อมูล แล้วนำอาวุธเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ต่อทั้งกับตัวเองและเป็นกระบอกเสียงในระดับสังคมได้

การสื่อสารด้วยข้อมูลจะสร้างสังคมดีได้อย่างไรพวกเธอมีคำตอบ

Punch Up กลุ่มแก้ปัญหาสังคมมุมใหม่ด้วย Data Storytelling ตั้งแต่การจราจร ถึงรัฐสภา

We – Build Up

กิ๊งและฝ้ายต่างใช้ชีวิตบนเส้นทางสายสื่อเหมือนกัน กิ๊งเคยทำนิตยสารแล้วขยับเข้ามาทำสื่อออนไลน์ที่ The MATTER และ Salmon ส่วนฝ้ายเคยทำสื่อโทรทัศน์ ก่อนเปลี่ยนมาทำสื่อออนไลน์ที่ The101.world และย้ายมาร่วมงานกับกิ๊งที่ Salmon

ตอนอยู่ Salmon ช่วงปลาย พ.ศ. 2561 พวกเธอร่วมกันทำโปรเจกต์ ELECT สื่อสารข้อมูลผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อมูลพรรคการเมือง พัฒนาการประชาธิปไตย และการเลือกตั้งของไทย เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สังคมก่อนเลือกตั้งจริงในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เพราะสังคมไทยห่างเหินการเลือกตั้งมานาน และการเลือกตั้งมีความซับซ้อน รวมไปถึงมีผู้สมัครหน้าใหม่ พรรคการเมืองใหม่ ถ้าทุกคนมีความเข้าใจก็จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

กิ๊งเล่าว่าพวกเธอทำงานร่วมกับ Boonmee Lab ทีมเล็ก ๆ ที่อยากเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัวด้วยข้อมูล ผ่านการทำ Data Visualization และ Data Journalism

“มันเป็นงานที่ทำแบบอาสาสมัคร มีหลายกลุ่มมาช่วยกันทำ พอเลือกตั้งผ่านไป เราพบว่าไอเดียนี้ดี ช่วงนั้นมีคนเข้ามาใช้งานและมาแชร์ข้อมูลเยอะมาก เราเลยเห็นว่านี่คือโอกาสที่ยังไม่มีคนทำในประเทศไทย ก็เลยลองชวนกันทำประเด็นอื่น”

การนำข้อมูลมาทำเป็นเรื่องราวให้เข้าใจง่ายด้วย Data Visualization เป็นสิ่งที่ยังใหม่สำหรับเมืองไทย

“ก็ไม่มีอุปสรรคอะไรนะ” ฝ้ายตอบพร้อมเสียงหัวเราะ จะบอกว่าไม่มีอุปสรรคเลยก็คงไม่ใช่ เพียงแต่เธอมีประสบการณ์จากการทำ ELECT มาก่อน จึงเห็นระบบและแนวทางของการทำงานกับข้อมูล ดังนั้น การเริ่มต้น Punch Up จึงไม่ใช่เรื่องยากนัก

“การทำงานในปีแรกคือทดลอง ทั้งประเด็น ข้อมูล เทคนิค วิธีการทำงาน รวมถึงการก่อตั้งทีมด้วย ยังมีพื้นที่ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย”

แน่นอนว่าการเริ่มต้นของ Punch Up แม้จะไม่มีอุปสรรคที่ยากลำบาก แต่ทุกคนในทีมต้องเรียนรู้และเริ่มสิ่งใหม่ไปพร้อมกัน จากพื้นของตัวเองที่มีอยู่ในสาขาที่แตกต่างกันไป

ส่วนกิ๊งพบกับคำถามที่อยากก้าวข้ามมันไปให้ได้ เพื่อส่งต่อข้อมูลแก่สังคม

“พอต้องทำงานกับข้อมูลเยอะ ๆ ก็มีคำถามว่า จะมีสิ่งที่เราอยากได้ไหม เราจะได้สิ่งนั้นมาได้อย่างไร แล้วจะจัดการอย่างไรดี”

Punch Up กลุ่มแก้ปัญหาสังคมมุมใหม่ด้วย Data Storytelling ตั้งแต่การจราจร ถึงรัฐสภา
Punch Up กลุ่มแก้ปัญหาสังคมมุมใหม่ด้วย Data Storytelling ตั้งแต่การจราจร ถึงรัฐสภา

