คุณพราว-พราวพุธ ลิปตพัลลภ คือนักธุรกิจสาวผู้บริหารที่ดูแลการพัฒนาพื้นที่ของบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)

คุณพราวคือผู้บริหารหญิงแกร่ง ผู้อยู่เบื้องหลังการปลุกปั้นพัฒนาโครงการชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของหัวหิน อย่างสวนน้ำ วานา นาวา ไปจนถึงโครงการ InterContinental Residences Hua Hin ซึ่งนับว่าเป็นโครงการแห่งแรกในไทยที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น Branded Residence สำหรับเครือโรงแรมระดับโลกอย่าง InterContinental Hotel Group

InterContinental Residences Hua Hin เกิดขึ้นในวันที่ยังไม่มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าไหนทำตลาด Chain Hotel สวนน้ำ วานา นาวา ก็เช่นกัน ตอกย้ำว่าผู้บริหารคนนี้เลือกทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หลังเรียนจบจาก University of Oxford และ London Business School เธอเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง McKinsey & Company ก่อนที่จะกลับเข้ามาช่วยครอบครัวขยายธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์

นอกจากการปลุกปั้นสวนน้ำ วานา นาวา ขึ้นมา เธอยังจับมือกับ คุณธงชัย บุศราพันธ์ เพื่อปลุกปั้นโครงการที่เป็นตำนานของวงการอสังหาฯ อย่าง Park 24 และเปิดตัว บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ในเวลาถัดมา

หลายคนอาจมองว่าเธอเป็นผู้บริหารหญิงแกร่ง แต่ถ้าหากวัดกันที่ผลงานแล้ว เธอกลับสวมหมวกถึง 2 ใบ นั่นคือ ‘นักธุรกิจ’ และ ‘นักพัฒนา’ ผู้เปลี่ยนมุมมองของผู้คนและทั้งวงการต่อการใช้ชีวิตในย่านนั้น ๆ เลยทีเดียว

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

อะไรทำให้คุณตัดสินใจทิ้งงานประจำเงินเดือนหลายแสนมาเริ่มธุรกิจของตัวเอง

มันเป็นอาชีพที่ทำงานหนักมาก ทำอาทิตย์ละ 90 กว่าชั่วโมง และต้องเดินทางเยอะ ยังจำได้เลยว่าทำงานอาทิตย์แรกกลับถึงบ้าน 5 ทุ่มครึ่ง ตี 1 ทุกวัน คุณพ่อคุณแม่โทรตามว่าลาออกเถอะ ทำไมต้องทำงานหนักขนาดนั้น แต่พราวว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ได้เรียนรู้เยอะทุกวันจากคนที่เก่งมาก พราวเลยทำต่อ งานของเราคือการให้คำแนะนำลูกค้า มีการทำ Pilot project บ้าง แต่ส่วนใหญ่ทางลูกค้าเป็นคนนำไปปฏิบัติเอง เราไม่เคยมีโอกาสได้รับผิดชอบไปถึง Net profit ของธุรกิจ พอมีโอกาสให้เลือกระหว่างการไปเรียนในด้านบริหารต่อ หรือกลับมาทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันตั้งแต่ต้นจนจบ เลยเลือกกลับมาทำธุรกิจของที่บ้าน

จากคนทำสู่ผู้บริหาร ชีวิตเปลี่ยนแค่ไหน

เราโชคดีที่ได้พบว่าสิ่งนี้คือแพสชันของเราจริง ๆ การเข้ามาทำอสังหาริมทรัพย์เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้โตทั้งในแง่การงานและชีวิตส่วนตัวในหลาย ๆ ด้าน เช่น จากเดิมที่เราเป็นลูกน้องคนอื่น วันนี้เรากลายมาเป็นนายคนอื่นแล้ว ณ วันนั้นเงินเดือนหลักแสนก็จริง แต่ ณ วันนี้กำลังจะข้ามมาดูโปรเจกต์หลักร้อยล้านพันล้าน

จากเดิมที่เราเป็นแค่คนที่เอาข้อมูลมาวิเคราะห์และให้คำแนะนำ ณ วันนี้เราคือคนที่รับผิดชอบทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ การดำเนินงานในทุกภาคส่วนเป็นความรับผิดชอบของเราทั้งหมด

มันจึงทั้งตื่นเต้นและน่ากลัวในขณะเดียวกัน (ยิ้ม)

