2 พฤศจิกายน 2560
10 K

ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สีเขียวกินได้?

อันที่จริง สวนสมุนไพรหรือต้นกะหล่ำริมทางเท้าที่สวยแปลกตาไม่ใช่เรื่องใหม่ ในนิวยอร์กมีพื้นที่สาธารณะสีเขียวมากมาย และหลายที่ก็ปลูกพืชพันธุ์ที่กินได้ แต่มีกฎว่าห้ามเด็ด แตะต้อง หรือเคลื่อนย้าย ต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะ  แล้วทำไมเราถึงปลูกต้นไม้ที่กินได้ในพื้นที่ที่เราแตะต้องต้นไม้ไม่ได้? นี่อาจดูเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าที่จะตอบ แต่แล้วก็มีแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์เมื่อ Mary Mattingly (แมรี่ แมททิงลีย์) วิชวลอาร์ติสท์ชาวนิวยอร์ก ไปเจอว่า ไม่มีกฎข้อไหนห้ามแตะต้องของที่อยู่ในน้ำ

งั้นเราก็เอาของกินได้ไปลอยน้ำซะเลยสิ!

“ศิลปะมันมักจะตั้งคำถามกับคน ความแตกต่างของศิลปินกับนักออกแบบคือ นักออกแบบออกแบบเพื่อตอบคำถาม ขณะที่ศิลปินสร้างงานศิลปะเพื่อตั้งคำถาม”

แมรี่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ของคน สิ่งของ และธรรมชาติ ผลงานของเธอเลยมักจะพูดถึงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เธอเชื่อว่า พื้นที่สาธารณะนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อทุกคน และมันจะยั่งยืนได้ดีที่สุดด้วยการจัดการของคนในพื้นที่ซึ่งพึ่งพาอาศัยกัน เชื่อใจกัน และทำงานร่วมกันเพื่อดูแลพื้นที่ของพวกเขาเอง รวมถึงเชื่อว่า อาหารก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ

เทรนด์พื้นที่สีเขียวกินได้กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ พอได้ข่าวว่า Swale โครงการพื้นที่สีเขียวกินได้ในรูปแบบเรือลอยน้ำของแมรี่จัดดินเนอร์ปาร์ตี้ในสวนผัก แถมเจ้าสวนนี้มันลอยน้ำเเละเคลื่อนที่ไปรอบตัวเมืองนิวยอร์ก ก็ยิ่งทำให้เราตื่นเต้นขึ้นไปอีก สารภาพว่าภาพแรกในหัวตอนที่ได้ยินนั้นคิดว่าเป็นแคมเปญเก๋ๆ ของร้านอาหารที่จัดดินเนอร์ผักออร์แกนิกบนเรือ มีสวนผักเล็กๆ สำหรับทำสลัด และนั่งชมวิวตึกสูงในแมนฮัตตันบนแม่น้ำฮัดสัน โห โคตรฮิป!

เราไม่ได้ไปดินเนอร์เพราะติดเรียนค่ะ แต่เข้าไปส่องดูโปรเจกต์นี้ ก่อนจะตามไปจุดจอดล่าสุดที่ South Bronx เซาธ์บรองซ์) พอไปถึงของจริงนั้น ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับที่คิดเลยยยยย ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันฮิปกว่านั้นมากต่างหาก!

เรานั่งรถไฟไปเกือบสุดสาย The Bronx ลงที่สถานี Whitlock ave. เป็นที่รู้กันดีว่าย่านบรองซ์นั้นขึ้นชื่อเรื่องอาชญากรรมและอันตราย แต่นอกจากนั้นย่านเซาธ์บรองซ์ ยังได้ชื่อว่าเป็นทะเลทรายของอาหาร (food desert) ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของอเมริกา ซึ่งเมื่อระบบตอบสนองความต้องการพื้นฐานไม่แข็งแรงก็ย่อมส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนไม่แข็งแรงไปด้วย ซึ่งนำไปสู่อาชญากรรมไงเล่า เราเดินมุ่งหน้าไป Concrete Plant Park สวนริมน้ำเล็กๆ ที่แม้เช้านี้ฝนตกและท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาๆ แต่ก็มีผู้คนออกมานั่งเล่น ตกปลา และทำกิจกรรม กันพอสมควร

