หากนับของที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต จะมีสักกี่ชิ้นบนโลก

บ้าน เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากเป็นปัจจัย 4 บ้านยังเป็นสินค้าที่มีคุณค่ามากกว่ามูลค่า เพราะภายใต้ร่มการคุ้มแดดฝน ความหมายแท้จริงยังลึกซึ้งและแตกต่างตามผู้เป็นเจ้าของ

การจะเลือกบ้านที่พอเหมาะพอดีกับตัวเองสักหลังจึงไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยาก เพราะทุกวันนี้โครงการอสังหาฯ ต่างคิดมาเผื่อให้คุณอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะอนาคตอันใกล้ ไกล หรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้น

ในวันที่เรา Work from Home เกือบครบ 1 ปีเต็ม กำลังมองหาบ้านสักหลังที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ รวมถึงเป็นผู้เขียนคอลัมน์ หมู่บ้าน ที่สนใจวิธีคิดเบื้องหลังการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อผู้อื่น เลยอยากชวนกะเทาะแนวคิดของ พฤกษา เรียลเอสเตท ในการทำบ้านเพื่อลูกค้าเป็นที่ตั้ง มองเห็นการออกแบบเพื่ออนาคต ความยั่งยืนต่อคน ชุมชน สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งแวดล้อม และมีโรงพยาบาลในเครือบริษัท เพื่อดีไซน์มอบการดูแลตลอดการอยู่อาศัย

พฤกษา หมู่บ้านที่ตั้งใจออกแบบให้ตรงความต้องการของลูกบ้าน ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

ใช้ใจในการทำบ้าน 

เพราะการซื้อบ้านอาจคือการซื้อทั้งชีวิตของใครบางคน

ย้อนกลับไปเมื่อ 28 ปีก่อน บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งโดย ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ อดีตวิศวกรผู้หันมาจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เสาเข็มแรกปักลงไปพร้อมกับแนวคิดว่า อยากสร้างบ้านให้ทุกคนเข้าถึงได้และมีคุณภาพดี ซึ่งทุกคนในที่นี้ หมายรวมถึงทุกระดับกำลังซื้อ 

แต่การจะปลูกบ้านในใจผู้อยู่นั้น ต้องเข้าใจความต้องการของเขา สิ่งที่พฤกษายึดเป็นแนวก่อร่างทุกโครงการตั้งแต่แรกเริ่ม คือ Customer Value ที่ไม่เพียงหยั่งลึกอยู่ในบ้านทุกๆ หลัง แต่แนวคิดนี้ยังฝังอยู่ตัวทุกคนในองค์กรด้วย

“ด้วย Vision ของแบรนด์ที่ต้องออกแบบให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่ใช่ออกแบบในสิ่งที่เราคิดว่าใช่ จึงมีการศึกษาและทำเป็นโมเดลออกมา เรียกกันภายในว่า Customer Value ศึกษาลงไปถึงว่าเวลาคนจะเลือกอสังหาริมทรัพย์ให้ความสำคัญหรือให้ Value กับเรื่องใดบ้าง เพื่อทำความเข้าใจเขามากยิ่งขึ้น ได้ข้อสรุปออกมาเป็นแปดเรื่องหลักใหญ่ เช่น Location, Facility, Service, Brand, Pre-sale, After-sale เป็นต้น ถูกปรับใช้ทั้งองค์กร ทุกคนต้องตอบได้ว่างานที่ฉันทำวันนี้ส่งมอบตรงความต้องการลูกค้า หรือ Customer Value อย่างไรบ้าง จึงเป็นแกนในทุกๆ ส่วนของการออกแบบ

วิสัยทัศน์และวิธีคิดในทุกการออกแบบของพฤกษาเริ่มต้นด้วย Heart to Home ทั้งการออกแบบการสื่อสาร ออกแบบบ้าน ออกแบบโครงการ จนถึงลงมือสร้าง ทุกแผนกจึงสำคัญกับการมอบบ้านที่สร้างอย่างเข้าใจสู่มือผู้ซื้อ 

“Heart to Home ที่เริ่มจากข้างในองค์กรก่อน เริ่มจากแต่ละคน เมื่อทุกคนใส่ Heart เข้าไปในสิ่งที่ทำ จึงสะท้อนออกมาในสิ่งที่จะไปถึงลูกค้า ฝ่ายการตลาดที่ใส่ใจเข้าใจ สถาปนิก วิศวกร ใส่ใจในการออกแบบให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

