เพราะมีคนใกล้ตัวอยู่ในแวดวงดนตรี ชื่อของ ProPlugin เลยผ่านมาอยู่ในบทสนทนาอยู่บ่อย ๆ ล่าสุดคือวันก่อนหน้า เขาต้องใช้สายแจ็คทันทีในวันรุ่งขึ้น ติดต่อร้านไปตอนกลางคืนก็สามารถจัดส่งมาให้ได้ทันเวลา

“แนะนำว่า ถ้าอยากได้เสียงที่ดีต้องหาโฟมมารองหน่อย” โจ-ไตรเทพ ศรีกาลรา ผู้ก่อตั้งศูนย์รวมอุปกรณ์ผลิตสื่อและทำดนตรีครบวงจรแห่งนี้ พูดขึ้นขณะเราวางโทรศัพท์ไอโฟนบนโต๊ะเพื่ออัดเสียงสัมภาษณ์ 

ProPlugin ร้านอุปกรณ์เสียงออนไลน์ของพนง.ประจำ สู่ธุรกิจที่กำลังวางแผนเข้าตลาดทุน

เขาจัดหาโฟมมาให้รอง พร้อมอธิบายเหตุผลเรื่องเสียงสะท้อนที่ต้องทำอย่างนี้ และปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะว่า “แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดต้องมีไมค์ ซึ่งเรามีขายครับ”

ชายคนนี้เติบโตมาจากการขาย ครอบครัวของเขาทำร้านขายอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นพื้นฐานความรู้ที่ดีมาก แต่เขาไม่เคยคิดจะสืบทอดธุรกิจ จนกระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งใน พ.ศ. 2540 เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อม ๆ กับที่ธุรกิจขายอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ขาลง เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายแบรนด์มุ่งพัฒนาบริการหลังการขายให้ดีขึ้น ร้านขายอะไหล่แบบนี้จึงไม่จำเป็นกับลูกค้าอีกต่อไปแล้ว ทำให้การเงินของธุรกิจครอบครัวเขามีปัญหา 

ใครจะคิดว่าอีกกว่า 20 ปีถัดมา ความตั้งใจนั้นจะกลายเป็น ProPlugin ร้านขายอุปกรณ์เสียงที่ไม่มีคนไหนในวงการดนตรีหรือวงการคอนเทนต์ไม่รู้จัก และกำลังวางแผนเพื่อเข้าตลาดทุนในเร็ววันนี้

ProPlugin ร้านอุปกรณ์เสียงออนไลน์ของพนง.ประจำ สู่ธุรกิจที่กำลังวางแผนเข้าตลาดทุน
ProPlugin ร้านอุปกรณ์เสียงออนไลน์ของพนง.ประจำ สู่ธุรกิจที่กำลังวางแผนเข้าตลาดทุน

นักการขาย

หลังเรียนจบ โจเริ่มจากการสมัครงานประจำตำแหน่ง ‘พนักงานขาย’ เพราะทางบ้านไม่มีทุนตั้งต้นในการทำธุรกิจให้ เขาเชื่อว่าถ้าวันหนึ่งจะเป็นเจ้าของกิจการที่เก่งกาจ ต้องขายให้เป็น 

หลังจากนั้นก็ลาออก เอาความรู้ที่ได้มาทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งมีหลากหลายตั้งแต่ขายแพ็กเกจที่พัก ตั๋วเครื่องบิน บัตรเติมเงิน รองเท้าผู้หญิง เสื้อยืดผู้ชาย ไปจนถึงกระดาษรองนั่งชักโครก เขาใช้วิธีจับเสือมือเปล่าในการเลือกธุรกิจ อะไรที่ใช้เงินทุนไม่มาก เน้นลงแรงและเวลา โดยไม่มีเป้าหมายหรือแบบแผนที่ชัดเจน 

มันไม่ยั่งยืน

เขาได้กำไรเพียงเล็กน้อยจากธุรกิจเหล่านั้น จึงตัดสินใจกลับไปทำงานประจำครั้งที่ 2 ในตำแหน่ง Sales Executive เป็นผู้วางระบบห้องบันทึกเสียงให้สตูดิโอดัง ๆ อย่างแกรมมี่ อาร์เอส และกันตนา ซึ่งห้องเหล่านี้มีมูลค่าหลักสิบล้าน 

จนวันหนึ่ง ได้อ่านคอลัมน์ในนิตยสารดนตรีเล่มหนึ่งเกี่ยวกับ Home Studio ซึ่งเปิดโลกเขาจากที่เคยทำเฉพาะห้องบันทึกเสียงราคา 8 หลัก 

