3 มิถุนายน 2563
7 K

สวนรถไฟวันนี้ร้อนอบอ้าว ถึงจะไม่มีแดด แต่ความชื้นในอากาศของฤดูฝนก็ทำให้ไม่สบายตัวเท่าไหร่ แต่ถึงจะร้อนอบอ้าว ฝนที่ตกลงมาถี่ๆ ก่อนหน้านี้ทำให้ต้นไม้แตกพุ่มดูหนาฟูไปทุกจุด บรรยากาศของวันนี้แตกต่างจากครั้งแรกที่เรามาอย่างสิ้นเชิง

  ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ อากาศตอนเช้ายังมีความเย็นของหน้าหนาวอ้อยอิ่งอยู่ เรานัดกับดุ่ยตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เพื่อจะมาดูนกในสวนด้วยกัน ดุ่ยเป็นแอดมินเพจดูนกเพจหนึ่ง และเป็นนักดูนกจริงจัง ถึงแม้อาชีพหลักของเขาจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับนกหรือการดูนกเลยก็ตาม

  ดุ่ยพาเราเดินผ่านโซนสนามหญ้าเขียวไปด้วยความเร็ว และเริ่มชะลอฝีเท้าลงเมื่อถึงจุดที่มีไม้พุ่มกระจายตัวรกอยู่ด้านล่าง บางพื้นที่ของสวนสาธารณะ 3 สวนที่เชื่อมต่อกันนี้เหมาะกับการอยู่อาศัยของนก เพราะความที่มีทั้งต้นไม้สูงชูขึ้นด้านบนเป็นจุดให้นกเกาะ บวกกับไม้พุ่มที่ดูจะรกๆ ด้านล่างเป็นที่ซ่อนของเหยื่อที่เป็นอาหาร นกจึงไม่ต้องออกไปหาอาหารแบบเปิดเผยตัวมาก ความลงตัวของพื้นที่แบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นกันทุกแห่ง

เข้าสวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
นกยางเดินอ้อยอิ่งอยู่กลางสนามหญ้า
เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
กระรอกหลากสีพบเห็นได้บ่อยทั่วทั้งสวน
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน

สวนสาธารณะในเมืองแบบที่เป็นสนามหญ้าสั้นๆ ตัดแต่งพุ่มไม้สะอาดสบายตา กลับไม่เป็นที่นิยมสำหรับนกเท่าไหร่นัก ความเหมาะสมสำหรับมนุษย์ไม่สามารถเหมาว่าเป็นความเหมาะสมสำหรับทุกชีวิต

  นกกวักผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ริมตลิ่งคูน้ำ นกกาเหว่าตัวลายพร้อยบินทะลุเข้าไปเกาะในพุ่มไม้แน่น นกกิ้งโครงและนกเอี้ยงด่างเดินคุ้ยหาหนอนตามพื้นหญ้าแฉะ นกตีทองตัวจิ๋วเกาะอยู่บนยอดไม้สูงลิบ เสียงนกดังระงมล้อมรอบตัวเมื่อเราหยุดยืนฟัง

เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
นกกวักมีนิ้วเท้ายาวสำหรับการเดินย่ำพื้นโคลนนิ่มริมตลิ่งน้ำ
เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
นกกิ้งโครงไล่เก็บกิ่งไม้จากพื้นเพื่อนำไปทำรัง

  เราเดินกันไปถึงโซนที่มีต้นจามจุรีใหญ่และต้นนนทรีหลายต้นเพื่อตามหานกเค้าจุด ต้นจามจุรีมีลำต้นและกิ่งที่เปราะหักง่าย จึงทำให้เกิดโพรงได้ง่าย โพรงเหล่านี้กลายเป็นพื้นที่ที่ดีในเวลาทำรัง

  คุณพ่อตะโกนบอกลูกสาวที่กำลังปั่นจักรยานให้ระวังความเร็วเมื่อเข้ามาใกล้เรา มนุษย์ที่ยืนนิ่งแหงนหน้ามองกิ่งไม้ดูแปลกประหลาดในสายตาของลูกสาว

