พนมสารคาม อำเภอหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทราที่มีประชากรราว 85,000 คน เป็นอำเภอทางผ่านขนาดกลางที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก มีเรื่องราวของผู้ชายคนท้องถิ่นคนหนึ่งกับร้านค้าของเขาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และเรื่องราวอันน่าสนใจ 

เรื่องราวการต่อสู้ของร้านกับคู่แข่งด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจอันแพรวพราว จนทำให้คู่แข่งจากต่างเมืองต้องยอมแพ้กลับไปทุกราย 

หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมชมในร้านจะได้พบกับสินค้านับหมื่นรายการ มีแผ่นกระดาษคำกลอนแปดนับร้อยที่แต่งด้วยตัวเองทั้งหมดแปะเต็มผนังทุกด้าน ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศในการเดินเลือกจับจ่ายอย่างกลมกลืน 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี, เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์

ถ้าหากเราเรียก สนามฟุตบอล Old Trafford ของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นเหมือนโรงละครแห่งความฝันของวงการฟุตบอลและแฟนบอลทั่วโลก ‘พวงทองสรรพสินค้า’ ก็เป็นเหมือนโรงละครแห่งชีวิตของ เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์ ผู้ก่อตั้งร้านพวงทองสรรพสินค้า ที่ตั้งใจทำธุรกิจเพื่อลูกค้าทุกคนที่เขารัก แม้ว่าโรงละครแห่งนี้จะไม่ได้มีฟุตบอลหรือมีการแสดงทั่วไป แต่เต็มไปด้วยบทเรียนชีวิตและบทเรียนการตลาดนอกตำราที่คนทำธุรกิจต้องศึกษาไว้ให้ดี ผ่านทั้งคำพูดและคำกลอนที่ร้อยเรียงออกมาอย่างคล้องจองราวกับทุกสิ่งเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

“ทุกวันนี้ ทำธุรกิจจากพื้นฐานของคำแค่สองคำ คือ จริงจังและจริงใจ ทำทุกอย่างให้มิตรแท้ที่รักและเคารพ” คือประโยคแรกที่เฮียเล็กเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

“แดดไม่ได้ออกเป็นเงิน ลมไม่ได้โชยมาเป็นทอง แต่เป็นเพราะพี่น้องที่ให้ความเมตตา เรามีแต่ความจริงใจให้ ห้างฯ ก็บ้านนอก เถ้าแก่ก็คนบ้านนอก พูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

“เวลาทำงาน เราต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คิดคด ทรยศ หรือกบฏต่ออาชีพของตัวเอง ถ้ามีคุณธรรมในตัว ชัวร์แน่นอน!”

ชุดประโยคเริ่มต้นของเรื่องราวการสนทนา ถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงที่มุ่งมั่น แววตาเป็นประกาย เราสังเกตเห็นอีกหนึ่งอย่างคือ แต่ละคำ แต่ละประโยค ช่างเต็มไปด้วยคำคล้องจองราวกับบทกลอนที่ร่ายออกจากกวีฝีปากเอก ช่วยให้การถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของร้านพวงทอง ธุรกิจท้องถิ่นที่อยู่คู่ชาวอำเภอพนมสารคามมา 47 ปี เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าติดตาม

เราเคยได้ยินคำกล่าวว่า ชีวิตจริง ยิ่งกว่าละคร เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดของเฮียเล็กและร้านพวงทองแล้ว เราขอให้เชื่อเถอะว่ามันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ละครฉากแรก

ชีวิตวัยเด็ก

“ผมเรียนจบชั้น ม.ศ.3 ที่โรงเรียนพนมอดุลฯ และต้องออกจากโรงเรียน ทั้งๆ ที่เรียนได้ที่หนึ่ง เมื่อออกมาก็ไปทำงานที่แคมป์ทหารฝรั่งที่แสมสาร สัตหีบ ในตำแหน่งคนล้างส้วม เรียกภาษาฝรั่งว่า Janitor นั่นแหละ ไม่ได้รู้สึกอายนะ แต่ดีใจมากกว่าเพราะได้ทำงานสุจริต” มาถึงตรงนี้ เราแอบเห็นเจ้าของเรื่องมีน้ำตาคลอเบาๆ เมื่อเล่าย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีต

“ทำงานล้างส้วมได้ไม่ถึงครึ่งปี ก็ย้ายไปเป็นบาร์เทนเดอร์ ไม่เคยเรียนชงเหล้าหรอกนะ แต่อาศัยแอบดูตอนเข้าไปล้างแก้ว เรียกว่าครูพักลักจำเอาจนได้ สมัยนั้นนายกรัฐมนตรีเงินเดือนเก้าพันบาท ทองบาทละสี่ร้อย เราเป็นบาร์เทนเดอร์ ได้ชั่วโมงละ 6.65 บาท ทำงานวันละสิบชั่วโมง เดือนหนึ่งก็ได้พันหน่อยๆ พักเดียวก็เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ มีลูกน้องห้าคน แต่ทำงานในแคมป์ฝรั่งข้อดีมีเงินทิปเยอะ เดือนหนึ่งได้ประมาณสองแสนบาทแบ่งกันกับลูกน้อง ส่วนตัวเอง ได้เงินเท่าไหร่ส่งให้พ่อแม่ทั้งหมด ทำงานเจ็ดปี มีเงินเก็บสามล้านบาท”

พวกเราทึ่งกับความสามารถในการจดจำตัวเลขทุกอย่างได้อย่างแม่นยำของเฮียเล็ก

เมื่อถึงกำหนดเวลา แคมป์ทหารฝรั่งก็ปิดลง เฮียเล็กเดินทางกลับมาบ้านเกิดพร้อมกับความฝันว่า อยากมีร้านค้าที่ติดแอร์สักร้าน ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กมากสำหรับสมัยนี้ แต่ถ้าเป็น 40 กว่าปีก่อน การติดแอร์ถือเป็นความแปลกใหม่และทันสมัยที่สุดแล้ว 

“ไม่เคยคิดจะทำอาชีพอื่น ด้วยเพราะตัวเองเป็นคนชอบค้าขาย ก็เลยอยากมีร้านของตัวเอง” เฮียเล็กย้ำ

“ตลอดเวลาเจ็ดปีที่อยู่ในแคมป์ฝรั่ง ได้เห็นความเจริญในแคมป์ที่ก้าวหน้ากว่าชีวิตข้างนอกไปสามสิบปี ร้านค้าในแคมป์มีเครื่องคิดเงิน การติดแอร์ในร้านถือเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ด้านนอกแคมป์ การติดแอร์สักเครื่องนั้นต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงมาก” 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี, เฮียเล็ก-พิสิษฐ์ วรรณีเวชศิลป์