ความฝันในวัยเด็กของคุณคืออะไร

ด้วยความที่เป็นเด็กที่ชอบทุกอย่าง เคยอยากเป็นมาทุกอย่างตั้งแต่นักร้อง คุณหมอ คุณครู ซึ่ง ณ วันนี้มองกลับไป สิ่งที่อาจจะเพิ่งมารู้ตัวตอนได้มาทำอสังหาฯ จริง ๆ คืออยากทำอะไรที่มี Logical Thinking แต่ก็ยังมีพื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์ให้เราอยู่ 

คนส่วนใหญ่พอนึกถึงอสังหาฯ จะนึกถึงว่าเป็นเรื่องของอิฐ หิน ปูน ทราย เป็นเรื่องของงานก่อสร้าง เป็นเรื่องของฮาร์ดแวร์ แต่ว่าพอทำไปสักพักหนึ่ง ก็รู้สึกว่ามี Soft Element เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จริง ๆ เหมือนเป็นงานศิลปะ สมมติเราซื้อที่ดินเปล่าหนึ่งผืน ก่อนคิดว่าจะเนรมิตอะไรขึ้นมาบนที่ดินผืนนั้น เราไม่ได้มองแค่ว่าอยากให้ออกมาเป็นตึกที่สวยงาม แต่คิดลึกซึ้งไปถึงการใช้ชีวิตในย่านนั้น หน้าตาเป็นมาอย่างไร คนที่มาอยู่ในย่านนี้จะมีการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ความต้องการของคนที่จะมาอยู่ตรงนี้เป็นอย่างไร เช่น คนที่มาอยู่ย่านอารีย์คือคนที่อยากอยู่กลางเมืองแต่ยังชอบความสงบ คนที่ไปอยู่ทองหล่อคือชอบแสงสีเสียง ชอบเที่ยวกลางคืน แต่ละโซนมีคาแรกเตอร์ชัดเจน หรืออย่างหัวหินกับพัทยา ทะเลเหมือนกัน แต่คาแรกเตอร์คือคนละอย่าง

ดังนั้น หนึ่ง เราต้องวิเคราะห์ทำเลนั้น ๆ ก่อน สอง เราต้องเข้าใจลึกซึ้งจริง ๆ ว่าคนที่จะมาอยู่เป็นอย่างไร ชีวิตที่เราจะสร้างให้กับเขาเมื่อเขามาอยู่ที่นี่ เราต้องจินตนาการถึงในทุก ๆ มุมมอง ทุกมิติของชีวิตเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วค่อยตีกลับออกมาจากความต้องการของเขา หรือสิ่งที่เราคิดว่าเขาจะอยากได้ 

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

โครงการแรกที่ลงมือเองคืออะไร

ตอนที่ตัดสินใจออกจากงานประจำ โปรเจกต์ใหญ่อันแรกที่เราดูคือโครงการบลูพอร์ต เป็นการร่วมทุนระหว่างทางฝั่งครอบครัวเรากับเดอะมอลล์กรุ๊ป เป็นที่ดินฝั่งตรงข้ามโรงแรม โครงการ InterContinental Hua Hin Resort มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ข้างโครงการบลูพอร์ตมีโรงแรม InterContinental Hua Hin Resort ส่วนต่อขยาย มูลค่าน่าจะประมาณสัก 400 ล้าน ซึ่งถือว่าไม่เล็กแต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากสำหรับโรงแรม

โครงการนั้นเรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่ทำให้ได้ทำงานใกล้ชิดกับ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ซึ่งเป็นผู้หญิงที่น่าชื่นชมมาก พอทำตรงนั้นเสร็จ เราก็เริ่มมีไอเดีย เรามองว่าหัวหินเป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยชอบ นักท่องเที่ยว 70 – 80% เป็นคนไทย ถ้าไปถามคนไทย อย่างไรก็หัวหิน ในขณะเดียวกัน ถ้าไปดูกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาถึงปุ๊บ คุณนึกถึงภูเก็ต พัทยา สมุย เราจึงเริ่มคิดขึ้นมาเลยว่า ทำไมหัวหินจะ International Destination เหมือนที่อื่นไม่ได้ ทั้งที่สำหรับคนไทยเอง หัวหินต้องเรียกว่าเป็น Luxury Destination แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มชาวต่างชาติที่มากลับมองว่าหัวหินเป็นตลาดเกรดบี  

