สิ่งที่มองเห็น เสียงที่ได้ยิน สัมผัสของการแกะกล่อง ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของบรรจุภัณฑ์สินค้าที่พบอยู่ตลอดเวลาไปห้างร้านต่าง ๆ

ถ้าหากผลิตภัณฑ์ที่ห่อหุ้มข้างในเป็นสิ่งที่สำคัญแต่พูดอะไรไม่ได้ เปลือกนอกของผลิตภัณฑ์นั่นแหละที่จะพูดแทน

ทุกวันนี้ การออกแบบบรรจุภัณฑ์กลายเป็นส่วนสำคัญในการทำการตลาดอย่างไม่ต้องสงสัย และเป็นสื่อเพียงไม่กี่ชนิดที่จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ในยามที่ลูกค้าลองเปิด ลองดม ลองใช้ ลองกิน บรรจุภัณฑ์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสารกับลูกค้าอย่างเดียว แต่ยังมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และมีผลต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

หากเราย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว วงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยไม่ได้เป็นเช่นวันนี้ ในยุคนั้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์เป็นเรื่องใหม่ และเป็นขั้นตอนที่ไม่ได้รับความสำคัญมากนัก

จากส่วนประกอบที่คนไม่ให้ความสำคัญ สิ่งที่พาวงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่เพียงการรอเวลาให้โลกพัฒนาขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีเบื้องหลังของผู้คนที่ตั้งใจปลุกปั้นสร้างวงการนี้ขึ้นมาด้วยอุดมการณ์อันแน่วแน่

Prompt Design บริษัทออกแบบมือรางวัลที่ใช้เวลา 16 ปี ทำให้คนเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

คอลัมน์ The Entrepreneur คราวนี้ เรามีนัดหมายพิเศษกับ แชมป์-สมชนะ กังวารจิตต์ ผู้ก่อตั้งและ Executive Creative Director ของ Prompt Design ผู้บุกเบิกวงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยอย่างจริงจังรายแรก และทำให้บรรจุภัณฑ์เป็นมากกว่าหีบห่อสินค้า

ณ วันนี้ Prompt Design คือผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ในท้องตลาดมากมายกว่า 15,000 ชิ้น มีทั้งผลงานการออกแบบใหม่ตั้งแต่ต้น ไปจนถึงการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้ปมปัญหาบางประการด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ อย่างบรรจุภัณฑ์กาแฟดอยช้างที่กวาดไปได้ถึง 6 รางวัล น้ำตาลมิตรผล มีทซีโร่ น้ำอ้อยไร่ไม่จน ซอสพริกศรีราชาพานิช ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน และอีกมากมาย

ออกสตาร์ท

จุดเริ่มต้นจริง ๆ ของ Prompt Design ต้องย้อนกลับไปตอนที่แชมป์เรียนทางด้านการออกแบบ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จากการสังเกตตัวเอง วิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีมาโดยตลอด จนกวาดรางวัลในตอนเรียนไปถึง 15 รางวัล

หลังเรียนจบ เขาตัดสินใจเข้าทำงานที่บริษัทออกแบบแห่งหนึ่งของอาจารย์

เมื่อยังค้นหาที่ทางของตัวเองไม่เจอ เขาจึงเริ่มต้นจากการช่วยที่บ้านทำกิจการอู่รถยนต์ 

Prompt Design บริษัทออกแบบมือรางวัลที่ใช้เวลา 16 ปี ทำให้คนเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

“แต่เรารู้สึกเคว้งคว้าง ระหว่างนั้นรับทำฟรีแลนซ์อยู่บ้าง ถ้าอย่างนั้นก็เปิดบริษัทแล้วกัน ก็เลยขึ้นไปชั้นสอง เคาะห้องพี่สาวบอกว่าจะเปิดบริษัท ทำอย่างไรดี พี่สาวเปิดประตูมาบอกว่า เปิดบริษัทใหม่ทำไม ใช้บริษัทพี่สิ เราเลยคิดชื่อ Prompt Design พร้อมดีไซน์มาจากพร้อมที่แปลว่า ทันที แล้วก็เป็นเป็นเสียงเดียวกันกับ Prompt ของฝรั่ง ซึ่งก็แปลว่า ทันที เหมือนกัน”

แม้ว่างานเล็ก ๆ น้อย ๆ จะพอช่วยให้แชมป์ซึ่งเป็นพนักงานเพียงคนเดียวของบริษัทเลี้ยงดูตัวเองได้ แต่เขามองว่านี่ไม่ใช่ความมั่นคงในระยะยาว 

“เราจำเป็นต้องออกไปหางาน ในเวลานั้น การออกแบบบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่ใหม่มาก ๆ คนมักจะถามว่าต้องออกแบบด้วยเหรอ โรงพิมพ์ก็พอออกแบบได้นี่ ฟรีด้วย เราเลยไม่ได้งาน หรือถ้าทำ ส่วนใหญ่เขาจะจ้างผ่านเอเจนซี่โฆษณาซึ่งทำหมดทุกอย่าง เราก็ไม่มีงานเพราะว่าเขามีเอเจนซี่โฆษณาอยู่แล้ว บริษัทเฉพาะทางนี้เลยลำบากมากในการเริ่มต้น ไม่มีงานอยู่พักหนึ่งเลย ทำตัวเองปวดเศียรเวียนเกล้าไปหมด”

