7 ปีที่แล้วเมื่อหนัง The Avengers ออกมา ในฉากแรกของหนัง โทนี่ สตาร์ก ใส่เกราะ Iron Man ดำลงไปจัดการกับท่อใต้น้ำ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นดูแล้วรู้สึกตราตรึงมาก เพราะมันเท่สุดๆ ไปเลย

มาถึงวันนี้ ฉันเพิ่งได้พบว่าหุ่นยนต์ที่ทำงานใต้น้ำแบบนั้นมีอยู่จริง ถึงรูปร่างภายนอกจะไม่หล่อเท่เท่า Iron Man แต่ความเท่คือการทำงานได้จริงแบบไม่ต้องใช้ CG แสดงแทน แถมสร้างโดยฝีมือคนไทยเองนี่แหละ

นี่คือหนึ่งในผลงานอันแสนภาคภูมิใจของ ‘AI and Robotics Ventures’ หรือ ARV

บริษัทลูกของ ปตท.สผ. แห่งนี้เพิ่งเปิดมาได้ 1 ปีหมาดๆ แต่ก็มีผลงานน่าประทับใจอย่างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำแบบอัตโนมัติตัวแรกของโลก รวมถึงหุ่นยนต์ซ่อมท่อใต้น้ำ โดรนสำหรับตรวจสอบในที่สูง และโดรนแปรอักษรที่แสดงครั้งแรกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 และในโอกาสสำคัญ

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

ผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ของบริษัทอาจดูไกลตัว เพราะเป็นของใช้ในอุตสาหกรรมเสียส่วนใหญ่ แต่พอฟังเรื่องราวเบื้องหลัง ก็ได้เห็นธุรกิจที่เกิดจากความใจรัก ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ 

“เด็กผู้ชายทุกคนก็ต้องเคยฝันจะทำหุ่นยนต์ทั้งนั้นแหละ” ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปของ ARV บอกเรา

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปของ ARV

เขาเป็นหนึ่งในคนที่หลงรักหุ่นยนต์ ตื่นเต้นกับรถแทร็กเตอร์คันใหญ่ๆ และสนุกกับการใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ในขณะที่คนอื่นอาจสนใจเข้าร่วมชมรมสันทนาการสนุกสนาน ดร.ธนา กลับเป็นหัวหอกตั้งชมรมหุ่นยนต์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าไม่นานหลังจากนั้นจะกลายมาเป็นธุรกิจใหม่ที่มีส่วนส่งเสริมธุรกิจหลัก ปตท.สผ.

จากตรงนั้น กลายมาเป็นธุรกิจหุ่นยนต์เปลี่ยนโลกได้อย่างไร พวกเขาเปลี่ยนอะไรไปบ้าง ลองไปฟัง

เปลี่ยนเวลาว่างเป็นเวลาเรียนรู้

ที่จริงแล้ว ดร.ธนา ไม่ได้ทำงานด้านนี้มาก่อน

งานเดิมของเขาในบริษัทคือวิศวกรโครงการ มีหน้าที่คอยดูแลงานออกแบบและก่อสร้างในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แต่เมื่อช่วง 5 ปีที่แล้ว จู่ๆ หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ก็กลายเป็นหัวข้อฮิตระเบิด เกิดบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านนี้จำนวนมาก ธุรกิจหุ่นยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ที่ประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยเฉพาะในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปของ ARV

เมื่อกระแสแห่งโลกอนาคตมา ชายผู้รักหุ่นยนต์อยู่แล้วก็อยากเข้าไปร่วมแจมด้วย

และในเมื่อ ปตท.สผ. สนับสนุนให้พนักงานมีกิจกรรมชมรมนอกเวลางาน เขาจึงใช้โอกาสนี้เริ่มทำชมรมหุ่นยนต์เสียเลย

ผลงานในช่วงแรกของชมรม คือการชวนพนักงานที่สนใจในหุ่นยนต์ ทั้งที่มีความรู้พื้นฐานและที่ไม่มี มาทำกิจกรรมร่วมกันช่วงเสาร์-อาทิตย์ ประเภทกิจกรรมก็มีตั้งแต่สอนเขียนแอปพลิเคชัน ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงประกอบและบินโดรนเล่นกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีหลากหลาย บางครั้งพนักงานก็พาครอบครัวมาร่วมสนุกด้วย

