26 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

เมื่อเอ่ยถึงเมืองโพรวินซ์ทาวน์ (Provincetown) หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า P’town ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้คนส่วนใหญ่มัก\นึกถึงเมืองท่องเที่ยวน่ารัก ๆ ริมทะเล หรือไม่ก็สวรรค์บนดินของชาวสีรุ้งที่มีปาร์ตี้แดรกควีนโต้รุ่งตลอดซัมเมอร์ คงมีน้อยคนนักที่จะนึกถึงอีกด้านหนึ่งของเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ของ Peaked Hill Bars National Register Historic District of the Cape Cod National Seashore ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นนก แมลง งู ไฮยีน่า และสิงโตทะเล 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์บอกไว้ว่า ช่วงปี 1620 ที่นักแสวงบุญอพยพย้ายถิ่นมาจากเกาะอังกฤษ พื้นที่แถบนี้เป็นป่าไม้หนาทึบ มีหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์กว่า 1 ฟุต แต่หลังจากที่มีการตัดต้นไม้เพื่อปรับพื้นที่ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านเรือนและใช้เป็นฟืน ประกอบกับลักษณะทางภูมิประเทศที่แคบยาวและมีทะเลล้อมรอบ ทำให้ลมทะเลพัดเอาหน้าดินไปหมด จนเกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศแบบสันทรายตามที่เห็น ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะดูสวยดีไปอีกแบบ แต่ในทางนิเวศวิทยาแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความสยองขวัญระดับจูออนเลยทีเดียว

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ในยุค 1920 เนินทรายเหล่านี้เป็นที่ตั้งของกระท่อมเล็ก ๆ ที่ชาวเรือของหน่วย United States Life Saving Service ต้องมาประจำที่ศูนย์กู้ภัยทางน้ำ ซึ่งสร้างไว้ให้ครอบครัวพักเวลามาเยี่ยมในฤดูร้อน เมื่อท่าเรือย้ายออกไป กระท่อมเหล่านี้ถูกจับจองโดยเหล่านักเขียนหรือศิลปินที่แสวงหาแรงบันดาลใจและความสงบเงียบในการทำงาน เล่าลือกันว่าศิลปินที่เคยมาพำนักที่กระท่อม มี Mark Rothko, Jackson Pollock, และ Willem de Kooning รวมอยู่ด้วย

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
C-Scape Dune Shack 

และหนึ่งในบรรดากระท่อมที่อนุรักษ์ไว้ ก็คือกระท่อมอายุเกือบร้อยปีที่เราได้ไปเป็นศิลปินในพำนักอยู่เป็นเวลา 3 สัปดาห์ มีชื่อเก๋ไก๋ว่า C-Scape Dune Shack ตัวกระท่อมตั้งอยู่ในเขตที่เรียกว่า ‘Interdune Forest’ เป็นแอ่งที่อยู่ระหว่างเนินทรายริมทะเล (Foredune) และเนินทรายย่อย (Secondary Dune) เป็นพื้นที่ที่ไม่โดนลมมากและเนินทรายเริ่มจะไม่เคลื่อนตัว ทำให้มีต้นไม้ที่นอกเหนือจาก Pioneer Species (พืชเบิกนำ) ขึ้นบ้าง 

การเข้าถึงกระท่อม ก็เดินจากชายหาดส่วนที่เปิดให้คนเล่นน้ำได้มาประมาณ 30 นาที ในช่วงที่น้ำลงแล้วข้าม Foredune เข้ามา หรือเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว The Province Lands Visitor Center ผ่าน Back Dune และ Secondary Dune เข้ามาประมาณ 20 นาที (ถ้าไม่หลงทาง) ตอนหลังเรียนรู้ว่าการเอาก้อนหินไปวางตามจุดต่าง ๆ เพื่อเตือนความจำตามที่ Hansel ทำในเทพนิยายกริมนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะการหลงทางในเนินทรายในวันที่อากาศร้อนจัดโดยไม่มีน้ำดื่มเป็นเรื่องที่ไม่สนุกนัก