ทางออกที่แชมป์เลือก ณ เวลานั้น คือการวางรากฐานโดยสร้างคอนเนกชันระยะยาวให้แก่บริษัทเพื่อสร้างความมั่นคง โดยอาศัยเครือข่ายจากพี่สาวที่ทำงานอยู่ในบริษัทข้ามชาติ ซึ่งพอจะเป็นรายได้หลักเลี้ยงบริษัทเล็ก ๆ ไปได้

แต่ความตั้งใจของแชมป์ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น

Prompt Design บริษัทออกแบบมือรางวัลที่ใช้เวลา 16 ปี ทำให้คนเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

เชื่อมั่น

เมื่อตลาดยังไม่มีความต้องการ ถ้ายังอยากเติบโต สิ่งที่ต้องทำคือการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภคและเจ้าของแบรนด์ในภาพกว้างระดับประเทศ ซึ่งมองเผิน ๆ อาจจะเกินกำลังของคนคนเดียว

“ผมเป็นสายงานประกวดในสมัยเรียนอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ผมเลยอยากทำงานประกวดขึ้นมา โดยคิดกับทางน้อง ๆ นักออกแบบในทีม ใช้ศาสตร์ที่เรียนมาทางด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์เสื้อยืด ทั้งที่จริง ๆ แล้วเสื้อยืดไม่ต้องมีบรรจุภัณฑ์ก็ได้ ปรากฏว่าพอส่งไปประกวดแล้วได้รางวัล เป็นรางวัลแรกของประเทศไทย เราก็บินไปรับรางวัลที่ต่างประเทศ คราวนี้ก็เริ่มมีสื่อสนใจแล้วเผยแพร่เรื่องของเรา” 

นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน แชมป์ยังได้ทำงานให้กับลูกค้ารายหนึ่งของไทย ซึ่งผลงานนั้นก็ได้รับรางวัลที่ 1 อีกเช่นกัน

“ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนมิสยูนิเวิร์สกับมิสแกรนด์ แต่เราได้ทั้งสองงาน เหมือนเราเป็นนางงามสองที่ มันเลยทำให้คนค่อย ๆ เห็นความสำคัญ เริ่มมีงานบรรยายอย่างต่อเนื่อง จนคนเริ่มรู้จักแล้ว” 

และเขาก็ยังทำได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนได้รางวัลถึง 3 ปีซ้อน ในช่วงปี 2010 – 2012

Prompt Design บริษัทออกแบบมือรางวัลที่ใช้เวลา 16 ปี ทำให้คนเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

ในปี 2013 เป็นช่วงเวลาที่พีกที่สุด แชมป์ได้รับเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันงานออกแบบในระดับโลก ภาระที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความกดดันที่หนักหน่วงเสมอ เขาใช้เวลาถึง 1 ปีในการทำการบ้านและหาความรู้ จนก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ได้ในที่สุด

เป็นระยะเวลา 16 ปีที่แชมป์เดินหน้าทำงานประกวดอย่างต่อเนื่อง จน ณ ตอนนี้ได้รับรางวัลไปกว่า 139 รางวัล และในจำนวนนั้น ยังได้รางวัล Best of the Best ไปถึง 12 ครั้ง ทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้บริษัท Promt Design อยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก จากกว่า 1,000 บริษัททั่วโลกในด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์

“หลายคนถามว่าทำไปทำไม หนึ่ง เมื่อก่อนเราทำเพื่อสื่อให้รู้ว่าบรรจุภัณฑ์เป็นเรื่องสำคัญ วันนี้เป็นยุคที่คนให้ความสำคัญแล้ว ถามว่าหยุดทำได้ไหม หยุดทำไม่ได้ครับ เป้าหมายของผมคือการทำให้ชาวต่างชาติเห็นว่าดีไซน์บรรจุภัณฑ์ของไทยดี เหมือนกับที่คนไทยชอบพูดกันว่าญี่ปุ่นทำแพ็กเกจจิ้งได้ดี 

“เราอยากจะเปลี่ยนวิธีคิดแบบนั้น ยากไหม น่าจะใช้ทั้งชีวิตในการทำ เราพยายามทำให้คำว่าไทยแลนด์ไปอยู่ระดับโลกในทุก ๆ ปี และให้ทุก ๆ เวทีมีคำนี้ มีแค่ครั้งเดียวจะไปเปลี่ยนวิธีคิดได้ยังไง มันก็ต้องมีอย่างต่อเนื่อง นี่คืออุดมการณ์”

Prompt Design บริษัทออกแบบมือรางวัลที่ใช้เวลา 16 ปี ทำให้คนเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง
Prompt Design บริษัทออกแบบมือรางวัลที่ใช้เวลา 16 ปี ทำให้คนเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

ผู้นำที่แตกต่าง

เคล็ดลับที่ทำให้แชมป์สร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นออกมาได้อย่างต่อเนื่อง คือการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ 

ย้อนกลับไปในสมัยเรียน มีครั้งหนึ่งที่เขาได้รับรางวัลชนะเลิศระดับเอเชียมา ในขณะที่ทุกคนชื่นชมเขา คุณพ่อของแชมป์กลับบอกว่า 

