18 กันยายน 2561
29.19 K

เมื่อมองจากสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่สุดลูกหูลูกตา ซึ่งประกอบไปด้วย 3 สวนสาธารณะ ได้แก่ สวนจตุจักร ขนาด 155 ไร่ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขนาด 196 ไร่ และสวนวชิรเบญจทัศหรือสวนรถไฟ ขนาด 375 ไร่ รวมแล้วเป็นพื้นที่กว่า 726 ไร่ ขนาดเท่ากับสวนลุมพินีถึง 2 สวน

กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวใหญ่โตขนาดนี้ด้วยหรือ? หลายคนที่อ่านถึงตรงนี้คงตั้งคำถามในใจ ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใหญ่โตเท่าไหร่ หากเทียบกับ Central Park ณ มหานครนิวยอร์กซึ่งมีพื้นที่ถึง 2,000 ไร่

คำตอบคือ ไม่เสียทีเดียว สวนสาธารณะทั้งสามไม่ได้เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียว เพราะถูกตัดขาดความต่อเนื่องของการใช้งานออกจากกันด้วยคูระบายน้ำและถนนใหญ่ที่จอแจไปด้วยการสัญจร

ทั้งที่จริงแล้ว ‘กรุงเทพมหานคร’ หรือ BMA มีแผนแม่บทในการรวมสวนสาธารณะทั้งสามแห่งเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อ ‘อุทยานสวนจตุจักร’ ตั้งแต่ พ.ศ. 2551 แต่จนแล้วจนรอด แผนที่ว่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเสียที เพราะความซับซ้อนและปัญหายุ่งยากที่จะตามมามากมาย เนื่องจากความแตกต่างด้านแนวคิด และการบริหารจัดการสวนสาธารณะแต่ละแห่ง

หลายปีผ่านไป ความฝันที่จะได้เห็นพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่อันชอุ่มชุ่มชื่นเริ่มจางหายไปจากความคิด จนเมื่อไม่นานมานี้ โปรเจกต์เล็กๆ โปรเจกต์หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่เงียบสงบที่สุดของทั้งสามสวนสาธารณะ พาเรากลับสู่ความหวังนี้อีกครั้ง

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

The Bird Wave Bridge คือสะพานไม้หน้าตาเรียบง่าย ความยาวเพียง 50 เมตร ที่ทอดตัวข้ามคู่น้ำที่กั้นกลางระหว่างสวนวชิรเบญจทัศ และสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สะพานแห่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มันเชื่อมสวนสาธารณะเข้าหากันด้วยวิธีไหน เรามีโอกาสไปสนทนาเพื่อหาคำตอบกับ คุณนำชัย แสนสุภา ภูมิสถาปนิกแห่ง Shma สตูดิโอ Landscape Architect เจ้าของโปรเจกต์นี้

ก่อนจะไปถึงเรื่องราวของ The Bird Wave Bridge เราอยากชวนคุณทำความเข้าใจเรื่องพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ กันสักหน่อย

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

จากเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดไว้ว่าเมืองใหญ่แต่ละเมืองควรมีอัตราพื้นที่สีเขียวมากกว่า 9 ตารางเมตรต่อคน

แต่จากข้อมูลของสำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล พบว่า พื้นที่สวนสาธารณะปัจจุบันของกรุงเทพฯ มีจำนวน 7,642 แห่ง เนื้อที่ 22,134 ไร่ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของกรุงเทพฯ นับรวมประชากรแฝงซึ่งคาดว่ารวมแล้วจะมีประมาณ 10 ล้านคน ทำให้อัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรอยู่ที่ 3.54 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ WHO มาก

และที่สำคัญ 3 ตารางเมตรกว่าๆ ที่ว่า นับรวมทุกหย่อมพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ทั้งหมด ตั้งแต่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ไปจนถึงเกาะกลางถนนทั่วกรุงเทพฯ ดังนั้น จะเห็นได้ทันทีว่ามหานครแห่งนี้ไม่ได้ขาดแค่พื้นที่สีเขียวในแง่ของพื้นที่เท่านั้น แต่ยังขาดพื้นที่รองรับความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในเมืองอีกด้วย