Swale ซึ่งดัดแปลงมาจากเรือบรรทุกสินค้าเก่าจอดเทียบท่าอยู่ เนื่องจากช่วงนี้เริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ต้นไม้เลยแลดูบางตาไปบ้าง Amanda (อะแมนด้า) ภัณฑารักษ์ของที่นี่ พาเราเดินดูต้นไม้ต่างๆ เด็ดนั่นนี่มาให้ดม พอรู้ว่าเป็นคนไทย เธอก็เดินไปเด็ดใบโหระพามาให้ แล้วก็ปีนไปเก็บใบโหระพาอิตาเลียนมาให้ดมเปรียบเทียบ หลังจากเธอเดินไปเดินมา มุดโน่นเก็บนี่มาให้เราดูสักพัก ก็คงเริ่มจับได้ว่ามีคนไทยสองคนยืนงงอยู่ว่ามันคืออะไร เธอเลยอธิบายว่า ต้นไม้ของที่นี่ปลูกแบบผสมกันเพื่อให้มันเติบโตไปแบบธรรมชาติที่สุด และคัดมาแล้วว่าพวกมันจะอยู่รอดได้ในช่วงฤดูหนาว ถ้าเป็นเด็กๆ มาใหม่ก็จะสนุกกับการหาต้นโน้นต้นนี่ ส่วนเธอทำงานที่นี่มานานจนจำได้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน เด็กบางคนที่มาที่นี่ก็ได้มาเห็นต้นไม้ตัวจริงจากที่ปกติเคยเห็นแต่บนพิซซ่า อย่างเช่นออริกาโน (เราก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก) ครึ่งหนึ่งของคนที่มาที่นี่เป็นคนในชุมชน ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวพาลูกๆ มาเรียนรู้ อีกส่วนเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากย่านอื่น

เราอาจจะคุ้นเคยกับการเห็นป้ายห้ามเด็ด หรือห้ามเหยียบในสวน แต่ที่นี่กลับเชิญชวนให้เรามาเด็ด มาหยิบกลับบ้าน ไปจนถึงเอามาปลูก

ต้นไม้ของที่นี่หลากหลาย ตั้งแต่โหระพา มินต์ ออริกาโน กะหล่ำปลี บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ เคล ต้นหอม ไปจนถึงแอปเปิ้ล (ที่จริงมันมีเยอะกว่านี้แหละ แต่หลายต้นเราก็ไม่รู้จัก) แม้ว่าต้นไม้ทุกต้นจะกินได้ เรื่องความปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้เช่นกันหากจะเปิดให้คนกิน ที่นี่จึงให้ความสำคัญในการทำป้ายเพื่อให้ความรู้ด้วย และ Swale ยังต้องหาคำตอบในเรื่องว่าถ้าเปิดพื้นที่สาธารณะให้คนเข้ามาเก็บได้อย่างเสรีแล้วมันจะเป็นการทำลายต้นไม้ และส่งผลต่อระบบแลนด์สเคปหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เขาก็กำลังหาคำตอบร่วมกันกับองค์กรผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญ คือให้ความรู้คนในชุมชน เพื่อหาคำตอบร่วมกันในด้านการจัดการและดูแลด้วย นับว่า Swale ขยายนิยามคำว่า สวนสาธารณะ ออกไปกว้างกว่าการเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับการพักผ่อนของทุกคน สู่การเป็นพื้นที่ที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา พัฒนา และใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

หลังจากไปจอดที่ Governors Island และ Brooklyn Bridge Park Swale กลับมาจอดที่ Concrete Plant Park อีกครั้งเนื่องจากเสียงตอบรับที่ดีของโครงการ ทำให้หน่วยงานรัฐมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะสร้างสวนสาธารณะที่กินได้ขึ้นมาจริงๆ ปีนี้ Swale ร่วมมือกับ Bronx River Alliance, The Point และ the New York City Parks Department เป็นพี่เลี้ยงให้โครงการ Foodway ที่รัฐตั้งใจจะเปลี่ยนสวนริมแม่น้ำบรองซ์ให้กลายเป็นสวนครัวสาธารณะของชุมชน และไม่ใช่แค่สวนนี้นะ แต่ยาวไป 23 ไมล์ตลอดทั้งแม่น้ำเลย

เล่าแล้วก็นึกถึงตอนที่คุณป้ากั้นรั้วเพื่อไม่ให้มะม่วงตกไปบ้านข้างๆ หรือบางปีที่มะม่วงออกลูกดกจนไม่รู้จะเอาไปแจกใคร… ยิ่งคิดก็… ยิ่งอยากกินข้าวเหนียวมะม่วง

Swale จึงกลายเป็นสวนสาธารณะกินได้แห่งแรกของเมืองนิวยอร์ก เป็นพื้นที่ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมดูแลพื้นที่ของตัวเอง เป็นโมเดลที่ผลักดันให้เกิดสวนทดลองที่สนับสนุนโดยภาครัฐและกำลังผลักดันไปสู่นโยบายของรัฐ และขอพูดอีกครั้งว่า Swale เริ่มจากการเป็นงานศิลปะที่เกิดจากวิชวลอาร์ติสท์ผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อและลงมือทำ ย้อนกลับไปที่คำถามว่า ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สีเขียวกินได้? แมรี่อาจไม่มีอำนาจพอจะเปลี่ยนคำตอบบางอย่าง

