13 สิงหาคม 2565
2 K

1
วันที่ฉันตื่น

(Awake to the Truth)

ฉัน ณ ขณะนี้ ได้รับ ‘โอกาสให้ตื่น’ ขึ้นมาเห็นความงดงามของโลกใบนี้อีกครั้ง หลังการผ่าตัดใหญ่      

ฉัน ณ ขณะนี้ ตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอันธรรมดาที่แสนวิเศษว่า ควรใช้เวลา (ที่ไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อใด) ให้คุ้มค่ากับคนที่รักเรา อาทิ ครอบครัว พี่พี่พี่ เพื่อนเพื่อนเพื่อน อันเป็นที่รักและเคารพยิ่ง

ฉัน ณ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพักฟื้นทางกาย โดยมีช่วงวันเวลาดี ๆ ของการท่องเที่ยวในวันวาน ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำศัพท์ว่า Halcyon Days เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้จิตใจมีพลัง (เมื่อใจสบาย กายก็สบายตามใจไปด้วย) 

ด้วยเหตุฉะนี้ จึงเป็นที่มาของการเขียนบันทึกความจำ วันดี ๆ ที่เปอร์โตริโก…

2
เกริ่นนำ : เปอร์โตริโก ดินแดนสหรัฐอเมริกา 

   (The Overture to Puerto Rico : A Territory of the United States)

ช่วง 4th of July (วันชาติอเมริกา) ตัวฉันซึ่งยังอยู่ที่นั่น ณ เวลานั้น พยายามดิ้นร้นหาข้อมูลอย่างหนัก เพื่อหาสถานที่ไปผจญภัยช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐอเมริกา ในช่วงสถานการณ์ที่การระบาดของโควิดยังระบาดหนัก ประเทศแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนที่ฉันปรารถนาไปเยือนให้ได้สักครั้ง ยังคงปิดพรมแดนอย่างแน่นสนิท ดังนั้น โจทย์หลักของฉันคือต้องเข้า-ออกได้โดยไม่ต้องกักตัวและไม่ต้องตรวจโควิด อันดับต่อมา ต้องเป็นดินแดนที่มีทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

ด้วยเหตุฉะนั้น เปอร์โตริโก ถือว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

เนื่องด้วยเปอร์โตริโก มีสถานะเป็นดินแดนของสหรัฐฯ (A Territory of The United States) ผู้ที่ถือวีซ่าอเมริกันอย่างฉันจึงเดินทางได้ปกติ เสมือนเดินทางข้ามรัฐในประเทศสหรัฐฯ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อ ค.ศ. 1898 สเปนและสหรัฐฯ ได้ลงนามในสนธิสัญญา (Treaty of Paris) เพื่อยุติสงครามระหว่างกัน 

โดยส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาดังกล่าว ระบุว่าสเปนยกเปอร์โตริโกให้อยู่ในการปกครองของสหรัฐฯ  การปกครองของเปอร์โตริโก มีประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประมุขแห่งรัฐ และมีผู้ว่าการซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ดูแลด้านการต่างประเทศ เช่น การค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และด้านศุลการกร เป็นต้น ส่วนเปอร์โตริโกมีอำนาจหน้าที่ดูแลด้านกิจการภายใน ซึ่งการที่เปอร์โตริโก เป็นดินแดนของสหรัฐฯ ทำให้การท่องเที่ยวง่ายขึ้น เนื่องจากใช้สกุลเงินดอลลาร์ มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์ค่ายเดียวกับบนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ จึงไม่ต้องแลกเงินหรือเปลี่ยนซิมการ์ดให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ
แผนที่เปอร์โตริโก
ภาพ :  www.worldatlas.com

เปอร์โตริโกตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลแคริบเบียน ห่างจากเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา (Miami, Florida) ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,600 กิโลเมตร โดยใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที ก็จะมาถึงซานฮวน (San Juan) เมืองหลวงของเปอร์โตริโก

3
เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

(The Oldest City and The Oldest Fort in USA)

ซานฮวนนับเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยใน ค.ศ. 2022 มีอายุ 501 ปี และเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) ซึ่งหมายถึงดินแดนอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘โลกใหม่’ (New World) 

