เวลาเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก หมาแมวบาดเจ็บ และอีกหลายกรณีที่น่าเห็นใจ สิ่งแรกที่เกิดกับคนส่วนใหญ่คือ อยากจะช่วย แต่หลายครั้งที่ความอยากนั้นไม่ได้กลายเป็นการลงมือทำสักที

สาเหตุหลักข้อหนึ่งคือ คนจำนวนมากเคยชินกับการเดินทางไปมอบเงินหรือของด้วยตัวเองที่มูลนิธิ เพราะกลัวโดนมิจฉาชีพหลอก สุดท้ายก็รอหาเวลาว่าง รอไปรอมาจนไม่ได้ช่วยสักที

ปันบุญ คือเว็บไซต์ที่ธนาคารทหารไทย หรือ TMB จัดทำขึ้น เพื่อเป็นช่องทางที่น่าเชื่อถือให้เราบริจาคเงินแบบง่ายๆ ให้องค์กรการกุศลกว่า 70 แห่ง

วิธีทำหนังโฆษณา ปันบุญ เว็บบริจาคเงิน ด้วยงบ 0 บาทโดยไม่มีสตอรี่บอร์ด ไม่ถ่ายทำ แค่กดบริจาคเงิน

ในการจะสื่อสารให้คนทั่วไปรับรู้ถึงช่องทางนี้ TMB จึงชวนเอเจนซี่โฆษณาอย่าง ‘ชูใจ กะ กัลยาณมิตร’ มาช่วย จนเกิดเป็นแคมเปญ #PunboonForChange เพื่อบอกให้พี่น้องชาวไทยเห็นว่าการช่วยเหลือทุกความยากลำบากนั้นทำได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอวันว่างหรือวันพิเศษ ขอแค่คุณกล้าเปลี่ยน

จะทำยังไงให้หนังโฆษณางบประมาณ 2,220,000 บาท เรื่องนี้ ก่อให้เกิดการบริจาคเงินผ่านปันบุญมากกว่างบที่ลงไป

ชูใจฯ ตัดสินใจเอาเงินทั้งหมดที่ได้รับบริจาคให้ปันบุญ แล้วทำหนังโฆษณาราคา 0 บาท ดังนั้น แค่มีคนทั่วไปเห็นหนังโฆษณาเรื่องนี้แล้วกดบริจาคเงิน พวกเขาก็ทำสำเร็จแล้ว

แล้วเขาจะทำหนังโฆษณาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ยังไง ลองดูหนังโฆษณาเรื่องนี้ แล้วไปฟังเบื้องหลังวิธีคิดกัน

นี่คือหนังโฆษณาที่ทำด้วยงบประมาณ 0 บาท เพราะเงินค่าจ้างทั้งหมดที่ได้รับมา ได้ถูกเอาไปใช้กับ…. ร่วมเปลี่ยนแปลงและสร้างสังคมในแบบที่เราเชื่อเพิ่มเติมคลิก www.punboon.org#ปันบุญ #PunboonByTMB#PunboonForChange #TMBMakeTHEDifference

Posted by TMB on Monday, October 28, 2019

เมื่อธนาคารอยากช่วยสังคม

ปันบุญไม่ใช่แค่เว็บไซต์ที่มีมูลนิธิให้คนเลือกบริจาคอย่างเดียว แต่เป็น Total Foundation Solution ที่ช่วยมูลนิธิ ที่มีกำลังคนน้อยและมีปัญหาเรื่องการระดมทุน ให้มีระบบจัดการเอกสาร และการบริหารรายรับ-รายจ่ายดีขึ้น เพราะสิ่งที่ TMB มองเห็น คือมูลนิธิเหล่านั้นไม่ได้ถูกรับการช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมไม่แพ้องค์กรใหญ่ๆ”

คุณพรรณวลัย อินทราพิเชฐ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริหารการตลาดลูกค้าธุรกิจ ของ TMB พูดถึงเว็บไซต์การกุศลที่เกิดขึ้นจากมือของธนาคาร 

คุณพรรณวลัย อินทราพิเชฐ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริหารการตลาดลูกค้าธุรกิจ ของ TMB