นี่คือปัญหาระดับเมืองที่หลายฝ่ายกำลังเร่งหาทางแก้ไข เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคน สัตว์น้อยใหญ่ และพืชพรรณต่างๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งก็นับเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ได้ยินเช่นนั้น

ถ้าคุณพร้อมแล้ว ตามเราไปพบเรื่องราวความพิเศษที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ของสะพานไม้เล็กๆ ในสวนสาธารณะขนาดมหึมาแห่งนี้กัน

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

คุณนำชัยเริ่มเล่าให้เราฟังถึงเหตุผลที่ทำให้โครงการเชื่อมต่อสวนสาธารณะทั้งสามเข้าหากันเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ “แบบที่ออกมาในตอนนั้นจะต้องมีการต่อเติมสิ่งต่างๆ เข้าไปในพื้นที่สวนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะการสร้างแกนด้วยสะพานลอยฟ้ามากมายระหว่างสวน ทำให้ถูกต่อต้านอย่างเนืืองๆ เพราะต้องตัดต้นไม้เพื่อก่อสร้างเยอะ

“ต่อมาแนวความคิดในการรวมสวนสาธารณะทั้งสามเข้าหากันจึงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จริงๆ แล้ววิธีการเชื่อมต่อการใช้งานในสวนให้ต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเชื่อมด้วยเรื่องกายภาพเสมอไป แต่สามารถเชื่อมต่อด้วยการเข้าถึงและกิจกรรม หรือที่เรียกว่า Soft Approach แทนได้”

จึงเป็นที่มาของโปรเจกต์ The Bird Wave Bridge สะพานเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ในการสร้างความต่อเนื่องด้านการใช้งานของผู้คนระหว่างสวน สะพานแห่งนี้ถูกออกแบบด้วยหลักคิดการสร้าง Landmark นั่นคือต้องมีคาแรกเตอร์โดดเด่น เป็นที่สนใจ น่าจดจำ และสามารถดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาใช้งานได้จริงๆ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

คุณนำชัยเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของสวนสาธารณะทั้งสามแห่งว่า สวนจตุจักรเกิดขึ้นจากรัฐบาล พ.ศ. 2518 น้อมเกล้าฯ ถวายพื้นที่ 100 ไร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างสวนสาธารณะ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ และเปิดให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ใน พ.ศ. 2523

ทุกวันนี้สวนจตุจักรตั้งชิดติดสถานีรถไฟใต้ดิน MRT และสถานีรถไฟฟ้า BTS ทำให้มีการใช้งานที่คึกคักตลอดทั้งสัปดาห์

สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ได้รับมอบพื้นที่สนามกอล์ฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยเดิมจากกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 โดยได้รับพระราชทานชื่อ สวนวชิรเบญจทัศ จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระชนมายุครบ 50 พรรษา

สวนรถไฟเป็นที่นิยมในช่วงสุดสัปดาห์ ด้วยเส้นทางวิ่งและปั่นจักรยานขนาดยาว ที่คดเคี้ยวไปกับทัศนียภาพที่สวยงามสมบูรณ์

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เกิดขึ้นจากรัฐบาล พ.ศ. 2534 น้อมเกล้าฯ ถวายพื้นที่ 200 ไร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อจัดสร้างสวนสาธารณะ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ครบ 5 รอบ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535

แม้จะเป็นสวนที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตมากที่สุดในทั้งสามสวน แต่กลับได้รับความนิยมในการมาเยี่ยมชมน้อยที่สุด เพราะไกลจากระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และถูกตัดขาดจากอีกทั้งสองสวน มีเพียงคูระบายน้ำเล็กๆ ที่เชื่อมต่อสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เข้ากับสวนรถไฟเท่านั้น

