พนมสารคาม อำเภอหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทราที่มีประชากรราว 85,000 คน เป็นอำเภอทางผ่านขนาดกลางที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก มีเรื่องราวของผู้ชายคนท้องถิ่นคนหนึ่งกับร้านค้าของเขาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และเรื่องราวอันน่าสนใจ 

เรื่องราวการต่อสู้ของร้านกับคู่แข่งด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจอันแพรวพราว จนทำให้คู่แข่งจากต่างเมืองต้องยอมแพ้กลับไปทุกราย 

หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมชมในร้านจะได้พบกับสินค้านับหมื่นรายการ มีแผ่นกระดาษคำกลอนแปดนับร้อยที่แต่งด้วยตัวเองทั้งหมดแปะเต็มผนังทุกด้าน ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศในการเดินเลือกจับจ่ายอย่างกลมกลืน 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี, เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์

ถ้าหากเราเรียก สนามฟุตบอล Old Trafford ของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นเหมือนโรงละครแห่งความฝันของวงการฟุตบอลและแฟนบอลทั่วโลก ‘พวงทองสรรพสินค้า’ ก็เป็นเหมือนโรงละครแห่งชีวิตของ เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์ ผู้ก่อตั้งร้านพวงทองสรรพสินค้า ที่ตั้งใจทำธุรกิจเพื่อลูกค้าทุกคนที่เขารัก แม้ว่าโรงละครแห่งนี้จะไม่ได้มีฟุตบอลหรือมีการแสดงทั่วไป แต่เต็มไปด้วยบทเรียนชีวิตและบทเรียนการตลาดนอกตำราที่คนทำธุรกิจต้องศึกษาไว้ให้ดี ผ่านทั้งคำพูดและคำกลอนที่ร้อยเรียงออกมาอย่างคล้องจองราวกับทุกสิ่งเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

“ทุกวันนี้ ทำธุรกิจจากพื้นฐานของคำแค่สองคำ คือ จริงจังและจริงใจ ทำทุกอย่างให้มิตรแท้ที่รักและเคารพ” คือประโยคแรกที่เฮียเล็กเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

“แดดไม่ได้ออกเป็นเงิน ลมไม่ได้โชยมาเป็นทอง แต่เป็นเพราะพี่น้องที่ให้ความเมตตา เรามีแต่ความจริงใจให้ ห้างฯ ก็บ้านนอก เถ้าแก่ก็คนบ้านนอก พูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

“เวลาทำงาน เราต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คิดคด ทรยศ หรือกบฏต่ออาชีพของตัวเอง ถ้ามีคุณธรรมในตัว ชัวร์แน่นอน!”

ชุดประโยคเริ่มต้นของเรื่องราวการสนทนา ถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงที่มุ่งมั่น แววตาเป็นประกาย เราสังเกตเห็นอีกหนึ่งอย่างคือ แต่ละคำ แต่ละประโยค ช่างเต็มไปด้วยคำคล้องจองราวกับบทกลอนที่ร่ายออกจากกวีฝีปากเอก ช่วยให้การถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของร้านพวงทอง ธุรกิจท้องถิ่นที่อยู่คู่ชาวอำเภอพนมสารคามมา 47 ปี เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าติดตาม

เราเคยได้ยินคำกล่าวว่า ชีวิตจริง ยิ่งกว่าละคร เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดของเฮียเล็กและร้านพวงทองแล้ว เราขอให้เชื่อเถอะว่ามันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ละครฉากแรก

ชีวิตวัยเด็ก

“ผมเรียนจบชั้น ม.ศ.3 ที่โรงเรียนพนมอดุลฯ และต้องออกจากโรงเรียน ทั้งๆ ที่เรียนได้ที่หนึ่ง เมื่อออกมาก็ไปทำงานที่แคมป์ทหารฝรั่งที่แสมสาร สัตหีบ ในตำแหน่งคนล้างส้วม เรียกภาษาฝรั่งว่า Janitor นั่นแหละ ไม่ได้รู้สึกอายนะ แต่ดีใจมากกว่าเพราะได้ทำงานสุจริต” มาถึงตรงนี้ เราแอบเห็นเจ้าของเรื่องมีน้ำตาคลอเบาๆ เมื่อเล่าย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีต

“ทำงานล้างส้วมได้ไม่ถึงครึ่งปี ก็ย้ายไปเป็นบาร์เทนเดอร์ ไม่เคยเรียนชงเหล้าหรอกนะ แต่อาศัยแอบดูตอนเข้าไปล้างแก้ว เรียกว่าครูพักลักจำเอาจนได้ สมัยนั้นนายกรัฐมนตรีเงินเดือนเก้าพันบาท ทองบาทละสี่ร้อย เราเป็นบาร์เทนเดอร์ ได้ชั่วโมงละ 6.65 บาท ทำงานวันละสิบชั่วโมง เดือนหนึ่งก็ได้พันหน่อยๆ พักเดียวก็เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ มีลูกน้องห้าคน แต่ทำงานในแคมป์ฝรั่งข้อดีมีเงินทิปเยอะ เดือนหนึ่งได้ประมาณสองแสนบาทแบ่งกันกับลูกน้อง ส่วนตัวเอง ได้เงินเท่าไหร่ส่งให้พ่อแม่ทั้งหมด ทำงานเจ็ดปี มีเงินเก็บสามล้านบาท”

พวกเราทึ่งกับความสามารถในการจดจำตัวเลขทุกอย่างได้อย่างแม่นยำของเฮียเล็ก

เมื่อถึงกำหนดเวลา แคมป์ทหารฝรั่งก็ปิดลง เฮียเล็กเดินทางกลับมาบ้านเกิดพร้อมกับความฝันว่า อยากมีร้านค้าที่ติดแอร์สักร้าน ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กมากสำหรับสมัยนี้ แต่ถ้าเป็น 40 กว่าปีก่อน การติดแอร์ถือเป็นความแปลกใหม่และทันสมัยที่สุดแล้ว 

“ไม่เคยคิดจะทำอาชีพอื่น ด้วยเพราะตัวเองเป็นคนชอบค้าขาย ก็เลยอยากมีร้านของตัวเอง” เฮียเล็กย้ำ

