7 ปีที่แล้วเมื่อหนัง The Avengers ออกมา ในฉากแรกของหนัง โทนี่ สตาร์ก ใส่เกราะ Iron Man ดำลงไปจัดการกับท่อใต้น้ำ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นดูแล้วรู้สึกตราตรึงมาก เพราะมันเท่สุดๆ ไปเลย

มาถึงวันนี้ ฉันเพิ่งได้พบว่าหุ่นยนต์ที่ทำงานใต้น้ำแบบนั้นมีอยู่จริง ถึงรูปร่างภายนอกจะไม่หล่อเท่เท่า Iron Man แต่ความเท่คือการทำงานได้จริงแบบไม่ต้องใช้ CG แสดงแทน แถมสร้างโดยฝีมือคนไทยเองนี่แหละ

นี่คือหนึ่งในผลงานอันแสนภาคภูมิใจของ ‘AI and Robotics Ventures’ หรือ ARV

บริษัทลูกของ ปตท.สผ. แห่งนี้เพิ่งเปิดมาได้ 1 ปีหมาดๆ แต่ก็มีผลงานน่าประทับใจอย่างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำแบบอัตโนมัติตัวแรกของโลก รวมถึงหุ่นยนต์ซ่อมท่อใต้น้ำ โดรนสำหรับตรวจสอบในที่สูง และโดรนแปรอักษรที่แสดงครั้งแรกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 และในโอกาสสำคัญ

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

ผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ของบริษัทอาจดูไกลตัว เพราะเป็นของใช้ในอุตสาหกรรมเสียส่วนใหญ่ แต่พอฟังเรื่องราวเบื้องหลัง ก็ได้เห็นธุรกิจที่เกิดจากความใจรัก ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ 

“เด็กผู้ชายทุกคนก็ต้องเคยฝันจะทำหุ่นยนต์ทั้งนั้นแหละ” ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปของ ARV บอกเรา

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปของ ARV

เขาเป็นหนึ่งในคนที่หลงรักหุ่นยนต์ ตื่นเต้นกับรถแทร็กเตอร์คันใหญ่ๆ และสนุกกับการใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ในขณะที่คนอื่นอาจสนใจเข้าร่วมชมรมสันทนาการสนุกสนาน ดร.ธนา กลับเป็นหัวหอกตั้งชมรมหุ่นยนต์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าไม่นานหลังจากนั้นจะกลายมาเป็นธุรกิจใหม่ที่มีส่วนส่งเสริมธุรกิจหลัก ปตท.สผ.

จากตรงนั้น กลายมาเป็นธุรกิจหุ่นยนต์เปลี่ยนโลกได้อย่างไร พวกเขาเปลี่ยนอะไรไปบ้าง ลองไปฟัง

เปลี่ยนเวลาว่างเป็นเวลาเรียนรู้

ที่จริงแล้ว ดร.ธนา ไม่ได้ทำงานด้านนี้มาก่อน

งานเดิมของเขาในบริษัทคือวิศวกรโครงการ มีหน้าที่คอยดูแลงานออกแบบและก่อสร้างในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แต่เมื่อช่วง 5 ปีที่แล้ว จู่ๆ หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ก็กลายเป็นหัวข้อฮิตระเบิด เกิดบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านนี้จำนวนมาก ธุรกิจหุ่นยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ที่ประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยเฉพาะในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปของ ARV

เมื่อกระแสแห่งโลกอนาคตมา ชายผู้รักหุ่นยนต์อยู่แล้วก็อยากเข้าไปร่วมแจมด้วย

และในเมื่อ ปตท.สผ. สนับสนุนให้พนักงานมีกิจกรรมชมรมนอกเวลางาน เขาจึงใช้โอกาสนี้เริ่มทำชมรมหุ่นยนต์เสียเลย

ผลงานในช่วงแรกของชมรม คือการชวนพนักงานที่สนใจในหุ่นยนต์ ทั้งที่มีความรู้พื้นฐานและที่ไม่มี มาทำกิจกรรมร่วมกันช่วงเสาร์-อาทิตย์ ประเภทกิจกรรมก็มีตั้งแต่สอนเขียนแอปพลิเคชัน ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงประกอบและบินโดรนเล่นกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีหลากหลาย บางครั้งพนักงานก็พาครอบครัวมาร่วมสนุกด้วย

อีกด้านของชมรม คืองานวิจัยและทดลองที่ทำให้บริษัทอย่างอิสระ พวกเขามองโจทย์จากงานประจำ แล้วลองออกแบบหุ่นยนต์ที่จะแก้ปัญหาดู

ในช่วงของการเป็นชมรม แม้ ปตท.สผ. จะให้งบประมาณสำหรับการทดลอง แต่ต้นทุนการสร้างหุ่นยนต์นั้นก็ช่างสูงจนต้องแบ่งสรรปันส่วนใช้อย่างจำกัด พวกเขาจึงได้เรียนรู้การบริหารเงินตั้งแต่วันนั้น

เปลี่ยนคนเป็นหุ่นยนต์

ธุรกิจหุ่นยนต์มีหลายแบบ แต่ที่ ดร.ธนา และเพื่อนๆ สนใจ คือแบบ B2B หรือหุ่นยนต์ที่ใช้ในภาคธุรกิจ 

