#ทำฟันไม่เจ็บเพราะไม่ต้องทำ #สุขภาพช่องปากที่ดีดูแลได้ด้วยตัวเอง

สองแฮชแท็กประจำโพสต์ให้ความรู้บนหน้าเพจ DrCattPreve’ และเพจคลินิกทันตกรรม ProTech Dents ของ ทพญ.กนกวรรณ เอื้อธรรมาภิมุข หรือ หมอแคท เธอคือลูกศิษย์คลาส Rinen ของ The Cloud รุ่นล่าสุด ผู้ออกมาเล่าเรื่องธุรกิจตัวเองหน้าชั้นในเวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ทำให้คนฮือฮาทั้งห้อง

ProTech Dents เกิดจากความตั้งใจที่จะให้การรักษาโดยมีคนไข้เป็นศูนย์กลาง และมุ่งเน้นที่การแก้ไขสาเหตุของปัญหา มากกว่าแค่ซ่อมปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เธอบอกว่าความจริงแสนโหดร้ายที่ทันตแพทย์ทุกคนต้องเจอคือ ความจริงที่ว่าโรคในช่องปากเกิดจากกิจวัตรประจำวันที่ทำซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเหงือก ฟันผุ หรือคราบหินปูน 

ฟันผุ เกิดจากแบคทีเรียชนิดที่ทำให้ฟันผุ บางคนผุทั้งชีวิต ขณะที่อีกคนไม่เคยผุเลย แบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุชอบแป้งและน้ำตาล ครั้นจะให้หยุดกินอาหารจำพวกนี้ก็ดูจะใจร้ายเกินไป แถมหมอแคทยังนิยามตัวเองว่าเป็นคนประเภทสุขนิยม วิธีที่ดีกว่าคือการป้องกัน (Prevention) ไม่ให้เกิดโรคในช่องปาก ด้วยการดูแลตัวเอง ตั้งแต่การทำความสะอาดฟันให้ถูกวิธี ควบคุมปริมาณอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ ไปจนถึงวิธีกินอีกด้วย

จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ทำสำเร็จในชั่วข้ามคืน 

“หมอเป็นใครจะไปบอกเขา คนคนหนึ่งกินข้าวแบบนี้ แปรงฟันแบบนี้มาตลอดชีวิต หมอไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่แฟน การไปบังคับ ไปบอกเขา เขาไม่เชื่อหมอหรอก 

“ตอนนั้นเลยเริ่มคิดว่าอะไรจะเป็นแรงผลักดันให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนตัวเอง คำตอบคือ เราต้องรู้จักเขาก่อน”

ตั้งแต่วันนั้น จึงมีนโยบายให้คนไข้ทุกคนทำแบบทดสอบอุปนิสัย DISC ก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อที่หมอจะได้รู้ตัวก่อนว่าควรสื่อสารกับคนไข้อย่างไร ต้องใช้วิธีไหนในการพูดคุยหรือชักชวนให้หันมาดูแลตัวเอง ให้เหมาะสมกับคนไข้ท่านนั้นๆ

ตั้งแต่วันนั้น หมอแคทเปลี่ยนจากทันตแพทย์ที่เน้นซ่อมและรักษามาเป็นการแนะนำคนไข้ให้รู้จักช่องปากของตัวเองและวิธีการป้องกันที่ต้นเหตุ สร้างประโยชน์ต่อคนไข้อย่างแท้จริงและยั่งยืน และยังได้แบ่งปันแนวคิดและวิธีทำงานร่วมกับคนไข้ให้ทันตแพทย์คนอื่นๆ เพื่อหาคนร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาพัฒนาสุขภาพในช่องปากของคนไทย

ตั้งแต่วันนั้น ธุรกิจคลินิกทันตกรรมแห่งนี้มีคุณค่าชัดเจนโดดเด่น ในขณะที่คลินิกอื่นๆ กระหน่ำแข่งขันกันด้วยโปรโมชัน ที่นี่กลับมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย พร้อมลูกค้าใหม่ๆ ที่แนะนำกันปากต่อปากตลอด 4 ปี โดยไม่ต้องอาศัยกลยุทธ์ราคาใดๆ เลย

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ปัญหาที่ปลายเหตุ

หมอแคทเป็นเด็กเรียนดี ตั้งใจสอบเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ เพราะรู้ว่าอาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน ถ้ารับราชการด้วย พ่อแม่และครอบครัวจะสบาย

เธอเริ่มทำงานใน พ.ศ. 2542 จนวันนี้ผ่านมา 22 ปีแล้ว ได้เห็นคนไข้ตั้งแต่เด็กจนเขามีลูก เห็นคนไข้ผู้ใหญ่จนเขาเสีย เห็นตั้งแต่ฟันที่ไม่เป็นอะไรจนต้องถอนทิ้งทั้งปาก

“เราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันตลอด ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนมาคือการหาต้นเหตุ แล้วแก้ตรงนั้น แต่มันเป็นเชิงทฤษฎีที่ไม่ได้บอกว่าต้องประยุกต์ใช้กับคนแต่ละคนที่แตกต่างกันยังไง ปากแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการก็ต้องไม่เหมือนกัน อุปกรณ์ก็อาจจะไม่เหมือนกัน ทุกโรงเรียนสอนเรื่องการแปรงฟัน ทุกโรงเรียนมีหมอฟันเข้าไปตรวจปีละสองหน แต่นักเรียนยังฟันผุอยู่ 

“พอดีเราศึกษาหลายสาขาที่ไม่ได้เกี่ยวกับทันตแพทย์ จึงทำให้กลับมาถามตัวเองว่า คุณค่าของสิ่งที่ทำคืออะไร ความสุขที่เรามีคืออะไร