อีกด้านของชมรม คืองานวิจัยและทดลองที่ทำให้บริษัทอย่างอิสระ พวกเขามองโจทย์จากงานประจำ แล้วลองออกแบบหุ่นยนต์ที่จะแก้ปัญหาดู

ในช่วงของการเป็นชมรม แม้ ปตท.สผ. จะให้งบประมาณสำหรับการทดลอง แต่ต้นทุนการสร้างหุ่นยนต์นั้นก็ช่างสูงจนต้องแบ่งสรรปันส่วนใช้อย่างจำกัด พวกเขาจึงได้เรียนรู้การบริหารเงินตั้งแต่วันนั้น

เปลี่ยนคนเป็นหุ่นยนต์

ธุรกิจหุ่นยนต์มีหลายแบบ แต่ที่ ดร.ธนา และเพื่อนๆ สนใจ คือแบบ B2B หรือหุ่นยนต์ที่ใช้ในภาคธุรกิจ 

ก่อนโลกจะมีหุ่นยนต์ มีงานในอุตสาหกรรมหลายงานที่มนุษย์ต้องลงมือลงแรงทำเอง ซึ่งหลายสถานการณ์มีความเสี่ยงต่อชีวิตไม่น้อย เช่น การดำน้ำลงไปใต้ทะเลลึกกว่า 60 – 70 เมตร เพื่อซ่อมท่อส่งปิโตรเลียม หรือการประกอบนั่งร้านข้างปล่องเผาก๊าซ (Flare Stack) ที่มีความสูงกว่า 150 เมตร เพี่อสำรวจและซ่อมบำรุง ฟังแล้วก็มีแต่งานเสี่ยงอันตรายทั้งนั้น

เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเติบโต ก็เกิดหุ่นยนต์ที่เข้ามาช่วยลดความเสี่ยง ด้วยการบินไปในอากาศ หรือดำลงไปทำงานใต้ทะเลลึกแทนมนุษย์

แต่หุ่นยนต์เหล่านี้เป็นประเภท ROV (Remote-Operated Vehicle หรือหุ่นยนต์ที่ควบคุมระยะไกล) ซึ่งมีข้อจำกัด เมื่อหุ่นยนต์อยู่ใต้น้ำลึกที่ไม่มีสัญญาณผ่านลงไปถึง ระบบการสื่อสารทางไกลใช้ไม่ได้ แปลว่าก็ยังต้องมีสายเชื่อมหุ่นยนต์กับคนควบคุมอยู่บนเรือที่ผิวน้ำ ส่วนเรือก็ต้องมีคนขับ คนดูแล ค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยรวมแล้วนับว่ามีค่าใช้จ่ายสูงมากอยู่ 

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

ด่านใหม่ที่ยังไม่มีใครตีแตก คือการทำหุ่นยนต์ ‘Autonomous’ ‘อัตโนมัติ’ หรือหุ่นยนต์ที่ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาติดตามควบคุม

และนี่แหละคือเส้นชัยเส้นใหม่ที่บริษัทหุ่นยนต์ทุกแห่งกำลังวิ่งแข่งเข้าหา

เปลี่ยนตัวตนเป็นข้อได้เปรียบ

การเห็นตลาดนี่แหละที่เขาหยิบมาเป็นอาวุธหลักในการต่อสู้ในวงการนี้

หุ่นยนต์ที่ทำออกมาแล้วมีคนซื้อ คือหุ่นยนต์ที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้จริง ดังนั้น ถ้าเอาปัญหาที่พบเป็นตัวตั้ง แล้วผลิตหุ่นยนต์ตอบโจทย์เหล่านั้น ก็การันตีการขายได้ไม่น้อยแล้ว 

ดร.ธนา และทีมต่างก็รู้ตัวถึงความโชคดีของตัวเองที่อยู่ใน ปตท.สผ. ได้สัมผัสกับธุรกิจที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็นโดยตรง แถมยังมีกรณีศึกษาในสถานการณ์จริงให้ทำความเข้าใจได้รอบด้าน พวกเขายึดจุดนั้นเป็นหลัก และพยายามสร้างหุ่นยนต์ให้ตอบโจทย์มากที่สุด เพื่อขายให้ ปตท.สผ. และแม้ตอนนี้บริษัทแม่จะเป็นลูกค้าหลัก แต่บริการหุ่นยนต์ของ ARV ก็นำไปใช้ได้กับธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ด้วย