แต่เธอทำให้เห็นว่า คำตอบมีได้หลากหลายกว่านั้น

“Swale is an artwork. Art is integral to imagining new worlds. By continuing to create and explore new ways of living, we hope that Swale will strengthen our ways of collaborating, of cooperating, and of supporting one another.” – Swale website

 

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปอ่านได้ที่

www.swaleny.org

 

ที่ตั้งของสวน

Writer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เมื่อเกิดสถานที่ใหม่ๆ คนย่อมชอบใจและชอบไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่น่าคิดเช่นกันว่า ในวันที่พื้นที่มากมายถูกทำลายเพื่อสร้างสิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมบางอย่างอาจสร้างรอยแผลให้กับพื้นที่เดิมก็เป็นได้ ยิ่งเป็นสถานที่ที่ถูกทำลายเพียงครึ่งเดียว ทิ้งซากบ้านไม่สมบูรณ์เอาไว้ให้ดูต่างหน้า ช่างน่าเจ็บใจนัก 

สถานที่ที่ว่าคืออดีตของ Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) ประเทศสเปน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดกะทัดรัดที่ถูกสร้างทับซากบ้านเดิมอย่างรวดเร็ว ฉุกเฉินเหมาะกับชื่อ 

พื้นที่เล็กๆ แต่มีประโยชน์เหลือหลาย แถมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับชุมชนชาวอูล็อตได้อย่างไร เชื่อว่าถ้าลองไปทำความรู้จักต้นแบบทางสถาปัตย์สุดน่ารัก จะอยากให้เจ้าฉากโค้งไปช่วยเยียวยาพื้นที่ คน และชุมชน ในอีกหลายมุมเมือง 

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : José Hevia

ครึ่งหนึ่งของบ้านนี้ โดนทำลายหายไป

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความถึงเมืองรื่นรมย์อย่างอูล็อตที่ขึ้นชื่อเรื่องงานคราฟต์และศิลปะ ผสมผสานระหว่างยุคกลางและยุคสมัยใหม่เอาไว้ เลยไม่น่าแปลกใจหากเห็นที่นี่มีโรงเรียนการออกแบบหรือศิลปหัตถกรรมมากมาย  

ไม่นานก็มีโครงการพัฒนาเมืองเพื่อสร้างทางเท้าใหม่ บ้านหลังหนึ่งตั้งขวางแผนการสร้างดังกล่าวอย่างเหมาะเจาะ รัฐบาลเลยซื้อ Can Sau House และรื้อถอนเพื่อจัดแนวถนนด้านหน้าโบสถ์อย่างที่ตั้งใจ แต่เรื่องนี้คงจะจบผ่านไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าพวกเขาไม่เหลือเศษซากแปลกประหลาดเอาไว้ครึ่งหนึ่ง แถมส่วนที่เหลือไว้เป็นเพียงโครงกำแพง 3 หยัก และฝาผนังร่วมของซากบ้าน 

ไม่น่าดูเอาเสียเลย

ค.ศ. 2018 เทศบาลเมืองอูล็อต Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : Esteve Moner

กระทั่ง ค.ศ. 2018 เทศบาลเมืองอูล็อตคงคิดเช่นกัน ว่าจะปล่อยเมืองแห่งศิลปะมายาวนานมีซากปรักหักพังเช่นนี้ได้อย่างไร จึงมอบหมายให้ Unparelld’arquitectes สตูดิโอสถาปัตย์ชื่อดังในเมือง นำโดย เอดวร์ด คาลลิส (Eduard Callís) และ กิลเลม โมไลเนอร์ (Guillem Moliner) ลงมือปรับปรุงบ้านเว้าแหว่งตรงข้ามโบสถ์ให้กลับมาดูดีและมีประโยชน์ใช้สอยอีกครั้ง  

เอดวร์ด คาลลิส (Eduard Callís) และ กิลเลม โมไลเนอร์ (Guillem Moliner)

พื้นที่สาธารณะเพิงโค้ง

โจทย์ที่ได้รับไม่ง่าย เพราะพวกเขาต้องจัดรูปแบบพื้นที่ใหม่ให้เข้ากับโครงสร้างเดิม และยังต้องคงเอกลักษณ์ให้เข้ากับถนนสายนี้ จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์การออกแบบพื้นที่สาธารณะเปิดโล่ง ทำเป็นฉากอิฐโค้ง 3 ตอน เจาะช่องวงกลมด้านบน และเจาะช่องเล็กๆ ไว้ 4 ช่อง เพื่อใส่กระจก แล้วมาประกอบกันเป็นฟาซาด (Façade) แสนสวย

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : Unparelld’arquitectes

 

