ผมเพิ่งเดินทางไปเที่ยวที่ไต้หวันเป็นระยะเวลาสั้นๆ เมื่อเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็เคยไปมาบ้างสองสามครั้ง จะเรียกว่าชอบหรือถูกชะตากับไต้หวันก็คงพอได้

นอกจากที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆ ที่ถือว่าโดดเด่นมากของไต้หวันแล้ว ผมมักสังเกตเห็นว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่แทบทุกเมืองใหญ่ๆ ของไต้หวันจะมี เวลาหาข้อมูลถึงสิ่งนี้ในเว็บไซต์การท่องเที่ยวก็มักมีคนมาให้ความเห็นในทางบวกเสมอ

ขอสารภาพเลยว่าทีแรกก็รู้สึกเหยียดนิดๆ ว่ามันช่างเป็นที่ของนักท่องเที่ยวซะจริงๆ แต่พอได้ลองไปก็พบว่าสนุกและประทับใจมากๆ ก็จะมีที่ไหนอีกที่เป็นทั้งที่ท่องเที่ยวของชาวต่างชาติเช่นเรา ที่ท่องเที่ยวของคนไต้หวัน ที่แฮงเอาต์ของวัยรุ่น และยังเป็นที่ถ่ายรูปสุดฮิตของครอบครัว เรียกว่าเราจะเจอคนทุกเพศทุกวัยอยู่ที่นี่ครบหมด

ที่แห่งนี้คือ Creative Park นั่นเอง

Creative Park Taiwan Creative Park

ขึ้นชื่อว่าเป็น Creative Park หน้าที่ของมันก็เป็นทั้งสองอย่างตามชื่อจริงๆ นั่นคือเป็นทั้งสวนสาธารณะและสถานที่รองรับความคิดสร้างสรรค์ให้กับทุกคน ส่วนประกอบของ Creative Park นี้มีพื้นที่สีเขียว พื้นที่ตรงกลางสำหรับจัดแสดงดนตรี การแสดงต่างๆ รวมถึงสตรีทโชว์ อาคารสำหรับจัดนิทรรศการ โรงละคร ห้องซ้อมสำหรับศิลปิน ห้องเวิร์กช็อป ร้านค้าของนักออกแบบท้องถิ่น ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม กราฟิตี้ และสิ่งสุดท้ายก็คือจุดถ่ายรูปต่างๆ มากมาย ซึ่งในยุคแห่งการแชะ แชร์ โชว์ นั้นนี่น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนมาสวนแห่งนี้กันอย่างมากมายล้นหลาม

การเกิดขึ้นของ Creative Park นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการสนับสนุนของทางภาครัฐ โดยกระทรวงวัฒนธรรมของไต้หวันอยากสร้างสถานที่เพื่อพักผ่อนแก่ประชาชน และสร้างพื้นที่ปล่อยของให้กับเหล่าศิลปิน ช่างฝีมือ นักดนตรี และเหล่านักออกแบบ ให้มีที่ทางของตัวเอง เพราะมองเห็นถึงพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเหมือน Soft Power ซึ่งนำไปพัฒนาประเทศได้

ไตหวัน Creative Park Creative Park Taiwan Creative Park

ผสมกับนิสัยประหยัดที่ชอบหยิบจับเอาของเก่ามาใช้งานใหม่ของชาตินี้ กระทรวงวัฒนธรรมเลยเลือกใช้โรงงานไวน์เก่าที่ตั้งมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมญี่ปุ่นซึ่งปิดทิ้งร้างมาปัดฝุ่น กลายเป็น Creative Park แห่งแรกของประเทศ (ตอนนี้คือ Huashan 1914 Creative Park) ตั้งแต่ปี 1999 หรือเกือบๆ 20 ปีมาแล้ว!