We – Change Up

ฝ้ายให้สถานะ Punch Up เป็นสตูดิโอคล้ายกับ Production House ทำงานกับพันธมิตรและลูกค้า แต่ไม่ได้ทำงานในเชิงการค้ามากเกินไป เพราะงานที่จะผลิตออกมา ทั้งทีมต้องเห็นร่วมกันว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจและให้ประโยชน์บางอย่างแก่คนในสังคม

ฝ้ายเล่าถึงแก่นในการเลือกทำงานว่า “ทีมสนใจเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ซึ่งกว้างมาก แก่นคือเราต้องคิดว่ามันมีคุณค่ามากพอที่จะลงแรงกับสิ่งนี้ ถ้าเป็นประเด็นที่มีความหมายกับคนในสังคม เราก็จะชวนมาทำด้วยกัน”

กิ๊งเสริมว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีงานส่วน WeVis ที่อยากให้เป็น Non-commercial ภายใต้แนวคิด Data for Democracy

“WeVis ย่อมาจาก We visualize data for democracy เราอยากทำข้อมูลที่ทำให้ความเป็นประชาธิปไตยในประเทศนี้เพิ่มขึ้น อย่างเรื่องสิทธิมนุษยชน กฎหมาย งบประมาณ ใช้ข้อมูลในอีกแบบคือเป็นข้อมูล Civic Technology หรือเทคโนโลยีภาคประชาชน นำ Open Data มาใช้กับเทคโนโลยี เพื่อสร้างเครื่องมือสื่อสารที่คนมีส่วนร่วมพูดคุย ตั้งคำถามต่อ และเอาไปพัฒนาได้” เธอย้ำว่าการสร้างบทสนทนาในสังคมเป็นความตั้งใจและจุดประสงค์ของ Punch Up

ผลงานตลอดระยะเวลา 3 ปีของ Punch Up มีจำนวนกว่า 50 ชิ้น งานแต่ละชิ้นมีทั้งประเด็นเก่าที่คนเคยพูดถึงแต่ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลที่ชัดเจนหรือสร้างความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ และประเด็นใหม่ที่สังคมกำลังมองหาข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์

หลังจบงาน ELECT พวกเขาเห็นว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้งเสร็จแล้วทุกอย่างก็จบไป พวกเขาจึงคิดโปรเจกต์ They Work For Us ขึ้นมา โดยได้แรงบันดาลใจจาก They Work For You ของประเทศอังกฤษที่ได้ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว สิ่งที่เขาทำคือ การรายงานผลการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมือง เพื่อให้ประชาชนได้ติดตามผลงานจากนักการเมืองและพรรคที่ตัวเองลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไป

They Work For Us เป็นการรายงานผลการทำงานหลังเลือกตั้ ของนักการเมืองและพรรคการเมือง ประชาชนทุกคนติดตามผลงานเหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากข้อมูลสรุปผลโหวตในการประชุมสภาและตรวจสอบนักการเมืองที่เข้า-ออกการการประชุมสภาแต่ละครั้งได้

“คำว่า They หมายถึง Member of Parliament คือคนที่อยู่ในสภาทั้งหลาย เช่นนักการเมืองที่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นการแสดงข้อมูลให้เห็นพวกเขาทำอะไรให้พวกเราบ้าง พอเลือกตั้งเสร็จ คนชอบมองว่าก็แค่รอเลือกตั้งใหม่ แต่เราในฐานะประชาชน มีสิทธิ์ส่งเสียงได้ว่า บางอย่างไม่ตรงตามที่เขาเคยบอกไว้ก่อนเลือกตั้งเลย ทำไมวันหนึ่งพวกเขากลายเป็นงูเห่า”

กิ๊งอธิบายต่อว่าชิ้นเป็นงานที่วางแบบและแผนการทำงานไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2562 แต่ปัจจุบันทั้งทีมก็ยังคอยอัปเดตข้อมูลให้ประชาชนติดตาม

“เราเห็นว่านักการเมืองเข้าออกสภาบ่อยยิ่งกว่า 7-Eleven เดี๋ยวคนนั้นออก เดี๋ยวคนนี้หาย ปีที่แล้วมีคนเข้ามาใช้งานเกือบ 2 แสน User แปลว่ามันเป็นสิ่งที่รัฐสภาควรทำ เพื่อรายงานผลประกอบการของตัวเอง เอาข้อมูลมาเปิดให้ทุกคนดู แต่ไม่เป็นไร ถ้าคุณไม่ทำ เดี๋ยวเราทำให้”

นักสื่อสารข้อมูลผู้เชื่อว่าเราเปลี่ยนประเทศได้ด้วยการนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจ ตั้งแต่เรื่องบนท้องถนนถึงในรัฐสภา

