เสียงฉึบฉับสลับกับเสียงพูดคุยยิ้มหัว ฝักเขียวลูกอวบถูกจัดแจงปอกเปลือกและหั่นท่อนโยนลงตะกร้าล้างผักสีฉูดฉาด เบื้องหลังพ่อครัว แม่ครัว และลูกมืออาสา เป็นชั้นวางของที่มีขบวนฝักเขียวปนมะละกอ นอนเรียงซ้อนยึดครองช่องว่างทั่วทั้งชั้น

เหล่านี้คือผักผลไม้บางส่วนซึ่งเดินทางมาถึงร้านสนิมทุนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กองพะเนินบนท้ายกระบะคันแกร่งส่งตรงจากท้องไร่หมุนเวียนของเกษรกรหมู่บ้านแม่หมีและแม่ต๋อม จังหวัดลำปาง ชุมชนที่มีผลิตผลเพียงพอเอื้อเฟื้อแบ่งปัน อีกส่วนมาจากชุมชนกะเบอะดิน จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กอปรกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้จำต้องปิดหมู่บ้าน ทุกคนจึงยินดีแลกเปลี่ยนสินทรัพย์บนผืนดินทำกินกับเกลือ เครื่องปรุงรส ที่ต้องการมากสุดในยามนี้

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

แม้พืชผลที่หอบหิ้วมาจนเต็ม 2 คันรถอาจไม่ได้มีมูลค่ามากมายเท่าใดนักในมุมของผู้ให้ แต่สำหรับ ‘ปั๋นอิ่ม’ นี่คือสิ่งมีค่าและความหมาย ซึ่งกำลังจะกลายไปเป็นอาหารช่วยเหลือหลายชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากจากโควิด-19 ในเมืองเชียงใหม่

มองผิวเผิน ภารกิจของอาสาสมัครเล็กๆ กลุ่มนี้ อาจดูคล้ายกับผู้คนอีกมากมายที่ลุกขึ้นมาแจกอาหารปันน้ำใจในช่วงเกิดภาวะวิกฤต แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างคือ แนวทางการหยิบยื่นอันเน้นย้ำเรื่อง การไม่แจกฟรีและไม่ขอรับบริจาค 

ทว่าให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนแบ่งปันอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างกลไกระบบหมุนเวียนอาหารสำหรับรับมือภาวะวิกฤต พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคบนพื้นฐานของความเข้าใจ โดยมีปลายทางคือความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ปั๋นหา

ผมมาถึงร้านสนิมทุนตามนัดหมายในเวลาบ่ายคล้อย ที่นี่คือพื้นที่ที่กลุ่มปั๋นอิ่มปักหมุดเป็นจุดรวบรวมวัตถุดิบจากชุมชน ครัวกลางสำหรับแปรรูปอาหาร เปิดแผงจำหน่ายพืชผักราคาถูก และก่อนนั้น เอ็น-นันทชาติ หนูศรีแก้ว เจ้าที่หน้ามูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย หนึ่งในโต้โผหลักของกลุ่มเล่าว่า ยังเคยอาศัยใช้เป็นสถานผลิตอาหารแจกจ่ายพี่น้องคนไร้บ้านเชียงใหม่ บริเวณกาดหลวง ช้างเผือก และท่าแพ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์กิจการร้านค้า ซึ่งพลอยให้ขาดรายได้และเข้าถึงอาหารยากลำบาก ปรากฏว่าไม่ได้มีแค่คนไร้บ้าน ทว่ายังมีบรรดาแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ผู้อยู่อาศัยในห้องเช่าราคาถูกและชุมชนแออัด มารับบริการด้วย

จุดนี้เองเป็นเสมือนการเริ่มตั้งไข่ปั๋นอิ่ม โดยการลงขันความคิดของคนหลากสาขาอาชีพ ตั้งแต่นักพัฒนาสังคม นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการ อาจารย์ นักศึกษา รวมทั้งอาสาสมัครรุ่นใหม่ ผู้ตระหนักถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต ซึ่งขยับขยายใหญ่และใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น

“เมื่อก่อนเวลาพูดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เราจะนึกถึงการเข้าถึงอาหารที่ดี ปลอดภัย ในราคาเป็นธรรม แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะคนเริ่มไม่มีจะกินกันแล้ว ความหมายของความมั่นคงจึงหมายถึงการมีกินในแต่ละวันจริงๆ” อู๊ด-ชวิศา อุตตะมัง นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่นและแม่ครัวปั๋นอิ่ม ขยายมุมมองด้านความมั่นคงทางอาหารยุคโควิด-19