“ตลอดเวลาเจ็ดปีที่อยู่ในแคมป์ฝรั่ง ได้เห็นความเจริญในแคมป์ที่ก้าวหน้ากว่าชีวิตข้างนอกไปสามสิบปี ร้านค้าในแคมป์มีเครื่องคิดเงิน การติดแอร์ในร้านถือเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ด้านนอกแคมป์ การติดแอร์สักเครื่องนั้นต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงมาก” 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี, เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์

ฉากที่ 2 

จุดเริ่มต้นของการตลาดนอกตำรา 

“วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ร้านพวงทองสาขาแรกเกิดขึ้นด้วยเงินทุนก้อนแรกหนึ่งแสนบาท แบ่งเป็นซื้อบ้าน เจ็ดหมื่นบาท แต่งร้านสองหมื่นบาท และเหลือเงินแค่หนึ่งหมื่นบาทเท่านั้นสำหรับซื้อของเข้ามาขาย จึงเลือกขายเครื่องหวาย เครื่องจักสาน ให้ชาวบ้านไว้จับปลาหรือใช้ในบ้าน เพราะเห็นว่าตอนนั้นยังไม่มีใครขาย เป็นสินค้าประเภทเดียวที่เงินหนึ่งหมื่นบาทจะสั่งเข้ามาขายแล้วได้ของเต็มร้าน” 

หลังจากร้านแรกเปิดได้ 15 ปี เก็บเงินได้ 1.5 ล้านบาท ก็ต้องเปิดสาขา 2 ด้วยความจำเป็น เนื่องจากที่ตั้งของร้านแรกอยู่ในเขตพื้นที่ของวัด และทางวัดต้องการพื้นที่คืน ร้านพวงทองสาขา 2 จึงเกิดขึ้นด้วยคอนเซปต์ที่ล้ำสมัยที่สุดและเป็นร้านในฝันที่เฮียเล็กเฝ้ารอคอยมานาน นั่นคือการเป็นร้านติดแอร์และอยู่ห่างจากร้านแรกเพียงแค่ 100 เมตร

“10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ร้านพวงทองสรรพสินค้าเปิดร้านเป็นวันแรกด้วยเงินลงทุนแปดแสนบาท ตอนนั้นถนนแถวนี้ยังเป็นดินแดงอยู่เลย แต่ร้านเราติดแอร์ เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก คนมารอเข้าคิวตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด คนมาทั้งวันจนต้องขอให้เข้าเป็นรอบ เราปิดร้านวันแรกพร้อมกับยอดขายสี่แสนเจ็ดหมื่นห้าพันบาท” เฮียเล่าให้ฟังอย่างออกรสแบบไม่ต้องดูโน้ตใดๆ จนเราอดทึ่งไม่ได้ความแม่นยำในตัวเลขทุกตัวในหัว 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

“ต้องคิดแปลก และแตกต่าง ทุกอย่างถึงจะเป็นเงิน แต่ถ้าคิดตามเขา เราจะเป็นรอง”

คือบทเรียนการตลาดแรกของวันนี้ 

“ร้านพวงทองคิดทำอะไรจะต้องแตกต่างจากคนอื่นเสมอ เราคิดในรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่การเรียกสินค้าโปรโมชันว่าเป็นสินค้าพระเอก นางเอก เทวดา นางฟ้า เพราะชื่อเรียกเหล่านี้ชาวบ้านเข้าใจง่ายว่ามาช่วยให้พวกเขามีความสุข เหมือนเทวดามาโปรด เรียกแบบนี้ลูกค้าจำง่าย รู้สึกสนุกและเป็นกันเอง ไม่ต้องไปใช้ภาษาฝรั่งให้ยุ่งยาก”

ให้จากใจ 

“ทุกครั้งที่มีการเปิดร้านวันแรก เราแจกไม่อั้น เพราะเราต้องให้ก่อนถึงจะได้รับ คนเราหายใจเข้าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหายใจออกด้วย” เฮียเล่าถึงกลยุทธ์การตลาดที่คิดขึ้นด้วยตัวเองอย่างสนุก

“ผมเห็นจากพ่อแม่เป็นตัวอย่างของผู้ให้ จึงยึดแนวคิดของการให้ก่อนมาตลอดในการทำงาน และการให้นั้นก็ต้องให้อย่างจริงใจ อย่าเสแสร้งหรือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราไม่ได้ให้จากใจ“

บทเรียนการตลาดข้อ 2 : ให้ก่อนรับและให้อย่างจริงใจ 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ตลาดนัดติดแอร์

หลังจากเปิดร้านที่สองได้ 8 ปี ร้านพวงทองตลาดนัดติดแอร์หรือสาขา 3 ก็เปิดให้บริการในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2540 ด้วยขนาดร้านที่ใหญ่ขึ้น 

“ร้านใหม่มีรายการขายสินค้ามากขึ้นเพราะเพิ่มของใช้ในบ้านขึ้นมา เช่น จาน ชาม ถ้วย ถัง เครื่องครัว เราเลยตั้งชื่อว่าตลาดนัดติดแอร์ ใครมาเดินที่นี่ก็เหมือนได้ไปตลาดนัด” เมื่อเราดูของที่ขายในร้านก็อดทึ่งไม่ได้จริงๆ ว่า ของขายมากมายขนาดนี้บริหารจัดการอย่างไร

“ของที่ขายในร้านทั้งหมด เราสั่งตรงจากผู้แทนของบริษัท สินค้าต้องเข้าตามตรอก ออกตามประตู ไม่เคยซื้อของที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ลูกค้าสบายใจได้ว่าของทุกชิ้นในร้านมีคุณภาพ ผมสั่งของด้วยตัวเอง คุยกับผู้แทนทุกคนด้วยตัวเอง มีตารางการทำงานชัดเจนทุกวันว่าเวลาไหน จะไปอยู่ที่สาขาไหน ทำอะไร ผู้แทนจะมาพบได้ตอนไหน 

“ตั้งแต่เปิดร้านสาขาแรกมาจนวันนี้ ยังไม่เคยหยุดทำงานแม้แต่วันเดียว ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเพราะมีความสุขและสนุกกับการทำงาน เพราะผมมีความสุขที่จะได้รอต้อนรับทุกคนทั้งลูกค้าและผู้แทน ผู้แทนไม่ได้มาขอเงินเรานะ แต่ผู้แทนนี่แหละที่นำสิ่งดีๆ มาให้ เพื่อให้เรามีไว้บริการลูกค้าต่อไป ใครคิดว่าผู้แทนมาขอเงินเรานั้นเข้าใจผิดแล้ว” เฮียเล็กทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด

