ก่อนจะเปิดเพลย์ลิสต์ Focus Working ฟังให้ได้บรรยากาศห้องทำงานในฝัน 

เจ้าของเพลย์ลิสต์อย่างพฤกษา อาสาพาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อปีก่อน ในตอนที่พวกเขาริเริ่มโปรเจกต์ Tomorrow. Reimagined. ภายใต้แนวคิด ใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ด้วยความเชื่อที่ว่า บ้านคือการลงทุนทั้งชีวิต ซึ่งทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และบ้านไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือประสบการณ์การใช้ชีวิตทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ดังนั้น จึงต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่วันนี้ถึงจนถึงอนาคตข้างหน้า พร้อมตั้งใจที่อยากให้บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขกายที่ดี และสุขภาพใจที่ดี

ประกอบไปด้วย 3 เรื่องสำคัญคือ Health and Wellness บ้านไม่ใช่แค่ที่ปลอดภัย แต่ควรเป็นบ้านที่ส่งเสริมให้สุขภาพดียิ่งขึ้น, Lifestyle Disruption บ้านที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่แตกต่างกันของคนทุกช่วงวัย และ Sustainability การสร้างชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุด

ความจริง แนวคิดข้างต้นของพฤกษาก็ปรากฏอยู่ในคอลัมน์หมู่บ้านของ The Cloud ไปแล้ว แต่คราวนี้พฤกษาไม่ได้มาเพื่อพูดถึงเรื่องนั้น

ผ่านไป 1 ปี พวกเขายังคงพัฒนาต่อยอดแนวคิดดังกล่าว 

เรากำลังจะเล่าถึงแคมเปญล่าสุดอย่าง Unlock Your Future Living ที่จะช่วยดูแลสุขภาพทั้งกายและใจเพื่อทุกชีวิตในบ้านอย่างแท้จริง

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Generation Why?

ทุกคนรู้ไหมว่า ‘บ้าน’ ทำให้สุขภาพกายและใจของเราดีขึ้นได้

อาจจะเป็นคำถามที่เราไม่เคยคิดมาก่อน แต่จริง ๆ แล้วบ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพกายและใจที่ดีได้

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสุขภาพกายให้ดีโดยใช้ทุกพื้นที่ของบ้านในการออกกำลังกาย การเลือกบ้านที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ และวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีสารพิษ หรือการสร้างสุขภาพใจที่เราสร้างบรรยากาศดี ๆ ให้กับบ้าน เพื่อเติมใจให้ฟูในช่วงเวลาที่อยู่บ้านได้

ความต้องการของพฤกษา คือการทำบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้สุขภาพกายและใจดีขึ้นในทุก ๆ วันที่ใช้ชีวิต

แม้แคมเปญที่ผ่านมา พวกเขาจะสื่อสารเพื่อคนทุกช่วงวัยเป็นหลัก แต่กลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ถือว่าเป็นกำลังหลักในการเลือกซื้อบ้าน คือกลุ่มคน Gen Y โดยส่วนมากยังไม่มีลูก คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มาอาศัยอยู่ด้วย และอายุก็ยังไม่มากนัก สิ่งที่ควรดูแลเป็นอย่างมากจึงหนีไม่พ้นตัวเอง

พวกเขาตีความว่า บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่ดี แต่จิตใจอาจจะไม่ได้แข็งแรงเท่ากายนัก จากปัจจัยภายนอกที่เผชิญมาตลอดวัน

พฤกษาอยากให้คุณกลับบ้านมาแล้วเหมือนได้ชาร์จแบต เพราะการมีสุขภาพที่ดีขึ้นของคนกลุ่มนี้ คือการออกไปทำตามฝัน ทำในสิ่งที่อยากทำได้เต็มที่ แม้ในวันพรุ่งนี้จะต้องออกไปลุยและอาจจะต้องเจอกับเรื่องเดิม ๆ อีกก็ตาม รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลากับโลกของเราในช่วง 2 – 3 ปีนี้ คนใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น ทำให้บ้านต้องมีพื้นที่ที่พร้อมรองรับการใช้ชีวิตอยู่เสมอ

แคมเปญนี้จึงแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือการดูแลสุขภาพกายและดูแลสุขภาพใจ

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือจะสื่อสารเรื่องพวกนี้ให้คนวัยทำงานที่ก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน ไม่ได้สนใจตัวเองเท่าไรได้ยังไง

ถ้าเป็นเราก็คงนิ่งคิดไปนาน แต่พฤกษาส่งน้องฟิวเจอร์กลับมาเป็นคำตอบ เรียกน้องว่า Virtual Life Inspirer แบรนด์พรีเซนเตอร์ AI คนแรกของพวกเขา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่จะมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่า พฤกษาออกแบบบ้านยังไง ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ว่าต้องคำนึงถึงอะไรถ้าต้องเลือกซื้อบ้าน และคุณเลือกได้เพื่ออนาคตของคุณเอง

ในขณะที่หลายแบรนด์เลือกใช้ดารานักแสดงเป็นพรีเซนเตอร์ ความสงสัยถัดมาจึงหนีไม่พ้นว่าอะไรทำให้พฤกษาเลือกใช้ AI ชื่อฟิวเจอร์เป็นทางออก 

คำตอบคือ จากที่ได้ศึกษา Consumer Insight ของกลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่เป็น Digital Natives ดังนั้น การใช้ Virtual Inspirer จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เข้าถึงใจของกลุ่ม Gen Y ได้มากขึ้น รวมไปถึงช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้กลุ่มคน Gen Y ที่มีความคิด ความสนใจหลากหลายได้อย่างเท่าเทียม

