26 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

เมื่อเอ่ยถึงเมืองโพรวินซ์ทาวน์ (Provincetown) หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า P’town ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้คนส่วนใหญ่มัก\นึกถึงเมืองท่องเที่ยวน่ารัก ๆ ริมทะเล หรือไม่ก็สวรรค์บนดินของชาวสีรุ้งที่มีปาร์ตี้แดรกควีนโต้รุ่งตลอดซัมเมอร์ คงมีน้อยคนนักที่จะนึกถึงอีกด้านหนึ่งของเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ของ Peaked Hill Bars National Register Historic District of the Cape Cod National Seashore ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นนก แมลง งู ไฮยีน่า และสิงโตทะเล 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์บอกไว้ว่า ช่วงปี 1620 ที่นักแสวงบุญอพยพย้ายถิ่นมาจากเกาะอังกฤษ พื้นที่แถบนี้เป็นป่าไม้หนาทึบ มีหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์กว่า 1 ฟุต แต่หลังจากที่มีการตัดต้นไม้เพื่อปรับพื้นที่ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านเรือนและใช้เป็นฟืน ประกอบกับลักษณะทางภูมิประเทศที่แคบยาวและมีทะเลล้อมรอบ ทำให้ลมทะเลพัดเอาหน้าดินไปหมด จนเกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศแบบสันทรายตามที่เห็น ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะดูสวยดีไปอีกแบบ แต่ในทางนิเวศวิทยาแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความสยองขวัญระดับจูออนเลยทีเดียว

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ในยุค 1920 เนินทรายเหล่านี้เป็นที่ตั้งของกระท่อมเล็ก ๆ ที่ชาวเรือของหน่วย United States Life Saving Service ต้องมาประจำที่ศูนย์กู้ภัยทางน้ำ ซึ่งสร้างไว้ให้ครอบครัวพักเวลามาเยี่ยมในฤดูร้อน เมื่อท่าเรือย้ายออกไป กระท่อมเหล่านี้ถูกจับจองโดยเหล่านักเขียนหรือศิลปินที่แสวงหาแรงบันดาลใจและความสงบเงียบในการทำงาน เล่าลือกันว่าศิลปินที่เคยมาพำนักที่กระท่อม มี Mark Rothko, Jackson Pollock, และ Willem de Kooning รวมอยู่ด้วย

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
C-Scape Dune Shack 

และหนึ่งในบรรดากระท่อมที่อนุรักษ์ไว้ ก็คือกระท่อมอายุเกือบร้อยปีที่เราได้ไปเป็นศิลปินในพำนักอยู่เป็นเวลา 3 สัปดาห์ มีชื่อเก๋ไก๋ว่า C-Scape Dune Shack ตัวกระท่อมตั้งอยู่ในเขตที่เรียกว่า ‘Interdune Forest’ เป็นแอ่งที่อยู่ระหว่างเนินทรายริมทะเล (Foredune) และเนินทรายย่อย (Secondary Dune) เป็นพื้นที่ที่ไม่โดนลมมากและเนินทรายเริ่มจะไม่เคลื่อนตัว ทำให้มีต้นไม้ที่นอกเหนือจาก Pioneer Species (พืชเบิกนำ) ขึ้นบ้าง 

การเข้าถึงกระท่อม ก็เดินจากชายหาดส่วนที่เปิดให้คนเล่นน้ำได้มาประมาณ 30 นาที ในช่วงที่น้ำลงแล้วข้าม Foredune เข้ามา หรือเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว The Province Lands Visitor Center ผ่าน Back Dune และ Secondary Dune เข้ามาประมาณ 20 นาที (ถ้าไม่หลงทาง) ตอนหลังเรียนรู้ว่าการเอาก้อนหินไปวางตามจุดต่าง ๆ เพื่อเตือนความจำตามที่ Hansel ทำในเทพนิยายกริมนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะการหลงทางในเนินทรายในวันที่อากาศร้อนจัดโดยไม่มีน้ำดื่มเป็นเรื่องที่ไม่สนุกนัก