“ฝ่ายจัดซื้อใส่ใจในการเลือกวัสดุที่ดีให้กับบ้านของลูกค้า พฤกษาใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างเพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุด

“ทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยทุกจิ๊กซอว์ของบริษัทพฤกษา ใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต จึงเป็น Mindset หรือ Vision ที่ฝังอยู่ในบริษัท และเชื่อว่าจะส่งต่อถึงลูกค้าได้”

พฤกษา หมู่บ้านที่ตั้งใจออกแบบให้ตรงความต้องการของลูกบ้าน ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า
พฤกษา หมู่บ้านที่ตั้งใจออกแบบให้ตรงความต้องการของลูกบ้าน ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

Value for Life

สิ่งที่ผู้ซื้อบ้านมักให้ความสำคัญในการจะเลือกบ้านสักหลัง ซึ่งอาจเป็นบ้านหลังแรกหรือแม้กระทั่งเป็นบ้านหลังสุดท้าย อาจไม่ใช่ราคาถูกที่สุดหรือทำเลที่ดีที่สุด แต่คือความคุ้มค่าต่อความต้องการในการใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบ 

“คำว่า Value กับการซื้อบ้าน ต้อง Functional และ Emotional ไม่ใช่แค่เงิน บ้านคือทั้งชีวิต เวลาที่ลูกค้าซื้อของใช้ตลอดชีวิต ไม่ได้มองแค่ว่าร้อยบาทวันนี้ซื้อ A B C แล้วคุ้ม ถ้าซื้ออยู่เองต้องมองกันอย่างน้อยห้าปี สิบปี เพราะฉะนั้น คำว่า Value ต้องเงินเท่านี้ มีบ้านสามแบรนด์ สามหลัง ลูกค้าจะซื้ออะไรดี สมมติวันหนึ่งจะมีลูก หลังนี้ถูกกว่าแต่มีสองห้องนอน หรือในราคาเท่ากันโครงการนี้ไม่ได้ดีไซน์สำหรับเด็กๆ ไว้ แต่อีกโครงการมี แล้วเข้าเมืองไม่ยาก บางคนที่ลูกเป็นข้อ Concern ก็จะเลือกโครงการหลัง เพราะเดินทางสะดวกและคิดถึงอนาคต”

ด้วยอยากสร้างอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทตั้งแต่ทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และคอนโดมิเนียม ตอบโจทย์ความสามารถในการซื้อซึ่งแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ดังนั้น สิ่งที่พฤกษาให้ความสำคัญมากนอกจากใส่ใจในการออกแบบให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างที่กล่าวไปแล้ว ต้องมีความคุ้มค่าที่ไม่ได้แปลว่าถูก ไม่ได้แปลว่า Value for Money แต่คือ Value for Life ของการจะใช้ชีวิตในบ้านแบบไหน ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

“Value for Life เป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนมาจาก Brand Purpose ที่ว่าใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต โดยตีความว่าคุณค่าของแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้น คำว่า Value for Life ไม่ได้ถูกกว่าหรือได้มากกว่าอย่างเดียว แต่มันตรงกับความต้องการของฉันด้วย”

พฤกษา หมู่บ้านที่ตั้งใจออกแบบให้ตรงความต้องการของลูกบ้าน ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า
พฤกษา หมู่บ้านที่ตั้งใจออกแบบให้ตรงความต้องการของลูกบ้าน ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

Tomorrow. Reimagined.

เมื่อการออกแบบอย่างคิดถึงลูกค้า ไม่เพียงให้ความใส่ใจต่อความต้องการ ณ ปัจจุบัน ยังมองไปถึงความต้องการของพวกเขาในอนาคต คำว่า Value for Life จึงหมายรวมถึงการออกแบบอย่างมองเห็นความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทั้งเรื่องวิถีชีวิตและการดูแลสุขภาพในบ้านยุคใหม่ รวมถึงการสร้างความยั่งยืนทั้งมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และการอยู่อาศัยด้วย

