ไม่มีใครรู้ว่าตึกเรียนหน้าตาสุดแปลกหลังนี้ตั้งใจออกแบบมาให้เหมือนฟักทองหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ หลายเสียงของคนที่นี่ก็เรียกว่า ‘ตึกฟักทอง’ จนกลายเป็นชื่อเล่นของอาคารที่ทุกคนในมหาวิทยาลัยล้วนรู้จักกันดี ส่วนนามอันเป็นทางการนั้นตั้งขึ้นภายหลังว่า ‘อาคารศูนย์ปาฐกถาประดิษฐ เชยจิตร’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ดร.ประดิษฐ เชยจิตร คณบดีคนแรกของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมงานกับ ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยภาคใต้แห่งนี้ ต่อมามหาวิทยาลัยได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่า สงขลานครินทร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เดิมตึกฟักทองคืออาคารเรียนรวมของมหาวิทยาลัย สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประกอบไปด้วยห้องบรรยาย 5 ห้อง ล้อมเรียงตัวกันเป็นวงกลมคล้ายผลฟักทอง แวดล้อมด้วยกลุ่มอาคารเรียนแขนงต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ เช่น อาคารเคมี อาคารฟิสิกส์ มีลานหินแตกเชื่อมต่อถึงกัน เดินผ่านบันไดโค้งลงมาชั้นล่างสุดเป็นใต้ถุนโล่งไม่กั้นผนัง สระน้ำด้านหน้าอาคาร บางวันอาจเปิดน้ำพุ สร้างความชุ่มชื่นด้วยละอองน้ำที่ปลิวไปตามลม และเสียงน้ำพุกระทบลงสระ

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ห้องเลกเชอร์ภายในอาคารสร้างเป็นเก้าอี้ให้นั่งเป็นขั้นบันไดขึ้นไป มีกระดานดำเลื่อนได้แบบโบราณอยู่ในส่วนที่ต่ำสุดเพื่อให้นักศึกษาทุกคนมองเห็นทั่วถึง ห้องเลกเชอร์ใหญ่จุคนได้มากถึง 500 คน และห้องเล็กจุได้ 250 คน

ด้วยรูปร่างที่น่าจดจำและสังเกตได้ง่ายเช่นนี้ จึงไม่แปลกใจที่อาคารหลังนี้จะกลายเป็นไอคอนของที่นี่ ถูกสร้างเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นโลโก้การแข่งขันกีฬา รวมไปถึงเกิดตำนานเล่าขานกันรุ่นต่อรุ่นสร้างมนตร์ขลังให้สถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ตำนานตึกฟักทอง

ว่ากันว่าหากนักศึกษาคนไหนไปตั้งหน้าตั้งตานับกลีบฟักทองว่ามีกี่กลีบ เผลอๆ จะโดนอาถรรพ์เรียนไม่จบ หรือเด็กมัธยมปลายที่เตรียมเอนทรานส์ก็อาจจะสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยได้เช่นกัน ร่ำลือจนกลายเป็นความเชื่อรุ่นต่อรุ่น นี่ยังไม่รวมตำนานของผ้าม่านในห้องบรรยายที่ใครฟังแล้วก็อาจจะขนหัวลุก

แต่หากใครต้องการนับกลีบฟักทองจริงๆ เรามีวิธีให้นับทางอ้อม โดยเริ่มจากเดินข้ามแผ่นปูนของสะพานข้ามสระน้ำด้านหน้า ที่ออกแบบความกว้างยาวได้เข้ากับช่วงจังหวะเดินแต่ละก้าวพอดี ก้าวไปนับไปก็ได้ 25 ก้าวหรือ 25 แผ่น เป็นตัวเลขที่พอดีกับกลีบฟักทองทั้งหมดของห้องบรรยาย แอบเป็นดีเทลเล็กๆ น้อยที่ผู้ออกแบบซ่อนเอาไว้อย่างจงใจ

