8 กุมภาพันธ์ 2561
4.38 K

เทรนด์การเปลี่ยนพื้นที่เก่าที่ไม่ใช้แล้วมาเป็นศูนย์ศิลปะสำหรับชุมชนเป็นกระแสการพัฒนาพื้นที่ที่แพร่หลายไปทั่วโลก ศูนย์สร้างสรรค์อย่าง Huashan 1914 Creative Park ในไต้หวันเกิดจากสวนสาธารณะเก่า แหล่งรวมดีไซเนอร์ฮ่องกงอย่าง PMQ เกิดจากอดีตโรงเรียนและแฟลตตำรวจ หรือ 59 Rivoli แกลเลอรี่และสตูดิโอศิลปินสุดชิกในปารีสก็เกิดจากตึกร้าง

หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มปรับปรุงที่เก่าให้สาธารณชนเข้าไปใช้งาน เช่น การปรับปรุงท่าเรือกลไฟริมน้ำเจ้าพระยาเป็น ล้ง 1919 หรือ การเปลี่ยนโรงพิมพ์ธนบัตรเก่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องน่าดีใจ แต่ไม่น่าแปลกใจนักสำหรับเมืองหลวง ในฐานะคนกรุงเทพฯ ฉันรู้ตัวว่าเรามักได้รับโอกาสทันสมัยก่อนชาวบ้านชาวช่องเขาเสมอ

Public Space ที่ฉันอยากจะเล่าให้คุณฟังครั้งนี้แตกต่างจากกรณีอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ศูนย์การเรียนรู้ศิลปะนี้เก๋มาก แม้ไม่ได้เกิดจากอิทธิพลเมืองนอกเมืองนา ไม่ได้เกิดจากการลงทุนมหาศาล และไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง

พื้นที่สาธารณะนี้อยู่ในจังหวัดมหาสารคาม เกิดจากกระติ๊บข้าว มูลควาย กับเงินเพียง 7,000 บาท

และกลุ่มคนเล็กๆ ที่ไม่นั่งรอโอกาส แต่ลงมือทำเพื่อชุมชนนาดูน

โรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์

ตำบลนาดูนมีชื่อเสียงเรื่องพระบรมธาตุนาดูน นอกจากโบราณสถานอายุมากกว่า 1,300 ปี ที่นี่ไม่มีจุดเด่นอื่น

นาดูนไม่ใช่ตัวเมือง ไม่ใช่แหล่งเศรษฐกิจฟู่ฟ่า ประชากรทำการเกษตร ไม่ก็เข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงาน คนที่อยู่บ้านเกิดมักเป็นคนแก่และเด็กๆ ซึ่งมีเวลาว่างหลังเลิกเรียน กิจกรรมที่พวกเขานิยมมักอยู่หลังหน้าจอ ไม่ก็อาจรวมกลุ่มแข่งรถ

ปรีชา การุณ

ครูเซียง-ปรีชา การุณ นักการละครหุ่นที่เดินทางเข้ามาทำละครโรงเรียนมองเห็นปัญหานี้ เขารู้สึกผูกพันกับเด็กๆ บ้านหนองโนใต้ และเชื่อว่าศิลปะดีกับเด็กๆ ในระยะยาว แต่การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้ถ้าทำให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ชายหนุ่มจึงตัดสินใจปักหลักที่นี่เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง

“ผมใช้กระบวนการศิลปะและละครมาพัฒนาเด็กๆ ในพื้นที่ กว่าจะได้ละครเรื่องหนึ่ง เด็กต้องอ่าน คิด เขียน ฝึกทักษะหลายด้าน แต่ศาสตร์ละครเป็นเรื่องใหม่สำหรับเด็กอีสาน เขารู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเล่น พ่อแม่บางคนเขาก็ไม่เข้าใจ มองว่าการแสดงคืออาชีพเต้นกินรำกิน”