ย้อนไปเมื่อ ค.ศ. 1493 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน เป็นผู้ค้นพบเกาะแห่งนี้และตั้งชื่อว่า San Juan Bautista ต่อมา ค.ศ. 1521 Juan Ponce de Leon นักสำรวจชาวสเปน ได้ออกสำรวจแถบทะเลแคริบเบียนอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ทอง แร่เงิน เป็นต้น จึงก่อตั้งเมืองซานฮวนขึ้นและเป็นผู้ว่าการคนแรก 

นับแต่นั้นมาเมืองซานฮวนจึงมีสถานะเป็นเมืองหลวงของเปอร์โตริโก มีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่าของสเปน เหล่าบรรดาเรือขนส่งสิ่งของมีค่าและทรัพยากรที่มีค่าจากดินแดนต่าง ๆ ใช้เป็นจุดพักระหว่างสเปนกับเกาะ Hispaniola นอกจากนั้น ในศตวรรษที่ 16 เมืองซานฮวนยังถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของสเปน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นเดินทางของนักสำรวจเพื่อสำรวจดินแดนใหม่ ๆ ในส่วนของซีกโลกตะวันตก ด้วยเหตุนี้เองเมืองซานฮวนจึงได้รับความสนใจจากโจรสลัดและประเทศต่าง ๆ ในแถบยุโรป การโจมตีเพื่อต้องการแย่งชิงทรัพยากรและยึดครองเกาะจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง          

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันบริเวณเมืองเก่าซานฮวน (Old San Juan) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะ ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19 มีการสร้างป้อมปราการและกำแพงเมืองเพื่อป้องกันเปอร์โตริโกจากการรุกรานดังกล่าว โดยในครั้งนี้ จะขอพาท่านผู้อ่านไปชมกับความอลังการของป้อมปราการ Castillo San Felipe del Morro หรือคนท้องถิ่นมักเรียกว่า del Morro ซึ่งแปลว่า ‘แหลมที่ยื่นไปสู่ทะเล’ ป้อมปราการนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1539 และได้รับการขนานนามว่า เป็นป้อมปราการที่ ‘แข็งแกร่งที่สุดในซีกโลกตะวันตก’ ณ ขณะนั้น เนื่องจากถูกรุกรานและโจมตีหลายครั้ง

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อ ค.ศ. 1595 ที่กองทัพเรืออังกฤษพยายามโจมตี แต่ถูกโต้ตอบกลับด้วยปืนใหญ่จากป้อมปราการแห่งนี้จนต้องล่าถอยไป หรือเมื่อ ค.ศ. 1625 ที่เนเธอร์แลนด์พยายามยึดเมืองซานฮวนด้วยการเผาทำลายเมือง แต่ก็ทำอะไรป้อมปราการแห่งนี้ไม่ได้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้ว่า ป้อมปราการแห่งนี้เคยถูกยึดครองได้เพียงครั้งเดียวในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

ฉันยังจำความรู้สึกตอนเดินเข้าสู่ป้อมปราการแห่งนี้ได้ว่า เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังเทพนิยายยุคโบราณที่มีทหารใส่ชุดเกาะกำลังขี่ม้าเข้าประตูเมือง เนื่องจากทางเข้าเพื่อเดินเข้าไปภายในต้องเดินผ่านสะพานหินซึ่งพาดข้ามผ่านคูเมือง (ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นสนามหญ้า) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าไปโดยง่าย ส่วนด้านนอกมีกำแพงหนากว่า 5 เมตร ล้อมรอบตัวป้อมปราการ

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

เมื่อเดินเข้าไปสู่ภายในมีทั้งหมด 6 ชั้น โดยแต่ละชั้นมีทางลาดที่เดินเชื่อมถึงกันได้ โดยเแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น ค่ายทหาร ส่วนป้องกันที่มีการติดตั้งปืนใหญ่ ห้องครัว คุกใต้ดิน เป็นต้น เมื่อเดินเข้าไปในส่วนที่ติดตั้งปืนใหญ่ ซึ่งหันปากกระบอกออกไปทางทะเลแคริบเบียนอันกว้างใหญ่ จึงทำให้นึกภาพตามและเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมสถานที่แห่งนี้จึงเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของสเปน (A Strategic Location) สมัยล่าอาณานิคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 – 19 จวบจนถึงยุคเปลี่ยนผ่านมาเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ยังคงถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2                  