ฉากที่ 2 

จุดเริ่มต้นของการตลาดนอกตำรา 

“วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ร้านพวงทองสาขาแรกเกิดขึ้นด้วยเงินทุนก้อนแรกหนึ่งแสนบาท แบ่งเป็นซื้อบ้าน เจ็ดหมื่นบาท แต่งร้านสองหมื่นบาท และเหลือเงินแค่หนึ่งหมื่นบาทเท่านั้นสำหรับซื้อของเข้ามาขาย จึงเลือกขายเครื่องหวาย เครื่องจักสาน ให้ชาวบ้านไว้จับปลาหรือใช้ในบ้าน เพราะเห็นว่าตอนนั้นยังไม่มีใครขาย เป็นสินค้าประเภทเดียวที่เงินหนึ่งหมื่นบาทจะสั่งเข้ามาขายแล้วได้ของเต็มร้าน” 

หลังจากร้านแรกเปิดได้ 15 ปี เก็บเงินได้ 1.5 ล้านบาท ก็ต้องเปิดสาขา 2 ด้วยความจำเป็น เนื่องจากที่ตั้งของร้านแรกอยู่ในเขตพื้นที่ของวัด และทางวัดต้องการพื้นที่คืน ร้านพวงทองสาขา 2 จึงเกิดขึ้นด้วยคอนเซปต์ที่ล้ำสมัยที่สุดและเป็นร้านในฝันที่เฮียเล็กเฝ้ารอคอยมานาน นั่นคือการเป็นร้านติดแอร์และอยู่ห่างจากร้านแรกเพียงแค่ 100 เมตร

“10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ร้านพวงทองสรรพสินค้าเปิดร้านเป็นวันแรกด้วยเงินลงทุนแปดแสนบาท ตอนนั้นถนนแถวนี้ยังเป็นดินแดงอยู่เลย แต่ร้านเราติดแอร์ เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก คนมารอเข้าคิวตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด คนมาทั้งวันจนต้องขอให้เข้าเป็นรอบ เราปิดร้านวันแรกพร้อมกับยอดขายสี่แสนเจ็ดหมื่นห้าพันบาท” เฮียเล่าให้ฟังอย่างออกรสแบบไม่ต้องดูโน้ตใดๆ จนเราอดทึ่งไม่ได้ความแม่นยำในตัวเลขทุกตัวในหัว 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

“ต้องคิดแปลก และแตกต่าง ทุกอย่างถึงจะเป็นเงิน แต่ถ้าคิดตามเขา เราจะเป็นรอง”

คือบทเรียนการตลาดแรกของวันนี้ 

“ร้านพวงทองคิดทำอะไรจะต้องแตกต่างจากคนอื่นเสมอ เราคิดในรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่การเรียกสินค้าโปรโมชันว่าเป็นสินค้าพระเอก นางเอก เทวดา นางฟ้า เพราะชื่อเรียกเหล่านี้ชาวบ้านเข้าใจง่ายว่ามาช่วยให้พวกเขามีความสุข เหมือนเทวดามาโปรด เรียกแบบนี้ลูกค้าจำง่าย รู้สึกสนุกและเป็นกันเอง ไม่ต้องไปใช้ภาษาฝรั่งให้ยุ่งยาก”

ให้จากใจ 

“ทุกครั้งที่มีการเปิดร้านวันแรก เราแจกไม่อั้น เพราะเราต้องให้ก่อนถึงจะได้รับ คนเราหายใจเข้าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหายใจออกด้วย” เฮียเล่าถึงกลยุทธ์การตลาดที่คิดขึ้นด้วยตัวเองอย่างสนุก

“ผมเห็นจากพ่อแม่เป็นตัวอย่างของผู้ให้ จึงยึดแนวคิดของการให้ก่อนมาตลอดในการทำงาน และการให้นั้นก็ต้องให้อย่างจริงใจ อย่าเสแสร้งหรือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราไม่ได้ให้จากใจ“

บทเรียนการตลาดข้อ 2 : ให้ก่อนรับและให้อย่างจริงใจ 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ตลาดนัดติดแอร์

หลังจากเปิดร้านที่สองได้ 8 ปี ร้านพวงทองตลาดนัดติดแอร์หรือสาขา 3 ก็เปิดให้บริการในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2540 ด้วยขนาดร้านที่ใหญ่ขึ้น 

“ร้านใหม่มีรายการขายสินค้ามากขึ้นเพราะเพิ่มของใช้ในบ้านขึ้นมา เช่น จาน ชาม ถ้วย ถัง เครื่องครัว เราเลยตั้งชื่อว่าตลาดนัดติดแอร์ ใครมาเดินที่นี่ก็เหมือนได้ไปตลาดนัด” เมื่อเราดูของที่ขายในร้านก็อดทึ่งไม่ได้จริงๆ ว่า ของขายมากมายขนาดนี้บริหารจัดการอย่างไร

“ของที่ขายในร้านทั้งหมด เราสั่งตรงจากผู้แทนของบริษัท สินค้าต้องเข้าตามตรอก ออกตามประตู ไม่เคยซื้อของที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ลูกค้าสบายใจได้ว่าของทุกชิ้นในร้านมีคุณภาพ ผมสั่งของด้วยตัวเอง คุยกับผู้แทนทุกคนด้วยตัวเอง มีตารางการทำงานชัดเจนทุกวันว่าเวลาไหน จะไปอยู่ที่สาขาไหน ทำอะไร ผู้แทนจะมาพบได้ตอนไหน 

“ตั้งแต่เปิดร้านสาขาแรกมาจนวันนี้ ยังไม่เคยหยุดทำงานแม้แต่วันเดียว ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเพราะมีความสุขและสนุกกับการทำงาน เพราะผมมีความสุขที่จะได้รอต้อนรับทุกคนทั้งลูกค้าและผู้แทน ผู้แทนไม่ได้มาขอเงินเรานะ แต่ผู้แทนนี่แหละที่นำสิ่งดีๆ มาให้ เพื่อให้เรามีไว้บริการลูกค้าต่อไป ใครคิดว่าผู้แทนมาขอเงินเรานั้นเข้าใจผิดแล้ว” เฮียเล็กทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด

บทเรียนการตลาดข้อ 3 : เป็นมิตรทั้งกับลูกค้าและคู่ค้า เราจะได้แต่สิ่งดี

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ของดีราคาถูก ใครอยากซื้อต้องได้ซื้อ

เมื่อเห็นปีที่เปิดสาขา 3 ว่าเป็น พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจทั้งโลกมีปัญหา เราอดถามไม่ได้ว่า สถานการณ์ตอนนั้นพวงทองฯ เป็นอย่างไรบ้าง

“ในยามวิกฤต เป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยเหลือสังคม” เสียงเฮียเล็กขึงขังทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

“ตอนเปิดร้านสาขาสาม เราจัดรายการแจ็กพอตตลอดเดือน เราแจกตู้เย็น ทีวี พัดลม น้ำมัน น้ำปลา จาน ชาม แจกทุกอย่างที่ลูกค้าใช้แล้วได้ประโยชน์ เราอยากขาย เรามีของดีราคาถูก ใครอยากซื้อต้องได้ซื้อ เราไม่จำกัด วิกฤตทำให้เราขายดีกว่าเดิม เพราะตอนเศรษฐกิจดี คนจะไปเดินห้างฯ แต่เมื่อไหร่ที่มีวิกฤต คนจะกลับมาหาห้างฯ เล็กๆ เราไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เตรียมพร้อมต้อนรับให้ดีที่สุด

“การต้อนรับก็ทำอย่างง่ายๆ แค่ไม่ทำให้เขินเมื่อเดินเข้าร้าน พนักงานที่นี่จึงใส่เสื้อยือคอปกเหมือนเสื้อกีฬา เราต้องแต่งตัวให้เข้ากับลูกค้าผู้เป็นมิตรแท้ที่รักและเคารพ อย่าไปแต่งตัวสวยกว่าลูกค้า 

“ถ้าเราทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาอย่างเสือ เราจะรวย 

“ถ้าเราทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาอย่างหมา เราจะซวย เพราะลูกค้าจะไม่กล้าซื้อของเยอะ” ได้ยินแล้วก็เผลอพยักหน้าเห็นตามเฮียทุกประโยค

บทเรียนการตลาดข้อ 4 : ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกับเขา แล้วเขาจะไว้ใจเรา

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฉากที่ 3

ยามศึกเรารบ (กับสงครามการค้าระดับอำเภอ)

อำเภอนี้ไม่เคยมีห้างฯ ต่างชาติมาเปิดบ้างเลยหรือ คือคำถามที่เราอดสงสัยไม่ได้กับการทำธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มองไปทางไหนก็เจอคู่แข่งทั้งนั้น

“ที่จริงก่อนเปิดสาขาสามก็มีสาขาของห้างฯ ต่างชาติมาเปิดแล้วหลายราย แต่มากี่รายก็เจ๊ง เพราะชาวบ้านยังรักและให้ความเมตตากับเรา อุดหนุนเราอยู่” เฮียเล่าอย่างถ่อมตัว 

แล้วตอนนั้น รับมือหรือสู้อย่างไร ถึงทำให้คู่แข่งเหล่านั้นถอยกลับไปหมด

“ใครเข้ามาเราก็ไม่กลัวนะ เรามีหน้าที่ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ เราไม่เคยเดินสืบราคา ไม่เคยอยากรู้ว่าเขาทำอะไรบ้าง

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

“เราใช้วิธีหมาหมู่รุมสู้ ทำเหมือนรับน้อง ทุกสาขาขนสินค้ามาลดราคาแบบมโหฬารล่วงหน้าก่อนคู่แข่งเปิดร้าน ไม่มีการตั้งรับ เราเทหมดหน้าตักทุกครั้ง ทั้งแจก ทั้งแถม เพื่อรักษาลูกค้าเอาไว้ ห้างฯ ต่างชาติมาเปิดนั้นจะมีค่าดำเนินการสูง ถ้าขายไม่ได้สักระยะหนึ่งและไม่มีกำไร เขาก็ต้องปิดไปเอง ไม่เหมือนเราที่เป็นคนพื้นที่ 

“แต่แม้ว่าจะรับศึกมาได้หลายครั้ง เราก็ไม่เคยประมาท” 

เมื่อได้ไล่เรียงชื่อห้างถิ่นที่เข้ามาเปิดแล้วพ่ายแพ้กลับไปก็ต้องตกใจว่ามีมากมายจริงๆ

บทเรียนการตลาดข้อ 5 : ไม่ประมาทและจงสู้ให้สุดด้วยแนวทางของตัวเอง 

“ที่ตรงนั้นมีคนมาเปิดแล้วปิด เปิดแล้วปิดหลายรอบ จนสุดท้ายเจ้าของตึกก็เอามาขายให้เราถูกๆ เพราะหาคนเช่าไม่ได้แล้ว ร้านตรงนั้นเลยกลายเป็นร้านสาขาสี่ในที่สุด” 

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฉากที่ 4

ยามสงบเรารัก (หลักการทำงานและดำเนินชีวิต)

เมื่อเราย้อนถามกลับไปถึงชื่อร้าน ‘พวงทอง’ ว่ามีที่มาอย่างไร คำตอบที่ได้ก็พาเราไปสู่อีกฉากสำคัญของละครเรื่องนี้ 

“พวงทองก็ชื่อภรรยาไง” เมื่อพูดถึงชื่อคู่ชีวิต เราเห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเฮียอย่างชัดเจน

“การเจอคุณพวงทองเหมือนสวรรค์ลิขิต เขาเป็นคนชัยนาทแต่ไปพบกันที่แคมป์ทหารฝรั่ง ไปทำงานเป็นคนขัดรองเท้า เหมือนยาจกสองคนเจอกัน สุดท้ายก็หนีตามกันไป

“ทุกวันนี้คุณพวงทองมีหน้าที่เหมือนเป็นทูตของทางร้านกับเดินสายทำบุญ ช่วยให้ผู้ใหญ่ในจังหวัดเมตตาเรา เวลาจัดงานกิจกรรมใดๆ ของอำเภอหรือจังหวัด ร้านเราก็จะมีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง”

เฮียเล็กมีหลักการทำงานกับการดำเนินชีวิตยังไงบ้าง

“อย่างแรกเลยคือ ใช้หลัก 3 อ กับ 3 ม

อ แรก ครอบครัว ‘อบอุ่น’ โดยเฮียเล็กอธิบายผ่านการร่ายกลอนสดให้พวกเราฟังโดยไม่ต้องดูโพย