บทเรียนการตลาดข้อ 3 : เป็นมิตรทั้งกับลูกค้าและคู่ค้า เราจะได้แต่สิ่งดี

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ของดีราคาถูก ใครอยากซื้อต้องได้ซื้อ

เมื่อเห็นปีที่เปิดสาขา 3 ว่าเป็น พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจทั้งโลกมีปัญหา เราอดถามไม่ได้ว่า สถานการณ์ตอนนั้นพวงทองฯ เป็นอย่างไรบ้าง

“ในยามวิกฤต เป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยเหลือสังคม” เสียงเฮียเล็กขึงขังทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

“ตอนเปิดร้านสาขาสาม เราจัดรายการแจ็กพอตตลอดเดือน เราแจกตู้เย็น ทีวี พัดลม น้ำมัน น้ำปลา จาน ชาม แจกทุกอย่างที่ลูกค้าใช้แล้วได้ประโยชน์ เราอยากขาย เรามีของดีราคาถูก ใครอยากซื้อต้องได้ซื้อ เราไม่จำกัด วิกฤตทำให้เราขายดีกว่าเดิม เพราะตอนเศรษฐกิจดี คนจะไปเดินห้างฯ แต่เมื่อไหร่ที่มีวิกฤต คนจะกลับมาหาห้างฯ เล็กๆ เราไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เตรียมพร้อมต้อนรับให้ดีที่สุด

“การต้อนรับก็ทำอย่างง่ายๆ แค่ไม่ทำให้เขินเมื่อเดินเข้าร้าน พนักงานที่นี่จึงใส่เสื้อยือคอปกเหมือนเสื้อกีฬา เราต้องแต่งตัวให้เข้ากับลูกค้าผู้เป็นมิตรแท้ที่รักและเคารพ อย่าไปแต่งตัวสวยกว่าลูกค้า 

“ถ้าเราทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาอย่างเสือ เราจะรวย 

“ถ้าเราทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาอย่างหมา เราจะซวย เพราะลูกค้าจะไม่กล้าซื้อของเยอะ” ได้ยินแล้วก็เผลอพยักหน้าเห็นตามเฮียทุกประโยค

บทเรียนการตลาดข้อ 4 : ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกับเขา แล้วเขาจะไว้ใจเรา

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฉากที่ 3

ยามศึกเรารบ (กับสงครามการค้าระดับอำเภอ)

อำเภอนี้ไม่เคยมีห้างฯ ต่างชาติมาเปิดบ้างเลยหรือ คือคำถามที่เราอดสงสัยไม่ได้กับการทำธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มองไปทางไหนก็เจอคู่แข่งทั้งนั้น

“ที่จริงก่อนเปิดสาขาสามก็มีสาขาของห้างฯ ต่างชาติมาเปิดแล้วหลายราย แต่มากี่รายก็เจ๊ง เพราะชาวบ้านยังรักและให้ความเมตตากับเรา อุดหนุนเราอยู่” เฮียเล่าอย่างถ่อมตัว 

แล้วตอนนั้น รับมือหรือสู้อย่างไร ถึงทำให้คู่แข่งเหล่านั้นถอยกลับไปหมด

“ใครเข้ามาเราก็ไม่กลัวนะ เรามีหน้าที่ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ เราไม่เคยเดินสืบราคา ไม่เคยอยากรู้ว่าเขาทำอะไรบ้าง

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

“เราใช้วิธีหมาหมู่รุมสู้ ทำเหมือนรับน้อง ทุกสาขาขนสินค้ามาลดราคาแบบมโหฬารล่วงหน้าก่อนคู่แข่งเปิดร้าน ไม่มีการตั้งรับ เราเทหมดหน้าตักทุกครั้ง ทั้งแจก ทั้งแถม เพื่อรักษาลูกค้าเอาไว้ ห้างฯ ต่างชาติมาเปิดนั้นจะมีค่าดำเนินการสูง ถ้าขายไม่ได้สักระยะหนึ่งและไม่มีกำไร เขาก็ต้องปิดไปเอง ไม่เหมือนเราที่เป็นคนพื้นที่ 

“แต่แม้ว่าจะรับศึกมาได้หลายครั้ง เราก็ไม่เคยประมาท” 

เมื่อได้ไล่เรียงชื่อห้างถิ่นที่เข้ามาเปิดแล้วพ่ายแพ้กลับไปก็ต้องตกใจว่ามีมากมายจริงๆ

บทเรียนการตลาดข้อ 5 : ไม่ประมาทและจงสู้ให้สุดด้วยแนวทางของตัวเอง 

“ที่ตรงนั้นมีคนมาเปิดแล้วปิด เปิดแล้วปิดหลายรอบ จนสุดท้ายเจ้าของตึกก็เอามาขายให้เราถูกๆ เพราะหาคนเช่าไม่ได้แล้ว ร้านตรงนั้นเลยกลายเป็นร้านสาขาสี่ในที่สุด” 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฉากที่ 4

ยามสงบเรารัก (หลักการทำงานและดำเนินชีวิต)

เมื่อเราย้อนถามกลับไปถึงชื่อร้าน ‘พวงทอง’ ว่ามีที่มาอย่างไร คำตอบที่ได้ก็พาเราไปสู่อีกฉากสำคัญของละครเรื่องนี้ 

“พวงทองก็ชื่อภรรยาไง” เมื่อพูดถึงชื่อคู่ชีวิต เราเห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเฮียอย่างชัดเจน

“การเจอคุณพวงทองเหมือนสวรรค์ลิขิต เขาเป็นคนชัยนาทแต่ไปพบกันที่แคมป์ทหารฝรั่ง ไปทำงานเป็นคนขัดรองเท้า เหมือนยาจกสองคนเจอกัน สุดท้ายก็หนีตามกันไป

“ทุกวันนี้คุณพวงทองมีหน้าที่เหมือนเป็นทูตของทางร้านกับเดินสายทำบุญ ช่วยให้ผู้ใหญ่ในจังหวัดเมตตาเรา เวลาจัดงานกิจกรรมใดๆ ของอำเภอหรือจังหวัด ร้านเราก็จะมีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง”