ณ วันนั้น โจทย์จึงมีอยู่ 2 อย่างคือ หนึ่ง ทำอย่างไรให้หัวหินกลายเป็น Luxury สอง มีอะไรที่เราเพิ่มเติมเข้าไปได้ เพื่อให้ความเป็นเมืองท่องเที่ยวของหัวหินสมบูรณ์ขึ้นไปอีก นอกเหนือจากห้างสรรพสินค้าแล้ว เลยเป็นที่มาของการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสวนน้ำ วานา นาวา หัวหิน

ย้อนกลับไปตอนเริ่มโปรเจกต์เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว สวนน้ำในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นสวนน้ำลอยฟ้า เต็มที่ก็เก็บค่าเข้า 50 – 100 บาท บางทีซื้อของในห้างเข้าฟรี เราจำได้ว่าวันนั้นคุยกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ บอกว่าอยากทำสวนน้ำ ขอกู้เงินหน่อย เขาก็ตอบว่า โอเค จะกู้เท่าไหร่ ตอนนั้นเราบอกไปประมาณ 1,200 ล้าน เขาอึ้งไปนิดหนึ่งแล้วถามว่าค่าตั๋วเท่าไหร่ เราก็ตอบว่าจะเก็บค่าตั๋ว 1,000 บาท

เขาช็อกเลย เพราะไม่เคยมีสวนน้ำระดับโลกแบบนี้จริง ๆ แล้วก็คงไม่น่าจะมีใครกล้าทำ จริง ๆ ก็ไม่น่าจะมีใครกล้าให้เงินกู้ด้วย (หัวเราะ) เพราะจากเดิมที่เคยมีเขาคิดคุณคิด 100 บาท อยู่ดี ๆ คุณขอเก็บราคาตั๋วที่ 1,000 แต่วันนั้นจำได้เลย เปิดสวนน้ำวันแรก ถล่มทลาย ขายตั๋วไม่ทัน เว็บล่ม มีคนมาจากตั้งแต่ภูเก็ต เชียงใหม่ สวนน้ำเปิด 10 โมง บางคนมายืนรอกันตั้งแต่ 7 โมงเพื่อที่จะซื้อตั๋ว 

ณ วันนั้น ทำอย่างไรให้คนเชื่อมั่นในตัวเรา

อย่างแรกเลย ถามว่าทำไมกล้าทำถึงขนาดนั้น หนึ่ง เราต้องการทำให้หัวหินดีขึ้นกว่าเดิม เราต้องการให้หัวหินเป็น Well-known Destination จึงตีโจทย์ว่าต้องทำอะไรที่ยังไม่มีใครทำในหัวหิน เพราะถ้าทำเหมือนคนอื่น หัวหินมันก็เหมือนเดิม สอง การรีเสิร์ชสำคัญมาก ปีนั้นก่อนที่จะไปขอเงินกู้ธนาคาร เราน่าจะไปสวนน้ำประมาณเกือบ 20 ที่ ภายในประมาณ 3 ถึง 4 เดือน

  รวมไปถึงการรีเสิร์ชพาร์ตเนอร์ ต้องยอมรับว่าถ้าอยู่ดี ๆ ลุกขึ้นมาบอกว่าจะออกแบบเครื่องเล่นสไลเดอร์ขึ้นมาเอง เราคงไม่กล้าทำ เราไม่ใช่วิศวกร เราเลยใช้ซัพพลายเออร์ที่ดีที่สุดที่มี ถ้าเทียบเป็นรถยนต์ก็คือรถเบนซ์ของสไลเดอร์ ตอนที่ไปคุยกับธนาคาร มันเลยเป็นข้อมูลที่เราใช้หนุนหลัง สิ่งที่เราพูดเมืองไทยมีแค่ 100 บาทก็จริง แต่พอไปเทียบกับประเทศอื่นที่มีสวนน้ำในมูลค่าที่เทียบเคียงกัน ราคาตั๋วของประเทศอื่น ๆ เขาคิดกัน 2,000 ที่ดูไบมี 2,500 ด้วยซ้ำ ดังนั้น ที่เรากำลังจะคุยกันว่าค่าตั๋ว 1,000 กว่าบาท เรากำลังคิดถูกกว่าที่อื่น ในขณะที่ประเทศอื่นมีตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศน้อยกว่าไทยด้วยซ้ำ

เบื้องหลังของการพัฒนาที่ดินที่หัวหินมาเป็นโครงการ InterContinental Residences Hua Hin คืออะไร

