26 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

เมื่อเอ่ยถึงเมืองโพรวินซ์ทาวน์ (Provincetown) หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า P’town ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้คนส่วนใหญ่มัก\นึกถึงเมืองท่องเที่ยวน่ารัก ๆ ริมทะเล หรือไม่ก็สวรรค์บนดินของชาวสีรุ้งที่มีปาร์ตี้แดรกควีนโต้รุ่งตลอดซัมเมอร์ คงมีน้อยคนนักที่จะนึกถึงอีกด้านหนึ่งของเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ของ Peaked Hill Bars National Register Historic District of the Cape Cod National Seashore ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นนก แมลง งู ไฮยีน่า และสิงโตทะเล 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์บอกไว้ว่า ช่วงปี 1620 ที่นักแสวงบุญอพยพย้ายถิ่นมาจากเกาะอังกฤษ พื้นที่แถบนี้เป็นป่าไม้หนาทึบ มีหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์กว่า 1 ฟุต แต่หลังจากที่มีการตัดต้นไม้เพื่อปรับพื้นที่ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านเรือนและใช้เป็นฟืน ประกอบกับลักษณะทางภูมิประเทศที่แคบยาวและมีทะเลล้อมรอบ ทำให้ลมทะเลพัดเอาหน้าดินไปหมด จนเกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศแบบสันทรายตามที่เห็น ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะดูสวยดีไปอีกแบบ แต่ในทางนิเวศวิทยาแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความสยองขวัญระดับจูออนเลยทีเดียว

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ในยุค 1920 เนินทรายเหล่านี้เป็นที่ตั้งของกระท่อมเล็ก ๆ ที่ชาวเรือของหน่วย United States Life Saving Service ต้องมาประจำที่ศูนย์กู้ภัยทางน้ำ ซึ่งสร้างไว้ให้ครอบครัวพักเวลามาเยี่ยมในฤดูร้อน เมื่อท่าเรือย้ายออกไป กระท่อมเหล่านี้ถูกจับจองโดยเหล่านักเขียนหรือศิลปินที่แสวงหาแรงบันดาลใจและความสงบเงียบในการทำงาน เล่าลือกันว่าศิลปินที่เคยมาพำนักที่กระท่อม มี Mark Rothko, Jackson Pollock, และ Willem de Kooning รวมอยู่ด้วย

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
C-Scape Dune Shack 

และหนึ่งในบรรดากระท่อมที่อนุรักษ์ไว้ ก็คือกระท่อมอายุเกือบร้อยปีที่เราได้ไปเป็นศิลปินในพำนักอยู่เป็นเวลา 3 สัปดาห์ มีชื่อเก๋ไก๋ว่า C-Scape Dune Shack ตัวกระท่อมตั้งอยู่ในเขตที่เรียกว่า ‘Interdune Forest’ เป็นแอ่งที่อยู่ระหว่างเนินทรายริมทะเล (Foredune) และเนินทรายย่อย (Secondary Dune) เป็นพื้นที่ที่ไม่โดนลมมากและเนินทรายเริ่มจะไม่เคลื่อนตัว ทำให้มีต้นไม้ที่นอกเหนือจาก Pioneer Species (พืชเบิกนำ) ขึ้นบ้าง 

การเข้าถึงกระท่อม ก็เดินจากชายหาดส่วนที่เปิดให้คนเล่นน้ำได้มาประมาณ 30 นาที ในช่วงที่น้ำลงแล้วข้าม Foredune เข้ามา หรือเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว The Province Lands Visitor Center ผ่าน Back Dune และ Secondary Dune เข้ามาประมาณ 20 นาที (ถ้าไม่หลงทาง) ตอนหลังเรียนรู้ว่าการเอาก้อนหินไปวางตามจุดต่าง ๆ เพื่อเตือนความจำตามที่ Hansel ทำในเทพนิยายกริมนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะการหลงทางในเนินทรายในวันที่อากาศร้อนจัดโดยไม่มีน้ำดื่มเป็นเรื่องที่ไม่สนุกนัก