เฮียเล็กมีหลักการทำงานกับการดำเนินชีวิตยังไงบ้าง

“อย่างแรกเลยคือ ใช้หลัก 3 อ กับ 3 ม

อ แรก ครอบครัว ‘อบอุ่น’ โดยเฮียเล็กอธิบายผ่านการร่ายกลอนสดให้พวกเราฟังโดยไม่ต้องดูโพย

“ถ้าเชื่อเมีย ที่เคารพ พบแต่รวย 

ลูกค้าช่วย ด้วยเมตตา พากันซื้อ

ห้างฯ พวงทอง ของพวกเรา เขาร่ำลือ

เถ้าแก่ถือ คือรับฟัง คำสั่งเมีย”

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฟังแล้วก็เป็นจริงตามนั้น เพราะเมื่อดูจากแผ่นคำกลอนที่แปะไว้รอบร้าน จะพบว่ากลอนกว่าครึ่งเขียนถึงคุณพวงทองไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน

“อ ต่อมา คือลูกน้องต้องกิน ‘อิ่ม’ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะลูกน้องคือคนที่ช่วยเราทำงาน เราต้องดูแลพวกเขาให้ดี ที่นี่เราจ้างแม่ครัว ทำอาหารเลี้ยงพนักงานทุกวัน นอกจากนั้น เรายังให้พนักงานเบิกเงินล่วงหน้าโดยไม่เสียดอกเบี้ยด้วย ที่นี่เลือกรับพนักงานก็ง่ายๆ ดูหน้าตาไม่ผิดปกติก็รับแล้ว 

“อ สุดท้าย ลูกค้าต้อง ‘อารมณ์ดี’ ทำให้ลูกค้ามีความสุขระหว่างเลือกซื้อสินค้า พนักงานทักทายด้วยรอยยิ้ม มีหน้าที่ช่วยเหลือ ในเรื่องที่ลูกค้าต้องการ

“พนักงานยิ้มแย้ม สินค้าถูกและดี สินค้าที่ใช่และชอบ คือคำตอบที่เรามีให้”

ส่วน 3 ม ได้แก่ หนึ่ง ‘สมอง’ กับ 2 ‘มือ’ ใช้ความคิด คิดให้ต่างและเน้นเรื่องการบริการ สอง ‘มุ่งมั่น’ ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ต้องไปสนใจคู่แข่งอื่น และสาม ‘หมาหมู่’ เฮียเล็กบอกว่า ทุกวันนี้พวงทองฯ มี 5 สาขา แค่ลูกค้าเดินสะดุดมดก็เข้ามาถึงร้านแล้ว

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

5 สาขาของพวงทองฯ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อและรู้ว่าร้านมีทุกอย่างที่เขาต้องการ โดยมีแม้กระทั่งสาขา 5 ที่เปิด 24 ชั่วโมง ใช้ชื่อว่า ‘พวงทองตลอดวันตลอดคืน’ 

“หลักการต่อมา คือเราต้องมีคุณธรรม เมตตาผู้ด้อยกว่า อย่างเช่นถ้าลูกค้าทำข้าวของในร้านเสียหาย เราก็ไม่เก็บเงินลูกค้านะ และเราเอาของไปทิ้งแบบไม่ให้ลูกค้าเห็นด้วย เพราะลูกค้าจะรู้สึกผิดและเสียใจ 

“สุดท้ายคือเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง เพราะเรามีไอเดียอยู่ในหัวตลอดเวลา เมื่อมีไอเดียก็เอาออกมาทำ ถ้าคิดแบบนี้ เราทำอะไรก็ไม่เหนื่อยและมีแรงคิดทำตลอดทุกวัน”

เห็นขยันและสนุกกับการทำงานแบบนี้ เคยคิดจะขยายสาขาไปอำเภออื่นหรือไม่ เราถามอย่างอดสงสัยไม่ได้

“ไม่เคยคิดไปเปิดที่อื่น เราอยู่ในที่ของเราก็พอแล้ว เราอยู่ตรงนี้มีโอกาสเอื้ออารีต่อญาติมิตรที่มาซื้อของเรา เราขายของทำหน้าที่ของเราตรงนี้ให้ดีที่สุด และเราจะไม่สร้างศัตรูเด็ดขาด เพราะตัวเองอยากจะอยู่ให้ได้ถึงร้อยยี่สิบปี”

ฉากสุดท้าย

ก่อนลาจาก

ถ้าวันนี้อยากแนะนำคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจสักข้อหนึ่ง จะแนะนำว่าอะไร

“อยากให้ทำงานตามขั้นบันได จากเล็กไปหาใหญ่ ทำทีละขั้น ก้าวทีละก้าว อย่ามั่นใจมากเปิดร้านใหญ่เกินตัว ถ้าอยากเปิดร้านอาหาร ให้เริ่มจากทำร้านก๋วยเตี๋ยวก่อน และที่สำคัญ เวลาทำงานอะไรอย่าไปเครียด เพราะมันจะเบียดความสุข เราจะไม่สนุกกับการขาย และสุดท้ายก็จะวอดวาย และขอให้ทำงานอย่างจริงจังและจริงใจ” 

นั่นคือข้อคิดสุดท้ายที่เฮียฝากไว้ให้พวกเรา

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่เรานั่งฟังเรื่องราวของธุรกิจในอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งของประเทศไทย แต่เรื่องราวที่เราได้ฟังกลับยิ่งใหญ่จนทำให้เราหัวใจพองโต 

ความสำเร็จที่เริ่มต้นจากความเป็นคนขยัน ช่างสังเกต ขยันคิดหาสิ่งแปลกใหม่ รวมถึงการมีความฝันที่ใหญ่และต้องอดทนรอกว่า 15 ปีถึงจะทำให้มันเป็นจริง ทุกสิ่งที่เราได้ฟังทำให้เรามั่นใจว่า ‘ร้านพวงทอง’ จะยืนเป็นหนึ่งเดียวในใจของพี่น้องญาติมิตรในอำเภอพนมสารคามตลอดไปอีกนาน