“สิ่งที่เราทำอยู่ ขูดหินปูน อุดฟัน สักพักคนไข้ผุกลับมาอีกแล้ว ซี่เดิม ก็แก้ไข แก้แล้วก็ครอบ ครอบเสร็จรักษาราก ในที่สุดก็ถอน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าดูแลตัวเองดีๆ คุณอาจจะไม่ต้องขูดหินปูนหรืออุดฟันไปตลอดชีวิตเลยก็ได้”

วันหนึ่งได้คำตอบว่า ความสุขของตัวเองคือการสร้างประโยชน์ให้คนอื่น เธอจึงมุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) โรคในช่องปาก ด้วยการให้ความรู้และทำให้คนไข้อยากดูแลตัวเองให้ดีขึ้น จนมีคนไข้มาบอกว่า ‘โชคดีจังเลยที่ได้มาเจอคุณหมอ น่าจะเจอกันเร็วกว่านี้เนอะ’ 

คนเป็นหมอได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนคนบ้ายอ ดีใจ อิ่มใจ หัวใจฟู 

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

รู้จักฉัน รู้จักเธอ

ด้วยความที่ชอบเรียนรู้ หมอแคทเคยไปอบรมเรื่องการบริหารบุคลากร ทำให้รู้จักกับแบบทดสอบสัตว์สี่ทิศ (DISC Personality) ที่องค์กรมักทำเพื่อให้พนักงานรู้จักตัวเอง รู้จักเพื่อน จึงคิดต่อว่า ถ้ารู้จักตัวเองได้ รู้จักเพื่อนร่วมงานได้ ก็น่าจะรู้จักคนไข้ได้เหมือนกัน

นั่นคือหัวใจสำคัญของการ Prevention ที่เกี่ยวกับกับการปรับพฤติกรรม จะขอให้ใครเปลี่ยนอะไร เราต้องรู้จักเขาก่อน

“เราเอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง เป้าหมายคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนกว่าเขาจะดูแลตัวเองได้ พอเริ่มจากความคิดว่าอยากให้คนไข้เป็นศูนย์กลางแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อะไรที่จะทำให้เขาเป็นศูนย์กลาง เราจะทำหมด”

การเข้ารับรักษาที่ ProTech Dents คนไข้จะได้ทำแบบทดสอบ DISC ใช้เวลาราวๆ 5 นาที อ่านคำถาม ไม่ต้องคิด แล้วตอบเลย ถ้ามาพร้อมผู้ปกครอง ต้องทดสอบผู้ปกครองหรือคนที่พามาด้วย กรณีเด็กเล็ก สิ่งที่เด็กเป็นมาจากผู้ปกครอง และการจะแปรงฟันหรือดูแลตัวเองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองเป็นหลัก กรณีที่โตขึ้นมาหน่อยแล้วเด็กเป็นคนละแบบกับผู้ปกครอง ก็ต้องระมัดระวังความขัดแย้งเป็นพิเศษ แบบทดสอบนี้จำเป็นต้องเป็นกระดาษเพื่อให้ตอบได้ไว เขียนได้ไว ทั้งๆ ที่เอกสารอื่นๆ ในคลินิกเป็น Computer-based ทั้งหมด

ทุกครั้งที่หมอคุยกับคนไข้ก็จะเก็บข้อมูลไปด้วย ไม่ใช่ข้อมูลเรื่องสุขภาพฟันอย่างเดียว แต่เป็นข้อมูลส่วนตัวที่จะทำให้รู้จักคนไข้มากขึ้น

“ทำงานที่ไหน มีครอบครัวหรือยัง ลูกกี่คน เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ตัวตนของคนไข้จะมาคอนเฟิร์ม DISC ว่าเขาเป็นคนแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า เราจะบอกคนไข้ก่อนเลยว่า ที่ให้ทำไม่ใช่เพราะอยากยุ่งยาก แต่เราอยากรู้จักว่าคุณเป็นคนยังไง”

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา
คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

หมี กระทิง อินทรีย์ หรือหนู ?

DISC สัตว์สี่ทิศ มีหมี หนู กระทิง และอินทรีย์

หนู คือกลุ่มที่สนใจเรื่องความสัมพันธ์เป็นหลัก เป้าหมายในชีวิตจะได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ถ้าความสัมพันธ์ยังดีอยู่

หมี คือกลุ่มที่ไปสู่เป้าหมายได้ แต่ต้องมีขั้นตอนให้เป็นสเต็ป

กระทิง คือกลุ่มที่ต้องบรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนรูปแบบและความสัมพันธ์ 

อินทรีย์ คือกลุ่มที่ไม่สนใจเป้าหมาย อยากทำอะไรหลายอย่าง ความคิดสร้างสรรค์บรรเจิด เห็นภาพใหญ่ได้ดี แต่อาจทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

“วิธีการที่เราจะคุยกับเขาต้องแปรไปตามประเภทของคนไข้คนนั้น” หมอแคทว่า “มีคนไข้คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นมากับคุณแม่ ก่อนหน้านี้ทำฟันที่อื่น แต่มีคนแนะนำให้มาหาหมอ ครอบครัวนี้คุณแม่ได้เป็นหมี คุณลูกเป็นกระทิง เราหวั่นใจเลยว่าต้องขัดแย้งกันแน่ แล้วเด็กอายุสิบห้าเป็น Alpha ส่วนแม่เบบี้บูม”

เมื่อเจอกับคนไข้ประเภทกระทิง หมอแคทต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนโดยไม่ต้องบอกวิธีการ แสดงให้เขาเห็นถึงปัญหาและผลที่ตามมา เช่น ถ้าเหงือกบวมแบบนี้ต่อไปจะมีกลิ่น และปล่อยให้เขาคิดเอง ตัดสินใจเอง ส่วนของคุณแม่ หมอต้องสรุปให้ฟังเป็นขั้นเป็นตอนว่าจะทำอะไรหลังจากนี้

