พนมสารคาม อำเภอหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทราที่มีประชากรราว 85,000 คน เป็นอำเภอทางผ่านขนาดกลางที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก มีเรื่องราวของผู้ชายคนท้องถิ่นคนหนึ่งกับร้านค้าของเขาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และเรื่องราวอันน่าสนใจ 

เรื่องราวการต่อสู้ของร้านกับคู่แข่งด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจอันแพรวพราว จนทำให้คู่แข่งจากต่างเมืองต้องยอมแพ้กลับไปทุกราย 

หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมชมในร้านจะได้พบกับสินค้านับหมื่นรายการ มีแผ่นกระดาษคำกลอนแปดนับร้อยที่แต่งด้วยตัวเองทั้งหมดแปะเต็มผนังทุกด้าน ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศในการเดินเลือกจับจ่ายอย่างกลมกลืน 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี, เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์

ถ้าหากเราเรียก สนามฟุตบอล Old Trafford ของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นเหมือนโรงละครแห่งความฝันของวงการฟุตบอลและแฟนบอลทั่วโลก ‘พวงทองสรรพสินค้า’ ก็เป็นเหมือนโรงละครแห่งชีวิตของ เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์ ผู้ก่อตั้งร้านพวงทองสรรพสินค้า ที่ตั้งใจทำธุรกิจเพื่อลูกค้าทุกคนที่เขารัก แม้ว่าโรงละครแห่งนี้จะไม่ได้มีฟุตบอลหรือมีการแสดงทั่วไป แต่เต็มไปด้วยบทเรียนชีวิตและบทเรียนการตลาดนอกตำราที่คนทำธุรกิจต้องศึกษาไว้ให้ดี ผ่านทั้งคำพูดและคำกลอนที่ร้อยเรียงออกมาอย่างคล้องจองราวกับทุกสิ่งเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

“ทุกวันนี้ ทำธุรกิจจากพื้นฐานของคำแค่สองคำ คือ จริงจังและจริงใจ ทำทุกอย่างให้มิตรแท้ที่รักและเคารพ” คือประโยคแรกที่เฮียเล็กเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

“แดดไม่ได้ออกเป็นเงิน ลมไม่ได้โชยมาเป็นทอง แต่เป็นเพราะพี่น้องที่ให้ความเมตตา เรามีแต่ความจริงใจให้ ห้างฯ ก็บ้านนอก เถ้าแก่ก็คนบ้านนอก พูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

“เวลาทำงาน เราต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คิดคด ทรยศ หรือกบฏต่ออาชีพของตัวเอง ถ้ามีคุณธรรมในตัว ชัวร์แน่นอน!”

ชุดประโยคเริ่มต้นของเรื่องราวการสนทนา ถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงที่มุ่งมั่น แววตาเป็นประกาย เราสังเกตเห็นอีกหนึ่งอย่างคือ แต่ละคำ แต่ละประโยค ช่างเต็มไปด้วยคำคล้องจองราวกับบทกลอนที่ร่ายออกจากกวีฝีปากเอก ช่วยให้การถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของร้านพวงทอง ธุรกิจท้องถิ่นที่อยู่คู่ชาวอำเภอพนมสารคามมา 47 ปี เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าติดตาม

เราเคยได้ยินคำกล่าวว่า ชีวิตจริง ยิ่งกว่าละคร เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดของเฮียเล็กและร้านพวงทองแล้ว เราขอให้เชื่อเถอะว่ามันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ละครฉากแรก

ชีวิตวัยเด็ก

“ผมเรียนจบชั้น ม.ศ.3 ที่โรงเรียนพนมอดุลฯ และต้องออกจากโรงเรียน ทั้งๆ ที่เรียนได้ที่หนึ่ง เมื่อออกมาก็ไปทำงานที่แคมป์ทหารฝรั่งที่แสมสาร สัตหีบ ในตำแหน่งคนล้างส้วม เรียกภาษาฝรั่งว่า Janitor นั่นแหละ ไม่ได้รู้สึกอายนะ แต่ดีใจมากกว่าเพราะได้ทำงานสุจริต” มาถึงตรงนี้ เราแอบเห็นเจ้าของเรื่องมีน้ำตาคลอเบาๆ เมื่อเล่าย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีต

“ทำงานล้างส้วมได้ไม่ถึงครึ่งปี ก็ย้ายไปเป็นบาร์เทนเดอร์ ไม่เคยเรียนชงเหล้าหรอกนะ แต่อาศัยแอบดูตอนเข้าไปล้างแก้ว เรียกว่าครูพักลักจำเอาจนได้ สมัยนั้นนายกรัฐมนตรีเงินเดือนเก้าพันบาท ทองบาทละสี่ร้อย เราเป็นบาร์เทนเดอร์ ได้ชั่วโมงละ 6.65 บาท ทำงานวันละสิบชั่วโมง เดือนหนึ่งก็ได้พันหน่อยๆ พักเดียวก็เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ มีลูกน้องห้าคน แต่ทำงานในแคมป์ฝรั่งข้อดีมีเงินทิปเยอะ เดือนหนึ่งได้ประมาณสองแสนบาทแบ่งกันกับลูกน้อง ส่วนตัวเอง ได้เงินเท่าไหร่ส่งให้พ่อแม่ทั้งหมด ทำงานเจ็ดปี มีเงินเก็บสามล้านบาท”