และเมื่อผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี ทางกระทรวงวัฒนธรรมของไต้หวันเลยขยายแฟรนไชส์ Creative Park ให้ออกไปในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันนี้ก็มีที่เมืองไทเป ไทจง ฮัวเหลียน ไทหนาน เจียอี้ ทั้งหมด 5 เมืองที่มีสิ่งนี้อยู่

แต่เรื่องมันยังไม่จบเพียงเท่านี้ครับ อย่างที่บอกไปว่าด้วยผลตอบรับที่ค่อนข้างดีมาก ทางรัฐบาลท้องถิ่นของหลายเมือง เช่น ไทเป ไทหนาน ไทจง เกาสง ก็เลยพัฒนา Creative Park ของตัวเองเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้นอีกทางนึงด้วย

Creative Park Creative Park Taiwan Creative Park Creative Park

เออ เอาเข้าไป อย่างไทเปก็หยิบเอาโรงงานบุหรี่เก่ามาปรับปรุงเป็น Songshan Cultural Park ไทหนานก็มีการหยิบเอาบ้านร้างมาทำเป็น Blueprint Culture & Creative Park หรืออย่างโกดังริมแม่น้ำเก่าสมัยยุคญี่ปุ่นของเมืองเกาสงก็ถูกพัฒนากลายเป็น Pier 2 Arts Center นอกจากนี้แล้ว ทางฝั่งเอกชนก็มีการพัฒนาทำ Creative Park เล็กๆ ขึ้นมาอีกทางนึงด้วย โดยกระจายไปอยู่หลายที่ในไต้หวัน

ตอนไปเดินใน Creative Park เหล่านี้ ผมเห็นความสนใจและใส่ใจในงานศิลปะของคนที่นี่อย่างชัดเจน จึงไม่แปลกใจที่เรามักจะเห็นการต่อคิวยาวมากเพื่อซื้อตั๋วราคาสูงเข้าชมนิทรรศการ พื้นที่แสดงดนตรีก็มีวัยรุ่นมาเล่นกันอยู่แทบจะทั้งวัน การแสดงรูปแบบต่างๆ ก็มักได้รับความสนใจจากคนดูเสมอ

อาจเพราะงานศิลปะทั้งหลายที่มาจัดแสดงไว้ใน Creative Park ถูกย่อยให้เสพง่ายและสนุก ผสมกับจุดถ่ายรูปมากมายและกราฟิตี้ที่อยู่แทบจะทุกมุมของสวน เหมือนหยิบจับเอางานศิลปะมาวางไว้ใกล้ตัวเรา ไม่ใช่วางอยู่เป็นหอคอยงาช้างแสนหรูหราห่างไกลจากชีวิตจริง

Creative Park Creative Park Creative Park Taiwan Public Space

แล้วเมื่อมันสนุก เราก็สนิทใจที่จะอยู่ด้วย เมื่ออยู่ด้วยกันบ่อย เราก็ค่อยๆ ซึมซาบรับเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา จากนั้นมันก็จะค่อยๆ ถูกส่งต่อไปยังคนอื่นในครอบครัวอย่างลูกหลาน เด็กๆ ที่ได้เล่นอยู่กับงานศิลปะมาตั้งแต่เล็ก พอโตขึ้นมาพวกเขาก็จะชอบและรักในงานศิลปะ

คนที่มีความสามารถด้านการสร้างสรรค์ก็จะมองเห็นอนาคตของอาชีพตัวเองและกล้าประกอบอาชีพนั้น คนชอบเต้นก็เป็นนักเต้นได้ นักออกแบบกราฟิกอาจไม่จำเป็นต้องออกแบบแต่นามบัตร นักเขียนการ์ตูนก็มีนิทรรศการใหญ่โตมีคนยอมรับได้ไม่ต่างจากศิลปินอื่นๆ เมื่อเป็นแบบนี้เราก็จะได้คนรุ่นใหม่ซึ่งประกอบอาชีพที่ตัวเองรัก มีความถนัด และภาคภูมิใจกับงานได้

ผมพยายามหาตัวเลขที่เชื่อมโยงระดับความคิดสร้างสรรค์ของคนกับจำนวน Creative Park แบบนี้ว่ามีความสัมพันธ์กันแบบไหน การมีพื้นที่สาธารณะแบบนี้เพื่มขึ้นช่วยให้คนไต้หวันสร้างสรรค์มากขึ้นรึเปล่า แต่ไม่ว่าจะหาตัวเลขยังไงก็ไม่สามารถจะหาได้ (ก็แหงล่ะ…มันวัดได้ที่ไหนกัน)