ตั้งแต่ ค.ศ. 1983 องค์กรยูเนสโกประกาศให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นมรดกโลก ซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองของยุคล่าอาณานิคมของอาณาจักรสเปน อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ 

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว นอกจากจะมาดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์แล้ว ยังกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตอนที่ฉันไปอากาศกำลังดี หลายครอบครัวพาลูกมาเล่นว่าวที่สนามหญ้าบริเวณด้านหน้าของป้อมปราการ แรงลมทะเลที่ปะทะประกอบกับความสวยงามของท้องทะเลแคริบเบียนที่ไล่ระดับตั้งแต่สีฟ้าอ่อนจนถึงสีน้ำเงินเข้ม ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อยู่ ๆ เพลง Lucky ของนักร้อง เจสัน มารซ ก็ดังก้องเข้ามาในหัว 

“Do you hear me, I’m talking to you. Across the water across the deep blue ocean. Under the open sky, oh my, baby I’m trying…” 

และฉันก็ค่อย ๆ หย่อนตัวหามุมสงบบนสนามหญ้าให้ตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีเสียจริง ที่ได้แค่ ‘มานั่งหายใจและได้ปล่อยความคิด’ ณ ที่แห่งนี้ ก็มีความรู้สึกดีมากมาย

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ
สนามหญ้าหน้า del Morro
ภาพ : www.discoverpeurtorico.com

หลังจากเดินออกจาก del Morro ฉันนึกได้อย่างหนึ่งว่า เมื่อเช้านี้ตอนเดินไปหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ได้เจอคุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งที่เคยอยู่เปอร์โตริโกมาตั้งแต่เด็กก่อนอพยพไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ แนะนำว่าถ้าตั้งใจจะไป del Morro อยู่แล้ว ให้ลองเดินเลียบตามกำแพงเมืองเก่ามาเรื่อย ๆ เป็นบริเวณที่เรียกว่า La Perla ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่า หาไม่ยาก จะเห็นป้ายเลย 

ฉันลองเดินตามคำบอกจากป้อมปราการ ประมาณ 20 นาที (ตามอัตราเดินเป็นเต่าทะเลของฉัน) ก็มาถึง เปิดมือถือหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ความว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 สถานที่แห่งนี้เป็นโรงฆ่าสัตว์ เป็นที่อยู่อาศัยของทาสและคนฐานะค่อนข้างลำบากที่อพยพมาจากต่างเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้กำลังปรับภาพลักษณ์ โดยมีการทาด้วยสีสันที่สวยงาม และปรับปรุงสนามบาสให้มีสีสันสดใส

อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาฉันอย่างมากในบริเวณเขตเมืองเก่าซานฮวน คือ สีสันอันหลากหลายของตึกช่างเข้ากับสภาพอากาศเขตร้อนยิ่งนัก สีของแต่ละตึกเหมือนภาพวาดที่จิตรกรตั้งใจบรรจงแต่งแต้ม ไม่ว่าจะเป็นสีชมพู สีฟ้าน้ำทะเล สีเขียวแอปเปิล สีส้มปลาแซลมอน สีเหลือง สีม่วง ความหลากสีสันของตึกเกิดจากการริเริ่มโครงการของรัฐบาลที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามจะทาสีไหนได้นั้นต้องขออนุญาตจากทางการเสียก่อน

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

4
กล้วยกล้ายและน้ำผลไม้ปั่น

(Traditional Foods: Plantain and Pina Colada)

สำหรับฉัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกการเดินทาง คือ การลิ้มลองอาหารท้องถิ่น เพราะนั่นคือการเรียนรู้วัฒนธรรม พออยู่ที่นี่ได้สักสองสามวันฉันเริ่มจับทางได้อย่างหนึ่งว่า Mofongo ถ้าเทียบกับบ้านเรา คือ ข้าวผัดกะเพราะนี่เอง เพราะหารับประทานได้ทั่วทุกมุมของเมือง และทุกร้านต้องมีเมนูนี้

อ่านถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า Mofongo คืออะไร รสชาติเป็นอย่างไร 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