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สถาปนิกนอกระบบ

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ย้อนกลับไปราวปี พ.ศ. 2510 ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข ผู้บุกเบิกก่อตั้งมหาวิทยาลัย ได้มอบหมายให้ อมร ศรีวงศ์ สถาปนิกคู่ใจผู้ออกแบบตึกกลมหรืออาคารเรียนรวมของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (เดิมคือโรงเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์) ให้ออกแบบวางผังมหาวิทยาลัยภาคใต้แห่งนี้ อมร ศรีวงศ์ ไม่ได้เรียนจบจากโรงเรียนสถาปัตยกรรมโดยตรง เขาอาศัยฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากการทำงานจริงในบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ถึงขนาดที่เคยพาตัวเองไปเป็นกรรมกรเมื่อคราวสร้างสนามบินดอนเมือง จนได้รู้จักวิชาช่าง และเคี่ยวกรำตัวเองจากการทำงานร่วมกับวิศวกรเก่งๆ จนฉายแววออกแบบอาคารได้อย่างโดดเด่น ใช้ทักษะทางวิศวกรรมอย่างมีชั้นเชิง คำนึงถึงความงดงามของโครงสร้างวิศวกรรมและรูปแบบสถาปัตยกรรมจนออกมาเป็นอาคารที่ล้ำยุค ยากจะลอกเลียนแบบได้ในปัจจุบัน

ผลงานการออกแบบของอมร ศรีวงศ์ แสดงออกถึงความคิดที่ก้าวหน้า ไม่ยึดติดในกรอบเดิมๆ กล้าทดลองกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ดังเช่นตึกฟักทองหลังนี้ เพื่อหลีกหนีจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ ก็กลายเป็นห้องเรียนที่ขยายสัดส่วนออกมาจากศูนย์กลาง ทุกพื้นที่มีความเท่าเทียมกัน ให้ทุกเก้าอี้ได้มองเห็น ฟังเสียงอาจารย์ได้เท่าๆ กัน ไม่มีมุมมองบังกัน จัดวางเก้าอี้แบบขั้นบันไดคล้ายโรงหนัง มองเพียงภายนอกก็จะทราบว่าสอดคล้องกับแนวคิด Form Follows Function เป็นอย่างดี

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับวงการก่อสร้าง สถาปนิกผู้นี้จึงให้ความสำคัญกับเรื่องโครงสร้างเป็นพิเศษ หากอาคารใดมีโครงสร้างที่งดงาม อาคารนั้นแทบจะไม่ต้องประดับประดาใดๆ อาคารหลังนี้ถ้าเราได้เฉือนแก่นแท้ของมัน จะพบว่ามีโครงสร้างคานคอนกรีตเสริมเหล็กม้วนตัวจากก้นอาคารขึ้นมาตามแนวโค้งของแต่ละกลีบ แล้วย้อนกลับมาบรรจบกันที่ปลายขั้วฟักทอง รวมกันกลายเป็นแนวเสาศูนย์กลางวงกลมแทงทะลุลงสู่พื้นดินอย่างสมบูรณ์แบบ อวดชั้นเชิงของการออกแบบสถาปนิกผู้มากฝีมือ

Writer & Photographer

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

ก่อนที่สี่แยกเพลินจิตจะเต็มไปด้วยตึกระฟ้าอย่างเช่นทุกวันนี้ ผมเคยยืนอยู่บนชานชาลาสถานีรถไฟฟ้ามองอาคารรูปร่างแปลกประหลาดหลังหนึ่งเป็นเวลานาน ทัศนียภาพจากมุมสูงสามารถมองเห็นพื้นที่โล่งที่เคยเป็นอาคารพาณิชย์ธรรมดา 4 – 5 ชั้นซึ่งตอนนั้นเพิ่งถูกทุบทิ้งรื้อถอนออกไป กลายเป็นลานโล่งกว้าง มีแคมป์คนงานก่อสร้างเตรียมปรับที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารสูงขนาดใหญ่ที่ต่อมาใช้ชื่อว่า ปาร์คเวนเจอร์