การทำงานในโปรเจกต์นี้สำหรับกิ๊งถือว่ายากพอสมควร เพราะต้องขอเอกสารจากรัฐสภา มีทั้งข้อมูลในรูปแบบ PDF และเอกสารแบบที่เขียนด้วยลายมือ การคัดเลือกและคัดลอกข้อมูลต้องใช้ทั้งพลังงานและเวลามหาศาล

ฝ้ายเสริมต่อเรื่องข้อมูลว่า ทีมได้เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาช่วยกรอกข้อมูลด้วย ซึ่งมีคนสนใจและเข้ามาช่วยแชร์ข้อมูลเยอะอย่างคาดไม่ถึง

“ทำให้เห็นว่าคนไทยกระหายข้อมูลและอยากมีส่วนร่วมในการสร้างข้อมูล การที่รัฐไม่มีข้อมูลให้ ไม่ได้แปลว่าประชาชนไม่ต้องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้น”

หลักจาก They Work For Us ใน พ.ศ. 2562 พวกเขาเริ่มทำงานกับกลุ่มอื่น ๆ มากขึ้น อย่าง ‘Cyberbulling’ ที่ทำร่วมกับ dtac ในปี 2563 โดยยกประเด็นเรื่อง การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์มาให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ลองถาม-ตอบ ทั้งในฐานะที่ตัวเองเคยเป็นเหยื่อ หรือในฐานะที่เคยเป็นผู้กระทำ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและสร้างความเข้าใจมากขึ้นว่า สังคมไทยมีการกลั่นแกล้งกันเรื่องแบบไหนบ้าง มีเหยื่ออยู่ในช่วงวัยใด หรือผู้กระทำการกลั่นแกล้งมักมีความสัมพันธ์ไหนกับเหยื่อ

พ.ศ.​ 2564 Punch Up ได้ร่วมงานกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในโครงการ โชคดี…ที่ได้เกิดเป็นคนไทย?’ พูดถึงปัญหาเรื่องเงินอุดหนุนเด็กเล็ก เพราะน้อยคนจะรู้ว่าคนไทยไม่มีสวัสดิการของเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน ขณะที่กลุ่มช่วงวัยอื่นในประเทศไทยได้รับสวัสดิการอุดหนุน และความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้หลายครอบครัวเดือดร้อนในการประคับประคองชีวิตให้อยู่รอด ฝ้ายเล่าว่า ถ้าเธอไม่ได้ทำโปรเจกต์นี้ เธอเองก็คงไม่ทราบเช่นกันว่าวัยเด็กเล็กไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐ

“ประเทศนี้ไม่มีสวัสดิการที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตรอดพ้นในช่วงวัยนี้ได้ งานนี้จึงอยากผลักดันนโยบายว่าวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน เด็กทุกคนควรได้ 600 บาทถ้วนหน้าต่อเดือน อย่างน้อยก็เอาไว้ซื้อนม ซื้อของ ซึ่งต้องสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ด้วย สำหรับทีมเรามันท้าทายมาก เพราะคนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่อยากมีและไม่คิดจะมีลูก เราต้องมาคิดว่าทำยังไงเขาจะสนใจเรื่องสวัสดิการเด็กเล็ก”

เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในงานชิ้นนี้ พวกเขาต้องสร้างข้อมูลที่สร้างสรรค์และเข้าใจง่าย การออกแบบ Data Visualization จึงออกมาเป็นรูปแบบที่ให้ผู้เข้าใช้เว็บไซต์เสี่ยงเซียมซี เพื่อเปรียบเปรยว่าชีวิตเลือกเกิดไม่ได้และความเหลื่อมล้ำมีตั้งแต่วัยแรกเกิด ต้องเสี่ยงดวงว่าชีวิตในวัยแรกเกิดจะต้องไปตกอยู่ในครอบครัวแบบไหน แล้วหลังจากนั้นชีวิตวัยแรกเกิดที่อยู่กับครอบครัวนั้นจะต้องเจอกับสิ่งใดบ้าง เป็นการจุดประเด็นชวนให้คนคิดและตั้งคำถามต่อ

Punch Up ยังมีงานที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองอย่าง ‘What’s On Shelf’ งานเชิง Culture Data เกิดจากการอยากลองคิดนอกกรอบของทั้งทีม โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือในช่วงปี 2020 – 2021 ว่า มีแนวทางหรือคาแรกเตอร์อย่างไร หนังสือขายดีในแต่ละร้านเป็นหนังสือประเภทไหน หนังสือที่ผู้คนมักอ่านในช่วงปีนั้นคือประเภทใดบ้าง เป็นงานที่กิ๊งอยากให้คนได้เห็นว่า Punch Up ไม่ได้ทำแค่เรื่องการเมืองหรือสังคม