จากเดิมที่เป็นปัญหาของแม่ เพราะแม่พามา เขาก็จะเริ่มเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวเองมากขึ้น พอรู้จักคนไข้ หมอก็ทำงานง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้มากขึ้น และในที่สุดก็จะสื่อสารให้เขาดูแลตัวเองได้

คลินิกทันตกรรมที่คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนรักษา

ทีมที่มีคนทุกแบบ

สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าหมอแคทไม่มีทีมงานที่เข้าใจภาพเดียวกัน มีจิตใจที่เห็นประโยชน์คนไข้เป็นที่ตั้ง เธอจึงให้ความสำคัญกับการรับคนเข้าทำงาน บางตำแหน่งหายากมาก หานาน แต่ถ้าใช่แล้วใช่เลย 

“เราเริ่มตั้งแต่การประกาศรับสมัคร สมัยก่อนก็มีข้อมูลเงินเดือน ความรับผิดชอบคืออะไร แต่ตอนนี้จะบอกเลยว่า เรามองหาเพื่อนร่วมงานที่อยากเห็นคุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้น อยากทำงานที่ไม่ได้จบเป็นวันๆ แต่อยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน โดยที่ไม่พูดเรื่องเงินเลย ทั้งที่สวัสดิการและเงินเดือนของเราให้สูงกว่าที่อื่นในตลาด สำหรับตำแหน่งที่ไม่ต้องการวุฒิปริญญา เราไม่สนเลยนะ จบอะไรก็ได้ บางคนความคิดความสามารถดีเยี่ยม

“ทุกคนจะต้องทำ DISC อินทรีย์ก็จะถามเลยว่า ทำทำไม เพื่ออะไร เพราะอยากเห็นภาพใหญ่ แล้วค่อยตอบเป็นขั้นๆ ไป”

หนึ่งองค์กรจำเป็นต้องมีทั้งหมี กระทิง อินทรีย์ และหนู ซึ่งทีมงาน ProTech Dents มีคนทุกรูปแบบ เพราะแต่ละคนมีข้อเด่นข้อด้อยไม่เหมือนกัน แต่ทุกข้อเด่นจะมาพร้อมข้อด้อย จึงต้องเอาข้อเด่นของอีกคนมาทำให้สมดุล ถ้าบางช่วงมีกระทิงเยอะไป ก็ต้องรีบหาหนูมาบาลานซ์ 

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์

หมอแคทคำนวณแล้วว่า ถ้าเธอทำเรื่อง Prevention คนเดียว ขณะที่หมอคนอื่นไม่ทำ ชั่วชีวิตนี้จะช่วยให้คนไข้กลับมาดูแลตัวเองได้ไม่เกิน 3,000 คน เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลา เธอจึงไม่มองคลินิกทันตกรรมอื่นๆ เป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่จะไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่า นั่นคือการได้เห็นคุณภาพชีวิตและสุขภาพในช่องปากของคนไทยดีขึ้น

“คนเราทุกคนดีที่สุดไม่ใช่การมารักษาให้หาย แต่คือการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นโรค ถ้าเขาเป็นโรคมาแล้ว เราต้องรักษาควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเดิมซ้ำ ความตั้งใจของเราส่งประโยชน์ต่อประเทศนี้ แต่ถ้าทำเองคนเดียวคงช้ามาก 

“โจทย์ข้อต่อมาคือ ทำอย่างไรให้หมอคนอื่นทำได้เหมือนกัน เราเลยสร้างไกด์ไลน์ออกมาให้หมอคนอื่นๆ ได้เลือกทำงานกับคนไข้ที่เปิดใจ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นก่อน ถ้าคุยกับคนไข้ ให้ถามคำถามดังต่อไปนี้ แต่ละคำถามจะมีคะแนนให้ คะแนนรวมก็เอามาหารเฉลี่ย แล้วจะรู้เลยว่าคนนี้คือเป้าหมายที่เราควรเปลี่ยนพฤติกรรมเขาหรือไม่ ถ้าคะแนนน้อย แปลว่าเขาไม่มีความสนใจและไม่เปิดรับเราเลย อย่าเพิ่งเริ่มที่คนนี้ เพราะยาก ยากแล้วหมอก็หมดกำลังใจ”

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่หมอแคทเริ่มเทรนทันตแพทย์คนอื่นๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าสถานที่และค่าอาหารเครื่องดื่มใช้วิธีขอสปอนเซอร์ มีแขกรับเชิญเป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยามาให้ความรู้เรื่อง DISC และพฤติกรรมคน ส่วนเธอเป็นตัวแทนของคนที่ทำซ้ำๆ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ สามารถขยายเมล็ดพันธุ์ออกไปได้

“เริ่มต้นเราเทรนได้เจ็ดคน แต่ในการทำบางอย่าง มันไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ความหวังคืออยากเทรนด์คุณหมอให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ พันคน สองพันคน ในร้อยคนน่าจะมีสักคนหนึ่งที่ทำได้สุดยอด อีกห้าสิบคนสอนแปรงฟันถูกต้อง แต่อาจจะไม่ได้ติดตามต่อเนื่อง ก็ไม่เป็นไร บางส่วนอาจจะไม่ทำเลย อยากรักษาอุด ซ่อม ถอน เหมือนเดิม แต่เขาจะเริ่มมีใจ หากเห็นคนไข้คนไหนพร้อมก็อาจจะสอนนิดๆ หน่อยๆ ไม่ว่าทางไหนก็ได้ประโยชน์ทั้งหมด ไม่เสียประโยชน์เลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา
ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