“ก็เท่านั้นแหละ คุณชนะปีนี้ คุณอาจจะได้รางวัลที่หนึ่งก็จริง แต่ปีหน้าจะบอกว่าคุณคือของจริงหรือเปล่า ถ้าคุณได้อีกปีหนึ่ง แสดงว่าคุณคือโคตรของจริง ถ้าคุณได้ติดต่อกันต่อเนื่อง แสดงว่าคุณเก่งสุดในอุตสาหกรรมนี้แล้ว

“นี่คือสิ่งที่คุณพ่อสอนในห้วงเวลาที่ผมดีใจที่สุด มันเลยฝังหัว เอาไม่ออก เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่พ่ายแพ้ จะได้ยินเสียงคุณพ่อในหัว มันทำให้เราพยายามมากขึ้นอีก ผิดหวังอีกก็ต้องทำมากขึ้นอีก ทำให้เราสู้ไปเรื่อย ๆ”

การเป็นน้ำที่ไม่เคยเต็มแก้ว หรือแก้วน้ำของแชมป์นั้นขยายใหญ่ได้แบบไม่มีวันสิ้นสุดนั้น ไม่ได้แค่ทำให้เขาเอาชนะการประกวดต่าง ๆ ได้เท่านั้น แต่ยังทำให้ Prompt Design กลายเป็นเสมือนผู้นำทางความคิดของวงการอีกด้วย

หลายคนคงเคยได้ยินเครื่องมือทางความคิดอย่าง Business Model Canvas ซึ่งเป็น Framework ที่เอาไว้ใช้สร้างโมเดลธุรกิจ ส่วนแชมป์สร้างแนวคิด Differentiation Checklist™ ของตนเองมาใช้

Differentiation Checklist™ คือการนำสินค้าของตัวเองมาเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่งใน 8 ด้าน ได้แก่ สี กราฟิก สารที่ต้องการสื่อไปยังผู้บริโภค ประโยชน์ใช้สอย รูปร่าง วัตถุดิบ ความ Interactive และการผลิต เพื่อวิเคราะห์และสร้างจุดเด่นที่เหนือชั้นยิ่งกว่า ในขณะเดียวกันก็แบ่งปันวิธีคิดให้องค์กรอื่น ๆ

ไม่กลัวว่าคนอื่นจะเอาอาวุธของเราไปใช้แล้วกลับมาชนะเราเหรอ – เราถาม

“ไม่กลัวครับ เพราะเราก็คิด Know-how อื่น ๆ ด้วย ต้องจำไว้ โทรศัพท์มือถือที่ออกมาก็ไม่ดีเสมอถูกไหม มันจะมีเวอร์ชันใหม่ ๆ ก็เหมือนกัน เราเอาเครื่องมือหรือดาบไปให้เขาใช้ เราก็สร้างดาบพิเศษของเรา ถ้าวันหนึ่งเราสร้างดาบพิเศษขึ้นมาได้ ก็เอาดาบพิเศษไปให้เขา แล้วเราก็สร้างดาบพิเศษขึ้นมาใหม่อีก” แชมป์ตอบ

การเป็นทั้งผู้นำทางความคิดและผู้นำด้านประสบการณ์ ทำให้แชมป์พา Prompt Design ขึ้นมาอยู่ในจุดที่ถือว่า เป็นบริษัทชั้นนำด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างเต็มตัว

เบื้องหลัง Prompt Design ผู้บุกเบิกวงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยรายแรก ที่มีเป้าหมายให้คนเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

ลงรายละเอียด

“Core Value เรื่องที่หนึ่งคือ เราได้รับการยอมรับจากองค์กรเกือบทุกองค์กรในโลก ว่าเรามีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ มีรางวัลมากมาย 

“สองคือ เราบริการลูกค้าได้ดี เพราะลูกค้าให้เกียรติเรา ไว้วางใจเราในการทำงานสนุก ๆ อีกทั้งลูกค้าก็เป็นเสมือนครูคนหนึ่งของเรา

“สาม ผมว่าราคาเราไม่ได้โหดเหี้ยมจนเกินไป แพงไหม แพง แต่คิดว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผลงานแล้วเกินคุ้มค่า”

ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ครั้งหนึ่ง แชมป์จะถามลูกค้าอย่างละเอียดเสมอ เพื่อสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่เหนือชั้นตามโจทย์ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพื้นเพของลูกค้าว่าเคยทำอาชีพอะไรมาก่อน ไปจนถึงคำถามเกี่ยวกับเครื่องจักรต่าง ๆ ภายในโรงงาน ในขณะที่ยังคงยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

“ผมจะถามหลายอย่างเรื่อง หนึ่ง คือเรื่องของตัวลูกค้าเอง สอง เรื่องตัวผลิตภัณฑ์และสิ่งแวดล้อมผลิตภัณฑ์ของเขา สาม ผมจะถามเรื่องคู่แข่ง เพราะเขาไม่ได้ทำขายคนเดียว สี่ เป็นเรื่องกลุ่มเป้าหมายของเขา และห้า ราคาของเขาที่ตั้งอยู่มันสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่”

