18 กันยายน 2561
29 K

เมื่อมองจากสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่สุดลูกหูลูกตา ซึ่งประกอบไปด้วย 3 สวนสาธารณะ ได้แก่ สวนจตุจักร ขนาด 155 ไร่ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขนาด 196 ไร่ และสวนวชิรเบญจทัศหรือสวนรถไฟ ขนาด 375 ไร่ รวมแล้วเป็นพื้นที่กว่า 726 ไร่ ขนาดเท่ากับสวนลุมพินีถึง 2 สวน

กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวใหญ่โตขนาดนี้ด้วยหรือ? หลายคนที่อ่านถึงตรงนี้คงตั้งคำถามในใจ ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใหญ่โตเท่าไหร่ หากเทียบกับ Central Park ณ มหานครนิวยอร์กซึ่งมีพื้นที่ถึง 2,000 ไร่

คำตอบคือ ไม่เสียทีเดียว สวนสาธารณะทั้งสามไม่ได้เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียว เพราะถูกตัดขาดความต่อเนื่องของการใช้งานออกจากกันด้วยคูระบายน้ำและถนนใหญ่ที่จอแจไปด้วยการสัญจร

ทั้งที่จริงแล้ว ‘กรุงเทพมหานคร’ หรือ BMA มีแผนแม่บทในการรวมสวนสาธารณะทั้งสามแห่งเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อ ‘อุทยานสวนจตุจักร’ ตั้งแต่ พ.ศ. 2551 แต่จนแล้วจนรอด แผนที่ว่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเสียที เพราะความซับซ้อนและปัญหายุ่งยากที่จะตามมามากมาย เนื่องจากความแตกต่างด้านแนวคิด และการบริหารจัดการสวนสาธารณะแต่ละแห่ง

หลายปีผ่านไป ความฝันที่จะได้เห็นพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่อันชอุ่มชุ่มชื่นเริ่มจางหายไปจากความคิด จนเมื่อไม่นานมานี้ โปรเจกต์เล็กๆ โปรเจกต์หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่เงียบสงบที่สุดของทั้งสามสวนสาธารณะ พาเรากลับสู่ความหวังนี้อีกครั้ง

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

The Bird Wave Bridge คือสะพานไม้หน้าตาเรียบง่าย ความยาวเพียง 50 เมตร ที่ทอดตัวข้ามคู่น้ำที่กั้นกลางระหว่างสวนวชิรเบญจทัศ และสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สะพานแห่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มันเชื่อมสวนสาธารณะเข้าหากันด้วยวิธีไหน เรามีโอกาสไปสนทนาเพื่อหาคำตอบกับ คุณนำชัย แสนสุภา ภูมิสถาปนิกแห่ง Shma สตูดิโอ Landscape Architect เจ้าของโปรเจกต์นี้

ก่อนจะไปถึงเรื่องราวของ The Bird Wave Bridge เราอยากชวนคุณทำความเข้าใจเรื่องพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ กันสักหน่อย

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

จากเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดไว้ว่าเมืองใหญ่แต่ละเมืองควรมีอัตราพื้นที่สีเขียวมากกว่า 9 ตารางเมตรต่อคน

แต่จากข้อมูลของสำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล พบว่า พื้นที่สวนสาธารณะปัจจุบันของกรุงเทพฯ มีจำนวน 7,642 แห่ง เนื้อที่ 22,134 ไร่ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของกรุงเทพฯ นับรวมประชากรแฝงซึ่งคาดว่ารวมแล้วจะมีประมาณ 10 ล้านคน ทำให้อัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรอยู่ที่ 3.54 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ WHO มาก

และที่สำคัญ 3 ตารางเมตรกว่าๆ ที่ว่า นับรวมทุกหย่อมพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ทั้งหมด ตั้งแต่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ไปจนถึงเกาะกลางถนนทั่วกรุงเทพฯ ดังนั้น จะเห็นได้ทันทีว่ามหานครแห่งนี้ไม่ได้ขาดแค่พื้นที่สีเขียวในแง่ของพื้นที่เท่านั้น แต่ยังขาดพื้นที่รองรับความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในเมืองอีกด้วย