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ประจวบเหมาะกับทางมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งทำงานกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่สูง กำลังมีแผนช่วยเหลือปัญหาปากท้องของคนในเมือง ทั้งหมดจึงรวมตัวกันสร้างสรรค์ ‘กลไกระบบหมุนเวียนอาหาร’ โดยทางกลุ่มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมประสาน แลกวัตถุดิบ และส่งต่ออาหาร ระหว่างเกษตรกรที่อยากแบ่งปันหรือได้รับผลกระทบจากกรณีผลิตผลล้นตลาด กับผู้บริโภคในเมืองที่ขาดแคลนอาหาร 

ควบคู่กับพยายามสร้างกลไกเชื่อมโยงทั้งสองฝ่าย ให้แลกเปลี่ยนความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้โดยตรง เพื่อจุดประกายโมเดลความร่วมมือสำหรับเตรียมพร้อมรับวิกฤตการณ์วันข้างหน้า ตลอดจนต่อยอดสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารในอนาคต โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การไม่แจกและไม่ขอรับบริจาคเช่นผ่านมา

“แนวคิดของปั๋นอิ่มคือการแลกเปลี่ยน โอเค โควิด-19 รอบแรกเราอาจจะเห็นว่าคนยังพอมี สามารถบริจาคได้ แต่ถึงตอนนี้ คนที่พอจะช่วยบริจาคก็ลำบากไปตามๆ กัน เห็นได้ชัดเลยว่าจำนวนการบริจาคลดลง เพราะมันไม่ใช่แค่วิกฤตโควิด แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจด้วย นอกจากนี้ สาเหตุที่เราไม่มองไปที่การให้เปล่า เนื่องจากเราพยายามทลายการสังคมสงเคราะห์ เพราะมันไปต่อไม่ได้ เช่น พอเกิดวิกฤตทีหนึ่งก็ระดมกันทีหนึ่งแล้วจบไป ดังนั้น เราจึงเลือกการแลกเปลี่ยน มีเยอะ มีน้อย หรือไม่มี ก็ใช้อย่างอื่นแลกเปลี่ยนได้ เพื่อให้เกิดเป็นกลไกที่ยั่งยืน” โจ้-อนุชา ตาดี ทีมสื่อปั๋นอิ่ม อธิบายแนวทางของกลุ่มอย่างชัดถ้อยชัดคำ

พลัน อาจารย์ฮาย-อาจารย์ ดร.ปิยะมาศ ใจไฝ่ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้รับบทบาทแม่ครัวปั๋นอิ่มนอกชั่วโมงสอน ช่วยเพิ่มเติมว่า “อีกอย่าง การแจกมันไม่ตอบโจทย์ที่เราต้องการ คือเราอยากให้ทุกคนเข้าถึงอาหารอย่างมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจด้วย”

ปั๋นคัว

สัปดาห์ละครั้งที่ครัวปั๋นอิ่มจะได้รับพืชผักผลไม้นานาชนิด ซึ่งเก็บเกี่ยวจากท้องไร่ของเกษตรกรพื้นที่สูง โดยผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนภารกิจอันถือว่ามีความสำคัญลำดับต้นๆ นี้ เรียกว่า ‘ทีมต้นน้ำ’

เมย์-เมษยา เสมอเชื้อ สมาชิกทีมต้นน้ำเล่าว่า ด้วยความที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หน่วยงานที่เธอสังกัดอยู่ทำงานร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกร 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เธอจึงอาสารับประสานงานกับชุมชนที่พร้อมแบ่งปันผลผลิต และเข้าใจในแนวคิดของกลุ่มปั๋นอิ่ม ต่อมาทางทีมจะสำรวจความต้องการของเกษตรกร ก่อนออกเดินทางนำข้าวของนั้นๆ ไปแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบ โดย ณ วันนี้ พวกเขาทำสำเร็จลุล่วงไปแล้วกว่า 17 ชุมชน ภายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และตาก