ตอนนั้นบริษัทซื้อที่ดินไว้หนึ่งผืน ทุกคนบอกว่าคุณต้องทำเป็น Luxury Residence เพราะด้วยโลเคชันกลางเมืองติดทะเลผืนสุดท้ายของหัวหิน ถามว่าราคาเท่าไหร่ ทุกคนบอกว่าประมาณ 170,000 บาท/ตร.ม. เราบอกว่าเราไม่อยากทำ 170,000 บาท เพราะเราเชื่อจริง ๆ ว่าหัวหินจะกลายเป็น Luxury Residence อันหนึ่งของไทยได้ ถ้าไปดูกลุ่มคนกรุงเทพฯ ที่ไปซื้อบ้านที่หัวหิน นามสกุลทุกคนดัง ๆ ทั้งนั้น กับแค่ตารางเมตร  170,000 บาท เทียบกับในกรุงเทพฯ ซึ่งขายกันตารางเมตรละ 350,000 บาท พราวเชื่อว่าศักยภาพของหัวหินไปได้เยอะกว่านั้น

หลังจากนั้นเราก็คุยกันในทีมด้วยว่า จุดอ่อนของคอนโดที่หัวหินคือการซื้อเก็บ แล้วพอถึงเวลาจริง ๆ ไม่ได้เข้าไปอยู่ เวลาไปหัวหินก็ไปนอนโรงแรม เพราะขี้เกียจมานั่งทำความสะอาด กว่าจะทำความสะอาด ปัดฝุ่น ไปซื้อของ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนอะไรต่าง ๆ ก็หมดเวลาแล้ว เลยเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นมาว่า ถ้าเราเอาประสบการณ์การเข้าพักอาศัยในโรงแรมที่มีการบริการครบครัน ความสะดวกสบายทุกอย่าง มาผสมกับความเป็นส่วนตัวของคอนโด เกิดเป็นคอนเซ็ปต์ Branded Residence แห่งแรกของหัวหิน ร่วมกับ IHG พาร์ตเนอร์ที่ทำโรงแรมมาด้วยถึง 3 ที่

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล
พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

ในโครงการมีอุปสรรคอะไรบ้าง

เราเปิดตัวโครงการวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี 2020 เตรียมงานกันตั้งแต่ธันวาคม ถึงเวลา 31 มกราคม เกิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เคสแรกในประเทศไทย ต้องเรียกว่าเศรษฐกิจประเทศไทยทั้งประเทศเกือบหยุดชะงักไปเฉย ๆ เราก็ไม่น่าจะขายได้ดี แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่โชคดีมากสำหรับเรา เพราะพอกรุงเทพฯ ล็อกดาวน์ คนไปอยู่หัวหินกันเยอะมาก 2 ปีที่เราเผชิญกับโควิดมา เรากวาดยอดขายไป 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ราคาเฉลี่ยก็ใช้คำว่าเกินเป้า ไม่ได้น้อยหน้าคอนโดในกรุงเทพฯ เลย 

อุปสรรคอาจจะเป็นเรื่องรายละเอียดของการก่อสร้างมากกว่า ในแคมป์ก็เจอเคสที่ติดอยู่แล้ว ณ วันนั้นยังไม่มีวัคซีน ยังไม่มียารักษา การก่อสร้างก็ชะงักไปบางช่วง แม้เขาอาจจะไม่ใช่พนักงานของเราโดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่มาทำงานให้เรา จังหวะที่แคมป์คนงานติดโควิด เราจะดูแลเขาอย่างไรบ้าง โรงพยาบาลเตียงก็ไม่พอ แต่เราอยากดูแลทุกคนที่เข้ามาทำงานกับเรา ไม่ใช่แค่เฉพาะลูกค้าหรือพนักงาน แต่รวมไปถึงพาร์ตเนอร์ เราก็เลยสร้างโรงพยาบาลสนามขึ้นมาเฉพาะกิจ เพราะว่านอกเหนือจากผลกำไร เราอยากมีส่วนสร้างอิมแพคกับชีวิตคน

นักธุรกิจอสังหาฯ จะพัฒนาชีวิตคนได้อย่างไร

มี 2 อย่าง อย่างแรก เราไม่ได้มองว่าตัวเองขายบ้าน แต่ขายไลฟ์สไตล์ด้วย เราเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของคนที่จะมาซื้อ ดังนั้น โจทย์คือมองว่าทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตของคุณเป็นชีวิตที่มากกว่า มากกว่าในที่นี้คือทั้งคุณค่าที่เพิ่มขึ้น มีพื้นที่ให้คุณใช้บ้านได้เต็มที่ ทำในทุก ๆ สิ่งที่อยากทำ เราไม่ได้มองบ้านเป็นแค่ปัจจัย 4 แต่มองมากกว่านั้น 