การไปพักที่กระท่อมที่ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ต หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Off-Grid Dune Shack นั้น อาจมีรายละเอียดในการเตรียมตัวที่ต้องทำอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเกินไปนักสำหรับคนไทยเรา ที่เติบโตมาในยุคที่ไฟฟ้าดับทุก ๆ หน้าฝน อาบน้ำตุ่มในสวนหลังบ้าน ทำธุระในกระโถน และล้างจานในกะละมัง 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ก่อนไปเราต้องบันทึกว่าตัวเองกินน้ำวันละประมาณกี่ลิตร ซื้ออาหารกระป๋องแบบต่าง ๆ มาลองชิมและคำนวณว่าต้องเตรียมไปเท่าไหร่ หายูทูบดูวิธีใช้ที่สูบน้ำบาดาลแบบโบราณ นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเครื่องแต่งกายเพื่อรับมือกับหมัดกวางและยุงในฤดูร้อน รวมถึงกองทัพหนูที่อาศัยอยู่ร่วมกันในกระท่อมอีกด้วย

เราเอาต้นยี่โถไปด้วย เพราะอ่านมาจากเว็บพันทิปว่า กิ่งยี่โถใช้ไล่หนูได้ และเอาเต็นท์ไปด้วย เพราะอ่านเจอจากบันทึกในเว็บไซต์ของศิลปินท่านหนึ่ง เขียนว่า เขาต้องเดินออกมาซื้อเต็นท์เพื่อไปนอนนอกบ้าน เพราะหนูส่งเสียงดังมาก เรียกว่ายกบ้านให้กองทัพหนูไปเลย 

หลังจากที่เราพาตัวเองพร้อมอุปกรณ์การวาดภาพ อาหาร และน้ำดื่ม สำหรับ 3 อาทิตย์จากบอสตันมาถึงโพรวินซ์ทาวน์ ทางผู้จัดการโครงการก็ใจดีส่งรถมารับจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้วขับพาไปที่กระท่อม และบอกว่าจะมารับกลับในวันสุดท้าย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ห้องนั่งเล่น

กระท่อมที่เราไปพักมีขนาดกะทัดรัด ตัวบ้านชั้นล่างมี 2 ส่วน ส่วนหน้าประกอบด้วยห้องครัวและโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่นซึ่งเราใช้เป็นสตูดิโอ ชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคาที่เป็นห้องนอน หน้าบ้านมีระเบียงนั่งเล่นที่เราเอาไว้นั่งวาดรูปตอนบ่ายถ้าลมไม่แรงมาก ตอนสัปดาห์สุดท้ายพื้นที่ไม่ค่อยพอ ก็เลยเถิดมาวาดที่ห้องครัวด้วยเลย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ระเบียงหน้าบ้าน

สภาพอากาศในเนินทรายนั้นค่อนข้างแปรปรวน บางวันตอนเช้าอากาศแจ่มใสดี แต่ว่าตอนบ่ายกลับฝนตกแบบเทลงมา หรือว่าบางวันตื่นมาอากาศชื้นและมีหมอกลงหนามาก วาดรูปไม่ได้เลยเพราะกระดาษเปียกไปหมด เรียกได้ว่าอยู่ 3 อาทิตย์ก็จริง แต่ว่าได้เจอเกือบครบทุกสภาพอากาศ ขาดแค่หิมะตกเท่านั้นเอง 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
สิ่งที่เราชอบมากที่สุดที่นี่คือสีของท้องฟ้า 
ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ตก ถ่ายจาก Foredune