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

Writer

ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์

ชอบตัวเองเวลาอยู่บ้านพอๆ กับสนใจเรื่องราวความเป็นไปของโลกธุรกิจนอกบ้าน เพื่อนำสิ่งที่ได้พบเห็นมาเล่าเรื่องที่ยากให้เข้าใจง่ายผ่านตัวหนังสือ ติดตามผลงานได้ที่ Facebook : Trick of the Trade

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ผนังตึกสีเหลืองพระอาทิตย์ ห้องสีไข่ขาวโพลนภายใน หน้าต่างกลมแดง บอร์ดเกม และสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ประกอบรวมกันเป็น ‘Play Academy’ สถาบันการศึกษานอกระบบที่มุ่งพัฒนาเด็กผ่านการเล่นและการลงมือทำ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับความสุข

บทความนี้เราจะพาสัญจรไปตามเส้นทางธุรกิจแห่งความสุขในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์และเฝ้าดูต้นกล้าเจริญเติบโต กับ ครูปุ๊ก-ชลมาศ คูหารัตนากร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบันแห่งนี้

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Chonlamard

“ความฝันมันชัดมาก ทำให้ไม่ลังเลเลย” ถ้อยคำที่ครูปุ๊กฝากไว้พร้อมกับน้ำเสียงอ่อนหวาน เมื่อเราตั้งคำถามถึงจุดกำเนิดของสถาบันแห่งนี้ น่าแปลกใจที่เธอเรียนสาขาโฆษณามาก่อน ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่มีปมให้ผูกไปถึงการสอนหนังสือเด็ก แต่แล้วเราก็ร้องอ๋อขึ้นมาดัง ๆ เมื่อได้ยินว่าเธอเรียนวิชาโทเสรีด้านวรรณกรรมเด็กและวัยรุ่น รวมถึงจิตวิทยาพัฒนาการร่วมด้วย ทำให้เธอค้นพบตัวเองนับแต่นั้น

“มันเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง โลกของจินตนาการที่อะไร ๆ ก็เป็นจริงได้” ครูปุ๊กเล่าด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าเธอมีความสุขมากแค่ไหน

เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร เธอไม่รอช้าที่จะเบนเข็มทิศด้วยการเริ่มประกอบอาชีพครูสอนเด็กในวัยประมาณ 2 – 3 ขวบที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตั้งแต่รับพวกเขามาจากอ้อมกอดของพ่อแม่ พาไปสนามเด็กเล่น พาเข้าห้องน้ำ ทานข้าว ขับถ่าย อาเจียน ชงนม ปูที่นอน

“เราไม่เคยทำมาก่อน ต้องเรียนรู้แล้วก็ทำจริงเลย แรก ๆ อยากลาออก แต่ก็บอกกับตัวเองว่า จะมาทิ้งความฝันและสิ่งที่ตัวเองหาเจอเพียงเหตุการณ์แค่นี้ไม่ได้ ลองอดทนต่อไปอีกดีกว่าไหม”

แรงฮึดทางใจพาให้กายของเธอขยับไปตามฝัน ครูปุ๊กเริ่มเลื่อนขั้นไปสอนอนุบาล 2 และ ป.1 ตามลำดับ ใน 3 ปีนั้นเธอจึงได้เรียนรู้งานแบบ Learn by Doing ได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จากเด็กว่าแท้จริงแล้วแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการอย่างไร ทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เพียงเรียนจากตำรา

“ประสบการณ์ในวัยเด็กโดยเฉพาะช่วงปฐมวัย จะเป็นความทรงจำในระยะยาวของคนคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อเขายังไง พ่อแม่ ครูที่เจอในสังคมพูดคุยกับเขายังไง ถ้าเป็นความทรงจำที่ดีก็เป็นต้นทุนที่ดีให้ชีวิตเขา เมื่อนึกย้อนกลับมาเมื่อไหร่ก็แช่มชื่น แต่ถ้าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็จะเป็นแผลในใจที่บาดลึกและไม่มีวันเลือนหาย

“แต่โดยธรรมชาติแล้ว จิตใจคนเราไม่เหมือนกัน ความแข็งแกร่งของคนเราไม่เหมือนกัน จึงต้องให้ความสำคัญกับเด็กและครอบครัว ต่อให้โรงเรียนหรือบุคลากรครูดียังไง ถ้าพ่อแม่ไม่เปลี่ยน ไม่รู้วิธีการเลี้ยงดูที่ถูกต้องจริง ๆ เด็กคนหนึ่งก็จะไม่ได้เติบโตขึ้นมางอกงามอย่างถึงที่สุด”

ความเข้าใจเหล่านี้ของครูปุ๊กล้วนมาจากการฝักใฝ่เรียนรู้พัฒนาการและจิตวิทยาเกี่ยวกับเด็กอย่างไม่หยุดยั้ง ครูปุ๊กเรียนต่อด้านสุขภาพจิตเด็กในระดับปริญญาโท และยังพัฒนาความรู้จากทั้งในและต่างประเทศอยู่ตลอด ซึ่งเป็นบันไดให้เธอได้ก้าวขึ้นสู่การก่อตั้งและบริหารสถาบัน Play Academy ด้วยตัวเอง

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น
Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Don’t Just Dream. Do It.

ระหว่างพูดคุยกัน เราเห็นถึงแววตา ท่าทางแข็งนอกอ่อนใน และความมุ่งมั่นของครูปุ๊กที่พยายามจะพัฒนาการจัดการศึกษาให้ดีขึ้น เธอต้องอาศัยความเชื่ออย่างแรงกล้าและแรงกำลังของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ครูปุ๊กมองเห็นช่องโหว่และข้อจำกัดของระบบการศึกษาไทย ซึ่งทำให้เธอยิ่งมีพลังลุกขึ้นมาทำงานด้านเด็กและครอบครัว

“ค่าตอบแทนครูโรงเรียนในระบบน้อยมาก และไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง ๆ ทำให้คนที่มีความสามารถสูง มีอุดมการณ์ อยู่ได้ไม่นาน

“เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญมาก ๆ แล้ว อาชีพครูสำคัญพอ ๆ กับหมอ วิศวกร หรืออาชีพอื่น ๆ ที่สังคมนิยม เพราะเขารู้ว่าประเทศจะพัฒนาไปได้ เกิดจากประชากรที่มีคุณภาพ ซึ่งประชากรที่มีคุณภาพต้องเกิดจากการบ่มเพาะและการศึกษา เขาจึงต้องการคนเก่ง คนมีอุดมการณ์ มาสร้างประชากรให้มีคุณภาพ”