นี่คือปัญหาระดับเมืองที่หลายฝ่ายกำลังเร่งหาทางแก้ไข เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคน สัตว์น้อยใหญ่ และพืชพรรณต่างๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งก็นับเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ได้ยินเช่นนั้น

ถ้าคุณพร้อมแล้ว ตามเราไปพบเรื่องราวความพิเศษที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ของสะพานไม้เล็กๆ ในสวนสาธารณะขนาดมหึมาแห่งนี้กัน

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

คุณนำชัยเริ่มเล่าให้เราฟังถึงเหตุผลที่ทำให้โครงการเชื่อมต่อสวนสาธารณะทั้งสามเข้าหากันเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ “แบบที่ออกมาในตอนนั้นจะต้องมีการต่อเติมสิ่งต่างๆ เข้าไปในพื้นที่สวนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะการสร้างแกนด้วยสะพานลอยฟ้ามากมายระหว่างสวน ทำให้ถูกต่อต้านอย่างเนืืองๆ เพราะต้องตัดต้นไม้เพื่อก่อสร้างเยอะ

“ต่อมาแนวความคิดในการรวมสวนสาธารณะทั้งสามเข้าหากันจึงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จริงๆ แล้ววิธีการเชื่อมต่อการใช้งานในสวนให้ต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเชื่อมด้วยเรื่องกายภาพเสมอไป แต่สามารถเชื่อมต่อด้วยการเข้าถึงและกิจกรรม หรือที่เรียกว่า Soft Approach แทนได้”

จึงเป็นที่มาของโปรเจกต์ The Bird Wave Bridge สะพานเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ในการสร้างความต่อเนื่องด้านการใช้งานของผู้คนระหว่างสวน สะพานแห่งนี้ถูกออกแบบด้วยหลักคิดการสร้าง Landmark นั่นคือต้องมีคาแรกเตอร์โดดเด่น เป็นที่สนใจ น่าจดจำ และสามารถดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาใช้งานได้จริงๆ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

คุณนำชัยเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของสวนสาธารณะทั้งสามแห่งว่า สวนจตุจักรเกิดขึ้นจากรัฐบาล พ.ศ. 2518 น้อมเกล้าฯ ถวายพื้นที่ 100 ไร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างสวนสาธารณะ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ และเปิดให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ใน พ.ศ. 2523

ทุกวันนี้สวนจตุจักรตั้งชิดติดสถานีรถไฟใต้ดิน MRT และสถานีรถไฟฟ้า BTS ทำให้มีการใช้งานที่คึกคักตลอดทั้งสัปดาห์

สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ได้รับมอบพื้นที่สนามกอล์ฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยเดิมจากกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 โดยได้รับพระราชทานชื่อ สวนวชิรเบญจทัศ จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระชนมายุครบ 50 พรรษา

สวนรถไฟเป็นที่นิยมในช่วงสุดสัปดาห์ ด้วยเส้นทางวิ่งและปั่นจักรยานขนาดยาว ที่คดเคี้ยวไปกับทัศนียภาพที่สวยงามสมบูรณ์

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เกิดขึ้นจากรัฐบาล พ.ศ. 2534 น้อมเกล้าฯ ถวายพื้นที่ 200 ไร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อจัดสร้างสวนสาธารณะ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ครบ 5 รอบ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535

แม้จะเป็นสวนที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตมากที่สุดในทั้งสามสวน แต่กลับได้รับความนิยมในการมาเยี่ยมชมน้อยที่สุด เพราะไกลจากระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และถูกตัดขาดจากอีกทั้งสองสวน มีเพียงคูระบายน้ำเล็กๆ ที่เชื่อมต่อสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เข้ากับสวนรถไฟเท่านั้น