ProPlugin ร้านอุปกรณ์เสียงออนไลน์ของพนง.ประจำ สู่ธุรกิจที่กำลังวางแผนเข้าตลาดทุน

“มันเริ่มเป็นเทรนด์ในตอนนั้น ห้องเสียงแพงเพราะอุปกรณ์แพง แต่พอเทคโนโลยีพัฒนา เราสามารถทำเพลงบนคอมพิวเตอร์ได้ อุปกรณ์แบบฮาร์ดแวร์เริ่มเปลี่ยนมาเป็นซอฟต์แวร์ เริ่มมีเครื่องมือบันทึกเสียงที่บ้าน ผมเห็นโอกาสและเชื่อในโอกาสนี้ เลยตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจเองอีกครั้ง”

ลูกค้าคนแรกคือ เบล-สุพล พัวศิริรักษ์ 

เดือนแรกขายได้ 12,000 บาท โจใจชื้น ถ้าขายมากขึ้น บวกลบกำไรก็ไม่หนีเงินเดือนประจำนัก

เดือนที่สองขายได้ 2,000 กว่าบาท จนแทบไม่เหลือกำไร

เดือนที่สามขายไม่ได้เลย

โจมีรายชื่อและเบอร์ติดต่อลูกค้าประมาณร้อยคน วิธีการขายของเขาคือโทรหาลูกค้าในลิสต์ทุกเดือน โดยลืมคิดไปว่า อุปกรณ์แบบนี้ไม่ได้ซื้อกันบ่อย ๆ บางชิ้นใช้ไป 3 – 4 ปีถึงเปลี่ยนสักครั้ง 

เขากลับไปทำงานประจำครั้งที่สามพร้อมกับพัฒนา ProPlugin ไปด้วย

ProPlugin ร้านอุปกรณ์เสียงออนไลน์ของพนง.ประจำ สู่ธุรกิจที่กำลังวางแผนเข้าตลาดทุน

กลุ่มเป้าหมายใหม่

เมื่อร้อยรายชื่อนั้นไม่ทำให้สินค้าขายได้อีกต่อไป โจต้องหากลุ่มเป้าหมายใหม่ วิธีที่ง่ายที่สุดในตอนนั้นคือการขายบนเว็บไซต์ซึ่งฮิตที่สุดคือ TARAD.com

การตลาดของเขาไม่ซับซ้อน ใช้วิธีโปรโมตตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ เช่น เว็บบอร์ดคนเล่นกีต้าร์ คนทำเพลง มือกลอง ทำให้มีลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ 

กลางวันเป็นพนักงานบริษัท กลางคืนเป็นผู้ประกอบการ

ทำอย่างนั้นอยู่ 1 ปีจนยอดขายแตะหลักล้านใน 3 เดือน จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ… ครั้งสุดท้าย

สิ่งแรกที่เขาปรับเปลี่ยนคือ สร้างหน้าร้าน เพราะอุปกรณ์ทำเพลงบางชิ้นต้องลองใช้ ลองฟังก่อน เขาใช้ชั้นลอยของร้านอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ที่บ้านเป็นโชว์รูมแรก ลูกค้าเริ่มรู้จักมากขึ้น จนกลายเป็นผู้บุกเบิกเทรนด์ Home Studio ของประเทศไทย

One-stop Solution

จุดเด่นคือความครบวงจร มาที่นี่ที่เดียวได้ของครบ ตัดสินใจได้เลย

เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า สมัยก่อนเวลาจะซื้อไมโครโฟนสักตัว ลูกค้าต้องไปหลายร้านเพื่อลองทุกยี่ห้อ เพราะแต่ละแบรนด์มีตัวแทนจำหน่ายคนละที่ แต่ Pain Point ของลูกค้าคือต้องการเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ของที่ถูกใจที่สุด

ProPlugin ร้านอุปกรณ์เสียงออนไลน์ของพนง.ประจำ สู่ธุรกิจที่กำลังวางแผนเข้าตลาดทุน
ProPlugin ร้านอุปกรณ์เสียงออนไลน์ของพนง.ประจำ สู่ธุรกิจที่กำลังวางแผนเข้าตลาดทุน
ProPlugin ร้านอุปกรณ์เสียงออนไลน์ของพนง.ประจำ สู่ธุรกิจที่กำลังวางแผนเข้าตลาดทุน

“เราวางตัวว่าเป็นมัลติแบรนด์ มีแบรนด์หลากหลาย เป็นมัลติโปรดักซ์ มีสินค้าที่หลากหลาย ทั้งยังเป็นมัลติแชนแนล มีช่องทางหลากหลายทั้งออนไลน์และหน้าร้าน 