ต้องขออธิบายก่อนว่า ด้วยความที่เปอร์โตริโกตั้งอยู่ในเขตร้อนโดยได้รับอิทธิพลจากลมทะเล (Tropical Marine) ฉะนั้นพืชผลที่ปลูกจึงคล้ายกับทางบ้านเรา ผลไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกกันเยอะ คือ กล้วยกล้าย (Plantain) หน้าตาเหมือนกล้วยและอยู่ในตระกูลเดียวกัน ซึ่ง Mofongo คือ การนำกล้วยกล้ายดิบไปทอด เมื่อทอดแล้วนำมาบดและตำ ผสมกับกระเทียม กากหมู เนย และน้ำมัน เวลาเสิร์ฟก็จะนำไปใส่ลงในถ้วย แล้วโปะใส่จานอีกทีหนึ่ง หน้าตาก็เป็นสีเหลืองรูปทรงตามภาชนะของถ้วย ซึ่งเทียบได้ว่าคนเปอร์โตริกันทาน Mofongo เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต ส่วนคนไทยทานข้าวสวยหรือข้าวเหนียว แล้วแต่จะเลือกเลยว่า จะทาน Mofongo คู่กับเนื้อสัตว์ประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นปลา ปลาหมึก เนื้อ หรือหมูก็ได้ แต่สำหรับฉัน มาทะเลทั้งที ก็ต้องขอทานกับปลาทอดแถบแคริบเบียนสักหน่อย 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

แน่นอนว่าเครื่องดื่มเย็นจับใจดับกระหายที่ขาดไม่ได้ในสภาพอากาศร้อนริมทะเล คือ น้ำผลไม้ปั่น หรือ Pina Colada ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และกลายเป็นเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเขตร้อน โดยเฉพาะแถบริมทะเลนั้น มีจุดกำเนิดมาจากเปอร์โตริโก อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันทุกวันนี้ว่าใครเป็นผู้คิดค้นคนแรก ระหว่าง Ramon Monchito Marrero บาร์เทนเดอร์ โรงแรม Calibre Hilton หรือร้านอาหาร Barrachina ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าซานฮวน 

ซึ่งจากทริปนี้ฉันได้มีโอกาสลองที่ร้าน Barrachina ตรงหน้าร้านมีป้ายหินอ่อนติดไว้ว่า ‘ที่แห่งนี้เป็นคนคิดค้น Pina Colada เมื่อปี 1963 โดย Ramon Portas Mingot’ ไม่ว่าใครจะคิดค้นก็ตาม ฉันได้ค้นพบว่าตัวเองว่าหลงใหลความลงตัว และความสดชื่นของเครื่องดื่มชนิดนี้ จนกลายเป็นเครื่องดื่มประจำตัวของฉันไปโดยปริยายหลังจบการเดินทาง

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

เหตุที่ฉันเรียก Pina Colada ว่าน้ำผลไม้ปั่น เนื่องจากส่วนประกอบหลัก คือ น้ำสับปะรด น้ำนมมะพร้าว และน้ำมะพร้าว  ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เขตร้อนแล้วนำไปปั่น เหมือนกับน้ำปั่นเกล็ดหิมะ (Slushie) และพอเรียกว่าน้ำผลไม้ปั่นแล้วดูตัวเองว่าไม่ใช่พวกขี้เมาแต่อย่างใด และเหมาะแก่ผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงสตรีมีครรภ์ เพราะพนักงานที่นี่จะถามก่อนเสมอว่า จะใส่หรือไม่ใส่เหล้า ถ้าใส่เหล้า เหล้าที่ใส่จะเป็นเหล้ารัม  ส่วนวิธีเสิร์ฟก็แล้วแต่ร้านว่าจะสร้างสรรค์อย่างไร เช่น บางร้านมาในรูปสับปะรด มีชิ้นเนื้อสับปะรดอยู่ด้วย หรือบางร้านก็มาในแก้ว บีบวิปครีมและมีลูกเชอร์รีสีแดงอยู่บนสุด 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

5
บทส่งท้าย

(Epilogue)

การออกเดินทางของคนสมัยก่อน อาทิ นักสำรวจชาวสเปน มีจุดประสงค์หลักเพื่อเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรในการดำรงชีวิต ต่างกับสมัยปัจจุบัน เช่น ฉันเป็นต้น การเดินทางแสวงหาดินแดงใหม่ ๆ เป็นไปเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจชีวิต เพื่อตกผลึกความคิด เพื่อดำรงอยู่กับความเป็นตัวเอง  