TMB ยึดหลักการเปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น โดย TMB มองว่าองค์กรการกุศลจำนวนมากที่ทำหน้าที่สร้างความการเปลี่ยนแปลง ผู้เป็นตัวแทนของผู้คนเข้าไปช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก กำลังมีปัญหาด้านการระดมทุน ซึ่งไม่ค่อยมีคนเข้ามาช่วยเหลือ TMB จึงสร้าง ‘ปันบุญ’ ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ 

ในหน้าเว็บไซต์ punboon.org แบ่งองค์กรการกุศลกว่า 70 องค์กรออกเป็นหมวดหมู่ตามงานที่ทำ เช่น เด็ก สตรี การศึกษา ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้บริโภค โบราณสถาน รวมไปถึงสัตว์ป่าและธรรมชาติ มีการให้ข้อมูลของทุกองค์กรพร้อมช่องทางการบริจาค โดยที่องค์กรต่างๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

วิธีทำหนังโฆษณา ปันบุญ เว็บบริจาคเงิน ด้วยงบ 0 บาทโดยไม่มีสตอรี่บอร์ด ไม่ถ่ายทำ แค่กดบริจาคเงิน

การบริจาคก็ทำได้ง่ายและหลายช่องทาง เช่น กดโอนเงินผ่านระบบ E-banking ของทุกธนาคารในโทรศัพท์มือถือ หรือจะใช้การสแกน QR Code ก็ได้ แล้วก็ยังทำได้ผ่านการใช้บัตรเครดิตและ Rabbit LINE Pay เรียกว่าพร้อมบริจาคได้ทุกที่ทุกเวลา

คุณพรรณวลัยเล่าว่า “เงินทุกบาทที่เราบริจาคจะถูกส่งตรงสู่มูลนิธิ ซึ่งรับประกันความน่าเชื่อถือด้วยชื่อเสียงของธนาคาร TMB เราเข้าเว็บไปบริจาคได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอวาระสำคัญใดๆ บางวันตื่นมาอยากทำบุญก็เข้าไปโอนเงินร้อยสองร้อยบาทก็ได้ เราอยากให้คนไทยรู้จักและเปิดใจ ก็เลยชวนชูใจฯ เข้ามาช่วยสื่อสารเรื่องนี้”

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร

ชูใจฯ กะ ปันบุญ

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร คือครีเอทีฟเอเจนซี่ที่ปันบุญอยากเป็นกัลยาณมิตรด้วย

ถ้าไม่ใช่ชูใจฯ ก็จะไม่หากัลยาณมิตรอื่นมาช่วยเรื่องนี้

คุณพรรณวลัยเล่าว่า TMB อยากทำวิดีโอสักตัวที่แชร์ออกไปแล้วปันบุญจะเป็นที่รู้จัก เพื่อให้ทุกมูลนิธิในเว็บไซต์ได้รับเงินบริจาคมากขึ้น ชื่อแรกที่เธอนึกถึงคือ คุณเม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของชูใจฯ เพราะเขาให้ความสำคัญกับองค์กรสาธารณกุศล ทำผลงานด้านนี้มาหลายชิ้น และอยากช่วยคนยากลำบากเหมือนกัน

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร

เมื่อคนคอเดียวกันมาเจอกัน จึงเกิดโจทย์แรกที่ TMB มอบให้ชูใจฯ

“พี่มีเงินให้สองล้านสองแสนสองหมื่นบาท สิ่งที่พี่อยากได้คือ ทำยังไงก็ได้ให้มูลนิธิที่อยู่ในปันบุญทั้งหมดได้รับเงินบริจาค วิดีโอไม่ต้องเลิศหรูก็ได้ พี่มีงบเท่านี้ จะทำยังไงก็ได้” คุณพรรณวลัยเล่าถึงบรีฟแรก

เม้งหายไป 2 อาทิตย์ แล้วกลับมาพร้อมคำตอบที่ทำให้เธอมั่นใจว่าเลือกคนไม่ผิด เพราะเม้งเอาเงินทั้งหมดมาคืนแล้วบอกเธอว่า

“พี่มีเท่านี้ ผมก็มีให้พี่เท่านี้ พี่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคม งั้นผมขอเปลี่ยนก่อนเลย ผมไม่ทำหนังแล้ว ผมจะเอาเงินทั้งหมดนี้คืนให้ปันบุญ เพื่อจะบอกว่าการเปลี่ยนเริ่มต้นที่ตัวเรา เริ่มต้นที่เพื่อนพี่คนแรกก็คือผม”