ใหญ่ (แต่ไม่) เกินตัว

“ความตั้งใจของเราถ้าไม่ตายเสียก่อน อยากให้บริษัทประกันในบ้านเรายอมรับการ Prevention โรคในช่องปาก ให้สามารถเบิกได้ และรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเรื่องนี้โดยเฉพาะ”

เธอเล่าย้อนสมัยตอนไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ รัฐบาลมีนโยบายให้งบประมาณคลินิกทันตกรรมสำหรับการดูแลประชาชนตามจำนวนประชากรที่กำหนด แต่ต้องทำให้คนเหล่านี้กลับมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองให้ได้ หมายความว่าในระยะยาว ประเทศจะลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมากมายมหาศาล 

สิ่งที่รัฐได้คืออะไร หมอแคทยกตัวอย่างให้ฟังว่า สมมติมีคนไข้ฟันผุต้องลางานมาทำฟัน 1 วัน ถ้ารักษารากฟันต้องลา 5 วัน ในวันนั้นๆ เขาสามารถทำงานให้องค์กรหรือประเทศชาติได้เท่าไหร่ โดยที่ทันตแพทย์ก็อยู่ได้เพราะรัฐสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบผลลัพธ์ และถึงขั้นมีโล่รางวัลเพื่อเป็นกำลังใจให้หมอทุกคน

หมอแคทเปรียบเทียบข้อมูลค่ารักษาพยาบาลทางทันตกรรมจาก WHO ให้เห็นภาพมากขึ้น ค่าทำฟันต่อปีของคนทั้งโลกสามารถสร้างตึกสูงอย่าง Burj Khalifa ที่ดูไบ ได้ถึง 264 ตึก นั่นแปลว่ารัฐจะมีงบประมาณเหลือเพื่อไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรด้านอื่นๆ เริ่มจากประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมและหันมาดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองมากขึ้น

“เป้าหมายใหญ่ของเราคือ อยากให้ประกันรองรับกระบวนการป้องกัน อยากให้รัฐบาลสนับสนุน เหมือนสามสิบบาทรักษาทุกโรค แต่อันนี้ไม่ต้องรักษา สามสิบบาทป้องกันทุกโรค รัฐมีเงินจ่ายให้ทุกคนเพื่อให้หมอฟันสอนคนไข้ดูแลตัวเอง

“เรื่องฟัน รัฐอาจจะไม่ได้มองว่าสำคัญอันดับแรก แต่ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะกินยังไง ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังมั่นใจในตัวเองอยู่ไหม ถ้าไม่มีฟันสักซี่จะยังพูดรู้เรื่องหรือเปล่า มันทำให้คุณภาพชีวิตของคนคนหนึ่งดีขึ้นอย่างแตกต่างเลยนะ”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

สายสัมพันธ์

โรคฟันอันตรายอยู่อย่างหนึ่ง บางคนไม่มีอาการบ่งชี้ ไม่มีสัญาณ จนกระทั่งมันวิกฤต

หลายคนคิดว่าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องไปตรวจ ยิ่งไปเพื่อป้องกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“เราเลยใช้วิธีเปิดกล้องให้ดูเลย ไม่พูดมาก” หมอหัวเราะ “จะเห็นหินปูน เห็นเหงือกบวม บางคนเลือดอออก นอกจากกล้อง เราก็มีเครื่องมือแสดงตัวตนของโรคหลายอย่าง มีหลักฐานให้คนไข้เห็น ถ้าคนไข้เป็นหมี อย่าไปจี้เขาว่าทำไม่ดี ต้องให้กำลังใจ ถ้าเป็นอินทรีย์ต้องพูดให้เห็นภาพใหญ่ แล้วให้โจทย์ไปคิดต่อว่าจะทำยังไงต่อไปดี 

“หมอมีน้ำยาที่จะย้อมติดตรงที่มีคราบแบคทีเรียอยู่ สีที่แตกต่างกัน บอกอายุของคราบแบคทีเรียได้ว่าอยู่มานานเท่าไหร่แล้ว และเห็นได้เลยว่ามันกำลังผลิตกรดละลายฟันเราอยู่ โดยเฉพาะคนไข้ที่บอกว่าเพิ่งแปรงฟันเมื่อกี้นี้ ตามทฤษฎีแล้ว ถ้าย้อมสีต้องไม่ติดเลยนะ 

“หลังจากนั้นเราจะเอาผ้าก๊อซเช็ดแบคทีเรียออก นั่นแปลว่าถ้าแปรงดีๆ ก็ต้องออกเหมือนกัน คราวนี้คนไข้จะคิดต่อแล้วว่าทำไมทำไม่ได้และส่วนใหญ่จะบอกกลับมาเลยว่า งั้นหมอช่วยบอกหน่อยว่าต้องแปรงยังไงถึงออก คราวนี้ก็เข้าเกมเราแล้ว เราก็แนะนำเรื่องการทานอาหาร การดื่มน้ำเปล่า พอเขาทำแล้วมันดีขึ้นจริงก็เกิดเป็น Bonding เกิดความไว้ใจ พอเขาเชื่อใจเราแล้วก็จะไปแนะนำเพื่อน ครอบครัวให้มาพบกัน”

ในช่วงโควิด-19 คลินิกแห่งนี้อาจไม่ได้มีโปรโมชันส่วนลดเหมือนที่อื่น เพราะราคาที่ตั้ง หมอแคทคำนวณจากต้นทุนจริงบวกกับกำไรเล็กน้อยให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ถ้าลดราคาได้แปลว่าตั้งราคาเกินจริง สิ่งที่เธอเลือกทำคือ หากเจอคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายในช่วงนี้ แต่ต้องรักษาฟันทันที หมอจะให้คนไข้ผ่อนกับบัตรเครดิต โดยรับผิดชอบค่าดอกเบี้ยให้แทน