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

คูระบายน้ำนี้เองคือที่ตั้งของ The Bird Wave Bridge หมู่แมกไม้ที่เงียบสงบดึงดูดนกหลายชนิด จากการสำรวจของ สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดกิจกรรมดูนกบริเวณนี้อยู่บ่อยๆ

“ดังนั้นฟังก์ชันรองนอกเหนือจากการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกิจกรรมระหว่างสวนสาธารณะของสะพานไม้แห่งนี้ คือการเป็นพื้นที่ด้อมๆ มองๆ นกหลากหลายสายพันธ์ุที่แวะเวียนกันมา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีที่นั่งพร้อมช่องเปิดที่เจาะไว้เป็นระยะตลอดความยาวของสะพาน ช่องเหล่านั้นเอาไว้แอบส่องนกอย่างไรล่ะ” คุณนำชัยกล่าวยิ้มๆ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

คอนเซปต์หลักในการออกแบบ The Bird Wave Bridge นั้นเรียบง่ายมาก คือทำอย่างไรให้สิ่งปลูกสร้างใหม่ไม่ไปรบกวนและเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเดิม

“สภาพน้ำในคูจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ถ้าช่วงหน้าฝน น้ำเยอะ ทางสวนจะปล่อยให้น้ำระบายเข้าออก น้ำก็จะสะอาดขึ้นมาหน่อย ปกติน้ำในคูก็จะมีแหนบ้าง มีซากต้นไม้เก่าที่หักตกลงไปบ้าง ตอนออกแบบ เราปรึกษาสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย จึงได้ทราบว่าความระเกะระกะเหล่านี้ คือองค์ประกอบที่ทำให้พื้นที่เป็น Bird Friendly Area”

คุณนำชัยอธิบายเพิ่มว่า ไม่เฉพาะนกเท่านั้น แต่พื้นที่แถวนี้เป็นมิตรและเชื้อเชิญสัตว์หลากหลายสายพันธ์มาอยู่อาศัย เพราะมีปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ในธรรมชาติอย่างครบถ้วน ได้แก่ แหล่งอาหารและน้ำ ที่กำบังที่ปลอดภัย และที่อยู่อาศัยให้สัตว์ได้เลี้ยงดูลูกของตน ตั้งแต่นกที่อาศัยบนยอดไม้ ไปจนถึงฝูงปลาและสัตว์เลื้อยคลานที่แหวกว่ายอยู่ในสระ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

“สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยแนะนำให้เราปรับระดับตลิ่งให้ลาดขึ้น เพื่อให้คูระบายน้ำมีส่วนน้ำตื้นไว้ให้นกน้ำบางชนิดสามารถเดินไปหากินได้ อย่างนกกระเต็นจะชอบโฉบหาปลาแถวๆ ซากต้นไม้เก่า ที่หมิ่นเหม่อยู่เหนือระดับน้ำ วันไหนอากาศดีๆ จะเห็นเต่าและตัวเงินตัวทองขึ้นมานอนอาบน้ำอีกด้วย” คุณนำชัยเสริม

เมื่อมองไกลๆ หรือมองภาพแปลนมุมสูง สะพานแห่งนี้มีรูปร่างเหมือนลูกคลื่น จึงเป็นที่มาของชื่อ The Bird Wave Bridge อันมีความหมายตรงตัวแบบคำต่อคำเป๊ะ

“ทุกการออกแบบมีฟังก์ชัน เหตุผล ที่มาที่ไปทั้งหมด แม้แต่ Curve หรือความคดโค้งของรูปทรงสะพาน เพราะบางจุดต้องหักเลี้ยวอ้อมต้นไม้เดิมที่มีอยู่ นอกจากนี้หากมองภาพกว้างขนาดใหญ่ของสวนสาธารณะทั้งสาม จะสามารถเห็นความอ่อนช้อยของเส้นสายการวางผังเดิม