“แต่ก่อนหากเริ่มจากการอยากยกระดับคุณภาพชีวิต อาจมองเรื่องการสร้างบ้านเป็นหลัก แต่ตอนนี้พฤกษาคิดเพื่ออนาคต หรือเรื่องอื่นๆ ของลูกค้าที่มากกว่าแค่ฟังก์ชันของบ้านยิ่งขึ้น นั่นเลยเป็นที่มาสำคัญและเป็นสิ่งที่แบรนด์โฟกัส Tomorrow. Reimagined. และใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต”

หากย้อนมองไปหลายปี จะเห็นว่า Lifestyle Disruption ไม่ได้เกิดขึ้น ณ ปีนี้ แต่ที่เห็นได้ชัดในระยะเวลานี้ เพราะมีโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้วิถีชีวิตของคนต้องเปลี่ยน ได้อยู่ติดบ้านมากขึ้น บ้านกลายเป็นที่ทำงานอย่างไม่มีกำหนด บวกกับประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ การดีไซน์สำหรับใช้ชีวิตในชายคาต้องปรับตาม พฤกษาจึงนำนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเติมความสะดวกสบายให้ที่อยู่อาศัย และเดินหน้าไปพร้อมกับทำให้ลูกบ้านมีสุขภาวะที่ดี

พฤกษา หมู่บ้านที่ตั้งใจออกแบบให้ตรงความต้องการของลูกบ้าน ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

อยู่สบายก็คือสุขภาพดี 

“บ้านที่ดีคือบ้านที่อยู่สบาย การจะอยู่สบายต้องเกิดทุกจุดในทุกรายละเอียดของการดีไซน์ของบ้าน อยู่สบายเพราะ Health & Wellness คือสุขภาพดี ทั้งหมดคือเรื่องเดียวกัน” 

ยกตัวอย่างการนำเรื่อง Health & Wellness มาใส่ในโปรเจกต์ดีไซน์ของพฤกษา อย่างพื้นห้องน้ำชั้นล่าง ถ้าเป็นบ้านทั่วไปจะลดระดับไป 5 หรือ 10 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้น้ำไหลย้อน ในบ้านพฤกษาจะมีพื้นที่เรียกว่า Non Step Floor คือไม่มีระดับ เพื่อป้องกันไม่ให้คนสูงวัยในบ้านสะดุดล้ม ซึ่งหลายๆ โครงการจะมีห้องนอนผู้สูงอายุติดกับห้องน้ำนี้เลย

เบื้องหลังโครงการอสังหาฯ ตั้งแต่วันที่ตั้งใจให้คนไทยมีบ้าน ไปจนถึงใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต Tomorrow, Reimagined
เบื้องหลังโครงการอสังหาฯ ตั้งแต่วันที่ตั้งใจให้คนไทยมีบ้าน ไปจนถึงใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต Tomorrow, Reimagined

สำหรับพื้นอีกประเภทคือ Absorption Floor หรือพื้นลดแรงกระแทกที่มีความนิ่มนิดๆ จะช่วยลดความความรุนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุ สำหรับทั้งเด็กเล็กและคนสูงอายุ

ส่วนดีไซน์ที่เกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Lifestyle Disruption ด้วย อย่างเรื่องฝุ่น PM 2.5 ในหลายๆ โครงการมีนวัตกรรมหน้าต่างป้องกันมาตรฐานญี่ปุ่น หรือบางโครงการมีเครื่อง Airflow System
กรองอากาศ ลด PM 2.5 ที่สำคัญ ยังคงคอนเซ็ปต์บ้านหายใจได้ที่เน้นออกแบบเรื่องการไหลเวียนอากาศไว้ด้วย

เบื้องหลังโครงการอสังหาฯ ตั้งแต่วันที่ตั้งใจให้คนไทยมีบ้าน ไปจนถึงใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต Tomorrow, Reimagined

ในขณะที่ส่วนกลางก็ได้รับการออกแบบอย่าง Universal Design เพื่อคนทุกเจนเนอเรชัน ทั้งสวน สนามเด็กเล่น มีพื้นที่สำหรับผู้สูงวัยได้เดินอย่างสะดวก มีทางลาด มีราวจับ 