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะพออ้างอิงได้ก็คือ ไต้หวันยังคงมีแบรนด์สินค้าและบริการของตัวเองที่ยังคงแข่งขันกับคู่แข่งคนอื่นๆ ในตลาดโลกยุคที่ไม่มีใครกดต้นทุนให้ถูกไปกว่าจีนได้อีกต่อไปแล้วได้อย่างสง่างาม

นี่จึงพิสูจน์ว่าความคิดสร้างสรรค์ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ นั้นแตกต่างและคงอยู่ในท้องตลาดได้ต่อไป ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ได้ก็คือ คนรุ่นใหม่ที่มีหัวสร้างสรรค์เหล่านี้ไงล่ะ

อาคารรกร้างอาจจะเป็นของไร้ประโยชน์สำหรับบางเมือง แต่สำหรับไต้หวันแล้ว พวกเขาเลือกใช้ความคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนมันให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ที่จริงก็ไม่มีชื่อไหนเหมาะกับสิ่งนี้ไปกว่า Creative Park แล้วล่ะ

Creative Park

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

13 มิถุนายน 2560
10 K

เวลาพูดถึงพื้นที่สาธารณะ ผมมักคิดถึงสวนสาธารณะเป็นอย่างแรก (ตามด้วยตู้โทรศัพท์ ซึ่งสูญพันธุ์ไปจากริมถนนกรุงเทพฯ หมดแล้ว) นอกจากนั้นเราแทบไม่คุ้นกับคำอื่นที่พ่วงคำว่าสาธารณะต่อท้ายเลย

แล้วพื้นที่สาธารณะคืออะไร ถ้าไม่ใช่แค่สวน?

คำตอบคือ พื้นที่ของทุกคนที่ใครก็ใช้งานได้ ถ้าไม่ใช่บ้าน ที่ทำงาน หรือโรงเรียน ทุกที่ก็แทบจะเป็นพื้นที่สาธารณะหมด อย่างฟุตปาทนี่ก็ใช่ ถนนนี่ก็ใช่ สวนก็ใช่ ป้ายรถเมล์ก็ใช่ ทางเดินริมน้ำก็ใช่ สนามเด็กเล่นนี่ก็ใช่ ลานกีฬาก็ใช่ ห้องสมุดก็ใช่ หอศิลป์ก็ใช่ พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่าสถานที่พวกนี้ไม่เห็นจะดีตรงไหน และไม่เห็นจะน่าไปใช้เลย

ไม่รู้ว่าที่เราไม่ได้ไปนั้น เป็นเพราะมันไม่ดีเราเลยไม่ไป หรือเพราะเราไม่ค่อยได้ไป สถานที่พวกนี้เลยไม่ดีสักทีกันแน่

การเรียนลัดด้วยการดูสิ่งที่คนอื่นทำเร็วกว่าทดลองทำเอง ดังนั้น มันคงจะดีกว่าถ้าเราได้เห็นว่าพื้นที่สาธารณะที่ดีเป็นยังไง คอลัมน์นี้เลยนำเสนอเรื่องราวของพื้นที่สาธารณะเพื่อให้เราได้เรียนรู้บางอย่าง และอาจได้มีที่พื้นที่สาธารณะดีๆ ในอนาคตกันบ้าง

ผมคิดว่าเรื่องปากท้องนั้นสำคัญ เพราะอย่างนั้น ก็คงจะเหมาะสมถ้าตอนแรกของคอลัมน์ Public Space จะเป็นเรื่องของพื้นที่สาธารณะที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในเมืองอย่างแผงลอย

สิ่งน่าเบื่อที่สุดของแต่ละวันสำหรับคนทั่วไปคงหนีไม่พ้นคำถามว่า วันนี้กินอะไรดี เพราะเราเป็นเมืองแห่งอาหารข้างทางหรือ street food แบบที่ฝรั่งชอบเรียก ทำให้มีตัวเลือกหลากหลายในด้านอาหารการกิน ไม่ว่าจะมื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น ไปจนถึงมื้อดึกดื่น ก็รับประกันได้ว่าเรามีของกินแน่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาร้านสะดวกซื้อ และด้วยความที่มีตัวเลือกมาก ก็ทำให้เราต้องคิดตัดสินใจมาก