เกือบจะครบ 1 ปีพอดีที่ฉันได้ไปเยือนเปอร์โตริโก ช่วงพักฟื้นนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้ตอบสนองสิ่งหนึ่งที่อยากทำมานาน คือ การเขียนเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การเดินทาง แต่ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ถอยห่างจากความฝันออกมาไกลเรื่อย ๆ

ณ ขณะนี้ ตัวฉันกำลังฟูมฟักตัวเองเต็มที่ เพื่อจะได้ลุกขึ้นมาเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ ๆ อีกครั้ง 

แหล่งที่มา :

www.nps.gov

thaiembdc.org/th

loc.gov/rr/hispanic/1898/treaty.html

www.discoverpuertorico.com

welcome.topuertorico.org

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เมธิรา ผาตินุวัติ

สาวอักษรฯ จุฬาฯ รุ่น 70 ฝันใฝ่ต้องการจะเป็นนักเขียนมากที่สุด แต่โชคชะตาพลิกผันและถูกกำหนดมาแล้วเสมอ ให้มาเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ทำได้แค่เพียงบริหารโชคชะตาให้ดีที่สุด มีพ่อเพ้งเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในชีวิต รักการท่องเที่ยว ชอบเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เคารพความต่างของมนุษย์เสพย์ติดการเสาะแสวงหาร้านอาหาร ชอบฟังเพลง ชอบศาสตร์ การผสมเครื่องดื่ม (Cocktail Mixology)

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

สุโขทัย นามจังหวัดนี้คนไทยที่ได้ร่ำเรียนวิชาสังคมศึกษาคงจดจำในฐานะราชธานีเก่า ควบคู่กับพระพุทธรูป สถูป เจดีย์สมัยนั้น ที่บัดนี้ได้หักทลายกลายสภาพเป็นวัตถุโบราณในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พลอยให้หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดนี้คงเหลือแต่ร่องรอยวัฒนธรรมในอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแม้ว่าสุโขทัยจะสิ้นสถานะเมืองหลวงมานานกว่า 500 ปี หากวิถีชีวิต จิตวิญญาณหลายด้านของอาณาจักรสุโขทัยกลับได้รับการสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์ศิลปะจากก้อนดินอย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก พระพิมพ์ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวสุโขทัยทำขึ้นเพื่อใช้เอง และส่งขายเป็นรายได้สำคัญของหลาย ๆ ครัวเรือน

ปลายเดือนสิงหาคม 2565 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ชักชวนสื่อท่องเที่ยวไปเปิดโลกของดินเมืองพระร่วง อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Toursim) ซึ่ง อพท. กำลังผลักดันอยู่ในตอนนี้

นี่จึงไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าธรรมดา แต่เป็นทริปเปิดโอกาสให้ชาวเมืองหลวงใหม่อีกหลายชีวิตได้เล่าเรียนวิชาภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการทำงานศิลป์จากดินเหนียว ทั้งยังสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นตามแนวความคิดของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย

ปั้นและเขียนลายสังคโลกร่วมสมัย

ใต้ร่มไม้ใบบังของบ้านสวนอันร่มรื่นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ‘โมทนาเซรามิก’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรักของหนุ่มสุโขทัยกับสาวลำปางเมื่อ พ.ศ. 2542

ทั้ง อู๊ด-เฉลิมเกียรติ บุญคง และ ไก่-อณุรักษ์ บุญคง ต่างก็ไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็เลือกเรียนสาขาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างศิลป์อย่างนิติศาสตร์ แต่เพราะความสนใจในศิลปะมาแต่เดิม บวกกับการได้เล่นปั้นดินน้ำมันกับลูกสาวในวัยเยาว์ สองสามีภรรยาจึงเริ่มลงมือทำงานปั้น ลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เซรามิกกลางสวน

นานกว่า 23 ปีที่โมทนาเซรามิกได้แจ้งเกิดมา บ้านอิฐหลายหลังได้รับการสร้างขึ้นเป็นแหล่งผลิตควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ มอบโอกาสแก่คนนอกให้มาเห็นเครื่องปั้น และลองทำงานปั้นดูกับมือตัวเอง ไล่มาตั้งแต่ศาลาทำดิน ห้องปั้น ห้องเขียนลาย ศาลาเคลือบ เตาเผา ไปจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์และร้านค้า