ในการออกแบบ แชมป์จะคำนึงถึงทั้งเรื่องจุดเด่นของผลิตภัณฑ์และสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ เช่น บรรจุภัณฑ์กาแฟดอยช้างที่นอกจากปรับโลโก้ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นตามหลักการ เขายังเล็งเห็นว่าการนำรูปเกษตรกรมาใส่ในฉลากนั้น นอกจากช่วยเพิ่มยอดขาย เล่าเรื่องราว และเสริมภาพจำที่ดีแล้ว ยังสามารถช่วยทำให้เกษตรกรมีความเป็นปึกแผ่น กลมเกลียวมากขึ้นอีกด้วย ตรงนี้เองบรรจุภัณฑ์กาแฟดอยช้างจึงได้รับรางวัลจาก 6 สถาบันทั่วโลก ซึ่งกรรมการระดับโลกชมว่า “คุณสามารถนำแนวคิด Unity ที่ไม่ใช่หน้าที่หลักของบรรจุภัณฑ์มาใช้งานได้อย่างเข้าใจภาพรวมของธุรกิจเกษตรได้อย่างยอดเยี่ยม”

อีกตัวอย่างก็คือบรรจุภัณฑ์ข้าวศรีแสงดาว ข้าวพรีเมี่ยม ณ ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน Geographical Indication (GI) ของยุโรป “ตัวนี้เรียกว่าเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ภาคภูมิใจของวงการข้าวไทยเลยก็ว่าได้ ที่ทำให้ข้าวสารหนึ่งกิโลกรัม สามารถขายส่งออกได้ถึงถุงละสองร้อยบาท การเลือกสร้างบรรจุภัณฑ์โดยใช้วัสดุแกลบเหลือใช้ในอุตสาหกรรม เป็นแนวทางที่่ต่างชาติชื่นชอบมาก ๆ อีกทั้งถ้าใช้เสร็จแล้ว ยังนำมาดัดแปลงทำเป็นกล่องใส่ทิชชูได้ด้วย เป็นการสร้างชีวิตใหม่ให้กับเศษวัสดุเหลือทิ้งได้ถึงสามครั้งด้วยกัน ทำให้สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์โลกไปมากถึงสิบหกรางวัลเลยทีเดียว”

ถึงแม้ว่า Prompt Design จะเป็นบริษัทออกแบบบรรจุภัณฑ์หรือสิ่งที่มาห่อหุ้มสินค้า แต่สำหรับบริษัทเอง การไม่มีกรอบหรือสไตล์ที่ชัดเจนกลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะ Prompt Design ต้องพร้อมที่จะดีไซน์ทุกอย่าง

“การที่เราไม่ได้มีสไตล์บางอย่าง ไม่ได้มีบุคลิกบางอย่าง คือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา ถ้าเรามีสไตล์ว่าชอบทำงานหวาน ๆ ถ้ามีลูกค้าเป็นเครื่องดื่มชูกำลังมาก็ทำไม่ได้แน่ เพราะฉะนั้น เราต้องทำทุกสไตล์เป็น เราต้องทำทุกอย่างที่เป็นการตอบโจทย์ ผมว่านี่คือสิ่งที่เราเป็น”

ไปให้ถึงฝัน

เมื่อพูดถึงอนาคต นักธุรกิจอาจจะนึกถึงตัวเลข รายได้ หรือขนาดของบริษัทเป็นอย่างแรก ๆ แต่ที่ Prompt Design วิสัยทัศน์ของแชมป์ไม่ใช่แบบนั้น

“อะไรที่ผมสามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในด้านนี้ได้ ผมจะทำ” เป็นคำพูดสั้น ๆ แต่ฟังแล้วเรารู้สึกถึงความหนักแน่นในทันที

เบื้องหลัง Prompt Design ผู้บุกเบิกวงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยรายแรก ที่มีเป้าหมายให้คนเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

นี่คือเบื้องหลังที่ทำให้แชมป์สร้างสรรค์ผลงานที่เหนือชั้นอย่างสม่ำเสมอ จนบุกเบิกและสร้างความสำคัญในสายตาผู้คนให้แก่วงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยจากเกือบศูนย์เมื่อ 16 ปีที่แล้ว สู่ Prompt Design ที่กลายมาเป็นผู้นำทั้งความคิดและบริษัทออกแบบบรรจุภัณฑ์ระดับแนวหน้าของโลกได้ในวันนี้

Lessons Learned

  • ความเก่งสร้างได้ แต่ต้องขยันที่จะทุ่มเทและไม่ยอมแพ้ 
  • ยอมรับว่าตัวเองยังไม่เก่ง หมั่นพัฒนา หาความรู้ใหม่ ๆ ต้องเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว และเป็นแก้วที่ขยายขนาดได้อยู่เสมอ
  • ทุ่มเทกับสิ่งที่เชื่อมั่นให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดเพื่อให้คนเห็นคุณค่าของมัน

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เมื่อปลายปีก่อน มีผู้อ่านชื่อ ‘พี่ลูกศร’ ส่งข้อความถึง The Cloud เล่าเรื่องคลินิกกายภาพบำบัดแห่งหนึ่งให้ฟัง

พี่ศรบอกว่า ตัวเองมีปัญหาเอ็นขาอักเสบ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการผ่าตัดเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตัดสินใจไปรักษาที่ ‘กันยาคลินิกกายภาพบำบัด’ เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา จึงได้รู้แนวคิดในการทำธุรกิจของที่นี่

แนวคิดแบบที่นักธุรกิจก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นนักกายภาพบำบัดเท่านั้น

เจ้าของคลินิกคือ รศ.กันยา ปาละวิวัธน์ อดีตอาจารย์กายภาพบำบัดอายุ 70 ปีที่ต้องการให้สุขภาพดีเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้

กันยา : คลินิกกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ และตั้งใจรักษาคนไข้จนหายขาดมา 40 ปี

