ครั้งนี้ไม่ได้แนะนำร้านอาหารข้างรั้ว หลังท่าเรือ ข้างกำแพงตึกแถว หลังกำแพงวัด แต่เป็นร้านที่แค่แนะนำเฉยๆ ว่าเขามีอะไร รูปแบบเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้น ไม่ถึงขั้นเชิญชวนให้ไปกิน เพราะเป็นร้านอยู่หลังกำแพงคุกหรือเรือนจำครับ  

​เป็นเรือนจำที่ราชบุรี โดยเน้นเฉพาะในแดนเรือนจำหญิง แต่ก็ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ใช่เพิ่งเข้าไปมา หยกๆ แต่ก็ไม่ได้เนิ่นนานเกินไป และเชื่อว่ายังคงเหมือนเดิม ส่วนจะเหมือนๆ กับเรือนจำที่อื่นๆ หรือไม่นั้นไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับแต่ละเรือนจำ เพราะผู้บัญชาการเรือนจำมีอิสระในการจัดการอะไรก็ได้ที่คิดว่าดีเพื่อคุณภาพของผู้ต้องขัง และไม่ออกนอกกฎระเบียบราชการ

เอาเรื่องที่ตั้งเรือนจำราชบุรีก่อนครับ ชื่อเต็มๆ ว่า ‘เรือนจำเขาบิน’ ตำบลน้ำพุ อำเภอเมืองฯ ราชบุรี ถึงจะตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองฯ แต่ออกนอกเมืองไปไกลลิบลับ พื้นที่ดั้งเดิมตอนที่ยังไม่ได้สร้างเรือนจำนั้นเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก็ไปเวนคืนที่ดินมาเพื่อสร้างเรือนจำ ถึงกระนั้นลักษณะพื้นที่โดยรอบยังมีธรรมชาติงามๆ วิวภูเขายังเขียวแจ่มอยู่ มีนาข้าว มีไร่อ้อย สลับประปราย บ้านเรือนคนน้อย ตอนที่ผมกำลังเดินทางไปนั้นยังหลงใหลกับวิว แต่ยังนึกไปไกลถึงใจคนผู้ต้องคดี ระหว่างที่พวกเขาและเธอนั่งรถจองจำมา ยังได้เห็นวิวธรรมชาติสวยประทับจิต แต่กำลังจะสิ้นอิสรภาพ ไปอยู่ในเรือนจองจำล้อมรอบด้วยกำแพงสูงสี่เหลี่ยม แล้วยังมีจำนวนเดือน จำนวนปี ที่ต้องอยู่ที่นั่นเป็นชนักติดหลัง บางคนเชื่อว่าคงต้องตายอยู่ที่นั่น ใจคงแทบแตกสลาย

เรื่องความเข้มงวดนั้น ถึงจะเป็นแขกที่มีกิจกรรมบางอย่างเพื่อเรือนจำ ความเข้มงวดนั้นก็รัดกุมเต็มที่ กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องประดับ ถึงจะเป็นสร้อยเชือกห้อยพระก็ไม่ได้ ประตูหนาสูงตระหง่านหลายชั้น แดนผู้ต้องขังชายกับแดนผู้ต้องขังหญิงมีระยะห่าง ไม่ชิดกัน ขนาดเป็นแขกและเข้าไปในเวลาสั้นๆ ใจยังแป้วหดหู่เอาเรื่อง
สำหรับแดนเรือนจำหญิง สิ่งสำคัญก่อนอื่นที่น่าจะรู้เบื้องต้นว่าทำไมหรือสาเหตุอะไรที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องเข้าไปอยู่ในนั้น พื้นฐานความเป็นผู้หญิงนั้นไม่ใช่คนเหี้ยมโหด เป็นนักฆาตกรรมโดยสันดาน ไม่ได้เป็นเจ้าพ่อสถานบันเทิง หรือมาเฟียคุมบ่อน คุมคิวมอเตอร์ไซค์ ไม่ได้รีดไถคนค้าขาย เจ้าเล่ห์คดโกง ไม่ใช่คนก้าวร้าวก่อเหตุทะเลาะวิวาท ผู้หญิงก็คือเพศที่อ่อนโยน ใจดี เอื้อเฟื้อ และรักสงบ