พวกเราทึ่งกับความสามารถในการจดจำตัวเลขทุกอย่างได้อย่างแม่นยำของเฮียเล็ก

เมื่อถึงกำหนดเวลา แคมป์ทหารฝรั่งก็ปิดลง เฮียเล็กเดินทางกลับมาบ้านเกิดพร้อมกับความฝันว่า อยากมีร้านค้าที่ติดแอร์สักร้าน ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กมากสำหรับสมัยนี้ แต่ถ้าเป็น 40 กว่าปีก่อน การติดแอร์ถือเป็นความแปลกใหม่และทันสมัยที่สุดแล้ว 

“ไม่เคยคิดจะทำอาชีพอื่น ด้วยเพราะตัวเองเป็นคนชอบค้าขาย ก็เลยอยากมีร้านของตัวเอง” เฮียเล็กย้ำ

“ตลอดเวลาเจ็ดปีที่อยู่ในแคมป์ฝรั่ง ได้เห็นความเจริญในแคมป์ที่ก้าวหน้ากว่าชีวิตข้างนอกไปสามสิบปี ร้านค้าในแคมป์มีเครื่องคิดเงิน การติดแอร์ในร้านถือเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ด้านนอกแคมป์ การติดแอร์สักเครื่องนั้นต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงมาก” 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี, เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์

ฉากที่ 2 

จุดเริ่มต้นของการตลาดนอกตำรา 

“วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ร้านพวงทองสาขาแรกเกิดขึ้นด้วยเงินทุนก้อนแรกหนึ่งแสนบาท แบ่งเป็นซื้อบ้าน เจ็ดหมื่นบาท แต่งร้านสองหมื่นบาท และเหลือเงินแค่หนึ่งหมื่นบาทเท่านั้นสำหรับซื้อของเข้ามาขาย จึงเลือกขายเครื่องหวาย เครื่องจักสาน ให้ชาวบ้านไว้จับปลาหรือใช้ในบ้าน เพราะเห็นว่าตอนนั้นยังไม่มีใครขาย เป็นสินค้าประเภทเดียวที่เงินหนึ่งหมื่นบาทจะสั่งเข้ามาขายแล้วได้ของเต็มร้าน” 

หลังจากร้านแรกเปิดได้ 15 ปี เก็บเงินได้ 1.5 ล้านบาท ก็ต้องเปิดสาขา 2 ด้วยความจำเป็น เนื่องจากที่ตั้งของร้านแรกอยู่ในเขตพื้นที่ของวัด และทางวัดต้องการพื้นที่คืน ร้านพวงทองสาขา 2 จึงเกิดขึ้นด้วยคอนเซปต์ที่ล้ำสมัยที่สุดและเป็นร้านในฝันที่เฮียเล็กเฝ้ารอคอยมานาน นั่นคือการเป็นร้านติดแอร์และอยู่ห่างจากร้านแรกเพียงแค่ 100 เมตร

“10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ร้านพวงทองสรรพสินค้าเปิดร้านเป็นวันแรกด้วยเงินลงทุนแปดแสนบาท ตอนนั้นถนนแถวนี้ยังเป็นดินแดงอยู่เลย แต่ร้านเราติดแอร์ เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก คนมารอเข้าคิวตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด คนมาทั้งวันจนต้องขอให้เข้าเป็นรอบ เราปิดร้านวันแรกพร้อมกับยอดขายสี่แสนเจ็ดหมื่นห้าพันบาท” เฮียเล่าให้ฟังอย่างออกรสแบบไม่ต้องดูโน้ตใดๆ จนเราอดทึ่งไม่ได้ความแม่นยำในตัวเลขทุกตัวในหัว 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

“ต้องคิดแปลก และแตกต่าง ทุกอย่างถึงจะเป็นเงิน แต่ถ้าคิดตามเขา เราจะเป็นรอง”

คือบทเรียนการตลาดแรกของวันนี้ 

“ร้านพวงทองคิดทำอะไรจะต้องแตกต่างจากคนอื่นเสมอ เราคิดในรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่การเรียกสินค้าโปรโมชันว่าเป็นสินค้าพระเอก นางเอก เทวดา นางฟ้า เพราะชื่อเรียกเหล่านี้ชาวบ้านเข้าใจง่ายว่ามาช่วยให้พวกเขามีความสุข เหมือนเทวดามาโปรด เรียกแบบนี้ลูกค้าจำง่าย รู้สึกสนุกและเป็นกันเอง ไม่ต้องไปใช้ภาษาฝรั่งให้ยุ่งยาก”

ให้จากใจ 

“ทุกครั้งที่มีการเปิดร้านวันแรก เราแจกไม่อั้น เพราะเราต้องให้ก่อนถึงจะได้รับ คนเราหายใจเข้าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหายใจออกด้วย” เฮียเล่าถึงกลยุทธ์การตลาดที่คิดขึ้นด้วยตัวเองอย่างสนุก