อาจารย์กันยาสร้างคลินิกกายภาพบำบัดแห่งนี้เมื่อ 40 ปีก่อน มีค่ารักษาเริ่มต้นแค่ 200 บาท ผ่านมาหลายปีราคาก็เพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะกลัวคนไข้จะรักษาไม่ไหว

การรักษาของที่นี่เป็นแบบ Patient-centric มีระบบเทรนนักกายภาพบำบัดที่เข้มงวดทั้งความเชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดและความช่ำชองเรื่องจิตใจของผู้คน โดยตั้งใจให้การรักษาไม่จบแค่ในห้องตรวจ เพราะสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาการทางกายหายขาดคือ คนไข้ต้องกลับไปดูแลชีวิตตัวเองให้ได้

คลินิกใช้กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปากโดยลูกค้า ความสำเร็จของธุรกิจนี้จึงไม่ใช่การมาใช้บริการซ้ำ แต่หวังว่าเขาจะหายดีและไม่ต้องเจอกันเพราะโรคอีก

“พี่ลูกศรเป็นแฟน The Cloud มาตลอด เลยอยากลองเสนอหัวข้อสัมภาษณ์นี้ เพราะอยากให้เจตนารมณ์ดี ๆ ของผู้ก่อตั้งที่มีต่อคนไข้ได้สืบต่อ”

พี่ลูกศรพิมพ์ข้อความทิ้งท้ายไว้

ในฐานะคนหนึ่งที่มีปัญหา Office Syndrome ผู้ผ่านการรักษามาแล้วหลายแขนง ทั้งไทย จีน ฝรั่ง และยอมแพ้รับชะตากรรมอาการปวดเรื้อรังมาหลายครั้ง (จนวาดฝันว่าอยากเปิดร้านนวดของตัวเอง หรือมีเครื่องอัลตร้าซาวด์ไว้ที่บ้าน) เรากดเบอร์โทรศัพท์ของ กภ.นันท์ อุดมเฉลิมภัทร หรือที่คนไข้เรียกกันจนติดปากว่า หมอนัน ผู้บริหารในเครือบริษัท กันยาคลินิกกายภาพบำบัด ที่พี่ลูกศรให้มาเพื่อนัดคุยกันในบ่ายวันหนึ่ง 

01

ย้อนไปเมื่อ 40 ปีก่อน ศาสตร์ทางกายภาพบำบัดยังไม่ได้รับความนิยมในเมืองไทย เมื่อพูดถึง ‘การกายภาพ’ หลายคนมักคิดว่าเป็นวิธีการรักษาหลังประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ หรือเมื่อร่างกายเป็นอัมพฤตหรืออัมพาต

อาจารย์กันยาจึงตั้งคำถามเกี่ยวกับวิชาชีพของตัวเองว่า จริง ๆ แล้วจะสามารถช่วยคนมากกว่านั้นได้หรือไม่
กันยาคลินิกสาขาแรกเป็นห้องแถวเล็ก ๆ บริเวณสามแยกไฟฉาย และเปิดเฉพาะช่วงนอกเวลางานประจำ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกายภาพบำบัดให้คนทั่วไป จนมีคนไข้ขาประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

เป็นตอนนั้นเองที่อาจารย์กันยาได้คำตอบว่า กายภาพบำบัดช่วยคนไข้ให้อาการดีขึ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งยาใด ๆ และยังสามารถดูแลตัวเองต่อได้

เวลาผ่านไปมีลูกศิษย์ลูกหาเข้ามาร่วมงานด้วย พร้อมนักลงทุนที่ยื่นข้อเสนอทางธุรกิจในการขยายกิจการหลายรูปแบบ

แต่อาจารย์กันยาปฏิเสธ เพราะมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างไป ท่านตั้งมั่นว่าทีมบริหารทั้งหมดต้องเป็นแพทย์ ไม่ใช่นักธุรกิจ เพราะไม่อยากให้แนวทางที่ตั้งใจเดินแต่แรกหล่นหาย

ประกอบกับที่อาจารย์อยากให้คนทำงานมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงเริ่มขยายสาขาและชวนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน จาก 1 เป็น 2  จาก 2 เป็น 3 จนปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ สิรินธร เหม่งจ๋าย อุดมสุข พญาไท และประชาชื่น พร้อม ‘ซีเนียร์กันยา’ ให้บริการกายภาพบำบัดที่บ้านสำหรับคนที่ไม่สามารถเดินทางมาที่คลินิก

กันยา : คลินิกกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ และตั้งใจรักษาคนไข้จนหายขาดมา 40 ปี
กันยา : คลินิกกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ และตั้งใจรักษาคนไข้จนหายขาดมา 40 ปี

02

เรานัดคุณนันที่คลินิกประชาชื่น สาขาใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดได้หมาด ๆ

พนักงานต้อนรับหน้าตายิ้มแย้ม สถานที่สะอาดสะอ้านเป็นสัดเป็นส่วน นักกายภาพบำบัดใจดีที่ค่อย ๆ อธิบายอาการอย่างใจเย็น รายการการรักษาที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยระดับแรกเริ่มอย่างกระดูกกล้ามเนื้อ กลุ่มนักกีฬา ผู้ป่วยระบบประสาท จนถึงกระดูกสันหลังคด