ว่ากันว่าช่วงเวลาแสงทอง หรือ Golden Hours ของโพรวินซ์ทาวน์ยาวนานกว่าที่อื่น เพราะลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำล้อมรอบ ทำให้การหักเหของแสงในบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกในหน้าร้อน สวยงามและยาวนานกว่าที่อื่น ๆ นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ศิลปินพากันมาวาดรูปที่นี่ และต้องออกตัวก่อนว่าเราเป็นช่างเพนต์ที่ความสามารถด้านการถ่ายภาพต่ำมาก ขอเรียกว่าส่องแล้วกดเลยดีกว่า เลยอยากจะบอกว่าท้องฟ้าของจริงนั้นสวยกว่าที่เราถ่ายมามาก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งใกล้ ๆ ช่วงพระจันทร์เต็มดวง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม (2 ทุ่มในช่วงหน้าร้อนของที่นี่ยังไม่มืด) วันนั้นพระจันทร์ขึ้นเป็นสีแดง เรายืนดูอยู่นานและคิดว่านี่มันตอนเช้าหรือตอนเย็นกันนะ เวลาไม่ได้เจอคนมาหลาย ๆ วันก็เบลอ ๆ เหมือนกันว่าวันนี้มันวันไหน แล้วตอนนี้มันกี่โมงแล้วนะ วันถัดไปพระอาทิตย์ขึ้นเป็นสีขาวก็งงอีกรอบ

นอกจากนี้ ในวันพระจันทร์เต็มดวงที่นี่ก็สวยมาก แสงจันทร์ที่สะท้อนบนเนินทราย ทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่สว่างขึ้นไปอีก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ขึ้น ถ่ายจากหน้าบ้าน

ความพยายามนั่งชมพระอาทิตย์ตกหน้าบ้าน ท่ามกลางฝูงยุงขนาดอเมริกันไซส์ที่ไม่กลัวยาจุดกันยุงแบบไทยสไตล์กันเลย ในกระท่อมมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่ง มีไว้ให้คนที่มาพักที่นี่เขียนอะไรก็ได้บอกคนที่มาอยู่ถัด ๆ ไป โชคดีมากที่เราไม่ได้อ่านมันจนวันสุดท้าย เพราะคนที่มาพักก่อนหน้าเราเขียนว่า เธอฝันว่าเห็นผีเจ้าของกระท่อม เป็นผู้ชายแก่ ๆยืนอยู่หน้าประตูบ้าน เธอกลัวมากจนต้องเดินออกไปโทรศัพท์ให้สามีมาอยู่เป็นเพื่อน 

ส่วนคนก่อนหน้าเธอเขียนว่ามีงูอยู่ใต้ตู้เย็น!! เดชะบุญที่เราเจอเจ้างูตัวยาว 2 เมตรนั่นวันสุดท้ายก่อนจะกลับ และพบว่าทางเข้าออกของมันคือตรงห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังของตัวบ้าน เราเคยเห็นงูหน้าตาแบบนี้ตอนไปเดินป่ากับเพื่อนแถวนิวยอร์กสเตทและจำได้ว่ามันไม่มีพิษ แต่เวลาเข้าห้องน้ำก็แหยงนิดหน่อย ถ้ามันออกมาตอนที่เข้าห้องน้ำอยู่จะเป็นยังไง ได้แต่ทำเสียงดัง ๆ เพื่อเป็นการเตือนล่วงหน้าว่าอย่าออกมานะยูว์

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

การมาอยู่ที่นี่ 3 อาทิตย์ทำให้เราได้ข้อคิดหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องผลการกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ ได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่ายนั้นง่ายกว่าที่คิด การรับผิดชอบต่อของเสียของตัวเอง เป็นแบบฝึกหัดที่ดีในการปรับโภชนาการของอาหารที่กินเข้าไปมากขึ้น การต่อสู้กับความกลัวและเสียงแปลก ๆ ตอนกลางคืนนั้นเป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุด รู้สึกคิดถึงความมีอยู่ของคนรอบข้าง เมื่อต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเรียนรู้ว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่ไม่มีใครให้พึ่งพานั้นทำได้ไม่ยากถ้ามีสติ

เราชอบการใช้ชีวิตในกระท่อมนี้มาก และคิดฝันว่าถ้าอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ก็คงจะดี ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ที่เหมาะแก่การกักตัวในช่วงโควิด-19 เป็นอย่างดี เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผู้อ่าน