  หลังจากมองหาอยู่สักพัก เราก็เจอนกเค้าจุดตัวกลมฟูน่าฟัด 2 ตัวเกาะเบียดกันอยู่บนกิ่งสูงด้านบน ข่าวจากนักดูนกเล่าว่า กิ่งที่เป็นโพรงประจำของมันเพิ่งหักลงมา ลูกนกที่ยังอ่อนที่ติดอยู่ในรังก็ไม่น่าจะรอดชีวิตไปได้ แต่ยังโชคดีที่ยังพอมีเวลา นกเค้าจุดคู่นี้อาจจะทำรังใหม่และออกไข่ชุดใหม่ได้ทันก่อนจะเข้าหน้าฝน

เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
นกเค้าจุด 2 ตัวเกาะเบียดกันอยู่ด้านบนกิ่งต้นนนทรี
เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
ในเวลากลางวัน เป็นเวลาพักผ่อนของนกเค้าจุด พวกมันไม่ยอมที่จะเปิดตา

หลังจากเพลินกับการเฝ้าดูนกเค้าจุดเปิดตาบ้าง ปิดตาบ้าง ไซ้ขนบ้าง จนเมื่อยคอแล้ว เราก็เดินต่อไปเพื่อหาตัวนกเค้าอีกประเภทที่อีกจุดหนึ่ง

  ระหว่างเดินตัดสนามหญ้าใหญ่ตรงกลาง ก้อนสีฟ้าสดก็พุ่งตัวออกจากต้นไม้ใหญ่ข้างหน้าหนีห่างเราออกไป กลุ่มต้นไม้ที่เป็นเกาะกลางสนามหญ้านี้ เป็นที่อยู่ของนกตะขาบทุ่งหลายตัว นกชนิดนี้ชื่ออังกฤษของมันคือ Indian Roller ซึ่งมาจากพฤติกรรมการบินฉวัดเฉวียนม้วนไปมาเพื่ออวดสาวของพวกมัน

เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
นกตะขาบทุ่งสีฟ้าสดเกาะนิ่งอย่างระวังตัว พร้อมจะพุ่งตัวหนีถ้าหากเราเข้าใกล้เกินไป

  เราเดินผ่านบ่อน้ำเล็กๆ ไป เกือบจะไม่ทันเห็นนกกระเต็นหัวดำที่เกาะนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ข้างบ่อ พวกมันรอจังหวะเพื่อจะจับปลาอย่างจดจ่อ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ทำกิจกรรมของพวกมันไปตามธรรมชาติโดยไม่ได้สนใจอะไรเรา เหมือนกับเส้นที่วิ่งคู่ขนานกันไป บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็อยู่ใกล้ตัวเรามาก อยู่ที่ว่าเราจะหันไปสังเกตและมองเห็นพวกมันบ้างรึเปล่า

  แผงต้นไม้ร่มข้างหน้ามีเสียงวี้ดแว่วมาก่อนที่เราจะเห็นตัว ก้อนสีแดงสดพุ่งผ่านตาไปด้วยความรวดเร็ว จากกิ่งนั้นไปกิ่งนี้ ท่าทางการบินหยุดนิ่งกลางอากาศก่อนเข้าไปเกาะที่กิ่งไม้ สะกิดให้เราสนใจ เราค่อยๆ เดินเข้าไปหาช้าๆ เพื่อดูตัวให้ชัด ค่อยๆ ขยับใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นมันก็บินทิ้งระยะห่างจากเราไปอีกรอบ

  เราพยายามถ่ายรูปนกที่เห็นทุกตัวให้ได้ เพื่อจะได้กลับไปเปิดรูปเทียบดูกับหนังสือว่าพวกมันคือนกอะไร รูปนกที่ได้มาส่วนใหญ่เป็นรูปเบลอๆ บ้าง กิ่งไม้บังบ้าง ภาพเหล่านี้ส่งประกวดหรือตีพิมพ์ที่ไหนไม่ได้ แต่มันทำให้เราทำความรู้จักกับนกเหล่านั้นได้ดีขึ้น เหมือนกับประโยคที่ช่างภาพสายอนุรักษ์ชอบพูดกัน 