เวลานั้นผมมองเห็นอาคารคอนกรีตรูปทรงกระบอกสีน้ำตาลขาว ดูไม่เข้าพวกกับตึกกระจกวิบวับแบบสมัยนิยม รูปร่างของมันมีหน้าต่างกลมเต็มอาคารไปหมด ทำให้ดูหลงยุคหลงสมัย หลุดโลก เหมือนยานอวกาศจากหนังไซไฟ บางทีก็ดูคล้ายปลาหมึกยักษ์โบราณ อยู่ท่ามกลางดงต้นไม้ครึ้มๆ ที่เรามองจากระดับถนนปกติได้ยาก

สิริ อพาร์ตเมนต์

ผมยืนประทับอาคารนี้อยู่นาน ทำได้เพียงเก็บภาพตึกประหลาดนั้นไว้ เดาไม่ออกว่านี่คืออาคารสำนักงาน บ้าน หรืออะไรกันแน่ คิดในใจว่าถ้ามีโอกาสสักครั้งก็อยากจะเข้าไปเดินดูความงดงามใกล้ๆ เสียหน่อยแต่ก็นานจนลืมคิดถึงอาคารนี้ไปแล้ว

ผ่านไป 9 ปี โชคชะตาก็เข้าข้างด้วยคำเชิญชวนของสถาปนิกต่างชาติผู้เช่าห้องในอาคารแห่งนี้เป็นที่พักอาศัย ได้พาเราเข้าไปเยี่ยมชมตึกลึกลับที่ประทับใจมานานแสนนาน

สิริ อพาร์ตเมนต์

 

ผลงานสถาปนิกนักเรียนนอก ลูกศิษย์ Louis Kahn

เดิมทีอาคารหลังนี้มีชื่อว่า ‘เกษมสานต์แมนชั่น’ ออกแบบโดยสถาปนิก แดน วงศ์ประศาธน์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) แดน วงศ์ประศาธน์ เรียนจบสถาปัตย์จาก Cornell University และต่อมาก็ได้ปริญญาโทจาก University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบแล้วแดนได้เข้าทำงานกับ หลุยส์ คาห์น (Louis Kahn) ผู้เป็นทั้งอาจารย์และเจ้านายในโครงการออกแบบเมืองหลวงใหม่ที่ธากา (Dhaka) บังกลาเทศ และกลับมายังเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. 2510

สิริ อพาร์ตเมนต์ สิริ อพาร์ตเมนต์

ผลงานออกแบบหลายๆ ชิ้นของแดน วงศ์ประศาธน์ มักจะปรากฏองค์ประกอบรูปวงกลมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ สีลม หรือโรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท

เกษมสานต์แมนชั่นมีผังเป็นรูปวงกลมใหญ่แล้วรายล้อมด้วยแท่งทรงกระบอกเล็กอีก 12 แท่ง แต่ละแท่งทำหน้าที่ต่างกัน เช่น เป็นปล่องลิฟต์ ปล่องบันได เพื่อเป็นทางสัญจรหลักของผู้อยู่อาศัย บางแท่งที่แบ่งไปตามยูนิตต่างๆ ก็ทำเป็นห้องครัวหรือห้องน้ำ เพื่อให้งานระบบวางท่อทำได้ง่าย นอกจากนี้ผังอาคารยังเจาะศูนย์กลางวงเป็นคอร์ตภายในเชื่อมต่อกันตลอด 6 ชั้น ทำให้อากาศถ่ายเทและได้รับแสงสว่างทั่วถึงทุกยูนิต

สิริ อพาร์ตเมนต์ สิริ อพาร์ตเมนต์ สิริ อพาร์ตเมนต์

ถ้าศึกษางานออกแบบของหลุยส์ คาห์น หลายๆ ชิ้นนิยมรูปทรงเรขาคณิตเรียบง่าย หรือเป็นคอนกรีตทึบตัน แต่ให้ความสำคัญกับแสงสว่างภายใน วิธีคิดเช่นนี้คงส่งอิทธิพลต่อมายังแดนไม่มากก็น้อย

ปัจจุบันเกษมสานต์แมนชั่นเปลี่ยนชื่อเป็น สิริ อพาร์ตเมนต์ กลายเป็นอาคารยุคโมเดิร์นซ่อนตัวหลบอยู่หลังตึกระฟ้าขนาดใหญ่

Writer & Photographer

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load