12 พฤศจิกายน 2561
3 K
The Cloud X SC Asset
01

ฟื้นฟูตั้งแต่ยุคโรมัน

รู้หรือเปล่าว่าประเทศฝรั่งเศสมีประวัติศาสตร์การวางผังเมืองมาตั้งแต่สมัยโรมัน แต่ผังเมืองยุคโบราณไม่ได้สวยงามเนี้ยบนิ้งแบบที่เราเห็นในปารีสทุกวันนี้หรอก เพราะสมัยก่อนเขาวางผังเมืองเพื่อฟังก์ชันล้วนๆ ความงามไม่ค่อยเกี่ยวสักเท่าไหร่

จนกระทั่งยุคเรเนซองส์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นผู้ริเริ่มการวางผังเมืองเพื่อความสวยงามเป็นครั้งแรก ทำให้เนื้อเมืองเก่าแก่ที่ถูกใช้งานมานานนมได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เกิดเป็นจัตุรัสและพื้นที่สาธารณะหลวงเก๋ไก๋ Jardin นั้น Jardin นี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วปารีส

แต่แล้วเมื่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยจักรวรรดิฝรั่งเศส ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดันตรงกับยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมพอดิบพอดี ทำให้ความตั้งใจที่จะพัฒนาถนนสายสำคัญของเมืองหลายสายเพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาที่เติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองอุตสาหกรรมไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้

ปัญหาเมืองจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งปัญหาด้านสุขาภิบาลไม่เพียงพอ ตอบรับกับสภาพความเป็นอยู่ของคนในเมือง ซึ่งนำมาสู่ปัญหาด้านคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่อันยากจนของผู้คน

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการฟื้นฟูเมืองแบบจริงๆ จังๆ ที่ทำให้ปารีสเป็นปารีสอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น อีกฟากฝั่งโลกกำลังพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ พัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดสำหรับชนชั้นกรรมาชีพ และส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สีเขียวรูปแบบต่างๆ ไปทั่วเมือง

ในช่วงแห่งการฟื้นฟูเมือง ในศตวรรษที่ 18 อาคารเก่าทั้งหลายที่ทรุดโทรมถูกทุบทิ้งเป็นว่าเล่น แต่ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะจนถึงตอนนี้ เราต่างรู้ดีว่าปารีสเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่จากหลากหลายยุคสมัย ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามเมืองที่เติบโตและร่วมสมัยขึ้นทุกวัน

‘ปารีสเป็นเมืองอนุรักษ์ที่โคตรสนุก’ ใครบางคนบอกไว้อย่างนั้น มันจะมีเมืองไหนในโลกนี้อีกที่บ้าจี้สร้างแลนด์มาร์กเหล็กใหญ่ยักษ์ไปวางไว้กลางเมือง ในยุคที่คนยังอินกับลายเถาวัลย์ชดช้อยบนเสาดอริก

ปาริเซียงเปิดใจให้กับความแปลกใหม่เสมอ ดังนั้น เราจึงไม่แปลกใจที่ตึกร้างเล็กๆ แสนทรุดโทรมตึกหนึ่ง จะสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางศิลปะร่วมสมัย จนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่แพร่กระจายไปทั่วปารีส

ตึกร้างแห่งนั้นมีชื่อว่า 59 Rivoli และนี่คือเรื่องราวการก่อสร้างวัฒนธรรมที่ไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจริงมาแล้ว

59 Rivol, ปารีส 59 Rivol, ปารีส

02

เฉลิมฉลองให้กับเสรีภาพ

ไม่กี่ช่วงถนนจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ห้องแถวสไตล์ฝรั่งเศสตั้งชิดติดขอบถนน แสงนีออนจากบานหน้าต่างช้อปปิ้งสโตร์ขนาดยักษ์ด้านข้างไม่สามารถบดบังสีสันสดใสจากริ้วริบบิ้นนับร้อยที่พาดผ่านห้องแถว 6 คูหาตรงหน้าเราได้เลย