“ถ้าเชื่อเมีย ที่เคารพ พบแต่รวย 

ลูกค้าช่วย ด้วยเมตตา พากันซื้อ

ห้างฯ พวงทอง ของพวกเรา เขาร่ำลือ

เถ้าแก่ถือ คือรับฟัง คำสั่งเมีย”

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

ฟังแล้วก็เป็นจริงตามนั้น เพราะเมื่อดูจากแผ่นคำกลอนที่แปะไว้รอบร้าน จะพบว่ากลอนกว่าครึ่งเขียนถึงคุณพวงทองไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน

“อ ต่อมา คือลูกน้องต้องกิน ‘อิ่ม’ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะลูกน้องคือคนที่ช่วยเราทำงาน เราต้องดูแลพวกเขาให้ดี ที่นี่เราจ้างแม่ครัว ทำอาหารเลี้ยงพนักงานทุกวัน นอกจากนั้น เรายังให้พนักงานเบิกเงินล่วงหน้าโดยไม่เสียดอกเบี้ยด้วย ที่นี่เลือกรับพนักงานก็ง่ายๆ ดูหน้าตาไม่ผิดปกติก็รับแล้ว 

“อ สุดท้าย ลูกค้าต้อง ‘อารมณ์ดี’ ทำให้ลูกค้ามีความสุขระหว่างเลือกซื้อสินค้า พนักงานทักทายด้วยรอยยิ้ม มีหน้าที่ช่วยเหลือ ในเรื่องที่ลูกค้าต้องการ

“พนักงานยิ้มแย้ม สินค้าถูกและดี สินค้าที่ใช่และชอบ คือคำตอบที่เรามีให้”

ส่วน 3 ม ได้แก่ หนึ่ง ‘สมอง’ กับ 2 ‘มือ’ ใช้ความคิด คิดให้ต่างและเน้นเรื่องการบริการ สอง ‘มุ่งมั่น’ ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ต้องไปสนใจคู่แข่งอื่น และสาม ‘หมาหมู่’ เฮียเล็กบอกว่า ทุกวันนี้พวงทองฯ มี 5 สาขา แค่ลูกค้าเดินสะดุดมดก็เข้ามาถึงร้านแล้ว

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี
พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

5 สาขาของพวงทองฯ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อและรู้ว่าร้านมีทุกอย่างที่เขาต้องการ โดยมีแม้กระทั่งสาขา 5 ที่เปิด 24 ชั่วโมง ใช้ชื่อว่า ‘พวงทองตลอดวันตลอดคืน’ 

“หลักการต่อมา คือเราต้องมีคุณธรรม เมตตาผู้ด้อยกว่า อย่างเช่นถ้าลูกค้าทำข้าวของในร้านเสียหาย เราก็ไม่เก็บเงินลูกค้านะ และเราเอาของไปทิ้งแบบไม่ให้ลูกค้าเห็นด้วย เพราะลูกค้าจะรู้สึกผิดและเสียใจ 

“สุดท้ายคือเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง เพราะเรามีไอเดียอยู่ในหัวตลอดเวลา เมื่อมีไอเดียก็เอาออกมาทำ ถ้าคิดแบบนี้ เราทำอะไรก็ไม่เหนื่อยและมีแรงคิดทำตลอดทุกวัน”

เห็นขยันและสนุกกับการทำงานแบบนี้ เคยคิดจะขยายสาขาไปอำเภออื่นหรือไม่ เราถามอย่างอดสงสัยไม่ได้

“ไม่เคยคิดไปเปิดที่อื่น เราอยู่ในที่ของเราก็พอแล้ว เราอยู่ตรงนี้มีโอกาสเอื้ออารีต่อญาติมิตรที่มาซื้อของเรา เราขายของทำหน้าที่ของเราตรงนี้ให้ดีที่สุด และเราจะไม่สร้างศัตรูเด็ดขาด เพราะตัวเองอยากจะอยู่ให้ได้ถึงร้อยยี่สิบปี”

ฉากสุดท้าย

ก่อนลาจาก

ถ้าวันนี้อยากแนะนำคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจสักข้อหนึ่ง จะแนะนำว่าอะไร

“อยากให้ทำงานตามขั้นบันได จากเล็กไปหาใหญ่ ทำทีละขั้น ก้าวทีละก้าว อย่ามั่นใจมากเปิดร้านใหญ่เกินตัว ถ้าอยากเปิดร้านอาหาร ให้เริ่มจากทำร้านก๋วยเตี๋ยวก่อน และที่สำคัญ เวลาทำงานอะไรอย่าไปเครียด เพราะมันจะเบียดความสุข เราจะไม่สนุกกับการขาย และสุดท้ายก็จะวอดวาย และขอให้ทำงานอย่างจริงจังและจริงใจ” 

นั่นคือข้อคิดสุดท้ายที่เฮียฝากไว้ให้พวกเรา

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่เรานั่งฟังเรื่องราวของธุรกิจในอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งของประเทศไทย แต่เรื่องราวที่เราได้ฟังกลับยิ่งใหญ่จนทำให้เราหัวใจพองโต 

ความสำเร็จที่เริ่มต้นจากความเป็นคนขยัน ช่างสังเกต ขยันคิดหาสิ่งแปลกใหม่ รวมถึงการมีความฝันที่ใหญ่และต้องอดทนรอกว่า 15 ปีถึงจะทำให้มันเป็นจริง ทุกสิ่งที่เราได้ฟังทำให้เรามั่นใจว่า ‘ร้านพวงทอง’ จะยืนเป็นหนึ่งเดียวในใจของพี่น้องญาติมิตรในอำเภอพนมสารคามตลอดไปอีกนาน

พวงทองสรรพสินค้า ห้างท้องถิ่นในฉะเชิงเทราที่มี 5 สาขาและครองใจคนทั้งอำเภอมากว่า 47 ปี

Writer

Avatar

ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์

ชอบตัวเองเวลาอยู่บ้านพอๆ กับสนใจเรื่องราวความเป็นไปของโลกธุรกิจนอกบ้าน เพื่อนำสิ่งที่ได้พบเห็นมาเล่าเรื่องที่ยากให้เข้าใจง่ายผ่านตัวหนังสือ ติดตามผลงานได้ที่ Facebook : Trick of the Trade

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Vibrato’ (ไวเบรโต) คือแบรนด์แซกโซโฟนของคนไทย เจ้าของสิทธิบัตรแซกโซโฟนโพลีเมอร์ที่ฉีดขึ้นรูปแม่พิมพ์ตัวแรกของโลก น้ำหนักเบา กันน้ำ 100% ราคาเป็นมิตร ที่สำคัญ เสียงดีชนิดที่หลับตาฟังแล้ว คุณจะไม่มีทางแยกออกว่านั่นคือเสียงที่มาจากแซกโซโฟนทองเหลืองหรือพลาสติก