ปัญหานี้เริ่มละลายหายไปในวันที่ครูเซียงผสมความเป็นอีสานเต็มขั้นในงานของตัวเอง

“วันหนึ่งเราไปเจอคุณตานั่งสานกระติ๊บข้าวอยู่ในชุมชน แล้วหลานวิ่งเข้ามาบอกว่าหิวข้าว พอเขาเปิดกระติ๊บแล้วเราหันไปเห็นพอดี มันเหมือนคนขยับปาก เลยเกิดไอเดียว่าไม่ทำหุ่นแบบเดิมแล้ว เราจะรับบริจาคกระติ๊บข้าวมาทำหุ่น ทำกระติ๊บเล็กเป็นลำตัว กระติ๊บใหญ่เป็นส่วนหัว แล้วก็ใช้ไม้ไผ่ที่หาได้ในท้องถิ่นมาเป็นโครงสร้าง ข้อดีคือมันเบามากเพราะข้างในกลวง

หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว

“หุ่นออกมาแบบอีสาน จะทำเป็นละครทั่วไปก็ไม่เหมาะแล้ว งั้นเราทำหมอลำดีกว่า เรารู้จักพ่อครูทองจันทร์ ปลายสวน ที่อยากสอนหมอลำแต่ไม่มีโอกาสและพื้นที่ ก็เลยเชิญมาสอน พอเป็นหมอลำปุ๊บ เด็กๆ ก็คุ้นเคยกับภาษา คุ้นเคยกับการแสดง พ่อแม่ก็เข้าใจและสอนลูกหลานได้ ผลคือพวกเขาเรียนรู้ได้เร็วมาก มาเล่นหุ่นได้ไม่เขินอาย เพราะเขารู้สึกว่าเป็นเจ้าของมัน เด็กๆ ที่ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก พอได้เล่นหุ่นเขาก็รู้สึกปลอดภัย เพราะเขาไม่ได้เป็นคนแสดง หุ่นต่างหากที่เป็นคนเล่าเรื่อง มีอะไรอยากเล่าก็พูดผ่านหุ่นได้”

ครูเซียงดึงเรื่ององคุลีมาล บุญบั้งไฟ พญาแถน พญาคันคาก พระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าเทวทัต ดึงตัวละครและปริศนาธรรมจากฮูปแต้ม ภาพฝาผนังจากวัดท้องถิ่น ไปจนถึงเรื่องราวในชุมชนที่เด็กๆ ถ่ายทอดมาสร้างบทละครหมอลำหุ่น โดยจัดกิจกรรมพร้อมเสียงกลองเสียงแคนตามโรงเรียนต่างๆ

เมื่อการทำละครกลายเป็นกิจวัตรประจำวันหลังเลิกเรียนที่ประสบความสำเร็จมาก คณะละครเล็กๆ นี้ก็ต้องการพื้นที่ของตัวเองอย่างจริงจัง ถึงตอนนี้นักการละครหุ่นไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป พลังที่ส่งให้ชุมชนเริ่มออกดอกออกผล พ่อแม่ที่เคยไม่สบายใจเมื่อลูกออกจากบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กเล็กเด็กโต คุณตาบุญโฮม และ คุณยายสมศรี พาดีจัน เลยบริจาคโรงรถเก่า พื้นที่ติดถนนข้างที่นาของตัวเอง ให้คณะศิลปินรุ่นเยาว์ที่ตั้งชื่อให้ตัวเองว่า ‘เด็กเทวดา’

“พอได้ที่ตรงนี้มาเราก็มาลงแขก พาเด็กๆ ไปเกี่ยวหญ้าคา เอาขี้ควายกับดินเหนียวมาผสมแล้วก็ฉาบแทนปูนซีเมนต์ สร้างเป็นโรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์ ทุนเริ่มต้น 7,000 บาท”

เด็กเทวดา โรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์ โรงละครหุ่นหมอลำ โรงละครหุ่นหมอลำ