ตีโจทย์ให้ขาด

เม้งคิดอะไรถึงขายงานแบบนั้นกลับไป จนทำให้คุณพรรณวลัยร้องว้าว

“ตอนแรกจะไม่ทำด้วย” เม้งหัวเราะ “เพราะมันยาก”

ยากตรงผลลัพธ์ที่ต้องทำให้มีคนบริจาคเยอะๆ เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าจะมีคนบริจาคมากกว่าเงิน 2,220,000 บาท ที่ลงไป ขนาดวิดีโอที่เคยทำดังจนดังเป็นไวรัล ยอดบริจาคยังได้ไม่ถึงเป้า ถ้าทำไปแล้วได้เงินกลับมาแค่ล้านเดียว จะทำไปทำไม

“ความจริงมันก็ตลกนะ เป้าหมายของเราคือ อยากทำประโยชน์ อยากช่วยมูลนิธิ แต่เราเอาเงินไปเสียกับค่าโปรดักชันเยอะกว่าคนที่เข้ามาบริจาค ผมก็นั่งคุยกับเพื่อนแบบกำปั้นทุบดินว่า กูเอาเงินสองล้านไปบริจาคคืนเขา เขายังได้เยอะกว่าทำหนังอีก”

เม้งเล่าวิธีคิดที่หลายคนมองว่าประหลาด แต่พวกเขามองว่าเป็นการทำบุญ ที่ผ่านมาชูใจฯ ทำบุญผ่านโครงการแบบนี้เสมอ เพราะอยากช่วยให้สังคมดีขึ้น แต่นี่ยังไม่ใช่ความคิดแรกที่เขาจะเสนอกับ TMB

ชูใจ กะ กัลยาณมิตร

ช่วงแรก เขานั่งระดมความคิดกับทีมว่า วิดีโอของปันบุญจะพูดกับสังคมแบบไหนให้คนอยากทำบุญ ทั้งคนที่ไม่มีโอกาสทำบุญ คนเมืองที่ยุ่งมาก หรือคนที่ชอบบ่นแต่ไม่ทำ เขาคิดแนวทางของหนังได้ 5 แบบ แต่สุดท้าย สงสัยว่ามันจะเวิร์กจริงหรือ เพราะจากประสบการณ์ที่เคยทำแคมเปญรับบริจาคเงิน ถึงจะได้ออกสื่อมากมาย แต่กลับได้เงินไม่มากนัก เขากลัวจะเกิดเหตุการณ์จะซ้ำรอยเดิม จึงเปลี่ยนแผน

“จากที่เราเคยทำหนังโฆษณามา เราอาจจะได้เงินบริจาคหรือไม่ได้ก็ได้ เราเลยคิดว่าจะทำยังไงดีให้มูลนิธิได้เงินจากเราแน่ๆ แบบไม่ต้องลุ้น เราก็เลยเลือกวิธีใหม่ เอาเงินทั้งหมดไปบริจาคให้ทุกองค์กร องค์กรละสามหมื่นบาท แต่เราก็ต้องรับผิดชอบกับลูกค้าด้วย เพราะถ้าบริจาคอย่างเดียวเขาคงงงว่าจะมาจ้างเราทำไม เราก็เลยทำหนังเหมือนเดิม แต่เป็นหนังที่ใช้งบโปรดักชันศูนย์บาท” เม้งเล่าถึงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

กระบวนการที่บ้าบิ่น แต่อิ่มใจ

เมื่อเสนอความคิดนี้กับ TMB แล้วผ่าน เม้งรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะถ้าเลือกทำหนังแล้วยังต้องหาเงินบริจาคให้ได้เกิน 2 ล้านบาท เขาคงเครียดมาก แต่ตอนนี้ยังไงยอดเงินบริจาคก็เกินแน่ๆ
เม้งเริ่มทำงานนี้เหมือนหนังโฆษณาทั่วไป คือโทรไปชวนผู้กำกับ (รอบนี้เป็น พี่ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง) โปรดิวเซอร์ คนทำเสียง ตากล้อง นักแสดง ฯลฯ แต่สิ่งที่ต่างไปคือเขาโทรไปบรีฟว่า 

 พี่ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง
วิธีทำหนังโฆษณา ปันบุญ เว็บบริจาคเงิน ด้วยงบ 0 บาทโดยไม่มีสตอรี่บอร์ด ไม่ถ่ายทำ แค่กดบริจาคเงิน