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

ไม่ใช่แค่นั้น การอยู่ใต้บริษัทแม่แบบนี้ ทำให้มี ‘สนาม’ (Playground) ให้ลองนำหุ่นยนต์ต้นแบบไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริง เช่น การมีปล่องเผาก๊าซฯ (Flare Stack) ให้ลองบินโดรนไปตรวจสอบ หรือท่อส่งปิโตรเลียมใต้ทะเลสำหรับให้ลองนำหุ่นยนต์ลงไปทำงาน

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

ดร.ธนา บอกเราว่า ถ้าเปลี่ยนโจทย์ไป เขาก็ยังจะยึดมั่นตามแนวคิดนี้ เช่นในปัจจุบันที่พวกเขากำลังสนใจปัญหาในอุตสาหกรรมการเกษตรอยู่ แต่ตั้งเป้าว่าจะไม่ทำเทคโนโลยีซ้ำกับที่ตลาดมีอยู่หรือที่ผู้ประกอบการรายย่อยทำแน่นอน

“ถ้าปัญหาไหนมีคนแก้แล้วเราไม่ต้องทำ เราไปแก้ปัญหาที่คนอื่นยังแก้ไม่ได้หรืออาจจะยังไม่มีกำลังที่จะทำดีกว่า” เขาบอกเรา

เปลี่ยนชมรมเป็นธุรกิจ

แม้จะมีข้อได้เปรียบดีๆ อยู่แล้ว แทนที่จะเริ่มจากการตั้งบริษัท พวกเขากลับอยู่เป็นชมรมมาหลายปีจนเพิ่งได้ตั้งบริษัทมาไม่ถึงปีนี่เอง

ดร.ธนา แอบสารภาพว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ใจร้อน เมื่อรู้ว่าในตลาดมีบริษัทหุ่นยนต์เกิดขึ้นมาเพียบ ความหวาดหวั่นว่าจะลงมือทำสายเกินไปยุให้เขาอยากทำบริษัทบ้าง แต่ก็ได้รัับคำแนะนำจากหลายๆ ท่านว่าควรต้องสร้างความมั่นใจให้เห็นชัดก่อนด่วนทำลงไป

พวกเขายึดถือแนวคิด ‘รีบล้มตั้งแต่แรกๆ จะได้เจ็บไม่มาก’ ด้วยการเริ่มจากหยิบไอเดียเล็กๆ มาลองทำดูก่อน หยิบมาสัก 10 ไอเดีย อาจเหลือรอดและคลอดเป็นชิ้นงานที่ใช้งานจริงได้แค่ 2 – 3 ไอเดีย ก็ต้องเตรียมรับมือกับทุนต่างๆ ไประหว่างนั้น เมื่อเริ่มมีงานที่ประสบความสำเร็จ ปีกกล้าขาแข็งจนมั่นใจว่าจะไม่ล้มบ่อยแล้ว จึงค่อยเริ่มก้าวให้ใหญ่ขึ้น หรือลงทุนให้เยอะขึ้นนั่นเอง

พวกเขาทำแบบนั้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งโดรนสำรวจปากปล่องเผาก๊าซ (Flare Stack) บนแท่นผลิตปิโตรเลียมสำเร็จออกมาแล้วดูจะใช้ได้จริง นับเป็นผลงานใหญ่ชิ้นแรกของชมรม ทั้งบริษัทแม่และทีมหุ่นยนต์ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า พร้อมแล้วที่จะชวนคนสายอื่นๆ อาทิ โปรแกรมเมอร์ มาสนับสนุนให้ครบวงจร แล้วตั้งเป็นบริษัทขึ้นมา

“มองกลับไปก็ดีใจนะที่เราไม่รีบร้อนทำไปเลย ถ้าเปิดเป็นบริษัทตั้งแต่แรกเราก็คงยังไม่พร้อม ไม่เหมือนตอนนี้ที่เราพร้อมแล้ว มั่นใจว่าจะทำได้” ดร.ธนาทบทวน