“ถ้าไม่รู้จัก แล้วเราจะอนุรักษ์พวกมันได้อย่างไร”

เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
นกพญาไฟเล็กตัวผู้ แวะพักจากการพุ่งตัวเลาะไปตามกิ่งไม้อย่างปราดเปรียว

เมื่อเราเดินมาถึงอีกจุดหมาย นกเค้าแมวขนาดตัวสูสีกับนกเค้าจุดก็เกาะต้นไม้รอเราอยู่แล้ว เรียกได้ว่าโชคดีที่เดินมาแล้วเห็นตัวมันเด่นชัด พี่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่ใกล้ๆ เล่าว่า ปกติแล้วมันจะชอบไปนอนอยู่ตรงต้นตะขบด้านในที่พุ่มไม้มืดทึบกว่า

เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
ช่วงพลบค่ำ ก่อนพระอาทิตย์จะตกไม่นาน นกเค้าแมวจะเริ่มตื่นตัว ผิดกับตอนกลางวันที่มักเกาะหลับตาอยู่นิ่งๆ

  เจ้าหน้าที่ดูแลสวนหลายคนคุ้นเคยกับนกประจำถิ่นในพื้นที่ทำงานของตัวเอง พี่แม่บ้านอีกคนหนึ่งก็ช่วยชี้จุดให้เรามองหานกเค้าอีกตัวที่ชอบมานอนที่ต้นไม้หลังห้องน้ำ แต่น่าเสียดายที่วันนั้นมันไม่อยู่ตรงที่ประจำของมัน

  วันนั้นพวกเราเดินๆ หยุดๆ ไล่ดูนกตามต้นนั้นต้นนี้ แหงนมองไล่ดูตามยอดไม้ เวลา 4 ชั่วโมงผ่านไปโดยไม่รู้ตัว แดดแรงขึ้นเรื่อยๆ เตือนเราว่าเวลาหมดแล้ว

  ก่อนจากกันไปวันนั้น ดุ่ยพูดทิ้งท้ายไว้ว่า นอกจากนกในเมืองเจ้าประจำที่เจอกันได้บ่อยๆ แล้ว บางช่วงเวลาก็จะเจอนกอพยพได้ที่นี่ เส้นทางการบินของนกอพยพยาวไกลหลายหมื่นกิโลเมตร ต้องมีจุดแวะพักก่อนที่จะไปต่อ การมาเดินสวนนี้ถูกที่ถูกเวลา อาจจะได้พบเจอตัวพวกมันบ้างก็เป็นได้

  เราแวะไปสวนรถไฟอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งก็จะเดินวนไปตามจุดเดิมๆ เพื่อทักทายและดูว่าแต่ละตัวยังอยู่ดีหรือไม่ บางครั้งก็ไปช่วงเช้า บางครั้งก็ไปช่วงเย็น ทุกครั้งก็ลุ้นว่าจะได้เจอพฤติกรรมใหม่ๆ บ้างไหม หรือจะมีนกตัวไหนที่เริ่มไว้ใจให้เราเข้าใกล้มากขึ้นไหม

เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
รังผึ้งขนาดใหญ่ในสวน
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน

  หลังจากสวนปิดเพราะสถานการณ์ COVID-19 เราไม่ได้ไปเยี่ยมเหล่านกในสวนเกือบ 2 เดือนเต็ม การกลับมาเดินสวนในวันนี้เหมือนได้กลับไปพบหน้าทักทายเพื่อนเก่า

  นกเค้าจุด 2 ตัวยังอยู่ที่จามจุรีต้นเดิม นกตะขาบทุ่งก็ยังอยู่ที่กลุ่มต้นไม้เกาะกลางสนามหญ้าเหมือนเคย แต่วันนี้นกประจำที่เคยคุ้นหน้ากันอยู่ไม่ครบชุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤดูกาลที่เปลี่ยนไป หรือเพราะแค่เรามองหาตัวพวกมันไม่เจอ การเดินดูสัตว์ในธรรมชาติก็เป็นแบบนี้ เพราะที่นี่ไม่ใช่สวนสัตว์ที่พวกมันถูกกักขังไว้ พวกมันมีอิสระที่จะไปเกาะต้นไม้ต้นไหนก็ได้

เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
ตัวเงินตัวทองในสวนหลบความร้อนด้วยการลงเล่นน้ำ

  ถึงแม้ว่าอิสระจะถูกจำกัดในพื้นที่ผืนเล็กที่ถูกล้อมด้วยเมืองใหญ่ แต่พื้นที่เท่านี้ก็อาจจะเพียงพอแล้ว ขอเพียงแค่ไม่เล็กลงไปกว่านี้ ไม่ถูกเปลี่ยนไปจนอยู่อาศัยไม่ได้ และไม่ถูกรบกวนจนเกินไป

  สวนสาธารณะของเมืองเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้เราเข้าถึงได้ทุกวัน เป็นพื้นที่ที่ง่ายที่สุดในการเริ่มทำความรู้จักกับธรรมชาติ ไม่ใช่เฉพาะนก แต่รวมไปถึงทุกชีวิตที่อยู่ในสวน

  ถ้าเราเคารพการมีอยู่ของชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติแล้ว คำว่า ‘สาธารณะ’ ก็จะหมายถึง ‘เพื่อส่วนรวม’ โดยแท้จริง

เข้า สวนรถไฟ ทำความรู้จักสัตว์ในธรรมชาติด้วยการส่องนานานกประจำถิ่น, ส่องนก
บันทึกการพบเจอนกในสวนรถไฟ
วาดโดย : ชุตินันท์ โมรา

Writer & Photographer

Avatar

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นตะลึงกับภาพภาพหนึ่งในโลกโซเชียล เมื่อได้เห็นภาพของเสือดาวหิมะตัวหนึ่งเดินลุยหิมะ และมีฉากหลังเป็นยอดเขาสูงชันที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ ของช่างภาพหญิงคนหนึ่งที่เธอเขียนเล่าประสบการณ์อันยากลำบากว่า ต้องเดินฝ่าหิมะไปนับร้อยกิโลเมตรกว่าจะได้ภาพนี้มา

ผ่านไปไม่ถึงเดือน Alpine International ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ใหญ่เกี่ยวกับการปีนเขาจากฝรั่งเศส ได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งที่กล่าวถึงภาพที่กลายเป็นไวรัลแชร์กันไปทั่วโลกนี้ว่า ภาพนี้ไม่ใช่ของจริง มีการสัมภาษณ์ช่างภาพธรรมชาติที่มีชื่อเสียงหลายคนซึ่งมีประสบการณ์ในการเดินทางบันทึกภาพเสือดาวหิมะ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คน และขอภาพจากไฟล์ต้นฉบับจากเจ้าตัวเพื่อมายืนยัน (แต่เจ้าตัวไม่ได้ส่งไฟล์ต้นฉบับมาให้)

ผลสรุปที่ค่อนข้างจะออกมาตรงกันก็คือ ภาพที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นกันไปทั่วโลกนั้นอาจไม่ใช่ภาพจริงที่บันทึกภาพมา แต่อาจเป็นการตัดต่อนำหลาย ๆ ภาพของหลาย ๆ คนมาประกอบกัน ช่างภาพสัตว์ป่าหลายคนออกมาบอกว่า แม้ว่าเสือดาวหิมะจะได้ชื่อว่า เสือดาวหิมะ แต่มันมักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นหิน ไม่มีหิมะปกคลุมมากเท่าไร ในพื้นที่ระดับต่ำลงมาจากยอดเขา เพราะว่าถ้ามันขึ้นไปอยู่สูงขนาดนั้น จะไม่มีเหยื่อให้ล่าเป็นอาหาร การที่มันจะขึ้นไปปรากฏตัวในบริเวณใกล้ยอดเขาจึงดูไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการถ่ายภาพ Landscape ออกมาบอกว่า ยอดเขาในภาพนั้นมีการตัดต่อยอดด้านข้าง ๆ ออกไปและนำไปแปะกับภาพอื่น