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

“ที่ผ่านมาเราเอาแมสก์ เอาเจลแอลกอฮอล์ขึ้นไปแลก แต่ก็มีบางชุมชนต้องการเกลือมากกว่า เพราะเขาปิดหมู่บ้านอยู่แล้ว จึงไม่ห่วงเรื่องโควิด-19 เท่าไหร่ ซึ่งทางเราก็จะประสานกับเครือข่ายที่ผลิตเกลือทางภาคใต้ เพื่อซื้อหาไปให้ตามตกลง หรือล่าสุดเราขนมุ้งจำนวนสองร้อยยี่สิบสองหลัง ไปแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบของชุมชนในอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะทราบมาว่า ช่วงนี้ไข้เลือดออกระบาดหนัก และมุ้งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วน

บางที่แลกเกลือ บางที่ก็แลกมุ้ง แล้วเรากำหนดยังไงให้การแลกเปลี่ยนมันคุ้มค่า-ผมสงสัย

“พวกเรามองว่าความจำเป็นคือคุณค่าที่เขาควรได้รับ และเราจะพยายามหามาให้ได้มากที่สุด เพราะผลผลิตที่ทางชุมชนให้มาก็จำเป็นสำหรับเราเช่นกัน ซึ่งเขาไม่ได้คิดมูลค่าด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงไม่มีการกำหนดว่าจะต้องแลกกับวัตถุดิบอะไร ปริมาณเท่าไหร่ เราให้เขาจัดสรรตามต้นทุนที่มีเลย” อาจารย์ฮาย ตอบ

“ทีมต้นน้ำของเราไปกันถึงอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มันไกลก็จริงนะ แต่เราไม่ได้คิดเรื่องมูลค่า เพราะมองเรื่องคุณค่าของการไปได้เยี่ยมเยียนกัน ที่นี่เราก็เอามุ้งไปแลกข้าวสาร หน่อไม้ กับมะละกอ แล้วได้มาเยอะมาก จนสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกค้าปั๋นอิ่มเจอแต่เมนูแกงส้มมะละกอ ทอดมะละกอ ผัดมะละกอ” อู๊ดปล่อยหัวเราะ

“ถ้านึ่งขายได้นี่นึ่งขายไปแล้ว” โจ้ฉวยจังหวะแซวเล่นเอาทุกคนหัวร่องอหาย ก่อนเอ็นจะกล่าวสรุปความตั้งใจของกลุ่มว่า เหนือกว่ามูลค่า คือการได้เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน

ปั๋นอิ่ม

“วันนี้รับอาหารไหม” เสียงใครบางคนทักทายลูกค้าอย่างสนิทสนม

“มีอะไรกินบ้างนี่” ไม่ทันรอฟังคำตอบ ชายหนุ่มผิวเข้มก็สัพยอกเมื่อแลเห็นของที่พูนกองอยู่เต็มตะกร้า “ฟักอีกแล้ว โธ่ กินจนหน้าจะเป็นฟักอยู่แล้ว” ฉับพลันบรรยากาศขะมักเขม้นก็แปรเปลี่ยนเป็นครื้นเครงด้วยมุกขำขันของลูกค้า

“กินอะไรก็ได้ เราสั่งเพราะแนวคิดคุณมันโอเค” มีลูกค้ารายหนึ่งเคยกล่าวกับโจ้ไว้เช่นนี้ และคงจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ชายผิวเข้มหิ้วเมนูจากวัตถุดิบเดิมๆ กลับไปกินอยู่เป็นประจำ

เที่ยงวันจันทร์ผมแวะมาสนิมทุนอีกครั้ง อาจารย์ฮายประจำการอยู่หน้าโต๊ะตัวที่เราล้อมวงคุยกันวันก่อน ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนเป็นมุมทำงานของทีมครัว หลังจากทักทายกัน เธอก็หันกลับไปเร่งมือตระเตรียมวัตถุดิบ ก่อนต้องปลีกตัวไปสอนออนไลน์ต่อในเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง อีกมุมหนึ่ง อู๊ดกำลังสาละวนอยู่กับการเคี่ยวหัวกะทิกับเครื่องแกง เพื่อนำมารังสรรค์เมนูเด็ดประจำวัน อย่างแกงกะทิฟักเขียวไก่ ฟักเขียวผัดไข่น้ำมันหอย และต้มจืดหน่อไม้ซี่โครงหมู

ทันทีที่รับวัตถุดิบจากทีมต้นน้ำ ก็ถึงคิวบรรเลงของทีมครัว เริ่มจากการแบ่งสันปันส่วนสำหรับแจกจ่ายในรูปแบบของวัตถุดิบสด คัดวางขายในราคา 5 – 10 บาท และเก็บไว้ทำอาหาร จากนั้นทุกคนจะช่วยกันออกแบบวิธีการแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ 