การตามหาพรีเซนเตอร์หน้าตาดีเพื่อดึงดูดลูกค้าจึงไม่ใช่สิ่งที่พฤกษาคาดหวัง พวกเขากำลังหาคนคนหนึ่งหรือสิ่งสิ่งหนึ่งที่มาช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่มีความ Individual แตกต่างกันได้

แม้แต่งานแถลงข่าว พฤกษายังแถลงบน Metaverse ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยการเป็น Avatar แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ให้ความสนใจกับโลกแห่งอนาคตมากแค่ไหน 

โดยลักษณะนิสัยของฟิวเจอร์เป็นคนจริงใจ เฟรนด์ลี่ สดใส เข้าถึงง่าย คอยห่วงใยผู้อื่นเสมอ อีกทั้งฉลาด รอบรู้ทั้งเทรนด์ปัจจุบันและอนาคต เสมือนเพื่อนผู้เป็นโค้ชที่มาพร้อมคำแนะนำดี ๆ ซึ่งต่อให้แบรนด์ไม่เฉลย เราก็รับรู้ได้เองว่านั่นสะท้อนจาก Brand Personality ของพฤกษาเป็นแน่

นอกจากฟิวเจอร์จะพาทุกคนเยี่ยมชมโครงการของพฤกษาได้แล้ว ยังมีโปรแกรมออกกำลังกายสนุก ๆ เปลี่ยนบ้านให้เป็น Sport Lifestyle Studio for Tomorrow ปลดล็อกสุขภาพกายของลูกบ้านอีกด้วย 

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

เพลง Old Fashioned ของ Bruno Major ดังคลอขึ้นมา ชวนให้อยากรู้ว่าใครกันนะที่คัดเลือกเพลงเหล่านี้ได้อย่างเหมาะเจาะ และพวกเขามีวิธีการทำงานให้เสียงเพลงส่งผลกับสุขภาพจิตใจอย่างไรกันแน่

People – Pet – Plant

เพลย์ลิสต์ส่งเสริมสุขภาพใจของพฤกษาแบ่งออกเป็น 3 หมวดที่ออกแบบสำหรับทุกชีวิตในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ มีทั้งหมด 6 เพลย์ลิสต์ ได้แก่ Happy Pets อารมณ์ก็ดี เลี้ยงก็ง่าย, Growing Plants โตง่าย ก็เพลงมันเพราะ, Fine Cooking เพลงดีทำอะไรก็อร่อย, Family Gathering สร้างความสุขทุกช่วงเวลา, Focus working เพลงดี…ไอเดียเกิด และ Hard Workout ได้ทั้งฟีล ได้ทั้งเหงื่อ

เพราะพฤกษาเชื่อว่า การใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะคนเท่านั้น แต่รวมถึงการใส่ใจรายละเอียดที่จะสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ผ่อนคลาย และสร้างเสริมความสุขสำหรับทุก ๆ ชีวิตในบ้านด้วยเช่นกัน 

เรื่องที่สนุกที่สุด คือขั้นตอนของการค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ Gen Y สนใจ เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้ามาก

หนึ่ง พฤกษาให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจในทุก ๆ รายละเอียดการใช้ชีวิตของลูกค้า จึงมีการทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง 

สอง พวกเขาใช้ Big Data ที่มีมากพอสมควร จาก Customer Journey จากความเข้าใจลูกค้า จากทุกจุด Touch Point ตั้งแต่เริ่มเสิร์ชหาบ้าน ลงทะเบียน มาคุยกับเซลส์ ไปเยี่ยมชมโครงการ จนถึงวันที่เข้าไปอยู่จริง

เมื่อได้ชุดข้อมูลมหึมา คำถามแรกที่แบรนด์ตั้งคือ จะพูดเรื่องอะไรให้ Gen Y รู้สึกมีส่วนร่วม 

พฤกษาพบว่าคนส่วนใหญ่สนใจ Entertainment ทั้งเพลง หนัง ละคร ไปจนถึงยูทูบเบอร์ ตามมาด้วยกลุ่มของคนรักสัตว์ที่เห็นได้เกือบทุกหลังในโครงการ จะมีสัตว์เลี้ยงตัวน้อยใหญ่ และกลุ่มคนรักต้นไม้ที่มีการเติบโตชัดเจนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเสียงเพลงคือสิ่งที่จะยึดโยงทุกกลุ่มคนเข้าด้วยกัน

แต่พฤกษาจะทำทุกอย่างให้ตอบโจทย์ทุกคนได้ยังไง ในเมื่อพวกเขาถนัดสร้างบ้าน

การร่วมมือกันระหว่างบ้าน จิตแพทย์ นักดนตรีบำบัด โรงพยาบาล และสัตวแพทย์จึงเกิดขึ้น 

ส่วนเพลย์ลิสต์ทั้ง 6 ก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Dream Team

จุดยืนของพฤกษาชัดเจน คือไม่อยากทำเพลย์ลิสต์ให้เป็นแค่ Marketing Gimmick แต่ต้องเข้าใจลูกค้าจริง ๆ ดีจริง ได้ผลจริง แคมเปญนี้จึงจำเป็นต้องทำกับผู้เชี่ยวชาญที่รู้เรื่องนี้จริง ๆ และมีงานวิจัยที่รับรองจริง ๆ ด้วย