เบื้องหลังโครงการอสังหาฯ ตั้งแต่วันที่ตั้งใจให้คนไทยมีบ้าน ไปจนถึงใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต Tomorrow, Reimagined
เบื้องหลังโครงการอสังหาฯ ตั้งแต่วันที่ตั้งใจให้คนไทยมีบ้าน ไปจนถึงใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต Tomorrow, Reimagined

และไม่ใช่เพียงการออกแบบเพื่ออยู่อย่างสบายกายและสบายใจเท่านั้น เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พฤกษาเพิ่งเปิดโรงพยาบาลวิมุต เพื่อย้ำว่า Health & Wellness เป็นอีกเทรนด์ที่พวกเขามองเห็นมาก่อนกาล

“โรงพยาบาลวิมุตเป็นอีกจิ๊กซอว์ของพฤกษา และเป็นแกนที่แตกต่างแต่สำคัญที่สุด เพราะจะไม่เห็นผู้พัฒนาเจ้าไหนที่มีธุรกิจโรงพยาบาล Health & Wellness ไม่ใช่แค่เทรนด์อย่างเดียว แต่สิ่งที่แบรนด์ทำสอดคล้องและแตกต่าง

“หลายโครงการระยะหลังๆ ของพฤกษา มีทีมคุณหมอไปร่วมกันออกแบบกับสถาปนิกทั้งในบ้านและส่วนกลาง เช่น ในสวนมีหินไว้ให้เดินเพื่อสุขภาพเท้า คำแนะนำมีตั้งแต่ว่าควรใช้หินขนาดไหน ราวควรเป็นอย่างไร พื้นที่แบบนี้เหมาะกับผู้สูงอายุไหม หรือสนามเด็กเล่นเสริมปัญญา คุณหมอก็ร่วมออกแบบว่าทำอย่างไรให้ไม่ใช่แค่มาเล่นชิงช้า แต่เป็นสนามเด็กเล่นที่ทำให้เด็กเติบโต มีพัฒนาการเพิ่มพูนขึ้น บางที่มีเป็นฐานๆ ฐานนี้ช่วยเรื่องกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก เป็นต้น”

เบื้องหลังโครงการอสังหาฯ ตั้งแต่วันที่ตั้งใจให้คนไทยมีบ้าน ไปจนถึงใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต Tomorrow, Reimagined
เบื้องหลังโครงการอสังหาฯ ตั้งแต่วันที่ตั้งใจให้คนไทยมีบ้าน ไปจนถึงใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต Tomorrow, Reimagined

“การนำ Health & Wellness เข้าไปในโครงการที่ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญก็คือไม่ใช่ให้ในสิ่งที่มากเกินความจำเป็น และเพิ่มภาระในการบำรุงรักษากับลูกบ้าน แต่ว่าต้องเข้าใจลูกค้าในทาร์เก็ตนั้น ในโลเคชันนั้น ว่ามีความต้องการอะไร แล้วเราก็ดีไซน์ Health & Wellness ให้เหมาะสมกับเขา”

 หมอประจำครอบครัวของลูกบ้าน

มากกว่าการออกแบบโครงการ การจับมือกับโรงพยาบาลวิมุต พฤกษาถือว่าลูกบ้านเหมือนคนในครอบครัว และวันนี้พวกเขามีหมอประจำครอบครัวอยู่ด้วย พร้อมกับสิทธิประโยชน์สำหรับลูกบ้านพฤกษา ณ ปัจจุบันและลูกค้าใหม่ที่ซื้อโครงการของพฤกษาช่วงนี้ จะได้สิทธิพิเศษของโรงพยาบาลวิมุตทันที ทั้งส่วนลดและบริการต่างๆ เช่น ส่วนลดค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าห้อง บริการรถฉุกเฉินตามระยะทาง มี Telemedicine รักษาทางจากไกล บริการส่งยาถึงบ้าน 

เบื้องหลังโครงการอสังหาฯ ตั้งแต่วันที่ตั้งใจให้คนไทยมีบ้าน ไปจนถึงใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต Tomorrow, Reimagined

เหนือไปอีกขั้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นปีหน้า จะมีเซอร์วิสกับคลาสพัฒนาให้ลูกบ้าน อย่างเช่น สอนการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียง หรือสำหรับคุณแม่มือใหม่ จะมีคุณหมอไปจัดเทรนนิ่งเรื่องสร้างพัฒนาการลูกให้ถึงโครงการด้วย