การไปพักที่กระท่อมที่ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ต หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Off-Grid Dune Shack นั้น อาจมีรายละเอียดในการเตรียมตัวที่ต้องทำอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเกินไปนักสำหรับคนไทยเรา ที่เติบโตมาในยุคที่ไฟฟ้าดับทุก ๆ หน้าฝน อาบน้ำตุ่มในสวนหลังบ้าน ทำธุระในกระโถน และล้างจานในกะละมัง 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ก่อนไปเราต้องบันทึกว่าตัวเองกินน้ำวันละประมาณกี่ลิตร ซื้ออาหารกระป๋องแบบต่าง ๆ มาลองชิมและคำนวณว่าต้องเตรียมไปเท่าไหร่ หายูทูบดูวิธีใช้ที่สูบน้ำบาดาลแบบโบราณ นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเครื่องแต่งกายเพื่อรับมือกับหมัดกวางและยุงในฤดูร้อน รวมถึงกองทัพหนูที่อาศัยอยู่ร่วมกันในกระท่อมอีกด้วย

เราเอาต้นยี่โถไปด้วย เพราะอ่านมาจากเว็บพันทิปว่า กิ่งยี่โถใช้ไล่หนูได้ และเอาเต็นท์ไปด้วย เพราะอ่านเจอจากบันทึกในเว็บไซต์ของศิลปินท่านหนึ่ง เขียนว่า เขาต้องเดินออกมาซื้อเต็นท์เพื่อไปนอนนอกบ้าน เพราะหนูส่งเสียงดังมาก เรียกว่ายกบ้านให้กองทัพหนูไปเลย 

หลังจากที่เราพาตัวเองพร้อมอุปกรณ์การวาดภาพ อาหาร และน้ำดื่ม สำหรับ 3 อาทิตย์จากบอสตันมาถึงโพรวินซ์ทาวน์ ทางผู้จัดการโครงการก็ใจดีส่งรถมารับจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้วขับพาไปที่กระท่อม และบอกว่าจะมารับกลับในวันสุดท้าย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ห้องนั่งเล่น

กระท่อมที่เราไปพักมีขนาดกะทัดรัด ตัวบ้านชั้นล่างมี 2 ส่วน ส่วนหน้าประกอบด้วยห้องครัวและโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่นซึ่งเราใช้เป็นสตูดิโอ ชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคาที่เป็นห้องนอน หน้าบ้านมีระเบียงนั่งเล่นที่เราเอาไว้นั่งวาดรูปตอนบ่ายถ้าลมไม่แรงมาก ตอนสัปดาห์สุดท้ายพื้นที่ไม่ค่อยพอ ก็เลยเถิดมาวาดที่ห้องครัวด้วยเลย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ระเบียงหน้าบ้าน

สภาพอากาศในเนินทรายนั้นค่อนข้างแปรปรวน บางวันตอนเช้าอากาศแจ่มใสดี แต่ว่าตอนบ่ายกลับฝนตกแบบเทลงมา หรือว่าบางวันตื่นมาอากาศชื้นและมีหมอกลงหนามาก วาดรูปไม่ได้เลยเพราะกระดาษเปียกไปหมด เรียกได้ว่าอยู่ 3 อาทิตย์ก็จริง แต่ว่าได้เจอเกือบครบทุกสภาพอากาศ ขาดแค่หิมะตกเท่านั้นเอง 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
สิ่งที่เราชอบมากที่สุดที่นี่คือสีของท้องฟ้า 
ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ตก ถ่ายจาก Foredune

ว่ากันว่าช่วงเวลาแสงทอง หรือ Golden Hours ของโพรวินซ์ทาวน์ยาวนานกว่าที่อื่น เพราะลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำล้อมรอบ ทำให้การหักเหของแสงในบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกในหน้าร้อน สวยงามและยาวนานกว่าที่อื่น ๆ นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ศิลปินพากันมาวาดรูปที่นี่ และต้องออกตัวก่อนว่าเราเป็นช่างเพนต์ที่ความสามารถด้านการถ่ายภาพต่ำมาก ขอเรียกว่าส่องแล้วกดเลยดีกว่า เลยอยากจะบอกว่าท้องฟ้าของจริงนั้นสวยกว่าที่เราถ่ายมามาก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งใกล้ ๆ ช่วงพระจันทร์เต็มดวง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม (2 ทุ่มในช่วงหน้าร้อนของที่นี่ยังไม่มืด) วันนั้นพระจันทร์ขึ้นเป็นสีแดง เรายืนดูอยู่นานและคิดว่านี่มันตอนเช้าหรือตอนเย็นกันนะ เวลาไม่ได้เจอคนมาหลาย ๆ วันก็เบลอ ๆ เหมือนกันว่าวันนี้มันวันไหน แล้วตอนนี้มันกี่โมงแล้วนะ วันถัดไปพระอาทิตย์ขึ้นเป็นสีขาวก็งงอีกรอบ