สมาชิกคนแรกในทีมอเวนเจอร์คือทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์สุขภาพใจและนักดนตรีบำบัด โรงพยาบาลวิมุต หมอประจำบ้านของพฤกษา รับดูแลหมวด People ที่ต้องทำงานร่วมกันในการศึกษาและพูดคุยกับผู้ป่วยเพื่อทำความเข้าใจเป็นรายบุคคล เพราะดนตรีที่จะบำบัดได้ดีไม่ได้เกิดจากนักดนตรีบำบัดเป็นคนเลือกอย่างเดียว แต่ผู้ฟังมีส่วนร่วมในการเลือกด้วย  

ถือเป็นการ synergy ของพฤกษาและรพ.วิมุต ต่อยอดมาจากการที่ทางทีมผู้เชี่ยวชาญจาก รพ.วิมุตช่วยออกแบบฟังก์ชั่น ทั้งภายในบ้านและส่วนกลาง ที่ช่วยเสริมพัฒนาการและความปลอดภัยให้กับลูกบ้านได้อย่างครอบคลุม เพราะแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน พฤกษาจึงใส่ใจออกแบบบ้านให้เหมาะกับกิจกรรมที่หลากหลายของแต่ละคน มีการออกแบบพิเศษให้ตอบโจทย์กิจกรรมที่แตกต่างกันตามความชอบ ทั้งการทำ Flexible Space บ้านที่พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ, Ventilation System แค่ได้นั่งพักผ่อน สูดอากาศดี ๆ ในมุมโปรดของบ้านก็หายเหนื่อย, ส่วนกลางขนาดใหญ่ที่พักใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงบริการ Pruksa x Vimut ที่ให้ลูกบ้านรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ทุกเมื่อ  

จากสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ความกดดันที่มีมากขึ้น สุขภาพใจที่หลายคนมักมองข้าม กลับกลายเป็นสิ่งสำคัญ

คราวนี้ คุณหมอเข้ามาช่วยในเรื่องของทฤษฎีดนตรีบำบัดว่าแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หนึ่ง เพลงแนว Breathing List ที่มีจังหวะสม่ำเสมอ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และ สอง Energy List มีเนื้อเพลงและจังหวะเร้าใจ เพิ่มความแอคทีฟเติมพลังให้กับชีวิต ทางการแพทย์ก็ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือรักษาโรคอยู่แล้ว เนื่องจากมันทำให้อารมณ์ดีและเข้าใจตัวเอง

ซึ่งในหมวดนี้มีถึง 4 เพลย์ลิสต์ด้วยกัน แบ่งตามกลุ่มกิจกรรมในบ้าน ได้แก่ Fine Cooking เพลงดีทำอะไรก็อร่อย, Family Gathering สร้างความสุขทุกช่วงเวลา, Focus working เพลงดี…ไอเดียเกิด และ Hard Workout ได้ทั้งฟีล ได้ทั้งเหงื่อ สามารถเลือกฟังเพลงที่เหมาะกับอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลาของตนเองได้ตามความต้องการ 

สมาชิกคนต่อมาของทีม คือ น.สพ.ภพปภัค หุ่นโพธิ์ สัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ รับดูแลในหมวด Pet ที่ทางพฤกษาเองก็ต้องลงไปนั่งคุยและศึกษาอย่างจริงจัง พบว่า สุนัขที่ป่วยก็มีวิธีบำบัดด้วยการเปิดเพลงแนวคลาสสิกให้ฟังเช่นกัน พร้อมข้อแนะนำอีกหลายอย่างจากผลวิจัยและการทดลองใช้จริง รวมถึงข้อเสนอแนะว่าจะสร้างบ้านให้มีพื้นที่เพียงพอต่อสัตว์เลี้ยงได้ยังไง มากไปกว่านั้น คือเพลงแบบไหนกันที่เด็ก ๆ ฟังแล้วจะอารมณ์ดี

รูปแบบเพลงที่เหมาะสมที่สุดที่จะลดความกังวลในสุนัขจะเป็นดนตรีที่มีจังหวะแผ่วเบา นุ่มนวล สบาย ๆ อย่างเสียงเปียโนช้า ๆ ที่มีบีท 50 – 70 ต่อนาที รองลงมาจะเป็นดนตรีคลาสสิก หรือเป็น canine lullabies เพลงเด็กทำนองช้า ๆ ซึ่งจะช่วยให้สุนัขรู้สึกผ่อนคลาย 

จนได้เป็นเพลย์ลิสต์ Happy Pets อารมณ์ก็ดี เลี้ยงก็ง่าย ที่ถ้าเปิดให้ฟัง แล้วลองค่อย ๆ ลูบเขาไปด้วย เขาจะสร้างความจดจำว่านี่คือเสียงเพลงแห่งความสุข เมื่อต้องเดินทางไปเที่ยวไกล ๆ ถ้าเขาได้ยินเพลงเพลงนี้ เขาจะจำได้ และรู้สึกเหมือนอยู่กับเจ้าของ ไม่ได้โดนทิ้ง

เพราะยามที่คุณเหงา เศร้า หรือไม่สบายใจ น้อง ๆ ก็จะเป็นคนฮีลใจและสร้างความสุขให้ พฤกษาจึงอยากให้พวกเขามีความสุขไปด้วยกันกับคุณ 

คนรักสัตว์แบบเราถึงกับต้องเก็บเพลย์ลิสต์เข้ากรุ ก่อนเขยิบมาหมวด Plant ที่พฤกษาเองได้นำผลวิจัยมาใช้ในการออกแบบค่อนข้างมาก บวกกับได้ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้อย่าง บ้านและสวน มาอยู่ในทีมอเวนเจอร์ด้วย ช่วยให้บ้าน เสียงดนตรี และพื้นที่สีเขียวอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว

ซึ่งนอกจากการให้ความร่มรื่นและช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับทุกคนที่อยู่อาศัยแล้ว ต้นไม้ยังสามารถส่งต่อพลังบวก บำบัด และเพิ่มความสุขให้กับทุกคนในบ้านได้ด้วย แต่การที่ต้นไม้จะเติบโตได้อย่างแข็งแรงและมีความสุขได้ ก็ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ของเราเช่นกัน  

ถ้าได้ลองเปิดเพลงในเพลย์ลิสต์ Growing Plants โตง่าย ก็เพลงมันเพราะ ให้ฟังก็คงจะดีไม่น้อย เพราะมีทั้งเพลงช้าบรรเลงให้ความรู้้สึกถึงฟ้ายามเช้าที่แดดค่อย ๆ ออก จนถึงเพลงจังหวะสนุกสนานที่เหมาะแก่การรดน้ำต้นไม้เป็นที่สุด เชื่อว่าพวกต้นไม้เองก็คงรู้สึกสดชื่นไม่ต่างกัน

เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ คือคนสุดท้ายในทีม นักร้องที่ผันตัวเองมาเป็นนักจิตวิทยา ซึ่งนอกจากเขาจะเชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพจิตใจแล้ว เขื่อนยังมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองและปลูกต้นไม้จำนวนมาก

เมื่อรวมตัวกันครบทีม ต่อให้กัปตันพฤกษาไม่ได้พูดปลุกใจว่า Avengers Assemble เหมือนในภาพยนตร์ แต่เราเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมสร้างเพลย์ลิสต์ที่ตอบโจทย์ลูกบ้านอย่างเต็มกำลังแน่นอน

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Co-working Space

หากจะถามว่าพฤกษารู้ได้อย่างไรว่าเพลงไหนเหมาะสมที่สุดก็คงเป็นคำถามที่ยากเกินไป เพราะคำว่าดีที่สุดของพฤกษา ไม่มีจุดสิ้นสุด

พวกเขาใช้เวลาพูดคุยกับคุณหมอหลายชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจ คัดเพลง ส่งลิสต์กลับไปกลับมา แล้วก็ประชุมกับคุณหมออีกรอบว่าจัดเพลงยังไง

อย่างที่บอก พวกเขาไม่ต้องการให้มันเป็นแค่เพลย์ลิสต์ ไม่ได้ทำวันนี้วันเดียว แต่ต้องทำทุก ๆ อย่างประกอบกัน ใส่ใจทุกรายละเอียด และทำอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายจึงเป็นการทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นเหมือนกันว่าอะไรคือความหมายของ ‘การใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต’ 

เพราะการสร้างบ้านหลังหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยคนคนเดียว สถาปนิกของพฤกษาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์เลี้ยง ทีมออกแบบบ้านต้องทำตามหลักที่เอื้อเรื่องสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี มาร์เก็ตติ้งทุกคนต้องสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้เข้าถึงลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญ พาร์ตเนอร์ทั้งหลายก็จะเข้ามาช่วยให้แคมเปญนี้ดียิ่งขึ้น

สัตวแพทย์จากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อก็ไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องดนตรีบำบัดสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียว ลูกบ้านพฤกษาจะได้รับสิทธิพิเศษที่โรงพยาบาลสัตว์ด้วย เพราะโจทย์ที่พวกเขาให้ คือลูกบ้านพฤกษามีน้องหมาก็เหมือนมีลูกคน อีกทั้งน้อง ๆ พวกนี้ยังอาศัยอยู่ที่บ้านมากกว่าพวกมนุษย์เสียอีก จะปล่อยให้อยู่อย่างไม่มีความสุขได้ยังไง แม้แต่โรงพยาบาลวิมุต ก็นำเพลย์ลิสต์หมวด People ไปเปิดใช้จริงด้วยเช่นกัน

ตามเจตจำนงของพวกเขาที่อยากบอกว่า จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดของการมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ก็คือบ้านของทุกคนนั่นเอง

Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน
Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน

Happy Ending

แน่นอนว่าแคมเปญนี้เกี่ยวเนื่องกับความรู้สึกและชีวิตคนโดยตรง การวัดผลว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนจึงเป็นไปได้ยาก แต่เราก็หวังใจว่ากลุ่มเป้าหมายของพวกเขาจะชื่นชอบ ขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่ยืนยันได้ว่าพฤกษาพยายามอย่างหนักที่จะเข้าใจลูกค้า และมองทุกมุมโดยละเอียด

เพื่อให้คน Gen Y เข้าใจบ้านที่พวกเขาออกแบบมากยิ่งขึ้นในวันหน้า ในทางกลับกัน พวกเขาก็จะได้ออกแบบบ้านที่เข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้นต่อเนื่องไปด้วย

ยกตัวอย่างว่า บางคนอายุ 30 กำลังเพิ่งแต่งงาน 10 ปีผ่านไป เขาก็จะอายุ 40 อาจจะมีลูกสักอายุ 2 – 3 ขวบ ผ่านไปอีก 10 ปี เขาจะเริ่มแตะวัย Senior Aging ลูกเขาจะเริ่มเป็นวัยรุ่น และถ้ามีคุณตาคุณยายมาอยู่ด้วย ก็เป็นคนอายุประมาณสัก 80 แล้ว