Sustainable Development 

พฤกษายังให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยมีความตั้งใจในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้าน ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมพร้อมสร้างโอกาสที่ดีให้กับสังคมผ่านแกนแนวคิด Heart to Home, Heart to Earth, Heart to Society

อธิบายอย่างย่นย่อ Heart to Home เป็นการใส่ใจในคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของลูกบ้านทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในส่วนกลางเพื่อช่วยในการประหยัดพลังงาน กระบวนการก่อสร้างที่มุ่งมั่นลดมลภาวะ เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่โครงการพฤกษาจะลดการใช้วัสดุไม้เป็น SPC แทน นอกจากเรื่องลดใช้ทรัพยากรแล้ว ยังคิดลึกถึงการดูแลรักษาไม้ที่อาจใช้สารเคมีในการดูแล เช่น น้ำยากำจัดปลวก มาสร้างมลพิษเพิ่ม ส่วนฝ้าก็ไม่มีแร่ใยหิน สีที่ใช้ก็เป็นแบบ Toxic Free 

ส่วน Heart to Earth คือใส่ใจผลต่อกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการผลิต และให้ความสำคัญกับการลดโลกร้อน ทุกโครงการติดตั้งบ่อบำบัดน้ำเสียคัดกรองของเสีย และปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนปล่อยออกสู่ชุมชน และพฤกษายังมีส่วนร่วมกับชุมชนทำ ‘คลองสวยน้ำใส’ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อช่วยรักษาและฟื้นฟูสภาพน้ำในคลอง พร้อมปรับปรุงสภาพแวดล้อมในชุมชนรอบโครงการ นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ‘วน’ ที่ทำร่วมกับลูกบ้าน ในการคัดแยกฟิล์มพลาสติกที่แห้ง สะอาด และยืดได้ นำไปรีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ที่กลับมาใช้ซ้ำได้

สำหรับ Heart to Society พฤกษาใส่ใจสังคมผ่านการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างโอกาสให้กับผู้ที่ต้องการ มีโครงการ ‘บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ’ 

“สิ่งที่พฤกษาทำมาหลายปีแล้ว โจทย์คืออยากให้คนพิการมีชีวิตที่เท่าเที่ยม มีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน แต่จะทำอย่างไรที่ไม่ใช่เอาเงินให้ไปสร้างเอง ด้วยความที่อยากให้คุณภาพชีวิตเขา สังคมที่เขาอยู่ดีขึ้นด้วย เลยเป็นที่มาว่า ‘บ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ’ พฤกษามีการนำทีมเข้าไปศึกษาชีวิตเขาว่ามีความต้องการอะไรและร่วมมือกันออกแบบ แต่การออกแบบไม่ได้มาจากพฤกษาอย่างเดียว ยังให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีศึกษาสถาปนิกในจังหวัดนั้นมาร่วมช่วยออกแบบ วัสดุและแรงงานทั้งหมดที่ใช้สร้างบ้านมาจากชุมชนรอบๆ ทั้งนั้น”

8 + 3

ไม่เฉพาะโครงการใหม่ๆ ทั้ง Customer Value และ Value for Life ที่พฤกษาใส่เข้าไปในการออกแบบ โครงการที่เก่าๆ ก็นำทั้งสองเรื่องกลับไปแก้ไขเพื่อให้เหมาะกับลูกบ้าน ณ วันนี้ ทั้งส่วนกลางของบางโครงการ เมื่อ Lifestyle Disruption เข้ามา หลายๆ ที่ก็ทำสนามเซิร์ฟบอร์ดหรือเลนขี่จักรยาน ไว้รองรับกิจกรรมที่เป็นเทรนด์ขณะนั้น ส่วนเรื่อง Sustainability ที่เดิมมีโซลาร์เซลล์อยู่แล้ว ก็ติดเพิ่มเข้าไปตามความเหมาะสม

“ทุกโครงการของพฤกษาตอนนี้จริงจังขนาดที่ว่าต้อง Customer Value อยู่แปดด้าน มีสามกลยุทธ์ ของ Value for Life อย่าง Lifestyle Disruption, Health & Wellness Redefine และ Sustainable Development เรียกว่าถ้าโปรเจกต์ไหนไม่ผ่านกระดานนี้ก็ปล่อยไม่ได้ ซึ่งมันคิดตั้งแต่การเลือกที่ดินเลย และเป็นสิ่งที่แบรนด์ทำมาหลายปีแล้ว  