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป

เปลี่ยนจากที่ใหญ่เป็นที่เล็ก

จากการอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ยักษ์อย่าง ปตท.สผ. กลายมาเป็น ARV ที่ตอนนี้มีพนักงานประมาณ 25 คน

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

คุณอาจจะพอสัมผัสได้แล้วว่า ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกับธุรกิจหุ่นยนต์มีความแตกต่างกันหลายอย่าง ทั้งเรื่องความเสี่ยงที่มากขึ้น เพราะงานบางงานอาจออกแบบนานแล้วแต่ไม่ได้ใช้ ต่างจากปิโตรเลียมที่ไม่ว่าอย่างไรผลิตภัณฑ์ก็มีคนซื้อแน่ๆ หรือสภาวะที่ต้องแข่งกับเวลาอยู่ตลอด เพราะในวงการหุ่นยนต์ ใครทำก่อนได้ก่อน หากทำช้าไปเพียงก้าวเดียว งานที่ทำมาหลายปีก็อาจหมดค่าไปได้เลย

แต่ถ้าเสี่ยง ทำไมคนถึงจะอยากมาทำงานแบบนี้

คำตอบจากปาก ดร.ธนา ก็คือความแปลกใหม่ ที่ทำให้ผู้ร่วมงานได้กลับมารื้อฟื้นความสามารถ และฝึกปรือฝีมือกันตลอดทุกโปรเจกต์ที่ไม่ซ้ำเดิมเลย ยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อเป็นบริษัทเล็กที่มีห้องทดลองให้ใครๆ ก็เข้าถึงได้ อยากลองพรินต์สามมิติ หรือลองเขียนโค้ดอะไรก็ทำได้เลยทันที ทุกคนจึงมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของคนอื่น และทุกการเคลื่อนไหวก็จะช่วยกระตุ้นความอยากลอง อยากทำกันเป็นวัฏจักรไป

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป

เมื่อผลงานของตัวเองประสบความสำเร็จ ผู้มีส่วนร่วมทุกคนก็จะได้สัมผัสเองโดยตรง

เรียกว่า ได้สนิทกับงานที่ทำมากขึ้น

เปลี่ยนฝันให้เป็นจริง

เมื่อถามว่าการจะเป็นนักประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่ดีต้องมีคุณสมบัติอะไร ดร.ธนา ให้มา 2 คำ คือความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าลงมือทำจริง

ความคิดสร้างสรรค์ มีไว้คิดจินตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่เคยมีคนทำมาก่อน แม้จะต้องอยู่บนความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีปัจจุบัน แต่ก็ต้องก้าวล้ำไปอีกขั้น เพื่อไม่ให้ซ้ำกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ส่วนความกล้าลงมือทำ คือการกล้าทดลอง กล้าหยิบจับลองผิดลองถูก เพราะหากคิดได้แต่ไม่กล้าทำ ก็ไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่คิดฝันไว้จะเป็นจริงได้อย่างไร

เขาสรุปงานของคนสร้างหุ่นยนต์ไว้อย่างเท่ๆ ว่า “เป็นผู้เชื่อมความฝันกับความจริง”

งานหุ่นยนต์ เหมือนจะนั่งทำคนเดียวได้ แต่ ดร.ธนา บอกว่า “ไม่ได้”

“หุ่นยนต์ประกอบไปด้วยส่วนร่างกาย (Hardware) กับส่วนสมอง (Software) สองส่วนต้องทำงานมีประสิทธิภาพควบคู่กัน หุ่นยนต์ตัวนั้นถึงจะทำงานได้ดี” เขาอธิบาย สื่อความถึงทั้งการสร้างหุ่นยนต์ และการสร้างทีม ที่ต้องมีคนจากหลายด้านมาช่วยกันออกความคิด และออกแรงทำ กว่าจะออกมาเป็นงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์รอบด้าน ไม่มีข้อบกพร่อง

ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป

ทีมของ ARV เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ บางส่วนมาจากชมรมหุ่นยนต์เมื่อครั้งนั้น แต่บางส่วนก็คือนักศึกษาที่เคยฝึกงานกับ ดร.ธนา มาก่อน

เปลี่ยนโฉมวงการ

เมื่อเราถามว่าตอนไหนในการทำงานที่มีความสุขที่สุด ดร.ธนา ตอบกลับมาว่า ตอนที่มันเห็นผล