“เราเริ่มต้นจากตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ก่อนจะมายุคที่อุปกรณ์ทำเสียงกลายมาเป็นเหมือนเครื่องดนตรีอีกชนิดหนึ่ง แล้วก็เพิ่มสินค้ามาเรื่อย ๆ ตามการบอกเล่าของลูกค้า จากที่เคยขายแค่อุปกรณ์บันทึกเสียง เริ่มมีอุปกรณ์ดีเจ ดีเจก็ผ่านมาตั้งแต่ยุคที่เล่นตามสถานบันเทิง เครื่องราคาหลักแสน มายุค Bedroom DJ ใช้คอมพิวเตอร์เล่นอยู่กับบ้านได้ ยุคหนึ่งเราเคยตามเทรนด์มาก ๆ จนมี Joystick เล่นเกมขาย เคยขาย Tablet ขาย Flash Drive ด้วย 

“แต่สุดท้าย ธุรกิจที่คู่แข่งเยอะแล้วเราไปเป็นหางเสือ ก็จะไม่สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้ เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็ว เราตามไม่ทันจนเจ็บตัว ผมเลยเลือกเป็นหัวหมา เป็นผู้เล่นอันดับต้น ๆ ของแวดวงนั้น แล้วโฟกัสจุดเดียวจนกลายมาเป็น ProPlugin ทุกวันนี้”

แต่แค่นั้นไม่ทำให้ ProPlugin อยู่มาได้ถึง 18 ปี เคล็ดลับของความสำเร็จคือการไม่ละทิ้งเป้าหมายใหญ่ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจ คือ Amplify Your Dreams โจจึงไม่มองว่าตัวเองเป็นเพียงร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับเสียง แต่เชื่อว่าอุปกรณ์ของเขาจะช่วยสนับสนุนฝันให้คนอื่น ๆ ได้ไม่มากก็น้อย

กลุ่มลูกค้าแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคนดนตรี มีตั้งแต่ระดับเริ่มต้นเป็นงานอดิเรก ดีเจ ไปจนถึงผู้นำวงการอย่างศิลปิน Big Ass, Bodyslam, The TOYS, Getsunova กลุ่มที่สองคือ Content Creator ที่ตอนนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ บางคนทำคลิป TikTok บางคนทำคลิปพอดแคสต์ 

สินค้าที่นี่จึงมีหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย และทุกสิ่งที่เลือกทำต้องตอบโจทย์ความเชื่อของเขา

เพื่อนคู่คิด

ก่อนหน้านี้ พนักงานต้องมีประสบการณ์ในด้านดนตรีแบบที่โจเรียกว่า ‘คนดนตรี’ เท่านั้น มาวันนี้กึ่งหนึ่งไม่มีพื้นเพด้านนี้โดยตรง แต่มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม สิ่งที่โจผู้มีประสบการณ์ทางด้านการขายมาก่อนให้ความสำคัญคือ ต้องให้ความรู้คู่การขายไปด้วย เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด 

“เราดูแลลูกค้าเหมือนเพื่อน และจะแนะนำของที่เหมาะสำหรับจุดประสงค์ของเขาเท่านั้น ถ้าสินค้าราคาหนึ่งหมื่นเพียงพอแล้ว เราจะไม่แนะนำสินค้าราคาหนึ่งแสน เช่น Content Creator ไม่จำเป็นต้องใช้ไมค์ราคาแพงมาก เราอาจจะเลือกตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในงบประมาณเขาให้ โดยไม่เอาความกรอบ Preference หรือความชอบส่วนตัวของพนักงานมาเป็นกรอบของลูกค้าและกรอบขององค์กร

“เรามองตัวเองเป็นเพื่อนที่แนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้เพื่อน ให้ข้อมูลอย่างจริงใจ ในทางกลับกัน ทีมเราก็ได้เรียนรู้จากลูกค้าที่มาซื้อด้วย ใช้อันไหนดีเขาก็มาแบ่งปัน พอได้แลกเปลี่ยนกันทั้งสองฝ่าย มันเลยกลายเป็นคอมมูนิตี้ขนาดย่อม ๆ ขึ้นมา”

พนักงานทุกคนมีเป้าหมายในการทำงานตรงกัน คือสนับสนุนความฝันของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ดีเจ Content Creator หรือบางคนเป็นผู้เสพเสียงดนตรีที่ฝันอยากใช้วันหยุดอยู่บ้านฟังเพลงที่เขาชอบ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ProPlugin เลยขยายบริการนอกเหนือจากการขายอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศในวงการนี้ให้เกิดขึ้น