ถ้าคิดว่านั่นทำให้กันยาคลินิกแตกต่างแล้ว คุณคิดผิด

สิ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในใจคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาอย่างพี่ลูกศร ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ในห้องตรวจ แต่รวมไปถึงเมื่อเขากลับบ้าน กลับไปใช้ชีวิต และผลลัพธ์ที่ได้หลังจากนั้น

ละเอียดลออในสิ่งที่ทำ

การรักษาหนึ่งครั้งใช้เวลาเฉลี่ย 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะหนึ่งสิ่งสำคัญของกระบวนการรักษาคือ การพูดคุย คนไข้จะอยู่กับนักกายภาพบำบัดแค่ 1 – 2 ชั่วโมง ที่เหลือต้องกลับไปอยู่กับตัวเองและดูแลตัวเองให้ได้

“เราต้องให้เวลากับเขา คุยกับเขาให้เข้าใจก่อนว่า หนึ่ง เป้าหมายของเขาที่มาหาเราคืออะไร และสอง เราสามารถทำให้ถึงตามเป้าที่เขาหวังไว้ได้ไหม อย่างไร เมื่อเป้าหมายตรงกันแล้วก็พากันเดินไปให้ถึง”

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ที่นี่รักษาแบบองค์รวม โดยไม่ได้มองคนไข้เป็นส่วน ๆ หากคนไข้มาเพราะอาการปวดคอ ก็จะไม่ดูแค่คอ บ่า ไหล่ หรือมีอาการปวดหลัง ก็จะไม่ดูแค่หลัง

“อย่าลืมว่าคนไข้ 1 คนก็คือมนุษย์ 1 คนนะครับ เวลาจะรักษามนุษย์ 1 คน เราต้องตรวจทั้งร่างกายว่าปัญหาจริง ๆ เกิดจากอะไร”

เราถึงกับคิดเรื่องการนวดแผนไทยครั้งล่าสุดของตัวเอง ที่อยากแก้อาการปวดสะบักจากการนั่งทำงานนาน รู้ทั้งรู้ว่าอาการไม่ได้เกิดจากสะบัก ก็ยังไม่วายเลือกโปรแกรม ‘คอ บ่า ไหล่’ แถมขอเน้นสะบักเป็นพิเศษ

“ยกตัวอย่างว่า สมมติคนไข้เจ็บเท้าซ้าย เขาจะไม่ลงน้ำหนักเท้าข้างซ้ายแน่นอน แต่จะลงข้างขวา พอเป็นแบบนี้ไปสักพัก ก็จะติดพฤติกรรมลงน้ำหนักเท้าข้างขวา แม้เท้าซ้ายจะไม่เจ็บแล้ว เขาอาจจะมาหาด้วยอาการปวดเข่าขวานี่แหละ ถ้ารักษาเป็นส่วน ๆ เราก็ดูแค่เข่าขวา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ต้นเหตุมันมาจากข้อเท้าซ้ายที่เคยเจ็บจนทำให้ข้างขวาทำงานหนัก ถ้าเราดูแค่จุดจุดเดียว เป็นตรงไหนกดตรงนั้น อัลตร้าซาวด์ช่วย เขาอาจจะไม่ได้กลับไปฝึกให้ลงน้ำหนักขาซ้ายอย่างถูกต้องอีกเลย อาการปวดลงขาขวาก็ไม่มีทางหายเจ็บ

“บางคนตึงบ่าเพราะหายใจไม่เป็น ไปใช้กล้ามเนื้อบ่าแทน เราก็ต้องแก้ที่วิธีการหายใจ การตรวจรักษาคนไข้แบบนี้จึงมีแนวโน้มทำให้คนไข้หายขาดในระยะยาวมากกว่า”

40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้

เป็นโค้ชที่เข้าใจนักกีฬา (= ธุรกิจที่เห็นใจลูกค้า)

ต่อเนื่องจากการใช้เวลากับคนไข้ให้คุ้มค่า นักกายภาพบำบัดที่กันยาคลินิกมองตัวเองเป็นโค้ช คอยสอนและให้กำลังใจคนไข้ในการทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองต่อ โดยยึดธรรมชาติพฤติกรรมเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญคือเอาใจใส่กับความสุขของแต่ละคน

“แต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงเขาจะมีอาการปวดเหมือนกันก็ตาม เรารู้อยู่แล้วว่าอาการแบบนี้ ทำท่าไหนถึงมีประโยชน์

“การรักษาช่วงแรก ๆ เป็นการเรียนรู้ลักษณะนิสัย เราจะลองให้การบ้านเขาไปสัก 2 ท่า ดูว่าขยันทำไหม ถ้าเขาไม่ชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิมอาจจะไม่ค่อยทำ ซึ่งเราตรวจได้จากความแข็งแรงของร่างกาย ครั้งต่อไปก็ให้การบ้านน้อยหน่อย ไม่ต้องไปบังคับ เพราะเดี๋ยวสุดท้ายจะไม่ทำเลย แต่เกิดเขาชอบมาก ขยันมาก เราก็ให้การบ้านเพิ่ม”

คุณนันเล่าว่า การกายภาพบำบัดในเมืองไทยแตกต่างจากต่างประเทศ ที่สหรัฐอเมริกาแทบไม่มีการใช้เครื่องมือ แต่เน้นการออกกำลังกายเป็นหลัก หน้าที่ของนักกายภาพบำบัดคือพยายามเข้าใจธรรมชาติและการใช้ชีวิตของคนไข้ เพื่อออกแบบการรักษาที่นอกจากตอบโจทย์แล้ว ยังมีแนวโน้มว่าจะสำเร็จลุล่วง ที่สำคัญต้องทำให้คนไข้เห็นผลลัพธ์ เขาจะได้มีแรงใจที่จะพยายามทำต่อ ไม่ได้มองมันแค่เป็นการบ้านที่ทำให้แล้ว ๆ ไป

