พนมสารคาม อำเภอหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทราที่มีประชากรราว 85,000 คน เป็นอำเภอทางผ่านขนาดกลางที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก มีเรื่องราวของผู้ชายคนท้องถิ่นคนหนึ่งกับร้านค้าของเขาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และเรื่องราวอันน่าสนใจ 

เรื่องราวการต่อสู้ของร้านกับคู่แข่งด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจอันแพรวพราว จนทำให้คู่แข่งจากต่างเมืองต้องยอมแพ้กลับไปทุกราย 

หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมชมในร้านจะได้พบกับสินค้านับหมื่นรายการ มีแผ่นกระดาษคำกลอนแปดนับร้อยที่แต่งด้วยตัวเองทั้งหมดแปะเต็มผนังทุกด้าน ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศในการเดินเลือกจับจ่ายอย่างกลมกลืน 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี, เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์

ถ้าหากเราเรียก สนามฟุตบอล Old Trafford ของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นเหมือนโรงละครแห่งความฝันของวงการฟุตบอลและแฟนบอลทั่วโลก ‘พวงทองสรรพสินค้า’ ก็เป็นเหมือนโรงละครแห่งชีวิตของ เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์ ผู้ก่อตั้งร้านพวงทองสรรพสินค้า ที่ตั้งใจทำธุรกิจเพื่อลูกค้าทุกคนที่เขารัก แม้ว่าโรงละครแห่งนี้จะไม่ได้มีฟุตบอลหรือมีการแสดงทั่วไป แต่เต็มไปด้วยบทเรียนชีวิตและบทเรียนการตลาดนอกตำราที่คนทำธุรกิจต้องศึกษาไว้ให้ดี ผ่านทั้งคำพูดและคำกลอนที่ร้อยเรียงออกมาอย่างคล้องจองราวกับทุกสิ่งเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

“ทุกวันนี้ ทำธุรกิจจากพื้นฐานของคำแค่สองคำ คือ จริงจังและจริงใจ ทำทุกอย่างให้มิตรแท้ที่รักและเคารพ” คือประโยคแรกที่เฮียเล็กเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

“แดดไม่ได้ออกเป็นเงิน ลมไม่ได้โชยมาเป็นทอง แต่เป็นเพราะพี่น้องที่ให้ความเมตตา เรามีแต่ความจริงใจให้ ห้างฯ ก็บ้านนอก เถ้าแก่ก็คนบ้านนอก พูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

“เวลาทำงาน เราต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คิดคด ทรยศ หรือกบฏต่ออาชีพของตัวเอง ถ้ามีคุณธรรมในตัว ชัวร์แน่นอน!”

ชุดประโยคเริ่มต้นของเรื่องราวการสนทนา ถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงที่มุ่งมั่น แววตาเป็นประกาย เราสังเกตเห็นอีกหนึ่งอย่างคือ แต่ละคำ แต่ละประโยค ช่างเต็มไปด้วยคำคล้องจองราวกับบทกลอนที่ร่ายออกจากกวีฝีปากเอก ช่วยให้การถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของร้านพวงทอง ธุรกิจท้องถิ่นที่อยู่คู่ชาวอำเภอพนมสารคามมา 47 ปี เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าติดตาม

เราเคยได้ยินคำกล่าวว่า ชีวิตจริง ยิ่งกว่าละคร เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดของเฮียเล็กและร้านพวงทองแล้ว เราขอให้เชื่อเถอะว่ามันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ละครฉากแรก

ชีวิตวัยเด็ก

“ผมเรียนจบชั้น ม.ศ.3 ที่โรงเรียนพนมอดุลฯ และต้องออกจากโรงเรียน ทั้งๆ ที่เรียนได้ที่หนึ่ง เมื่อออกมาก็ไปทำงานที่แคมป์ทหารฝรั่งที่แสมสาร สัตหีบ ในตำแหน่งคนล้างส้วม เรียกภาษาฝรั่งว่า Janitor นั่นแหละ ไม่ได้รู้สึกอายนะ แต่ดีใจมากกว่าเพราะได้ทำงานสุจริต” มาถึงตรงนี้ เราแอบเห็นเจ้าของเรื่องมีน้ำตาคลอเบาๆ เมื่อเล่าย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีต

“ทำงานล้างส้วมได้ไม่ถึงครึ่งปี ก็ย้ายไปเป็นบาร์เทนเดอร์ ไม่เคยเรียนชงเหล้าหรอกนะ แต่อาศัยแอบดูตอนเข้าไปล้างแก้ว เรียกว่าครูพักลักจำเอาจนได้ สมัยนั้นนายกรัฐมนตรีเงินเดือนเก้าพันบาท ทองบาทละสี่ร้อย เราเป็นบาร์เทนเดอร์ ได้ชั่วโมงละ 6.65 บาท ทำงานวันละสิบชั่วโมง เดือนหนึ่งก็ได้พันหน่อยๆ พักเดียวก็เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ มีลูกน้องห้าคน แต่ทำงานในแคมป์ฝรั่งข้อดีมีเงินทิปเยอะ เดือนหนึ่งได้ประมาณสองแสนบาทแบ่งกันกับลูกน้อง ส่วนตัวเอง ได้เงินเท่าไหร่ส่งให้พ่อแม่ทั้งหมด ทำงานเจ็ดปี มีเงินเก็บสามล้านบาท”

พวกเราทึ่งกับความสามารถในการจดจำตัวเลขทุกอย่างได้อย่างแม่นยำของเฮียเล็ก

เมื่อถึงกำหนดเวลา แคมป์ทหารฝรั่งก็ปิดลง เฮียเล็กเดินทางกลับมาบ้านเกิดพร้อมกับความฝันว่า อยากมีร้านค้าที่ติดแอร์สักร้าน ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กมากสำหรับสมัยนี้ แต่ถ้าเป็น 40 กว่าปีก่อน การติดแอร์ถือเป็นความแปลกใหม่และทันสมัยที่สุดแล้ว 