Future Living ของพฤกษาคือการคิดถึงอนาคตนั้น ไม่ต้องไกลก็ได้ มองใกล้ ๆ ว่าตรงนี้ยังเป็นห้องเก็บของ อยากจะเปลี่ยนเป็นสตูดิโอพรุ่งนี้หรือเดือนหน้าได้เลย วันนี้สนใจปั่นจักรยาน วันต่อไปอยากเล่นโยคะ บ้านนี้ก็จะมีพื้นที่ที่ดีไซน์ให้ทั้งหมดเกิดขึ้นได้

หลังผ่านระยะเวลาหลายเดือน เพลย์ลิสต์ทั้ง 6 ก็ส่งออกสู่ลูกบ้านและคนทั่วไปได้ฟังกัน ขวัญใจคนทำงานอย่างเราคงหนีไม่พ้น Focus Working ที่เล่นเพลง Stiches ของ Shawn Mendes อยู่ตอนนี้

ก่อนจากกัน อยากให้เฝ้าติดตามสเต็ปต่อไปภายใต้แนวคิดอันยิ่งใหญ่ที่มีคำว่า ทั้งชีวิต เป็นคำมั่นสัญญา

เพราะพฤกษาไม่ได้ใส่ใจแค่ลูกบ้าน แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยง ต้นไม้ ทุก ๆ ชีวิตในบ้านให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และยังคงตั้งมั่นที่จะทำให้บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพกายและใจที่ดี ทั้งในวันนี้และในอนาคตต่อไป แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะพึงพอใจแล้วก็ตาม

ว่าแล้วก็ออกไปรดน้ำต้นไม้ยามสาย แล้วแวะมาลูบหัวเพื่อนรักสี่ขาที่นอนมองตาละห้อยสักหน่อยดีกว่า 

Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน

นอกจากจะมีเสียงดนตรีที่ช่วยในการสร้างพลังบวก สำคัญคือ บ้านของพฤกษาจะต้องเป็น “บ้านที่จะช่วยสร้างสุขภาพใจที่ดี” พวกเขาจึงใส่ใจออกแบบ Pruksa Living Solution ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ของการอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยทุกคน ทุกชีวิต มีความสุข และให้บ้านเป็นสถานที่พักกายพักใจ ช่วยให้คุณปลดล็อกสุขภาพกายและใจให้ฟื้นฟูเพราะบ้านที่มาพร้อมกับ Pruksa Living solution จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้น 

สัมผัสประสบการณ์ Unlock Your Future Living เพิ่มเติมได้ที่ https://www.pruksa.com/inspiring-story/unlockyourfutureliving-music

ข้อมูลอ้างอิงงานวิจัย
  • Giordano F, Scarlata E, Baroni M, et al. Receptive music therapy to reduce stress and improve wellbeing in Italian clinical staff involved in COVID-19 pandemic: A preliminary study. Arts Psychother 2020;70: 101688.
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1558787811001845
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0031938416306977
  • www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7671032/
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1558787811001845
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0031938416306977

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

สัปดาห์ที่ผ่านมา คนอายุสามสิบกว่าๆ ต่างสนุกสนานกับการย้อนดูอดีตชีวิตตัวเองผ่านหนังโฆษณาเรื่อง ‘สบายดีหรือเปล่า’ ของธนาคารกสิกรไทย

ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

ดูแล้วก็สงสัยว่าใครคือผู้กำกับหนังโฆษณาเรื่องนี้ ผมเดาว่าเขาต้องเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันแน่ๆ ถึงได้อินกับเรื่องราวในโฆษณาขนาดเก็บรายละเอียดทุกเม็ด พอเสิร์ชหาข้อมูลก็พบว่า

โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล คือผู้กำกับคนนั้น

ถ้าเขาเคยทำหนังรายได้ถล่มทลายหลายร้อยล้านมาหลายเรื่อง ก็ไม่แปลกที่เขาจะทำหนังโฆษณาระดับทอล์กออฟเดอะทาวน์ เพราะเขาคงรู้ดีว่า คนดูต้องการอะไร

ผมส่งข้อความชื่นชมไปหาโต้ง และชวนคุยหลายเรื่องที่ผมสงสัย

ข้อมูลที่ได้รับกลับมาสนุกเกินกว่าจะเก็บไว้คนเดียว

ผมก็เลยต่อสายไปสัมภาษณ์เขาถึงฮ่องกง เพื่อสัมภาษณ์แบบจริงจัง เอามาแบ่งปันผู้อ่าน นั่นทำให้ได้รู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นไอเดียของเอเจนซี่ GREYnJ United หนังเป็นแค่่ส่วนประกอบเล็กๆ ยังมีงานสนุกๆ และฮือฮา เตรียมปล่อยออกมาอีกเพียบ

จากนั้นผมต่อสายคุยกับ หนึ่ง-อัศวิน พานิชวัฒนา Executive Creative Director ของ GREYnJ United หัวเรือใหญ่ของโปรเจกต์นี้ เพื่อสัมภาษณ์รายละเอียดเพิ่มเติม หลายงานสนุกกว่าหนังโฆษณาเรื่องนี้อีก ทางเกรย์ก็เลยชวน The Cloud มาร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ของแคมเปญนี้

การได้สิทธินั่งฟังเบื้องหลังวิธีคิดสนุกๆ ของแคมเปญดีๆ แบบนี้ มีหรือที่เราจะปฏิเสธ

ตอนแรกนี้เราจะเริ่มต้นกันจากหนังโฆษณา ซึ่งผมไม่อยากเล่าตามขั้นตอนการทำงาน แต่อยากเล่าตามสิ่งที่ผมสงสัย และเชื่อว่าหลายคนก็คงสงสัย