แต่ในช่วงเวลาหลังจากนี้เราก็คงจะไม่ต้องกลัว และไม่ต้องเบื่อเรื่องนี้กันอีกต่อไป เพราะทางกรุงเทพมหานครกำลังอยู่ในช่วงจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยกันอยู่ ซึ่งจากการจัดระเบียบนี้ก็ทำให้หาบเร่แผงลอยที่หาทางเช่าพื้นที่ในบริเวณนั้นไม่ได้หายออกไปจากถนนเส้นนั้น

สิ่งน่าเบื่อที่สุดของแต่ละวันก็กลับกลายมาเป็น แล้วหลังจากนี้เราจะเหลืออะไรกินกันมั่ง?

พูดถึงเรื่องแผงลอย ใครหลายคนคงนึกถึงสิงคโปร์กันเป็นอันดับแรก ลองมาดูตัวอย่างการจัดการกับแผงลอยอย่างสร้างสรรค์กันดีกว่า

Hawker
Hawker

ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยบในกฎระเบียบอย่างสิงคโปร์นั้น เมื่อก่อน (ช่วงปี 1970) ก็เคยมีปัญหาหาบเร่แผงลอยเช่นเดียวกันกับเรา เพราะการอยู่อาศัยในเมืองนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่แพ้ที่อยู่อาศัยก็คงเป็นเรื่องอาหาร คนเมืองที่มีอาหารอร่อยและราคาไม่แพงคงเรียกได้ว่าเป็นคนโชคดี ซึ่งนี่คือสิ่งที่แผงลอยตอบโจทย์ให้ผู้อยู่อาศัยได้ ด้วยต้นทุนที่ปราศจากค่าเช่าทำให้ราคาอาหารถูกจนทุกคนในเมืองซื้อหาได้ แต่เหรียญก็มี 2 ด้านเสมอ เพราะเหล่าแผงลอยนี้ก็สร้างปัญหาให้เมืองไปพร้อมกัน ทั้งความสะอาดของถนนหนทาง ท่อระบายน้ำที่อุดตัน ความสะอาดของอาหาร การกีดขวางทางเดินและถนน และอาจลากยาวไปถึงการติดสินบนเจ้าพนักงานกันเลยทีเดียว (ที่พูดมานี่ผมหมายถึงประเทศสิงคโปร์นะครับ!)

ทางการสิงคโปร์ก็เห็นว่าเหล่าแผงลอยนี้เป็นปัญหา แต่ด้วยการคิดพิจารณาถึงความจำเป็นในการมีอยู่ของเหล่าแผงลอยแล้ว ก็เลยเลือกที่จะหาวิธีอาศัยอยู่ร่วมกันกับหาบเร่แผงลอย โดยการจัดหาพื้นที่แล้วก่อสร้างอาคารขึ้นมา มีบริการทั้งไฟฟ้า น้ำประปา ห้องน้ำ และพื้นที่จัดเก็บขยะ จากนั้นจึงทำการย้ายพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยเข้าไปอยู่ภายในศูนย์อาหารเหล่านี้ และควบคุมด้วยการออกใบอนุญาตและเก็บค่าเช่าโดยตรงโดยทางการเป็นผู้ออกใบอนุญาตและคิดราคาค่าเช่าเอง

ใช่แล้วครับ สิ่งนี้ก็คือ Hawker (ฮอว์กเกอร์) นั่นเอง

ฮอว์กเกอร์นั้นไม่ใช่ของแปลกใหม่อะไรสำหรับบ้านเรา ถ้าจะให้อธิบาย มันมีลักษณะหน้าตาคล้ายกับศูนย์อาหารตามย่านอาคารสำนักงานอย่างศาลาแดงหรืออโศก (ชาวออฟฟิศคงคุ้นเคยกับการเรียกกันว่าเต็นท์) โดยแทบทั้งหมดเป็นพื้นที่แบบเปิดโล่ง มีหลังคาแต่มักไม่มีแอร์ อยู่กระจายไปทั่วทั้งเมือง เช่น ใกล้ย่านออฟฟิศ ใต้แฟลตที่พักอาศัย แนวรถไฟฟ้า และตลาด ฟู้ดคอร์ทหรือศูนย์อาหารแบบนี้มีทั้งหมดกว่า 100 แห่งทั่วสิงคโปร์ มีร้านค้ารวมกว่า 6,000 ร้าน และคำว่า hawker ก็แปลว่าคนหาบเร่นั่นเอง