“ผมกำลังทำสิ่งนี้อยู่ อยากให้พี่ต้อมมากำกับให้หน่อย แต่วิธีกำกับของพี่ง่ายๆ เลย คือกดมือถือแล้วโอนเงินเข้ามูลนิธิ จบ เสร็จงาน งานพี่สั้นมาก ไม่กินแรงใคร”  

วิธีทำหนังโฆษณา ปันบุญ เว็บบริจาคเงิน ด้วยงบ 0 บาทโดยไม่มีสตอรี่บอร์ด ไม่ถ่ายทำ แค่กดบริจาคเงิน

เขาโทรไปชวนทุกคนด้วยประโยคลักษณะนี้ ไม่ว่าจะกี่คนก็ตอบตกลง เพราะไม่มีใครเสียเวลากับเรื่องนี้เลย คนวาดสตอรี่บอร์ดก็ไม่ต้องวาด ตากล้องก็ไม่ต้องถ่าย แถมได้ร่วมบุญจากเงินที่เป็นค่าตัวในส่วนของเขา เขาแบ่งค่าตัวจากงบประมาณที่ได้มาจ่ายให้แต่ละฝ่ายตามความเป็นจริง และให้ทีมงานเหล่านั้นโอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิในเว็บปันบุญตามที่แต่ละคนสนใจ บางคนโอนให้เรื่องเด็ก บางคนโอนให้คนพิการ หรือบางคนก็โอนให้หน่วยกู้ภัย (The Cloud ก็โอนให้มูลนิธิรักษ์ไทยกับโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ ในฐานะพื้นที่สื่อ) 

วิธีทำหนังโฆษณา ปันบุญ เว็บบริจาคเงิน ด้วยงบ 0 บาทโดยไม่มีสตอรี่บอร์ด ไม่ถ่ายทำ แค่กดบริจาคเงิน
วิธีทำหนังโฆษณา ปันบุญ เว็บบริจาคเงิน ด้วยงบ 0 บาทโดยไม่มีสตอรี่บอร์ด ไม่ถ่ายทำ แค่กดบริจาคเงิน

เม้งขอแวะไปหาทีมงานทุกคนเพื่อเอากล้องหรือโทรศัพท์มือถือไปถ่ายคลิปง่ายๆ ว่าพวกเขาโอนเงินจริงๆ นะ แล้วก็เอากลับมาตัดต่อด้วยโปรแกรมธรรมดาๆ จะได้ไม่เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม

วิธีทำหนังโฆษณา ปันบุญ เว็บบริจาคเงิน ด้วยงบ 0 บาทโดยไม่มีสตอรี่บอร์ด ไม่ถ่ายทำ แค่กดบริจาคเงิน

สังคมเปลี่ยนได้ แม้คุณไม่มีเวลา

เม้งพูดถึงสิ่งที่เขาได้รับจากงานนี้ว่า ไม่ใช่แค่ตัวเขาคนเดียวที่ได้ แต่ได้ทั้งออฟฟิศ เพราะทุกคนช่วยกันคิดช่วยกันทำได้ประโยชน์พร้อมกัน ถึงจะไม่ได้เงิน แต่ก็ไม่ได้เสียอะไร อย่างน้อยก็ได้ช่วยบริจาคเงินเป็นล้าน น่าจะทำให้สังคมดีขึ้นได้

วิธีทำหนังโฆษณา ปันบุญ เว็บบริจาคเงิน ด้วยงบ 0 บาทโดยไม่มีสตอรี่บอร์ด ไม่ถ่ายทำ แค่กดบริจาคเงิน

“ผมกลับมาคิดถึงความรู้สึกของวันแรกที่อยากช่วยเหลือมูลนิธิ แล้วถามตัวเองว่ามูลนิธิจะได้ประโยชน์จากงานที่เราทำจริงไหม จะเป็นหนังที่รับเงินแล้วคนก็ลืมมันไปอย่างนั้นหรอ การเอาเงินมาบริจาคแทนการทำหนังเห็นผลดีที่สุด ผมเลยไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่คิดว่าการทำแบบนี้ก็เหมือนได้ทำแทนเงินที่เรารอในอนาคตแล้ว ในฐานะนักโฆษณา ผมชอบบอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี บางครั้งคนที่ทำงานรณรงค์งดสูบบุหรี่ แต่คนทำงานจริงๆ บางคนอาจจะทำสูบบุหรี่ก็ได้ เพราะฉะนั้น ทีมงานทุกคนในชูใจฯ ก็ควรทำให้คนอื่นเห็นก่อนว่าเราบริจาคจริงๆ” เม้งทิ้งท้าย