ก่อนจะเริ่มพูดคุยเรื่องที่ไปที่มา เรามาย้อนดูหนังเรื่องนี้กันอีกสักรอบก่อนดีกว่า

เราจะเรียกหนังประเภทนี้ว่าอะไรดี

โต้งบอกว่า ชาวเอเจนซี่เรียกหนังประเภทนี้ว่า web film บ้าง online film บ้าง ซึ่งมีรูปแบบเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เมื่อก่อนหนังต้องสั้นมากห้ามเกิน 3 นาที ช่วง 5 วินาทีแรกต้องอิมแพ็คมาก แต่เทรนด์เปลี่ยนไปเพราะหนังโฆษณาเรื่อง Lalin ของพรเกษมคลินิก และ The Only One (จีบได้แฟนตายแล้ว) ของ The 1 Card ทำให้เจ้าของแบรนด์เริ่มยอมรับการทำหนังโฆษณาที่ยาวได้ ถ้ามีเรื่องที่ดี

ความยาวของหนังที่มากขึ้นทำให้ผู้กำกับได้ใช้ทักษะแบบการทำหนังมากขึ้น งานที่ออกมาจึงมีความเป็นหนังสั้นมากกว่าหนังโฆษณา และด้วยความยาวที่เพิ่มขึ้นทำให้หนังไม่สามารถทำเนื้อหาขายของแบบฮาร์ดเซลได้อีกต่อไป เพราะถ้าคนดูเห็นการขายของเมื่อไหร่ก็จะปิดทันที แบรนด์ทั้งหลายจึงเริ่มปรับตัวเข้าหาผู้บริโภค หน้าที่ของผู้กำกับจึงไม่ได้เน้นการขายของ แต่เป็นการทำหนังที่สมบูรณ์ที่สุด พยายามส่งไอเดียของหนังออกไปสู่คนดูให้สนุกที่สุด ดีที่สุด ซึ่งโต้งบอกว่าฟินมาก

ถ้าเป้าหมายคือทำหนังให้ดีมีชั้นเชิง แล้วจะแปะแบรนด์ลงไปยังไงให้คนรัก

โจทย์นี้ครีเอทีฟและผู้กำกับต้องขบคิดร่วมกัน และต้องบาลานซ์ให้ดี คือทำหนังที่คนดูจบแล้วรู้สึกว่า ไม่ยัดเยียดขายของ แต่ก็ได้สารที่แบรนด์อยากจะบอก วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ลองเทสต์ดู

 

ลูกค้ากสิกรไทยบรีฟมาว่าอะไร ถึงไม่มีเรื่องเกี่ยวกับธนาคารเลย

ธนาคารกสิกรไทยใช้สโลแกนว่า ‘บริการทุกระดับประทับใจ’ มาตั้งแต่ปี 2514 บรีฟของงานนี้ก็คือ ทำให้คนรู้สึกถึงสโลแกนนี้อีกครั้ง จึงอยากให้ทำแคมเปญที่เกี่ยวกับ ‘ความประทับใจ’ จะใช้สื่ออะไรก็ได้ ขอแค่ใช้หนังโฆษณาด้วย เพราะเป็นสื่อหลักที่คนไทยชอบ

เอเจนซี่ตีโจทย์ยังไงถึงกลายมาเป็นหนังเรื่องนี้

ทีมครีเอทีฟตั้งต้นจากความคิดที่ว่า โลกยุคนี้ไม่ควรจะทำงานสื่อสารบนความคิดที่ว่า ‘เราอยากบอกอะไร’ แต่ต้องเป็น ‘คนอยากฟังอะไร’ ก็เลยพัฒนาสตอรี่บอร์ดของหนังโฆษณาออกมา 2 แนวทาง แนวทางแรก เป็นหนังที่เล่าวิสัยทัศน์ของธนาคาร ซึ่งทำด้วยท่ามาตรฐานทั่วไป อีกแนวทาง ทีมวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายถึงคือ first-jobber ก็ลองมาหาอินไซต์ของคนกลุ่มนี้ เมื่อพูดถึง ‘ความประทับใจ’ ทีมงานพบว่าความประทับใจเป็นสิ่งพิเศษ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไป เราก็ยังจำความประทับใจในอดีตได้ ยังจำความรู้สึกนั้นได้ การที่เราเก็บของบางชิ้นเอาไว้ ก็เพราะมันมีเรื่องราวอยู่ในนั้น เก็บดอกไม้แห้งเพราะเก็บความรู้สึกตอนได้รับดอกไม้ช่อนั้น แล้วก็กลายเป็นไอเดียว่า แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไป แต่ความประทับใจยังเหมือนเดิม ซึ่งลูกค้าก็เห็นด้วยและเลือกแบบหลัง

 

ตั้งใจกดสูตร Music Marketing ไหม

เรื่องการทำหนังเพลงมีจุดเริ่มต้นจาก เวลาที่เหล่าครีเอทีฟนั่งคิดงานกันในออฟฟิศมักจะเปิดเพลงฟัง ซึ่งส่วนใหญ่ชอบฟังเพลงตอนที่เป็นวัยรุ่น ก็เลยมีคนปิ๊งไอเดียว่า ถ้าจะพูดเรื่องโลกเปลี่ยนไป ก็น่าจะเอาเพลงเก่าที่ความหมายใช่มาเล่าเรื่อง เพลงแรกที่นึกถึงก็คือเพลง สบายดีหรือเปล่า ของวง XYZ ช่วงนั้นวงไทยเทเนี่ยมเพิ่งเอาเพลงนี้มาคัฟเวอร์ใหม่พอดี ทีมครีเอทีฟคิดว่าน่าจะเล่าหนังเรื่องนี้ด้วยเพลง 2 เวอร์ชัน พอยุคเปลี่ยนเพลงก็เปลี่ยน แต่ผู้กำกับรู้สึกว่าเยอะไป เลยใช้วิธีเติมเนื้อท่อนใหม่ของวงไทยเทเนีี่ยมเข้าไปแทน ทีแรกผู้กำกับกังวลว่า มันจะเข้ากับหนังไหม แต่ตอนพอตัดต่อมาจริงๆ มันพอดีมาก โดยเฉพาะเนื้อร้องท่อนที่ว่า “I miss you so and I wanna know ว่า…” มันเป็นการชงเพื่อให้เข้าสู่ประโยคที่พระเอกจะพูดพอดีเป๊ะ