“ไม่เคยคิดจะทำอาชีพอื่น ด้วยเพราะตัวเองเป็นคนชอบค้าขาย ก็เลยอยากมีร้านของตัวเอง” เฮียเล็กย้ำ

“ตลอดเวลาเจ็ดปีที่อยู่ในแคมป์ฝรั่ง ได้เห็นความเจริญในแคมป์ที่ก้าวหน้ากว่าชีวิตข้างนอกไปสามสิบปี ร้านค้าในแคมป์มีเครื่องคิดเงิน การติดแอร์ในร้านถือเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ด้านนอกแคมป์ การติดแอร์สักเครื่องนั้นต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงมาก” 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี, เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์

ฉากที่ 2 

จุดเริ่มต้นของการตลาดนอกตำรา 

“วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ร้านพวงทองสาขาแรกเกิดขึ้นด้วยเงินทุนก้อนแรกหนึ่งแสนบาท แบ่งเป็นซื้อบ้าน เจ็ดหมื่นบาท แต่งร้านสองหมื่นบาท และเหลือเงินแค่หนึ่งหมื่นบาทเท่านั้นสำหรับซื้อของเข้ามาขาย จึงเลือกขายเครื่องหวาย เครื่องจักสาน ให้ชาวบ้านไว้จับปลาหรือใช้ในบ้าน เพราะเห็นว่าตอนนั้นยังไม่มีใครขาย เป็นสินค้าประเภทเดียวที่เงินหนึ่งหมื่นบาทจะสั่งเข้ามาขายแล้วได้ของเต็มร้าน” 

หลังจากร้านแรกเปิดได้ 15 ปี เก็บเงินได้ 1.5 ล้านบาท ก็ต้องเปิดสาขา 2 ด้วยความจำเป็น เนื่องจากที่ตั้งของร้านแรกอยู่ในเขตพื้นที่ของวัด และทางวัดต้องการพื้นที่คืน ร้านพวงทองสาขา 2 จึงเกิดขึ้นด้วยคอนเซปต์ที่ล้ำสมัยที่สุดและเป็นร้านในฝันที่เฮียเล็กเฝ้ารอคอยมานาน นั่นคือการเป็นร้านติดแอร์และอยู่ห่างจากร้านแรกเพียงแค่ 100 เมตร

“10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ร้านพวงทองสรรพสินค้าเปิดร้านเป็นวันแรกด้วยเงินลงทุนแปดแสนบาท ตอนนั้นถนนแถวนี้ยังเป็นดินแดงอยู่เลย แต่ร้านเราติดแอร์ เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก คนมารอเข้าคิวตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด คนมาทั้งวันจนต้องขอให้เข้าเป็นรอบ เราปิดร้านวันแรกพร้อมกับยอดขายสี่แสนเจ็ดหมื่นห้าพันบาท” เฮียเล่าให้ฟังอย่างออกรสแบบไม่ต้องดูโน้ตใดๆ จนเราอดทึ่งไม่ได้ความแม่นยำในตัวเลขทุกตัวในหัว 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

“ต้องคิดแปลก และแตกต่าง ทุกอย่างถึงจะเป็นเงิน แต่ถ้าคิดตามเขา เราจะเป็นรอง”

คือบทเรียนการตลาดแรกของวันนี้ 

“ร้านพวงทองคิดทำอะไรจะต้องแตกต่างจากคนอื่นเสมอ เราคิดในรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่การเรียกสินค้าโปรโมชันว่าเป็นสินค้าพระเอก นางเอก เทวดา นางฟ้า เพราะชื่อเรียกเหล่านี้ชาวบ้านเข้าใจง่ายว่ามาช่วยให้พวกเขามีความสุข เหมือนเทวดามาโปรด เรียกแบบนี้ลูกค้าจำง่าย รู้สึกสนุกและเป็นกันเอง ไม่ต้องไปใช้ภาษาฝรั่งให้ยุ่งยาก”

ให้จากใจ 

“ทุกครั้งที่มีการเปิดร้านวันแรก เราแจกไม่อั้น เพราะเราต้องให้ก่อนถึงจะได้รับ คนเราหายใจเข้าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหายใจออกด้วย” เฮียเล่าถึงกลยุทธ์การตลาดที่คิดขึ้นด้วยตัวเองอย่างสนุก

“ผมเห็นจากพ่อแม่เป็นตัวอย่างของผู้ให้ จึงยึดแนวคิดของการให้ก่อนมาตลอดในการทำงาน และการให้นั้นก็ต้องให้อย่างจริงใจ อย่าเสแสร้งหรือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราไม่ได้ให้จากใจ“

บทเรียนการตลาดข้อ 2 : ให้ก่อนรับและให้อย่างจริงใจ 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ตลาดนัดติดแอร์

หลังจากเปิดร้านที่สองได้ 8 ปี ร้านพวงทองตลาดนัดติดแอร์หรือสาขา 3 ก็เปิดให้บริการในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2540 ด้วยขนาดร้านที่ใหญ่ขึ้น 

“ร้านใหม่มีรายการขายสินค้ามากขึ้นเพราะเพิ่มของใช้ในบ้านขึ้นมา เช่น จาน ชาม ถ้วย ถัง เครื่องครัว เราเลยตั้งชื่อว่าตลาดนัดติดแอร์ ใครมาเดินที่นี่ก็เหมือนได้ไปตลาดนัด” เมื่อเราดูของที่ขายในร้านก็อดทึ่งไม่ได้จริงๆ ว่า ของขายมากมายขนาดนี้บริหารจัดการอย่างไร