“ดังนั้น เมื่อเราต้องออกแบบสะพานที่เป็นตัวเชื่อมความต่อเนื่องระหว่างสวน ความโค้งเหล่านี้จะช่วยให้บรรยากาศ อารมณ์ ในการใช้งานต่อเนื่องจากเส้นสายเดิมที่มีอยู่ ทั้งยังให้ความรู้สึกเป็นกันเองและผ่อนคลาย”

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

อีกสิ่งน่าสนใจที่คุณนำชัยเล่าให้ฟัง คือเรื่องวัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้าง The Bird Wave Bridge “ไม้ทุกชิ้นที่ใช้ในโปรเจกต์นี้เป็นไม้เก่าทั้งหมด เป็นไม้รีไซเคิลที่ถูกนำมา Reuse ซึ่งผู้รับเหมาได้มาจากการไปรื้อโครงสร้างเก่าที่ต้องการทำลาย”

มันน่าทึ่งมาก เพราะเมื่อมองเผินๆ เราแทบไม่เห็นร่องรอยความเก่าของไม้เหล่านี้เลย ทั้งที่จริงทุกชิ้นผ่านการใช้งานมาแล้วอย่างโชกโชน “คุณสมบัติพิเศษของไม้เก่าคือความทนทานและความสามารถในการยืดหดตัว เพราะผ่านแดด ลม ฝน แมลง และกาลเวลา มาแล้วครั้งหนึ่ง”

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

“โครงการที่กำลังจะเกิดตามมาเร็วๆ นี้ คือการเปลี่ยนที่จอดรถ JJ Green เป็นสวนขนาด 26 ไร่ นอกจากนี้ยังมีโครงการปิดหัวท้ายถนนที่ผ่ากลางสวนสาธารณะทั้งสามแห่ง เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่สวนทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยไม่ได้รื้อถนนออก หรือตัดต้นไม้เพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มแบบแผนเดิมเมื่อหลายปีก่อน แต่กั้นประตูและเชื่อมทางเดินเป็นช่วงๆ ให้กิจกรรมระหว่างสวนเชื่อมต่อกันเท่านั้น

“หลังจากเชื่อมสวนผืนยักษ์เข้าหากันแล้ว คนเมืองจะมีเส้นทางวิ่งมินิมาราธอน ความยาว 10.5 กิโลเมตร ผ่านทั้งสามสวนที่มีวิวทิวทัศน์สีเขียวที่ไม่ซ้ำกันเลย แต่โปรเจกต์เหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นนะ ทาง BMA มีแผนที่จะเปิดประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของชาวกรุงเทพฯ ก่อน จึงจะสามารถดำเนินการต่อได้”

คุณนำชัยอธิบายเรื่องอนาคตพื้นที่สีเขียวเมืองกรุงทิ้งท้ายว่า “กรุงเทพฯ ยังขาดพื้นที่สีเขียวที่พอเพียง ทั้งในแง่ขนาดพื้นที่และคุณภาพ สิ่งที่เราทำได้เร็วและง่ายที่สุดอันดับแรก คือปรับปรุงพื้นที่สาธารณะเดิมที่มีอยู่แล้ว และเพิ่มศักยภาพที่จะทำให้มันถูกใช้งานได้อย่างเต็มที่ 

“อันดับต่อไปคือหาพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์ มาออกแบบพัฒนาให้เกิดการใช้งานสำหรับผู้คน ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่าพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สีเขียว (Green Space) เท่านั้น แต่เป็นที่ๆ คนได้ออกมาพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน

“ยุคปัจจุบันคนส่วนใหญ่มี awareness เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ดังนั้นการจะผลักดันเรื่องพื้นที่สาธารณะและคุณภาพชีวิตผู้คนในกรุงเทพฯ มันมีทางเป็นไปต่อได้แน่นอน หากเราร่วมมือกัน”

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load