ก่อนโลกจะมีหุ่นยนต์ มีงานในอุตสาหกรรมหลายงานที่มนุษย์ต้องลงมือลงแรงทำเอง ซึ่งหลายสถานการณ์มีความเสี่ยงต่อชีวิตไม่น้อย เช่น การดำน้ำลงไปใต้ทะเลลึกกว่า 60 – 70 เมตร เพื่อซ่อมท่อส่งปิโตรเลียม หรือการประกอบนั่งร้านข้างปล่องเผาก๊าซ (Flare Stack) ที่มีความสูงกว่า 150 เมตร เพี่อสำรวจและซ่อมบำรุง ฟังแล้วก็มีแต่งานเสี่ยงอันตรายทั้งนั้น

เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเติบโต ก็เกิดหุ่นยนต์ที่เข้ามาช่วยลดความเสี่ยง ด้วยการบินไปในอากาศ หรือดำลงไปทำงานใต้ทะเลลึกแทนมนุษย์

แต่หุ่นยนต์เหล่านี้เป็นประเภท ROV (Remote-Operated Vehicle หรือหุ่นยนต์ที่ควบคุมระยะไกล) ซึ่งมีข้อจำกัด เมื่อหุ่นยนต์อยู่ใต้น้ำลึกที่ไม่มีสัญญาณผ่านลงไปถึง ระบบการสื่อสารทางไกลใช้ไม่ได้ แปลว่าก็ยังต้องมีสายเชื่อมหุ่นยนต์กับคนควบคุมอยู่บนเรือที่ผิวน้ำ ส่วนเรือก็ต้องมีคนขับ คนดูแล ค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยรวมแล้วนับว่ามีค่าใช้จ่ายสูงมากอยู่ 

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

ด่านใหม่ที่ยังไม่มีใครตีแตก คือการทำหุ่นยนต์ ‘Autonomous’ ‘อัตโนมัติ’ หรือหุ่นยนต์ที่ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาติดตามควบคุม

และนี่แหละคือเส้นชัยเส้นใหม่ที่บริษัทหุ่นยนต์ทุกแห่งกำลังวิ่งแข่งเข้าหา

เปลี่ยนตัวตนเป็นข้อได้เปรียบ

การเห็นตลาดนี่แหละที่เขาหยิบมาเป็นอาวุธหลักในการต่อสู้ในวงการนี้

หุ่นยนต์ที่ทำออกมาแล้วมีคนซื้อ คือหุ่นยนต์ที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้จริง ดังนั้น ถ้าเอาปัญหาที่พบเป็นตัวตั้ง แล้วผลิตหุ่นยนต์ตอบโจทย์เหล่านั้น ก็การันตีการขายได้ไม่น้อยแล้ว 

ดร.ธนา และทีมต่างก็รู้ตัวถึงความโชคดีของตัวเองที่อยู่ใน ปตท.สผ. ได้สัมผัสกับธุรกิจที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็นโดยตรง แถมยังมีกรณีศึกษาในสถานการณ์จริงให้ทำความเข้าใจได้รอบด้าน พวกเขายึดจุดนั้นเป็นหลัก และพยายามสร้างหุ่นยนต์ให้ตอบโจทย์มากที่สุด เพื่อขายให้ ปตท.สผ. และแม้ตอนนี้บริษัทแม่จะเป็นลูกค้าหลัก แต่บริการหุ่นยนต์ของ ARV ก็นำไปใช้ได้กับธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ด้วย

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

ไม่ใช่แค่นั้น การอยู่ใต้บริษัทแม่แบบนี้ ทำให้มี ‘สนาม’ (Playground) ให้ลองนำหุ่นยนต์ต้นแบบไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริง เช่น การมีปล่องเผาก๊าซฯ (Flare Stack) ให้ลองบินโดรนไปตรวจสอบ หรือท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเลสำหรับให้ลองนำหุ่นยนต์ลงไปทำงาน

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

ดร.ธนา บอกเราว่า ถ้าเปลี่ยนโจทย์ไป เขาก็ยังจะยึดมั่นตามแนวคิดนี้ เช่นในปัจจุบันที่พวกเขากำลังสนใจปัญหาในอุตสาหกรรมการเกษตรอยู่ แต่ตั้งเป้าว่าจะไม่ทำเทคโนโลยีซ้ำกับที่ตลาดมีอยู่หรือที่ผู้ประกอบการรายย่อยทำแน่นอน

“ถ้าปัญหาไหนมีคนแก้แล้วเราไม่ต้องทำ เราไปแก้ปัญหาที่คนอื่นยังแก้ไม่ได้หรืออาจจะยังไม่มีกำลังที่จะทำดีกว่า” เขาบอกเรา

เปลี่ยนชมรมเป็นธุรกิจ

แม้จะมีข้อได้เปรียบดีๆ อยู่แล้ว แทนที่จะเริ่มจากการตั้งบริษัท พวกเขากลับอยู่เป็นชมรมมาหลายปีจนเพิ่งได้ตั้งบริษัทมาไม่ถึงปีนี่เอง

ดร.ธนา แอบสารภาพว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ใจร้อน เมื่อรู้ว่าในตลาดมีบริษัทหุ่นยนต์เกิดขึ้นมาเพียบ ความหวาดหวั่นว่าจะลงมือทำสายเกินไปยุให้เขาอยากทำบริษัทบ้าง แต่ก็ได้รัับคำแนะนำจากหลายๆ ท่านว่าควรต้องสร้างความมั่นใจให้เห็นชัดก่อนด่วนทำลงไป