“ของที่ขายในร้านทั้งหมด เราสั่งตรงจากผู้แทนของบริษัท สินค้าต้องเข้าตามตรอก ออกตามประตู ไม่เคยซื้อของที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ลูกค้าสบายใจได้ว่าของทุกชิ้นในร้านมีคุณภาพ ผมสั่งของด้วยตัวเอง คุยกับผู้แทนทุกคนด้วยตัวเอง มีตารางการทำงานชัดเจนทุกวันว่าเวลาไหน จะไปอยู่ที่สาขาไหน ทำอะไร ผู้แทนจะมาพบได้ตอนไหน 

“ตั้งแต่เปิดร้านสาขาแรกมาจนวันนี้ ยังไม่เคยหยุดทำงานแม้แต่วันเดียว ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเพราะมีความสุขและสนุกกับการทำงาน เพราะผมมีความสุขที่จะได้รอต้อนรับทุกคนทั้งลูกค้าและผู้แทน ผู้แทนไม่ได้มาขอเงินเรานะ แต่ผู้แทนนี่แหละที่นำสิ่งดีๆ มาให้ เพื่อให้เรามีไว้บริการลูกค้าต่อไป ใครคิดว่าผู้แทนมาขอเงินเรานั้นเข้าใจผิดแล้ว” เฮียเล็กทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด

บทเรียนการตลาดข้อ 3 : เป็นมิตรทั้งกับลูกค้าและคู่ค้า เราจะได้แต่สิ่งดี

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ของดีราคาถูก ใครอยากซื้อต้องได้ซื้อ

เมื่อเห็นปีที่เปิดสาขา 3 ว่าเป็น พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจทั้งโลกมีปัญหา เราอดถามไม่ได้ว่า สถานการณ์ตอนนั้นพวงทองฯ เป็นอย่างไรบ้าง

“ในยามวิกฤต เป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยเหลือสังคม” เสียงเฮียเล็กขึงขังทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

“ตอนเปิดร้านสาขาสาม เราจัดรายการแจ็กพอตตลอดเดือน เราแจกตู้เย็น ทีวี พัดลม น้ำมัน น้ำปลา จาน ชาม แจกทุกอย่างที่ลูกค้าใช้แล้วได้ประโยชน์ เราอยากขาย เรามีของดีราคาถูก ใครอยากซื้อต้องได้ซื้อ เราไม่จำกัด วิกฤตทำให้เราขายดีกว่าเดิม เพราะตอนเศรษฐกิจดี คนจะไปเดินห้างฯ แต่เมื่อไหร่ที่มีวิกฤต คนจะกลับมาหาห้างฯ เล็กๆ เราไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เตรียมพร้อมต้อนรับให้ดีที่สุด

“การต้อนรับก็ทำอย่างง่ายๆ แค่ไม่ทำให้เขินเมื่อเดินเข้าร้าน พนักงานที่นี่จึงใส่เสื้อยือคอปกเหมือนเสื้อกีฬา เราต้องแต่งตัวให้เข้ากับลูกค้าผู้เป็นมิตรแท้ที่รักและเคารพ อย่าไปแต่งตัวสวยกว่าลูกค้า 

“ถ้าเราทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาอย่างเสือ เราจะรวย 

“ถ้าเราทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาอย่างหมา เราจะซวย เพราะลูกค้าจะไม่กล้าซื้อของเยอะ” ได้ยินแล้วก็เผลอพยักหน้าเห็นตามเฮียทุกประโยค

บทเรียนการตลาดข้อ 4 : ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกับเขา แล้วเขาจะไว้ใจเรา

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฉากที่ 3

ยามศึกเรารบ (กับสงครามการค้าระดับอำเภอ)

อำเภอนี้ไม่เคยมีห้างฯ ต่างชาติมาเปิดบ้างเลยหรือ คือคำถามที่เราอดสงสัยไม่ได้กับการทำธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มองไปทางไหนก็เจอคู่แข่งทั้งนั้น

“ที่จริงก่อนเปิดสาขาสามก็มีสาขาของห้างฯ ต่างชาติมาเปิดแล้วหลายราย แต่มากี่รายก็เจ๊ง เพราะชาวบ้านยังรักและให้ความเมตตากับเรา อุดหนุนเราอยู่” เฮียเล่าอย่างถ่อมตัว 

แล้วตอนนั้น รับมือหรือสู้อย่างไร ถึงทำให้คู่แข่งเหล่านั้นถอยกลับไปหมด

“ใครเข้ามาเราก็ไม่กลัวนะ เรามีหน้าที่ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ เราไม่เคยเดินสืบราคา ไม่เคยอยากรู้ว่าเขาทำอะไรบ้าง

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

“เราใช้วิธีหมาหมู่รุมสู้ ทำเหมือนรับน้อง ทุกสาขาขนสินค้ามาลดราคาแบบมโหฬารล่วงหน้าก่อนคู่แข่งเปิดร้าน ไม่มีการตั้งรับ เราเทหมดหน้าตักทุกครั้ง ทั้งแจก ทั้งแถม เพื่อรักษาลูกค้าเอาไว้ ห้างฯ ต่างชาติมาเปิดนั้นจะมีค่าดำเนินการสูง ถ้าขายไม่ได้สักระยะหนึ่งและไม่มีกำไร เขาก็ต้องปิดไปเอง ไม่เหมือนเราที่เป็นคนพื้นที่ 

“แต่แม้ว่าจะรับศึกมาได้หลายครั้ง เราก็ไม่เคยประมาท” 

เมื่อได้ไล่เรียงชื่อห้างถิ่นที่เข้ามาเปิดแล้วพ่ายแพ้กลับไปก็ต้องตกใจว่ามีมากมายจริงๆ