ความตั้งใจที่ทางชูใจฯ และ TMB มีทำร่วมกัน คือต้องการให้คนเข้าไปร่วมบริจาคเงินเยอะๆ แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้อะไรจากตรงนั้น แต่คนที่ได้แน่ๆ คือมูลนิธิที่พร้อมจะช่วยเหลือทุกความยากลำบากในสังคม

เมื่อมีช่องทางดีๆ เป็นสะพานเชื่อมในการยื่นมือไปช่วยได้แล้ว แม้เวลาของแต่ละคนจะมีไม่เท่ากัน แต่เราเชื่อว่าทุกคนทำให้อีกหลายชีวิตมีความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

หรือคุณว่าไม่จริง


Creative Team : ชูใจ กะ กัลยาณมิตร 

ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

ปัณณวิชณ์ แซ่โง้ว 

อารัมภ์ ศรีสมาน

AE Team : ชูใจ กะ กัลยาณมิตร 

ณัฐวัฒน์ ขันโททอง

ภัทรภร ศรีถาวร

ภาพ : ชูใจ กะ กัลยาณมิตร

Writer

Avatar

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บนไทม์ไลน์มีกระแสชื่นชมความน่ารักและซาบซึ้งของหนังโฆษณา ‘Girlhattan’ ผลงานของพี่น้องตระกูลพูนพิริยะให้เราเห็นตลอดเวลา หนังโฆษณาของห้าง Emporium เรื่องนี้มี จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ เป็นนักแสดง และกำกับโดย บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ เนื้อหาว่าด้วยความสัมพันธ์ของพี่สาวกับน้องสาวที่อยู่ห่างกันคนละทวีป เล่าชีวิตประจำวันในเมืองนิวยอร์กผ่านภาพสวยๆ เนื้อเรื่องน่ารักกุ๊กกิ๊กสมกับความเป็นพี่น้องที่ตอนจบถึงกับทำให้เราน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของ -iSM Branded Entertainment Agency น้องใหม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องการนำเสนอแบรนด์ด้วยแนวทางที่แปลกใหม่และโดนใจผู้บริโภคผ่านสื่อ Entertainment

เราเลยชวนบาสและจูนจูน พี่น้องพูนพิริยะ มาเป็นตัวแทนพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานระหว่างพี่น้อง จนกลายเป็นชิ้นงานที่น่าประทับใจเช่นนี้

ก่อนจะเข้าเรื่อง เรามารับชมหนังเรื่องนี้เพื่อทบทวนกันอีกซักรอบ ติดทิชชู่สักแผ่นไว้ก็ดี เผื่อคุณอาจจะน้ำตาซึมแบบเราก็ได้

หนังโฆษณาแบบเล่าเรื่องราวชิ้นแรกของ Emporium

บาสเล่าถึงจุดเริ่มต้นของงานนี้ให้เราฟังว่า ห้าง Emporium ให้โจทย์มาว่า ต้องการทำเนื้อหาเพื่อเฉลิมฉลองความเป็น Emporium ภายใต้แคมเปญ RelationGifts ที่ห้าง Emporium ให้ความสำคัญและใส่ใจในทุกความสัมพันธ์ เพราะทุกความสัมพันธ์คือของขวัญที่มีค่าและน่าจดจำของชีวิต

โดยปกติแล้ว Emporium ทำแต่หนังแฟชั่นเท่านั้น ไม่เคยทำหนังโฆษณาในเชิงเล่าเรื่องแบบนี้มาก่อน ตอนแรกบาสยังไม่ได้รับปากเพราะช่วงเวลาทำงานบาสต้องเดินทางไปร่วมเทศกาลหนังที่นิวยอร์ก แต่ก็ได้ไอเดียเนื้อเรื่องนี้ขึ้นมาพอดี และโชคดีที่ลูกค้าเปิดกว้างมากให้ถ่ายทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในห้างเท่านั้น

