สมมติว่าวันหนึ่งเราค้นเจอหีบเก่าๆ บรรจุข้าวของเครื่องใช้สมัยร้อยปีที่แล้วของคุณปู่ คิดว่าเปิดมาจะเจออะไร

นั่นคือสิ่งที่หลานๆ เหลนๆ แห่งราชสกุลจิตรพงศ์กำลังทำ พวกเขากำลังค้นของเก่าที่ ‘สมเด็จปู่’ เคยใช้

‘สมเด็จปู่’ พระองค์นั้น หากพูดภาษาสามัญชน มีชีวิตยาวนานถึง 6 รัชกาล เป็นลูกรัชกาลที่ 4 เป็นน้องชายที่รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นความสำคัญถึงขนาดว่า เมื่อท่านบวช รัชกาลที่ 5 ต้องเสด็จฯ ไปพระราชทานผ้าพระกฐิน เพื่อทรงแอบส่งจดหมายน้อย มีความว่า “ขอให้สึกออกมาช่วยทำราชการ” เพราะเกิดข่าวลือว่าท่านอาจไม่ลาสิกขา

เมื่อสึกออกมาแล้ว ปรากฏว่าทรง ‘ทำโน่นทำนี่’ อยู่ตลอดระยะเวลา 83 ปีแห่งพระชนม์ชีพ จนได้รับยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ใน พ.ศ. 2506 ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ 5 พระองค์นั้น คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ‘สมเด็จครู’ ของศิลปินไทยและนักเรียนศิลปะไทยทุกแขนง ‘สมเด็จปู่’ ที่สมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์ภาคภูมิใจ เจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์พี่น้องตรัสเรียกล้อว่าท่านเป็น ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’

นายช่างพระองค์นี้ทรงรอบรู้ราชกิจน้อยใหญ่จนรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวได้หลายกระทรวง เป็นทั้งสถาปนิก ช่างเขียนรูป นักออกแบบ นักเขียนสารคดี กวี นักแต่งเพลง นักเขียนบทละคร ฯลฯ เรียกว่าความสามารถรอบตัวจนคนทำงานรุ่นใหม่ที่บอกว่าตนมี ‘หลายจ๊อบ’ ยังต้องชิดซ้าย

บรรดาพระทายาทและทายาทราชสกุลจิตรพงศ์กำลังช่วยกันปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ชีวิตของสมเด็จปู่ เป็นจิ๊กซอว์ที่เห็น ‘ภาพสำเร็จ’ แล้วว่าท่านเก่งแค่ไหน แต่คำถามสำคัญคือ ท่านอยู่อย่างไร ทำงานอย่างไร จึงพัฒนาตนเองเป็นช่างที่เก่งขนาดนี้

ม.ล.ตรีจักร จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลนกล่าวว่า นี่คือเรื่องราวที่พวกเขาอยากค้นคว้าและนำเสนอผ่านข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่พบในตำหนักตึก วังปลายเนิน เป็นภารกิจที่เริ่มทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2555 พวกเขาพบทั้งไม้เท้า แว่นตา เอกสารราชการ นามบัตร จดหมายส่วนตัว ซองจดหมาย และกระดาษสารพัดประเภทที่สมเด็จปู่ทรงใช้สเกตช์ภาพ รายชื่อหนังสือที่ทรง (คืออ่าน) เพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพราะท่านสมัครเป็นศิษย์ศิลปินไทยคนไหนไม่ได้เลย เนื่องจากเป็นโอรสกษัตริย์ ยังมีข้าวของอีกมากมายที่รอให้ทายาทรุ่นปัจจุบันไปสืบค้น

สมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์ช่วยกันเล่าเกร็ดพระประวัติของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ให้ The Cloud นำมาเล่าต่อ มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนทำงานสร้างสรรค์ จำนวนอาชีพที่ท่านทำนั้นอาจเท่ากับคนรุ่นใหม่ 8 – 9 คนรวมกัน แต่หลักการทำงานที่ท่านทรงยึดถือใช้ได้กับทุกงาน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

พรสวรรค์ที่ถูกปั้นด้วยพรแสวง

หากไม่มีนายช่างใหญ่กรุงสยามพระองค์นี้ กรุงเทพฯ อาจไม่งดงามทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศในยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว เพราะท่านเป็นเสนาบดีพระองค์แรกของกระทรวงโยธาธิการ (กรมโยธาธิการและผังเมืองในปัจจุบัน) ควบคุมดูแลงาน ‘สร้างเมือง’ ทั้งการก่อสร้างทางรถไฟ ถนน และการสื่อสารโทรคมนาคม คนไทยจะไม่มีถาวรวัตถุและงานวิจิตรศิลป์หลายชิ้นที่เรียกได้ว่างามเลอเลิศ ไม่มีวัดเบญจมบพิตร วัดหินอ่อนงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่มีเพลง เขมรไทรโยค เพลงยอดนิยมของนักดนตรีปี่พาทย์ไทย ไม่มี ‘ละครดึกดำบรรพ์’ ที่เป็นการประยุกต์โอเปราแบบตะวันตกมาแสดงบนเวทีไทย ไม่มีหนังสือชุดสาส์นสมเด็จ เพชรแห่งวงการประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีพระเมรุมาศที่สมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ ไม่มีเนื้อร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี ที่ซาบซึ้งกินใจ รวมถึง อาจารย์ศิลป์ พีระศรี อาจไม่มีกัลยาณมิตรพระองค์สำคัญ และถอดใจกลับอิตาลีไปเสียก่อนจะทันได้ทำประโยชน์มากมายแก่ประเทศไทย