นอกจากนี้ ในวันพระจันทร์เต็มดวงที่นี่ก็สวยมาก แสงจันทร์ที่สะท้อนบนเนินทราย ทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่สว่างขึ้นไปอีก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ขึ้น ถ่ายจากหน้าบ้าน

ความพยายามนั่งชมพระอาทิตย์ตกหน้าบ้าน ท่ามกลางฝูงยุงขนาดอเมริกันไซส์ที่ไม่กลัวยาจุดกันยุงแบบไทยสไตล์กันเลย ในกระท่อมมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่ง มีไว้ให้คนที่มาพักที่นี่เขียนอะไรก็ได้บอกคนที่มาอยู่ถัด ๆ ไป โชคดีมากที่เราไม่ได้อ่านมันจนวันสุดท้าย เพราะคนที่มาพักก่อนหน้าเราเขียนว่า เธอฝันว่าเห็นผีเจ้าของกระท่อม เป็นผู้ชายแก่ ๆยืนอยู่หน้าประตูบ้าน เธอกลัวมากจนต้องเดินออกไปโทรศัพท์ให้สามีมาอยู่เป็นเพื่อน 

ส่วนคนก่อนหน้าเธอเขียนว่ามีงูอยู่ใต้ตู้เย็น!! เดชะบุญที่เราเจอเจ้างูตัวยาว 2 เมตรนั่นวันสุดท้ายก่อนจะกลับ และพบว่าทางเข้าออกของมันคือตรงห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังของตัวบ้าน เราเคยเห็นงูหน้าตาแบบนี้ตอนไปเดินป่ากับเพื่อนแถวนิวยอร์กสเตทและจำได้ว่ามันไม่มีพิษ แต่เวลาเข้าห้องน้ำก็แหยงนิดหน่อย ถ้ามันออกมาตอนที่เข้าห้องน้ำอยู่จะเป็นยังไง ได้แต่ทำเสียงดัง ๆ เพื่อเป็นการเตือนล่วงหน้าว่าอย่าออกมานะยูว์

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

การมาอยู่ที่นี่ 3 อาทิตย์ทำให้เราได้ข้อคิดหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องผลการกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ ได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่ายนั้นง่ายกว่าที่คิด การรับผิดชอบต่อของเสียของตัวเอง เป็นแบบฝึกหัดที่ดีในการปรับโภชนาการของอาหารที่กินเข้าไปมากขึ้น การต่อสู้กับความกลัวและเสียงแปลก ๆ ตอนกลางคืนนั้นเป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุด รู้สึกคิดถึงความมีอยู่ของคนรอบข้าง เมื่อต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเรียนรู้ว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่ไม่มีใครให้พึ่งพานั้นทำได้ไม่ยากถ้ามีสติ

เราชอบการใช้ชีวิตในกระท่อมนี้มาก และคิดฝันว่าถ้าอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ก็คงจะดี ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ที่เหมาะแก่การกักตัวในช่วงโควิด-19 เป็นอย่างดี เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผู้อ่าน

ถ้าใครได้มีโอกาสแวะมาที่โพรวินซ์ทาวน์ อย่าลืมไปเยี่ยมชมอีกด้านหนึ่งของเมืองกันบ้างนะ

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พรนภา ปรักกมกุล

ภูมิสถาปนิก ศิลปินชุมชน ช่างเพนต์ ที่อยากใช้โลกเป็นผืนผ้าใบแล้ววาดต้นไม้ลงไปให้เต็ม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 ธันวาคม 2565
903

“เห็นดาวทองส่องสีรุจีแจ้ง

บอกเหตุสำแดงถึงพระบุตรา

ว่าพระองค์ทรงธรรมอันล้ำเลิศ

ลงมาบังเกิด ณ พื้นพสุธา”