“บริการของเรามีสามขาหลัก ๆ หนึ่ง ProPlugin School เป็นศูนย์กลางการศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ ในการสร้างผลงานทางดนตรี คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และเสียงคุณภาพ สอนลูกค้าให้ทำเป็นก่อน

“เมื่อเขาทำเป็นแล้วก็ต้องมีอุปกรณ์ มาสู่ขาที่สองที่ศูนย์รวมอุปกรณ์ผลิตสื่อและดนตรีครบวงจร ซึ่งปัจจุบันมี Flagship Store ที่อาคารฟอร์จูนทาวน์

“และสาม ProPlugin Party ทันทีที่เขาพร้อมเป็นมืออาชีพ ถ้ามีคนจ้างเราจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานเลี้ยงบริษัท หรือแม้แต่เทศกาลดนตรีก็เคยจัด เราก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหารายได้ของเขาได้

“ผมเชื่อว่าสุดท้ายวิถีนี้จะกลายเป็น Ecosystem ที่สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนลูกค้าของเราให้บรรลุความฝัน From zero to star พร้อมขับเคลื่อนวงการดนตรีต่อไปเรื่อย ๆ”

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ของตัวเองภายใต้ชื่อ ProTone จำหน่ายสายสัญญาณเสียงและกระเป๋าอุปกรณ์ดนตรี และร้าน ProPlugin Hi-Fi ขายเครื่องเสียง เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้ลูกค้าด้วยเช่นกัน

18 ปีที่เปลี่ยนไป

วงการการทำดนตรีเปลี่ยนแปลงตลอด ในทุกปีจะมีอุปกรณ์ใหม่กว่า เทคโนโลยีใหม่กว่า ออกวางจำหน่ายในท้องตลาด

18 ปีของธุรกิจก้าวผ่านอะไรหลาย ๆ อย่าง

จากแต่ก่อน ห้องบันทึกเสียงมีอุปกรณ์เต็มผนัง ปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านั้นพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์ที่แทบจะไม่เห็นความแตกต่างของผลลัพธ์ 

เสียงที่เคยเกิดจากเครื่องดนตรีอย่างเดียว ศิลปินก็พัฒนาวิธีการจนที่มาของเสียงอยู่รอบตัวได้ และบางส่วนเป็นเสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่มาจากอุปกรณ์ล้วน ๆ 

ถ้าวันหนึ่งคนเลิกใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ขึ้นมาจริง ๆ ProPlugin ก็จะปรับตัวตามพฤติกรรมใหม่ของลูกค้า

“จุดเด่นของเราคือเทคโนโลยีมาตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปเท่าไหร่ เราจะปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ต่อไปสินค้าในร้านอาจไม่ใช่แค่ Physical Product อย่างตอนนี้เราเริ่มทำคลาสออนไลน์ อย่าง ProPlugin Party อาจจะไม่ใช่แค่อีเวนต์ออฟไลน์ แต่เป็นออนไลน์ด้วย หรือในอนาคตถ้าทุกสื่อขึ้นไปบน Metaverse เราก็ต้องหาช่องทางเพื่อสนับสนุน Concent Creator ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าของเรา”

ProPlugin เคยมีสาขาสูงสุด 13 สาขา แต่วันนี้เหลือเพียงที่เดียว เพราะการมีสาขาเยอะ ไม่ได้แปลว่าทุกสาขามีของครบ และลูกค้าจะได้ประสบการณ์ที่ดีเหมือนกัน 

โจมุ่งเรื่องการขายออนไลน์จนมีสาขามากกว่า 10 แห่งบนมาร์เก็ตเพลสต่างๆ และให้ความสำคัญกับ Flagship แห่งเดียวแห่งนี้ โดยพัฒนาให้เป็น Experience Center เน้นการสร้างประสบการณ์ทางตรง แบบที่เขาบอกว่า “พอมันเกี่ยวกับเสียง อ่านรีวิวให้ตาย ก็ไม่เห็นภาพหรอก” 

การตลาดแบบ Omni-channel จึงสำคัญมากสำหรับธุรกิจนี้ ไม่จำเป็นว่าลูกค้าจะต้องซื้อหน้าร้าน เขาอาจจะแค่มาลองใช้แล้วกลับไปซื้อออนไลน์ หรือซื้อกับตัวแทนจำหน่ายบนออนไลน์ก็ได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน ก็มีคลิปรีวิวสินค้าสำหรับลูกค้าที่ไม่สะดวกเดินทางมาที่ร้าน ทำ A/B Testing ให้ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจ

อยากเติบโต ต้องมองการณ์ใหญ่

คุณทำธุรกิจมาก่อนหน้าหลายอย่าง อะไรที่ทำให้สำเร็จ และครั้งอื่นไม่สำเร็จ – เราถามเขา

“เราต้องลองผิดเยอะกว่า ก่อนจะรู้ว่าลองถูกคือยังไง แต่ไปลองผิดในแบบที่เราไม่ต้องเจ็บตัวมาก ค่อย ๆ เรียนรู้ไปทีละขั้นตอน แบบไหนเวิร์ก แบบไหนไม่เวิร์ก จนเจอสิ่งที่ใช่

“สำคัญคือ เมื่อไปลองผิดมาแล้ว ต้องมาสรุปให้ได้ว่า Lessons Learned คืออะไร สิ่งไหนทำให้ไม่สำเร็จ เพื่อจะได้ไม่ต้องผิดพลาดเหมือนเดิม”

เป้าหมายในอนาคตคือการเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยเริ่มจากการเข้าตลาด Live Exchange เพื่อหาพาร์ตเนอร์ที่จะทำให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้น มีความพร้อมมากขึ้น และเติบโตขึ้นไปสู่ตลาด MAI ใน พ.ศ. 2567

“เราทำให้โมเดลธุรกิจเกิดการวิวัฒนาการ สร้าง Ecosystem ที่ผมบอกในตอนแรก ก่อนจะขยายไปประเทศเพื่อนบ้าน เจาะตลาดไปยังประเทศกลุ่มนี้

“โลกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็ว Disruption ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าธุรกิจเรายังอยู่ในสเกลเท่านี้ อนาคตจะถูกกลืนแน่นอน การจะสเกลใหญ่ขึ้น เราจำเป็นต้องมีทีมงานมืออาชีพ 

“ก่อนหน้านี้ ProPlugin บริหารแบบธุรกิจครอบครัว มีความเป็น One-man Show และศูนย์กลางอยู่ที่คนคนเดียว ผมอยากให้องค์กรนี้กลายเป็นองค์กรที่ไม่ต้องพึ่งพาใครคนใดคนหนึ่ง แต่ใช้แบรนด์และระบบนำ ปีที่ผ่านมาจึงมีผู้บริหารระดับ C-level เข้ามาพร้อมกันสี่คนเลย คือ COO, CMO, CTO, CFO รวมกับทีมงานมืออาชีพจากหลากหลายอุตสาหกรรม”

โจทิ้งทายไว้ว่า การจะขับเคลื่อนวงการดนตรีไปข้างหน้า ต้องอาศัยพลังของคนเก่ง ๆ จำนวนมากในการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน

และนั่นคือวิสัยทัศน์ของเจ้าของธุรกิจที่คิดการณ์ใหญ่คนนี้

Lessons Learned

  • ลองผิดเพื่อให้เจอสิ่งที่ถูก แต่เมื่อผิดแล้วต้องวิเคราะห์หาเหตุผลเพื่อที่จะไม่ผิดซ้ำสอง
  • หา Pain Point ของตลาดที่มีอยู่เดิม ตอบโจทย์นั้น แล้วสร้างจุดเด่นธุรกิจที่ไม่เหมือนคนอื่น
  • ประเมินความสามารถของธุรกิจตัวเอง แล้วเลือกทำในทางที่ตัวเองเชื่อและถนัด เหมือนอย่างที่ ProPlugin เลิกขายสินค้า Gadget อื่น ๆ เพื่อมามุ่งเน้นอุปกรณ์เสียงอย่างเดียว
  • คิดการณ์ใหญ่ แล้วค่อย ๆ วางแผนหาแนวทางไปให้ถึงเป้าหมาย
  • มองธุรกิจเป็นมากกว่าการสร้างกำไร ถามตัวเองว่าอยากเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนอะไรให้สังคม เหมือนที่ ProPlugin อยากสนับสนุนให้คนตามความฝัน แล้วทุกอย่างที่เลือกทำหรือทุกการตัดสินใจจะต้องตอบโจทย์นั้นทั้งหมด
  • ปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมเป้าหมายใหญ่ที่ตั้งไว้
  • ให้ความสำคัญกับคนในองค์กร เหมือนอย่างที่โจบอกไว้ว่า การไปข้างหน้าต้องอาศัยพลังของคนเก่ง ๆ จำนวนมากในการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน

LiVE Platform แพลตฟอร์มเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับ SMEs และ Startups เติบโตและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน www.live-platforms.com

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load