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

คูระบายน้ำนี้เองคือที่ตั้งของ The Bird Wave Bridge หมู่แมกไม้ที่เงียบสงบดึงดูดนกหลายชนิด จากการสำรวจของ สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดกิจกรรมดูนกบริเวณนี้อยู่บ่อยๆ

“ดังนั้นฟังก์ชันรองนอกเหนือจากการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกิจกรรมระหว่างสวนสาธารณะของสะพานไม้แห่งนี้ คือการเป็นพื้นที่ด้อมๆ มองๆ นกหลากหลายสายพันธ์ุที่แวะเวียนกันมา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีที่นั่งพร้อมช่องเปิดที่เจาะไว้เป็นระยะตลอดความยาวของสะพาน ช่องเหล่านั้นเอาไว้แอบส่องนกอย่างไรล่ะ” คุณนำชัยกล่าวยิ้มๆ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

คอนเซปต์หลักในการออกแบบ The Bird Wave Bridge นั้นเรียบง่ายมาก คือทำอย่างไรให้สิ่งปลูกสร้างใหม่ไม่ไปรบกวนและเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเดิม

“สภาพน้ำในคูจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ถ้าช่วงหน้าฝน น้ำเยอะ ทางสวนจะปล่อยให้น้ำระบายเข้าออก น้ำก็จะสะอาดขึ้นมาหน่อย ปกติน้ำในคูก็จะมีแหนบ้าง มีซากต้นไม้เก่าที่หักตกลงไปบ้าง ตอนออกแบบ เราปรึกษาสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย จึงได้ทราบว่าความระเกะระกะเหล่านี้ คือองค์ประกอบที่ทำให้พื้นที่เป็น Bird Friendly Area”

คุณนำชัยอธิบายเพิ่มว่า ไม่เฉพาะนกเท่านั้น แต่พื้นที่แถวนี้เป็นมิตรและเชื้อเชิญสัตว์หลากหลายสายพันธ์มาอยู่อาศัย เพราะมีปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ในธรรมชาติอย่างครบถ้วน ได้แก่ แหล่งอาหารและน้ำ ที่กำบังที่ปลอดภัย และที่อยู่อาศัยให้สัตว์ได้เลี้ยงดูลูกของตน ตั้งแต่นกที่อาศัยบนยอดไม้ ไปจนถึงฝูงปลาและสัตว์เลื้อยคลานที่แหวกว่ายอยู่ในสระ

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

“สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยแนะนำให้เราปรับระดับตลิ่งให้ลาดขึ้น เพื่อให้คูระบายน้ำมีส่วนน้ำตื้นไว้ให้นกน้ำบางชนิดสามารถเดินไปหากินได้ อย่างนกกระเต็นจะชอบโฉบหาปลาแถวๆ ซากต้นไม้เก่า ที่หมิ่นเหม่อยู่เหนือระดับน้ำ วันไหนอากาศดีๆ จะเห็นเต่าและตัวเงินตัวทองขึ้นมานอนอาบน้ำอีกด้วย” คุณนำชัยเสริม

เมื่อมองไกลๆ หรือมองภาพแปลนมุมสูง สะพานแห่งนี้มีรูปร่างเหมือนลูกคลื่น จึงเป็นที่มาของชื่อ The Bird Wave Bridge อันมีความหมายตรงตัวแบบคำต่อคำเป๊ะ

“ทุกการออกแบบมีฟังก์ชัน เหตุผล ที่มาที่ไปทั้งหมด แม้แต่ Curve หรือความคดโค้งของรูปทรงสะพาน เพราะบางจุดต้องหักเลี้ยวอ้อมต้นไม้เดิมที่มีอยู่ นอกจากนี้หากมองภาพกว้างขนาดใหญ่ของสวนสาธารณะทั้งสาม จะสามารถเห็นความอ่อนช้อยของเส้นสายการวางผังเดิม