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ภาพชุดนี้ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพหลายรายการ และทำรายได้จากการขาย Original Print ไปไม่น้อย คำถามที่เกิดขึ้นก็มาจากหลายสำนัก บางกลุ่มก็จะบอกว่าแล้วไง ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็แต่งภาพกันทั้งนั้น ในขณะที่บางสำนักออกมายืนยันถึงสัจจะของภาพถ่าย โดยเฉพาะคุณค่าในการบันทึกภาพของภาพ Wildlife ที่ไม่ต่างไปจากในแวดวง Journalist และคำถามบางส่วนยังนำไปถึงว่า เธอคนนั้นที่เป็นช่างภาพสัตว์ป่านั้น มีตัวตนจริง ๆ อยู่ในโลกใบนี้หรือเปล่า หรือเป็นแค่ภาพที่อวตารมาในโลกโซเชียล ซึ่งอาจจะเป็นเพียงตัวตนใน Metaverse เมื่อมีผู้ค้นพบว่าแม้กระทั่งภาพ Profile ก็ยังมีการตัดต่อภาพเข้าไปกับฉากหลังของเทือกเขาหิมะ…

แน่นอนที่สุดว่าการถ่ายภาพนั้นได้นำไปปรับใช้ในหลาย ๆ วงการ ไม่เพียงเฉพาะในแง่มุมของศิลปะหรือการประกวดภาพเพียงอย่างเดียว จากปรากฏการณ์ที่ผ่านมานี้ ทำให้ผู้คนเริ่มเข้าใจชัดเจนมากขึ้นถึงคุณค่าของภาพถ่ายในเชิง Natural History หรือภาพถ่าย Wildlife กับการถ่ายภาพในเชิงศิลปะ ว่าสิ่งที่แตกต่างกันในเชิงคุณค่าของภาพแต่ละภาพนั้นก็คือ Document ที่ภาพนั้นได้บันทึกมา ไม่ใช่แค่ประเด็นความงามที่เกิดขึ้นมาจากการแต่งแต้มเอาอะไรเข้าไปมากมาย เพียงเพื่อจัดให้เกิดเป็นองค์ประกอบภาพที่ลงตัวมากที่สุดเท่านั้น

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของวาฬเพชรฆาต หรือ Killer Whale (Orcinus Orca) ภาพนี้เป็นภาพที่ไม่คม ไม่ชัด และไม่สวย เพราะข้อจำกัดของอุปกรณ์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งต้องใช้ฟิล์มบันทึกภาพ แต่เป็นภาพที่มีคุณค่าในเชิง Document ชิ้นหนึ่ง เพราะผมบันทึกภาพมาจากบริเวณนอกกองหินริเชลิว ที่อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นการบันทึกภาพวาฬชนิดนี้จากใต้น้ำครั้งแรกในประเทศไทย ราว ๆ พ.ศ. 2540 วาฬเพชรฆาตในกลุ่มนี้ไม่ได้พลัดหลงมา แต่เป็นกลุ่มที่เดินทางร่อนเร่อยู่ในทะเลเปิด มีสถิติการพบเห็นในน่านน้ำเขตร้อนอยู่เสมอ ทั้งในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ราว 4 – 5 ปีถึงจะมีรายงานพบเห็นเข้ามาในน่านน้ำไทยสักครั้ง

เรื่องราวของสัจจะในภาพถ่ายก็เป็นที่ถกเถียงกันมาเนิ่นนานว่า อะไรคือจริงหรือลวง และเราปรับแต่งแก้ไขภาพถ่ายได้แค่ไหน แน่นอนที่สุด ในยุคสมัยที่ช่างภาพแทบทุกคนในโลก รวมถึงผู้คนที่ถ่ายภาพจากกล้องดิจิทัลหรือโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมอยากให้ภาพของตนนั้นดูโดดเด่นขึ้นมาจากข้อมูลที่ท่วมท้น ในโลกที่ถูกจำกัดการมองเห็นได้ในชั่วพริบตา ก่อนที่เราจะสไลด์ภาพผ่านจอมือถือไป