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

โดยใน 1 สัปดาห์ ปั๋นอิ่มจะเปิดครัวปรุงอาหารกันทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เฉลี่ยวันละ 150 ชุด ซึ่ง 50 ชุดแรกจับจองได้ในราคาชุดละ 25 บาท ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่มี บี-กุศล ยี่จันทร์ สมาชิกทีมครัวควบตำแหน่งประชาสัมพันธ์มากฝีมือ คอยอัปเดตความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ถ่ายทอดแนวคิด ที่มาของอาหาร และแจ้งรายละเอียดเมนูให้ทราบกันตั้งแต่ยามสาย กระทั่งประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง ก็จะทยอยนำส่งอาหารตามออเดอร์ โดยไม่คิดค่าบริการเฉพาะรอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

ส่วนอาหารอีก 100 ชุดที่เหลือจะจัดสรรเป็น 2 ชุด สำหรับจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะและคนไร้บ้านในราคา 5 บาท และกลุ่มแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง กลุ่มห้องเช่าราคาถูก รวมถึงกลุ่มชุมชนแออัด ในราคา 15 บาท ซึ่งอาจารย์ฮายอธิบายให้ฟังว่า เกณฑ์การตั้งราคานี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของคนแต่ละกลุ่ม เกี่ยวกับราคาอาหารที่พอจ่ายไหวในแต่ละมื้อ ประกอบกับเป็นมูลค่าที่คำนวณแล้วว่า สามารถหมุนเวียนมาเป็นต้นทุนแลกวัตถุดิบและการผลิตได้พอดี นอกจากนี้ ยังมีระบบแลกคูปองสำหรับคนขัดสนรายได้ เช่น จัดกิจกรรมชวนพี่น้องคนไร้บ้านทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ เพื่อแลกคูปองรับอาหาร หรือใครจะนำขยะรีไซเคิลมาแลกเปลี่ยนก็ทำได้เช่นกัน

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ถัดมาทีมพื้นที่จะรับไม้ต่อ นำอาหาร 100 ชุดหลังตระเวนไปส่งตามจุดที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้าน โดยอิงตำแหน่งจากข้อมูลของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งทำงานคลุกคลีกับคนกลุ่มนี้มายาวนาน ส่วนกลุ่มอื่นๆ ทางปั๋นอิ่มได้ข้อมูลมาจากการลงพื้นที่แจกจ่ายอาหารในช่วงแรก

“ตอนที่เรายังแจกอาหารบริเวณจุดประสานงานท่าแพ แล้วพบว่ามีคนหน้าใหม่เข้ามารับบริการ ทางทีมก็เริ่มสอบถามเก็บข้อมูลจำเป็นต่างๆ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ” ยูร-วิเชียร ทาหล้า สมาชิกทีมพื้นที่จากกลุ่ม Green Ranger กล่าว “ปัจจุบันกลุ่มคนที่เราดูแล มีตั้งแต่บริเวณท่าแพซอย 3 เป็นกลุ่มห้องเช่าราคาถูก บริเวณชุมชนหัวฝาย เป็นกลุ่มคนอพยพโยกย้ายมาจากชุมชนคลองเงินที่ถูกไล่รื้อ บริเวณชุมชนขนส่งซอย 9 เป็นกลุ่มชุมชนแออัดเมือง และแคมป์แรงงานอำเภอสันกำแพง ซึ่งสภาพโดยรวมของทุกคนคือ ตกงาน ขาดรายได้ และอาหารไม่เพียงพอ แถมหลายคนยังหลุดจากระบบการช่วยเหลือของท้องถิ่น เนื่องจากเป็นเพียงประชากรแฝง รวมถึงแรงงานข้ามชาติ”

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นญา

ควบคู่ภารกิจแบ่งปันอาหาร ปั๋นอิ่มพยายามพัฒนากลไกระบบหมุนเวียนอาหาร โดยเข้าไปชักชวนชาวชุมชนคลองเงินทดลองก่อตั้งกองทุนข้าวสาร พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนบริหารจัดการแลกเปลี่ยนซื้อหาผลผลิตกับเกษตรกรพื้นที่สูงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง เพื่อสร้างโมเดลการรับมือที่ยั่งยืนในภาวะวิกฤต