รากฐานของบุคลากรที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการบ่มเพาะตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยยังค่อนข้างหนักไปทางคุณครูบรรยาย เด็ก ๆ นั่งฟังและทำแบบฝึกหัด แม้จะมีกระบวนการ Learn by Doing อยู่บ้างแต่นับว่าน้อย เมื่อเทียบสัดส่วนกับการสอนแบบบรรยายขึ้นกระดาน และทำใบงาน

ครูปุ๊กเริ่มต้นด้วยการทำโรงเรียนบ่มเพาะเด็กปฐมวัยตั้งแต่ 1.9 ขวบ และขยายมาจนถึง 11 ขวบ ซึ่งความพิเศษของที่นี่คือ มีหมุดหมายชัดเจนเรื่องปลุกปั้นการเรียนด้วยการเล่น ให้เด็กได้ลงมือทำผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยมีสื่อการสอนเป็นของเล่น เกมการศึกษา บอร์ดเกม และอุปกรณ์รอบตัวเพื่อเสริมพัฒนาการตามวัยและการทำงานของสมอง เธอไม่ได้เป็นเพียงนักสุขภาพจิตเด็ก แต่ยังเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมด้วย วิธีการสอนจึงออกแบบมาอย่างมีลำดับตามหัวข้อและวัตถุประสงค์ที่ครูปุ๊กคิดค้นขึ้น และเธอยังละเมียดกระทั่งสื่อที่เลือกใช้

“ทั้งหมดนี้เกิดเป็น Business Model โรงเรียนที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและทักษะชีวิตในเด็ก โดยผ่านกิจกรรม สื่อ การเล่น และการลงมือทำ”

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Play Academy

‘เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นได้ดีที่สุด’

เป็นวลีที่ใครหลายคนได้ยินผ่านหูอยู่บ่อยครั้ง แต่การจัดการศึกษาผ่านการเล่นอย่างเป็นรูปธรรมกลับหาได้ยาก Play Academy เป็นสถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาผ่านการเล่นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้วิธีการเล่นแบบ Free Play เข้ามาเชื่อมโยงเรื่องราวกับเนื้อหาที่สอน เป็นการเล่นอย่างมีโครงสร้าง

ซึ่งก่อนจะเข้ามาเรียนที่นี่ เด็กแต่ละคนต้องผ่านการประเมินเดี่ยวกับครูปุ๊ก 1 ชั่วโมง แบ่งการทดสอบออกเป็น 2 แบบ แบบแรกเป็นการทดสอบตามอายุ แบบที่ 2 เรียกว่า Performance Test เป็นการลงมือหรือปฏิบัติจริง ใช้บอร์ดเกมหรือเกมการศึกษาเพื่อให้เด็กได้ทดลองทำ หลังจากนั้นจะนำผลมารวมกันแล้วรายงานคุณพ่อคุณแม่อย่างละเอียดโดยใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง

ครูปุ๊กจะดูไปถึงพฤติกรรม อารมณ์ และสมาธิ หากเจอปัญหาก็จะพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ถึงวิธีการเลี้ยงดูว่า ปัญหาคืออะไร มีทางแก้ไขยังไง วิธีทดสอบนี้นอกจากจะทำให้ผู้ปกครองเข้าใจลูกมากขึ้น ยังช่วยให้เข้าใจการเรียนด้วยการเล่นที่ Play Academy มากขึ้นด้วย

หลักสูตรของเด็กแต่ละช่วงวัยจะเป็นไปตาม Critical Period กล่าวคือ เด็กจะได้เรียนรู้สิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อวัยของเขาโดยเฉพาะ

“เริ่มจากเด็กเล็กสุดที่เรารับคือวัย 1.9 – 3.5 ขวบ เป็นหลักสูตรเน้นพัฒนาการและสร้างสมองที่มีคุณภาพ แค่ 2 วัตถุประสงค์นี้ เพราะพัฒนาการเป็นรากฐานของชีวิต ถ้าพัฒนาการไม่ดีตั้งแต่แรก อย่างอื่นก็ไปต่อยาก เราสอนเด็กวัยนี้แบบตัวต่อตัว เพราะเด็กจะพร้อมเข้าสังคมเมื่อมีอายุ 3 ขวบขึ้นไป ต่อมาเป็นหลักสูตรอนุบาล ตั้งแต่ 3.6 – 6.6 ปี เราเรียกว่า Active Brain มี 3 ระดับเหมือนบันได 3 ขั้น วัย 3.6 – 4.6 คือ Starter วัย 4.6 – 5.6 คือ Intermediate ส่วนวัย 5.6 – 6.6 เป็น Advanced แล้วก็มาถึงหลักสูตรสุดท้ายสำหรับเด็กอายุ 7 – 11 ขวบ (ป.1 – ป.6) หลักสูตรนี้ชื่อว่า PBL & Life Skill หรือ Problem-based Learning”

Play Academy นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไม่ใช่โรงเรียนติวเข้มเฉพาะทางสำหรับเพิ่มเกรด แต่เน้นพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งสำคัญมากในยุคนี้ อ้างอิงจาก World Economic Forum ถึงทักษะที่เด็กในศตวรรษที่ 21 ควรมี

Critical Thinking ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดแบบมีวิจารณญาณ แปลไทยเป็นไทยคือคิดเป็นเหตุเป็นผล

Creativity ความคิดที่หลากหลาย

Communication การสื่อสาร ในที่นี้หมายถึงอธิบายความคิดของตัวเองได้ว่าต้องการจะสื่อสารอะไร เหนือชั้นกว่านั้นคือโน้มน้าวหรือชักจูงคนอื่นให้ร่วมมือกับเราได้

Collaboration ความร่วมมือ ทำงานเป็นทีมผสมกลมกลืนเป็น หมดยุค One-man Show ทักษะเหล่านี้นำมาใช้เป็นแกนในหลักสูตร PBL & Life Skill หรือ Problem-based Learning สำหรับเด็กอายุ 7 – 11 ขวบ