“ผมเห็นจากพ่อแม่เป็นตัวอย่างของผู้ให้ จึงยึดแนวคิดของการให้ก่อนมาตลอดในการทำงาน และการให้นั้นก็ต้องให้อย่างจริงใจ อย่าเสแสร้งหรือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราไม่ได้ให้จากใจ“

บทเรียนการตลาดข้อ 2 : ให้ก่อนรับและให้อย่างจริงใจ 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ตลาดนัดติดแอร์

หลังจากเปิดร้านที่สองได้ 8 ปี ร้านพวงทองตลาดนัดติดแอร์หรือสาขา 3 ก็เปิดให้บริการในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2540 ด้วยขนาดร้านที่ใหญ่ขึ้น 

“ร้านใหม่มีรายการขายสินค้ามากขึ้นเพราะเพิ่มของใช้ในบ้านขึ้นมา เช่น จาน ชาม ถ้วย ถัง เครื่องครัว เราเลยตั้งชื่อว่าตลาดนัดติดแอร์ ใครมาเดินที่นี่ก็เหมือนได้ไปตลาดนัด” เมื่อเราดูของที่ขายในร้านก็อดทึ่งไม่ได้จริงๆ ว่า ของขายมากมายขนาดนี้บริหารจัดการอย่างไร

“ของที่ขายในร้านทั้งหมด เราสั่งตรงจากผู้แทนของบริษัท สินค้าต้องเข้าตามตรอก ออกตามประตู ไม่เคยซื้อของที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ลูกค้าสบายใจได้ว่าของทุกชิ้นในร้านมีคุณภาพ ผมสั่งของด้วยตัวเอง คุยกับผู้แทนทุกคนด้วยตัวเอง มีตารางการทำงานชัดเจนทุกวันว่าเวลาไหน จะไปอยู่ที่สาขาไหน ทำอะไร ผู้แทนจะมาพบได้ตอนไหน 

“ตั้งแต่เปิดร้านสาขาแรกมาจนวันนี้ ยังไม่เคยหยุดทำงานแม้แต่วันเดียว ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเพราะมีความสุขและสนุกกับการทำงาน เพราะผมมีความสุขที่จะได้รอต้อนรับทุกคนทั้งลูกค้าและผู้แทน ผู้แทนไม่ได้มาขอเงินเรานะ แต่ผู้แทนนี่แหละที่นำสิ่งดีๆ มาให้ เพื่อให้เรามีไว้บริการลูกค้าต่อไป ใครคิดว่าผู้แทนมาขอเงินเรานั้นเข้าใจผิดแล้ว” เฮียเล็กทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด

บทเรียนการตลาดข้อ 3 : เป็นมิตรทั้งกับลูกค้าและคู่ค้า เราจะได้แต่สิ่งดี

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ของดีราคาถูก ใครอยากซื้อต้องได้ซื้อ

เมื่อเห็นปีที่เปิดสาขา 3 ว่าเป็น พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจทั้งโลกมีปัญหา เราอดถามไม่ได้ว่า สถานการณ์ตอนนั้นพวงทองฯ เป็นอย่างไรบ้าง

“ในยามวิกฤต เป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยเหลือสังคม” เสียงเฮียเล็กขึงขังทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

“ตอนเปิดร้านสาขาสาม เราจัดรายการแจ็กพอตตลอดเดือน เราแจกตู้เย็น ทีวี พัดลม น้ำมัน น้ำปลา จาน ชาม แจกทุกอย่างที่ลูกค้าใช้แล้วได้ประโยชน์ เราอยากขาย เรามีของดีราคาถูก ใครอยากซื้อต้องได้ซื้อ เราไม่จำกัด วิกฤตทำให้เราขายดีกว่าเดิม เพราะตอนเศรษฐกิจดี คนจะไปเดินห้างฯ แต่เมื่อไหร่ที่มีวิกฤต คนจะกลับมาหาห้างฯ เล็กๆ เราไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เตรียมพร้อมต้อนรับให้ดีที่สุด

“การต้อนรับก็ทำอย่างง่ายๆ แค่ไม่ทำให้เขินเมื่อเดินเข้าร้าน พนักงานที่นี่จึงใส่เสื้อยือคอปกเหมือนเสื้อกีฬา เราต้องแต่งตัวให้เข้ากับลูกค้าผู้เป็นมิตรแท้ที่รักและเคารพ อย่าไปแต่งตัวสวยกว่าลูกค้า 

“ถ้าเราทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาอย่างเสือ เราจะรวย 

“ถ้าเราทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาอย่างหมา เราจะซวย เพราะลูกค้าจะไม่กล้าซื้อของเยอะ” ได้ยินแล้วก็เผลอพยักหน้าเห็นตามเฮียทุกประโยค

บทเรียนการตลาดข้อ 4 : ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกับเขา แล้วเขาจะไว้ใจเรา

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฉากที่ 3

ยามศึกเรารบ (กับสงครามการค้าระดับอำเภอ)

อำเภอนี้ไม่เคยมีห้างฯ ต่างชาติมาเปิดบ้างเลยหรือ คือคำถามที่เราอดสงสัยไม่ได้กับการทำธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มองไปทางไหนก็เจอคู่แข่งทั้งนั้น