พวกเขายึดถือแนวคิด ‘รีบล้มตั้งแต่แรกๆ จะได้เจ็บไม่มาก’ ด้วยการเริ่มจากหยิบไอเดียเล็กๆ มาลองทำดูก่อน หยิบมาสัก 10 ไอเดีย อาจเหลือรอดและคลอดเป็นชิ้นงานที่ใช้งานจริงได้แค่ 2 – 3 ไอเดีย ก็ต้องเตรียมรับมือกับทุนต่างๆ ไประหว่างนั้น เมื่อเริ่มมีงานที่ประสบความสำเร็จ ปีกกล้าขาแข็งจนมั่นใจว่าจะไม่ล้มบ่อยแล้ว จึงค่อยเริ่มก้าวให้ใหญ่ขึ้น หรือลงทุนให้เยอะขึ้นนั่นเอง

พวกเขาทำแบบนั้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งโดรนสำรวจปากปล่องเผาก๊าซ (Flare Stack) บนแท่นผลิตปิโตรเลียมสำเร็จออกมาแล้วดูจะใช้ได้จริง นับเป็นผลงานใหญ่ชิ้นแรกของชมรม ทั้งบริษัทแม่และทีมหุ่นยนต์ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า พร้อมแล้วที่จะชวนคนสายอื่นๆ อาทิ โปรแกรมเมอร์ มาสนับสนุนให้ครบวงจร แล้วตั้งเป็นบริษัทขึ้นมา

“มองกลับไปก็ดีใจนะที่เราไม่รีบร้อนทำไปเลย ถ้าเปิดเป็นบริษัทตั้งแต่แรกเราก็คงยังไม่พร้อม ไม่เหมือนตอนนี้ที่เราพร้อมแล้ว มั่นใจว่าจะทำได้” ดร.ธนาทบทวน

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป

เปลี่ยนจากที่ใหญ่เป็นที่เล็ก

จากการอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ยักษ์อย่าง ปตท.สผ. กลายมาเป็น ARV ที่ตอนนี้มีพนักงานประมาณ 25 คน

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

คุณอาจจะพอสัมผัสได้แล้วว่า ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกับธุรกิจหุ่นยนต์มีความแตกต่างกันหลายอย่าง ทั้งเรื่องความเสี่ยงที่มากขึ้น เพราะงานบางงานอาจออกแบบนานแล้วแต่ไม่ได้ใช้ ต่างจากปิโตรเลียมที่ไม่ว่าอย่างไรผลิตภัณฑ์ก็มีคนซื้อแน่ๆ หรือสภาวะที่ต้องแข่งกับเวลาอยู่ตลอด เพราะในวงการหุ่นยนต์ ใครทำก่อนได้ก่อน หากทำช้าไปเพียงก้าวเดียว งานที่ทำมาหลายปีก็อาจหมดค่าไปได้เลย

แต่ถ้าเสี่ยง ทำไมคนถึงจะอยากมาทำงานแบบนี้

คำตอบจากปาก ดร.ธนา ก็คือความแปลกใหม่ ที่ทำให้ผู้ร่วมงานได้กลับมารื้อฟื้นความสามารถ และฝึกปรือฝีมือกันตลอดทุกโปรเจกต์ที่ไม่ซ้ำเดิมเลย ยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อเป็นบริษัทเล็กที่มีห้องทดลองให้ใครๆ ก็เข้าถึงได้ อยากลองพรินต์สามมิติ หรือลองเขียนโค้ดอะไรก็ทำได้เลยทันที ทุกคนจึงมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของคนอื่น และทุกการเคลื่อนไหวก็จะช่วยกระตุ้นความอยากลอง อยากทำกันเป็นวัฏจักรไป

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป

เมื่อผลงานของตัวเองประสบความสำเร็จ ผู้มีส่วนร่วมทุกคนก็จะได้สัมผัสเองโดยตรง

เรียกว่า ได้สนิทกับงานที่ทำมากขึ้น

เปลี่ยนฝันให้เป็นจริง

เมื่อถามว่าการจะเป็นนักประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่ดีต้องมีคุณสมบัติอะไร ดร.ธนา ให้มา 2 คำ คือความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าลงมือทำจริง

ความคิดสร้างสรรค์ มีไว้คิดจินตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่เคยมีคนทำมาก่อน แม้จะต้องอยู่บนความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีปัจจุบัน แต่ก็ต้องก้าวล้ำไปอีกขั้น เพื่อไม่ให้ซ้ำกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ส่วนความกล้าลงมือทำ คือการกล้าทดลอง กล้าหยิบจับลองผิดลองถูก เพราะหากคิดได้แต่ไม่กล้าทำ ก็ไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่คิดฝันไว้จะเป็นจริงได้อย่างไร

เขาสรุปงานของคนสร้างหุ่นยนต์ไว้อย่างเท่ๆ ว่า “เป็นผู้เชื่อมความฝันกับความจริง”

งานหุ่นยนต์ เหมือนจะนั่งทำคนเดียวได้ แต่ ดร.ธนา บอกว่า “ไม่ได้”