บทเรียนการตลาดข้อ 5 : ไม่ประมาทและจงสู้ให้สุดด้วยแนวทางของตัวเอง 

“ที่ตรงนั้นมีคนมาเปิดแล้วปิด เปิดแล้วปิดหลายรอบ จนสุดท้ายเจ้าของตึกก็เอามาขายให้เราถูกๆ เพราะหาคนเช่าไม่ได้แล้ว ร้านตรงนั้นเลยกลายเป็นร้านสาขาสี่ในที่สุด” 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฉากที่ 4

ยามสงบเรารัก (หลักการทำงานและดำเนินชีวิต)

เมื่อเราย้อนถามกลับไปถึงชื่อร้าน ‘พวงทอง’ ว่ามีที่มาอย่างไร คำตอบที่ได้ก็พาเราไปสู่อีกฉากสำคัญของละครเรื่องนี้ 

“พวงทองก็ชื่อภรรยาไง” เมื่อพูดถึงชื่อคู่ชีวิต เราเห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเฮียอย่างชัดเจน

“การเจอคุณพวงทองเหมือนสวรรค์ลิขิต เขาเป็นคนชัยนาทแต่ไปพบกันที่แคมป์ทหารฝรั่ง ไปทำงานเป็นคนขัดรองเท้า เหมือนยาจกสองคนเจอกัน สุดท้ายก็หนีตามกันไป

“ทุกวันนี้คุณพวงทองมีหน้าที่เหมือนเป็นทูตของทางร้านกับเดินสายทำบุญ ช่วยให้ผู้ใหญ่ในจังหวัดเมตตาเรา เวลาจัดงานกิจกรรมใดๆ ของอำเภอหรือจังหวัด ร้านเราก็จะมีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง”

เฮียเล็กมีหลักการทำงานกับการดำเนินชีวิตยังไงบ้าง

“อย่างแรกเลยคือ ใช้หลัก 3 อ กับ 3 ม

อ แรก ครอบครัว ‘อบอุ่น’ โดยเฮียเล็กอธิบายผ่านการร่ายกลอนสดให้พวกเราฟังโดยไม่ต้องดูโพย

“ถ้าเชื่อเมีย ที่เคารพ พบแต่รวย 

ลูกค้าช่วย ด้วยเมตตา พากันซื้อ

ห้างฯ พวงทอง ของพวกเรา เขาร่ำลือ

เถ้าแก่ถือ คือรับฟัง คำสั่งเมีย”

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฟังแล้วก็เป็นจริงตามนั้น เพราะเมื่อดูจากแผ่นคำกลอนที่แปะไว้รอบร้าน จะพบว่ากลอนกว่าครึ่งเขียนถึงคุณพวงทองไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน

“อ ต่อมา คือลูกน้องต้องกิน ‘อิ่ม’ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะลูกน้องคือคนที่ช่วยเราทำงาน เราต้องดูแลพวกเขาให้ดี ที่นี่เราจ้างแม่ครัว ทำอาหารเลี้ยงพนักงานทุกวัน นอกจากนั้น เรายังให้พนักงานเบิกเงินล่วงหน้าโดยไม่เสียดอกเบี้ยด้วย ที่นี่เลือกรับพนักงานก็ง่ายๆ ดูหน้าตาไม่ผิดปกติก็รับแล้ว 

“อ สุดท้าย ลูกค้าต้อง ‘อารมณ์ดี’ ทำให้ลูกค้ามีความสุขระหว่างเลือกซื้อสินค้า พนักงานทักทายด้วยรอยยิ้ม มีหน้าที่ช่วยเหลือ ในเรื่องที่ลูกค้าต้องการ

“พนักงานยิ้มแย้ม สินค้าถูกและดี สินค้าที่ใช่และชอบ คือคำตอบที่เรามีให้”

ส่วน 3 ม ได้แก่ หนึ่ง ‘สมอง’ กับ 2 ‘มือ’ ใช้ความคิด คิดให้ต่างและเน้นเรื่องการบริการ สอง ‘มุ่งมั่น’ ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ต้องไปสนใจคู่แข่งอื่น และสาม ‘หมาหมู่’ เฮียเล็กบอกว่า ทุกวันนี้พวงทองฯ มี 5 สาขา แค่ลูกค้าเดินสะดุดมดก็เข้ามาถึงร้านแล้ว

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

5 สาขาของพวงทองฯ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อและรู้ว่าร้านมีทุกอย่างที่เขาต้องการ โดยมีแม้กระทั่งสาขา 5 ที่เปิด 24 ชั่วโมง ใช้ชื่อว่า ‘พวงทองตลอดวันตลอดคืน’ 

“หลักการต่อมา คือเราต้องมีคุณธรรม เมตตาผู้ด้อยกว่า อย่างเช่นถ้าลูกค้าทำข้าวของในร้านเสียหาย เราก็ไม่เก็บเงินลูกค้านะ และเราเอาของไปทิ้งแบบไม่ให้ลูกค้าเห็นด้วย เพราะลูกค้าจะรู้สึกผิดและเสียใจ 

“สุดท้ายคือเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง เพราะเรามีไอเดียอยู่ในหัวตลอดเวลา เมื่อมีไอเดียก็เอาออกมาทำ ถ้าคิดแบบนี้ เราทำอะไรก็ไม่เหนื่อยและมีแรงคิดทำตลอดทุกวัน”

เห็นขยันและสนุกกับการทำงานแบบนี้ เคยคิดจะขยายสาขาไปอำเภออื่นหรือไม่ เราถามอย่างอดสงสัยไม่ได้

“ไม่เคยคิดไปเปิดที่อื่น เราอยู่ในที่ของเราก็พอแล้ว เราอยู่ตรงนี้มีโอกาสเอื้ออารีต่อญาติมิตรที่มาซื้อของเรา เราขายของทำหน้าที่ของเราตรงนี้ให้ดีที่สุด และเราจะไม่สร้างศัตรูเด็ดขาด เพราะตัวเองอยากจะอยู่ให้ได้ถึงร้อยยี่สิบปี”