คุณค่าที่แท้จริง

เป้าหมายของ ProTech Dents ในวันนี้ไม่ใช่การสร้างกำไรสูงสุด (Maximize Profit) แต่เป็นการทำคุณค่าและประโยชน์ให้คนอื่น เป็นเหตุผลให้คลินิกทันตกรรมแห่งนี้อยู่รอดในวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่หลายๆ แห่งทยอยปิดตัวลง

“โควิดก็เป็นสาเหตุสำคัญ แต่อีกสาเหตุหนึ่ง ถ้าลองเปิดเฟซบุ๊กหรือไอจี จะเห็นว่าคลินิกทันตกรรมมีแต่โปรโมชันลดแลกแจกแถม แล้วทำแต่จัดฟัน ทำแต่บริการที่เหมือนจะทำเงิน เราเลยตั้งคำถามว่า ถ้าคนไข้ไม่ได้ตัดสินด้วยราคา แต่ละที่นำเสนอคุณค่าอะไรกัน นั่นเป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ต้องยอมรับว่าเรียนจบมา เราไม่เคยเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจเลย เราเรียนรู้แต่ How-to ทำฟันคนไข้ยังไง 

“ถ้าสู้ด้วยราคาเลือกถูกอย่างเดียว เดี๋ยวก็มีคนถูกกว่าเรา เลือกคลินิกใหญ่สวย วันหนึ่งก็ต้องมีใหญ่กว่าเรา สวยกว่าเรา ใหม่กว่าเรา เลือกหมอดัง หมอดังก็วิ่งหลายที่ เลือกโลเคชันติดบีทีเอส เดี๋ยวก็มีคนติดบีทีเอสกว่าเรา ฉะนั้น ต้องหาคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยากที่จะลอกเลียนแบบ”

ในทางกลับกัน หมอแคทก็พร้อมจะเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ให้คนอื่นๆ เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการสร้างประโยชน์ในส่วนรวม จนได้รับเชิญไปบรรยายและสัมนาในหลายประเทศ ทั้งเวียดนาม สาธารณรัฐเช็ก และสิงคโปร์ โดยหวังว่าวันหนึ่งสิ่งที่ทำจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ

คำถามที่หมอแคทเจอจากลูกค้าเสมอคือ ถ้าหมอสอนแปรงฟันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ สุดท้ายถ้าวันหนึ่งไม่มีคนไข้มารักษาเพราะไม่มีใครเป็นโรค ธุรกิจหมอจะทำอย่างไร ซึ่งเธอจะตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทุกครั้งว่า 

“ไม่ต้องห่วง หมอตายไปสามรอบ ยังรักษาไม่หมดเลย”

ProTech Dents คลินิกทันตกรรมที่เน้นการป้องกันโรคในช่องปาก ให้คนไข้เป็นศูนย์กลาง และต้องทำแบบทดสอบอุปนิสัยก่อนเข้ารักษา

Lessons Learned

  • ถ้าธุรกิจสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการทำกำไร คุณอาจต้องอาศัยแรงคู่แข่ง มองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์อันจะไปสู่ปลายทางที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน
  • เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง หาวิธีที่ดีที่สุดในการทำความรู้จักลูกค้า เพื่อจะได้สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้เขาอย่างยั่งยืน
  • หาคุณค่าของธุรกิจของตัวเองให้เจอ และแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจนั้น แทนที่จะต่อสู้ด้วยราคา ความสวยงาม หรืออะไรก็ตามแต่ ที่พร้อมจะมีคนขึ้นมาแทนที่ได้ตลอดเวลา และวันหนึ่งลูกค้าจะกลับมาหาเราอีก
  • ทุกคนในองค์กรไม่จำเป็นต้องเป็นคนแบบเดียวกัน เพราะจุดเด่นมาพร้อมจุดด้อยเสมอ บริหารคนโดยเลือกใช้ข้อดีของแต่ละคนถัวเฉลี่ยด้วยข้อด้อย เพื่อให้เกิดทีมสมบูรณ์แบบที่สุด และหลายครั้งการเห็นต่างของคนคนละประเภทก็สร้างสิ่งใหม่ๆ ได้มากมาย

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เรารู้สึกได้ตั้งแต่ลอดซุ้มประตูรั้วเข้ามาว่า โรงเรียนแห่งนี้ไม่เหมือนที่อื่นที่เราเคยไป

ตั้งแต่ด้านหน้าที่มีบ่อน้ำพร้อมรั้วกั้นอย่างปลอดภัย มีเป็ด ไก่ แพะ เดินเล่นรับลมอยู่รอบบ่อ

ห้องเรียนที่แยกเป็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ เรียงกัน เปิดประตูโล่งแบบโอเพนแอร์

สวนครัวในความดูแลของเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สีเขียว แต่เก็บวัตถุดิบไปปรุงเป็นของอร่อยได้

และที่วิ่งเล่นที่ไม่ได้จำกัดแค่ในสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ แต่ใต้ร่มไม้ใหญ่ทุกต้น สนามเด็กเล่นทั้งสนามใหญ่ สนามเล็ก และ บ้านต้นไม้ในโรงเรียนก็ดูจะเล่นสนุกไปเสียหมด

โรงเรียนแห่งนี้มีนามว่า ‘Kidz Village International Kindergarten’ และเป็นไปตามชื่อ ที่นี่ดูเป็นหมู่บ้านร่มรื่นที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กจิ๋ววัยอนุบาล