ภาพที่ดูโดดเด่นน่าสนใจมักจะได้นิ้วโป้งสีฟ้าหรือหัวใจสีแดง และถูกแชร์ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดของระบบอัลกอริทึมอย่างท่วมท้นในเวลาเพียงไม่กี่วัน อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของช่างภาพหรือคนคนหนึ่งไปชั่วเวลาเพียงข้ามคืน รายได้ต่าง ๆ รวมทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์มากมายที่จะกลับคืนมาสู่เจ้าตัวนั้นอาจมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เรื่องของสัจจะในภาพถ่ายจึงเป็นเรื่องที่หลาย คนตั้งใจมองข้ามไป จนกระทั่งมีคนจับโป๊ะได้ว่าภาพที่เห็นนั้นแทบไม่มีความจริงอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเลย

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของฉลามเสือดาวหรือ Zebra Shark (Stegostoma tigrinum) ขณะกำลังจับคู่เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ ในห้วงของความลึกในบริเวณกองหินนอกเกาะตาชัย ผมบันทึกมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน นั่นเป็นหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของธรรมชาติที่เราต้องใช้เวลาและโอกาสให้ไปอยู่ตรงนั้นถูกที่ ถูกเวลา เราจะได้เห็นและสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในชั่วพริบตา และสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ เรากะเกณฑ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ใดและเวลาไหน

ในยุคสมัยของกล้องฟิล์ม ช่างภาพส่วนใหญ่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มสไลด์ ภาพส่วนใหญ่นั้นจบลงที่การบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าในขณะนั้น ก่อนฟิล์มจะถูกส่งไปล้างที่แล็บ และปรากฏให้เห็นเป็นภาพสไลด์ขึ้นมา ต้องใช้ทักษะและการเรียนรู้ในเบื้องต้นในการควบคุมกล้องในระดับหนึ่ง เพราะว่าฟิล์มสไลด์หรือ Color Reversal Film นั้นเป็นฟิล์มที่มี Lattitude ค่อนข้างแคบ และบันทึกภาพออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมา สัมพันธ์กับการตั้งค่าในการเปิดรับแสงของช่างภาพคนนั้น 

ภาพที่ออกมา ไม่ว่าจะมืดเกินไป สว่างเกินไป บันทึกมาอย่างไรก็ได้ภาพเช่นนั้น การปรับแต่งภาพในฟิล์มสไลด์เรียกว่าแทบทำไม่ได้เลย นอกจากการสแกนจากฟิล์มสไลด์ให้มาเป็นไฟล์ดิจิทัลก่อนปรับแต่งภาพ หรือในยุคก่อนที่จะมีสแกนเนอร์ มีกรรมวิธีวุ่นวายไม่เหมือนกับฟิล์มเนกาตีฟสีหรือขาวดำที่ควบคุมหลาย ๆ อย่างในขั้นตอนการอัดภาพในห้องมืดได้ 

และที่สำคัญคือ เรายังมีภาพต้นฉบับไว้เพื่อยืนยันถึงสิ่งที่บันทึกมา ฟิล์มสไลด์สีจึงเป็นอุปกรณ์ที่ในวงการสำนักข่าวและนิตยสารใช้มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่ยุค 60 มาจนถึงต้นยุค 2000 ก่อนถูกแทนที่ด้วยระบบกล้องดิจิทัล

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

สิงโตทะเลกาลาปากอสในขณว่ายแหวกเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงปลา Selemas Porgy นับพันนับหมื่นตัว ผมบันทึกภาพมาจากเกาะกาลาปากอสในปี 2006 แม้ว่าจะเดินทางกลับไปกาลาปากอสอีก 2 – 3 ครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้พบเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้อีกเลย