“หุ่นยนต์ประกอบไปด้วยส่วนร่างกาย (Hardware) กับส่วนสมอง (Software) สองส่วนต้องทำงานมีประสิทธิภาพควบคู่กัน หุ่นยนต์ตัวนั้นถึงจะทำงานได้ดี” เขาอธิบาย สื่อความถึงทั้งการสร้างหุ่นยนต์ และการสร้างทีม ที่ต้องมีคนจากหลายด้านมาช่วยกันออกความคิด และออกแรงทำ กว่าจะออกมาเป็นงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์รอบด้าน ไม่มีข้อบกพร่อง

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป

ทีมของ ARV เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ บางส่วนมาจากชมรมหุ่นยนต์เมื่อครั้งนั้น แต่บางส่วนก็คือนักศึกษาที่เคยฝึกงานกับ ดร.ธนา มาก่อน

เปลี่ยนโฉมวงการ

เมื่อเราถามว่าตอนไหนในการทำงานที่มีความสุขที่สุด ดร.ธนา ตอบกลับมาว่า ตอนที่มันเห็นผล

ตอนนี้ ARV มีหุ่นยนต์พร้อมให้บริการ 3 ตัว ตัวแรกคือ โดรนสำหรับงานตรวจสอบ ที่จะเน้นการบินห่างและติดกล้องความละเอียดสูงซูมเข้าไปถ่ายภาพของปากปล่องไฟซึ่งมีความร้อนสูงกว่า 400 องศา ตรวจดูการชำรุด โดรนจึงต้องตรวจจับความร้อนได้ ถ้าเข้าใกล้แล้วร้อนไปเมื่อไร ก็จะถอยออกมาเองโดยอัตโนมัติ นี่คือโดรนที่ใช้จริงในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. และเคยนำไปช่วยน้องๆ ทีมหมูป่าที่ติดถ้ำหลวงด้วย โดยบินทำแผนที่ทางอากาศเพื่อหาโพรงเข้า

ผลงานล่าสุดอีกอย่างที่เห็นคือโดรนแปรอักษรที่ใช้แทนการจุดพลุได้ โดรนหลายร้อยตัวบินขึ้นพร้อมกันแล้วแปรอักษรเป็นรูปต่างๆ ตามที่ใช้ซอฟต์แวร์โปรแกรมไว้ ซึ่ง ARV ได้ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับทำขึ้นสำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และงานที่เขาภูมิใจกัน คือหุ่นยนต์ใต้น้ำอัตโนมัติไร้สายที่บังคับจากระยะไกลได้ ไม่ต้องมีสายระโยงระยาง ไม่ต้องมีเรือคอยตามอีกต่อไป โดยร่วมคิดค้นกับหลายภาคส่วน รวมถึงสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ด้วย

ตอนนี้ ARV กำลังร่วมมือกับบริษัทในนอร์เวย์ผลิตหุ่นยนต์ที่จะวิเคราะห์และซ่อมท่อส่งปิโตรเลียมใต้น้ำได้ และยังมีโดรนดับเพลิงและหุ่นยนต์อีกหลายตัวที่กำลังทำอยู่

“เราจะเป็นเหมือนศูนย์กลางความร่วมมือ เป็นแพลตฟอร์มให้พันธมิตรที่มีไอเดียดีๆ เข้ามาร่วมกันคิดค้น เราจะซัพพอร์ตทั้งความรู้และงบประมาณให้เขา ช่วยกันพัฒนาวงการหุ่นยนต์ไทยให้เติบโตต่อไปได้”

นี่คือผลงานของบริษัทที่ตั้งมายังไม่ครบขวบปีดี ซึ่งเมื่อฟังเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด ก็ปราศจากข้อสงสัยว่าทำงานเจ๋งๆ ขนาดนี้ได้อย่างไร

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

Lesson learnt

งานหุ่นยนต์เป็นงานที่ใช้เวลา ไม่ใช่อยู่กับมันครู่เดียวแล้วจะเสร็จ เพราะต้องปรับแก้ให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ ผลงานเล็กๆ บางชิ้นใช้เวลาหลายเดือนหรือเกือบปี ส่วนงานใหญ่ๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจริง ต้องใช้เวลาหลายปี โดยที่ไม่มีกำหนดชัดเจนแน่นอนว่าเมื่อไรคือสำเร็จเสร็จสิ้น หรือจะมีใครทำได้แซงหน้าก่อนหรือไม่

สิ่งสำคัญที่ต้องมีเพื่อให้อยู่ในธุรกิจนี้ได้ คือความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ความรู้สึกย่อท้อมีแต่จะทำให้งานช้าลงเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องเชื่อว่าทุกอย่างแก้ไขได้ เป็นไปได้ และต้องลงมือทำจนงานออกมาดีที่สุดในเวลาเร็วที่สุดให้ได้

ใครมีไอเดียดีๆ และสนใจจะเป็นพันธมิตรกับ ARV ติดตามได้ที่ AI and Robotics Ventures หรือ arv.co.th

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

28 มิถุนายน 2565
2.34 K

15 ปีที่แล้ว ก่อนเป็น ‘Peaberry Thai’ ที่จำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ในยุคสมัยที่กาแฟ Specialty ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก Peaberry เป็นบริษัทแรก ๆ ในไทยที่มองเห็นความพิเศษของกาแฟ จึงเริ่มเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กที่คอกาแฟหลายคนรู้จักในชื่อ ‘Pacamara Coffee Roasters’ ก่อนจะเห็นโอกาสของตลาดกาแฟที่พร้อมโตได้อีกมาก