การไปพักที่กระท่อมที่ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ต หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Off-Grid Dune Shack นั้น อาจมีรายละเอียดในการเตรียมตัวที่ต้องทำอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเกินไปนักสำหรับคนไทยเรา ที่เติบโตมาในยุคที่ไฟฟ้าดับทุก ๆ หน้าฝน อาบน้ำตุ่มในสวนหลังบ้าน ทำธุระในกระโถน และล้างจานในกะละมัง 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ก่อนไปเราต้องบันทึกว่าตัวเองกินน้ำวันละประมาณกี่ลิตร ซื้ออาหารกระป๋องแบบต่าง ๆ มาลองชิมและคำนวณว่าต้องเตรียมไปเท่าไหร่ หายูทูบดูวิธีใช้ที่สูบน้ำบาดาลแบบโบราณ นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเครื่องแต่งกายเพื่อรับมือกับหมัดกวางและยุงในฤดูร้อน รวมถึงกองทัพหนูที่อาศัยอยู่ร่วมกันในกระท่อมอีกด้วย

เราเอาต้นยี่โถไปด้วย เพราะอ่านมาจากเว็บพันทิปว่า กิ่งยี่โถใช้ไล่หนูได้ และเอาเต็นท์ไปด้วย เพราะอ่านเจอจากบันทึกในเว็บไซต์ของศิลปินท่านหนึ่ง เขียนว่า เขาต้องเดินออกมาซื้อเต็นท์เพื่อไปนอนนอกบ้าน เพราะหนูส่งเสียงดังมาก เรียกว่ายกบ้านให้กองทัพหนูไปเลย 

หลังจากที่เราพาตัวเองพร้อมอุปกรณ์การวาดภาพ อาหาร และน้ำดื่ม สำหรับ 3 อาทิตย์จากบอสตันมาถึงโพรวินซ์ทาวน์ ทางผู้จัดการโครงการก็ใจดีส่งรถมารับจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้วขับพาไปที่กระท่อม และบอกว่าจะมารับกลับในวันสุดท้าย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ห้องนั่งเล่น

กระท่อมที่เราไปพักมีขนาดกะทัดรัด ตัวบ้านชั้นล่างมี 2 ส่วน ส่วนหน้าประกอบด้วยห้องครัวและโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่นซึ่งเราใช้เป็นสตูดิโอ ชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคาที่เป็นห้องนอน หน้าบ้านมีระเบียงนั่งเล่นที่เราเอาไว้นั่งวาดรูปตอนบ่ายถ้าลมไม่แรงมาก ตอนสัปดาห์สุดท้ายพื้นที่ไม่ค่อยพอ ก็เลยเถิดมาวาดที่ห้องครัวด้วยเลย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ระเบียงหน้าบ้าน

สภาพอากาศในเนินทรายนั้นค่อนข้างแปรปรวน บางวันตอนเช้าอากาศแจ่มใสดี แต่ว่าตอนบ่ายกลับฝนตกแบบเทลงมา หรือว่าบางวันตื่นมาอากาศชื้นและมีหมอกลงหนามาก วาดรูปไม่ได้เลยเพราะกระดาษเปียกไปหมด เรียกได้ว่าอยู่ 3 อาทิตย์ก็จริง แต่ว่าได้เจอเกือบครบทุกสภาพอากาศ ขาดแค่หิมะตกเท่านั้นเอง 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
สิ่งที่เราชอบมากที่สุดที่นี่คือสีของท้องฟ้า 
ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ตก ถ่ายจาก Foredune

ว่ากันว่าช่วงเวลาแสงทอง หรือ Golden Hours ของโพรวินซ์ทาวน์ยาวนานกว่าที่อื่น เพราะลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำล้อมรอบ ทำให้การหักเหของแสงในบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกในหน้าร้อน สวยงามและยาวนานกว่าที่อื่น ๆ นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ศิลปินพากันมาวาดรูปที่นี่ และต้องออกตัวก่อนว่าเราเป็นช่างเพนต์ที่ความสามารถด้านการถ่ายภาพต่ำมาก ขอเรียกว่าส่องแล้วกดเลยดีกว่า เลยอยากจะบอกว่าท้องฟ้าของจริงนั้นสวยกว่าที่เราถ่ายมามาก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งใกล้ ๆ ช่วงพระจันทร์เต็มดวง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม (2 ทุ่มในช่วงหน้าร้อนของที่นี่ยังไม่มืด) วันนั้นพระจันทร์ขึ้นเป็นสีแดง เรายืนดูอยู่นานและคิดว่านี่มันตอนเช้าหรือตอนเย็นกันนะ เวลาไม่ได้เจอคนมาหลาย ๆ วันก็เบลอ ๆ เหมือนกันว่าวันนี้มันวันไหน แล้วตอนนี้มันกี่โมงแล้วนะ วันถัดไปพระอาทิตย์ขึ้นเป็นสีขาวก็งงอีกรอบ