“ที่จริงก่อนเปิดสาขาสามก็มีสาขาของห้างฯ ต่างชาติมาเปิดแล้วหลายราย แต่มากี่รายก็เจ๊ง เพราะชาวบ้านยังรักและให้ความเมตตากับเรา อุดหนุนเราอยู่” เฮียเล่าอย่างถ่อมตัว 

แล้วตอนนั้น รับมือหรือสู้อย่างไร ถึงทำให้คู่แข่งเหล่านั้นถอยกลับไปหมด

“ใครเข้ามาเราก็ไม่กลัวนะ เรามีหน้าที่ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ เราไม่เคยเดินสืบราคา ไม่เคยอยากรู้ว่าเขาทำอะไรบ้าง

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

“เราใช้วิธีหมาหมู่รุมสู้ ทำเหมือนรับน้อง ทุกสาขาขนสินค้ามาลดราคาแบบมโหฬารล่วงหน้าก่อนคู่แข่งเปิดร้าน ไม่มีการตั้งรับ เราเทหมดหน้าตักทุกครั้ง ทั้งแจก ทั้งแถม เพื่อรักษาลูกค้าเอาไว้ ห้างฯ ต่างชาติมาเปิดนั้นจะมีค่าดำเนินการสูง ถ้าขายไม่ได้สักระยะหนึ่งและไม่มีกำไร เขาก็ต้องปิดไปเอง ไม่เหมือนเราที่เป็นคนพื้นที่ 

“แต่แม้ว่าจะรับศึกมาได้หลายครั้ง เราก็ไม่เคยประมาท” 

เมื่อได้ไล่เรียงชื่อห้างถิ่นที่เข้ามาเปิดแล้วพ่ายแพ้กลับไปก็ต้องตกใจว่ามีมากมายจริงๆ

บทเรียนการตลาดข้อ 5 : ไม่ประมาทและจงสู้ให้สุดด้วยแนวทางของตัวเอง 

“ที่ตรงนั้นมีคนมาเปิดแล้วปิด เปิดแล้วปิดหลายรอบ จนสุดท้ายเจ้าของตึกก็เอามาขายให้เราถูกๆ เพราะหาคนเช่าไม่ได้แล้ว ร้านตรงนั้นเลยกลายเป็นร้านสาขาสี่ในที่สุด” 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฉากที่ 4

ยามสงบเรารัก (หลักการทำงานและดำเนินชีวิต)

เมื่อเราย้อนถามกลับไปถึงชื่อร้าน ‘พวงทอง’ ว่ามีที่มาอย่างไร คำตอบที่ได้ก็พาเราไปสู่อีกฉากสำคัญของละครเรื่องนี้ 

“พวงทองก็ชื่อภรรยาไง” เมื่อพูดถึงชื่อคู่ชีวิต เราเห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเฮียอย่างชัดเจน

“การเจอคุณพวงทองเหมือนสวรรค์ลิขิต เขาเป็นคนชัยนาทแต่ไปพบกันที่แคมป์ทหารฝรั่ง ไปทำงานเป็นคนขัดรองเท้า เหมือนยาจกสองคนเจอกัน สุดท้ายก็หนีตามกันไป

“ทุกวันนี้คุณพวงทองมีหน้าที่เหมือนเป็นทูตของทางร้านกับเดินสายทำบุญ ช่วยให้ผู้ใหญ่ในจังหวัดเมตตาเรา เวลาจัดงานกิจกรรมใดๆ ของอำเภอหรือจังหวัด ร้านเราก็จะมีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง”

เฮียเล็กมีหลักการทำงานกับการดำเนินชีวิตยังไงบ้าง

“อย่างแรกเลยคือ ใช้หลัก 3 อ กับ 3 ม

อ แรก ครอบครัว ‘อบอุ่น’ โดยเฮียเล็กอธิบายผ่านการร่ายกลอนสดให้พวกเราฟังโดยไม่ต้องดูโพย

“ถ้าเชื่อเมีย ที่เคารพ พบแต่รวย 

ลูกค้าช่วย ด้วยเมตตา พากันซื้อ

ห้างฯ พวงทอง ของพวกเรา เขาร่ำลือ

เถ้าแก่ถือ คือรับฟัง คำสั่งเมีย”

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฟังแล้วก็เป็นจริงตามนั้น เพราะเมื่อดูจากแผ่นคำกลอนที่แปะไว้รอบร้าน จะพบว่ากลอนกว่าครึ่งเขียนถึงคุณพวงทองไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน

“อ ต่อมา คือลูกน้องต้องกิน ‘อิ่ม’ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะลูกน้องคือคนที่ช่วยเราทำงาน เราต้องดูแลพวกเขาให้ดี ที่นี่เราจ้างแม่ครัว ทำอาหารเลี้ยงพนักงานทุกวัน นอกจากนั้น เรายังให้พนักงานเบิกเงินล่วงหน้าโดยไม่เสียดอกเบี้ยด้วย ที่นี่เลือกรับพนักงานก็ง่ายๆ ดูหน้าตาไม่ผิดปกติก็รับแล้ว 