ฉากสุดท้าย

ก่อนลาจาก

ถ้าวันนี้อยากแนะนำคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจสักข้อหนึ่ง จะแนะนำว่าอะไร

“อยากให้ทำงานตามขั้นบันได จากเล็กไปหาใหญ่ ทำทีละขั้น ก้าวทีละก้าว อย่ามั่นใจมากเปิดร้านใหญ่เกินตัว ถ้าอยากเปิดร้านอาหาร ให้เริ่มจากทำร้านก๋วยเตี๋ยวก่อน และที่สำคัญ เวลาทำงานอะไรอย่าไปเครียด เพราะมันจะเบียดความสุข เราจะไม่สนุกกับการขาย และสุดท้ายก็จะวอดวาย และขอให้ทำงานอย่างจริงจังและจริงใจ” 

นั่นคือข้อคิดสุดท้ายที่เฮียฝากไว้ให้พวกเรา

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่เรานั่งฟังเรื่องราวของธุรกิจในอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งของประเทศไทย แต่เรื่องราวที่เราได้ฟังกลับยิ่งใหญ่จนทำให้เราหัวใจพองโต 

ความสำเร็จที่เริ่มต้นจากความเป็นคนขยัน ช่างสังเกต ขยันคิดหาสิ่งแปลกใหม่ รวมถึงการมีความฝันที่ใหญ่และต้องอดทนรอกว่า 15 ปีถึงจะทำให้มันเป็นจริง ทุกสิ่งที่เราได้ฟังทำให้เรามั่นใจว่า ‘ร้านพวงทอง’ จะยืนเป็นหนึ่งเดียวในใจของพี่น้องญาติมิตรในอำเภอพนมสารคามตลอดไปอีกนาน

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

Writer

Avatar

ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์

ชอบตัวเองเวลาอยู่บ้านพอๆ กับสนใจเรื่องราวความเป็นไปของโลกธุรกิจนอกบ้าน เพื่อนำสิ่งที่ได้พบเห็นมาเล่าเรื่องที่ยากให้เข้าใจง่ายผ่านตัวหนังสือ ติดตามผลงานได้ที่ Facebook : Trick of the Trade

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ผู้หญิงกับของสวยงามเป็นของคู่กัน นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงได้ตื่นเต้นนักเวลามีเครื่องสำอางจัดโปรโมชันลดราคา และได้สนุกกับการลองสี Lustre ของ M.A.C หรือสี Adrienne ของ CHANEL ตามเคาน์เตอร์ความงามทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งการอ่านรีวิวสินค้าเหล่านั้นได้เป็นชั่วโมงๆ ในอินเทอร์เน็ต

รวมไปถึงได้รู้จักมักคุ้นกับแบรนด์เครื่องสำอางไทยบนเคาน์เตอร์ความงามต่างๆ มากขึ้น แต่กับแบรนด์ Vowda (ว้าวด้า) แบรนด์เครื่องสำอางจากธรรมชาติฝีมือคนไทย ซึ่งเราแทบไม่เคยเห็นผลิตภัณฑ์วางขายที่ชั้นเครื่องสำอางไหน แต่ชอบใจจนตั้งคำถามว่าจะว้าวสมชื่อแบรนด์จริงแท้แค่ไหน

The Cloud จึงนัดหมายพูดคุยกับ จ๋า-วิลาสินี โฆษิตชัยวัฒน์ วิศวกรเคมีสาวที่อยู่เบื้องหลังทุกกระบวนการของเครื่องสำอางจากธรรมชาติแบรนด์นี้ ซึ่งเป็นทั้งผู้คิดค้นสูตร ออกแบบวิธีการผลิต และพัฒนานวัตกรรม จากที่เคยประสบปัญหาจากอาการแพ้เครื่องสำอางทั่วไป จ๋ามุ่งมั่นทั้งเรื่องนวัตกรรมและธุรกิจจน Vowda ของเธอไปไกลกว่าเครื่องสำอางธรรมชาติธรรมดาๆ

โดยเฉพาะเรื่องที่คุณจะได้ฟังต่อไปนี้ ที่เราขอรับประกันความว้าวก่อนใคร

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

01

คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง

“จริงๆ เรามองว่าถึงแม้คุณจะเป็นสิว คุณจะแพ้ก็สามารถแต่งหน้าได้ เมื่อก่อนเราต้องเข้าร้านหมอปรับผิวตลอดเลย เพราะเราเป็นคนผิวบางตั้งแต่เด็กทำให้ใช้แป้งเด็กหรือพวกน้ำหอมไม่ได้เลย ใช้แล้วจะคัน เกิดอาการแพ้ สิวขึ้น แต่ว่าเราก็ยังคงอยากแต่งหน้าอยู่” จ๋าเริ่มต้นเล่าที่มาของความสนใจเครื่องเสริมสวย แม้เธอจะเลือกเรียนวิศวเคมีในเวลาต่อมา

ไม่ต่างจากเด็กสาวในคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั่วไปที่ไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงมากนัก ทำให้โอกาสที่จะจับกลุ่มพูดคุยเรื่องความสวยความงามกับเพื่อนๆ มีน้อย จนกลายเป็นเรื่องไกลตัวในที่สุด

จนกระทั้งจ๋าได้มีโอกาสไปเรียนภาษาที่ประเทศอเมริกาในช่วงสั้นๆ เธอพบว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับสารประกอบเพียงไม่กี่ตัว

“ตอนนั้นเราต้องพกยาหมอที่รักษาไปที่อเมริกาด้วย และช่วงที่ยาใกล้หมด เราได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวโพดและสินค้าจากธรรมชาติหลายชนิด จนพบว่าหน้าเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