ท่วงทำนองและเนื้อร้องของบทเพลง เห็นดาวทอง’ที่แปลจากต้นฉบับ Les anges dans nos campagnes ในภาษาฝรั่งเศส บรรเลงในความรู้สึกทุกคราที่โลกโคจรใกล้ครบรอบอีกคำรบ 

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

นานกว่า 2,000 ปีแล้ว ที่พระบุตรของพระเจ้าเสด็จลงมาบังเกิดยังคอกสัตว์ในเมืองเบธเลเฮม

ยามเที่ยงคืนของราตรีดึกสงัด บรรดาทูตสวรรค์ต่างขับร้องบทเพลงสดุดีต่อพระเป็นเจ้าที่ประสูติใหม่ในร่างทารกน้อยนามว่า ‘เยซู’ พลันอัศจรรย์ทั้งหลายก็ทยอยเกิดตามลำดับ

หนึ่งในนั้นคือการปรากฏขึ้นของดาวประจำพระองค์ที่ส่องแสงโชติช่วงกว่าดาวดวงใดบนแผ่นฟ้า

แสงสว่างของดาวดวงนั้นส่องไกลไปถึงทิศตะวันออก อันเป็นถิ่นฐานของโหราจารย์ 3 ท่าน ทั้งหมดมองเห็นดาวที่น่าอัศจรรย์ใจขึ้นทางตะวันตก จึงพากันติดตามแสงดาวมาถึงบ้านที่ประทับของพระกุมารเยซู ซึ่งที่นั่น ทั้งสามก็ได้ถวายของขวัญล้ำค่าประกอบด้วยทองคำ กำยาน และมดยอบแด่พระองค์

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

เพราะเหตุนี้ ‘ดาว’ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการประสูติของพระเยซูเจ้าที่เราพบเห็นได้หนาตาช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในรูปแบบของสิ่งประดับตกแต่งทั้งหลาย ทั้งบนยอดต้นสน ฝาผนัง ชายคา หรือเป็นลวดลายบนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งในประเทศไทยยังมีสถานที่หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับดาวคริสต์มาสมากถึงขั้นจัดงานแห่ดาวจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกด้วย

ที่แห่งนี้มีนามว่า ‘ท่าแร่’ ซึ่งคนท้องที่ภาคอีสานออกสำเนียงว่า ‘ท่าแฮ่’

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร แบ่งการปกครองออกเป็น 8 หมู่บ้าน มีถึง 7 หมู่บ้านที่ลูกบ้านนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ด้วยจำนวนประชากรชาวคริสต์กว่า 12,000 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ของประชากรทั้งตำบลนี้ ท่าแร่จึงขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทยอย่างไร้ข้อสงสัย

บรรพบุรุษของชาวท่าแร่ส่วนใหญ่เป็นชาวญวนคาทอลิกที่อพยพมาจากตัวเมืองสกลนครเมื่อราว ค.ศ. 1884 (ตรงกับ พ.ศ. 2427) โดยอาศัยแพลำใหญ่ที่ คุณพ่อซาเวียร์ เกโก บาทหลวงชาวฝรั่งเศส กับครูเณรชาวญวนชื่อ ครูทัน ร่วมกันต่อขึ้นมา พวกเขาล่องแพลำนั้นข้ามทะเลสาบหนองหารขึ้นมาทางเหนือเพื่อหลบหนีการเบียดเบียนทางศาสนา ในกาลนั้นเหล่าคริสตชนได้รวมตัวกันตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ ซึ่งภายหลังได้พัฒนาเป็นตำบลท่าแร่แห่งนี้

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ความสำคัญของชุมชนชาวคริสต์ที่นี่เห็นจะวัดได้จากการจัดเขตการปกครองของคริสตจักรโรมันคาทอลิกในประเทศไทย ซึ่งได้ยกท่าแร่ขึ้นมาในระดับสูงสุดของประเทศ

ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมสักนิด ว่าคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแต่ละชาติจะนิยมแบ่งการปกครองทางศาสนาออกเป็น Diocese ที่ภาษาไทยนิยมแปลว่า ‘สังฆมณฑล’ หรือ ‘มุขมณฑล’ ทว่าคนทั่วไปมักเรียกตามคำเก่าที่เพี้ยนมาจากภาษาโปรตุเกสว่า เขตมิสซัง (Missão) ปกครองโดยประมุขซึ่งเรียกว่า มุขนายก หรือ บิชอป (Bishop)