“อ สุดท้าย ลูกค้าต้อง ‘อารมณ์ดี’ ทำให้ลูกค้ามีความสุขระหว่างเลือกซื้อสินค้า พนักงานทักทายด้วยรอยยิ้ม มีหน้าที่ช่วยเหลือ ในเรื่องที่ลูกค้าต้องการ

“พนักงานยิ้มแย้ม สินค้าถูกและดี สินค้าที่ใช่และชอบ คือคำตอบที่เรามีให้”

ส่วน 3 ม ได้แก่ หนึ่ง ‘สมอง’ กับ 2 ‘มือ’ ใช้ความคิด คิดให้ต่างและเน้นเรื่องการบริการ สอง ‘มุ่งมั่น’ ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ต้องไปสนใจคู่แข่งอื่น และสาม ‘หมาหมู่’ เฮียเล็กบอกว่า ทุกวันนี้พวงทองฯ มี 5 สาขา แค่ลูกค้าเดินสะดุดมดก็เข้ามาถึงร้านแล้ว

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

5 สาขาของพวงทองฯ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อและรู้ว่าร้านมีทุกอย่างที่เขาต้องการ โดยมีแม้กระทั่งสาขา 5 ที่เปิด 24 ชั่วโมง ใช้ชื่อว่า ‘พวงทองตลอดวันตลอดคืน’ 

“หลักการต่อมา คือเราต้องมีคุณธรรม เมตตาผู้ด้อยกว่า อย่างเช่นถ้าลูกค้าทำข้าวของในร้านเสียหาย เราก็ไม่เก็บเงินลูกค้านะ และเราเอาของไปทิ้งแบบไม่ให้ลูกค้าเห็นด้วย เพราะลูกค้าจะรู้สึกผิดและเสียใจ 

“สุดท้ายคือเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง เพราะเรามีไอเดียอยู่ในหัวตลอดเวลา เมื่อมีไอเดียก็เอาออกมาทำ ถ้าคิดแบบนี้ เราทำอะไรก็ไม่เหนื่อยและมีแรงคิดทำตลอดทุกวัน”

เห็นขยันและสนุกกับการทำงานแบบนี้ เคยคิดจะขยายสาขาไปอำเภออื่นหรือไม่ เราถามอย่างอดสงสัยไม่ได้

“ไม่เคยคิดไปเปิดที่อื่น เราอยู่ในที่ของเราก็พอแล้ว เราอยู่ตรงนี้มีโอกาสเอื้ออารีต่อญาติมิตรที่มาซื้อของเรา เราขายของทำหน้าที่ของเราตรงนี้ให้ดีที่สุด และเราจะไม่สร้างศัตรูเด็ดขาด เพราะตัวเองอยากจะอยู่ให้ได้ถึงร้อยยี่สิบปี”

ฉากสุดท้าย

ก่อนลาจาก

ถ้าวันนี้อยากแนะนำคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจสักข้อหนึ่ง จะแนะนำว่าอะไร

“อยากให้ทำงานตามขั้นบันได จากเล็กไปหาใหญ่ ทำทีละขั้น ก้าวทีละก้าว อย่ามั่นใจมากเปิดร้านใหญ่เกินตัว ถ้าอยากเปิดร้านอาหาร ให้เริ่มจากทำร้านก๋วยเตี๋ยวก่อน และที่สำคัญ เวลาทำงานอะไรอย่าไปเครียด เพราะมันจะเบียดความสุข เราจะไม่สนุกกับการขาย และสุดท้ายก็จะวอดวาย และขอให้ทำงานอย่างจริงจังและจริงใจ” 

นั่นคือข้อคิดสุดท้ายที่เฮียฝากไว้ให้พวกเรา

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่เรานั่งฟังเรื่องราวของธุรกิจในอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งของประเทศไทย แต่เรื่องราวที่เราได้ฟังกลับยิ่งใหญ่จนทำให้เราหัวใจพองโต 

ความสำเร็จที่เริ่มต้นจากความเป็นคนขยัน ช่างสังเกต ขยันคิดหาสิ่งแปลกใหม่ รวมถึงการมีความฝันที่ใหญ่และต้องอดทนรอกว่า 15 ปีถึงจะทำให้มันเป็นจริง ทุกสิ่งที่เราได้ฟังทำให้เรามั่นใจว่า ‘ร้านพวงทอง’ จะยืนเป็นหนึ่งเดียวในใจของพี่น้องญาติมิตรในอำเภอพนมสารคามตลอดไปอีกนาน

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

Writer

Avatar

ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์

ชอบตัวเองเวลาอยู่บ้านพอๆ กับสนใจเรื่องราวความเป็นไปของโลกธุรกิจนอกบ้าน เพื่อนำสิ่งที่ได้พบเห็นมาเล่าเรื่องที่ยากให้เข้าใจง่ายผ่านตัวหนังสือ ติดตามผลงานได้ที่ Facebook : Trick of the Trade

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สีคราม

ครามได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งสีย้อม

ที่ได้ฉายาเช่นนั้นเพราะนอกจากสีน้ำเงินเข้มเฉดออกม่วงๆ ที่มีมิติเป็นเอกลักษณ์แล้ว สีจากครามก็ยังให้ประโยชน์อีกหลายอย่าง ครามเป็นพืชใบ ชอบขึ้นแทรกตามต้นไม้ใหญ่ มีแหล่งกำเนิดมาจากอินเดีย