เพลงถือเป็นส่วนสำคัญมากของหนังเรื่องนี้ เพราะเพลงช่วยให้คนรู้สึกได้ บางอย่างก็อาจจะไม่ต้องเล่าผ่านหนัง แต่ใช้เพลงเล่าแทน และที่สำคัญที่สุด ถ้าจะทำหนังที่พูดถึงความรู้สึก ก็ควรจะใช้เพลงประกอบ

พัฒนาเนื้อหาในเรื่องไปในทิศทางไหน

ทางทีมครีเอทีฟมองว่าการเล่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เห็นภาพได้ง่ายที่สุดก็คือ เล่าผ่านเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งพฤติกรรมคนในแต่ละยุคก็จะเปลี่ยนตามเทคโนโลยี แต่ที่สุดแล้ว ถึงเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง แต่ความรู้สึกของคนก็ยังไม่เปลี่ยน ก็เลยพัฒนาเรื่องผ่านความสัมพันธ์ของชายหญิงคู่หนึ่งผ่านการสื่อสารต่างๆ สิ่งที่ผู้กำกับเข้ามาปรับเล็กน้อยก็คือ ให้เรื่องเริ่มต้นด้วยการจากกัน แล้วก็เติมเรื่องไปเมืองนอก ให้มีการเลิกกัน เติมความโรแมนติกเข้าไป เพื่อเล่าว่าเหตุการณ์สำคัญในชีวิตก็ยังนึกถึงกัน เช่น เห็นหิมะครั้งแรก เพื่อให้ซีนที่เจอกันตอนจบมันมีความหมายมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่ยิ้มให้กัน มันต้องเจอกันด้วยความรู้สึกว่า ฉันคิดถึงคนนี้เหลือเกิน ไม่ได้เจอกันมา 20 ปี โต้งก็เลยเขียนบทให้ทั้งเรื่องทั้งคู่ไม่เคยพูดคำว่า สบายดีหรือเปล่า จนกระทั่งได้มาพูดตอนกลับมาเจอกันอีกครั้ง เพื่อให้ฉากจบพีกที่สุด

ทำยังไงลูกค้าถึงกล้าตัดสินใจทำหนังโฆษณาที่ไม่ขายของเลย

ทีมงานบอกว่า หนังโฆษณาแบบนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่ได้รับไฟเขียวจากคุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจสำคัญของงานนี้ เนื่องจากคุณบัณฑูรมีตารางงานที่แน่นมาก ทีมงานจึงได้พบครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น เป็น 15 นาทีที่คุณบัณฑูรฟังทุกอย่างอย่างตั้งใจ ตรงไหนเห็นด้วยก็บอกเห็นด้วย ตรงไหนไม่เห็นด้วยก็บอกตรงๆ เช่นกัน สิ่งหนึ่งที่คุณบัณฑูรไม่เห็นด้วย และให้เอาออกจากเนื้อหาก็คือ เรื่องเกี่ยวกับธนาคารกสิกรไทย เพราะท่านมองว่า การขายของมันเชยแล้ว สิ่งสำคัญของยุคนี้คือทำให้คนรู้สึกให้ได้ งานนี้จึงไม่ได้มาขายของ แต่มาขายความรู้สึก เมื่อครีเอทีฟถามว่าสตอรี่บอร์ดร่างสุดท้ายมีปัญหาอะไรอีกไหม ท่านตอบว่า ไม่มีปัญหา แต่จะออกมาดีหรือเปล่าไม่รู้ เพราะขึ้นอยู่กับว่าใครกำกับ จะดึงอารมณ์ของนักแสดงออกมาได้ไหม พอทีมงานบอกว่า โต้ง บรรจง จะเป็นผู้กำกับงานนี้ คุณบัณฑูรก็บอกว่า มั่นใจว่าโต้งทำได้ แล้วก็บอกว่า ดึงอารมณ์ออกมาให้ได้แบบเรื่อง แฟนเดย์ฯ นะ

หนังเรื่องนี้โต้งตั้งใจขยี้ตรงไหนบ้าง

โต้งเป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อในเรื่องการขยี้ซีนอารมณ์ ทำให้มันออกมาจี๊ดที่สุด ว้าวที่สุด เขาบอกว่า เวลากำกับหนังโฆษณาเขาจะคิดเหมือนทำหนังใหญ่ คือทำยังไงให้หนังเรื่องนี้พุ่งที่สุด ไอเดียพุ่งที่สุด ฉากที่โต้งเน้นมากก็คือ ฉากจบ ซึ่งเขามองว่าต้องเล่าความรู้สึกของคนที่ไม่ได้เจอกัน 20 ปีให้ได้ ต้องขยี้ไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้ แต่ความยากก็คือ หนังเรื่องนี้ดันถ่ายซีนนี้เป็นซีนแรก แต่สุดท้ายโต้งก็กำกับออกมาได้ดีจนหลายคนน้ำตาซึมตาม