เหนืออื่นใด เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือ อยากผลักดันกลไกให้เชื่อมร้อยพี่น้องในเมืองกับพื้นที่สูงเข้าหากัน เพื่อสานความเข้าใจ สร้างทัศนคติใหม่ต่อภาพลักษณ์ของคนอยู่กับป่า และบ่มเพาะการร่วมมือแก้ไขปัญหาจากโครงสร้างเดียวกัน

โจ้ขยายให้ฟังว่า “ประเด็นบนดอยกับพื้นที่ในเมืองมีปัญหาบนฐานเดียวกัน คือเรื่องความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและที่ดิน มีพี่น้องเกษตรกรที่ช่วยเหลือเราจำนวนมากอยู่ในชุมชนที่ได้รับปัญหาจากนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน อาทิ จากการประกาศเขตป่าสงวนทับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือจากนโยบายทวงคืนผืนป่า แถมบางชุมชนยังมีปัญหาทับซ้อน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารไม่ต่างไปจากหลายชีวิตในเมืองเวลานี้ เช่น ชุมชนกะเบอะดิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งผลิตมะเขือเทศ ฟักทอง และกะหล่ำ ซึ่งกำลังจะถูกเล็งแปรสภาพเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่ถ่านหิน ใต้ดินจะถูกขุดอุโมงค์ผันน้ำ และบนฟ้าจะรยางค์ด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

“เช่นเดียวกับพี่น้องชุมชนแออัดในเมืองที่ถูกไล่รื้อ กลุ่มคนไร้บ้าน หรือกลุ่มห้องเช่าราคาถูก ล้วนมีปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ยิ่งกว่านั้นคือไม่มีพื้นที่ผลิตอาหารเองด้วย ดังนั้น จะเห็นว่าปัญหามันเชื่อมโยงกันมาก เราจึงพยายามหากลไกเพื่อเชื่อมคนในเมืองกับคนพื้นที่สูงให้เข้าใจตรงกันถึงประเด็นนี้ โดยเป้าสูงสุดของเราคือ อยากคุยกันไปถึงเรื่อง ‘ความมั่นคงด้านที่ดิน’ เพราะถ้าทุกคนมีที่ดิน ก็จะมีที่อยู่อาศัย มีพื้นที่การผลิต และจึงมีความมั่นคงทางอาหารตามมา”

“ใช่ เราไม่สามารถพูดได้เลยว่าพวกเขามีความมั่นคงทางอาหาร ทั้งที่ไม่มีความมั่นคงทางที่ดิน” เมย์ระบาย

“ตอนนี้เราจินตนาการเล็กๆ ว่า อยากทำปั๋นอิ่มต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยปรับพัฒนากลไกให้เดินไปสู่เป้าหมาย ก็ไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จรึเปล่านะ แต่ประเด็นคือเราต้องลงมือทำก่อน ทำวันละนิด ดีกว่าคิดแต่จะทำ” อู๊ดทิ้งท้าย

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม

โทรศัพท์ : 08 2172 6053

Facebook : ปั๋นอิ่ม : Pun-Im

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จากการพูดคุยกันสั้น ๆ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษผ่านช่องทางออนไลน์ เราเรียนรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ กุล-กุลชาติ เค้นา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้การท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

กุลมีอาชีพหลักเป็น UX/UI Designer ทำงานแบบ Digital Nomad (กลุ่มคนที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เดินทางไปด้วย ทำงานไปด้วยจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก) เป็นผู้ปลุกปั้น ฟาร์มคิด ร้านอาหาร-กาแฟที่ขายความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวกินอร่อย เป็นหนึ่งในสามผู้สร้าง วิวผาม่าน ผู้ให้บริการพานักท่องเที่ยวไปดริปกาแฟหลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน ร่วมผลักดันการสร้าง มหา’ลัยไทบ้าน ร่วมกับกลุ่มมหาลัยเถื่อนและนักขับเคลื่อนในอำเภออื่น ๆ เพื่อเสริมพลังคนพื้นที่ที่ทำงานพัฒนาบ้านเกิด จนแตกหน่อออกมาเป็นโปรเจกต์เทคไทบ้าน’ ที่จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมกัน

ถ้าเล่าแค่ความดีงามของโปรเจกต์ที่เขาทำมันจะไปสนุกอะไร 

เมื่อความน่าสนใจของผู้ชายไทบ้านคนนี้มีซ่อนอยู่อีกหลากหลายมุม 

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Prototype ถึง MVP

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นักออกแบบหนุ่มชื่อกุลได้เริ่มนำไอเดียในการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่คุกรุ่นอยู่ในใจออกมา 