“ชิ้นนี้เป็นงานที่หลายคนไม่ค่อยทำ เพราะอาจจะไม่ใช่ปัญหาของใคร แต่พอทำออกมาแล้ว เราเห็นแนวโน้มบางอย่างที่อาจจะดีต่อคนในวงการหนังสือในอนาคต เห็นว่าหนังสือไทยจะกองไปทางไหน เรามองว่างาน Culture Data ข้อมูลไม่ต้องซีเรียสก็ได้ เพราะเราถูกมองว่าทำแต่เรื่องหนัก ๆ เท่านั้น แต่เราอยากทำเนื้อหาทั้งเรื่องหนักเรื่องเบา”

งานล่าสุดที่คนพูดถึงมากในปีนี้ คือ ‘Better Road Better Life’ ซึ่งทำร่วมกับสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future) เสนอถึงความปลอดภัยและอุบัติเหตุบนท้องถนน พร้อมเสนอทางแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุเหล่านั้น ซึ่งคนไทยมักเคยชินกับวิธีแก้ปัญหาโดยการรณรงค์เมาไม่ขับ โทรไม่ขับ แชตไม่ขับ หรือ 7 วันอันตราย มักพุ่งประเด็นไปที่ความประมาทของคน ด้วยเหตุผลว่าคนในสังคมมีความประมาทขณะใช้รถ อุบัติเหตุบนท้องถนนจึงเกิดขึ้น แต่กิ๊งให้ความเห็นและมองในอีกมุมที่ต่างออกไป

“คนมักคิดว่าเพราะประมาทก็เลยเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ความประมาทมีผลจริง แต่มันยังมีอีกมิติอื่นอีก Thailand Future มีผลการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า จริง ๆ แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างสาธารณูปโภคบนท้องถนน เช่น ทางม้าลายอยู่ถูกที่ไหม อุโมงค์อยู่ผิดที่หรือเปล่า สัญญาณไฟจราจร ป้ายเตือนต่าง ๆ หรือโค้งองศาของสะพานทำให้รถลื่นได้ง่ายหรือไม่ รวมถึงกฎกติกาที่ใช้ควบคุมดูแลได้จริง ๆ เหรอ แล้วการรณรงค์เมาไม่ขับแค่เฉพาะเทศกาลสงกรานต์กับปีใหม่ มันได้ผลจริงไหม เราก็ยังเชื่อว่าการไม่ประมาทก็ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่เรามีความเชื่ออีกอย่างว่า คนเรามีสิทธิ์ผิดพลาดได้ Machine Error ยังมีเลย แล้วทำไม Human Error ทำไมจะมีไม่ได้”

Punch Up นำข้อมูลของ Thailand Future มาทำเป็น Visualization เพื่อให้เห็นว่าจุดที่เคยเกิดอุบัติเหตุช่วงวันหยุดประจำปี ถ้ามาศึกษาจุดนั้นในช่วงวันธรรมดาจะยังมีอุบัติเหตุอยู่หรือไม่ แล้วก็พบว่าอุบัติเหตุยังคงเกิดซ้ำอยู่ที่เดิม หากปักหมุดอุบัติเหตุคล้ายกับการหมุดบน GPS จะเห็นว่าหมุดสีแดงเหล่านั้นรวมใจกันไปปักที่เดียวกันซ้ำ ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

“เราสรุปมันออกมา แล้วก็ทำให้คนแชร์ไปถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นของตัวเอง ให้บอกเขาว่าหยุดเถอะ ต่อไปไม่ต้องผูกผ้า 7 สีหรือตั้งต้นไทร แต่ลองออกกติกา เปลี่ยนรูปแบบท้องถนนให้ดีขึ้นดีกว่า

“งานนี้เพิ่งทำเสร็จต้นปี แล้วก็มีวาระให้เห็นกันพอดีคือเรื่องของคุณหมอกระต่าย ประเด็นนี้เลยร้อนขึ้นมา ซึ่งมันไม่ควรร้อนขึ้นเพราะใครเสียชีวิต แต่มันควรร้อนทุกวัน เพราะคนเสียชีวิตมีแทบทุกวัน งานนี้ทำให้เรามีบทสนทนากับเรื่องเดิม ๆ ที่เคยพูดถึงพฤติกรรมของคน เมื่อมีปัญหามักแก้ด้วยความเชื่อก่อน แต่ไม่ตั้งคำถามกับสิ่งที่ป้องกันได้”