หรือในบางเคส คนไข้ชอบเดินออกกำลัง นักกายภาพบำบัดที่นี่จะไม่สั่งห้ามกิจกรรมเขาทันที เพราะรู้ว่ามีผลต่อความสุขในชีวิต บางคนกระทบไปถึงสภาพจิตใจ จึงจะประเมินอาการก่อน ช่วงแรกอาจจะยังทำไม่ได้ พอเวลาผ่านไป ค่อย ๆ ปล่อยให้ทำทีละน้อย

เลือกคนที่ ‘ใช่’ มาเป็นตัวแทนธุรกิจ

สิ่งที่ทำให้คลินิกดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืนจนถึงวันนี้คือ บุคลากร ที่นี่คัดเลือกคนเข้าทำงานอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของนักกายภาพบำบัดและเจ้าหน้าที่ เฟ้นหาจนเจอคนที่ ‘ใช่’ หรือที่คุณนันเรียกว่า ‘คนกันยา’

“เวลาคัดเลือกจะลองจินตนาการว่า ถ้าเราเป็นคนไข้แล้วมาเจอนักกายภาพบำบัดหรือเจ้าหน้าที่คนนี้ เราจะอยากคุยกับเขาไหม แล้วจะรู้เลยว่าคนไหน ‘ใช่’”

ภาพย้อนกลับไปเมื่อ 20 นาทีก่อนที่เราเปิดประตูคลินิกเข้ามา พนักงานด้านหน้าต้อนรับและให้ข้อมูลอย่างอบอุ่น ถ่ายทอดความตั้งใจของอาจารย์กันยาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

“เราสัมภาษณ์กันจริงจัง และไม่ได้คัดด้วยเกรด แต่ดูว่าสื่อสารกันรู้เรื่องไหม ทำงานจริงได้ไหม อย่างตำแหน่งพนักงานต้อนรับ เราดูที่ความใจเย็น เขาต้องอารมณ์ดีและใจเย็น เพราะคนไข้มีหลายรูปแบบ ส่วนพนักงานอื่น ๆ เช่น แม่บ้าน ก็อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องการพูดคุย แต่ดูความซื่อสัตย์และความละเอียด เช่น ถ้ามีน้ำหกตรงนั้น เขาพร้อมจะไปดูแลไหม

ที่กันยาคลินิก นักกายภาพบำบัดต้องเข้ารับการอบรมนานถึง 3 เดือนก่อนจะเริ่มรักษาคนไข้จริง

“มีทั้งชั่วโมงเลกเชอร์และชั่วโมงปฏิบัติ เพื่อทบทวนเนื้อหาสำคัญจากมหาวิทยาลัย สิ่งที่เขาต้องตอบหรือนำไปประยุกต์ใช้ต่อให้ได้ นักกายภาพบางคนยังไม่มีประสบการณ์ในการเจอคนไข้ ทุกคนจะมี CI หรือ Clinical Instructor เป็นนักกายภาพรุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยง อบรมเสร็จต้องสอบให้ผ่าน”

ที่น่าสนใจคือ ที่นี่ไม่มีนักกายภาพบำบัดพาร์ตไทม์ จะมีก็เป็นนักกายภาพบำบัดที่เคยผ่านอบรมกับเราแล้วมีเงื่อนไขบางอย่างจึงไม่สามารถทำเต็มเวลาได้ คุณนันบอกว่า บุคลากรคือตัวแทนในการดูแลคนไข้ องค์กรจำเป็นต้องสร้างคนที่เข้มแข็งและมีเป้าหมายเดียวกันคือรักษาคนไข้ให้หาย

ซื่อสัตย์ต่อคนไข้

เมื่อฝ่ายบริหารทั้งหมดเป็นนักกายภาพบำบัด ยอดกำไรจึงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของธุรกิจนี้ ความสำเร็จที่แท้จริงคือ คนไข้ต้องหายจากอาการ หรือดีขึ้นเท่าที่จะดีขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขของแต่ละคน

‘อย่าตั้งราคาแพง’ นักกายภาพบำบัดผู้ก่อตั้งเน้นย้ำเรื่องนี้เสมอ

เดิมทีค่ารักษาเริ่มต้นแค่ 200 บาท เพราะกายภาพบำบัดไม่ใช่การรักษาแบบครั้งเดียวหาย แต่ต้องการความต่อเนื่อง

“ถ้าเขาต้องมาหลายครั้ง เราต้องทำให้ราคาไม่แพง อาจารย์กันยามองว่า เราไม่ได้ทำการตลาด จึงไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูง ๆ เพื่อแบกรับต้นทุน ”

ตลอด 40 ปี คลินิกนี้ขึ้นค่าใช้จ่ายในการรักษานับครั้งได้ ครั้งล่าสุดคือช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัทต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะรับคนไข้ได้น้อยลงตามนโนบายรักษาระยะห่าง พร้อมรักษาพนักงานทุกคนเอาไว้โดยไม่ปลดออกหรือลดเงินเดือน