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือ 59 Rivoli

แตกต่างแต่ก็กลมกลืนไปกับกลิ่นอายแบบผู้ดีเมืองน้ำหอมได้อย่างน่าประหลาดใจ

จริงๆ แล้วอาคารในตำนานแห่งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Chez Robert Electron Libre ทุกวันนี้ 59 Rivoli ทำหน้าที่หลากหลายตั้งแต่สตูดิโอ แกลเลอรี่ พื้นที่แลกเปลี่ยน และบ้านของศิลปินที่แวะเวียนกันมาอยู่อาศัย

เหนือสิ่งอื่นใด เราคิดว่า 59 Rivoli เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองเสรีภาพทางความคิดสร้างสรรค์

59 Rivol, ปารีส 59 Rivol, ปารีส

ใน Lonely Planet เขียนไว้ว่า Facade หรือกำแพงด้านหน้าอาคารของ 59 Rivoli มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา กิจกรรม หรือข้อความที่อยากสื่อสารกับผู้คนในเมือง วันนี้คุณอาจเจอลูกโป่ง แล้ววันต่อมาเจอตุ๊กตาขยะรีไซเคิลนับร้อยประดับประดาอยู่บนกำแพงด้านหน้าอาคารก็ได้

ทุกพื้นที่ของ 59 Rivoli ตั้งแต่ด้านนอกเข้ามาด้านใน จากพื้นไปจนจรดเพดานเต็มไปด้วยตัวอักษร รอยสเกตช์และรอยเปื้อนสีที่ทับถมกันจนเป็นลวดลายไร้แพตเทิร์น มองแวบแรกอาจจะคิดว่ารกรุงรังอะไรขนาดนี้ แต่เมื่อมองแวบที่สองความคิดที่อยู่ในหัวคือ ‘สนุกอะไรขนาดนี้’

ก็บอกแล้วไงว่า ‘ปารีสเป็นเมืองอนุรักษ์ที่โคตรสนุก’

59 Rivol, ปารีส

03

เรื่องเล่า 3 สหาย

หน้าตาของแต่ละห้องใน 59 Rivoli นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะสะท้อนบุคลิกภาพและสไตล์ของศิลปินเจ้าของห้องที่มาอาศัยอยู่ เพื่อสร้างงานชิ้นงานศิลปะใจกลางปารีส การที่ศิลปินมาอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างคอมมูนิตี้แบบนี้ เราเรียกว่า Artist in Residence

ที่มาที่ไปของ 59 Rivoli ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 18 ห้องแถวชุดนี้เป็นหนึ่งในห้องแถวโบราณที่หลงเหลือไม่ถูกทุบทิ้งไป ช่วงที่ปารีสมีนโยบายฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่ที่เราเล่าไปข้างต้น

ร้อยกว่าปีผ่านไป ห้องแถวทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ประกอบกับตั้งอยู่บนถนนเส้นรองของเมือง ทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนเท่าไรนัก จนกระทั่ง ค.ศ. 1999 มีการกระทำอันอุกอาจเกิดขึ้น ณ ย่านทางผ่านที่ไม่เงียบเหงาแต่ก็ไม่ถึงกับคึกคักแห่งนี้

59 Rivol, ปารีส 59 Rivol, ปารีส

Kalex, Gaspard และ Bruno คือศิลปิน 3 สหายที่ถูกเรียกในแวดวงศิลปินชาวปาริเซียงว่า KGB พวกเขาเนียนเข้ามาอาศัยและทำงานศิลปะกันในห้องแถว 59 Rue de Rivoli ทรัพย์สินของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งานเป็นเวลากว่า 15 ปี

3 เดือนต่อมา ทันทีที่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงศิลปินกลุ่มนี้ รัฐรีบรุดมาแจ้งเตือนให้ KGB เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ เหตุการณ์หลังจากนั้นคือสงครามย่อมอย่างสันติ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการเข้าใช้พื้นที่ของรัฐที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อะไรอยู่แล้วให้ประชาชนมีสิทธิ์เข้าไปใช้งานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