หลังจากกลับมา จ๋ามีโอกาสเข้าทำงานในสายงานการผลิตเครื่องสำอาง ใช้เวลาช่วงหนึ่งสะสมประสบการณ์พร้อมทั้งนำสิ่งที่ได้มาบวกกับความรู้ทั้งจากในตำราเรียนและปัญหาที่เธอพบเจอในชีวิตประจำวัน ก่อนจะค่อยๆ ศึกษาทดลองนำผลผลิตจากธรรมชาติมาดัดแปลงเป็นเครื่องสำอางแล้วทดลองใช้กันเองในครอบครัว ซึ่งเป็นเวลารวมกว่า 3 ปี ที่ทดลองจนมั่นใจในความปลอดภัย ก่อนจะได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักนวัตกรรม แล้วทดสอบก่อนนำสินค้าออกวางขายในแบรนด์ Vowda ซึ่งที่มาของชื่อมาจากความว้าวที่ได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์นั่นเอง

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

02

โรงสีข้าว

ไม่ใช่แค่ลิปสติกสีแดงและแป้งที่ทำจากข้าว แต่เรายังตื่นเต้นกับลิปสติกสีม่วงจากแครอทม่วง บลัชออนสีส้มจากแครอท ความเข้ากันดีของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติซึ่งเกิดจากการที่จ๋าหยิบพืชใกล้ตัวขึ้นมาพัฒนาเป็นสีสันต่างๆ ในเครื่องสำอาง

ระหว่างที่ฟังจ๋าเล่าถึงกระบวนการอย่างละเอียด เราได้แต่นั่งคิดอยู่หลายตลบถึงขั้นตอนกว่าจะได้มาของสีที่แสนจะซับซ้อน แต่ก็ฟังดูน่าสนุกไม่แพ้กัน

“อย่างลิปสติกข้าว หัวใจมันอยู่ที่สีของข้าว เริ่มจากเราเอาข้าวไปหมักด้วยเชื้อโมแนสคัส ซึ่งมันจะไม่ใช่ข้าวแดงที่เราเห็นเป็นข้าวสีแดง แต่เกิดจากการหมักข้าวขาวจนได้ยีสต์ขึ้นมา จากนั้นนำไปสกัดเป็นสีแดงอีกที

“หลักการนี้มีมานานแล้วนะ เพียงแต่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้าซึ่งสีจะละลายในน้ำ แต่ในทางของการทำลิปสติกเราจะทำให้ละลายในน้ำไม่ได้ จึงต้องทำให้มันกระจายตัวก่อนด้วยการดัดแปลงโครงสร้างพื้นผิวของมันแทน จะเรียกว่าเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับสีก็ได้แต่ว่าเอามาประกอบร่วมกับข้าว”

ที่น่าสนใจคือ ข้าวที่จ๋าเลือกใช้ทั้งหมดเป็นข้าวทั้งหมดที่ถูกคัดเลือกว่าเป็นข้าวตกเกรด ขายไม่ได้ราคา เพราะมีลักษณะบิดเบี้ยวหรือแตกหัก ไม่นิยมเอาไปขายเพื่อเป็นอาหาร

“เราสามารถเพิ่มมูลค่าให้ข้าวตกเกรดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า พอเรารับข้าวมาถูกต้นทุนจะต่ำนะ เพราะมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่สำคัญอย่างค่าวัดวิเคราะห์ และกระบวนการฆ่าเชื้อ ซึ่งถ้าเป็นข้าวที่ดี ต้นทุนในการรับซื้อจะสูง แต่ข้าวดีเราจะเอามาทำทำไม เราเอาไปขายให้คนกินดีกว่า กลับกัน ของเสียหรือข้าวตกเกรดแทนที่เราจะปล่อยให้ขึ้นรา เราก็เอามาขายแล้วเพิ่มมูลค่าจะได้ไม่ต้องถูกทิ้งในระบบ” จ๋าเล่าวิธีการที่เธอใช้ข้าวเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ Vowda

จ๋าใช้เวลากว่า 2 ปีในห้องทดลองตั้งแต่กระบวนการทดสอบ ศึกษาและวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับพืชถึง 1 ปีเต็ม และอีก 1 ปีในการทำงานวิจัยออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งในขั้นตอนเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ทำให้นักวิจัยหลายคนถึงกับต้องถอดใจ และเป็นเหตุผลที่ทำให้งานวิจัยหลายชิ้นเป็นอันต้องหยุดชะงักไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถือเป็นโอกาสดีสำหรับจ๋า เพราะการได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมนอกจากจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการคิดค้นทดลองแล้วยังช่วยขับเคลื่อนให้ผลิตภัณฑ์ Vowda สามารถออกวางขายในท้องตลาดได้จริงๆ

ความท้าทายของการขอรับทุนวิจัยอยู่ที่การคิดค้นนวัตกรรมหรือการนำนวัตกรรมเก่ามาประยุกต์อย่างไรให้เกิดการแตกแขนงไปเป็นสิ่งใหม่ ไม่ใช่เพียงการนำมาดัดแปลงเฉยๆ “เราจะเป็นคนหนึ่งที่เริ่มคิดงานจากของใกล้ตัว ตั้งโจทย์จากการมองพืชใกล้ตัวเพราะการไปเอาของใหม่มาดัดแปลงมันยาก เกษตรกรยังไม่มีความเสถียรในการปลูกหรือว่าในอนาคตอาจจะไม่มีคนรับช่วงต่อคือต้องมองไกลถึงขนาดนี้ด้วย”