“เราตัดสินใจขึ้นราคาเล็กน้อย แต่กว่าจะตกลงกันได้ประชุมกันเยอะมาก เพื่อให้ทีมบริหารทุกคนเห็นพ้องต้องกัน พอตกลงกันได้แล้วก็ไปคุยกับพนักงาน หลายคนเขาอยู่หน้างาน ก็ไม่อยากให้คนไข้จ่ายเยอะ แต่เราจำเป็นต้องทำจริง ๆ”

นอกจากนี้ กันยาคลินิกก็ไม่มีระบบขายเป็นคอร์ส

“เราเคยคุยเหมือนกันว่าทำไมไม่ขายเป็นคอร์ส แบบ 10 ครั้งในราคาถูกลง อาจารย์กันยาให้เหตุผลว่า หลาย ๆ ครั้งคนไข้ไม่จำเป็นต้องรักษามากขนาดนั้น ถ้าเขาเข้ามาพร้อมอาการหนึ่ง รักษาออกไปแล้วไม่ดีขึ้น เขาอาจจะต้องไปรักษาด้วยวิธีการอื่น บางคนเป็นนิด ๆ หน่อย ๆ ทำครั้งสองครั้งก็ดีขึ้นแล้ว การซื้อคอร์สเลยเหมือนเราเอาเงินเขามา ทั้ง ๆ ที่เขาจะไม่ได้ใช้ หรือไม่จำเป็นต้องใช้”

40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้
40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้

03

ธุรกิจนี้ไม่ได้ทำการตลาดมากมาย

กลยุทธ์ทางธุรกิจหลักที่มีคือ ความตั้งใจในการรักษาที่น่าประทับใจจนลูกค้าบอกต่อ (Word of Mouth)
การรักษาจนลูกไข้หายขาดก็ไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะน้อยลงทุกวัน เพราะ 1 คนที่หายดี อาจไปแนะนำเพื่อนและครอบครัวอีก 5

วันนี้ สาขาสิรินธรมีคนไข้ใหม่ต่อเดือนราว ๆ 200 คน สาขาเหม่งจ๋าย 150 คน อุดมสุข 100 คน พญาไท 60 คน และสาขาใหม่ที่ประชาชื่นประมาณ 80 คน

หลักสำคัญของกายภาพบำบัดคือการทำให้คนได้ใช้ชีวิต ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง วิ่ง อย่างปกติสุข เท่าที่เงื่อนไขร่างกายของเขาจะทำได้

ในฐานะนักกายภาพบำบัด กันยาคลินิกได้คืนชีวิตให้คนมากมาย

ในฐานะธุรกิจ ได้เป็นแบบอย่างให้บุคลากรและกิจการทางการแพทย์มากมาย พร้อมมีเป้าหมายอยากสร้างคนทำงานด้านกายภาพบำบัดผ่าน Kanya Academy ที่ตั้งขึ้นเพื่ออบรมนักกายภาพบำบัดทั่วประเทศ โดยไม่กังวลว่าจะเกิดคู่แข่งทางธุรกิจขึ้นในอนาคต

คุณนัน ผู้ทำงานใกล้ชิดกับอาจารย์กันยามาตลอดกว่าสิบปี บอกว่าการเป็นนักกายภาพบำบัดที่ต้องทำธุรกิจเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิต ความจริงใจอยากช่วยเหลือผู้คนในบางครั้งก็เดินสวนกับความสำเร็จทางธุรกิจ แต่สิ่งที่กันยาคลินิกเชื่อไม่เคยเปลี่ยนตลอด 40 ปีนี้ คือการยกคนไข้เป็นที่ตั้ง แล้วทุกอย่างจะคืนกลับมาเอง

ธุรกิจจะเป็นที่รักของคนได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการที่เลือกทำ

ที่เราได้นั่งคุยกับคุณนันตอนนี้ก็จากคำบอกต่อของพี่ลูกศร ที่เราขอนามบัตรคลินิกกลับมาเพื่อนัดคิวรักษาก็เพราะสิ่งที่คุณนันเล่า หรืออย่างที่อาจารย์กันยาสอนนักกายภาพทุกคนที่นี่เสมอ

“คุณอย่าไปหวังอะไรจากคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง ไม่ต้องสนใจสิ่งเหล่านั้น แค่ทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุดก็พอ”

40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้

Lessons Learned

  • ยึดมั่นในหัวใจของธุรกิจและจิตใจของลูกค้า ตั้งใจทำในสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด แล้วผลลัพธ์หรือความสำเร็จจะเกิดขึ้นจริงจากสิ่งที่ทำโดยไม่ต้องเรียกร้อง
  • เลือกคนทำงานและลงทุนกับบุคลากร โดยคิดเสมอว่าเขาจะมาเป็นตัวแทนเรา เป็นตัวแทนธุรกิจ เป็นคนที่จะส่งต่อเรื่องราวทั้งหมดไปยังลูกค้า
  • การตลาดที่มีค่าโดยไม่ต้องเสียเงินคือ การตลาดแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าสัมผัสได้ถึงความตั้งใจดีของธุรกิจ
  • ทำธุรกิจแบบเอาใจเขาใส่ใจเรา คิดเผื่อใจคนอื่นมาก ๆ ทั้งพนักงานและลูกค้า เพื่อออกแบบสินค้าหรือบริการที่เข้าใจเขาเหล่านั้นมากที่สุด

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load