ถ้าใครได้มีโอกาสแวะมาที่โพรวินซ์ทาวน์ อย่าลืมไปเยี่ยมชมอีกด้านหนึ่งของเมืองกันบ้างนะ

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พรนภา ปรักกมกุล

ภูมิสถาปนิก ศิลปินชุมชน ช่างเพนต์ ที่อยากใช้โลกเป็นผืนผ้าใบแล้ววาดต้นไม้ลงไปให้เต็ม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

14 พฤศจิกายน 2560
12 K

ก็ไม่รู้ว่าเขาแอบไปคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะวิวัฒนาการคบเพื่อนของลูกผม ตั้งแต่เกิดก็เริ่มจาก Peppa Pig, Minion, Dinosaur แล้วจู่ๆ ก็มารถไฟที่ชื่อ Thomas

ผมสังเกตว่าลูกชอบรถไฟ ก็ตอนที่เดินอุ้มเขาอยู่แถวซอยสุขุมวิท 33 จู่ๆ ลูกก็เงยหน้ามองที่รางรถไฟ BTS  แล้วก็เรียก พ่อๆๆๆ รถไฟ เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง หลังจากนั้น ผมก็เลยชอบพาเขามานั่งตรงหน้าห้างเอมควอเทียร์ตรงชั้นลอย

เพื่อให้มายืนดูรถไฟที่วิ่งไปมาให้หนำใจ ถ้าวันหนึ่ง คุณเกิดเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนชานชาลาคนเดียวแล้วยืนบ๊ายบายส่งคนทั้งรถไฟออกจากสถานี ไม่ต้องแปลกใจเลย นั่นคือลูกชายผม

รถไฟ

ถ้าลูกคนอื่นอาจเริ่มต้นคำภาษาอังกฤษ ด้วยคำว่า daddy, mommy, bird บลา บลา ขณะที่ลูกของผมจะเริ่มต้นด้วยคำว่า Thomas ตอนแรกผมก็งงว่ามาจากไหน สุดท้ายผมก็พบคำตอบในแผนกของเล่น เมื่อเขาหยิบโมเดลรถไฟที่หน้าตาเหมือนคนยื่นให้ผมดู และถามผมว่า “พ่อเอามั้ย?” (“พ่อเอามั้ย”น่าจะเป็นรูปประโยคในแบบของเขาที่แปลว่า พ่อซื้อให้หน่อย เพียงแต่ฟังดูไม่ค่อยถูกบังคับซื้อเท่าไหร่)

Thomas & Friends

เมื่อเขาเริ่มตกหลุมรักเพื่อนที่ชื่อ โทมัส หายนะก็เกิดกับเงินในกระเป๋าของพ่อทันที เพราะโดยปกติแล้ว เวลาเด็กชอบของเล่น ก็มักจะชอบนีโม่ บาร์บี้ ซึ่งอย่างมากก็มีแค่ไม่กี่ตัว แต่เมื่อลูกชอบรถไฟ มันไม่ได้มีแค่แบบเดียว เพราะชื่อของมันคือ Thomas & Friends (สังเกตว่า friend เติม s) จากนั้นการตามล่าหาโมเดลรถไฟโทมัสและผองเพื่อนก็เริ่มต้นขึ้น เริ่มจากโทมัสก่อน จากนั้นก็มา James, Percy,  Diesel, Edward …และอีกมากจนจำไม่หมด

แอบสืบประวัติเพื่อนลูก

โทมัสเกิดที่ประเทศอังกฤษ เป็นรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ อาศัยบนเกาะที่ชื่อเกาะโซดอร์ โทมัสนิสัยดี ชอบทำงาน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และมีนิสัยที่เหมือนเด็กทั่วไปอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาทำดีแล้วชอบให้คนชม