Emporium พี่สาวคนโตของบ้าน

สิ่งที่ลูกค้าเล่าให้ทาง -iSM และบาสฟังแล้วทำให้รู้สึกสะดุดใจคือ ลูกค้าเปรียบเทียบห้างในเครือเป็นพี่น้องกัน “เขามองว่า Emporium เป็นพี่สาวคนโต EmQuartier เป็นน้องสาวคนกลาง แล้วกำลังจะมีน้องสาวคนเล็กมาใหม่ พอเปรียบเทียบเป็นคนแบบนี้แล้ว ก็ทำให้เห็นภาพและเข้าใจความรู้สึกพวกนั้นมากขึ้น ด้วยความที่เป็นพี่สาวคนโตที่เกิดก่อน โตก่อน เปรี้ยวก่อน แต่ทุกวันนี้นิ่งแล้ว มีความเป็นผู้หญิงอายุสามสิบกว่าที่เข้าใจชีวิต มีมาด มีความเป็น Emporium อยู่ ทำให้เราเห็นภาพของหนังแล้วเอามาตีโจทย์ต่อ”

พอลูกค้าเปรียบเทียบเป็นพี่สาวน้องสาว ทำให้ทางทีมเกิดความคิดที่จะเล่าเรื่องผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวกับน้องสาว และจุดเริ่มต้นนี้เองที่ทำให้บาสนึกถึงน้องสาวของตัวเอง และเห็นจุดร่วมระหว่างความพิเศษในความสัมพันธ์นี้กับความอบอุ่นที่ลูกค้าอยากให้คนรู้สึกกับห้างในแบบเดียวกัน ซึ่งน่านำมาพูดภายใต้โจทย์นี้ได้พอดี บาสเล่าให้ฟังต่ออีกว่า พอดีกับที่จูนจูนเคยไปฝึกงานด้านแฟชั่นเป็นเวลา 2 เดือนที่นิวยอร์ก ประสบการณ์ของจูนจูนในช่วงนั้นจึงน่าจะออกมาพอดีกับเนื้อเรื่องที่คิดเอาไว้

“ตอนนั้นไปส่งเขาที่นู่น เราก็เป็นห่วงเขานะ เลยอยากรู้ว่าในมุมของเขา การต้องอยู่คนเดียวรู้สึกยังไง ขมวดเป็นเรื่องราวคร่าวๆ แล้วส่งต่อให้จูนจูนช่วยดึงความเป็นตัวเองออกมาเพิ่มเติมลงไปในบท”

อีกบทบาทที่จูนจูนได้รับ

นี่คืองานที่บาสและจูนจูนทำงานร่วมกันเยอะมากกว่าปกติ (นอกเหนือจากการเป็นแค่นักแสดงและผู้กำกับ) บาสคิดว่าการให้จูนจูนมีส่วนร่วมในการเขียนบทพูดมากกว่าบทบาทของนักแสดงนำน่าจะทำให้งานออกมาจริงที่สุด และเป็นชีวิตของจูนจูนที่สุด

ฝั่งจูนจูนบอกว่าตอนแรกที่บาสยกหน้าที่นี้ให้ช่วย รู้สึกหนักใจพอสมควรเพราะเป็นเรื่องที่ส่วนตัวมาก แต่ก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าเล่าอยู่ พอมานั่งย้อนคิดดูแล้ว ก็พบว่ามันมีตู้ที่เก็บก้อนความรู้สึกอยู่นะ คือความพยายามจะอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่อยากรบกวนที่บ้าน แต่ภายใต้สิ่งนั้นก็คือ ฉันยังเป็นเด็กอยู่ ฉันต้องการการดูแล ฉันคิดถึงที่บ้านมากๆ แต่ก็แสดงออกมาไม่ได้”

ต้องใส่แบรนด์ลงไปตรงไหนบ้าง แค่ไหน ถึงจะพอดี

มีการปรึกษาลูกค้าอยู่ตลอดว่า อะไรเป็นจุดเด่นหรือว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับแบรนด์ได้บ้าง มีการประชุมกันและเลือกสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นตัวแทนของ Emporium ที่คนนึกถึงจริงๆ มาใส่ในหนัง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาการขึ้นลิฟต์ในห้าง ป้ายลดราคา ถาดและจานชามจากศูนย์อาหาร รวมไปถึงตะกร้าช้อปปิ้งเหล็กสีทองจาก Gourmet Market ที่ขนกันไปจริงๆ (ยกเว้นข้าวขาหมูที่เขาบอกว่าไม่ได้เอาไป ที่นู่นก็มีเหมือนกัน)