จากร้านกาแฟ 1 ร้าน เติบโตเป็นธุรกิจครบวงจรที่นำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟสารพัดอย่างจากทั่วโลก ทั้งเยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ อเมริกา และญี่ปุ่น นำเสนอหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง Giesen, Slayer, Mahlkönig, Compak, Marco, Astoria, Kalita, Urnex และอีกมากมาย

ด้วยความตั้งใจคัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอนให้พิเศษที่สุดสมกับความเชื่อ ‘Selected Toward Specialty’ พระเอกในวันนี้จึงไม่ใช่แค่กาแฟในแก้ว แต่เป็นเรื่องราวความไม่ธรรมดาของกระบวนการและอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว

The Cloud ชวนฟังเรื่องราวสุดพิเศษเหล่านี้กับ คุณเด็บ-วิภา บุญปาลิต Managing Director และ คุณป่าน-ธงธรรม เวชยชัย Deputy Managing Director, Commercial บริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จํากัด ที่นำประสบการณ์การทำธุรกิจมานาน ผสานกับความหลงใหลในกาแฟ สกัดออกมาเป็นความใส่ใจที่อยากเล่าให้ Coffee Lovers ฟัง

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Specialty in Coffee Consult

ก่อนฟังเรื่องราวการทำธุรกิจสุดสเปเชียล ขอเสิร์ฟกาแฟของ Peaberry Thai ให้ชิมก่อนอ่านสักแก้ว

คุณเด็บบอกว่า “กาแฟที่เราทำเป็นกาแฟหวาน เวลาชิมกาแฟ จะชิมว่ารสหวานไหม ไม่ใช่ขมไหม มีความหวานอยู่ในปาก” เป็นความหวานจากรสผลไม้ที่ไม่เหมือนหวานจากน้ำตาล มี After Taste แตะที่ลิ้น ซึ่งต้องใช้ความละเมียดละไมในการลิ้มรสชาติ

เมื่อเป็นกาแฟแก้วละเมียด อุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องใส่ใจในรายละเอียด ทั้งการคั่ว บด ชง โดยหลักการคัดเลือกสินค้านั้นแสนง่าย คือ ทุกชิ้นและทุกกระบวนการต้องส่งเสริมให้ผลลัพธ์สุดท้าย ออกมาเป็นกาแฟ Specialty แก้วพิเศษสำหรับคนทานตามคอนเซ็ปต์ Selected Toward Specialty นั่นเอง

แบรนด์เครื่องคั่วกาแฟชื่อดังที่ Peaberry Thai เลือกใช้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักเจ้าเดียวในไทย คือ Giesen เครื่องคั่วหน้าตาหล่อเหลาจากยุโรปที่ใช้ในการแข่งขันคั่วกาแฟระดับโลก World Coffee Roasting Championship

คุณป่านเล่าความเป็นมาว่า “เดิม Giesen ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก จึงใช้วัสดุจากเหล็กหล่ออย่างดี ที่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยการทำความร้อนได้ดี ทำให้การคั่วมีคุณภาพ

“จุดเด่นของเครื่อง คือ ปรับแต่งสูตรได้ ปรับความร้อนได้ และสามารถเล่นกับคาแรกเตอร์ของกาแฟได้หลากหลายโปรไฟล์ ทำซ้ำได้ ถ้าชอบโปรไฟล์สูตรนี้ ครั้งต่อไปบันทึกไว้แล้วกลับมาที่โปรไฟล์เดิมได้ แบรนด์พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ควบคุมได้ตามที่ต้องการ”

การใช้เครื่องคั่วกาแฟที่ดี ช่วยดึงคาแรกเตอร์ของกาแฟให้เฉิดฉายออกมาได้เต็มที่ เหมือนมีเพื่อนดีที่สนับสนุนให้คาแรกเตอร์เราเด่นชัดขึ้นมา

สำหรับเครื่องบด Peaberry Thai มีทั้งเครื่องขนาดใหญ่อย่าง Mahlkönig ที่บดกาแฟได้ทั่วถึงและแม่นยำสม่ำเสมอ เน้นความละเอียดของกาแฟที่สเกลไมครอน ในขณะที่แบรนด์ Compak มีลักษณะของเฟืองแตกต่างออกไป ทำให้รสชาติกาแฟออกมาอีกแบบหนึ่ง เพียงทรงเฟืองของเครื่องบดที่ต่างกัน ก็ทำให้รสชาติกาแฟออกมาไม่เหมือนกันแล้ว การขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟจึงไม่ใช่แค่รู้สเปกเครื่อง แต่ต้องรู้ศาสตร์การทำกาแฟอย่างลึกซึ้งด้วย

คุณป่านบอกว่า “ทุกเครื่องมีความพิเศษในตัวเอง เรานำเข้าของมาหลายแบบ ทั้งรุ่นแพงและถูกต่างมีเอกลักษณ์”

เครื่องชงตัวท็อปของร้านคือ Slayer ที่มีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ในการสกัดกาแฟด้วยการพรมน้ำ ค่อย ๆ ดึงความหวานและรสชาติที่ถูกบดออกมาอย่างครบถ้วนละมุนละไม ส่วนแบรนด์ Astoria มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปคือ ความทนทาน ความนิ่ง และความแม่นยำ เหมาะสำหรับร้านกาแฟอย่าง Café Amazon ที่แต่ละสาขาขาย 300 – 500 แก้วต่อวัน