สอง เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระยะยาว เราไม่ได้มองว่าเรากับลูกค้าจะมองหน้ากันแค่ตอนทำสัญญา ระหว่างผ่อน โอน แล้วก็จบ สิ่งที่เราทำอยู่คือการยืมเงินของลูกค้า ในที่นี้คือเมื่อลูกค้าซื้อบ้านหรือคอนโดก็ตาม อายุอย่างน้อยก็ต้องมี 10 20 หรือ 30 ปี หรือเผลอ ๆ อยู่ไปตลอดชีวิตของเขาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น เขาจ่ายเงินให้เรามาก่อน แต่เขาใช้ของอีก 10 ปี 20 ปี ความรับผิดชอบรวมไปถึงคุณภาพตั้งแต่การออกแบบ ทำอย่างไรให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ ทำอย่างไรให้อยู่ไปแล้วไม่มีปัญหาต่าง ๆ 

หลายโครงการผ่านไป 5 ปี 10 ปี ส่วนกลางทรุดโทรมไปเยอะ มูลค่าจาก ณ วันที่เขาซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ลดลง ซึ่งบ้านหรือคอนโดก็ถือเป็นการลงทุน ความรับผิดชอบที่เรามีกับลูกค้าคือ อย่างน้อยเราต้องมั่นใจว่าทุกอย่างถูกต้อง ดูแลอย่างดี และเป็นการลงทุนที่ดีสำหรับเขา ไม่ได้มองว่าเขาแฮปปี้เฉพาะวันโอน ณ วันที่เขาจะขายแล้วโอนให้คนอื่น เขาก็ควรจะแฮปปี้ด้วย

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล
พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

 Proud Real Estate ต่างจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อื่นอย่างไร

วันนี้โจทย์ที่เราพยายามตีให้แตกคือ จะสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของคนที่มาซื้ออย่างไร ถ้าไปดูจริง ๆ ทุกโครงการจะเคลมว่าโครงการนี้แตกต่างและดีกว่า แต่คำถามคือมันจะดีกว่าจริง ๆ ไหม ลูกค้าสัมผัสได้ไหมว่าดีกว่า ซึ่งเราคิดว่าบางอย่างเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น ในโครงการเวหาเอง คนไทยไม่ชอบแดด แต่ในขณะเดียวกันคนไทยก็บอกว่าอยากได้ระเบียง

ถ้าสมมติว่ามีระเบียงสักประมาณ 2 ตร.ม. สุดท้ายไม่ได้ใช้งาน เพราะถึงเวลาแค่ไปชะโงกหน้า ทำอะไรไม่ได้เลย ในขณะเดียวกันถ้าเป็นระเบียงใหญ่ก็เปลืองพื้นที่ คนไทยไม่ชอบอยู่แล้ว ยิ่งเป็น 10 ตร.ม. ถึงเวลาก็เป็นที่ให้นกมาทำรัง ที่เวหาเราก็เลยเป็นคอนเซ็ปต์ขึ้นมาว่า เราจะทำเป็น Flexible Corridor คือใส่ระเบียงเข้าไป 2 ชั้น ระเบียงปิดเป็นฟังก์ชันของห้องได้ ทำเป็นห้องกินข้าวซึ่งเปิดแอร์ได้ หรือว่าในเวลาที่คุณอยากเปิดรับลมทะเล ก็ใช้ตรงนี้เป็น Relaxation Area ได้เหมือนกัน มันเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราพยายามแสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจ Pain Point ของผู้อยู่อาศัยจริง ๆ

คุณนิยามตัวเองว่าเป็นผู้บริหารแบบไหน

อยากเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ที่ผ่านมาเราพยายามทำให้เกิดความแตกต่าง แต่สุดท้ายทุกคนในองค์กรต้องคิดเหมือนกัน อย่างที่บอก คำว่าดีที่สุด จริง ๆ เป็นแค่มาตรฐาน ณ วันนี้เราจะทำให้ดีกว่าสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ในตลาดได้อย่างไร สมมติคุณทำวิธีเดิม ๆ มา 5 ปี 10 ปี ปลายทางก็จะเหมือนเดิม ไม่ได้เกิดผลอะไร เราจะ Influence คนได้ ก็ต้องลองทำอะไรที่แตกต่าง อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่อย่างน้อยได้ลองแล้ว ได้เรียนรู้จากมันแล้ว