การเลือกใส่รายละเอียดให้พอดีและไม่ยัดเยียดแบรนด์จนดูได้เพลินขนาดนี้ บาสบอกว่า “ต้องงัดเอาทักษะในการทำหนังที่ตัวเองมีมาสนับสนุนความคิดหลักของเรื่องให้ได้ เหมือนทำหนังโฆษณา ทุกอย่าง ทุกชั่วขณะ ทุกวินาทีที่เราเล่าในหนัง จะนำมาสู่จุดจบตอนสุดท้ายของหนัง และกลับมาที่แท็กไลน์กับก๊อปปี้ด้วยเช่นกัน”

 

ไม่มองว่าหนังโฆษณาของห้างต้องถ่ายในห้างเท่านั้น

“สุดท้ายแล้วเราทำหนังโฆษณา มันไม่สามารถทำทุกอย่างเป็นหนังแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อยู่แล้ว ผมว่ามันเป็นการประนีประนอมกันและกันที่กำลังดี ในเวลาเดียวกัน มันมีโปรดักต์ผูกติดอยู่ ผมไม่ถนัดฝั่งแฟชั่น แต่ก็ไม่สามารถทำหนังเล่าเรื่องอย่างเดียว จนเสียเรื่องความเป็นแฟชั่นของทางแบรนด์ได้ ทุกอย่างต้องไม่มีฝั่งใดฝั่งหนึ่งที่ล้ำเส้นกันจนเสียความเป็นตัวเองทั้งสองอย่าง ถือว่ายากแต่ด้วยความเข้าใจกันทุกฝ่ายก็เลยผ่านไปได้ด้วยดี”

การรู้จักพื้นที่ก็ไม่ได้ช่วยให้การถ่ายทำง่ายขึ้น

การที่บาสเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์กถึง 7 ปี ไม่ได้ช่วยทำให้การถ่ายทำที่นั่นง่ายขึ้นแต่อย่างใด เพราะไม่ได้รู้จักใครเป็นพิเศษ รู้แค่ตรงนี้สวยเท่านั้น แต่โชคดีที่ได้รุ่นน้องที่รู้จักเพิ่งย้ายไปใช้ชีวิตที่นั่น เปิดโปรดักชันเฮาส์ชื่อ Whiteline Production House ค่อยสนับสนุนทีมงานไทยที่ไปถ่ายทำ ก่อนนี้ทางโปรดิวซ์เซอร์ของทีม Whiteline ก็เคยทำงานกับ หับ โห้ หิ้น มาก่อน

“เขามีทักษะความเก่งกล้าในการติดต่อกับทุกอย่าง ขอนู่นขอนี่ได้หมด ถ้าที่ไหนถ่ายไม่ได้ เขาก็จะช่วยหาที่คล้ายๆ กันให้แทน ถือว่าโชคดีมาก”

Good moments in a relationship are the gift of life.

กระบวนการทำงานเป็นในรูปแบบของการทำงานโฆษณาปกติ บาสมีโปรดักชันเฮาส์ของตัวเองชื่อ Houseton มารับผิดชอบในการพัฒนาเรื่องราว ส่วนทาง -iSM เป็นฝ่ายตีโจทย์ พัฒนาคอนเซปต์ และถ่ายทอดไอเดีย ให้สามารถสื่อสารได้ง่าย โดยปรึกษากันตลอดในทุกขั้นตอนของการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ

“ก๊อปปี้ในตอนจบ ‘Good moments in a relationship are the gift of life.’ ที่ทีมครีเอทีฟ คุณอู๊ด (นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์) คิดมา ก็สามารถช่วยสรุปสิ่งที่หนังต้องการสื่อให้รู้สึกและสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร ให้ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี”

หนังเรื่องนี้มีความแตกต่าง

บาสบอกกับเราว่าหนังเรื่องนี้เป็นเเนวเล่าเรื่องที่อยากให้ออกมาดูเรียบง่าย เส้นเรื่องต้องไม่มีความขัดแย้งอะไร เป็นเรื่องอารมณ์และมู้ดแอนด์โทนเล็กๆ ในชีวิตของมนุษย์ธรรมดาคนนึงมากกว่า