ตอนนี้ ARV มีหุ่นยนต์พร้อมให้บริการ 3 ตัว ตัวแรกคือ โดรนสำหรับงานตรวจสอบ ที่จะเน้นการบินห่างและติดกล้องความละเอียดสูงซูมเข้าไปถ่ายภาพของปากปล่องไฟซึ่งมีความร้อนสูงกว่า 400 องศา ตรวจดูการชำรุด โดรนจึงต้องตรวจจับความร้อนได้ ถ้าเข้าใกล้แล้วร้อนไปเมื่อไร ก็จะถอยออกมาเองโดยอัตโนมัติ นี่คือโดรนที่ใช้จริงในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. และเคยนำไปช่วยน้องๆ ทีมหมูป่าที่ติดถ้ำหลวงด้วย โดยบินทำแผนที่ทางอากาศเพื่อหาโพรงเข้า

ผลงานล่าสุดอีกอย่างที่เห็นคือโดรนแปรอักษรที่ใช้แทนการจุดพลุได้ โดรนหลายร้อยตัวบินขึ้นพร้อมกันแล้วแปรอักษรเป็นรูปต่างๆ ตามที่ใช้ซอฟต์แวร์โปรแกรมไว้ ซึ่ง ARV ได้ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับทำขึ้นสำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และงานที่เขาภูมิใจกัน คือหุ่นยนต์ใต้น้ำอัตโนมัติไร้สายที่บังคับจากระยะไกลได้ ไม่ต้องมีสายระโยงระยาง ไม่ต้องมีเรือคอยตามอีกต่อไป โดยร่วมคิดค้นกับหลายภาคส่วน รวมถึงสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ด้วย

ตอนนี้ ARV กำลังร่วมมือกับบริษัทในนอร์เวย์ผลิตหุ่นยนต์ที่จะวิเคราะห์และซ่อมท่อส่งปิโตรเลียมใต้น้ำได้ และยังมีโดรนดับเพลิงและหุ่นยนต์อีกหลายตัวที่กำลังทำอยู่

“เราจะเป็นเหมือนศูนย์กลางความร่วมมือ เป็นแพลตฟอร์มให้พันธมิตรที่มีไอเดียดีๆ เข้ามาร่วมกันคิดค้น เราจะซัพพอร์ตทั้งความรู้และงบประมาณให้เขา ช่วยกันพัฒนาวงการหุ่นยนต์ไทยให้เติบโตต่อไปได้”

นี่คือผลงานของบริษัทที่ตั้งมายังไม่ครบขวบปีดี ซึ่งเมื่อฟังเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด ก็ปราศจากข้อสงสัยว่าทำงานเจ๋งๆ ขนาดนี้ได้อย่างไร

ARV ธุรกิจจากชายผู้รักหุ่นยนต์ชาวไทย ที่สร้างหุ่นยนต์สำรวจท่อใต้น้ำอัตโนมัติตัวแรกของโลก

Lesson learnt

งานหุ่นยนต์เป็นงานที่ใช้เวลา ไม่ใช่อยู่กับมันครู่เดียวแล้วจะเสร็จ เพราะต้องปรับแก้ให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ ผลงานเล็กๆ บางชิ้นใช้เวลาหลายเดือนหรือเกือบปี ส่วนงานใหญ่ๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจริง ต้องใช้เวลาหลายปี โดยที่ไม่มีกำหนดชัดเจนแน่นอนว่าเมื่อไรคือสำเร็จเสร็จสิ้น หรือจะมีใครทำได้แซงหน้าก่อนหรือไม่

สิ่งสำคัญที่ต้องมีเพื่อให้อยู่ในธุรกิจนี้ได้ คือความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ความรู้สึกย่อท้อมีแต่จะทำให้งานช้าลงเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องเชื่อว่าทุกอย่างแก้ไขได้ เป็นไปได้ และต้องลงมือทำจนงานออกมาดีที่สุดในเวลาเร็วที่สุดให้ได้

ใครมีไอเดียดีๆ และสนใจจะเป็นพันธมิตรกับ ARV ติดตามได้ที่ AI and Robotics Ventures หรือ arv.co.th

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

21 พฤศจิกายน 2565
6 K

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load