นอกจากนี้ ในวันพระจันทร์เต็มดวงที่นี่ก็สวยมาก แสงจันทร์ที่สะท้อนบนเนินทราย ทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่สว่างขึ้นไปอีก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ขึ้น ถ่ายจากหน้าบ้าน

ความพยายามนั่งชมพระอาทิตย์ตกหน้าบ้าน ท่ามกลางฝูงยุงขนาดอเมริกันไซส์ที่ไม่กลัวยาจุดกันยุงแบบไทยสไตล์กันเลย ในกระท่อมมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่ง มีไว้ให้คนที่มาพักที่นี่เขียนอะไรก็ได้บอกคนที่มาอยู่ถัด ๆ ไป โชคดีมากที่เราไม่ได้อ่านมันจนวันสุดท้าย เพราะคนที่มาพักก่อนหน้าเราเขียนว่า เธอฝันว่าเห็นผีเจ้าของกระท่อม เป็นผู้ชายแก่ ๆยืนอยู่หน้าประตูบ้าน เธอกลัวมากจนต้องเดินออกไปโทรศัพท์ให้สามีมาอยู่เป็นเพื่อน 

ส่วนคนก่อนหน้าเธอเขียนว่ามีงูอยู่ใต้ตู้เย็น!! เดชะบุญที่เราเจอเจ้างูตัวยาว 2 เมตรนั่นวันสุดท้ายก่อนจะกลับ และพบว่าทางเข้าออกของมันคือตรงห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังของตัวบ้าน เราเคยเห็นงูหน้าตาแบบนี้ตอนไปเดินป่ากับเพื่อนแถวนิวยอร์กสเตทและจำได้ว่ามันไม่มีพิษ แต่เวลาเข้าห้องน้ำก็แหยงนิดหน่อย ถ้ามันออกมาตอนที่เข้าห้องน้ำอยู่จะเป็นยังไง ได้แต่ทำเสียงดัง ๆ เพื่อเป็นการเตือนล่วงหน้าว่าอย่าออกมานะยูว์

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

การมาอยู่ที่นี่ 3 อาทิตย์ทำให้เราได้ข้อคิดหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องผลการกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ ได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่ายนั้นง่ายกว่าที่คิด การรับผิดชอบต่อของเสียของตัวเอง เป็นแบบฝึกหัดที่ดีในการปรับโภชนาการของอาหารที่กินเข้าไปมากขึ้น การต่อสู้กับความกลัวและเสียงแปลก ๆ ตอนกลางคืนนั้นเป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุด รู้สึกคิดถึงความมีอยู่ของคนรอบข้าง เมื่อต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเรียนรู้ว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่ไม่มีใครให้พึ่งพานั้นทำได้ไม่ยากถ้ามีสติ

เราชอบการใช้ชีวิตในกระท่อมนี้มาก และคิดฝันว่าถ้าอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ก็คงจะดี ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ที่เหมาะแก่การกักตัวในช่วงโควิด-19 เป็นอย่างดี เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผู้อ่าน

ถ้าใครได้มีโอกาสแวะมาที่โพรวินซ์ทาวน์ อย่าลืมไปเยี่ยมชมอีกด้านหนึ่งของเมืองกันบ้างนะ