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

“การที่เด็กยุคนี้จะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ว่าต้องได้เกรดดีหรือเรียนสูง แต่เป็นเด็กที่ปรับตัวได้เร็ว ค้นหาตัวเองเจอว่าชอบอะไร ทำงานเป็นทีมได้ และรู้ว่าความสุขของตัวเองอยู่ตรงไหน ถ้าเราสร้างหรือแก้ได้ ยิ่งเด็กยิ่งเห็นผล มันเร็วและแก้ได้โดยใช้เวลาสั้น พ่อแม่ไม่เหนื่อยมากเท่ากับมาแก้ตอนโต สร้างว่ายากแล้ว ซ่อมยากกว่า”

ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แม้การเรียนด้วยการเล่นจะยังไม่เป็นที่รู้จักและแพร่หลาย แต่ครูปุ๊กก็รับมือและแก้ปัญหาได้ดีด้วยการสื่อสารอย่างละเอียดลึกซึ้งกับผู้ปกครอง เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ความเป็น Play Academy และสถาบันนี้ก็ได้เรียนรู้ความเป็นพวกเขา

“เพราะเขาไม่เข้าใจและไม่เคยเจอ เราทำเป็นแผนภาพและโครงสร้างหลักสูตรขึ้นมา เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าแต่ละช่วงวัยมีหลักสูตรอะไร เน้นอะไร 1 หลักสูตรมี 40 ครั้ง ก็จะทำเป็นภาพออกมาเลยว่า ครั้งที่ 1 มีกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้เกมอะไร และยกตัวอย่างให้ผู้ปกครองฟังเป็นสัปดาห์ ๆ ไป เราต้องให้ความรู้แก่พ่อแม่ เพื่อให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วอะไรสำคัญ และการเรียนแบบนี้จะมีประโยชน์อย่างไรในระยะยาว

“ทุกครั้งที่เรียนเสร็จ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าฟังบรีฟว่า วันนี้เรียนอะไรไปบ้าง ครูสอนยังไง น้องทำความเข้าใจเป็นยังไง มีอารมณ์และพฤติกรรมอะไรเกิดขึ้นในห้องบ้าง พ่อแม่ต้องไปต่อยอดที่บ้านยังไง ต้องไปแก้อะไร เป็นการเรียนรู้ที่อาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเยอะมาก”

ส่วนของเล่น สื่อการศึกษาและบอร์ดเกมที่ใช้ ครูปุ๊กนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะ เช่น เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่เล่นบอร์ดเกมจนเป็นวัฒนธรรมในครอบครัว และเลือกใช้บอร์ดเกมที่มีวัตถุประสงค์เหมาะสมกับวัยผู้เล่น เช่น ลูกเต๋า ถ้าเป็นเกมเด็กเล็กจะมีขนาดใหญ่ จับถนัดมือ ขอบมน ให้เด็กได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและเพิ่มความปลอดภัย

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น
Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Nobody Left Behind

Play Academy ไม่ได้ใช้การทำการตลาดยิ่งใหญ่ แต่คำบอกเล่าปากต่อปากของผู้คนถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากสถาบันแห่งนี้ ทำให้มีคนส่งลูกหลานเข้ามาเรียนกันอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

บางครอบครัว 3 คนพี่น้องเรียนที่นี่ทั้งหมด บางครอบครัวเด็กเรียนนานถึง 8 ปี เพื่อนแนะนำเพื่อนต่อจนตารางเรียนส่วนใหญ่เต็มทั้งหมด

“บางครอบครัวถึงกับเขียนพินัยกรรมไว้ว่า หากเขาเป็นอะไรไป ให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ในครอบครัวพาลูกมาให้ครูปุ๊กดูทุก ๆ 3 เดือน” เราตาลุกวาวในสิ่งที่ครูปุ๊กเล่าให้ฟัง และน่าสนใจว่าเธอสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร

“เราไม่ได้ทำอะไรพิเศษ เราคุยกับทุก ๆ คนด้วยความจริงใจ แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เขา จะบอกว่าตำราไม่ได้มีทุกสิ่งทุกอย่าง เรา Customize ฟังบริบทของครอบครัว เด็กบางคนเรียนจบไปแล้วหลายปี พ่อแม่มีปัญหา เราก็ยังยินดีให้ข้อมูลและคำแนะนำอย่างเต็มที่ มันเป็นความจริงใจ นักเรียนเมื่อเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของ Play Academy แล้ว Nobody Left Behind”

Play Academy รับรองคุณภาพของครูด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้คุณพ่อคุณแม่ว่า สองมือที่ประคองลูกหลานของพวกเขาอยู่นี้ ได้ผ่านการสอบทั้งอุดมการณ์ Mindset ครอบครัว และภูมิหลัง

“การเป็นครูที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย และการทำงานกับครูปุ๊กก็ไม่ง่ายเพราะเป็นคนละเอียดและมาตรฐานสูง บางทีสัมภาษณ์ 20 คนไม่มีใครผ่านเลย ผู้สมัครต้องผ่านการสัมภาษณ์เบื้องต้นทางโทรศัพท์ถึงเงื่อนไขในการทำงาน เมื่อผ่านแล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนการสัมภาษณ์เชิงลึก แม้แต่การถามถึงภูมิหลังของครูแต่ละคนก็ไม่ได้ต้องการตัดสินเขา แต่อยากเข้าใจว่าเขามีที่มาที่ไปอย่างไร และคุณครูจะต้องมีต้นทุนในตัว หมายถึงการที่จะมาสอนทักษะการคิด ทักษะชีวิต เขาต้องมีเชาวน์และความคิดที่เป็นระบบพอสมควร ต้องเล่นบอร์ดเกมให้เราดูด้วย เท่านั้นไม่พอ ยังต้องดูลักษณะนิสัยการทำงานร่วมกันกับเราและทีมงาน”

ครูปุ๊กยังจัดตารางเวลาเพื่อเทรนครูก่อนสอน และมีการสอบสอนทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 – 15.00 น. โดยในระหว่างนั้นจะไม่รับสอนเด็ก เพื่อให้เป็น Training Session แบบ Active Learning พัฒนาความรู้ของครูให้เท่าทันโลก ขณะเดียวกันก็หารือเพื่อปรับปรุงห้องเรียนให้สนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Play Academy สถาบันพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กที่ใช้แนวคิด Learning by Doing และสอนทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Trick & Treat