ผมชอบที่ลูกหันมาคบกับโทมัส เพราะทุกครั้งที่พวกเขาเจอกัน นอกจากโทมัสจะสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ๆ ให้ตั้งหลายคำ ยังสอนเรื่องการมีน้ำใจ การช่วยเหลือผู้อื่น ได้เป็นอย่างดี ถ้าเปรียบเทียบกับ Peppa Pig ของชอบที่เคยชอบก่อนหน้านี้ ผมว่า Peppa มีความดาร์กอยู่เยอะมาก

 

เมื่อเพื่อนอยากไปเจอเพื่อน

มันก็เหมือนคนที่คบกัน เจอกันทางอินเทอร์เน็ต ส่งข้อความคุยแชตกันไปมา แต่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน มันก็ต้องมีสักวันแหละน่าที่จะต้องนัดไปเจอกันว่าตัวจริงตรงปกรึเปล่า

จนวันหนึ่ง เราบังเอิญไปเปิดเจอโทมัสในหนังสือแนะนำเกี่ยวกับรถไฟของญี่ปุ่น ก็พบว่ามันมีสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ญี่ปุ่นด้วย ตอนแรกเราก็นึกว่าคงเอาโมเดลของโทมัสมาทำม้าหมุน ทำเครื่องเล่นแบบหยอดเหรียญ เหมือนที่สวนสนุกต่างๆ ชอบทำ แต่ผมคิดผิด เพราะสวนสนุกรถไฟโทมัสที่ว่านี่ มันคือรถไฟของจริง

แต่ความรักมักมีอุปสรรค เพราะขั้นตอนการนัดหมายเพื่อนคนนี้มันยากมาก ที่สำคัญ เพื่อนลูกผมคนนี้เขารับแขกแค่ปีละ 2 เดือนเท่านั้น ประมาณช่วงปลายปีตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งแต่ละปีก็ไม่เหมือนกันอีก แล้วแต่อารมณ์ของพี่เขา

เราให้บริษัททัวร์ที่เรารู้จักช่วยติดต่อให้ เพราะมันต้องให้คนที่ญี่ปุ่นจองให้ และต้องรอคิวว่าพี่โทมัสเขาจะให้เราเข้าเยี่ยมได้วันไหน ต้องรอเขาตอบกลับ ทำให้ทริปนี้ เราต้องจองโรงแรมเผื่อเป็นสิบๆ วัน เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนลูกคนนี้จะว่างวันไหน…แต่ในที่สุด ฟ้าก็มีตา

 

ปู๊น ปู๊น ทริป

ไปญี่ปุ่นทั้งที จะไปเจอแค่โทมัสอย่างเดียวก็ยังไงอยู่ ไหนๆ ทริปนี้ก็จะให้เป็นรถไฟทริป เราเลยอยากจะให้ลูกได้รู้จักรถไฟให้ได้มากที่สุด

รถไฟ

เราเริ่มทริปที่นาโกย่า จุดหมายแรกไปที่ มิวเซียมรถไฟ SCMAGLEV and Railway Park ก่อนเลย ที่นี่รวบรวมรถไฟทั้งเก่าเเละใหม่ไว้ในที่เดียว เป็นมิวเซียมที่เพลิดเพลิน ถึงไม่ปลื้มรถไฟเป็นพิเศษก็สามารถเดินเล่นได้อย่างไม่น่าเบื่อ เเต่สำหรับเด็กที่ชอบรถไฟเเล้วมันคือสวรรค์ดีๆ นี่เอง ที่นี่ทำให้เรารู้ว่ารถไฟที่ญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายเเบบ วิ่งหลายเส้นทาง

คนออกแบบใส่ใจรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง อาหาร เเละร้านค้าของมิวเซียมที่ขายสินค้าเกี่ยวกับรถไฟมากมายที่ชวนเสียเงินจริงๆ
พิพิธภัณฑ์รถไฟญี่ปุ่น