“ดังนั้น เมื่อเราต้องออกแบบสะพานที่เป็นตัวเชื่อมความต่อเนื่องระหว่างสวน ความโค้งเหล่านี้จะช่วยให้บรรยากาศ อารมณ์ ในการใช้งานต่อเนื่องจากเส้นสายเดิมที่มีอยู่ ทั้งยังให้ความรู้สึกเป็นกันเองและผ่อนคลาย”

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

อีกสิ่งน่าสนใจที่คุณนำชัยเล่าให้ฟัง คือเรื่องวัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้าง The Bird Wave Bridge “ไม้ทุกชิ้นที่ใช้ในโปรเจกต์นี้เป็นไม้เก่าทั้งหมด เป็นไม้รีไซเคิลที่ถูกนำมา Reuse ซึ่งผู้รับเหมาได้มาจากการไปรื้อโครงสร้างเก่าที่ต้องการทำลาย”

มันน่าทึ่งมาก เพราะเมื่อมองเผินๆ เราแทบไม่เห็นร่องรอยความเก่าของไม้เหล่านี้เลย ทั้งที่จริงทุกชิ้นผ่านการใช้งานมาแล้วอย่างโชกโชน “คุณสมบัติพิเศษของไม้เก่าคือความทนทานและความสามารถในการยืดหดตัว เพราะผ่านแดด ลม ฝน แมลง และกาลเวลา มาแล้วครั้งหนึ่ง”

The Bird Wave Bridge, สวนจตุจักร, สวนรถไฟ

“โครงการที่กำลังจะเกิดตามมาเร็วๆ นี้ คือการเปลี่ยนที่จอดรถ JJ Green เป็นสวนขนาด 26 ไร่ นอกจากนี้ยังมีโครงการปิดหัวท้ายถนนที่ผ่ากลางสวนสาธารณะทั้งสามแห่ง เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่สวนทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยไม่ได้รื้อถนนออก หรือตัดต้นไม้เพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มแบบแผนเดิมเมื่อหลายปีก่อน แต่กั้นประตูและเชื่อมทางเดินเป็นช่วงๆ ให้กิจกรรมระหว่างสวนเชื่อมต่อกันเท่านั้น

“หลังจากเชื่อมสวนผืนยักษ์เข้าหากันแล้ว คนเมืองจะมีเส้นทางวิ่งมินิมาราธอน ความยาว 10.5 กิโลเมตร ผ่านทั้งสามสวนที่มีวิวทิวทัศน์สีเขียวที่ไม่ซ้ำกันเลย แต่โปรเจกต์เหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นนะ ทาง BMA มีแผนที่จะเปิดประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของชาวกรุงเทพฯ ก่อน จึงจะสามารถดำเนินการต่อได้”

คุณนำชัยอธิบายเรื่องอนาคตพื้นที่สีเขียวเมืองกรุงทิ้งท้ายว่า “กรุงเทพฯ ยังขาดพื้นที่สีเขียวที่พอเพียง ทั้งในแง่ขนาดพื้นที่และคุณภาพ สิ่งที่เราทำได้เร็วและง่ายที่สุดอันดับแรก คือปรับปรุงพื้นที่สาธารณะเดิมที่มีอยู่แล้ว และเพิ่มศักยภาพที่จะทำให้มันถูกใช้งานได้อย่างเต็มที่ 

“อันดับต่อไปคือหาพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์ มาออกแบบพัฒนาให้เกิดการใช้งานสำหรับผู้คน ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่าพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สีเขียว (Green Space) เท่านั้น แต่เป็นที่ๆ คนได้ออกมาพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน

“ยุคปัจจุบันคนส่วนใหญ่มี awareness เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ดังนั้นการจะผลักดันเรื่องพื้นที่สาธารณะและคุณภาพชีวิตผู้คนในกรุงเทพฯ มันมีทางเป็นไปต่อได้แน่นอน หากเราร่วมมือกัน”

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.37 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load