ครูเซียงพาเดินชมโรงละครเล็กๆ ที่มีเวทีง่ายๆ ด้านหน้า ห้องเก็บหุ่นด้านหลัง ขยับขยายจนมีห้องจัดแสดงหุ่นมาสเตอร์พีซจากนิทานพื้นบ้านเรื่องสินไซให้คนทั่วไปเข้าชม ตัวละครกระติ๊บข้าวเกิดจากจินตนาการของเด็กๆ ที่เห็นภาพบนสิมหรือโบสถ์อีสาน ทั้งสาทพี่น้อง สินไซรูปหล่อ สีโหครึ่งสิงห์ครึ่งช้าง และสังข์ทองก้นหอย จนถึงงูซวงตัวใหญ่ที่มีหัวเป็นยักษ์ หุ่นเหล่านี้เป็นหุ่นยุคแรกๆ ที่ต้องใช้ 3 คนเชิด รูปแบบคล้ายหุ่นดั้งเดิมของญี่ปุ่น

ส่วนในห้องเก็บหุ่นด้านหลัง ศิลปินหนุ่มพาเราไปดูหุ่นยุคต่อมาที่พัฒนากลไกให้มีด้ามจับหลังลำตัว เช่น หุ่นที่มีรอยสักเต็มตัวมาจากเด็กคนหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจากคุณปู่ที่เป็นนักมวยเก่าจากศรีสะเกษ หุ่นนักเป่าแคนได้แรงบันดาลใจพ่อสมบัติ สิมหล้า นักเป่าแคนตามือหนึ่งของประเทศไทยที่เป็นคนตาบอด หุ่นตัวนี้มีเรื่องราวพิเศษ เพราะรุ่งสุริยา บุญสิงห์ ลูกศิษย์รุ่นแรกของครูเซียงชื่นชมพ่อสมบัติมากขนาดเดินทางไปเรียนเป่าแคนจนเชี่ยวชาญ จนตอนนี้กลับมาเป็นครูสอนหมอลำที่บ้านเกิด

หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว

“เรื่องราวคติธรรม ธรรมะ ศิลปะ กล่อมเกลาเขา เขามาอยู่กับผมตอนปอสาม ตอนนี้อยู่มอหก เป็นผู้นำเยาวชนตั้งแต่เด็กเลย เขาตั้งชมรมหมอลำในโรงเรียนดงยางตั้งแต่มอสาม ตอนนี้มีหลักสูตรท้องถิ่น ทุกวันพุธบ่ายสามจะเรียนเรื่องหุ่น โดยที่เขาเป็นวิทยากร”

ครูเซียงเล่าอย่างภาคภูมิใจ ปัจจุบันคณะเด็กเทวดาจากชุมชนเล็กๆ นี้เดินสายพาหุ่นหมอลำไปรับงานเล่นละครทั่วประเทศ ทุกๆ วันหลังเลิกเรียน ศิลปินจิ๋วจะเข้ามาอ่านนิทาน ร้องหมอลำ และซ้อมละคร ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นช่างสานกระติ๊บก็มารวมตัวที่นี่เหมือนกัน เพราะทักษะสานหุ่นตัวจ้อยไปจนถึงไดโนเสาร์ตัวยักษ์กลับมาสร้างงานให้ประชากรอย่างสม่ำเสมอ

คณะเด็กเทวดา

“พอหุ่นดูแลชุมชน ชุมชนก็กลับมาดูแลหุ่น” นักการละครกล่าวพร้อมรอยยิ้มจริงใจ

โครงสร้างและระบบของโฮมทองศรีอุปถัมภ์แห่งตำบลนาดูนสุดแสนเรียบง่าย ดีไซน์อีสานถักทอกลมกลืนอยู่ในทุกส่วนของโรงละคร แม้ Public Space นี้เล็กมาก แต่ฟังก์ชันการทำงานนั้นเกินร้อย

เหตุผลที่เล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง เพราะฉันคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่พื้นที่ และไม่ใช่ตุ๊กตา

หัวใจคนธรรมดาที่คิดถึง Public ต่างหาก ที่ทำให้ Space นี้งดงาม

ครูเซียง ปรีชา การุณ

Facebook : หมอลำหุ่น คณะเด็กเทวดา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.43 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load