พราวพุธ ลิปตพัลลภ Proud Real Estate ที่ไม่ได้ขายแค่อสังหาฯ แต่พัฒนาพื้นที่ย่านนั้นไปตลอดกาล

Questions answered by the Founder of Proud Real Estate

1. ชอบอยู่บ้านหรือคอนโดมากกว่ากัน

ทุกวันนี้อยู่บ้าน แต่อยู่ในพื้นที่ที่น้อยมาก ใช้พื้นที่จริง ๆ อาจจะแค่ประมาณ 10% ของบ้าน เลยมองว่าจริง ๆ ถ้าไปอยู่คอนโดก็ไม่ได้ติดขัด

2. มุมไหนของบ้าน/คอนโดที่ชอบที่สุด

อาจจะฟังดูไม่ค่อยดี แต่เป็นคนใช้เวลาอยู่ในห้องนอนค่อนข้างเยอะ ต้องใช้คำว่าบนเตียงเลยดีกว่า (หัวเราะ) Work from Home จริง ๆ ก็คือเอาแล็ปท็อปมานั่งคุยบนเตียง เพราะรู้สึกว่ามันผ่อนคลายขึ้น เเล้วการพักผ่อนระหว่างวัน เราก็อยู่ในห้องนอนแหละ ดูทีวี ออกกำลังกายอยู่ในห้องเป็นหลักเลย

3. ของที่ขาดไม่ได้ในห้องของคุณคือ

แสงและลม การที่ห้องมีแสงธรรมชาติเข้าถึงทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

4. ซื้อบ้าน/คอนโดครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

เพิ่งซื้อคอนโดไปเมื่อปีที่แล้ว ไม่นับโครงการตัวเองเนอะ (หัวเราะ) 

5. อะไรคือเรื่องที่คุณพราว Proud มากที่สุด

ค่อนข้างภูมิใจกับการทำสิ่งที่ Never been done before อย่างสวนน้ำ วานา นาวา จากค่าตั๋ว 100 บาทเป็น 1,000 บาท หรือ InterContinental Residences Hua Hin ที่ราคาขายกลายเป็น New High ของหัวหิน

6. ถ้าแนะนำหนังสือได้ 1 เล่ม จะแนะนำหนังสือเล่มไหน

Thinking Fast and Slow โดย Daniel Kahneman

7. ถ้าเลือกจิบกาแฟกับคนดังคนไหนก็ได้ 1 คนจะเลือกใคร

อยากมีโอกาสคุยกับ Magaret Thatcher อาจเป็นเพราะเราไปเรียนที่อังกฤษมาด้วย และได้ยินเรื่องราวของเขาที่เป็นหญิงเหล็กคนหนึ่ง ในวันที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี มีคนเกลียดเยอะเพราะเขาไปยุบสหภาพแรงงาน แต่สิ่งที่เขาทำไปเป็นรากฐานการโตของเศรษฐกิจอังกฤษในอีก 20 ปีให้หลัง

8. บทเรียนจากอังกฤษที่ประทับใจที่สุด

ที่ชอบมากคือ Game Theory เป็นทฤษฎีของทางเศรษฐศาสตร์ที่ต้องคาดเดาว่าอีกคนหนึ่งกำลังคิดอะไรอยู่ และ Next move ของคนนั้นจะเป็นอะไร

9. อยู่บ้านหรือที่ทำงานมากกว่ากัน

จริง ๆ ต้องใช้คำว่าอยู่บนรถค่อนข้างเยอะ (หัวเราะ) อย่างวันนี้นั่งประชุมออนไลน์บนรถตั้งแต่ 9 โมงครึ่งเพื่อไปประชุมที่หัวหิน แล้วก็นั่งรถกลับมา ทุกวันนี้รถเป็นออฟฟิศ

10. ได้นอนวันละกี่ชั่วโมง

นอนเยอะอยู่ค่ะ ประมาณสัก 7 ชั่วโมง การนอนคือการเติมพลังที่ดีที่สุด

ติดตามโครงการต่าง ๆ ของ Proud Real Estate ได้ที่

www.proudrealestate.co.th

vehha-huahin.com

www.intercontinentalresidenceshuahin.com

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load