ในรายละเอียดต่างๆ ของหนังโต้งก็มั่นใจว่าคนอายุสามสิบขึ้นไปต้องโดนทุกคนแน่นอน เพราะเขาตั้งใจลงลึกกับสิ่งที่เป็นความทรงจำของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพกรูปในกระเป๋าสตางค์ โทรไปหาสาวแล้วพ่อรับเลยต้องดัดเสียง หรือโต๊ะบริการเช่าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเสิร์ชหารูปไม่เจอเลย ตู้โทรศัพท์การ์ดโฟนนั่นก็เป็นทีมองค์การโทรศัพท์ฯ มาช่วยติดให้ ส่วนเด็กวัยรุ่น โต้งก็ใช้วิธีเลือกตัวแสดงขวัญใจวัยรุ่นและเติมฉากจี๊ดๆ ที่น่าจะอินได้ทุกเพศทุกวัย

รายละเอียดอีก 3 อย่างที่น่ารู้ก็คือ ตอนแรกจะถ่ายหมู่บ้านในวัยเด็กที่บ้านแม่กำปอง แต่ทีมงานไปเจอบ้านป๊อกซึ่งสวยมาก และไม่เคยมีใครไปถ่ายหนังมาก่อน โต้งเลยตัดสินใจเปลี่ยนโลเคชันก่อนถ่ายจริง 1 วัน เรื่องที่สอง พระเอกโฆษณาเรื่องนี้เป็นลูกของ เจี๊ยบ-พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร นักร้องชื่อดังระดับตำนานอีกคนที่ดังในช่วงที่หนังพูดถึงพอดี และเรื่องสุดท้าย เบอร์เพจเจอร์ในเรื่อง คือเบอร์เพจที่โต้งเคยใช้

ทำหนังย้อนยุคแบบนี้ไม่กลัวคนเข้าใจผิดว่าเป็นโฆษณาของบริษัทสื่อสาร หรือไม่กลัวแก่หรือ

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนกังวลเหมือนกันหมดก็คือ กลัวจะเหมือนหนังโฆษณาการสื่อสารแห่งประเทศไทย แต่ตอนถ่ายทำทุกคนคุยกันว่า คนจะไม่รู้สึกแบบนั้น ถ้าเราสื่ออารมณ์ความคิดถึงและความรักได้ คนจะไม่สนใจประเด็นอื่นเลย ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ส่วนเรื่องแก่ ทีมเชื่อว่าธนาคารจะดูแก่หรือไม่แก่ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของธนาคาร ถ้าผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารมีมันดูไม่แก่ ยังไงธนาคารก็ดูไม่แก่ ถ้าหนังเรื่องนี้เชื่อเรื่องการขายความรู้สึก ก็ต้องมุ่งมั่นมาทางนี้ให้ดีที่สุด

 

ธนาคารกสิกรไทยได้อะไรจากแคมเปญนี้

ถ้าเป็นเมื่อก่อน การทำหนังโฆษณาทางโทรทัศน์ครีเอทีฟต้องคิดว่าจะเล่ายังไงให้มาจบที่สินค้าหรือโลโก้ตอนท้าย แต่ตอนนี้ถ้าอยากดูหนังเรื่องนี้ ต้องคลิกเข้าไปดูที่เพจธนาคารกสิกรไทย ไม่ต้องดูจบก็รู้แล้วว่า นี่เป็นแคมเปญของกสิกรไทย ซึ่งเป็นแนวคิดของการตลาดสมัยใหม่ หากเป็นเมื่อก่อนคงเหมือนเสียเงินเปล่า แต่ยุคนี้คนดูผ่านการแชร์จากเพจธนาคารก็ถือว่าแบรนด์ได้แล้ว โลกมันเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกับที่หนังพูด หนังก็ต้องวิ่งตามคนดูให้ทัน

เราจะได้เห็นอะไรอีกหลังจากหนัง

สิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจมากก็คือ ยุคนี้หลายแบรนด์มักจะตั้งเป้าไว้แค่ทำหนังโฆษณาที่ดัง แต่แคมเปญนี้กลับไม่คิดแบบนั้น เพราะหลังจากนี้ เราจะได้เห็นการต่อยอดจากหนังไปสู่ทุกสื่อทั้งสื่อเก่าสื่อใหม่แบบครบครัน เรียกว่าหลากหลายมาก และจะอะไรให้ได้ฮือฮากันอีกเรื่อยๆ ลากยาวกันไปทั้งปี ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในตอนนี้ แต่เท่าที่บอกได้ก็คือ ทุกอย่างอยู่บนไอเดียที่ว่า ไม่ว่าโลกและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปยังไง ธนาคารก็ยังบริการทุกระดับประทับใจเหมือนเดิม

 

ภาพ GREYnJ United

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

ทีมงาน

เอเจนซี่ GREYnJ United

Creative Team
Creative Chairwoman จุรีพร ไทยดำรงค์
Executive Creative Director อัศวิน พานิชวัฒนา
Creative Director ธัญลักษณ์ พงษ์อัชฌา
Senior Copy Writer ชนิกานต์ สิทธิอารีย์
Art Director วนาลี ไกรระวี
Copy Writer สรศักดิ์ ธรรมโกศล

Producer Team
Producer Director กนกศักดิ์ กาญจนจูฑะ
Producer ณัฐกิตติ์ วงศ์ปกรณ์

Production House : Hub Ho Hin
Director บรรจง ปิสัญธนะกูล
Producer ณัฐพล กรแก้ว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load