นอกจากความสวยงาม การก่ออิฐแดงเสริมเข้าไปในผนังเดิม และสร้างช่องเปิดเผยให้เห็นร่องรอยผนังเก่าด้านหลัง ส่วนร่องรอยการรื้อถอนก็ทิ้งไว้อย่างนั้น เพราะทั้งคู่ตั้งใจเก็บไว้เป็นความทรงจำของเมือง พวกเขาเลือกใช้โครงเหล็กสีแดง คู่สีที่กลมกลืนกัน ค้ำยันเพื่อรับน้ำหนักโครงสร้าง ส่วนกิมมิกด้านบนสุด คือ สถาปัตยกรรม Vault หลังคาโค้งเพิ่มความเก๋ไก๋ให้กับพื้นที่ 113 ตารางเมตร และเติมดวงไฟที่ห้อยลงมาจากเพดานโค้ง ทำให้พื้นที่สว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ส่องแสงสว่างไสวในยามค่ำคืน ฟื้นให้พื้นที่กลับมาคึกคัก 

เพื่อไม่ให้เสียชื่อเมืองศิลปะ ควิม โดมีน (Quim Domene) ศิลปินผู้คร่ำหวอดด้านการสร้างงานในพื้นที่สาธารณะ เลยมาช่วยรังสรรค์ช่องกระจกด้วยการหยิบเอาองค์ประกอบรอบๆ พื้นที่มาแต่งแต้ม อย่างโมเสกลวดลายเรขาคณิตบนกระจกกลม เป็นแพตเทิร์นกระเบื้องสุดคราฟต์ หัตถกรรมขึ้นชื่อของสเปน และออกแบบช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ด้านล่าง 4 ช่อง เติมไอคอนสัญลักษณ์ของเมือง รูปจำลองพระแม่มารีย์ รายชื่อร้านดั้งเดิมที่เคยมี และผังเมืองเก่าแห่งนี้เข้าไป

ความน่ารักในการออกแบบอีกอย่างคือ ใช้วัสดุและช่างในท้องถิ่นทั้งหมด

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
เปลี่ยนซากบ้านเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนสเปนเปิดตลาด จัดคอนเสิร์ต และใช้งานตามใจนึก

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เริ่มเห็นเจ้าโค้งนี้เป็นรูปเป็นร่าง จะว่าปรับปรุงเสร็จแล้วก็ว่าใช่ แต่ก็ไม่เชิง เพราะเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่อยากให้พื้นที่นี้ปรับตามสถานการณ์และการใช้งานของแต่ละคน เขาจึงออกแบบอย่างเป็นกลางและกลมกลืนกับบริบทเดิม ให้เหมาะกับการใช้งานสำหรับกิจกรรมทุกประเภท

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) พื้นที่สาธารณะ ประเทศสเปน
ภาพ : José Hevia

ลานละเล่น แล้วแต่ชาวเมือง

พื้นที่ใหม่ไฉไลแบบนี้ มีหรือชาวเมืองอูล็อตจะพลาด กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้จึงครึกครื้นเป็นพิเศษ จัดทั้งงานแสดงสินค้า คอนเสิร์ต และพิธีกรรมทางศาสนา เนื่องจากอยู่ห่างจากโบสถ์ Tura เพียงชั่วข้ามถนน ส่วนสมาคมในท้องถิ่นเอง ก็ใช้พื้นที่สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ด้วย 

Can Sau. Emergency Scenery แห่งเมืองเก่าแก่นาม Olot (อูล็อต) ประเทศสเปน
ภาพ : Roger Serrat-Calvó

ความเจ๋งของที่นี่คือเป็นพื้นที่อะไรก็ได้ตามใจนึก ขึ้นอยู่กับความสนใจและประสบการณ์ และก็แล้วแต่คนจะให้นิยามว่าคืออะไร มันจึงเป็นได้ทั้งเพิง ฉาก เวที และพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอย่างหลัง ในแง่การออกแบบเมืองเป็นตัวอย่างที่ดี ในการสรรหาพื้นที่มาสร้าง Public Space ให้ผู้คนได้ออกมาเจอกัน และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ขนาดของพื้นที่ไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ เพราะเมื่อมีคนมาใช้งาน จะเป็นแว่นขยายให้เกิดโปรเจกต์สร้างสรรค์เช่นนี้ตามมาอีกมาก

ที่สำคัญ ยังเป็นการปรับโฉมใหม่โดยไม่ลืมคิดถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ พร้อมใส่จิตวิญญาณของเมืองไว้อย่างครบถ้วน

ไม่น่าเชื่อว่าอดีตซากปรักหักพังทิ้งร้าง จะสร้างก้าวสำคัญที่ส่งผลต่อบริบทของชุมชนเมือง อนาคต เราว่าโอกาสที่จะได้เห็นพื้นที่สร้างสรรค์เกิดขึ้นทั่วหัวถนน คงไม่เกินจริงเกินไป สำหรับเมืองพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง

www.dezeen.com

www.archdaily.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load