“โปรเจกต์แรกที่เริ่มคือ ฟาร์มคิด เป็นชื่อในอุดมคติของผมก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมไม่มี Business Model แค่อยากทำชุดปลูกผักคนเมือง เพื่อให้คนได้กินผักปลอดภัย ผมก็ให้พ่อตายิงไม้พาเลต ทำ Prototype ขึ้นมา ปรากฏว่าแค่กล่องก็หนัก 10 กก. เราไม่ได้คำนวณต้นทุนก่อน ก็เลยไม่เวิร์ก เลิกทำ” กุลเล่าจุดเริ่มต้นของฟาร์มคิดอย่างติดตลก

เมื่อโมเดลแรกไม่สำเร็จ เขาลองกลับไปทบทวนเป้าหมายจริง ๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ และพบว่าหนทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการสร้างงานให้ชุมชน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย จนถึงการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คุ้นชินกับเทคโนโลยี ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว 

เมื่อเวลาผ่านไป ไอเดียถูกตกผลึกเป็นร้านอาหารพื้นถิ่น ‘ฟาร์มคิด’ เปิดในอำเภอภูผาม่าน บ้านเกิดของเขา

“ร้านฟาร์มคิดตอนแรกเป็นร้านขายสเต๊ก ตอนนั้นก็ห้าว คิดว่าตัวเองชอบทำสเต๊กก็เลยทำขาย จริง ๆ ขายได้โอเคนะ แต่ชีวิตพังเพราะเราต้องเลี้ยงลูก ทำงาน ประชุม เตรียมของขาย ธาตุไฟเข้าแทรกเหมือนกัน” กุลเล่าถึงช่วงเวลาที่ยังหาสมดุลระหว่างงานประจำกับความฝัน แต่นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเดียวที่เขาต้องเจอ “เปิดร้านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน โควิด-19 ก็มา ซึ่งปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่เราเจอ คือการหมุนเวียนของเงินมันน้อย เพราะอำเภอภูผาม่านไม่มีคนมาท่องเที่ยวเลย เป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก” 

ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และปิดร้านอาหารไปแล้วใช่ไหม

แต่กุลไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เขากลับเลือกชวนเพื่อน ๆ สายเทคที่ทำงานด้วยกันมาจัดอีเวนต์ด้านเทคโนโลยีกลางทุ่งนา พร้อมไลฟ์สดอวดคนในเมืองด้วยว่าบ้านฉันมีวิวสวยขนาดนี้ จนใคร ๆ ก็อิจฉา เป็นที่มาของอีกหลายกิจกรรมที่เลือกภูผาม่านเป็นฉากหลัง

เมื่อภูผาม่านบ้านนาถูกค้นพบในฐานะ Hidden Gem สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เริ่มมีองค์กรรัฐและเอกชนให้ความสนใจ ดึงดูดให้ผู้คนใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงไอเดียในการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาถึงกุลด้วย

“หลังจาก ททท. และ TCDC เข้ามาร่วมทำทริปโปรโมตการท่องเที่ยวให้ภูผาม่าน เราก็ได้รับไอเดียจากช่างภาพของ TCDC ท่านหนึ่ง เขาบอกให้ผมเฝ้ามองหนองสมอให้เขา หากในหนองจะมีน้ำเอ่อ ให้รีบบอกเขาเลย เขาจะมาถ่ายภาพภูเขาสะท้อนน้ำพร้อมแสงเช้า ซึ่งมันสวยมาก” ชายหนุ่มเล่าพลางอวดภาพวิวที่หนองสมอที่เป็นแบกกราวนด์ในโปรแกรม Zoom ของเขา

“แถมเขายังให้ไอเดียด้วยว่า เราน่าจะลองเอากาแฟมาดริปกันที่นี่ ผมกับน้องอีก 2 คน คือ พิมพ์กับต๋อง เลยสั่งชุดดริปกาแฟมาลองไลฟ์ลง Facebook ปรากฏว่าคนสนใจ หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็เปิดเพจรับจองคิวให้คนมาดริปกาแฟพร้อมชมวิวกับเราที่นี่เลย เป็นการทำ MVP (บริการตัวอย่าง) เหมือนที่ทำกันในวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละครับ เป็นที่มาของ วิวผาม่าน ที่เราพาคนมาชมวิวและดริปกาแฟด้วยกันที่หนองสมอ ทุกวันนี้คิวยังเต็มอยู่ตลอดเลย” กุลเล่าอย่างภาคภูมิใจ 