จากนั้น เราไปต่อที่เกียวโต ที่นี่ก็มี Kyoto Railway Museum เหมือนกัน ถึงจะไม่ใหญ่โตเท่านาโกย่า เเต่ที่นี่ รวบรวมรถไฟไอน้ำสมัยโบราณ หรือ SL (Steam Locomotive) ไว้เพียบ ด้านนอกมีโรงจอดรถไฟ SL ขนาดใหญ่ มี Turn Table ที่ช่วยเก็บรถไฟเข้าโรงจอด ซึ่งเราเพิ่งเห็นของจริงเป็นครั้งเเรก หัวรถจักรไอน้ำโบราณเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีและสามารถใช้ได้จริง การได้ยินเสียงหวีดรถไฟร้อง พร้อมไอน้ำที่ออกจากปล่อง รู้สึกเหมือนย้อนเวลาไปนั่งรถไฟเมื่อ 100 ปีก่อน

Kyoto Railway Museum

นอกจากนี้ ที่เกียวโตยังมีรถไฟสาย Romantic ชื่อ Sagano Romantic Train อยู่ที่อาราชิยามะ ย่านที่ไม่ไกลจากเกียวโตนัก สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติ เเต่ที่พิเศษคือขบวนรถที่ห้า ที่จะเป็นเเบบ open-air ให้เราเสพธรรมชาติสองข้างทางอย่างเต็มที่

เราไปถึงสถานีกันแต่เช้า และดีใจว่าเราน่าจะมาเป็นคนแรก แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก เราก็พบว่าเรายังเป็นคนแรกอยู่

วันนี้วันพุธ รถไฟหยุด 1 วัน หันไปมองลูกชาย หน้าเบะทันที เหตุนี้เองทำให้วันรุ่งขึ้น ผมต้องมาแก้มืออีกครั้ง

นั่งรถไฟ

โมเมนต์เมื่อเพื่อนเจอเพื่อน

และแล้วก็ถึงวันที่เป็นหัวใจของทริปนี้ นั่นคือโทมัส แต่เส้นทางไปบ้านเพื่อนลูกผมครั้งนี้มันสาหัสพอสมควร เริ่มจากนั่งชินคันเซนจากโตเกียว ไปลงที่ชิสุโอกะ เเล้วต่อด้วยรถไฟวินเทจสาย Oigawa ไปถึงสถานี ​Senzu ออกจากโตเกียวเก้าโมง ไปถึงบ้านโทมัสก็ราวๆ เที่ยง

รถไฟวินเทจสาย Oigawa

ไร่ชา

ตลอดสองข้างทางระหว่างที่รถไฟวิ่งผ่านภูเขาผ่านอุโมงค์ ผ่านแม่น้ำ  ผ่านทุ่งชาเขียว พอถึงปลายทางเราเหมือนเจอโลกอีกใบ สำหรับผม มันน่าจะเป็นสถานีรถไฟที่สวยงาม โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติ งดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา ผมปลุกลูกให้ตื่น ลูกงัวเงียตื่นขึ้นมา แต่พอรถไฟที่เรานั่งมาเข้าเทียบชานชาลา และลูกเริ่มเหลือบไปเห็นโทมัสตัวจริง เสียงจริง ใหญ่จริง จอดอยู่ ตาก็ลุกวาว วิ่งนำพ่อลงจากรถ แล้วตรงดิ่งไปหาเพื่อนรักทันที

Thomas & Friends

การเข้าไปอยู่ในสถานีรถไฟแห่งนี้ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในโลกของโทมัสจริงๆ ผมเดาว่า สถานีรถไฟแห่งนี้ เดิมน่าจะเป็นสถานีรถไฟธรรมดาๆ ของชุมชน แต่พอมาเปลี่ยนทั้งสถานี ให้กลายเป็นบ้านของโทมัสและผองเพื่อน มีการตกแต่ง มีอู่ซ่อม ได้กลิ่นน้ำมันเครื่อง ได้กลิ่นเครื่องจักรไอน้ำ และที่สุดของที่สุดคือถอดแบบรถไฟโทมัสออกมาได้เกือบจะเหมือนจริงมากๆ เพราะรถจักรไอน้ำรุ่นที่นำมาทำเป็นโทมัสนี้หวีดรถมันไม่เหมือนตัวต้นฉบับเสียทีเดียว ถามว่าผมรู้ได้ไง ผมไม่รู้หรอก แต่รู้ตอนที่ลูกซื้อโมเดลโทมัสที่เขาขายที่สถานี เทียบกับของเล่นอันเดิมที่เขามี แล้วลูกก็ชี้ให้ดูว่า พ่อมันไม่เหมือนกัน