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

“ชื่อก็บอกอยู่ว่า Kidz ไม่ใช่สำหรับผู้ใหญ่ อย่างเก้าอี้ โต๊ะ ก็เป็นของเด็กเล็กหมด เรามาอาศัยเขา เราก็ต้องยอมรับ” ประโยคนี้ที่เจ้าของโรงเรียนพูด ทำเอาเราทุกคนที่ล้อมวงนั่งคุดคู้กันบนเก้าอี้เด็กหัวเราะกันหมด

นอกจากดำเนินการสอนตามหลักสูตรอังกฤษที่เหมาะกับเด็กเล็กแล้ว ทุกคนที่นี่ยังยึดมั่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำต้องให้ประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก ๆ เป็นหลัก และเชื่อว่าการอยู่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้เห็นจริง สัมผัสประสบการณ์จริง ได้ซึมซับและเข้าใจกระบวนการเรียนรู้จากธรรมชาติ รวมถึงสร้างรากฐานให้เป็นคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเมื่อโตขึ้น

‘Happy learning in a natural environment supporting children to become lifelong learners.’ คือสโลแกนของโรงเรียน

คอลัมน์ The Entrepreneur วันนี้ เราจะพาไปพูดคุยกับผู้ก่อตั้งโรงเรียน เชาวรัตน์ เชาวน์ชวานิล Director ของโรงเรียน เชอร์รี่-นันทพร เลิศประเสริฐคง รวมถึงครูใหญ่อย่าง ครูเชอร์รีล-Cheryl Del Bel เกี่ยวกับหมู่บ้านเด็กแห่งนี้

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

หมู่บ้านร่มรื่นของคนตัวเล็ก

เมื่อก่อนเชาวรัตน์เป็นคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ ส่วนเชอร์รี่ผู้เป็นภรรยาทำงานเป็นครูสอนเด็กเล็ก ก่อนจะเรียนต่อด้านบริหารการศึกษา และทำงานอยู่ในโรงเรียนอนุบาลนานาชาติมาก่อน การเปิดโรงเรียนในครั้งนี้เรียกว่าเป็นการทำตามแพสชันของผู้เป็นภรรยา และดำเนินการด้วยประสบการณ์หลายอย่างจากสามี

เชาวรัตน์เป็นเด็กในเมืองที่เติบโตมาในโรงเรียนใหญ่ แต่ทุกปิดเทอม เขามีโอกาสได้ไปวิ่งเล่นริมคลอง เก็บผลไม้ในสวนฝั่งธนฯ ของคุณยาย เมื่อภรรยาอยากเปิดโรงเรียนสอนเด็กเล็ก เขาจึงอยากให้เด็ก ๆ มีโอกาสได้ใช้ชีวิตห้อมล้อมด้วยธรรมชาติอย่างที่เขาเคยสัมผัส

“เด็กไทยขาดการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้อะไรจากธรรมชาติเยอะแยะไปหมด แทนที่จะเป็นการเรียนรู้แบบท่องจำ จะเป็นการเรียนรู้ทำความเข้าใจและสัมผัสจริง” เขาเล่าให้เราฟัง “แค่มีเป็ดมีไก่ก็น่าสนใจสำหรับเด็กแล้ว เด็กชอบถามว่า ทำไมไก่ถึงไม่ว่ายน้ำ แล้วทำไมเป็ดถึงว่ายน้ำ ทำไมไข่ไก่กับไข่เป็ดไม่เหมือนกัน”

จากที่รกร้าง หลังน้ำท่วมเมื่อ พ.ศ. 2554 เชาวรัตน์และเชอร์รี่ใช้เวลา 2 ปีในการพัฒนาพื้นที่กว่า 7 ไร่แห่งนี้ จนกลายเป็นโรงเรียนหมู่บ้านที่มีพันธุ์ไม้นับกว่า 300 ชนิด ทำให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ ได้เห็นของจริง ต้นไหนมีดอก ต้นไหนมีผลที่รับประทานได้ ต้นไหนมีใบสวยงามแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ทุกอย่างเป็นบทเรียนได้หมด รวมถึงทำให้บริเวณโรงเรียนมีออกซิเจน อากาศดี มีระบบนิเวศที่คนและธรรมชาติเกื้อกูลกัน

ทั้งยังมีอาคารเรียนและองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งทางเดิน รั้ว เครื่องเล่นเหมาะกับเด็กอนุบาล ซึ่งโชคดีด้วยที่สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ก็เอื้อให้โรงเรียนเงียบสงบ เพราะที่ตั้งของโรงเรียนไม่ได้ติดกับถนนใหญ่

ที่นี่สามารถรับนักเรียนได้ถึง 120 คน ตั้งแต่ชั้น Toddler 1, Toddler 2, K1, K2, K3 ซึ่งหมายความว่า เด็กคนหนึ่งมีพื้นที่ถึง 112 ตารางเมตร หรือขนาดประมาณบ้านเล็ก ๆ 1 หลังทีเดียว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเด่น เพราะหาได้ยากสำหรับโรงเรียนในกรุงเทพฯ

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้
Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

‘Project Based’ แสนสนุก ลุกนั่งสบาย

ที่นี่ใช้หลักสูตร The Early Years Foundation Stage (EYFS) ตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษ ที่ออกแบบมาเพื่อเด็ก ๆ วัยนี้โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ดูแลภาพรวมของการศึกษาทั้งหมด ก็คือคุณครูเชอร์รีล ครูใหญ่ของโรงเรียน ผู้ร่ำเรียนมาทั้ง Early Years Education, Special Needs Education, International Education Leadership and Management และมีประสบการณ์สอนในโรงเรียนหลายประเทศมากว่า 20 ปี