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

03

(นาง) งามอย่างไทย

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า Vowda มีผลิตภัณฑ์ออกมาเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น เพราะสำหรับจ๋าแรงบันดาลใจหรือเหตุการณ์ที่ประสบกับตัวโดยตรงเป็นเหตุผลสำคัญของการทำ Vowda ซึ่งการเป็นตัวแทน MRS Thailand 2017 ไปประกวด MRS World 2017 ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปีที่ผ่านมาก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่สำคัญมากๆ ของเธอ

“ปีที่แล้วเราได้คัดเลือกจากทีมที่ดูแลการประกวดของประเทศไทยให้ไปประกวด MRS World ซึ่งเป็นเวทีประกวดสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว มีหน้าที่การงานและครอบครัวให้รับผิดชอบในเวลาเดียวกัน พอดีกับโจทย์ของประเทศไทยที่อยากพูดเรื่อง Thailand 4.0 มองหาตัวแทนที่ทำงานวิชาการและธุรกิจได้ทั้งคู่ เราจึงเป็นตัวแทนไปประกวดจนเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย”

มากกว่าความงามอย่างไทย จ๋าตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้โลกรู้ว่า นวัตกรรมของไทยไปได้ไกลกว่าที่ใครหลายคนคิด โดยเฉพาะธุรกิจเครื่องสำอางที่กำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ “ของขวัญที่เราเอาไปให้ทางเจ้าภาพก็จะเป็นเครื่องสำอาง Vowda เราต้องการแสดงให้เขาเห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของวัตถุดิบชั้นดีของเอเชีย ซึ่งสามารถเอามาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางเกรดพรีเมียมได้”

นอกจากนี้ ในการประกวด จ๋าได้เจอกับผู้หญิงเก่งๆ ในวัยเดียวกันมากมายเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้เธอต่อยอด พัฒนาเครื่องสำอางสำหรับใช้ในการประกวด ทั้งน้ำตบที่พัฒนามาจากกาแฟและแป้งออร่าจากข้าวที่จ๋าเล่าว่าช่วยทำให้สว่างขึ้นเมื่อขึ้นไปอยู่บนเวที

“อายุที่มากขึ้นนำพาริ้วรอยมาหาสาวๆ อย่างเรา และเรากินกาแฟทุกวัน ก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างเพราะในกาแฟมีสาร Anti Aging สูง” จ๋าเล่าว่าเธอเดินทางด้วยตัวเองไปถึงแหล่งผลิตกาแฟออร์แกนิกทั้งในภาคเหนือและประเทศลาว เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านและคัดสรรเมล็ดกาแฟที่เธอคิดจะนำมาต่อยอดเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งกว่าจะมีผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจอย่างทุกวันนี้ เธอก็ต้องลองผิดลองถูกและเสียเครื่องมือไปหลายครั้ง นี่จึงเป็นอีกงานวิจัยที่เธอภูมิใจมากๆ

“ตอนแรกเราใช้กรีนบีนคอฟฟี่ที่เป็นเมล็ดกาแฟดิบเอามาลองบดดูก่อนเพราะคิดว่าน่าจะบดง่าย แต่ปรากฏว่ายางมันเยอะมาก แล้วเราต้องบดให้เล็กพราะยิ่งบดได้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสกัดสารได้มากเท่านั้น สุดท้ายควันขึ้นเลย กว่าจะมาสำเร็จได้ก็เปลี่ยนตะแกรงไปหลายรอบ แต่ก็สนุกตรงที่ว่าได้ลองนี่แหละ”

นี่เป็นเพียงตัวอย่างจากแรงบันดาลใจเล็กๆ น้อยๆ การพูดคุยกับจ๋าทำให้เรารู้จักกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายอย่าง ที่เธอตั้งใจคิดเพื่อแก้ปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวันและอยากจะส่งต่อออกไปให้ลูกค้าที่ประสบปัญหาเดียวกัน ทั้งเบบี้ออยล์สูตรที่บางเบากว่าทั่วไปสำหรับเด็ก หรือแม้แต่การทดลองทำสเปรย์เพื่อฉีดแก้อาการแพ้เหงื่อจากการออกกำลังกายของตัวเอง

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

04

แบรนด์ไทยจะไปแบรนด์โลก

อาจจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Vowda ในวันนี้กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในตลาดไทย

แต่สิ่งหนึ่งที่น่ายินดีมากๆ คือ Vowda กลับเป็นงานวิจัยไทยชิ้นแรกๆ ที่ถูกส่งไปประกวดในงาน EUROINVENT 2018 ที่ประเทศโรมาเนีย แถมยังเป็นงานวิจัยที่คว้ารางวัลที่หนึ่งกลับมาอีกต่างหาก ซึ่งหลังจากที่เราได้ฟังจ๋าเล่าถึงกระบวนการต่างๆ มาระยะหนึ่ง เราก็ไม่แปลกใจเลยว่า Vowda ประสบความสำเร็จไปถึงขั้นนั้นได้อย่างไร

เพราะไม่ใช่เพียงแค่ความน่าสนใจของตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่เบื้องหลัง Vowda ยังแฝงไปด้วยขั้นตอนต่างๆ ที่ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าทุกกระบวนการนั้นผ่านการคิดมาอย่างดี

“พอบอกว่าเป็นวัตถุดิบมาจากเอเชีย มาจากประเทศไทย คนโรมาเนียเขาก็สนใจกันมากเพราะว่ามันเหนือความคาดหมาย และการทำโปรเจกต์กาแฟนี่ได้เพื่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือว่านักวิชาการต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกร เพราะว่าเราได้ไปช่วยเขาด้วย ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน ทำให้เขารู้สึกมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานต่อไป หรือในส่วนของผู้ประกอบการเราก็เป็นต้นแบบที่ดีให้กับคนต่างชาติที่มองเข้ามาว่าเมืองไทยก็มีของพรีเมี่ยมจริงๆ” จ๋ายิ้มภูมิใจ