ใช่ว่าธุรกิจที่เริ่มยืนด้วยลำแข้งของตัวเองจะไม่ประสบกับอุปสรรคใด ครูปุ๊กได้ถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อช่วยเป็นบทเรียนให้แก่ผู้ที่สนใจทำธุรกิจ

“มันเป็นโมเดลระยะยาว พ่อแม่จ่ายเงินเราวันนี้ เขาต้องเรียนกับเราไปอีก 1 ปี เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการเงินและบัญชีจะต้องดี เราต้องคิดแล้วว่าเราเป็นหนี้เขาไปอีก 1 ปี จะปิดโรงเรียนไม่ได้ วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณต้องมีเงินคืนพ่อแม่ ถ้าให้มอง มันไม่เหมือนไปกินร้านอาหาร กินเสร็จจ่ายเงินจบ เราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว แต่นี่เป็นงานระยะยาว คุณต้องพร้อมจริง ๆ ที่จะบริหารจัดการและรับผิดชอบธุรกิจระยะยาว เรื่องเงินทุนไม่เท่าไหร่ หลัก ๆ เป็นเรื่องของบุคลากรที่หายากและ Business Model ซึ่งไม่ใช่โมเดลอิสระเสียทีเดียว”

ขณะนี้ ธุรกิจบนความใส่ใจได้เดินทางมาจนถึงขวบปีที่ 11 มีบุคลากรครูรวม 5 ท่าน และเด็กกว่า 200 ชีวิตภายในอาณาเขตที่อบอุ่น ครูปุ๊กเล่าว่าเธอไม่มีการโฆษณาในช่องทางออนไลน์ใด ๆ ไม่มีการลดโปรโมชันจัดหนักเอาใจลูกค้า มีเพียงตัวเธอและสถาบันที่ตั้งตระหง่านอยู่ใน The Circle Ratchapruk ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตามคำบอกเล่า

Blossom Out

แม้ Play Academy จะได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังไม่หยุดพัฒนาเพื่อส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้สังคม โดยออกแบบผลิตภัณฑ์แบรนด์ของเล่นของตัวเอง ภายใต้ The Umbrella of Play Academy

“เราผลิตหนังสือกิจกรรมที่ชื่อว่า PlayBook เป็นหนังสือกิจกรรมที่ทำออกมาสำหรับเด็กอายุ 2 – 6 ขวบ ปัจจุบันมีทั้งหมด 8 เล่มและส่งขายทั่วประเทศ เป็นลักษณะหนังสือกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือทำจริง โดยมีอุปกรณ์ไปให้ด้วย ไม่ใช่แค่ลากเส้น กากบาท วงกลม ระบายสี แต่เด็กจะได้ฉีกกระดาษ โรยทราย ต่อบล็อก ติดตีนตุ๊กแกหรือสติกเกอร์

“แต่ละกิจกรรมจะไม่เหมือนกัน อย่าง Play Dough แป้งโดสูตรเฉพาะของเราเอง Non-toxic ร้อยเปอร์เซ็นต์ กำลังจะทำวางขายเช่นกัน นอกจากนี้ เราอยากทำของเล่นเสริมพัฒนาการที่ถูกต้องตามหลักพัฒนาการ เช่น ใช้วัสดุซิลิโคนแทนยาง ไม้อบอย่างดีไร้เสี้ยน วัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างมีขนาดเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และไม่ใช่ของเล่นที่เจอได้ทั่ว ๆ ไป ขยายออกมาเป็นเรื่องของห้องเรียนคุณพ่อคุณแม่ เปิดอบรมพ่อแม่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก พูดคุยหัวข้อและปัญหาต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มีทั้ง On-site และ Online”

ครูปุ๊กและสถาบัน Play Academy มองเห็นทัศนะที่กว้างไกลกว่าการเจริญเติบโตทางธุรกิจ พวกเขาคิดว่าจะให้อะไรสังคมได้มากกว่านี้ หรือช่วยพัฒนาอะไรได้มากกว่านี้

“ที่สำคัญที่สุดคือ เราสร้างทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ ซึ่งในอีก 20 ปีข้างหน้า เขาจะกลายมาเป็นพลเมืองซึ่งเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม”

ภายใต้รอยยิ้มของครูปุ๊ก ล้วนประกอบร่างขึ้นจากการได้ทำในสิ่งที่รัก

“เราชอบงานนี้มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี และทุกวันนี้ก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้อ่านองค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ความสุขคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมาได้ยาวนานขนาดนี้ สุขทางใจด้วย อยู่ได้ทางธุรกิจด้วย เราทำความรักที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรม จนมีคนเชื่อมั่น ยอมรับ ไว้ใจ และอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา อยากนำลูกหลานมาฝากให้เรียนกับเรา

“การเป็นครูที่ทำงานกับพ่อแม่ด้วย ทำให้เราเห็นเด็กงอกงาม เห็นรอยยิ้มของครอบครัว เห็นความสบายใจของเขา หลายครอบครัวมาด้วยปัญหา แต่กลับไปด้วยความสุขที่มากขึ้น เขากินอิ่ม นอนหลับ และมีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป”

สิ้นประโยค เสียงหัวเราะคิกคักเล็ก ๆ ตามด้วยเสียงพูดอย่างละมุนนุ่มนวลดังออกมาจากห้องข้าง ๆ คงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ความสุขของครูปุ๊กนั้นอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไกลจากที่นี่ ที่ Play Academy

Play Academy สถาบันพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กที่ใช้แนวคิด Learning by Doing และสอนทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Lessons Learned

  • เชื่อมั่นในตัวเองและลงมือทำตามความฝันอย่างไม่ลังเล
  • ความอดทนเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่พาเดินไปถึงความสำเร็จ
  • ความจริงใจ ใส่ใจ และสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญสู่ความเชื่อใจของลูกค้า
  • การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด หมั่นแก้ไขปรับปรุง ทำให้ธุรกิจพัฒนาอย่างไม่มีขีดจำกัด
  • รากฐานที่แข็งแกร่งเกิดจากความเหนียวแน่นภายในองค์กร

Writer

ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม

เด็กผู้หญิงชอบเขียนหนังสือ เกิดเดือนกุมภาพันธ์ กรุ๊ปเลือด AB อุปนิสัยร่าเริง

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load