การเปลี่ยนอุปกรณ์จากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัล ไม่ใช่เหตุผลหลักเพียงอย่างเดียวที่ทำให้สัจจะของภาพนั้นเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยบางอย่างมีส่วนช่วยเร่งให้การรับรู้ของเราเปลี่ยนแปลงค่านิยมบางอย่างไปเช่นกัน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ ภาพจากกล้องดิจิทัลแทบทุกภาพต้องผ่านกระบวนการ ผ่านโปรแกรมต่าง ๆ และต้องปรับแต่งภาพเพื่อชดเชยข้อด้อยบางอย่าง กล้องดิจิทัลในยุคแรกยังมีข้อจำกัดบางประการที่ยังบันทึกภาพมาได้ไม่ดีนัก และเมื่อศาสตร์ของการแก้ไขข้อบกพร่องในการบันทึกภาพนั้นพัฒนาขึ้น ก็กลายเป็นอีกศาสตร์ที่ง่ายต่อการบิดเบือนสัจจะในภาพถ่าย 

ภาพบางภาพ เราดูแล้วเหมือนมีพระอาทิตย์อยู่มากกว่าหนึ่งดวงบนโลก ภาพของดารา นางแบบ ในหน้าปกนิตยสารที่ปรับแต่งรีทัชเพื่อให้ดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ กลายมาเป็นบรรทัดฐานของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในการแต่งภาพหน้าใสในโทรศัพท์มือถือ และกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการบันทึกภาพของใน Metaverse ทุกวันนี้ เราต่างรับรู้ว่าไม่มีอะไรจริงแท้ในภาพถ่าย 

คำว่าสวยหน้าสดนั้นดูเหมือนไม่มีอยู่จริง คำว่าเผลอ ๆ เป็นแค่ท่าหนึ่งในการโพสท่า และแคนดิดนั้นบางทีก็ถ่ายมาด้วยตากล้องมืออาชีพที่จ้างให้เดินตามถ่ายอย่างจงใจ เมื่อแทบทุกคนบนโลกนี้รู้สึกว่าตนเองเป็นดารา อยู่บนจอเล็ก ๆ ที่มีแชนแนลของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า ไม่ใช่เรื่องการปรับแต่งภาพโดยใช้แอปฯ หรือโปรแกรมต่าง ๆ หากคือความจริงที่เลื่อนไหลไปตามบรรทัดฐานของสังคมมากกว่า แน่นอนที่สุดในยุคสมัยฟิล์มก็มีเหตุการณ์หลาย อย่างที่เคยอุบัติขึ้นมาจากการบิดเบือนปรับแต่งภาพโดยใช้ภาพถ่าย แต่ทุกวันนี้ทุกคนเข้าถึงกระบวนการในการบิดเบือนง่าย ๆ เพียงแค่ 2 คลิกเพียงเท่านั้น

ทุกวันนี้ในวงการข่าว สำนักข่าวต่าง ๆ เริ่มปรับให้ช่างภาพถ่ายภาพโดยใช้ไฟล์ในสกุล Jpeg เพียงอย่างเดียว ห้ามถ่ายภาพต้นฉบับจากไฟล์ Raw แล้วนำมาปรับภาพในโปรแกรม แต่ให้ส่งไฟล์ภาพ Jpeg จากหลังกล้องที่ช่างภาพบันทึกภาพมาโดยตรง เพราะสิ่งที่สำนักข่าวถือเป็นหลักในการทำงานก็คือความรวดเร็วและความเที่ยงตรง อย่างน้อยที่สุดภาพนั้นก็ถูกบันทึกภาพมาแบบนั้นผ่านสายตาของช่างภาพ และบันทึกลงมาในไฟล์ภาพนั้นจริง ๆ

แน่นอนที่สุดในวงการโฆษณา แฟชั่น หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายศิลปะนั้น เรื่องของความงาม ความสมบูรณ์แบบ (แม้กระทั่งความไม่สมบูรณ์แบบ) ที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ ช่างภาพ หรือศิลปินต้องการสื่อออกมา ย่อมสำคัญมากไปกว่าข้อเท็จจริงที่บันทึกมา