นอกจากนี้ Peaberry Thai ยังมี Coffee Supply หลากหลาย ทั้งแก้วทรงกรวย ดริปเปอร์ แอโรเพรส และอุปกรณ์สกัดกาแฟหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำเชื่อมและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการทำกาแฟหลากหลายวิธีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คุณป่านจึงบอกว่า เราเป็นที่ปรึกษาธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่ขายเครื่อง”

หากอยากทำร้านกาแฟ นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว ยังให้คำปรึกษาได้ทั้งด้านคุณภาพเครื่องดื่มและการทำร้านกาแฟให้ได้กำไร เพียงรู้ราคาที่อยากขายต่อแก้ว ก็คำนวณได้ว่าผู้ประกอบการเหมาะกับอุปกรณ์รุ่นไหน

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

เลือกแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

กาแฟเป็นศิลปะที่พิเศษ ผสมผสานระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ แถมยังต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างมาก การใช้เครื่องชง Slayer ที่มีแรงดันต่างกันแค่บาร์เดียว หรืออุณหภูมิน้ำต่างกันแค่ 1 – 2 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ได้กาแฟรสชาติไม่เหมือนกันแล้ว

หากไม่รู้จริงเรื่องกาแฟ อาจมองว่าเครื่องกรองน้ำ หม้อต้มน้ำ ตาชั่ง และถุง เป็นอุปกรณ์ธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ Peaberry Thai ตั้งใจเลือกแบรนด์เหล่านี้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางทั้งหมด เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อรสชาติกาแฟ

เครื่องกรองน้ำสำหรับกาแฟแบรนด์ BWT มีเทคโนโลยีพิเศษ นอกจากกรองความสกปรกในน้ำออกแล้ว ยังใส่แมกนีเซียมลงไปในน้ำ ทำให้แร่ธาตุจับกับอโรม่าของกาแฟ จนออกมาเป็นกาแฟรสชาติดี

นอกจากนี้ คอกาแฟจะรู้ว่าอุณหภูมิและสเกลต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่ต้องเป๊ะ หม้อต้มน้ำ Marco สำหรับกาแฟ Specialty มีหัวก๊อกที่ตั้งอุณหภูมิน้ำได้เสถียร ไม่คลาดเคลื่อน ได้น้ำร้อนไวตามที่ต้องการ มีทั้งหัวก๊อกน้ำร้อน น้ำเย็น โซดา สะดวกต่อคนใช้งาน ทำให้ขายได้เร็วขึ้นและมีรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะกับตั้งประดับที่บาร์กาแฟ

ส่วนตาชั่งสำหรับกาแฟโดยเฉพาะ จะมีสเกลไวและนิ่ง ต่างจากตาชั่งทั่วไปที่คลาดเคลื่อนในหน่วยทศนิยม เหมาะกับการชั่งกาแฟที่ต้องละเอียดในหน่วยกรัม ใส่สูตรการชงเข้าไป แล้วแชร์สูตรกับกลุ่มคนรักกาแฟผ่านแอปพลิเคชัน หรือเข้าไปดูสูตรของแชมป์บาริสต้าได้

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟโดยเฉพาะ เพราะกาแฟเก่ามักมีกลิ่นคล้ายกระดาษโรเนียวเก่า หากไม่ใช้น้ำยาพิเศษจะทำให้รสชาติในแก้วเปลี่ยน ส่วนถุงที่เก็บเมล็ดกาแฟก็ต้องสั่งทำพิเศษหนา 4 ชั้น ใช้เวลาทดสอบถุงเป็นปีด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่ารักษาคุณภาพกาแฟให้อยู่ได้นาน

ด้วยศาสตร์ของกาแฟที่ละเมียด ทำให้คนทำธุรกิจต้องละเอียดตามไปด้วย ใส่ใจในสิ่งธรรมดาที่ทำให้ผลลัพธ์ของสินค้าออกมาไม่ธรรมดา

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Coffee Wisdom จากการลงลึกหน้างาน

เมื่อถามว่าทำอย่างไร ถึงสะสมความรู้ด้านกาแฟจนรู้จริงและเชี่ยวชาญในการเลือกอุปกรณ์กาแฟต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้

คำตอบของคุณป่านคือ “ต้องลงลึก ลงพื้นที่จริง ไปขึ้นดอย คุยกับคนที่ทำจริง ทำงานกับเกษตรกร ไปดูสายพันธุ์ เก็บหน้าดินมาทดสอบ” ผนวกด้วยหลงใหลในศาสตร์กาแฟ ทำให้พัฒนาร่วมกับเกษตรกรต่อไปได้เรื่อย ๆ จากกาแฟเชอร์รี่เม็ดแดงสุกก่ำ คัดด้วยมือทีละเม็ดผ่านโรงสีและโรงคั่วของแบรนด์ ออกมาเป็นสารกาแฟตั้งต้นที่คุมคุณภาพในทุกกระบวนการ

Peaberry Thai Estate ยังคิดค้นกาแฟ Thai Single Origin ที่บ่มและหมักด้วยเมล็ดกาแฟไทย มีทั้งไอยรารัญจวนจากดอยช้าง เสน่ห์นางนอนจากดอยผาฮี้ และผกาชมพูจากแม่จันหลวงที่มีต้นผกาชมพูปลูกอยู่ มีกาแฟเบลนด์จากทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเด็บบอกว่า “การที่เรามีอุปกรณ์และเครื่องของตัวเอง มีผู้เชี่ยวชาญดูในแต่ละขั้นตอนทั้งหมด ทำให้คุมคุณภาพได้ครบวงจร มั่นใจคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่ามีของดีทุกขั้นตอน”