หลังจากสร้างปรากฏการณ์แจ้งเกิดในข้ามคืนที่งาน Musikmesse ประเทศเยอรมนี หนึ่งในสามของงานมหกรรมเครื่องดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อ 9 ปีก่อน ขายหมดภายใน 3 ชั่วโมงทุกครั้งที่เปิดจอง รวมถึงมีมือแซกโซโฟนจากทั่วโลกแวะเวียนเดินทางมาเคาะประตูออฟฟิศเพียงเพื่อขอซื้อแซกโซโฟนรุ่นที่ขาดตลาด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักดนตรีและนักแต่งเพลงชื่อดังจากญี่ปุ่น

ไม่นานมานี้ Vibrato สร้างความฮือฮาแก่วงการอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวแซกโซโฟนพลาสติก DIY

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

ทันทีที่ Vibrato เผยภาพชิ้นส่วนสำหรับต่อประกอบแซกโซโฟนขนาด Tenor ให้คนที่ซื้อไปประกอบร่างด้วยตัวเองเหมือนต่อกันพลาของโมเดลกันดั้ม The Cloud ก็รีบนัดพบ พี่เอ่อ- ปิยพัชร์ ธัญญะกิจ ผู้ก่อตั้ง Vibrato ที่ออฟฟิศย่านวัชรพล เพื่อพูดคุยถึงที่มาของแซกโซโฟนพลาสติกแบบต่อประกอบตัวแรกของโลก (Assembly Kit Saxophone) และเส้นทางตลอด 9 ปีของการสร้าง Vibrato ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในฐานะแบรนด์แซกโซโฟนระดับโลก

ยิ่งตอนที่พี่เอ่อ เจ้าของแบรนด์พูดว่า แซกโซโฟนตัวข้างหน้าเรานี้ต่อง่ายกว่าเก้าอี้ต่อประกอบของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดัง ขอสารภาพตามตรงว่าแทบจะเก็บอาการคันไม้คันมือไว้ไม่อยู่

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

เสียงเรียกเข้า

“Vibrato เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่าต้องมีสิ่งนี้บนโลกนี้” อดีตนิสิตสาขาภาพยนตร์และภาพนิ่ง จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบสั้นๆ เมื่อเราตั้งต้นถามที่มาของความสำเร็จ

Vibrato เกิดจากความตั้งใจของพี่เอ่อที่ไม่อยากให้แซกโซโฟนมีภาพจำว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เข้าถึงยาก

“ถ้าจะมีประเทศไหนในโลกที่มีคนเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้เยอะๆ เราก็อยากให้เป็นประเทศไทย เพราะเราเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีพระเจ้าแผ่นดินทรงแซกโซโฟน” พี่เอ่อเล่าย้อนถึงความตั้งใจแรกเริ่ม ก่อนจะเล่าว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้น้อย มาจากจำนวนครูผู้สอนและคนที่เล่นแซกโซโฟนเป็นนั้นมีน้อย ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเครื่องดนตรีชนิดนี้มีราคาแพง

35,000 บาท คือราคาขั้นต่ำของแซกโซโฟนที่ผู้ปกครองจะต้องแบกรับหากลูกหลานอยากเรียนเครื่องเป่าชนิดนี้ ทั้งยังไม่มีอะไรมารับประกันว่าเด็กๆ จะล้มเลิกความตั้งใจเมื่อไหร่

เขาจึงหาคำตอบของคำถามที่ว่า อะไรทำให้แซกโซโฟนมีราคาแพง

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

นอกจากแบรนด์แล้วสิ่งที่ทำให้แซกโซโฟนราคาแตกต่างกัน ซึ่งมีตั้งแต่ 35,000 – 300,000 บาท คือค่าตอบแทนแรงงานของช่างฝีมือ ทั้งๆ ที่ต้นทุนวัสดุไม่แตกต่างกัน หมายความว่า ช่างฝีมือที่ทำแซกโซโฟนราคา 3 แสนบาทนั้น ส่วนใหญ่มีประสบการณ์เชื่อมโลหะมามากกว่า 50 ปี จึงมีความเที่ยงตรงสูงมากและทำให้ค่าแรงต่อชั่วโมงสูงตามกัน

“ดังนั้น ถ้าเราอยากจะทำให้แซกโซโฟนมีราคาถูกลง อย่างแรกต้องตัดปัจจัยเรื่องคนออกไปจากกระบวนการผลิต แล้วหาวิธีที่จะใช้คนน้อยที่สุด ซึ่งหากการขึ้นรูปด้วยโลหะแบบเดิมใช้จำนวนคนมาก เราคงต้องเปลี่ยนวิธีการขึ้นรูปของแซกโซโฟน” เราฟังพี่เอ่อเล่าด้วยตาเป็นประกาย

สิ่งที่พี่เอ่อเลือกทำคือ เปลี่ยนวัสดุจากทองเหลืองเป็นโพลีเมอร์ โดยใช้วิธีฉีดขึ้นรูปผ่านแม่พิมพ์ซึ่งให้ความเที่ยงตรงสูง ก่อนตามมาด้วยโจทย์ใหญ่ข้อต่อไป นั่นคือ แซกโซโฟนจากพลาสติกจะเป่าแล้วให้เสียงที่ดีได้หรือเปล่า

Plastic Plastic

“พลาสติกในอุดมคติที่เหมาะสมแก่การใช้ทำแซกโซโฟน คือพลาสติกชนิดที่หยุดแรงสั่นสะเทือนจากความถี่ของลิ้นเป่าได้เร็วมาก” พี่เอ่อเล่าการเคลื่อนตัวของเสียงให้เห็นภาพง่ายๆ

หลังจากเป่าลม ความถี่ของลิ้นจะทำให้เกิดการสั่น โดยพลังงานจะถ่ายทอดอยู่ภายในตัวแซกโซโฟน ซึ่งหากรับแรงสั่นสะเทือนแล้วหยุดเอาไว้ได้ พลังงานจะพุ่งไปที่ปากแซกโซโฟนได้เร็ว