59 Rivol, ปารีส 59 Rivol, ปารีส

04

เมืองอนุรักษ์ที่โคตรสนุก

ผู้เข้ามาเปลี่ยนเกมส์นี้อย่างแท้จริงคือ แบร์ทรองด์ เดอลาโนอี  (Bertrand Delanoë) ผู้สมัครตำแหน่งนายกเทศมนตรีปารีส ซึ่งให้ความสนใจและเห็นความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนห้องชุดรกร้างให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

แบร์ทรองด์ให้คำมั่นกับ Kalex, Gaspard และ Bruno ว่าหากชนะการเลือกตั้ง เขาจะร่วมมือกับ KGB เนรมิตรให้ 59 Rivoli กลายเป็นแกลเลอรี่และสตูดิโอศิลปะในตำนานให้ได้! มีนาคม ค.ศ. 2001 แบร์ทรองด์ชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีปารีส และทำตามคำมั่นที่ให้ไว้

59 Rivol, ปารีส 59 Rivol, ปารีส 59 Rivol, ปารีส

ทุกวันนี้ นอกจากศิลปิน 20 คนที่อาศัยอย่างถาวรอยู่ที่ 59 Rivoli แล้ว ยังมีอีก 10 ที่ว่างสำหรับศิลปินที่หมุนเวียนเปลี่ยนกันมาพักอาศัยชั่วคราว 3 – 6 เดือนต่อครั้ง และกลายเป็นต้นแบบการปรับใช้อาคารรกร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานศิลปะของศิลปิน

59 Rivol, ปารีส

ไม่เฉพาะงานศิลปะด้าน Visual Art แต่ 59 Rivoli ยังจัดคอนเสิร์ตเล็กๆ ให้คนเดินถนนแถวนั้นได้ฟังกันแบบฟรีๆ ทุกสุดสัปดาห์ แถมยังจัดเทศกาลดนตรีและศิลปะใหญ่ปีละ 2 ครั้ง

59 Rivol, ปารีส

ชาวปาริเซียงและคนที่เคยไปสัมผัสชีวิตชีวาของ 59 Rivoli จึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าการมีอยู่คอมมูนิตี้ศิลปะร่วมสมัยแห่งนี้ ช่วยเปลี่ยนย่านข้างบ้านที่ถูกลืมให้กลายเป็นย่านที่คึกคักไปด้วยศิลปะและดนตรีที่ ‘สนุกโคตร’

59 Rivol, ปารีส

ขอขอบคุณ : 59 Rivoli

การเปลี่ยนตึกร้างไร้ประโยชน์เป็นพื้นที่ศิลปะของ 59 Rivoli คือหลักการที่เรียกว่า Adaptive-Reusing หมายถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานให้เป็นไปตามบริบทของพื้นที่และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นหนึ่งในแนวคิด Flexible Design ซึ่งไม่ได้ทำเฉพาะกับอาคารเท่านั้น

ทุกวันนี้ Flexible Design ของพื้นที่สาธารณะและที่อยู่อาศัย ก็เป็นอีกโจทย์สำคัญที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนักออกแบบต้องนึกถึง เพื่อรองรับความต้องการและความสามารถของกลุ่มผู้อาศัยได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้หมุนตามโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เพราะเมืองประกอบไปด้วยผู้คน ทำให้เมืองมีชีวิตและเติบโตได้เรื่อยๆ ความยืดหยุ่นในการใช้งานพื้นที่เมืองจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย เราจึงได้เห็นการทำงานร่วมกันของการทำงานร่วมกันของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่าง SC ASSET และภาคการศึกษา Redek ศูนย์บริการงานวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ในการทำงานวิจัยเพื่อทำการศึกษาวิจัยเรื่องความต้องการของมนุษย์เกี่ยวกับการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางภายในโครงการบ้านจัดสรร รวมถึงศึกษาเรื่องความต้องการใช้งานของพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนในชุมชนสามารถใช้ร่วมกันได้ ก่อนที่จะนำผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาพัฒนาบนที่ดินจริงภายในปี 2562 ต่อไปในโครงการ The Neighbourhood Bangkadi

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการนี้ เพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
546

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load