ส่วนสาเหตุที่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ส่วนใหญ่มาจากความจำเป็นจากสังคมและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ตกอยู่ในภาวะที่บีบบังคับ เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์มีความผิดเรื่องยาเสพติด ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าเป็นโทษที่ร้ายแรงสูงที่สุด เป็นโทษที่ติดคุกนานกว่าฆ่าคนตาย ที่มาของโทษส่วนใหญ่คือค้ายาปลีก รับจ้างขนยา ถูกหลอกให้ขนยา หรือรับเคราะห์โดยไม่รู้ตัว ติดร่างแหไปกับผู้ค้ายาที่อาจจะเป็นแฟน เป็นเพื่อน หรือผู้หญิงบางคนยอมรับโทษแทนลูกที่ค้ายา

และเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่ผิดเรื่องยาเสพติดนั้นเป็นรายย่อย จำนวนเม็ดยาไม่มาก ซึ่งไม่เคยปรากฏว่าเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ลักลอบขนจำนวนมาก หรือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่เลย ซึ่งรายใหญ่ๆ อย่างนั้นเป็นผู้ชายทั้งสิ้น แล้วอีกอย่างหนึ่ง ผู้หญิงไม่มีโอกาสจะต่อสู้คดีด้วยตัวเอง ถึงศาลจะแต่งตั้งทนายความให้ แต่ทนายเหล่านั้นไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะช่วย ผู้หญิงเกือบทั้งหมดไม่มีความรู้ ไม่มีเงิน ไม่มีเครือข่ายที่จะช่วยเหลือตัวเอง ผิดกับตำรวจ อัยการ ที่เป็นมืออาชีพ มีกฎหมายอยู่ในมือพร้อมที่จะขย้ำเอาผู้หญิงเข้าไปอยู่ในเรือนจำ

​เรือนจำเขาบินนั้นมีโครงการสร้างกำลังใจให้นักโทษรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า คนไหนมีความถนัดอะไรก็ให้โอกาสได้ทำงานตามถนัด จะได้ไม่จมอยู่กับความทุกข์เศร้าหมอง มีหลายโครงการที่เข้าไปช่วยผู้ต้องขังหญิง โดยให้ไปฝึกวิชาชีพอย่างงานประณีตศิลป์ เย็บปักต่างๆ เสริมสวย นวดแผนโบราณ และโยคะ แล้วยังมีโครงการสร้างฟื้นฟูสภาพจิตใจอีกหลายอย่าง

อย่างที่ผมบอกครับว่า ผู้ต้องขังหญิงนั้นจิตใจดี เห็นใจกัน หลายคนครับที่ไม่มีญาติพี่น้องเลย ส่วนใหญ่เป็นหญิงชนกลุ่มน้อยหรือจากประเทศเพื่อนบ้านที่โดดเดี่ยว ไม่เคยมีใครมาเยี่ยม หรืออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธออยู่ที่นี่ เธอเหล่านั้นอาจจะมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่เห็นใจดูแลกัน มีกิจกรรมร่วมกัน การเป็นกลุ่มนั้นจะเรียกว่า ‘บ้าน’ มีบ้านโน้นกี่คน บ้านนี้กี่คน อีกอย่างมีผู้ต้องขังหญิงบางคนมีลูกติดท้องมา พอคลอดแล้วก็ต้องเลี้ยงลูกในเรือนจำนั่นเอง จนผู้ต้องขังหญิงคนอื่นๆ ต้องไปช่วยดูแลบ้าง เลี้ยงดูให้ในเวลาที่จำเป็นบ้าง แต่เด็กที่เกิดในนั้นจะไม่ให้อยู่นานครับเพราะเป็นผลเสียต่อเด็กเอง แล้วลองนึกถึงสภาพจิตใจแม่ที่ต้องพรากจากลูก ลูกจะจำหน้าแม่ได้หรือเปล่าไม่รู้
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องอาหารการกินครับ เรือนจำเขาบินมีโครงการปลูกพืชผักสวนครัว พื้นที่ที่ปลูกก็ไม่ได้มีมากมาย ไม่ได้มีผักครบหมดทุกอย่าง และไม่พอกับงานการครัว แต่อย่างน้อยก็มีพื้นที่สีเขียวที่กินได้บางครั้งบางคราว