จะเห็นว่าราคาขายของ Vowda ถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าออร์แกนิกในท้องตลาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Vowda ผลิตเองไม่มีพ่อค้าคนกลาง

อย่างไรก็ตามจ๋าพบว่าปัญหาเรื่องบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับ Vowda เธอเล่าให้ฟังว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำผลิตภัณฑ์ให้ออกมาน่าสนใจตามแบบที่คิดเอาไว้นั้น เพราะทุกอย่างต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายสูงลิบ เช่น การอัดเม็ดพลาสติกตามโมเดลตลับเครื่องสำอางสวยหรู โดยเฉพาะเมื่อ Vowda ยังเป็นแบรนด์เล็กที่ถึงแม้เธอจะเคยลองให้คนใกล้ชิดช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติมาแล้วแต่สุดท้ายก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป เพราะการผลิตจำนวนน้อยนั้นต้องใช้เงินลงทุนเยอะกว่าการผลิตในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

และแม้บรรจุภัณฑ์จะยังไม่สวยสู้กับแบรนด์มาแรงของต่างชาติ แต่จ๋าก็มั่นใจในคุณภาพของ Vowda ที่ดีไม่แพ้แบรนด์จากต่างประเทศแน่นอน และการที่สินค้าได้ส่งออกไปยังประเทศลาวและกำลังจะได้ไปโชว์ในงานไทยเฟสติวัลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็คงเป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีความสำเร็จนี้

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

05

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

จนถึงตอนนี้ การเป็นเจ้าของแบรนด์ที่เป็นทั้งคนคิดค้นสูตร ผู้ทดลองผลิตภัณฑ์ไปจนถึงพรีเซนเตอร์สินค้าก็ยังสร้าง ความว้าว ที่เราได้แต่ตั้งคำถามว่าเธอทำทุกอย่างนี้คนเดียวกันได้ยังไง เพราะตั้งแต่กระบวนการคิดค้าต่างๆ ขั้นตอนการผลิตที่รู้ลึกรู้จริง ชนิดที่ว่าถามอะไรไปเธอก็ตอบได้ “เครื่องหมายการค้าเราก็ทำเอง ทำทุกอย่างเองหมดเลย เพราะที่บ้านเป็นคนจีน เราจะโดนสอนตลอดว่าถ้าเราทำธุรกิจอะไร เราต้องรู้ลึก รู้จริง เพราะว่าคนงานเขาพร้อมจะไปจากเราได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้ได้”

ไม่ใช่แค่ในกระบวนการควบคุมเท่านั้น แต่จ๋ายังลงมือออกแบบกระบวนการผลิตของเครื่องจักรที่จะใช้ในการทำงานด้วยตัวเอง จากการประยุกต์เอาวิชาความรู้ที่เรียนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาใช้ในการออกแบบตัวกระจายความร้อน โดยจ๋ามองว่าการเข้าไปอยู่ในทุกส่วนของเส้นทางการผลิตถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์

“บางทีคนรุ่นใหม่จะมองแค่ว่ามันคือธุรกิจ คิดแค่ว่าเรียนจบออกมาฉันต้องการจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่คุณลืมที่จะเข้าไปเรียนรู้ สุดท้ายคุณก็จะไปได้ไม่ไกล เพราะคุณไม่มีประสบการณ์ ฉะนั้นคุณควรจะยอมลำบากไปเรียนรู้ก่อน อย่างการลองไปเป็นพนักงาน ซึ่งคุณจะเรียนรู้สิ่งที่คุณอยากได้จากเจ้านาย ถ้าคุณเป็นลูกค้าคุณอยากได้อะไรจากผู้ผลิต อย่างเพิ่งรีบก้าวกระโดด มันเหมือนการเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างเราเริ่มจากการเป็นพนักงาน แล้วก็เป็นผู้ใช้ที่มีปัญหา พอมาทำเองเราก็จะเข้าใจว่าลูกค้าอยากได้อะไร ไม่อยากได้อะไร” เธอกล่าว

จ๋าทิ้งท้ายถึงความท้าทายในฐานะเจ้าของแบรนด์ว่า เธอหวังให้ Vowda เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ถูกต้องมากขึ้น และเธอยังหวังว่าจะได้เห็นเครื่องสำอางไทยที่พัฒนาก้าวไกลและได้รับการยอมรับ

“เริ่มต้นจากในสายตาของคนไทยด้วยกันเอง เพราะสุดท้ายจ๋าเชื่อว่า ความสวยไม่จำเป็นจะต้องอยากมีหรืออยากเป็นตามแบบคนต่างชาติเสมอไป และนั่นคือจุดที่สำคัญที่สุดของ Vowda จงสวยในแบบที่คุณเป็น ไม่ต้องสวยตามแบบใคร” เราจบบทสนทนากับคุณจ๋าด้วยความรู้สึกสวยขึ้นอีกหนึ่งระดับ ไม่ใช่เพราะหน้าตาเราดีขึ้นแบบทันตาเห็น แต่อาจจะเป็นเพราะความสุขและความอิ่มเอมใจที่ได้รับจากการพูดคุยกับจ๋าที่ทำให้เราเชื่อว่าความสวยเป็นเรื่องสร้างได้จริงๆ

Vowda เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่ทำสาวๆ ทั่วโลกร้องว้าวกับนวัตกรรมจากธรรมชาติ

The Rules

  1. ใส่ใจในสิ่งที่ทำ
  2. มีวินัยกับตนเอง
  3. เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเองเสมอ
ขอบคุณสถานที่
Sway Gray Coffee/Gallery
48 ซอยพระราม 2 60 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
FB : swaygreycoffee
IG: swaygreycoffee

Writer

Avatar

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load