ทุกเขตมิสซังจะมีอาสนวิหารหรือโบสถ์ใหญ่ประจำตำแหน่งบิชอปเสมอ โดยอาสนวิหารมักตั้งอยู่ในจังหวัดที่มีจำนวนประชากรชาวคริสต์สูงสุดในแถบนั้น เช่น เขตมิสซังจันทบุรี อาสนวิหารของเขตมิสซังนี้คืออาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ริมคลองจันทบุรี โบสถ์คาทอลิกแห่งอื่น ๆ ในจังหวัดจันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว รวมทั้งบางส่วนของฉะเชิงเทราและนครนายก ก็ขึ้นกับเขตมิสซังนี้

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล โบสถ์ใหญ่ประจำเขตมิสซังท่าแร่-หนองแสง

ทำนองเดียวกับ “หลายอำเภอรวมกันเป็นจังหวัด” เมื่อเขตมิสซังหลาย ๆ เขตมารวมกัน ก็จะได้หน่วยการปกครองที่ใหญ่ขึ้นไปอีก เรียกว่า ‘ภาคคริสตจักร’ หรือ แขวงฝ่ายพระศาสนจักร (Ecclesiastical Province)

ในระดับภาคคริสตจักร เขตมิสซังที่มีประวัติความเป็นมาและจำนวนประชากรมากกว่าเขตมิสซังอื่น ๆ จะถูกยกเป็น ‘อัครสังฆมณฑล’ หรือ ‘เขตมิสซังใหญ่’ (Archdiocese) เป็นเสมือนผู้นำประจำภาค เขตมิสซังอื่น ๆ เป็นแค่บริวาร หรือ ‘ปริมุขมณฑล’ ประมุขของเขตมิสซังใหญ่จะไม่เรียกแค่ ‘บิชอป’ เฉย ๆ แต่จะเป็นอัครมุขนายก ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า อาร์ชบิชอป (Archbishop)

ประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ภาคคริสตจักร ได้แก่ ภาคกรุงเทพฯ และ ภาคท่าแร่-หนองแสง

ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทุกเขตมิสซังขึ้นตรงต่อภาคกรุงเทพฯ ศูนย์กลางอยู่ที่โบสถ์อัสสัมชัญ

ส่วนภาคอีสานทั้งหมดขึ้นกับภาคท่าแร่-หนองแสง มีศูนย์กลางอยู่ที่ท่าแร่ จังหวัดสกลนครนี่เอง

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ทันทีที่ตัวเราย่างเข้าเขตท่าแร่ สิ่งแรก ๆ ที่จะได้เห็นก็คือสิ่งปลูกสร้างพร้อมป้ายชื่อที่บ่งบอกถึงคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ บ้านเณร คอนแวนต์ ฯลฯ ขนาดบ้านช่องของคนธรรมดาก็ยังมีร่องรอยการนับถือคริสต์อยู่ทุกหลัง เป็นต้นว่า ไม้กางเขน ภาพวาดพระเยซู แม่พระ ตลอดจนนักบุญที่เจ้าของบ้านหลังนั้นเคารพบูชา

หากมาท่าแร่ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนแห่งการสมโภชพระคริสตสมภพ สิ่งที่จะมีเพิ่มมาก็คือของตกแต่งในเทศกาลคริสต์มาส โดยเฉพาะดวงดาวที่ประดับประดาอยู่บนอาคารบ้านเรือนทุกแห่ง

ดาวเหล่านี้คือเสน่ห์ประจำตำบลท่าแร่ที่ชักนำผู้คนมากมายให้หลั่งไหลมาสู่ตำบลนี้ในวันคริสต์มาส เฉกเช่นเดียวกับโหราจารย์ที่ติดตามดาวประจำพระองค์เมื่อสองพันกว่าปีก่อนก็ปานกัน