จากการค้นหาสารตั้งต้นตระกูลโพลีเมอร์ พี่เอ่อพบว่าอะคริลิกคือคำตอบ เพราะมีโมเลกุลอยู่ห่างกันมากพอจึงมีพื้นที่รับพลังงานความถี่ที่สั่นสะทือนโดยได้ไม่สะท้อนออกมาที่ผิวภายนอก แต่จำเป็นต้องระวังว่าหากเก็บรับความถี่และแรงสั่นที่มากเกิน อะคริลิกก็อาจจะแตกได้

“แซกโซโฟนที่ทำจากอะคริลิกเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกเมื่อ 50 ปีที่แล้วโดย Grafton ซึ่งใช้วิธีหล่อแบบแล้วเทพลาสติกเข้าไป ประกอบกับชิ้นส่วนกลไกลเล็กๆ จากทองเหลืองไขน็อตเจาะเข้าไปในตัวพลาสติก เมื่อเจอแรงสั่นสะเทือนจากการเป่าก็ทำให้พลังงานวิ่งคนละทิศคนละทาง ปัจจุบัน แซกโซโฟนของ Grafton รุ่นที่เป็นพลาสติกสีครีมมีราคาขายอยู่ที่ 1,600,000 บาท”

Vibratoจึงกลายเป็นแซกโซโฟนแบรนด์แรกของโลกที่ผลิตด้วยการฉีดพลาสติกขึ้นรูปแม่พิมพ์ (Mole Injection) นั่นคือ มีแม่พิมพ์อัดให้ติดกันด้วยแรงดัน 20 ตัน จากนั้นฉีดพลาสติกเข้าไป ข้อดีที่ทำให้วิธีนี้แตกต่างจากวิธีการเดิม คือการกำหนดแรงดันจึงได้พลาสติกที่มีความหนาแน่นสูงกว่า แม้แต่พรินเตอร์ก็ทำไม่ได้ “เคยมีคนขอให้ส่งแบบเพื่อทำ 3D Printing ด้วย จริงๆ ก็ทำได้แต่เสียงที่ออกมาจะไม่เหมือนต้นแบบ 3D Printing มีประโยชน์มากเมื่อเราอยากทดลองเปลี่ยนชิ้นส่วนบางชิ้นส่วน”

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

ในรุ่นแรกๆ ของVibrato ขนาด Alto ประกอบด้วยรุ่น A1 และ A1S ซึ่ง S มาจาก Solid Polycarbonate วัสดุเดียวกันกับไฟท้ายรถยนต์หรือหลังคาโรงรถใสๆ ขณะที่ A1 ใช้ Polycarbonate หรือพลาสติกคุณภาพสูง ผสมกับ ABS (Acrylonitrile-Butadiene-Styrene) เสียงที่ได้จะแตกต่างกันไปตามแต่ความชอบ และเมื่อเอ่อและทีมงานศึกษาโพลีเมอร์จนพบสารประกอบอีก 20 – 30 ชนิดที่ทำให้วัสดุมีความยืดหยุ่น จึงได้พลาสติกรุ่นใหม่สำหรับ Vibrato รุ่น A1SIII

ตอนไหนที่มั่นใจว่าพลาสติกแผ่นๆ จะให้เสียงที่ถูกต้อง เราถาม

เขาตอบว่า ครั้งแรกที่ลองเคาะแผ่นพลาสติกแล้วได้ยินเสียง “แป๊กๆๆ” เขาก็ยังไม่มั่นใจ จนกระทั้งเจอคลิปทดสอบเสียงทองเหลืองของ Rampone & Cazzani แบรนด์แซกโซโฟนทำมือจากอิตาลี ที่ทดลองเคาะแผ่นทองเหลืองสามชิ้นดัง ‘กิ๊ง’ ‘แป๊ง’ และ ‘แป๊ก’ ตามลำดับ แล้วเฉลยว่าชิ้นที่ให้เสียงเพราะที่สุดคือชิ้นที่เคาะแล้วดัง ‘แป๊กๆๆ’ เขาจึงมั่นใจว่ามาถูกทาง

เสียงของลมหายใจ

“หลังจากได้พลาสติกแล้ว เราเริ่มทดลองหาเสียงที่ถูกใจจากการทดลองทำตัวต้นแบบเฉพาะส่วนคอออกมาก่อน” พี่เอ่อเล่าก่อนเป่าเทียบเสียงให้เราฟัง และก็เป็นไปตามคาด เสียงจากคอทองเหลืองและคอพลาสติกนั้นใกล้เคียงกันมาก

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเสียงที่ได้จากจากวัสดุ 2 ชนิดไม่แตกต่างกัน ขั้นตอนต่อมาคือการออกแบบ ซึ่งพี่เอ่อมอบกฎเหล็ก 3 ข้อแก่ทีมออกแบบและวิศวกร ดังนี้ ข้อที่หนึ่ง วิธีการเล่นต้องเหมือนกันกับแซกโซโฟนทองเหลือง เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่รู้วิธีเล่นพื้นฐานที่ถูกต้อง ข้อที่สอง ต้องให้เสียงเหมือนแซกโซโฟนทองเหลือง เขาไม่ได้ต้องการทำเพื่อแข่งกับตัวราคา 3 แสน แต่เพียงแค่อยากให้คนที่ได้ยินเสียง รู้ว่านี่คือเสียงของแซกโซโฟน และข้อที่สาม ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1 หมื่นบาท

เมื่อไม่ได้เรียนดนตรีขั้นจริงจัง ไม่ได้เรียนออกแบบ ไม่ได้เรียนบริหารธุรกิจ เขาสร้างแซกโซโฟนและทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จระดับโลกได้อย่างไร คือสิ่งที่เราสงสัย

“เราใช้หลักทางฟิสิกส์อ้างอิงการออกแบบทั้งหมดได้นะ เช่น ความยาวคลื่นเสียงที่เกิดจากความยาวของท่อ นั่นแปลว่าความยาวของท่อทองเหลืองและพลาสติกของเราต้องเท่ากัน ไม่เช่นนั้นโน้ตที่ได้จะคนละตัวกัน ความท้าทายคือเราจำเป็นต้องออกแบบชิ้นส่วนพลาสติกให้แข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็ก” คำตอบของพี่เอ่อทำให้เรารู้จักชื่อเรียกเต็มๆ ของแพสชัน นั่นคือการมองความท้าทายเป็นโจทย์ใหม่ๆ ที่ผลักให้เขาอยากตื่นขึ้นมาทำสิ่งนี้ทุกวัน