จาก Prototype เล็ก ๆ ที่ไม่เวิร์กในวันนั้น มาถึง MVP ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อการพัฒนาชุมชนในวันนี้ 

เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Network ถึง Infrastructure

แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้นของการผลักดันภูผาม่านเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย

กุลบอกกับเราว่าเขาผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบ้านพี่เมืองน้อง

“นอกจากอำเภอภูผาม่านแล้ว บ้านพี่เมืองน้องอย่างอำเภอสีชมพูเขาก็ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ด้วย เราเป็นเมล็ดพันธ์ุที่เติบโตมาด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยากโชว์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง จนมีโครงการหนึ่งที่รัฐสนับสนุน จัดให้คนรุ่นใหม่มาเจอกัน เราร่วมกับ ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์, คุณนุ-อนุวัตร บับพาวะตา แก๊งอำเภอสีชมพู ประชุมกับ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร จากมหาลัยเถื่อน ระดมความคิดกันกลายเป็นชื่อ มหา’ลัยไทบ้าน ขึ้นมา” กุลโยงใยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโปรเจกต์การท่องเที่ยวกับโปรเจกต์การศึกษาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม

“มหา’ลัยไทบ้านเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ คนไทบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาทอล์ก มาแชร์ มาเสริมพลังให้กัน ทำไมนักพูดต้องอยู่บนเวที TED เท่านั้น จะอยู่บนรถแต๊ก ๆ แบบไทบ้านเราได้มั้ย เพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนรู้ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็น Contributor” ชายหนุ่มอธิบายหน้าที่ของมหาลัยไทบ้าน

กุลชัดเจนแต่แรกว่าเขาต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในชุมชน เขาจึงสร้างสาขาย่อยของตัวเองขึ้นมาภายใต้ร่มของมหา’ลัยไทบ้าน ชื่อว่า เทคไทบ้าน มีฟังก์ชันในการค้นหาบทบาทและจุดยืนที่เหมาะสมของเทคโนโลยีต่อชุมชนแห่งนี้

“ช่วงนี้มีคำฮิตคำหนึ่ง คือคำว่า ชนบทดิจิทัล ซึ่งผมตั้งคำถามว่าเราพร้อมจริงหรือเปล่า” กุลเปรย “จริง ๆ พวกของหรืออุปกรณ์มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณ ไวไฟ แต่คนในชนบทเป็นเพียงผู้ใช้งาน ยังไม่ได้เป็นผู้สร้าง ผู้แบ่งปัน หรือผู้แก้ปัญหา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น
เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

“กรณีที่เจอล่าสุดคือหลานของผมเอง ผมสังเกตว่าเขาเรียนออนไลน์ติดปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เปิดไลน์ เข้าห้องเรียนไม่ทัน กรอกโค้ดไม่ได้ ต้องโหลด Google Classroom แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขนาดหลานอยู่กับผมที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีระดับหนึ่งยังเจอปัญหาขนาดนี้ แล้วเด็กในชุมชน ในหมู่บ้านที่อยู่กับตายาย ใครจะแก้ปัญหาให้เขา

“ผมเลยคิดได้ว่าเทคไทบ้านน่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เชื่อมได้ โดยเอาเด็ก ๆ มาฝึกให้เป็นไอทีซัพพอร์ต”

เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพาเด็ก ๆ ไปร่วมสำรวจและเก็บข้อมูลร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้ Google Document ที่มีฟังก์ชันแปลงเสียงเป็นภาพ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยี ข้อมูลที่เด็ก ๆ เก็บมาเหล่านั้น กุลไม่ได้ปล่อยให้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่นำมาเป็นต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นำเที่ยวชุมชนที่ชื่อ phuphaman.org เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้ รวมถึงได้สร้างแท่นแสกน QR Code ติดไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน เอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่

“นี่คือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนครับ” กุลสรุปรวบความ 

“นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ ชาวบ้านไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ ซึ่งเราตั้งใจจะเปิดให้เว็บไซต์นี้เป็น Open Source ทุกอำเภอเอาโค้ดของเว็บนี้ไปทำเว็บของตัวเองได้เลย มีวิธีการทั้งหมดตั้งแต่การเก็บข้อมูลจนถึงเอาข้อมูลเข้าระบบ”