Hawker
Hawker

ถึงเตรียมที่เตรียมทางไว้พร้อม เหล่าพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ยอมย้ายกันเข้าไปแต่โดยดี เพราะเมื่อต้องออกห่างจากทำเลเดิม หลายคนจึงกลัวว่าจะขายไม่ออก ทางรัฐบาลที่ปกติเข้มงวดกับกฏเกณฑ์ก็ยอมผ่อนปรนความเข้มงวดลง แล้วก็มาช่วยเหลือทั้งในเรื่องค่าเช่าและทำเลที่ตั้งของฮอว์กเกอร์ให้เหมาะสม จนใช้เวลารวมเกือบ 10 ปีในการย้ายแผงลอยเข้าไปอยู่ในนั้นได้จนหมด ทำให้หาบเร่แผงลอยทั้งหมดหายไปจากถนน

หลังจากนั้น ฮอว์กเกอร์ก็กลายมาเป็นศูนย์กลางของเหล่าชุมชนแทน ด้วยราคาอาหารที่ถือว่าถูกมากสำหรับคนที่นี่ (ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 50 บาท) ฮอว์กเกอร์จึงเป็นสถานที่ที่เห็นคนทุกชนชั้น ทุกอาชีพ มานั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน และยังกลายมาเป็นสถานที่ฝากท้องสุดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวอีกด้วย จนขนาดห้างอย่าง Marina Bay Sands และตัวสวน Gardens by the Bay ก็ยังมีฮอว์กเกอร์ไว้ให้บริการเช่นกัน

Hawker
Hawker

พีกหนักเข้าไปอีกก็ตรงที่ฮอว์กเกอร์บางที่นั้นผันตัวกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปด้วยซ้ำ อย่างที่ Lau Pa Sat Festival Market (ตลาดเหล่าปาสัท) หรือ Telok Ayer Market (ตลาดทีล็อก อาเยอร์) ที่เป็นตลาดเก่าสร้างตั้งแต่ปี 1894 ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของสิงคโปร์นี้ โด่งดังจากการที่มีสถาปัตยกรรมยุควิกตอเรีย ตัวอาคารรูปทรงแปดเหลี่ยมทำจากหล็กทั้งหมดโดยมีลวดลายที่สวยงามมากๆ จนได้รับการประกาศเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นฮอว์กเกอร์แบบ 24 ชั่วโมงอีกด้วย

จากแผงลอยที่เป็นปัญหาของเมือง สิงคโปร์เลือกที่จะจัดการและหาวิธีอยู่ร่วมกัน จนในที่สุดแผงลอยก็กลับกลายมาเป็นพื้นที่เลี้ยงปากท้องของชุมชน เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ จนมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในที่สุด

ถ้าไม่เรียกว่าพลิกวิกฤติเป็นโอกาสก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้วล่า~

  • ฮอว์กเกอร์ไม่มีบริการกระดาษทิชชู่ให้ เราจึงควรซื้อติดมือไปด้วย นอกจากเช็ดมือเช็ดปากแล้ว เรายังวางห่อทิชชู่ไว้บนโต๊ะเพื่อจองโต๊ะได้อีกด้วย
  • ถึงจะเป็นแผงลอยแต่รสชาติก็ไม่ธรรมดา เพราะมิชลินสตาร์ได้มีการมอบดาวให้กับร้านอาหารในฮอว์กเกอร์ถึง 2 แห่ง คือ Hong Kong Soya Sauce Chicken Rice & Noodle ที่ฮอว์กเกอร์ชั้น 2 ตึกไชน่าทาวน์ คอมเพล็กซ์ (ด้วยราคาประมาณจานละ 60 บาท ทำให้ที่นี่มีเมนูของร้านมิชลินสตาร์ที่ถูกที่สุดในโลก) และ Hill Street Tai Hwa Pork Noodle ที่ฮอว์กเกอร์ตรงถนนครอว์ฟอร์ดเลน

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load