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ในยุคแรกก่อตั้งชุมชนชาวคริสต์ ธรรมเนียมการแห่ดาวยังไม่ถือกำเนิด เมื่อเทศกาลคริสต์มาสวนมาถึง บรรดาพระสงฆ์และชาวบ้านเพียงแต่จุดเทียนเวียนรอบ ‘อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล’ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคริสต์ศาสนิกชนตำบลนี้ ก่อนเข้าไปประกอบศาสนพิธีในวัดเท่านั้น

แต่แล้วในยุคต่อมา คนในชุมชนก็ได้มีการประดิษฐ์ดาวขนาดเล็ก เรียกว่า ‘ดาวมือถือ’ ทำจากไม้ไผ่ห้าแฉกเป็นโครงรูปดาว ใส่เทียนเอาไว้ตรงกลางเพื่อให้แสงสว่าง เดินแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ควบคู่กับการขับคลอเพลงคริสต์มาสและบทสวดภาวนาของผู้เข้าร่วมพิธีทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีการนำดาวบางส่วนไปตกแต่งตามอาคารสถานที่จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของท่าแร่

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ล่วงเลยถึง ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) พระอัครมุขนายกลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงในเวลานั้น มีความประสงค์ยกระดับการจัดงานแห่ดาวให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก จึงคิดประดิษฐ์ ‘ดาวใหญ่’ ที่ใช้วัสดุหลากหลายขึ้น เช่น ไฟนีออน โฟม กระดาษสี และนำขึ้นยานพาหนะเช่นรถแห่ ออกแห่แหนไปรอบหมู่บ้าน แทนที่จะเวียนอยู่แค่รอบวัดเช่นการแห่ดาวมือถือแบบเดิม

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

คริสต์มาสปีนั้น ประเพณีแห่ดาวไม่ได้มีเฉพาะที่บ้านท่าแร่ที่เดียว แต่ยังขยายไปที่ตัวเมืองสกลนครที่พระคุณเจ้าคายน์ได้ย้ายไปสร้างสำนักแห่งใหม่ด้วย โดยวันที่ 24 ธันวาคมเป็นคิวแห่ของตำบลท่าแร่ ในขณะที่เมืองสกลนครแห่ทีหลังในวันที่ 25 ธันวาคม

อย่างไรก็ดี การแห่ดาวใหญ่ในปีแรก ๆ กลับไม่ประสบผลสำเร็จสักเท่าไร ด้วยผู้คนยังไม่คุ้นเคยกับรูปแบบประเพณีที่เปลี่ยนแปลงใหม่ รถที่เข้าร่วมขบวนแห่ยังมีน้อยคัน ดูไม่ดึงดูดสายตาเท่าที่ควร ทว่าพระคุณเจ้าคายน์ก็ยังยืนหยัดจะจัดงานแห่ดาวทั้งที่ท่าแร่และเมืองสกลนครเรื่อยมา โดยปรับปรุงรถและขบวนแห่ให้วิจิตรอลังการยิ่งขึ้น รวมถึงจัดให้มีการประกวดดาว เมื่อนั้นหมู่บ้าน ห้างร้าน และองค์กรต่าง ๆ จึงส่งรถแห่และดาวใหญ่มาร่วมขบวนมากขึ้น จนเป็นงานประเพณีที่คุ้นเคยของชาวจังหวัดสกลนคร

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

และใน ค.ศ. 2003 (พ.ศ.2546) ประเพณีแห่ดาวคริสต์มาสก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภาครัฐเข้ามามีบทบาทในงานนี้ คุณปานชัย บวรรัตนปราณ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครขณะนั้นได้บรรจุงานแห่ดาวให้เป็นประเพณีประจำจังหวัด เป็นเหตุให้งานนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ เริ่มดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมาเยี่ยมชมงานคริสต์มาสที่จังหวัดสกลนครนับตั้งแต่นั้น

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

ยามนี้ประเพณีแห่ดาวของสกลนครถือได้ว่าพัฒนาต่อยอดมาถึงยุคโลกาภิวัตน์แล้ว จากที่มีงานเฉลิมฉลองแค่วันที่ 24 – 25 ธันวาคม ผู้มีส่วนร่วมในการจัดงานก็ได้ขยายเป็นวันที่ 21 – 25 ธันวาคม มีการออกร้านขายของที่ถนนคนเดินท่าแร่ต่อเนื่องทุกวัน แม้บางวันจะไม่มีขบวนแห่ก็ตาม