อาหารในคุก, เรือนจำ

ผมได้นั่งข้างแปลงผัก ยังชื่นชมฝีมือปลูก เป็นผู้ต้องขังหญิงชื่อ ศิริโฉมฉาย ยังเป็นสาววัยรุ่นอยู่ มีความทะมัดทะแมงเอาจริงเอาจัง เธอบอกว่า เนื่องจากทางเรือนจำแดนผู้ต้องขังหญิงอยากให้แบ่งพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวให้มีความหมายเหมือนเป็นครัวของบ้าน ครั้งแรกเรือนจำให้คนทำสวนมืออาชีพเข้ามาปลูก แต่ล้มเหลวเพราะสภาพสิ่งแวดล้อม ดิน อากาศ น้ำ ไม่เหมือนภายนอก พืชผักสวนครัวครั้งแรกตายเกลี้ยง ภายหลังจึงให้ศิริโฉมฉายซึ่งพอมีความรู้เรื่องการเกษตรอยู่บ้าง มาเป็นคนปลูกและมีกลุ่มเพื่อนๆ มาช่วยกัน

ศิริโฉมฉายบอกว่า หลังจากที่ดูแล้วก็พบว่าดินในเรือนจำเป็นดินเหนียว เปรี้ยว และน้ำเป็นตะกอนมาก อากาศก็ร้อนจัด ไม่มีลมถ่ายเท ต้องปรับสภาพดินโดยใช้เศษวัชพืช ใบไม้ต่างๆ ภายในเรือนจำ หมัก คลุก แล้วตาก ทำอยู่หลายครั้งจนดินมีความร่วนซุย ส่วนน้ำนั้นทำบ่อกักให้ตกกระกอนแล้วจึงปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกหลายอย่าง เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ตระไคร้ พริก ดอกอัญชัน ฟักทอง มะเขือเทศ ชะพลู ใบบัวบก เมื่องามดีแล้วผู้ต้องขังหญิงคนอื่นๆ ก็มาเอาไปกิน แต่จะใช้วิธีแลก เอาเศษวัสดุเหลือใช้ เช่น ขวดพลาสติก กระป๋อง กล่องกระดาษ ซองพลาสติก มาแลก ซึ่งวัสดุเหลือใช้นั้นมาจากร้านค้าเครดิตในเรือนจำ ผู้ต้องขังหญิงนิยมเอาผักไปต้มกับบะหมี่สำเร็จรูปในกรณีที่ไม่อยากกินอาหารจากโรงครัวใหญ่ หรือเอาไปกินแกล้มกับอาหารรสเผ็ดๆ อย่างน้ำพริกต่างๆ
​ในตอนเย็นๆ กลุ่มคนปลูกพืชผักสวนครัวจะต้มน้ำสมุนไพรอย่างน้ำตระใคร้ น้ำใบบัวบก เป็นหม้อใหญ่ๆ สำหรับผู้อยากกินน้ำสมุนไพร นั่นถือว่าประสบความสำเร็จของการมีพืชผักแบบครัวในบ้า

อาหารในคุก, เรือนจำ อาหารในคุก, เรือนจำ

จากพืชผักสวนครัวก็มาเป็นเรื่องครัว เรื่องอาหารในครัว ปกติเรือนจำทั่วไปมีโรงครัวใหญ่อยู่ในแดนผู้ต้องขังชาย แล้วผู้ต้องขังชายนั่นแหละเป็นคนทำ อย่างที่เคยได้ยินอยู่เสมอครับว่า อาหารนั้นสุดจะกล้ำกลืน กระเดือกไม่ลงคอ ก็ค่าอาหารตามงบประมาณที่ได้มานั้นเฉลี่ยต่อหัว ต่อ 3 มื้อ ต่อวัน ยังไม่เท่าก๋วยเตี๋ยวเนื้อกอเต็กเชียง 1 ชาม แล้วฝีมือเจ้าประคุณผู้ต้องขังชายนั่นอีก ก็คงเดาออกว่าเป็นอย่างไรบ้าง

​ในแต่ละมื้อ เมื่ออาหารทำเสร็จแล้ว ผู้ต้องขังชายจะเอาใส่รถเข็นมาตรงประตูที่เป็นเขตติดต่อกับแดนผู้ต้องขังหญิง ผู้ต้องขังหญิงก็ไปเข็นเข้ามาอีกต่อหนึ่ง เมื่อถึงเวลากินต้องกินพร้อมกันในโรงอาหาร ใครจะกิน ไม่อยากกิน ก็อีกเรื่องหนึ่ง

​ที่เรือนจำเขาบินเขาทำโรงครัวในแดนเรือนจำหญิงขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ต้องขังหญิงที่ไม่อยากกินอาหารจากโรงครัวใหญ่ ก็อย่าว่าแต่ผู้ต้องขังหญิงเท่านั้น ผู้บัญชาการเรือนจำ เจ้าหน้าที่ แขกของเรือนจำ ก็กินอาหารของโรงครัวผู้ต้องขังหญิงนี้ทั้งนั้น