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

พรจากฟ้า

“แซกโซโฟนคันแรกที่ทำเสร็จก็ยังเป่าไม่ค่อยได้หรอก ตอนนั้นเรานำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 9 ด้วยองค์หนึ่ง และได้รับพระมหากรุณาธิคุณทรงแนะนำแก้ไขบางจุด เราก็ปรับตามที่พระองค์ท่านรับสั่งจนกระทั่งออกมาเป็นแซกโซโฟนที่ขายอยู่จนทุกวันนี้” พี่เอ่อเล่าไปพร้อมกับบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์พักช่วงการสนทนา

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

คนไทยถ้าตั้งใจทำแซกโซโฟนเมื่อไหร่ ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ในช่วงที่พี่เอ่อเริ่มต้นทำ Vibrato ตลาดเครื่องดนตรีในประเทศไทยเองก็ไม่ได้เติบโตโดดเด่นมาก แล้วอะไรทำให้พี่เอ่อมั่นใจ ยอมลงทุนหลักสิบล้านไปกับแม่พิมพ์เครื่องดนตรีที่มีรายละเอียดและชิ้นส่วนมากมาย เราสงสัย

“เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะเราถูกใจเสียงแซกโซโฟนของเรา เรามั่นใจว่ามีคุณภาพสู้แซกโซโฟนทองเหลืองราคา 6 – 7 หมื่นได้โดยไม่ต้องกลัว นอกจากข้อได้เปรียบเรื่องราคา เราพบว่ามีตลาดต่างประเทศที่ต้องการสินค้าเรา

“ในการขอยื่นจดสิทธิบัตรมีข้อกำหนดว่าเราต้องเผยแพร่ข้อมูลการออกแบบแซกโซโฟนแก่สาธารณะ บนเว็บไซต์ของเราเพื่อป้องกันการลอกเลียนผลิตซ้ำ ทำให้ไม่กี่วันหลังจากนั้น เริ่มมีคนส่งอีเมลเข้ามาติดต่อขอข้อมูลและรายละเอียดการสั่งซื้อ” เอ่อเล่าถึงต้นทางของอีเมลนับสิบนับร้อยมาจากข่าวสารในเว็บบอร์ดของคนรักแซกโซโฟนของประเทศต่างๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวมาก่อน

เมื่อพบว่าชาวต่างชาติให้ความสนใจแซกโซโฟนพลาสติกของเขา พี่เอ่อจึงตั้งเป้าหมายออกบูทเดบิวต์ Vibrato ที่งานแสดงเครื่องดนตรีอย่างเป็นทางการ

ในโลกของดนตรีมีงานมหกรรมดนตรีระดับโลกอยู่ 3 งาน หนึ่งในนั้นคืองาน Musikmesse ที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เป็นงานใหญ่ที่มีขนาดเท่ากับอิมแพ็ค เมืองทองธานี 11 อิมแพ็คฯ แต่ละตึกจัดแสดงเครื่องดนตรีชิดเดียวทั้งตึก เช่น กีตาร์ทั้งตึก เปียโนทั้งตึก

“3 วันแรกเป็นการแสดงสินค้ากับผู้แทนจำหน่ายและนักดนตรี ก่อนจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปทดลองเล่นในวันที่สี่ บูทของ Vibrato เป็นบูทเดียวที่มีคนต่อแถวรอตั้งแต่เช้าจรดเย็น เพราะเราใหม่จริงๆ ไม่เคยมีใครเห็นแซกโซโฟนสีขาวมาก่อนในโลกนี้ แถมยังเป็นพลาสติกน้ำหนักเบา เด็กตัวเล็กตัวน้อยเข้าแถวมาดูกันเต็มเลย แล้วถามว่า ‘นี่เป็นของจริงหรือเปล่า มันเล่นได้จริงหรือเปล่า’”

เหมือนฝันที่เป็นจริง พี่เอ่อจดจำบรรยากาศและความรู้สึกทั้งหมดจากการได้เห็น Vibrato กลายเป็น International Brand ภายในข้ามคืน “วันรุ่งขึ้นทุกคนรู้จัก Vibrato รู้ว่าเราเป็นแบรนด์แซกโซโฟนมาจากประเทศไทย ชาวต่างชาติทุกคนรู้จักหมดยกเว้นคนไทยด้วยกัน จนถึงวันนี้ ยอดขายจากคนไทยคือ 0.5 ขณะที่ยอดขายอันดับหนึ่งมาจากญี่ปุ่น”

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

แซกโซโฟนที่นักดนตรีมืออาชีพเลือกใช้

ทั้งๆ ที่โจทย์แรกของ Vibrato คือการผลิตแซกโซโฟนน้ำหนักเบาในราคาที่เป็นมิตรเพื่อเพิ่มจำนวนนักเรียนแซกโซโฟนในวงการดนตรี แต่จากข้อมูลยอดขาย พบว่ากว่า 70% ของลูกค้า Vibrato คือนักดนตรีมืออาชีพและนักดนตรีฝึกหัดที่เล่นแซกโซโฟนจริงจัง โดยข้อดีของลูกค้ากลุ่มมืออาชีพคือทำให้พี่เอ่อและทีมได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์มากมาย ก่อนจะนำมาปรับใช้กับการออกแบบแซกโซโฟนรุ่น Tenor ซึ่งแก้ข้อผิดพลาดที่เคยเกิดกับรุ่น Alto เกือบทั้งหมด เช่น Pad ที่แข็งแรงขึ้นจากที่เคยกดแล้วยุบ รวบไปถึงกลไกเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่

“แม้ข้อมูลยอดขายจะแสดงผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับความตั้งใจแรก ซึ่งเด็กๆ หรือนักดนตรีระดับ Beginner ก็ยังคงอยากได้ Vibrato อยู่ แต่เราต้องไม่ลืมว่าเมื่อเราเป็นเด็ก เราจะอยากได้ของที่ผู้ใหญ่ใช้เพราะมันดูเท่ ซึ่งเมื่อถึงวันที่เหล่าวัยรุ่นเห็นผู้ใหญ่ใช้ Vibrato อยู่บนเวที เขาก็จะเกิดความมั่นใจและอยากได้ขั้นมาจริงๆ” พี่เอ่อเล่าถึงกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหลังจากเห็นไอดอลในวงการใช้ Vibrato

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

อยู่ต่อเลยได้ไหม

หลังจากขาย A1 มาตลอด 8 ปี เวอร์ชั่นล่าสุดของ Vibrato Alto Saxophone คือ A1SIII และเร็วๆ นี้จะมี Vibrato รุ่น A2 ซึ่งพัฒนาจากตัวแรก แต่ที่น่าสนใจมากที่สุดคือการทำแซกโซโฟนที่ให้คนซื้อต่อประกอบด้วยตัวเอง