หากมองในภาพรวมแล้ว การทำงานของกุลเริ่มจากความไม่มี ความไม่พร้อม ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนเครือข่ายของผู้คน จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนชุมชนบ้านเกิดของเขา ทั้งการสร้างเด็ก ๆ ให้มีความพร้อม จนถึงสร้างช่องทางให้ข้อมูล

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Zero ถึง Hero

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ชายชื่อกุลปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเขาทำไม่ได้

“ผมมองว่าก่อนหน้านี้ภูผาม่านเองก็ไม่พร้อม แล้วใครเป็นคนทำให้มันพร้อม” เขาตอบสั้น ๆ เมื่อเราถามว่า ไอเดียลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้อย่างไร “ผมมีโควตหนึ่งประจำใจว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดในทัศนคติของคุณคืออะไร… มันควรจะเป็นคุณนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น ผมพูดกับทุกคนว่า ถ้าคุณอยากเห็น คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

คำตอบของกุลไม่ได้ออกมาแบบคนโลกสวย เขาเข้าใจอย่างดีถึงความยากและข้อจำกัดของคนทำงานขับเคลื่อนชุมชน

“ปากท้องเป็นข้อจำกัดสำคัญ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระโดยที่ตัวเองไม่ปลอดภัย” กุลเสริมอย่างเรียบง่าย “คุณภาพชีวิตเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อสังคมสำหรับผม ถ้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ มีหน้าที่การงานหรือ Ecosystem ที่ทำให้เราทำงานที่บ้านและเติบโตได้ ผมว่าคนทำงานเพื่อสังคมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมถึงจริงจังเรื่องการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องรอด

“ช่วงแรกก็หมดไฟเหมือนกันนะ เคยคิดว่าเลิกทำดีกว่าไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราเลิกทำไม่ได้ เพราะบริบทสังคมที่อยากเห็นมันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่น่ารอดแน่ ต่อให้เราเลี้ยงลูกดี ส่งลูกไปเรียนดี ๆ แต่บริบททางสังคมไม่เอื้อให้ลูกเรามีความสุขในพื้นที่ที่เขาอยู่หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เขามีความสุข มีอิสระในการคิด ถ้าตัวผมคนเดียวอาจจะทำงานไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ สื่อสารไปก็ได้ แต่เด็ก ๆ ทั้งลูกหลานของเราเขารอไม่ได้”

นั่นคือแรงผลักดันในใจที่พาให้ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอุดมคติให้เกิดขึ้นได้จริงในบ้านเกิดของเขาเอง

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Local ถึง Global

เราอดถามกุลไม่ได้ว่า ทำงานขับเคลื่อนมาแล้วหลายปี เห็นพื้นที่ภูผาม่านเข้าใกล้อุดมคติที่เคยมีมากขนาดไหน

“หลังจากทำงานมา 6 ปี ภูผาม่านเข้าใกล้พื้นที่ในอุดมคติของผมมาก จนผมเริ่มคิดว่าต่อให้ไม่มีตัวเรามันก็น่าจะไปต่อได้ ผมไม่ชอบทำอะไรที่ยึดโยงกับตัวเองเยอะ ๆ เพราะมันกดดัน ผมเลยทำเทคไทบ้านเป็น Open Source เป็นชุมชน เป็นต้นไอเดีย แต่แก่นของมันคือการนำเทคโนโลยีมาทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเก็บภารกิจนี้ไว้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมกับเขา

“อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Digital Nomad จากทั่วโลกที่จะเข้ามาในภูผาม่าน เป็นเมืองที่รองรับพลเมืองโลกแล้ว หลัง ๆ มีฝรั่งมาฟาร์มคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเขาเสิร์ช Google และดูรีวิวใน Google Maps

“อีกอย่าง ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่อินเทอร์เน็ตดีมากจากการโหวตของ Digital Nomad ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีหลายคนที่กำลังพยายามทำเพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในหลายพื้นที่ ต้องลองติดตามกันต่อไปครับ” กุลกล่าวปิดท้าย

คำตอบที่ไม่ลังเลใจของกุลเป็นสิ่งที่เสริมแรงใจให้เราเป็นอย่างดี และสะกิดให้เราคิดได้ว่า 

‘ถ้าพนักงานประจำที่ควบตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งอย่างเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เกิดขึ้นได้ เราก็ทำได้เช่นกัน’

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load