เมื่อผมไปนั่งอยู่ในโรงครัวที่ใหญ่เป็นระเบียบ อุปกรณ์ครบ สะอาด ดีครับ เพราะมีความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในครัวร้านอาหาร ตัดขาดจากบรรยากาศของเรือนจำ

อาหารในคุก, เรือนจำ

แล้วยังได้คุยกับแม่ครัวอีกต่างหาก เธอชื่อ วลัยปัทมา ซึ่งอายุกว่า 40 ปี เป็นแม่ของลูก 3 คน ต้องคดียาเสพติด อยู่ในเรือนจำมาแล้ว 8 ปี เธอบอกว่า เพราะความจำเป็นในครอบครัวทำให้ต้องขายยา ปัจจุบันเป็นแม่ครัวใหญ่ ฝีมืออยู่ในขั้นมืออาชีพ จึงมารับหน้าที่เป็นแม่ครัว โดยมีผู้ช่วย 4 – 5 คน

โรงครัวผู้ต้องขังผู้หญิงนี้เป็นระบบขายในราคาถูก ระบบขายนี่รัดกุมที่สุด แล้วไม่ต้องใช้เงินสด เพราะในเรือนจำไม่ให้มีเงินสดอยู่แล้ว ผู้ต้องขังหญิงส่วนมากเมื่อญาติมาเยี่ยมแล้วจะฝากเงินไว้กับสำนักงานของเรือนจำ แต่ละคนจะไม่ได้จับเงิน แต่มียอดเงินของตัวเอง

เมื่อซื้ออาหารหรือซื้อสิ่งของจำเป็นสำหรับส่วนตัว จะมีเครื่องให้สแกนนิ้วมือ ยอดเงินที่ซื้อจะไปปรากฏในคอมพิวเตอร์ แล้วจะมีใบเสร็จออกมา ซึ่งในใบเสร็จนั้นจะระบุยอดเงินที่เหลือด้วย

สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินเลยก็อาจได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ที่อยู่ในกลุ่มหรือที่เรียกว่าบ้านมาตั้งวงกินกัน ส่วนมากไปเอาข้าวฟรีได้จากโรงครัวใหญ่มาร่วมกินด้วย สำหรับการกิน ถ้าเป็นอาหารที่ไปซื้อมาและกินกันเป็นกลุ่มนั้นจะกินตอนไหนก็ได้ แต่ถ้ากินตามระบบโรงครัวใหญ่ต้องกินตามเวลาที่กำหนด

อาหารในคุก, เรือนจำ อาหารในคุก, เรือนจำ

วลัยปัทมาบอกว่า กลุ่มแม่ครัวจะวางแผนรายการอาหารล่วงหน้าทั้งเดือน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงละ 15 วัน หรืออาหารอย่างหนึ่งใน 1 เดือนจะซ้ำ 2 ครั้ง เช่น แกงเขียวหวาน แกงส้ม จะมี 2 ครั้ง แล้วในรายละเอียดยังแยกอีกว่าเป็นแกงเขียวหวานอะไร แกงส้มอะไร ในแต่ละวันในตอนเช้ามีอาหาร 2 อย่าง กลางวัน 2 อย่าง แต่จะมีอาหารเสริมที่ทำบ่อยๆ คือประเภทน้ำพริก มีน้ำพริกกะปิ น้ำพริกตาแดง น้ำพริกลงเรือ

อาหารในคุก, เรือนจำ อาหารในคุก, เรือนจำ

รายการอาหารนั้นจะปิดประกาศล่วงหน้าทั้งเดือน ผู้ต้องขังหญิงจะมาลงชื่อจอง โดยมีสมุดรับจองล่วงหน้า ฉะนั้น ในแต่ละวัน แต่ละมื้อ จะรู้จำนวนคนสั่งอาหารที่แน่นอน มันสะดวกต่อการเตรียมของและการจัดเวลาในการทำ ส่วนน้ำพริกนั้นจะมีคนจองท่วมท้นมาก การวางระบบทำงานมีความคล่องตัวมาก มีฝ่ายทำอาหาร มีฝ่ายตักใส่ถุง มีฝ่ายจ่ายอาหารที่ทำหน้าที่สแกนนิ้วมือและส่งใบเสร็จ