“เราเรียกช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 8 ปีว่า Golden Period เราต้องส่งเสริมให้เด็กทำอะไรท้าทาย เรียนรู้สิ่งใหม่ และออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาเรื่องการรับรู้ ภาษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็ก ๆ” เชอร์รีลกล่าว

หมู่บ้านเด็กแห่งนี้เปิดรับประชากรหน้าใหม่อายุ 1 ขวบครึ่งขึ้นไป เพื่อเรียนในชั้น Toddler 1 (ที่เราเรียกว่าเด็กจิ๋ว คือจิ๋วจริง ๆ !) แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องเริ่มพร้อมกัน จะเข้าตอน K2 ก็ได้ K3 ยังก็ได้ เพียงแต่จะมีความท้าทายในการเรียนการสอนที่ต่างกัน และที่สำคัญคือต้องพูดคุยกับพ่อแม่อย่างจริงจังก่อนเข้าเรียน เพื่อความเข้าใจถึงสถานการณ์ของเด็กแต่ละคน

สิ่งที่น่าสนุกของที่นี่คือการสอนแบบ Project Based โดยครูและนักเรียนจะเลือกหัวข้อที่อยากรู้ร่วมกัน แล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ได้สังเกต ถกเถียงกัน เรียนไปอย่างเจาะลึกในช่วงหนึ่ง ซึ่งห้องเรียนที่เราเดินผ่านห้องหนึ่งก็กำลังเรียนเรื่องแมงมุม ทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยเจ้าแมงแปดขา ไต่อยู่ทั้งผนัง ทั้งเพดาน

“หัวข้อที่เลือกควรจับต้องได้ มีของจริงให้ดู และไม่ Abstract จนเกินไป” ครูใหญ่อธิบาย เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่า ครูและเด็ก ๆ จะเลือกเรื่องรถดับเพลิง เพราะเด็ก ๆ สามารถไปดูของจริงได้ หรือเลือกเรื่องการปลูกผัก เพราะมีสวนให้เด็ก ๆ ลงมือจริง แทนการเลือกเรื่องอวกาศที่ดูเป็นนามธรรม

เหล่าคุณครูพาพวกเราไปเดินดูพื้นที่ต่าง ๆ จนทั่ว ทั้งห้องเรียนในบ้านไม้เล็ก ๆ ที่เปิดประตูมาจอยกันได้ ทั้งสตูดิโอศิลปะที่เน้นสอนเรื่อง Sensory ทั้งเรือนกระจกปลูกผัก ทั้งสนามเด็กเล่น 2 จุด ใหญ่และเล็ก ที่มีเครื่องเล่นจากวัสดุธรรมชาติที่ดูเล่นสนุกจริงจัง อย่างเรือประมงของจริงที่นำมาปรับเป็นเครื่องปีนป่ายอันเบ้อเริ่ม ทำให้เด็กได้มีพัฒนาการด้านร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงบ้านต้นไม้ที่ขึ้นไปเล่นได้จริง ทุกอย่างพาให้เราอิจฉาเด็กตัวน้อยและอยากกลับไปเรียนอนุบาลอีกครั้ง

ซึ่งสำหรับเรื่องการสอนอ่านเขียน ครูเชอร์รีลบอกเราว่า ที่นี่ไม่ได้สอนในเชิง ‘บังคับ’ หากแต่แทรกไว้ในกิจกรรมสนุก ๆ ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ โดยนอกจากวิชาที่ว่าแล้ว ยังมีการเรียนพละ ดนตรี และ Coding กับคุณครูที่เชี่ยวชาญตรงสายด้วย

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

มั่นใจ – มีจินตนาการ – รักษ์สิ่งแวดล้อม

หลังจากที่ลงจากรถในจุดที่กำหนดไว้ (เพื่อความสงบและอากาศที่ดี ปกติทุกคนจะไม่ขับเข้าไปด้านในโรงเรียน) ชาวหมู่บ้านเด็กก็จะไปรวมตัวกันที่สนามเด็กเล่น และใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับพ่อแม่ก่อนเข้าห้องเรียน

เนื่องด้วยเป็นโรงเรียนเด็กเล็กโดยเฉพาะ คุณครูจึงสามารถปล่อยเด็ก ๆ ให้ใช้เวลาเต็มที่ในการช่วยเหลือตัวเอง กินข้าวเอง ใส่รองเท้าเอง ดูแลของที่นำมาด้วยตัวเอง โดยอยู่ในการดูแลความปลอดภัยของคุณครู

“เราฟังสิ่งที่เด็กพูดและเปิดรับไอเดียของเด็กเสมอค่ะ” เชอร์รีลตอบเมื่อเราถามว่า ที่นี่ส่งเสริมจินตนาการเด็กยังไงบ้าง “เราไม่เคยวิจารณ์เด็กถ้าเขาทำอะไรผิดพลาด คุณครูจะถามเสมอว่า ‘หนูคิดว่ายังไง’ หรือ ‘หนูอยากทำอะไร’

“ฉันไม่คิดว่าเด็ก ๆ ต้องมีการบ้าน ถ้าต้องมี ก็จะต้องเป็นอะไรที่ครอบครัวมีส่วนร่วมได้ เช่น หากเด็กกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรงต่าง ๆ ในห้องเรียน ครูก็จะแนะนำให้ผู้ปกครองหากิจกรรมที่ทำด้วยกันได้ อย่างการให้หาสิ่งที่เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสตอนที่ไปช้อปปิ้ง”