เมื่อคณะของเราไปถึง พี่อู๊ดและพี่ไก่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านอิฐที่ผนังฝังเครื่องถ้วยชามสังคโลกหลากขนาด ลวดลาย และรูปร่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากหัวศิลป์และการลงแรงของทั้งคู่ 

เรือนอิฐหลังนี้คือพิพิธภัณฑ์โมทนาที่ภายในลายตาไปด้วยเครื่องปั้นสารพัดประเภท ถ้วย โถ โอ ชาม แก้วน้ำ ถาดรอง และอีกหลายชิ้นที่ยากจะเฟ้นหาคำมาเรียก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้องอย่างเป็นหมวดหมู่ ทั้งของโบราณและของเก่าคลุกเคล้ารวมกันอย่างงดงามลงตัว

ทั้งสองคนได้ให้ความรู้กับเราว่า ชื่อ ‘สังคโลก’ มาจากชื่อสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย เดิมเคยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัยและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นชนิดนี้ ภายหลังชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็นสังคโลก และถูกใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาของสุโขทัย ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาคืองานปั้นที่ผ่านการเผาไฟ ตรงกับคำว่า Ceramic ในภาษาอังกฤษ

ได้รู้จักเครื่องปั้นชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว พี่อู๊ดมอบหมายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราแยกกลุ่มเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ลองทำงานเขียนลาย อีกกลุ่มให้ลองทำงานปั้น

ในห้องเขียนลายที่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กถูกจัดวางไว้บนพื้น พร้อมด้วยดินสอ กระดาษ หมึก พู่กันหลากขนาด เหนืออื่นใดคือจานเซรามิกที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำเวิร์กชอป

พร้อมกับเสียงน้ำไหลที่เปิดคลอไว้ให้เกิดสมาธิ พี่ไก่ซึ่งรับหน้าที่ผู้สอนได้ให้คำแนะนำว่า ควรใช้ดินสอร่างลายลงไปในกระดาษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำลวดลายที่ร่างไว้ไปเขียนบนจาน ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันที่เธอตระเตรียมไว้ให้ วาดทับลงไปบนลายเส้นดินสอนั้น

ขั้นตอนการทำเวิร์กชอปเขียนลายนี้ พี่ไก่มักจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนลายตามเครื่องสังคโลก แต่หากอยากเขียนลวดลายตามใจชอบก็ย่อมได้เช่นกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เธอจะให้เจ้าของผลงานเขียนชื่อพร้อมที่อยู่ เพื่อที่เธอจะได้ส่งคืนเจ้าของได้ถูกที่ถูกคนหลังนำไปเคลือบและเผาไฟแล้ว

ตัดมาที่ห้องปั้นของพี่อู๊ด ลูกศิษย์รุ่นใหม่ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการฝึกหัดขึ้นรูปภาชนะอยู่ แก้วน้ำเป็นภาชนะอย่างง่ายที่เขาชอบใช้เป็นแบบให้ลองทำ อาศัยนิ้วมือในการกดดุนทรง และไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ก็จะได้รูปทรงของแก้วออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

เสร็จจากเวิร์กชอปที่กินเวลานานกว่าชั่วโมง คณะทัวร์หลายคนเริ่มผุดเครื่องหมายปรัศนีบนหัว ว่าผลงานฝีมือพวกเราที่ทำเสร็จแล้วจะเดินทางไปไหนต่อ สองผู้ก่อตั้งโมทนาเซรามิกเลยอาสาพาพวกเราตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของงานปั้นทุกชิ้น

เตาเผาโมทนาเซรามิกคือคำตอบของคำถามเมื่อครู่ รวมถึงฉายา ‘สังคโลกร่วมสมัย’ ซึ่งที่นี่นิยามตนเอง เพราะแทนที่จะใช้เตาโบราณอย่างเตาทุเรียง พี่อู๊ดกับพี่ไก่เลือกที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสูงแตะหลัก 1,000 องศาเซลเซียส

เมื่อเราไปถึง ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดเตาพอดิบพอดี พี่อู๊ดจึงนำผลงานที่เผาเสร็จแล้วออกมาอวดแก่สายตาผู้มาเยือนทุกคู่ ก่อนที่เครื่องปั้นทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย

ผู้ใดชื่นชอบงานเซรามิกรวมถึงเครื่องปั้นใด ๆ ของยี่ห้อโมทนา ที่นี่มีร้านค้าสำหรับจัดจำหน่าย หรือหากจะมาทดลองทำเวิร์กชอปทั้งปั้นดิน เขียนลาย ขึ้นรูป หรือเคลือบก็ย่อมได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 750 – 1,000 บาท และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ให้พี่ไก่กับพี่อู๊ดได้มีเวลาในการจัดเตรียมอุปกรณ์

กดลายพระพิมพ์ดินเผา

พระเครื่องซึ่งเป็นวัตถุมงคลในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากพระพิมพ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดเล็กรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการนำวัสดุต่าง ๆ เช่น ดินเหนียวและผงว่านมงคลมากดลงในพิมพ์ 

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยล้วนมีคติการปั้นพระพิมพ์ไว้เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาไว้ทั้งสิ้น คติความเชื่อนี้ตกทอดมาสู่อาณาจักรสุโขทัยที่ได้ประจุพระพิมพ์ดินเหนียวฝังไว้ในสถูปเจดีย์ ด้วยความเชื่อแบบพุทธว่าทุกสรรพสิ่งไม่จีรัง เจดีย์ที่สูงใหญ่ก็อาจพังทลายลงมาได้ในวันหนึ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง พระพิมพ์ที่ซ่อนองค์อยู่ในกรุของซากปรักหักพังเจดีย์เหล่านั้นก็จะทำหน้าที่บอกเล่าพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธเจ้าในพระพิมพ์เหล่านั้นต่อไป

เรื่องราวของพระพิมพ์โบราณผ่านหูผ่านตา กบ-ณรงค์ชัย โตอินทร์ มาแต่เยาว์วัย ด้วยชาติตระกูลเป็นถึงลูกหลานควาญช้างของเจ้าเมืองสุโขทัยร้อยกว่าปีก่อน เขาจึงซึมซับประวัติความเป็นมาของสุโขทัยตลอดทั้งชีวิต ก่อนเลือกเอาดีด้านงานพิมพ์พระเมื่อเติบใหญ่

ท่ามกลางผืนไม้ที่ขึ้นรกเป็นทุ่ง รถของทัวร์สื่อมวลชนบุกป่าฝ่าดงมาถึง ‘บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์’ ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หลานชายหญิงตัวน้อยของ ‘ลุงกบ’ ยิ้มร่าหน้าบานเมื่อพบกับคณะของเรา น้อง ๆ ทั้งสองเชื้อเชิญเราทั้งผองไปฟังบรรยายของผู้เป็นลุงที่เรือนไม้หลังเล็กที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและแผนที่เมืองเก่าของสุโขทัย

ด้านหน้าของพวกเราคือตัวอย่างพระพิมพ์ฝีมือพี่กบแห่งบ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ ซึ่งมีถึง 850 พิมพ์ ทั้งหมดทำโดยนายช่างแห่งดินแดนพระร่วงผู้นี้

หลังจากให้ความรู้ด้านพุทธประวัติ ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ รูปแบบเจดีย์ และพระพิมพ์พอหอมปากหอมคอแล้ว หนุ่มใหญ่ชาวสุโขทัยผู้ยังรักษาสำเนียงเหน่อแบบไทยกลางปนเหนือก็ถือไม้เท้าประคองร่างตนเองไปนั่งหน้าชั้นเรียน โดยมีหลาน ๆ พากันเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อไปนั่งตามเก้าอี้ว่าง

ห้องทำเวิร์กชอปของพี่กบอยู่ใต้หลังคามุงจาก โต๊ะเรียนเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งทอดเรียงเป็นแถว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนจะได้รับพิมพ์อย่างน้อยคนละ 2 ชิ้น 2 ลาย กระปุกแป้ง และก้อนดินที่ใช้พิมพ์ ทั้งหมดจัดเรียงอย่างสวยงาม ประดับดอกลีลาวดี รวมทั้งมีผลไม้ตามฤดูกาล เช่น กล้วย เงาะ ที่พี่กบตั้งรอไว้ให้คนทำกิจกรรมได้เลือกกินได้ตามใจต้องการ