“ไม่ยากนะ ไขน็อตอย่างเดียวและทำตามคู่มือที่ให้ไปกับกล่อง เพราะเรื่องที่ใหญ่กว่าคือเรื่องการตั้งเสียง” พี่เอ่อย้ำรอบที่ 3 หลังแอบเห็นพวกเราทำหน้าไม่มั่นใจ

จะมีสักกี่ครั้งที่จะได้ต่อประกอบแซกโซโฟนของตัวเอง สิ่งที่พี่เอ่อกังวลมากกว่าการต่อประกอบคือการตั้งเสียงให้ถูกต้องซึ่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แม้แต่คู่ค้าตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศก็ยังสั่งรุ่นต่อประกอบแบบพร้อมใช้งานมากกว่าจะเลือกประกอบชิ้นส่วนเอง เพราะมีความเสี่ยงเรื่องเสี่ยงที่ผิดเพี้ยน แต่เขายืนยันว่าไม่ขอยอมแพ้ แม้จะต้องทำคู่มือช่วยสอนการตั้งเสียงด้วยตัวเองที่ใช้ตั้งเสียงได้จริง

“บริษัทเราเล็กมาก สิ่งสำคัญเดียวที่เรามีคือนวัตกรรม ที่ขายได้อย่างทุกวันนี้เพราะเราเป็นแซกโซโฟนขนาด Alto ที่เบาที่สุดในโลก เป็นแซกโซโฟนตัวแรกที่กันน้ำ 100% ใช้คอยสปริง ไม่ต้องการดูแลรักษามากเท่าตัวที่ทำจากทองเหลือง จะเห็นว่ามีคำว่าครั้งแรกของโลกอยู่ในนั้นเต็มไปหมด มันง่ายมากที่เราจะทำแซกโซโฟนขนาด Tenor ด้วยวิธีการเดิม แต่ปัญหาจากการผลิตแซกโซโฟนที่ผ่านมาของเรา ซึ่งเป็นปัญหาคอขวดอยู่ทุกวันนี้ คือเวลาที่ช่างฝีมือใช้ต่อประกอบแซกโซโฟน 1 ตัว และวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหานี้ได้ก็คือต้องให้ลูกค้าประกอบแซกโซโฟนของตัวเองขึ้นมา” พี่เอ่อเล่าที่มาของแซกโซโฟนต่อประกอบ ขนาด Tenor ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรา

“แม้จะประกอบด้วยชิ้นส่วนจำนวนมาก แต่เชื่อเถอะถ้าคุณต่อเก้าอี้ของอิเกียได้ คุณต่อแซกโซโฟนของเราได้แน่”

พี่เอ่อเล่าข้อดีของการทำแซกโซโฟน DIY สำหรับลูกค้าซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ ว่าวิธีการนี้จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือประจำร้านเครื่องดนตรี เพราะหากชิ้นส่วนมีปัญหาก็ซื้อเฉพาะส่วนไปเปลี่ยนไม่จำเป็นต้องส่งแซกโซโฟนซ่อมทั้งตัวอย่างที่เคย

ขณะที่ข้อดีของลูกค้าคือ นอกจากจะซื้อแซกโซโฟนในราคาที่ถูกลงเพราะไม่มีค่าประกอบแล้ว ยังได้รู้จักกลไกภายในของแซกโซโฟน เพราะทำมากับมือ สำหรับข้อดีที่เกิดขึ้นกับบริษัทเอง คือการขยายสินค้าเปิดขายขายอะไหล่เปลี่ยนหรือชิ้นส่วนเสริมเพื่ออัพเกรดแซกโซโฟนได้ โดยไม่ต้องออกรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างอย่างที่เคย แซกโซโฟนจึงดีขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากมาย

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

รางวัลแด่คนช่างฝัน

ในกระบวนการทำงานทั้งหมด พี่เอ่อเล่างานส่วนที่เขาชอบที่สุดให้ฟังว่า เขาชอบความรู้สึกเมื่อนำแซกโซโฟนไปส่งถึงมือของนักดนตรีมืออาชีพ นอกจากจะชอบฟังความคิดเห็นทั้งที่ชอบและไม่ชอบ เขายังชอบสังเกตแววตาของนักดนตรีขณะเล่นแซกโซโฟนของ Vibrato แล้วเก็บเกี่ยวสะสมเป็นรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการทำงาน

และในการเป็นแบรนด์ระดับโลก พี่เอ่อเล่าว่า สิ่งสำคัญนอกจากการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้งานแล้ว ก็คือการบริการ

“สิ่งหนึ่งที่ยึดมั่นเสมอคือการบริการ เราพยายามให้ลูกค้าได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ เช่น ครั้งหนึ่งเราเคยทำแซกโซโฟนสีใสทั้งตัวจำนวน 100 ตัว ซึ่งขายหมดในเวลาไม่นาน แต่ยังมีลูกค้าบางประเทศอยากได้ เราก็กำหนดจำนวนสั่งขั้นต่ำแล้วออกแบบเป็น Edition พิเศษที่มีขายเฉพาะประเทศนั้นๆ เท่านั้น เราอยากมอบความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟแก่พวกเขา” พี่เอ่อเล่าก่อนจะทิ้งท้ายความสุขจากการเห็น Vibrato เติบโตอย่างทุกวันนี้

“เราสนุกกับการแก้โจทย์และคิดอะไรใหม่ๆ ใส่แซกโซโฟนของเราจนออกมาถูกใจถึงสั่งขึ้นแม่พิมพ์สำหรับผลิต Vibrato ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาทุกเช้า ได้ทดลองฟังเสียงของแซกโซโฟนจากชิ้นส่วนใหม่ๆ อย่างวันนี้ที่เราทำ Tenor สำเร็จแล้วเราอาจจะสนุกน้อยลงไป แต่ก็มีอะไรให้คิดค้นอยู่ตลอด อนาคตเราอยากทำแซกโซโฟนขนาดโซปราโนไว้สำหรับพกพา”

Vibrato, แซกโซโฟนพลาสติก

The Rules

  1. ต้องสนุกกับสิ่งที่ทำ
  2. มองว่าปัญหาทุกปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา
  3. คิดถึงแววตาและความสุขของลูกค้าที่ได้เล่นแซกโซโฟนของ Vibrato

Vibrato Saxophone

www.vibratosax.com
Facebook: Vibratopage

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load