นักสื่อสารข้อมูลผู้เชื่อว่าเราเปลี่ยนประเทศได้ด้วยการนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจ ตั้งแต่เรื่องบนท้องถนนถึงในรัฐสภา

We – Don’t give up

เราคุยกันจนน้ำที่เคยปริ่มแก้วลดระดับลงเหลือครึ่งหนึ่ง งานเปี่ยมคุณภาพทั้ง 5 ชิ้น ทำให้เห็นว่าทุกงานผ่านการคิดมาอย่างดี เพื่อส่งต่อสารให้ไปถึงและสร้างบทสนทนากับคนในสังคม สิ่งเหล่านั้นย่อมแลกมาด้วยแรงกายแรงใจ

กิ๊งเล่าว่าสิ่งที่ช่วยเติมเต็ม Punch Up จากความเหนื่อยล้าเหล่านั้น คือการที่มีคนเข้ามาใช้งานจริงอย่างมหาศาล นั่นแปลว่างานของพวกเธอช่วยแก้ปัญหาให้คนอื่นและเขานำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ต่อได้

“เวลาคนพูดถึงเรา ว่าเราทำให้ข้อมูลที่มีอยู่เข้าใจง่ายขึ้นและเขาเอาข้อมูลนี้ไปคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง เกิดบทสนทนาที่เข้าใจกันบนพื้นฐานเหตุผล เรารู้สึกว่าเป็นฟีดแบ็กที่ดีมาก”

การทำข้อมูลให้ง่ายสำหรับ Punch Up ไม่ใช่การยกตัวเลขหรือสถิติมากมายมาใช้ ไม่มีกราฟที่เข้าถึงยาก แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลด้วยการคุยกันอย่างมีเหตุผล สร้างบทสนทนาถาม-ตอบ ที่เชื่อมต่อกับชีวิตจริงของผู้คน เสนอข้อมูลด้วยเหตุผลเพื่อสร้างความเข้าใจ และจุดประเด็นสนทนาใหม่ให้แก่สังคม นี่คือแก่นหลักของทีม Punch Up รวมถึงการทำให้โลกของวิชาการที่เต็มไปด้วยข้อมูลมีประโยชน์ เข้าถึงโลกของผู้อ่านได้ง่าย ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Data Storytelling พวกเธอเชื่อว่าหากผู้คนมีความเข้าใจถ่องแท้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาจะหยิบข้อมูลที่ได้ไตร่ตรองเหล่านั้นไปทำต่อ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการนำข้อมูลไปบอกต่อ หรือการออกไปเรียกร้องด้วยตัวเองก็ทำได้ กิ๊งทิ้งทวนถึงสิ่งที่อยากให้สังคมได้รับจากการโลกของข้อมูลที่พวกเธอทำ

“เราทำให้คนตั้งคำถามมากขึ้น แทนที่บางเรื่อง เมื่อเขารู้แล้วอาจจะจบทุกอย่างด้วยจุดฟูลสต็อป แต่ถ้าได้ดูงานของ Punch Up คุณจะกลับไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เราจะรู้จักเหลือพื้นที่ไว้สำหรับการตั้งคำถามเสมอ การอยู่กับข้อมูลมันสอนเราให้เป็นแบบนั้น เพราะข้อมูลที่เยอะ ก็อาจไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด”

“คนมักคิดว่างานของเรา ทำให้ใครสักคนต้องออกมาทำอะไรบางอย่าง หรือต้องเป็นเดือดเป็นร้อน แต่เราคิดว่า เราเป็นแค่ก้อนสารตั้งต้นที่มีเนื้อหา มีข้อมูลใส่มือให้คนได้ถือไปพูดต่อ สุดท้ายแล้วเรายังต้องการเครื่องขยายเสียงอย่างคนในสังคมอยู่ดี

“อีกแง่หนึ่งคือเราอยากทำให้คนเข้าใจและรู้สึกว่า ข้อมูลบางอย่างมันไม่ได้สูงส่งเลยสักนิด อีกสิ่งที่เราสร้างอิมแพคได้ คือการทำให้ข้อมูลสำหรับใครบางคน ไม่เป็นข้อมูลสูงส่งไกลตัวสำหรับใครหลาย ๆ คนอีกต่อไป”

นักสื่อสารข้อมูลผู้เชื่อว่าเราเปลี่ยนประเทศได้ด้วยการนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจ ตั้งแต่เรื่องบนท้องถนนถึงในรัฐสภา

Writer

Avatar

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load