สีของครามได้มาจากการเอาใบสดมาหมักแล้วก็คั้นน้ำ ถ้าจะเก็บไว้นานก็สามารถเอาใบมาทับให้แห้งแล้วบดเป็นผงไว้ก็ได้เช่นกัน สีครามเมื่อเอาไปย้อมเสื้อผ้าแล้วใส่สบายตัว ไม่ระคายผิว ป้องกันแมลง ระบายอากาศได้ดี แถมยังป้องกันแสงยูวีได้อีกด้วย การย้อมครามจะเป็นการย้อมแบบเย็น ใช้ได้ดีกับเส้นใยจากธรรมชาติ ถ้าใครเคยใส่เสื้อย้อมครามแล้วละก็ รับรองว่าติดใจทุกคน

การเอาครามมาย้อมผมเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมมาจากชาวอินเดีย พวกเขาและเธอเอาน้ำที่คั้นจากการหมักใบครามมาย้อมเส้นผม ซึ่งก็เป็นเส้นใยธรรมชาติอย่างหนึ่ง ด้วยคุณสมบัติของครามที่เล่าไป มันเลยทำให้ผมชาวอินเดียดูดกดำ แข็งแรง แล้วก็เงางามเป็นธรรมชาติกันทั้งหญิงชาย

แต่จะให้คนยุค 2018 อย่างเราไปคั้นน้ำจากใบครามและนั่งหมักผมไป 6 – 8 ชั่วโมงก็น่าจะเป็นไปได้ยาก Indian Indigo ร้านทำสีผมที่เห็นคุณค่าของความงามจากธรรมชาติจึงได้คิดค้นวิธีนำความดีงามนี้มาสู่โลกยุค 4.0

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ย้อมผมด้วยคราม

“ไม่ซีเรียสเรื่องสีใช่ไหมคะ” แจมถามเราในวันที่ไปย้อมผมครั้งแรก ในนาทีที่เรานั่งลงหน้ากระจก

เป็นคำถามที่ออกจะแปลกสักหน่อยที่จะเอามาถามคนที่มาทำสีผม เราเลยขอให้แจมอธิบายเพิ่ม แจมบอกว่า “การย้อมด้วยสีจากพืช สีผมที่ได้จะขึ้นกับพื้นฐานผมของลูกค้าที่ทำปฏิกิริยากับพืช ลูกค้าแต่ละคนที่มาทำก็จะได้สีออกไปไม่เหมือนกัน” แน่นอนว่าเราไม่มีปัญหาเลย

สีครามเป็นสีเข้ม มันจึงดีมากสำหรับการปิดผมขาว และข้อดีมากๆ ในเรื่องนี้ก็คือ แจมบอกว่าคนที่ผมขาวยิ่งเยอะจะยิ่งได้ผมสีครามสวยมากกว่าคนที่ผมสีเข้มอยู่แล้ว

เหมือนกับร้านย้อมผมอื่นๆ แจมเริ่มจากการสระผม เป่าผมให้หมาด และใส่เซรั่มบำรุงหนังศีรษะให้เรา แต่ความพิเศษมันอยู่ตรงที่ทุกอย่างมาจากธรรมชาติล้วนๆ และมันไม่ทำให้ฉุนจมูกหรือแสบหนังศีรษะ สีย้อมผมของ Indian Indigo มีส่วนประกอบหลักเป็นครามอินเดีย แต่แจมก็ยังผสมพืชอีกหลากชนิดเข้าไปเพื่อให้การทำสีผมด้วยครามนี้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้น เช่นมะขามป้อม สะเดา เอามาช่วยทำให้ผมนุ่มและสีติดได้ง่ายขึ้น ทำให้การย้อมใช้เวลาเพียง 1 – 2 ชั่วโมง แทนที่จะเป็น 6 – 8 ชั่วโมง ส่วนสมอพิเภกกับเฮนน่า ก็ถูกเลือกมาช่วยให้สีของครามมีประกายแดงเข้ากับยุคสมัย แล้วก็เป็นทรีตเมนต์ดูแลผมและหนังศีรษะไปด้วยในตัว การย้อมเป็นไปอย่างเนิบช้าและใจเย็น บรรยากาศสบายๆ ในร้านไม่มีเสียงรีบร้อนของไดร์เป่าผมหรือผู้คนพลุกพล่าน เป็นความตั้งใจของแจมที่อยากจะให้ร้านเสริมสวยนี้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ครามไม่ธรรมดา

Indian Indigo ยังมีความพิเศษอีกเรื่องตรงที่ผลิตภัณฑ์ในร้านไม่เหมือนกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในตลาดทั่วไป