สิ่งสำคัญคือ Peaberry Thaiไม่ได้ขายแค่กาแฟแล้วบอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่บอกได้ว่าทำไมและทำอย่างไรกาแฟถึงมีคุณภาพดี ลงมือทำเองหน้างานจริงแล้ว จึงแนะนำลูกค้าต่อได้ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบใด ใช้ดริปเปอร์แบบไหน แล้วส่งผลให้กาแฟเป็นอย่างไร แนะนำสูตรเครื่องดื่มให้ผู้ประกอบการได้ เซลล์ขายเครื่องมีประสบการณ์และความรู้ด้านกาแฟ ก็แนะนำการใช้เครื่องได้ ส่วนบริการหลังการขายนั้นยังรับซ่อมและแนะนำลูกค้าถึงที่ได้อีกด้วย โดยมีศูนย์บริการถึง 16 สาขาทั่วประเทศ

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

รู้ใจลูกค้า ไม่แพ้เข้าใจกาแฟ

ทุกวันนี้ Peaberry Thai มีโชว์รูม 2 สาขา คือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟครบวงจร เน้นกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟ ส่วน Pacamara Coffee Roaster คือ ร้านกาแฟที่เป็นธุรกิจค้าปลีกของบริษัทภายใต้สโลแกน Everyday Specialty กาแฟคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง อยากเข้าถึงคนดื่มกาแฟอย่างแพร่หลายและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจครบวงจรของ Peaberry Thai ทำให้ส่งผลดีต่อร้านกาแฟอีกทอด บาริสต้ารู้เรื่องราวกาแฟตั้งแต่ปลูก สามารถถ่ายทอดเรื่องราวก่อนมาเป็นเครื่องดื่มในแก้วให้ลูกค้าฟังได้ เติมเสน่ห์ที่คุณเด็บบอกว่าเป็นหัวใจของธุรกิจคือการเข้าใจลูกค้า “เรารู้ใจลูกค้า เข้าใจว่าคนดื่มกาแฟกำลังมองหาอะไร เข้าร้านมาแล้วถูกใจไหม เราอธิบายข้อมูล เล่าเรื่อง Behind the Cup ให้คนเข้าใจเรื่องราว ใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เสิร์ฟให้ลูกค้า นี่คือสิ่งที่เราทำ”

สำหรับคอกาแฟพิเศษ Pacamara เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ชอบลองกาแฟรสชาติหลากหลาย จึงเสาะหา Cup of Excellence (กาแฟดีจากทั่วโลก ที่ผ่านการให้คะแนนโดยนักชิมรสชาติกาแฟมืออาชีพ) ใน Rank 1 – 22 มากระจายขายใน 20 กว่าสาขาของ Pacamara ทำเป็น Coffee Hunt ให้คอกาแฟไปเสาะหาลองชิม

คุณป่านอธิบายว่า “Coffee Lovers ในไทยแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งคนดื่มกาแฟวันละหลายแก้วทุกวันที่ต้องการความเข้มและสตรอง หรือคนดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่ชอบลิ้มรสชาติกาแฟ” ดังนั้น แม้สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ Specialty เป็นประจำ ก็ต้องการดื่มกาแฟที่ปรับรสชาติได้ในแบบที่แต่ละคนชอบ กาแฟพิเศษจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะสามารถปรับรสชาติได้อย่างละเอียด เช่น ผสมรส Nutty ของกาแฟบราซิลกับรส Floral จากเอธิโอเปียด้วยกันได้

ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์กาแฟของ Peaberry Thai และร้านกาแฟ Pacamara นั้นส่งผลดีต่อกัน เมื่อเกิดเทรนด์ Coffee Culture ที่คนนิยมตามหาคาแรกเตอร์ของกาแฟมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กาแฟโตตามไปด้วย ช่วงที่ผ่านมาตลาดกาแฟยังโตขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้หลายคนลงทุนซื้อแอโรเพรส Espresso Machine เครื่องชงกาแฟแบบออโต้ หรืออุปกรณ์ดริปต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละคนมาไว้ที่บ้าน

ทั้งคู่บอกว่า นี่คือโอกาสทางธุรกิจในการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟแก่ลูกค้า และตอบโจทย์ให้คนรู้จักกาแฟ Specialty มากขึ้น หากคนเข้าใจสุนทรีย์ของกาแฟ ว่าคือการดื่มด่ำความสุขกับกาแฟไม่ใช่คาเฟอีน ก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกอุปกรณ์ทำกาแฟอย่างละเมียดละไม

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Seasonal Problems

“Pacamara ทำให้เข้าใจว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟกำลังเผชิญกับอะไร พอมีร้านกาแฟของเราเอง เรายิ่งเข้าใจปัญหาหน้าบ้านและความซับซ้อนของร้านกาแฟ เพราะเจอสถานการณ์เดียวกัน” คุณป่านเล่า