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พรนภา ปรักกมกุล

ภูมิสถาปนิก ศิลปินชุมชน ช่างเพนต์ ที่อยากใช้โลกเป็นผืนผ้าใบแล้ววาดต้นไม้ลงไปให้เต็ม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ถ้าหากพูดถึงช็อกโกแลตยอดฮิตคิทแคท (KITKAT) หลายคนคงนึกถึงญี่ปุ่นก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากคิทแคทเป็นหนึ่งในของฝากยอตฮิตของคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น คิทแคทที่ญี่ปุ่นมีตั้งแต่รสที่เป็นที่นิยม เช่น ชาเขียว สตรอว์เบอร์รี่ ไปจนถึงรสที่ดูประหลาดๆ เช่น รสซีอิ๊ว รสมันฝรั่ง และรสสาเก เป็นเรื่องจริงที่ญี่ปุ่นเป็นที่หนึ่งในประเทศที่มีรสคิทแคทหลากหลายมากที่สุดในโลก แต่ถ้าถามถึงต้นกำเนิดของขนมเวเฟอร์ช็อกโกแลตนี้ อาจจะมีน้อยคนที่เดาถูกว่าแท้จริงแล้วคิทแคทถือกำเนิดในเมือง York (ยอร์ก) สหราชอาณาจักร และในปี 2017 นี้ คิทแคทมีอายุร่วม 97 ปีแล้ว

การเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้ตั้งใจไปเพื่อตามรอยคิทแคท แต่บังเอิญไปได้ความรู้เกี่ยวกับช็อกโกแลตมาพอสมควร เรื่องมีอยู่ว่าเราต้องการเดินทางไปธุระที่ Newcastle (นิวคาสเซิล) แต่ด้วยความสนใจอยากไปเห็นยอร์กด้วยตาตัวเอง จากคำร่ำลือของเพื่อนๆ ว่าเป็นเมืองที่สวยมาก เราจึงตัดสินใจแวะที่ยอร์ก แม้จะมีเวลาที่เมืองนี้แค่คืนเดียว

ยอร์กอาจเป็นที่รู้จักของคนไทยที่สนใจไปเรียนต่อสหาราชอาณาจักร เนื่องจาก University of York เป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่ายอร์กเป็นหนึ่งในหัวเมืองการค้าที่สำคัญของอาณาจักร Northumbria (นอร์ธอัมเบรีย) ในยุคกลาง ซึ่งเป็นอาณาจักรทางเหนือของอังกฤษ เป็นที่ตั้งถิ่นฐานสำคัญของ Vikings ที่เข้ามาในหมู่เกาะ Great Britain ช่วงศตวรรษที่ 9 – 11 และยังเป็นเมืองสำคัญในช่วงที่ราชวงศ์ York (House of York) ปกครองอังกฤษอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ที่เราประทับใจที่สุดคือ York Castle Museum ซึ่งไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับปราสาท แต่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในหลายๆ ธีม เช่น ช็อกโกแลต ของเล่น แฟชั่น เมืองยอร์กในสมัยวิกตอเรียน สงครามโลกครั้งที่ 1 ไปจนถึงประวัติศาสตร์ยุค 60 สาเหตุที่พิพิธภัณฑ์ได้ชื่อนี้มาเพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เคยมีปราสาทอยู่เดิม ซึ่งต่อมาผุพังไปตามกาลเวลาและถูกเปลี่ยนเป็นคุก และกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในที่สุด

สาเหตุหลักที่เราสนใจนิทรรศการประวัติศาสตร์ช็อกโกแลต (Chocolate: York’s Sweet Past) ในพิพิธภัณฑ์นี้มากเป็นพิเศษ เพราะช็อกโกแลตเป็นอุตสาหกรรมหลักที่อาจเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดของยอร์กในอดีต และด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะช็อกโกแลตทำให้เราย้อนนึกถึงวัยเด็ก และการได้มาค้นพบต้นกำเนิดของขนมที่ชอบกินตอนเด็กๆ (และตอนนี้) ก็ทำให้วัยเด็กของเราดูมีอะไรขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับหนังสือของ Roald Dahl เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ที่เป็นหนัง Hollywood และละครเวทีด้วย รู้หรือไม่ว่าผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือมาจากวัยเด็กที่ผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ๆ จะส่งช็อกโกแลตไปให้เด็กๆ ชิมตามโรงเรียน และธุรกิจช็อกโกแลตในขณะนั้นก็มีการแข่งขันสูงมาก โดยในบรรดาผู้ผลิตรายยักษ์ก็คือ Rowntree’s ซึ่งมีต้นกำเนิดในยอร์ก (ปัจจุบันถูกซื้อไปโดย Nestlé) ผู้ผลิตคิทแคท กับสมาร์ตี้ (Smarties) ขนมที่ตอนเด็กๆ เราชอบสับสนกับ M&M และ Cadbury’s ที่กำเนิดใน Birmingham (ปัจจุบันเป็นของบริษัทอเมริกัน Mondelez International หรือ Kraft Foods)