“บางโครงการที่คิดเหนือไปอีก อย่างตอนนี้เดลิเวอรี่บูมมาก ก็คิดว่าจะมีพื้นที่หน้าหมู่บ้านเป็นจุดดรอป ส่วน Health & Wellness ก็มีการปรับทุกอย่าง ส่วนกลางมีทางลาดเพิ่มเพื่อให้วีลแชร์ขึ้นได้ ทำราวจับเพิ่มเพื่อให้ผู้สูงอายุเดินสะดวก”

เบื้องหลังโครงการอสังหาฯ ตั้งแต่วันที่ตั้งใจให้คนไทยมีบ้าน ไปจนถึงใส่ใจออกแบบนวัตกรรมการใช้ชีวิต Tomorrow, Reimagined

ใส่ใจ…เพื่อทั้งชีวิต 

สำหรับคำว่า ‘ทั้งชีวิต’ ย่อมไม่ได้หมายถึงการดูแลแค่ช่วงซื้อบ้าน รวมถึงการอยู่อาศัยหลังจากนั้นด้วย พฤกษาหมั่นสำรวจความพึงพอใจ ด้วยการทำ Customer Satisfaction ตั้งแต่การไปเยี่ยมไซต์ จอง โอน เข้าอยู่ หรือแม้กระทั่งการแจ้งซ่อมแซม คอลเซ็นเตอร์ พวกเขาบอกว่าสิ่งนี้เชื่อมกับการให้ความสำคัญแก่ลูกค้าเป็นที่ตั้ง และทุกการทำรีเสิร์ช ไม่ได้แค่เพื่อมั่นใจว่าจะส่งมอบบ้านหรือโครงการนั้นกับลูกค้าได้ดี ทุกอย่างนำมาประมวลผลเพื่อใช้พัฒนาโครงการต่อๆ ไป

“ภายในพฤกษาเข้มงวดมาก และรับฟังทุกเสียงของลูกค้า ถ้ามีแจ้งเข้ามาให้ปรับ เสียงตรงนี้ไม่ได้จบแค่คอลเซ็นเตอร์ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะถูกป๊อปอัปขึ้นมาเลยว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน มีกระบวนการภายในที่ควบคุมคุณภาพและเรื่องของการดูแลลูกค้า

“กว่าจะมาเป็นบ้านหนึ่งหลังมันไม่ง่ายเลย ถ้าเจาะลึกในเรื่องของการควบคุมคุณภาพ ทางพฤกษามีถึงสิบหกขั้นตอนที่มีการตรวจเหมือน QC บ้าน ศัพท์ภายในจะเรียก P0-P16 ต้องผ่าน ถ้าไม่ผ่านก็ไม่สามารถไปต่อได้ การที่จะผ่านได้ ไม่ได้มาเริ่มตอนก่อสร้าง หากเริ่มตั้งแต่การสรรหาคัดเลือกผู้รับเหมาเลยว่าต้องผ่านมาตรฐานอะไรบ้าง อย่างจัดซื้อ ต้องคัดสรรวัสดุที่มีคุณภาพในราคาคุ้มค่าขึ้นมา ซึ่งกระบวนการจะมีรายละเอียดการปฏิบัติงานที่ควบคุมอย่างเข้มงวดจริงๆ”

ด้วยแนวคิดทั้งหมด จึงส่งให้พฤกษาทำและเป็นอย่าง Brand Purpose ที่ว่า ‘ใส่ใจ…เพื่อทั้งชีวิต’

“ความต้องการแต่ละคนมีแตกต่างกันไป แต่พฤกษาเป็นบ้านที่ตรงกับความต้องการนั้น ซึ่งคำว่า ‘ตรงกับความต้องการ’ เป็น Core หลักที่แบรนด์คิด อีกทั้งยังต้องการให้เป็น Value for Life บ้านในวันนี้ไม่ใช่แค่วันนี้ มันคืออนาคตด้วย เพราะในวันนี้และอนาคตคือทั้งชีวิต

“พฤกษาเข้าใจคุณอย่างดีที่สุด และคิดเผื่ออนาคตในทุกๆ อย่างที่แบรนด์มองเห็น”

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load