ใบของครามและพืชต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นระดับพรีเมียมระดับยอดอ่อนสามใบ ไม่ต่างจากการเลือกชาดีๆ แถมพืชต่างๆ ที่สั่งเข้ามาจากอินเดียยังเก็บได้ไม่นานเพราะว่าเป็นของสดและไม่ได้มีตลอด จนบางครั้งทางร้านต้องประกาศหยุดขายชั่วคราวเพราะไม่มีของ เหตุผลทางธรรมชาติเหล่านี้เลยทำให้ Indian Indigo มีต้นทุนแพงกว่าการใช้เคมีมาก แต่การที่ร้านเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติทั้งหมดมันก็มีเหตุผลที่เป็นมิตรในระดับพรีเมียมด้วยเหมือนกัน

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

“เราอยู่ในวงการร้านทำผมมาหลายปี ก็เห็นว่าคนที่อยู่ในร้านทำผมนานๆ จะมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ ทั้งแสบจมูกง่ายแล้วก็เป็นภูมิแพ้ อาจารย์ที่เป็นช่างเก่งๆ หลายท่านก็ยังเลี่ยงที่จะใช้สารเคมีกับตัวเองเลย เราเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเรามาทำร้านทำผมแบบที่ไม่ใช้สารเคมีเลยดีกว่า”

นอกจากจะไม่ใช่สารเคมีแล้ว ขั้นตอนการดูแลเส้นผมที่ Indian Indigo ก็ยังเป็นมิตรต่อเส้นผมแบบองค์รวมด้วย อย่างการใช้ปลายนิ้วแทนที่จะใช้เล็บเกาศีรษะให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ายังได้ความรู้สึกสะอาดแต่ไม่ระคายหนังศีรษะ หรือการใช้ไดร์เป่าผมความร้อนพอดีๆ ที่เมื่อรวมกับพืชที่ใช้ย้อมผมแล้ว ผมลูกค้าก็จะสวยเงาออกจากร้านได้ไม่ต่างจากร้านทำผมทั่วไป แถมไม่ร้อนหูด้วย เรื่องแบบนี้ทางร้านต้องใช้ช่างที่มากประสบการณ์และเต็มไปด้วยความเชี่ยวชาญ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างน่าประทับใจที่สุด

ช่างประจำร้านท่านหนึ่งบอกเราอย่างน่าประทับใจว่า “เวลาที่ลูกค้ามาที่ร้าน เราก็จะแนะนำเรื่องการดูแลผมไปด้วย เรื่องที่แนะนำมันก็ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์อะไร เป็นเรื่องที่คนทั่วไปจริงๆ รู้อยู่แล้วแต่อาจจะลืมนึกถึง พอเราแนะนำไปให้เขาค่อยๆ ปรับพฤติกรรม สุขภาพผมของเขาก็จะดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการแก้ปัญหาอะไรเลย”

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

เคล็ดลับครามงามอย่างเป็นธรรมชาติ

มีงานวิจัยบอกว่า ผู้หญิงจะแต่งหน้าเฉลี่ยแล้ว 16 ขั้นตอนเพื่อให้หน้าออกมาดูเหมือนไม่ได้แต่ง พอเรามีเทคโนโลยีเครื่องสำอางที่สามารถกลบทุกอย่างบนผิวแล้ว เราจะแต่งแต้มอะไรขึ้นมาใหม่ก็ได้ รวมทั้งจะทำให้ดูเป็นธรรมชาติก็ทำได้

แล้วความสวยแบบธรรมชาติสรุปแล้วเป็นยังไง

ถ้าถามช่างผู้เชี่ยวชาญที่ Indian Indigo เราก็จะได้คำตอบว่า “คนสมัยนี้ชินกับความวุ่นวาย การจะได้มาซึ่งอะไรที่มันง่ายๆ ก็กลายเป็นไปทำให้มันยุ่งยาก” ผลิตภัณฑ์และการดูแลเส้นผมที่ Indian Indigo ใช้จึงเป็นการทำทุกอย่างให้กลับสู่สภาพดั้งเดิมและคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งเป็นการดูแลที่ยั่งยืนที่สุด แต่การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน เช่นการสระผม การใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผม มันทำให้สภาพดั้งเดิมของเส้นผมและหนังศีรษะแทบจะไม่หลงเหลือ ในระยะแรกๆเราจึงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้สภาพเส้นผมและหนังศีรษะกลับไปอยู่อย่างธรรมชาติของมันเหมือนเดิม

เพื่อความงามอย่างเป็นธรรมชาติ เราเลยขอให้ทางร้านแนะนำเราและผู้อ่านของเราให้เอาไปลองทำกันดู ข้อแนะนำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ท้าทายมีดังนี้

ข้อแรก จริงๆ คนเราควรจะสระผมเพียงสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งเท่านั้น คำแนะนำนี้ คนที่ไม่ค่อยชอบสระผมน่าจะถูกใจ แต่คนทั่วไปอาจจะรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย

“ชั้นบนสุดของหนังศีรษะคนเราเป็นขี้ผึ้งที่ช่วยกักเก็บน้ำมัน ทุกครั้งที่สระผมน้ำมันก็จะหายไป หนังศีรษะเราก็จะแห้งตึง ทำให้ผมร่วง แล้วหนังศีรษะก็จะสร้างน้ำมันขึ้นมาใหม่ให้มันมากขึ้นไปอีก เราก็ยิ่งสระผมบ่อยขึ้นไปอีก ปัญหามันก็จะวนๆ อยู่อย่างนี้ การปรับตัวให้สระผมน้อยลงช่วงแรกๆ เราจะแนะนำให้ลูกค้าที่มาย้อมผมด้วยครามกับเราไปแล้ว ให้ใช้น้ำเกลือแบบเดียวกับที่ล้างแผลนั่นล่ะค่ะ เช็ดผมวันที่ไม่ได้สระไปสักระยะ ห้ามใช้น้ำอุ่นสระผม แล้วก็ลดการใช้สารเคมี ในระยะยาวพอหนังศีรษะฟื้นฟูได้ ผมก็จะร่วงน้อยลง และผมขาวก็จะน้อยลงด้วย”

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ข้อเสนอแนะนี้ จริงๆ แล้วมุ่งเป้าไปพูดกับคุณผู้ชายทั้งหลายเป็นหลัก เพราะการสระผมสำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องยุ่งยาก กว่าจะสระและรอให้แห้ง ฉะนั้น เชื่อเถิดว่าผู้หญิงร้อยทั้งร้อยจะสระผมเท่าที่จำเป็นอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ชายผมสั้นๆ แห้งง่ายๆ การอาบน้ำแบบราดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นเรื่องที่ทำกันจนเป็นนิสัย และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งแห่งความผมบาง ที่ทำให้หนุ่มๆ เป็นโรคขี้ใจน้อยกันเป็นแถว

“ผู้ชายหลายคนจำเป็นต้องสระผมเพราะว่าใช้แว็กซ์จัดทรงผม อันนี้เราสามารถใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแว็กซ์ออกก็ได้ค่ะ จะได้สบายศีรษะแบบไม่ต้องสระผม” ทางร้านแนะนำทางออกเอาไว้ให้ด้วยเผื่อน้อยใจ

ข้อสอง นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก็สามารถช่วยลดวังวนของการสระผมบ่อยๆ นี้ได้เช่นกัน ทางร้านแนะนำให้ใช้แชมพูจากสมุนไพร เพราะว่ามีสารตกค้างน้อย เวลาเหงื่อออกหรือโดนความสกปรก มันก็จะไม่เกาะแน่นอยู่บนศรีษะ ซึ่งก็จะทำให้เราไม่ต้องสระผมบ่อยๆ ครีมนวดผมก็แนะนำให้ใช้แค่บริเวณปลายผมและปล่อยให้แรงโน้มถ่วงช่วยให้ผมเราไม่ชี้ฟู เท่านั้นก็พอแล้ว

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมต้องไม่สกปรกนะคะ” ช่างทำผมผู้รักผมเป็นชีวิตจิตใจกล่าวย้ำแล้วย้ำอีก

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ครามสวยเลือกได้

เราได้ผมสีเข้มออกมาจากร้าน เป็นสีที่ต้องมองดีๆ แบบดีมากๆ ถึงจะเห็นว่ามันมีความน้ำเงินเข้มอยู่ในนั้น แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ ผมขาวหายไป และผมเรานุ่มมากแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน  

นี่เป็นการเอาธรรมชาติมาต่อกรกับธรรมชาติ เพราะถึงแม้ธรรมชาติจะคือความจริง ผมขาวก็เป็นความจริงที่เรายังรับไม่ได้ในเวลานี้

Indian Indigo อยากให้การย้อมผมด้วยครามนี้เป็นทางเลือกให้กับทุกคน ไม่อยากให้ลูกค้ารอให้มีปัญหาแล้วถึงมาใช้ธรรมชาติในการแก้ไข

“ทุกวันนี้กลายเป็นว่าลูกค้าบางคนไม่คุ้นกับผมสีเข้มและคิดไปว่ามันทำให้หน้าดูดุ แต่ดูอย่างใบไม้สิคะ ใบที่แห้งกรอบสีอ่อนกับใบที่สีเขียวเข้ม อันไหนดูอ่อนโยนกว่ากัน” Indian Indigo ฝากเอาไว้ให้คิด

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

The Rules

1 การออกแบบบริการอย่างองค์รวม

Indian Indigo ไม่ได้แค่สนใจการปิดผมขาว แต่ยังใส่ใจในทุกขั้นตอนของการให้บริการ ทั้งบรรยากาศ ขั้นตอนการให้บริการและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ให้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดให้กับลูกค้า

 

2 ยึดมั่นความจริงใจ

Indian Indigo ไม่ฟันธงว่าใช้ผลิตภัณฑ์ของเราแล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างสำเร็จรูป หากแต่จริงใจในการแนะนำที่มาที่ไปของปัญหาให้กับลูกค้ารวมทั้งแนะนำทางออกอย่างระมัดระวังไม่ใช้ลูกค้าคาดหวังมากจนเกินไป

 

3 มีความเป็นผู้เชี่ยวชาญและไม่หยุดเรียนรู้

ลูกค้าที่ใช้บริการของ Indian Indigo ไม่ได้เพียงผมสีสวยกลับไป แต่ยังจะได้ความรู้ในการดูแลเส้นผมไปเป็นของแถมด้วย ในทางกลับกัน Indian Indigo ก็ได้เอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากปัญหาต่างๆของลูกค้ามาพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ด้วยเหมือนกัน

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load