“สุดท้ายเราจะประคองช่วงเวลาเล็กๆ เหล่านั้น แล้วค่อยๆ สะสมไปเป็นจิ๊กซอว์ทางความรู้สึกในภาพใหญ่ตอนจบได้ยังไง นี่คือทิศทางในการทำหนังครับ แล้วหนังยังมีความเป็นแฟชั่นด้วย ซึ่งผมเป็นคนไม่ได้เรื่องเรื่องแฟชั่นเลย แต่ก็ได้ความช่วยเหลือจากลูกค้าที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องสไตล์ลิ่งให้ ผมก็เพิ่งเคยลองทำงานแนวนี้เหมือนกัน”

ในขณะที่จูนจูนบอกว่าหนังเรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องที่เฉพาะตัวเกินไป เหมือนเป็นแค่เรื่องความสัมพันธ์ของพี่สาวน้องสาว แต่เชื่อว่าเมื่อได้ดูหนังจนจบ ทุกคนน่าจะต้องมีคนที่เรารักและเคยอยู่ในจุดที่ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการคนดูแล ซึ่งน่าจะเชื่อมโยงได้กับทุกคน

“อันนี้แอบชมเฮียบาส รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นวิธีเล่าเรื่องกึ่งแฟชั่น กึ่งเรื่องราวที่เป็นงานโฆษณาของลูกค้าได้ฉลาดมาก ขนาดตอนที่เฮียบาสมาเล่าคอนเซปต์ทางหนังให้ฟัง เราฟังแล้วก็รู้สึกว่า เออว่ะ ยูไม่จำเป็นจะต้องบอกว่านี่เป็นแบรนด์นี้นะคะ เราเป็นแบบนี้นะคะ มันมีวิธีเล่าเรื่องที่ฉลาดกว่านั้น สื่อเมสเสจได้ ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความเป็นแบรนด์ที่เรากำลังนำเสนออยู่พร้อมกันได้ด้วย”

Emporium ได้อะไรจากหนังเรื่องนี้

จูนจูนบอกว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดูหรูหราและจับต้องได้ยากให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“Emporium มีลุค มีมาดบางอย่าง เป็นพี่สาวมาก หรูหรา เป็นผู้นำ ดูแพง ดูน่าเชื่อถือ แต่พอมาดูงานนี้ที่เฮียบาสกำกับ มันไม่ใช่แค่นั้น พอแทนว่าเป็นพี่สาว มันมีความอบอุ่นมาด้วย เฮียบาสสร้างภาพทั้งหมดจากคำนั้น พอดูแล้วรู้สึกจริงๆ ว่าเราไป Emporium เมื่อไหร่ก็รู้สึกว่านี่คือสถานที่ที่อยู่มานาน มีทุกอย่างพร้อม Emporium คือพี่สาวจริงๆ”

ส่วนบาสได้ให้บทสรุปของงานชิ้นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อเราสามารถทำให้คนดูรู้สึกเหมือนที่เราและแบรนด์เชื่อว่าโมเมนต์เล็กๆ ของความสัมพันธ์อาจกลายเป็นของขวัญที่ดีที่สุด และแบรนด์ Emporium ขอเป็นส่วนหนึ่งที่มอบของขวัญให้กับทุกสายสัมพันธ์ที่มีค่าเหล่านั้น แค่นั้นก็คงเพียงพอแล้ว ที่งานชิ้นนี้จะช่วยสร้าง relationship ระหว่างแบรนด์กับคนดูให้เกิดขึ้นได้ในท้ายสุด

ทีมงาน

Agency: -iSM Branded Entertainment

Creators: Nopparat Wattanawaraporn
Natsa Chitchaitheekul
Watcharapong Dandee
Pakorn Inthachai
Karn Janteerasakul

Account Service: Varunorn Suphannanont

Production: Houseton Film

Director: Nattawut Poonpiriya

Executive Producer: Amorn Nilthep

Co-Producer – Kobrsak Noomnoi, Narissara Thanapreechakul

Assistant Director – Attapol Worrawuttaweekul

DOP – Boonyanuch Kraithong, Warut Snidvongs

Acting C – Romchat Tanalappipat

1st AC – Kingkan Siripiriyakul

2nd AC – Warut Snidvongs

HMU – Praesakow Sangchai

Sound – Prachya Amornratananond

Production Assistant – Aden Nasarat, Joana Maria

Still – Patcha Kitchaicharoen

Behind the scene – Jutharat Pinyodoonyachet, Tanet Kiatniyakrit

Writer

Avatar

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load