วลัยปัทมาบอกว่า กลุ่มทำงานในครัวนี้ถึงจะเป็นงานหนัก แต่พอใจและสนุกกับงานมาก ถึงจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 ก่อนคนอื่น และเข้านอนทีหลังคนอื่นเพราะต้องเก็บสิ่งของ ทำความสะอาด แล้วเตรียมการสำหรับวันรุ่งขึ้น
วลัยปัทมายังบอกแถมอีกว่า อย่างหนึ่งที่ต้องการคืออยากพัฒนาฝีมือไปทำอาหารอย่างอื่นๆ เช่น อาหารฝรั่ง จีน แต่ไม่มีใครไปช่วยสอน การที่เราทุ่มเท สนุก กับงานนั้นทำให้ไม่เป็นทุกข์กับการอยู่ในเรือนจำมากนัก และเมื่อมีผลงานเราก็ได้เป็นผู้ต้องขังชั้นดีเยี่ยม ระยะเวลาพ้นโทษก็จะเร็วขึ้น มีความหวังจะได้ไปพบลูกเร็วขึ้น

นี่คือสิ่งที่มีอยู่ในเรือนจำ มีทั้งความผิดพลาดกับวิถีชีวิตที่ต้องตกไปอยู่ที่นั่น มีทั้งการต่อสู้ปรับตัวเอง การช่วยเหลือกัน ระยะเวลาของการรอคอยออกสู่อิสรภาพ

และนี่อาจจะเป็นตัวอย่างสำหรับคนภายนอกได้ว่า ขอให้เห็นใจผู้ที่ผิดพลาดบ้าง และระวังอย่าผิดพลาดเสียเอง ถึงอาหารหลังกำแพง (เรือนจำ) จะกินได้ถึงอร่อย ก็ไม่น่าเข้าไปอยู่กินครับ

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

พอออกพรรษาแล้วก็ถึงเทศกาลทอดกฐิน ชาวพุทธจะรู้ว่าสำคัญอย่างไร จะต้องทำอะไร ผมเองเป็นชาวพุทธที่ไม่ได้เรื่อง เรื่องที่ควรรู้กลับไม่รู้ ที่ไหนทอดกฐินก็ไปกินกฐินอย่างเดียว กินตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร ก็เก็บเอามาเล่า

เอาตั้งแต่เด็กที่ยังไม่ประสีประสา ผู้ใหญ่หอบหิ้วไปงานทอดกฐินทางน้ำ สนุกตื่นเต้นเพราะได้นั่งเรือใหญ่ๆ ไปไกลๆ ถึงวัดริมน้ำที่ทอดกฐิน ซึ่งเป็นปกติของวัดภาคกลาง คนจัดจะเช่าเรือโดยสารเหมาลำขนาดใหญ่ที่ปกติวิ่งขึ้นล่องกรุงเทพฯ อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี จุคนได้เป็นร้อย ตอนจะลงเรือก็ตื่นเต้น จากที่เรือประดับไฟสว่างไสวทั่วลำ ทั้งสีเหลือง แดง เขียว ดูเหมือนกำลังนั่งศาลเจ้าลอยน้ำ เรือออกจากท่าเรือที่ท่าเตียน วิ่งไปทั้งคืน กว่าจะไปถึงวัดเช้า จำไม่ได้ว่าวัดไหน แต่รู้ว่าอยู่ในเขตอยุธยา 

พอขึ้นศาลาท่าน้ำวัด เห็นคนเยอะแยะ และครึกครื้นด้วยเสียงวงปี่พาทย์ดนตรีไทย มีของกินเพียบ ขนมไทยเยอะแยะ กล้วย ส้ม อ้อย มะพร้าวอ่อน มีเป็นกุรุส ข้าวปลาอาหารใส่กระทง ใช้ใบตาลตัดแทนช้อน แล้วกินกันไม่อั้น

พวกผู้ใหญ่ขึ้นบนศาลาการเปรียญไปทำพิธีทอดกฐิน เราเป็นเด็กก็เดินเล่นรอบๆ วัด ไปเจอผู้ใหญ่นั่งล้อมวงกินอะไรอยู่ก็แถไปดู ก็ได้เรื่อง เพราะวงผู้ใหญ่นั้นกำลังเล่นกระแช่กับเหล้าอุอยู่ เขาเห็นเป็นเด็กกรุงเทพฯ เลยแกล้งให้กินเหล้าอุที่อยู่ในไห ต้องใช้หลอดไม้ซางดูด ตอนกินก็อร่อยดี หวานๆ แต่พอลุกยืนเท่านั้น เป๋ซ้ายเป๋ขวา ทอดกฐินครั้งนั้นจำได้ว่าได้นั่งเรือโดยสาร ได้เที่ยวงานวัด และจำเหล้าอุได้ ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต

น้ำพริก ขนมจีนแกงไก่ ขนมไทย ผลไม้ และสารพัดของกิน จากครัวสามัคคีงานกฐินในความทรงจำ
น้ำพริก ขนมจีนแกงไก่ ขนมไทย ผลไม้ และสารพัดของกิน จากครัวสามัคคีงานกฐินในความทรงจำ

พอโตเป็นหนุ่ม ไปงานทอดกฐินอยู่บ้าง ส่วนใหญ่มีคนบอกบุญแล้วชวนให้ไปร่วมงาน สนุกตอนแห่ผ้าพระกฐินรอบพระอุโบสถ มันสุดเหวี่ยงจากเสียงแตรวง คนที่จัดพิธีทอดผ้าพระกฐินก็ว่ากันไป แต่ผมมาสนใจเอาที่โรงครัว ซึ่งเหล่าแม่บ้านอาสาสมัครช่วยกันทำอาหารกันเป็นทีมเวิร์ก ทำเสร็จจัดใส่สำรับ เราเป็นแขกก็จัดให้นั่งกิน ที่นั่งกินเป็นโต๊ะและม้ายาวอยู่ใต้ถุนศาลาการเปรียญนั่นเอง สำหรับอาหารคาวหวาน ผลไม้มีครบ เรื่องอร่อยนั้นแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเหล่าแม่บ้านแต่ละคนฝีมือเฉียบขาด แล้วยังอิ่มบุญปากที่กินของวัด นี่เป็นการกินกฐินแบบหนึ่ง

เคยรู้จัก ผู้ใหญ่ทองหยิบ แก้วนิลกุล ผู้ใหญ่บ้านผู้หญิงที่บ้านหัวหาด อัมพวา สมุทรสงคราม ผู้ใหญ่ทองหยิบเป็นผู้ใหญ่ผู้หญิงแรกๆ ของเมืองไทย ชาวบ้านนับถือมาก เรื่องการดูแลท้องถิ่นได้ใจชาวบ้าน บุคลิกคล่องแคล่ว พูดจาฉะฉาน อัชฌาสัยเป็นเลิศ เป็นนักอนุรักษ์นิยมและหัวก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน ผู้ใหญ่จึงได้รางวัลแหนบทองคำฐานะผู้นำชุมชนยอดเยี่ยม แต่ที่เด็ดดวงที่สุดที่ผมรู้จัก เป็นแม่ครัวมีฝีมือหาใครเทียบยาก

ผมได้สูตรน้ำพริกกะปิ น้ำพริกมะขามสด ปลาทูสดย่างกาบมะพร้าวกับน้ำปลาพริกแบบมอญ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย จากผู้ใหญ่ทองหยิบนี่แหละ ผู้ใหญ่เป็นผู้บุกเบิกโฮมเสตย์ในแถบคลองอัมพวา ที่พ่วงสอนทำอาหารไทยให้อีกด้วย 

ญี่ปุ่น ฝรั่งหลายชาติ ชอบมาพักมาบ้านผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จับเดินเข้าสวนเก็บผลหมากรากไม้ในสวนเอามาทำกิน เรื่องภาษาไม่มีปัญหา พูดกันรู้เรื่องจนได้ ความฉลาดและจี้เส้นของผู้ใหญ่ชอบตั้งชื่อใหม่ให้แขก คนนั้นชื่อแตงกวา ลิ้นจี่ ส้มโอ กล้วย มะม่วง เพราะว่าชื่อติดตัวคนพวกนั้นเรียกยาก ตั้งใหม่จำง่ายว่าใครเป็นใคร

น้ำพริก ขนมจีนแกงไก่ ขนมไทย ผลไม้ และสารพัดของกิน จากครัวสามัคคีงานกฐินในความทรงจำ
เล่าเรื่องบรรยากาศและของกินประจำงานกฐิน ความอิ่มบุญและอิ่มท้องในงานบุญสมัยก่อน