ค.ศ. 2021 นับเป็นวาระสุดพิเศษ เมื่อตำบลท่าแร่ได้เพิ่มงาน ‘สีสันแห่งหนองหาร’ โดยแห่ดาวทางน้ำ จัดแสดงแสง สี เสียง ในหนองหารเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในวันที่ 22 ธันวาคม

และทำท่าจะเพิ่มสีสันขึ้นอีกทุกปี ๆ เพราะในปี 2022 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมในวันที่ 20 ธันวาคมเลยทีเดียว

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

งานแห่ดาวใหญ่ของตำบลท่าแร่ได้เลื่อนมาเป็นคืนวันที่ 23 ธันวาคม ถึงแม้ในช่วงปีนี้ประเทศไทยและทั่วโลกจะยังต้องเผชิญกับสภาวะการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 แต่ด้วยความยิ่งใหญ่ตระการตาของขบวนรถบุษบกที่ตกแต่งดาวดวงใหญ่ด้วยไฟหลากสี สร้างท้ายรถเป็นถ้ำพระกุมาร มีนักแสดงแต่งกายเป็นซานต้า ซานตี้ หรือเทวดานางฟ้าคอยโปรยขนมแจกคนที่อยู่รายทอง เหล่านี้ก็ยังมีแรงดึงดูดมากพอให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมาชื่นชมขบวนแห่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

แม้ว่าประเพณีแห่ดาวในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปมากเพื่อตอบสนองด้านการท่องเที่ยว หากแต่ชาวบ้านท่าแร่ก็ยังไม่ละทิ้งจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่บรรพกาล

ค่ำคืนวันที่ 24 ธันวาคม ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเวลาประสูติของพระคริสต์ แสงสีและความคึกคักในรูปแบบสมัยใหม่ของคืนก่อนหน้า ก็จะถูกกลบกลืนไปด้วยบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของขบวนแห่ดาวมือถือแบบดั้งเดิม ซึ่งชาวบ้านตลอดจนคริสตชนจากต่างถิ่นจะพร้อมใจกันตั้งแถวตอนยาว ถือดาวประดิษฐ์เสียบไม้หรือผูกเชือกห้อย เวียนรอบโบสถ์ตามหลังคณะพระสงฆ์ พลางประสานสำเนียงขับขานบทเพลงสรรเสริญพระเยซูเจ้าด้วยจิตศรัทธาเต็มเปี่ยม ก่อนที่ทั้งขบวนจะยาตราเข้าไปประกอบพิธีมิสซาภายในวัด

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

เพราะรูปแบบการเฉลิมฉลองคริสต์มาสของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ มากด้วยเอกลักษณ์ ทั้งการประดับดาวกระดาษตามสถานที่ การแห่ดาวใหญ่ขึ้นรถ รวมถึงการแห่ดาวมือถือเดินเท้า ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก หากประเพณีแห่ดาวจะส่งอิทธิพลต่อโบสถ์อื่นและจังหวัดข้างเคียงอย่างมุกดาหารและนครพนมด้วย

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

คริสต์มาสที่นี่อาจจะไม่มีปอยหิมะ สโนว์แมน ตุ๊กตาขนมปังขิง หรือแม้แต่ปล่องไฟให้ซานตาคลอสโรยตัวลงมาแจกของขวัญแก่เด็กดี เหมือนในภาพจำที่เราทั้งหลายได้รับมาจากโลกตะวันตก

แต่ที่นี่ก็ยังอบอุ่นด้วยลมเย็นจากทะเลสาบหนองหาร การแสดงแสงสีในขบวนแห่ พิธีกรรมแสนขลัง รอยยิ้มและเสียงหัวร่อต่อกระซิกของเด็ก ๆ ตลอดจนคำอวยพรสำเนียงอีสานที่คนในชุมชนมอบแก่กัน อันประกอบกันเป็นบรรยากาศคริสต์มาสแบบคริสตชนคนเมืองสกล

เหนืออื่นใด คือดารานับร้อยนับพันดวงที่สว่างไสวด้วยแรงศรัทธาต่อพระคริสตเจ้าผู้สถิตอยู่ในใจชาวบ้านท่าแร่ตราบนานเท่านาน

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load