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

เพราะการพัฒนาเด็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่และครูต้องช่วยกัน Kidz Village จึงเน้นการปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใจคุยกันระหว่างครู-พ่อแม่ ใน Coffee Morning การจัดเวิร์กชอปเรื่องเด็กให้ผู้ปกครอง หรือการที่ผู้ปกครองเข้ามาช่วยโรงเรียนจัดกิจกรรมตามความถนัดของตัวเอง ซึ่งป้ายผ้าวันคริสต์มาสที่เราเห็นกางแผ่อยู่บนสนาม ก็เป็นฝีมือของผู้ปกครองที่ช่วยกันวาดระหว่างรอลูกเช่นกัน

สิ่งที่คณะครูมุ่งหวังในตัวเด็ก ๆ หลังจบหลักสูตรอนุบาลจากที่นี่ คือทักษะชีวิตพื้นฐาน พึ่งตัวเองได้ รู้จักสำรวจ ตั้งคำถาม และมีความมั่นอกมั่นใจ แม้ที่นี่จะเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ แต่ครูเชื่อว่าความมั่นใจที่พกใส่กระเป๋าไปจะช่วยให้ทุกคนอยู่รอดได้ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ

“เราหวังว่าเด็ก ๆ จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ในทางที่ดีกับตัวเอง สุขสงบ ปลอดภัย แล้วก็รู้จักที่จะปกป้องธรรมชาติ”

“แม่!” เสียงแหวกอากาศมาแต่ไกลพาให้เราหันไปมองหาต้นตอ และพบกับลูกชายผู้น่ารักของสองเจ้าของโรงเรียนกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนอยู่บนเนินหญ้า

ทำงานในเมือง เผชิญรถติดมานาน การได้มานั่งดูเด็ก ๆ ปล่อยพลังกันในสนามก็กลายเป็นกิจกรรมผ่อนคลายไปซะอย่างนั้น

เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

เชาวรัตน์เล่าว่า ตอนที่รู้ว่าจะมีโรงเรียนอนุบาลมาตั้งตรงนี้ ชุมชนโดยรอบก็เกรงอยู่เล็ก ๆ ว่าชีวิตจะไม่สุขสงบอีกต่อไป แต่เมื่อถึงเวลาเปิดจริง ๆ โรงเรียนกลับเงียบสงบดี จัดการขยะได้ดี มีการรีไซเคิล ยามวิกฤตโควิดก็มีของไปช่วยเหลือผู้คน แถมยังทำหน้าที่เป็นสวนสาธารณะให้กับชุมชนโดยรอบได้ด้วย

ซึ่งนอกจากหลักสูตรนานาชาติปกติ ทางโรงเรียนยังเปิด Summer School (ช่วงปิดเทอมของโรงเรียนไทย) และ Special Class (โปรแกรมวันเสาร์) เปิดรับเด็กจากโรงเรียนต่าง ๆ ให้เข้ามาเรียนรู้ สัมผัสสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ และใช้ Facility ที่มีมาตรฐานด้วย

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้
แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

หลายครั้ง กิจกรรมวันหยุดสนุก ๆ ในโรงเรียนก็เปิดให้ผู้คนแถวนี้ซื้อบัตรและจูงลูกจูงหลานมาร่วมงานได้ โดยกำไรที่ได้จะมอบให้โรงเรียนอื่น ๆ ที่ยังขาดโอกาส อย่างงานคริสต์มาสที่ผ่านมาเป็นการช่วยเหลือโรงเรียนที่จังหวัดปัตตานี 

เรียกได้ว่าหมู่บ้านเด็กแห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งชุมชนในย่าน ซึ่งเป็นมิตรและพร้อมเปิดประตูต้อนรับเพื่อนบ้าน (โดยเฉพาะเด็กจิ๋ว) อยู่เสมอ

“เราไม่ได้คิดว่าเป็นธุรกิจ เราคิดว่ามันเป็นงานสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ต่อครอบครัว ต่อสังคมเล็ก ๆ เนื่องจากว่าเราเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ เรารองรับได้เฉพาะชุมชนแถวนี้เป็นหลัก แล้วเราก็ทำโดยไม่ได้คำนึงถึงกำไรสูงสุด” เชาวรัตน์เอ่ย

สังคมการทำงานที่นี่ก็อยู่กันแบบครอบครัว ทั้งผู้บริหาร คุณครู พี่เลี้ยง หรือแม้แต่พี่ ๆ คนสวน ก็ใกล้ชิดกัน ช่วยเหลือกันอย่างดี และทั้งทีมมีเป้าหมายเดียวกันในการทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

ก่อนกลับเรามีโอกาสได้ป้อนอาหารแพะแม่ลูกร่วมกับคุณครูกับสาวน้อยตัวเล็กคนหนึ่ง รับรองได้ว่าถ้าชาว The Cloud ได้เป็นประชากรที่นี่กับเขาล่ะก็ สองแพะจะต้องกินอิ่มนอนหลับทุกวัน และคงจะมีความสุขจริงตามสโลแกนของโรงเรียน ‘Happy learning in a natural environment supporting children to become lifelong learners.’

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

Lessons Learned

  • การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรหรือมีวิกฤตการณ์ ผู้บริหารต้องทำให้เด็กได้ความรู้
  • การพัฒนาโรงเรียนในแต่ละด้าน สุดท้ายแล้วประโยชน์ต้องกลับไปที่ตัวเด็ก
  • ความรู้และทักษะที่ทำให้เด็กมีชีวิตรอด สำคัญกว่าสิ่งที่หลักสูตรบังคับ
  • จงสอนเด็กเสมอว่า ‘ฉันพลาดได้ ล้มได้ และจะลุกขึ้นมาใหม่ได้’
  • คนทำโรงเรียนไม่ควรมองว่ากำลังแข่งขันกัน แต่ให้ร่วมกันมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็ก ๆ

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load