ความท้าทายของธุรกิจกาแฟ คือ ปัจจัยที่ไม่แน่นอนและควบคุมยากอย่างดินฟ้าอากาศที่ล้วนส่งผลต่อการปลูกกาแฟ เช่น ปีที่ผ่านมาบราซิลหิมะตกหนักมากจึงขาดแคลนกาแฟทั่วโลก เมื่อสภาพแวดล้อมของแต่ละปีไม่เหมือนกัน กาแฟที่ปลูกแต่ละปีจึงไม่เหมือนกันตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารจัดการกาแฟทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อทำธุรกิจกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความท้าทายจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนจึงยิ่งทวีคูณมากขึ้นจากหลายทิศทางรอบตัว

2 ปีที่ผ่านมาในช่วงโรคระบาดโควิด-19 มีบริษัทล้มไปเยอะมาก หน้าร้านหลายสาขาของ Pacamara ต้องปิดตัวลงเช่นกัน

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

เมล็ดกาแฟแพงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวในการบริหารจัดการหาวิธีคั่วกาแฟอย่างไร ไม่ให้สูญเสียต้นทุนกาแฟที่มีค่าดั่งเพชร ปรับสัดส่วนการขายสินค้า ออกสินค้าใหม่ในช่วงโควิดอย่างกาแฟกระป๋อง Unicorn ภายใน 1 สัปดาห์ 

ในการทำธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่เบลนด์กาแฟให้อร่อย แต่ต้องรู้จักเบลนด์ไอเดียของหลายคนเข้าด้วยกันให้เกิดทีมเวิร์ก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่เปลี่ยนไปทุกวัน เหมือนรสชาติกาแฟที่ผันเปลี่ยนตามฤดูกาล

เข้าใจฤดูกาลก่อน แล้วจึงหาวิธีรับมือ เข้าใจปัญหาให้ได้ก่อน แล้วจึงหาวิธีแก้ พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ทั้งคู่สรุปว่า ทุกธุรกิจมีความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่ามีวิธีรับมืออย่างไร เคล็ดลับของคุณเด็บที่คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารมา 30 ปี คือ “ความรู้ในสินค้าของแต่ละธุรกิจเป็นคนละแบบ แต่หลักการการดูแลธุรกิจใกล้เคียงกัน”

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า “หลักการยังไม่เท่ากับความตั้งใจ หลักการเกิดขึ้นในถุงกาแฟใบนี้ที่ตั้งใจให้ลูกค้าได้รับกาแฟที่ดี อยู่ในช่วงเหมาะสมในการทานมากที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่เดินเข้าคลัง จะนับวันว่าสต็อกมีกาแฟคั่ววันที่เท่าไหร่บ้าง”

ในขณะที่คุณป่านผู้ทำธุรกิจควบรวมกิจการมาก่อน ได้ประยุกต์ใช้หลักการวางแผนหาช่องทางการทำรายได้ใหม่ และวางโครงสร้างธุรกิจมาใช้กับธุรกิจกาแฟ

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

คอเดียวกัน

คุณเด็บและคุณป่านบอกว่า อยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ด้วยกัน อยากเป็นบริษัทที่จริงจังกับการเป็นคนรักกาแฟ และคนรักกาแฟอยากทำงานด้วย โดยตั้งใจเชื่อมต่อองค์ความรู้ของคนรักกาแฟ จากทั้งเจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ เกษตรกร จนถึงลูกค้า สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนทำกาแฟด้วยกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

คุณเด็บบอกว่า “เราคือคนรักกาแฟ ลูกค้าก็เป็นคนรักกาแฟ เราคือผู้ขาย เขาคือผู้ซื้อ แค่มีสถานะที่ต่างกันแต่จริง ๆ เรามีรสนิยมที่เหมือนกัน ทั้งเราและลูกค้าต่างชอบดื่มกาแฟ อยากได้กาแฟที่แปลกใหม่”

เพราะเป็นแบรนด์ไทยที่เปิดร้านกาแฟ ทำให้มีเป้าหมายเหมือนกันกับผู้ประกอบการกาแฟ คือทำอย่างไรให้ส่งต่อคุณค่าของกาแฟได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น และขยายธุรกิจให้เติบโตได้มากขึ้น

ในต่างประเทศตลาดกาแฟ Specialty เริ่มต้นมาก่อนไทย วันนี้ Peaberry Thai อยากทำกาแฟไทยเทียบเท่าต่างประเทศให้ได้ อยากสร้าง Coffee Culture ในไทยที่คนดื่มกาแฟบนรสชาติกาแฟ โดยเชื่อว่าเมื่อกาแฟดี อุปกรณ์ดี มีบุคลากรที่เข้าใจกาแฟอย่างถ่องแท้ ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ และเมื่อตลาดกาแฟ Specialty เติบโตขึ้น แปลว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟทุกคน รวมทั้ง Peaberry Thai ก็ยิ่งโตไปได้อีกแน่นอน

เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Lessons Learned

  1. หลงใหลและลงลึกจนเชี่ยวชาญ รู้ดีที่สุดในสิ่งที่ทำจากความชอบและลงมือทำจริงหน้างาน ทำให้คัดเลือกสินค้าและแนะนำลูกค้าได้อย่างช่ำชอง
  2. ไม่ปล่อยผ่านในทุกรายละเอียด ใส่ใจทุกปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ของธุรกิจ ทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพอย่างมั่นคง
  3. นำเสนอความพิเศษให้ลูกค้า สินค้าที่พิเศษมาจากทุกกระบวนการที่พิเศษ  พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังให้ลูกค้ารับรู้ถึงความไม่ธรรมดานั้น

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load