ผมไปงานทอดกฐินวัดใกล้บ้านผู้ใหญ่ สนุกมาก ถามว่าทำไมกับข้าวเลี้ยงแขกมีแต่ขนมจีนน้ำยา กับขนมจีนแกงไก่เท่านั้น ผู้ใหญ่บอกว่าง่าย สะดวก และอิ่ม ดั้งเดิมตั้งแต่โบราณทำกันมาอย่างนั้น สมัยก่อนชาวบ้านมาช่วยกันตั้งโรงทำขนมจีน ตั้งแต่หมักข้าวเจ้า โม่เป็นแป้ง ปั้นก้อนแป้ง นวด และเอามาโรยในน้ำร้อนเป็นเส้นขนมจีน ส่วนน้ำยานั้น ปลากับมะพร้าวทำกะทินั้นอัมพวามีเหลือเฟือ พอมาสมัยนี้ขนมจีนก็ซื้อเอา ทำแกงเขียวหวานไก่เพิ่ม นี่ทำให้รู้ว่าขนมจีนน้ำยา เป็นอาหารของสังคมประเพณีใช้ได้ทุกงาน รวมทั้งงานทอดกฐิน

มาเป็นทอดกฐินแบบเหนือบ้าง สมัยก่อนผมขึ้นดอยอินทนนท์เป็นนิจ แล้วลงไปอำเภอแม่แจ่ม ซึ่งดั้งเดิมอำเภอนี้เหมือนเป็นเมืองลับแลของเชียงใหม่ จะเข้า-ออก ต้องไปทางออบหลวง ชายขอบระหว่างอำเภอจอมทอง เชียงใหม่ กับแม่ฮ่องสอน พอมีถนนบนดอยอินทนนท์ก็ตัดลงไปอีกเส้นหนึ่ง สะดวกขึ้น แต่ค่อนข้างชันและคดเคี้ยว จำแม่นว่าพอโค้งสุดท้ายจะเห็นแม่แจ่มแบบพาโนรามาเต็มตา ตื่นตาตื่นใจกับความงามบริสุทธิ์เหมือนรักแรกพบ แล้วไม่ใช่เป็นแต่ผมคนเดียว เผ่าทอง ทองเจือ เพื่อนเก่าแก่ผมก็ตกอยู่ในอาการเดียวกัน จะหนักกว่าด้วยซ้ำไป ไปหลายๆ ครั้งสุดท้ายก็ซื้อบ้านเก่า ที่เคยเป็นคุ้มหมอเมืองเก่า ที่ปล่อยรกร้างอยู่นาน สวยตามแบบบ้านเรือนล้านนาแท้ๆ แต่เฮี้ยนน่าดู

แม่แจ่มมีวัดป่าแดดเก่าแก่ที่มาก อุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาโบราณย่อเก็จสามชั้น อาจารย์สน สีมาตรัง ผู้เชี่ยวชาญสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมฝาผนังล้านนา ยกย่องวัดป่าแดดเป็น 1 ใน 12 วัดที่จิตรกรรมฝาผนังยอดเยี่ยมของล้านนา แต่สมัยก่อนทรุดโทรมไปเยอะ เผ่าทองมีจิตกุศลไปทำโครงการบูรณะซ่อมแซมวัดป่าแดดจนเรียบร้อย 

เสร็จงานวัดป่าแดดแล้ว หาเรื่องมาทำงานจุลกฐินที่วัดยางหลวง เมื่อ พ.ศ. 2548 บอกบุญกับเหล่าไฮโซกระเป๋าหนักให้ไปทอดกฐิน งานเท่มาก จับเหล่าไฮโซพักตามบ้านชาวบ้าน ให้กินง่ายอยู่ง่าย ตอนค่ำมีมื้อสุดซึ้งกับกับบรรยากาศล้านนาหรือกาดมั่ว นั่งกินกับเสื่อ ข้าวปลา อาหารเป็นพื้นถิ่นตัวจริง เป็นกาดมั่วที่ไม่ดัดจริต ง่ายๆ ชาวบ้านมานั่งจัดสำรับให้กิน ยังมีสะล้อ ซอ ซึง ฟังเสนาะหู แถมมีชาวบ้านเอาผ้าทอมือ ผ้าผวยห่มนอน ผ้าคลุมไหล่กันหนาว ผ้าซิ่นตีนจก มาวางขายยั่วกิเลส อะไรๆ ลงตัวไปหมด โดยเฉพาะตอนนั้นแม่แจ่มเหมือนเปิดแอร์ทั้งอำเภอ