สองบริษัทนี้แข่งขันกันสูงมาก และว่ากันว่ามีการส่งสปายเพื่อไปแอบดูสูตรการผลิตช็อกโกแลตของอีกฝ่าย ในปัจจุบันเราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ Rowntree’s แต่ Cadbury’s (ปัจจุบันคือ Cadbury) ยังคงเป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงมากในสหราชอาณาจักรและมีผลิตภัณฑ์ที่สำคัญคือช็อกโกแลตรูปไข่ที่คนชอบซื้อช่วงวัน Easter

ถ้าหากใครเคยอ่านหนังสือของ Roald Dahl จะพบว่าเด็กจนๆ อย่าง Charlie ไม่สามารถซื้อช็อกโกแลตได้เนื่องจากเป็นของกินฟุ่มเฟือย แม้ว่าในช่วงที่ Dahl ตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ช็อกโกแลตจะเป็นสินค้าที่คนสามารถซื้อหาได้อย่างค่อนข้างแพร่หลาย แต่ในประวัติศาสตร์ช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 มีเพียงแต่คนรวยเท่านั้นที่จะได้ลิ้มลองช็อกโกแลต เนื่องจากวัตถุดิบและวิธีการผลิตมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะน้ำตาลซึ่งเป็นของหายากในอังกฤษ แม้กระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 19 คนอังกฤษยังใช้น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวาน แต่น้ำผึ้งเองก็มีมูลค่ามากจนกระทั่งสามารถเอาไปใช้จ่ายค่าเช่าบ้านหรือจ่ายภาษีได้

ประวัติศาสตร์ของช็อกโกแลตก่อนศตวรรษที่ 20 จึงเป็นประวัติศาสตร์ของผู้มีอันจะกิน โดยคนมีเงินจะดื่มเครื่องดื่มโกโก้เพราะเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ จนกระทั่งปี 1847 ถึงมีผู้ผลิตช็อกโกแลตแบบกินได้ และปี 1868 เริ่มมีช็อกโกแลตแบบกล่อง ในช่วงปี 1920 ช็อกโกแลตบรรจุกล่องผ้าไหมที่ตกแต่งระบายสีด้วยมือเป็นที่นิยมมากในฐานะของขวัญของคนรวย ช็อกโกแลตกล่องของ Rowntree’s มีมูลค่ามากถึง 100 ชิลลิ่ง หรือเทียบกับค่าเงินในปัจจุบันนั้นมีราคาถึง 250 ปอนด์!

ต้นกำเนิดของคิทแคทเองก็มาจากการเป็นช็อกโกแลตบรรจุกล่องของ Rowntree’s ซึ่งถ้าดูจากกล่องตัวอย่างที่พิพิธภัณฑ์เรียกว่า Kit-Cat เริ่มขายในราวๆ ปี 1920 ก่อนที่ในปี 1935 จะมีพนักงานในบริษัทเสนอความคิดที่จะทำช็อกโกแลตเป็นแท่งติดกัน 4 แท่งเหมือนนิ้ว 4 นิ้ว (four-fingered) โดยเรียกว่า ‘Chocolate Crisp’ (ฟังดูเหมือนเป็น chocolate chip เวอร์ชันบริติช) เนื่องจากต้องการให้เป็นช็อกโกแลตขนาดกะทัดรัดที่พกไปกินตอนพักกลางวันได้ หลังจากนั้นในปี 1937 จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น KITKAT

หลายคนคงเคยได้ยินสโลแกน ‘คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท’ ซึ่งเราคิดว่าคนแปลเก่งมากๆ เพราะนอกจากจะดูคล้องจองและติดหูในภาษาไทยแล้ว ยังเป็นสโลแกนที่แปลมาแบบใกล้เคียงต้นฉบับภาษาอังกฤษมากๆ ซึ่งก็คือ ‘Have a Break’ ที่บริษัทเริ่มใช้ในปี 1957