การสาธิตวิธีทำพระพิมพ์ของพี่กบเริ่มตั้งแต่นำดินเหนียวมาตำคลุกกับผงว่านมงคลและส่วนผสมทั้งหลายในครกให้ได้เนื้อดินตามคุณสมบัติ ก่อนนำดินที่ตำเสร็จแล้วไปกดลงกับพิมพ์ที่เตรียมไว้ ลบลายนิ้วมือที่ติดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสำคัญที่เขามักเน้นย้ำให้เจ้าของพระพิมพ์องค์นั้นหลับตาลง ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงพุทธคุณและบุคคลที่พึงได้รับพระพิมพ์องค์นั้น

แม้ในระยะหลังอาการเจ็บป่วยในตัวพี่กบจะไม่ยินยอมให้เขาใช้ร่างกายซีกหนึ่งของตนเองได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เขาก็ยังใช้ร่างกายอีกครึ่งที่เหลือในการตำดินและพิมพ์พระอย่างชำนิชำนาญเหมือนเคย

แกะดินออกจากพิมพ์ พระพิมพ์ที่เพิ่งพิมพ์ลายเสร็จใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ยังต้องนำไปตากแดดให้ดินแห้งแข็ง เท่านี้ก็ได้พระพิมพ์เป็นอันสมบูรณ์

การสาธิตลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนจึงแยกย้ายไปพิมพ์พระบนที่นั่งของตัวเอง ในรอบนี้พี่กบมอบหมายให้แต่ละคนพิมพ์พระองค์ใหญ่ขึ้น และพิมพ์ไปจนกว่าดินเหนียวในสำรับของตนจะหมด

คราวนี้อุปกรณ์ 2 สิ่งที่ทุกคนจะต้องหัดใช้เองคือแป้ง ซึ่งช่วยโรยให้เนื้อดินไม่ยึดกับพิมพ์ ทำให้แกะออกได้ง่ายขึ้น กับมีดคัตเตอร์ซึ่งกรีดลงบนดินตามจุดที่เห็นว่าบิ่น ล้ำ หรือไม่ได้ขอบรูปทรงที่สวยงาม

แล้วระหว่างรอการตากแดดอันนานโข เพื่อไม่ให้ผู้มาทำเวิร์กชอปเบื่อหน่าย พี่กบก็พาเราทุกคนมาเล่นกิจกรรมสนุก ๆ อีกอย่างหนึ่ง อย่างเกมยิงธนู ลูกธนูที่พี่กบกับหลานใช้ยิงเป็นแบบไม่มีหัว และใช้วิธีการยิงแบบล้านนาซึ่งมีการตั้งมือ เหนี่ยวคันธนูไม่เหมือนกับแถบยุโรป

ทั้งลุงและหลานผลัดกันสอนมือใหม่หัดยิงธนูไม่นาน ทุกคนก็เกิดความคุ้นชินและเพลิดเพลินกับการเล็งเป้า หลายคนยิงจนลืมเลยทีเดียวว่ากำลังรอให้พระพิมพ์ของตนแห้งอยู่

พี่กบเล่าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเป็นนิจ หากน้ำเสียงเผยความภูมิใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาเรียนทำพระพิมพ์กับเขา สามารถพิมพ์พระขาย สร้างรายได้กับตัวเองมากมาย คนที่มาฝึกเรียนวิชาพิมพ์พระกับเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่ยังอุดมด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายสัญชาติ ซึ่งช่วยให้พี่กบได้หัดพูดภาษาอังกฤษจนคล่อง และขณะนี้กำลังฝึกภาษาจีนอยู่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่กำลังจะหลั่งไหลมาจากแผ่นดินมังกรในเร็ววัน

เช่นเดียวกับโมทนาเซรามิก บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ของพี่กบเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็เข้าชมและทำพระพิมพ์ฝีมือตนเองได้ แต่ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน พร้อมกับค่าใช้จ่ายอีกคนละ 300 บาทเท่านั้น

ทริปนี้ให้แง่คิดกับเราหลายอย่าง และทำให้เรามองจังหวัดนี้ในมุมแปลกไปจากเดิม

ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนอาจเหลือเพียงแค่อดีต แต่พื้นความรู้ความสามารถของผู้คนยังสืบต่อมาถึงปัจจุบัน และจะเชิดหน้าชูตาให้แดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนี้ต่อไปในอนาคต

ภาพ : อำนาจ เพ็งเอี่ยม

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load