จุลกฐินเป็นประเพณีโบราณ มีขบวนการขั้นตอนการทำผ้าไตรจีวรสำหรับพระ เริ่มตั้งแต่เก็บดอกฝ้ายมาหีบ ปั่นเป็นเส้นด้าย ทอเป็นผืน ตัดเย็บ ย้อมสี รีดจนเป็นจีวร จะต้องเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง เรียกว่าเสร็จหมาดๆ ก็ถวายเป็นผ้าพระกฐินได้เลย ที่สำคัญที่สุดการเก็บดอกฝ้าย มาหีบปั่นเป็นเส้นด้ายนั้น ต้องเป็นเด็กสาวพรหมจรรย์ แม่แจ่มเหมาะกับทำจุลกฐินเพราะเป็นเมืองปลูกฝ้าย สำหรับทอผ้าอยู่แล้ว 

ที่เผ่าทองทำจุลกฐินครั้งนั้น อยากให้ชาวเมืองกรุงให้เห็นจุลกฐิน ซึ่งที่อื่นๆ หายไปเกือบหมดแล้ว

เล่าเรื่องบรรยากาศและของกินประจำงานกฐิน ความอิ่มบุญและอิ่มท้องในงานบุญสมัยก่อน

ตอนทอดกฐินนั้นอลังการ แต่เป็นธรรมชาติสุดๆ ชาวบ้านตั้งแต่แม่อุ้ยถึงเด็กสาวเล็กๆ นุ่งผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มทุกคน ผ้าซิ่นตีนจกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเมืองไทยมีที่หาดเสี้ยว ศรีสัชนาลัย บ้านน้ำอ่าง อุตรดิตถ์ และแม่แจ่มเชียงใหม่ ถ้าอยากเห็นผ้าซิ่นตีนจกหาดเสี้ยวกับบ้านน้ำอ่าง ต้องไปงัดจากตู้ที่ร้านขายผ้า แต่สำหรับแม่แจ่มนั้นพอมีงานบุญทีไรจะใส่กันทั้งเมือง เห็นผ้าซิ่นสวยๆ ละลานตา นี่เป็นประเพณีที่งดงามหมดจด ใครเห็นก็ต้องหลงเสน่ห์เมืองแม่แจ่ม

การทอดกฐินปรับตัวมาเรื่อยๆ ตามสภาพสังคม บางทีก็งงๆ อยู่เหมือนกันว่าวัดเยอะแยะไปหมด บางวัดห่างกันแค่ 100 – 200 เมตร แล้วญาติโยมอุปัฏฐากวัดจะทอดกฐินวัดไหน เดี๋ยวนี้ถึงมีการหลีกทางกัน วัดนั้นทอดวันเสาร์ วัดนี้ทอดวันอาทิตย์ อีกอย่างเพื่อความสะดวกต่อคนทำงาน พนักงานต่างๆ ที่หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย

วัดเองก็ต้องมีศรัทธาวัดที่จะมาเป็นเจ้าภาพในการทอดกฐิน คนนั้นต้องไประดมปัจจัยมาทำบุญ ให้ได้เงินเข้าวัดมากๆ ยิ่งดี นอกจากศรัทธาหาเงินแล้วต้องมีศรัทธาเอาอาหาร เครื่องดื่ม ขนม มาตั้งซุ้มให้คนมาร่วมงานกินกัน จะมีอยู่ 2 อย่าง มีทั้งร้านค้าขายอาหารอยู่แล้ว เอาของที่ขายมาร่วมทำบุญ อีกอย่างมีคนไปเหมาร้านอาหารที่ดังๆ มีฝีมือมาออกร้าน วัดไหนใหญ่โต ศรัทธาวัดเยอะ อาหารการกินก็สมบรูณ์ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง กวยจั๊บ กระเพาะปลา ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ส่วนใหญ่เน้นสะดวกทำมาเรียบร้อยแล้วมาตั้งเลย ประเภทมาทำหน้างานจานต่อจานจะยุ่งยาก ไม่ค่อยนิยม

ชาวบ้านรวมทั้งผมเองด้วยชอบ ไปทำบุญถวายปัจจัยให้วัดแล้วถือโอกาสกินกฐิน วันเสาร์ไปกินวัดนั้น วันอาทิตย์ไปกินวัดนั้น ร้านไหนถูกปากขึ้นทะเบียนไว้ ตามไปกินที่ร้านที่เขาขายอยู่ หรือบ้านไหนทำอะไรอร่อยก็ถามสูตรมา แต่การกินกฐินปีนี้อาจจะทำไม่ได้ เพราะคนเยอะเสี่ยงกับโควิด-19 ต้องยกยอดไปปีหน้า

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load