Thomas & Friends Thomas & Friends ข้าวกล่องรถไฟ Thomas & Friends

ที่สถานีมีกิจกรรมมากมาย มีเพื่อนรถไฟอีก 2 – 3 โมเดลที่นั่งได้จริง มีรถ Bertie Bus ด้วย มีนิทรรศการ มีข้าวกล่องโทมัส น้ำดื่มโทมัส ทุกอย่างที่เป็นโทมัส คือคนที่ชอบโทมัสจะต้องมีความสุขมาก ขามาเรานั่งรถไฟวินเทจมา แต่ขากลับเราจะได้โทมัสไปส่ง โดยที่ขณะโทมัสพาคนที่มาเยี่ยมเขากลับไปส่งนั้น ก็จะมีเพื่อนรถบัส Bertie Bus ที่มุ่งหน้าไปที่เดียวกัน เด็กๆ จะตื่นเต้นมากเวลาที่ได้เห็นรถบัสวิ่งไปด้วย เเม้เเต่คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ระหว่างทางก็ยังตื่นเต้น เมื่อได้เห็นรถไฟโทมัสวิ่งผ่าน หลายคนหยิบกล้องมารอถ่าย รถไฟโทมัสพาเราวิ่งผ่านไร่ชาเขียวเเละธรรมชาติระหว่างทาง ของกิน ขนม ของที่ระลึก บรรยากาศ มีแต่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่น ครอบครัวเราน่าจะเป็นตัวแทนจากประเทศไทยแต่เพียงครอบครัวเดียว

ในทริปนี้ ผมรู้สึกภูมิใจกับภาระหน้าที่นี้เหลือเกิน ที่่ได้มีโอกาสเอาธงชาติไทยไปปักที่สถานีรถไฟแห่งนี้

มิตรภาพบนรางรถไฟ

จากที่ไม่เคยชอบรถไฟ วันนี้ผมกับภรรยาเริ่มอินกับรถไฟไปพร้อมๆ กับลูก เวลาไปร้านของเล่น แผนกแรกที่เราจะเดินไปก็คือแผนกขายรถไฟ ลูกผมเป็นลูกคนเดียว แถมเพื่อนก็ไม่ค่อยเยอะ เขากลัวหมา ไม่ค่อยชอบพูดกับคนแปลกหน้า ผมเลยดีใจที่เขาเลือกคบเพื่อนคนนี้ที่ชื่อ โทมัส

อย่างที่บอกไปตอนต้น ทริปรถไฟครั้งนี้ลูกไม่ได้แค่เจอโทมัสอย่างเดียว แต่ยังได้เจอเพื่อนใหม่อีกเพียบ เพียงแต่คราวนี้เป็นสัญชาติญี่ปุ่น

Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum Kyoto Railway Museum

จากที่แต่เคยอ้อนขอร้องให้ซื้อโมเดลโทมัสไว้ดูต่างหน้า ตอนนี้เริ่มลามปามไปถึงเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่นแทนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Tokaido Shinkansen, Komachi Train, Hokuriku, Doctor Yellow…

กระเป๋าเงินผมเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ป๋อม ไชยพร

ครีเอทีฟพ่อลูกอ่อนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำโฆษณาให้กับสินค้าและสังคมไปพร้อมๆกัน ป๋อมคือหนึ่งผู้ก่อตั้งบริษัท ชูใจ และ มานะ เอเจนซีโฆษณาที่ทำงานดีบ้าง ไม่ดีบ้างปัจจุบัน ป๋อมมีลูกกับภรรยาอย่างละ 1 คนเขายังคงขยันทำงาน เพื่อหาเงินมาซื้อของเล่นและพาลูกเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load