ในขณะที่งานบางอย่างไม่ว่าจะเป็นงาน Wildlife หรือ Natural History คุณค่าของมันยังคงอยู่ที่ Document ในภาพซึ่งบันทึกมาอย่างตรงไปตรงมา 

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

นุ-ภานุพงศ์ นรเศรษฐกมล ช่างภาพใต้น้ำชาวไทยอีกคนที่มีผลงานน่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขณะกำลัง Free Dive ลงไปเพื่อบันทึกภาพท่ามกลางฝูงปลากระเบนราหูหรือ Manta Ray ในบริเวณอ่าว Hanifaru ในมัลดีฟส์ เขาใช้เวลานับสิบวันเฝ้ารอให้เกิดปรากฏการณ์ที่พิเศษเช่นนี้ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่จะได้บันทึกภาพอันสวยงาม

ปีนี้เป็นปีที่สำคัญปีหนึ่งในแวดวงของ Wildlife Photographer ชาวไทย เมื่อมีเด็กไทย 2 คนได้รับรางวัลชนะเลิศและดีเด่นในประเภทเยาวชน จาก WPY หรือ Wildlife Photographer of the Year จัดขึ้นโดย Natural History Museum ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งนับเป็นการประกวดภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกรายการหนึ่ง ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเป็นเสมือนรางวัลออสการ์ของการถ่ายภาพ Wildlife 

สิ่งที่สำคัญมากไปกว่าภาพที่งดงาม คือความน่าเชื่อถือในข้อมูลของภาพถ่ายนั้น ๆ กำแพงที่ปิดกั้นช่างภาพชาวเอเชียกับการยอมรับของชนชาติตะวันตกมาเนิ่นนานได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ด้วยผลงานจากเด็กไทย 2 คนที่ก้าวข้ามความลังเลและสงสัย ไปสู่การยอมรับในระดับสากลได้

ดราม่าการรีทัชภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ได้รางวัลใหญ่ คุณค่าที่แท้จริงของภาพ การแต่งภาพ การเปลี่ยนฟิล์มสไลด์สู่ดิจิทัล

บางทีคุณค่าของการถ่ายภาพ Wildlife อาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไกลสุดขอบโลกเพื่อบันทึกภาพหรือเรื่องราวที่ไม่เคยมีคนบันทึกภาพมาก่อน หรือสถานที่ที่ผู้คนแห่กันไปถ่ายภาพ เพื่อจะได้ผลลัพธ์ของภาพที่คาดเดาได้ออกมาคล้าย ๆ กัน สถานที่นั้นอาจเป็นแค่บึงน้ำข้างบ้าน และภาพพฤติกรรมของปลาช่อนในขณะเฝ้าดักรอเหยื่ออยู่ใต้กอบัวอันรกร้าง ในพื้นที่ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเราก็ได้ เพราะว่าทุกที่มีเรื่องราวและระบบนิเวศที่น่าสนใจอยู่ทั่วโลก

เมื่อ 30 ปีก่อน ผมกับช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นพี่ก็เคยสงสัยและตั้งคำถามว่า ทำไมนิตยสารชั้นนำของโลกอย่าง National Geographic ถึงต้องส่งช่างภาพเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาบันทึกภาพในที่ต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทย เพราะว่าช่างภาพในเมืองไทยมีความสามารถไม่พอ หรือว่าประเด็นความน่าเชื่อถือในข้อมูลและความถูกต้องในการบันทึกภาพ อาจจะสำคัญไปกว่าความงามของภาพนั้น ๆ ก็เป็นได้

ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ การถ่ายภาพ Wildlife เริ่มเป็นที่นิยมมากในประเทศจีน แต่สิ่งที่เราสังเกตเห็นคือในการประกวดภาพของ WPY แทบจะไม่มีผลงานของช่างภาพชาวจีนปรากฏให้เห็น ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สำหรับงาน Wildlife และ Natural History นั้น ความน่าเชื่อถือในข้อมูลที่ถูกบันทึกมานั้น อาจสำคัญไปกว่าความงามที่ได้มาจากข้อเท็จจริงอันลางเลือน

Writer & Photographer

Avatar

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load