หลังจากนั้นก็มีโฆษณาคิทแคทที่ใช้คำพูดประมาณนี้ เช่น ‘Give Yourself a Kit Kat, Give Yourself a Break’ หรือเพลงโฆษณาที่ร้องว่า “Give me a break, give me a break, break me off a piece of that Kit Kat bar!” ซึ่งเป็นเป็นสโลแกนภาษาอังกฤษที่เราคิดว่าเลือกมาดีมากๆ เพราะคำว่า break สามารถใช้หมายถึงการพักจากการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อมากินคิทแคท (เช่น พักกลางวัน ตามที่บริษัทตั้งใจไว้แต่แรก) ซึ่งทำให้ผู้บริโภคโยงคิทแคทเข้ากับช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย ในความคิดเรามันเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้คิทแคทดูเข้าถึงได้โดยชนชั้นแรงงาน และ break ยังหมายถึงการหักคิทแคทออกมากินเนื่องจากมันออกแบบมาให้หักกินทีละแท่งได้แบบที่เรารู้ๆ กันอยู่

นอกจากนี้สำนวน ‘Give someone a break’ ยังไม่ได้หมายความแค่ให้พัก หรือให้หยุดกดดัน แต่เป็นคำพูดที่ใช้เวลาเรารำคาญใคร หรือเวลาใครพูดอะไรแล้วเราไม่เชื่อ เราก็จะพูดใส่เค้าไปว่า “Give me a break!” ยิ่งเก๋เข้าไปอีก เหมือนบอกว่า อย่ามายุ่งนะ ฉันจะกินคิทแคท และสาเหตุที่คิทแคทเป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น ก็เป็นเพราะชื่อดันไปใกล้เคียงกับคำว่า きっと勝つ (Kitto Katsu) ที่แปลว่า ชนะแน่นอน ทำให้คนญี่ปุ่นนิยมซื้อไปให้เป็นของขวัญอวยพรให้โชคดี ซึ่งก็เป็นความเก่งในการเล่นคำเพื่อขายสินค้าอีกเช่นเดียวกัน

อีกแง่หนึ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตในอังกฤษคือผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ในอดีต ได้แก่ Rowntree’s Cadbury’s และ Fry’s ล้วนแล้วแต่มีผู้ก่อตั้งเป็น Quakers หรือสมาชิกของ The Religious Society of Friends ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของศาสนาคริสต์ที่เชื่อว่าผู้มีศรัทธาทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยไม่ต้องผ่านนักบวช ความเชื่อหนึ่งของ Quakers คือการต่อต้านการดื่มสุรา ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้กลุ่มนี้สนใจการทำช็อกโกแลต โดยเริ่มจากการสนับสนุนให้ดื่มเครื่องดื่มโกโก้เพื่อชักชวนให้คนเลิกสนใจแอลกอฮอล์ น่าสนใจมากที่ความเชื่อทางศาสนาทำให้ของกินอร่อยๆ อย่างช็อกโกแลตเป็นที่แพร่หลาย ถ้าเป็นคุณจะเลือกอะไรระหว่างช็อกโกแลตกับแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ในยอร์ก บริษัท Rowntree’s ยังขึ้นชื่อว่ามีโรงงานที่ปฏิบัติต่อพนักงานดี เมื่อเทียบกับโรงงานอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนา ทำให้ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานยากลำบาก การได้งานทำในโรงงานช็อกโกแลตเป็นสิ่งที่คนงานจำนวนมากปรารถนา ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้โรงงานช็อกโกแลตเป็นสถานที่ที่เด็กยากจนอย่าง Charlie อยากจะเข้าไปให้ได้

หากใครไปเที่ยวยอร์กและสนใจเรื่องเกี่ยวกับช็อกโกแลต ที่นี่ยังมี York’s Chocolate Story แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช็อกโกแลตของยอร์กและวิธีการทำช็อกโกแลต ที่เราคงมีโอกาสได้ไปหากมีเวลาพอ ถึงแม้จะไม่มีโอกาสไปชิมช็อกโกแลตที่นั่น แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็หายเข้าใจผิดแล้วว่าคิทแคทมาจากญี่ปุ่น

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

มนฑิตา โรจน์ทินกร

อาจารย์สอนวรรณคดีอังกฤษ เคยเรียนที่สกอตแลนด์ ชอบท่องเที่ยว เข้าพิพิธภัณฑ์ สนใจประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม และดนตรียุค 60 กับ 70

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load