คนคนเดียวเก่ง ‘รอบตัว’ ขนาดนี้ได้อย่างไร

หากทราบพระประวัติครั้งทรงพระเยาว์จะพบว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ เพราะเมื่อเจริญพระชนม์ได้เพียง 10 ชันษา และยังดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าจิตรเจริญ ทรงเขียนภาพสุริยุปราคาที่เห็นจากหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังได้เหมือนจริงจนได้รับรางวัลชนะเลิศจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งที่มาเฝ้าดูอยู่ด้วยนั้นขอพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าจิตรเจริญไปตีพิมพ์ในหนังสือดาราศาสตร์ที่ประเทศเขา ปัจจุบันนี้มีหนังสือดังกล่าวถูกเก็บรักษาอยู่ฉบับหนึ่งที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพฯ

แม้จะ ‘ฉายแวว’ แต่เด็ก แต่ต้องยอมรับเช่นกันว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงขัดเกลาพรสวรรค์นั้นด้วยพรแสวง ทรงเป็นศิลปินที่ไม่มีใครสอน ใช้วิธีครูพักลักจำ พัฒนาฝีมือด้วยตัวเอง

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ พระนัดดาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ไขคำตอบว่าทำไมสมเด็จปู่ของท่านต้องทรงใช้วิธีครูพักลักจำ ผิดจากความเข้าใจของคนทั่วไปที่ว่าเป็นลูกกษัตริย์จะจ้างคนเก่งขนาดไหนมาสอนก็ได้

“ประเพณีโบราณของการสมัครเป็นศิษย์ในงานช่างทุกแขนงคือ ศิษย์ต้องเลือกว่าอยากได้ครูคนไหน แล้วจัดหาขันกำนล เป็นขันเงิน บรรจุดอกไม้ธูปเทียนและเงินจำนวนหกบาทไปไหว้ครู ถ้าครูรับขันที่เด็กยื่นให้แปลว่าฉันรับเธอเป็นศิษย์ เด็กจะเก็บข้าวของที่บ้านตัวเองย้ายไปอยู่ที่บ้านคุณครูเพื่อร่ำเรียนวิชา แต่สมเด็จฯ ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเป็นพระโอรสของพระเจ้าอยู่หัว ต้องอยู่กับพระมารดาในฝ่ายในของพระบรมมหาราชวังจนกว่าจะโสกันต์ (โกนจุก)”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

มีหลักฐานว่าทรงสนพระทัยงานศิลปะตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จากบันทึกของพระองค์เองที่ระบุว่า

“วิชาเขียนนั้นตั้งแต่ฉันยังเล็กๆ อยู่ก็ให้นึกรักเป็นกำลัง พอดีกันกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสมอบหมายให้เป็นหน้าที่เลี้ยงพระฉันเวร คือพระฉันทุกวันบนพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ แต่พอประเคนสำรับแก่พระแล้ว ก็เตร่ไปอยู่แก่พวกปี่พาทย์นั้นอย่างหนึ่ง แม้ไม่อย่างนั้นก็เข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เดินดูพระระเบียงเสียรอบหนึ่งแล้วก็จำอะไรมา ครั้นกลับมาถึงเรือนก็เขียนสิ่งที่จำมานั้นไว้…”

อย่าลืมว่าสมัยนั้นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือกล้องคอมแพ็คไว้ถ่ายรูประเบียงวัดพระแก้วแล้วกลับมาวาดตามที่บ้าน ใช้วิธีดูแล้วจำล้วนๆ

“ช่างเขาเขียนอะไร เขียนอย่างไร บดผงสี ผสมอย่างไร พู่กันเนี่ยเขาผูกขนขึ้นมาเป็นพู่กันอย่างไร ท่านไปด้อมๆ มองๆ พอกลับมาถึงที่ประทับก็มาลองทำตาม” คุณชายจักรรถอธิบาย

ตอนที่สมเด็จฯ ทรงระบุว่าท่าน “เตร่ไปอยู่แก่พวกปี่พาทย์” นั้น คุณชายจักรรถเล่าเพิ่มเติมว่า “สมเด็จฯ โปรดดนตรีปี่พาทย์ไทย ทรงพยายามเข้าไปนั่งในวงแล้วขอให้ครูสอนท่านตีกลอง ตีระนาด เขาก็เอาใจเด็กเล็กๆ คนนี้ สอนให้บ้าง แต่ไม่ได้เรียนจริงจัง เพราะเหตุว่ารับท่านเป็นลูกศิษย์ไม่ได้ ไม่ว่าท่านจะเสด็จฯ ไปไหนท่านจะม้วนเอาผืนระนาดไปด้วย จนพี่น้องท่านเริ่มบ่นว่าเอาไปทำไม ตีอยู่นั่นแหละ น่ารำคาญ” ทรงพยายามฝึกปรือโดยใช้วิธีดูและถามจากนักดนตรีไทย จนทรงเครื่องดนตรีไทยได้หลากหลายชนิดและทรงแต่งเพลงไทยได้ไพเราะ

พ.ศ. 2423 เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เจริญพระชันษาได้ 17 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบซ่อมหอพระคันธารราษฎร์และยักษ์หน้าพระอุโบสถวัดพระแก้ว ทรงกราบทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไว้ดังนี้

“ความเบิกบานใจของเกล้ากระหม่อม คราวใดจะเสมอเหมือนคราวนั้นไม่มี เพราะกำลังศึกษาการเขียนด้วยความรัก และตัวก็มีหน้าที่ด้านทำการปฏิสังขรณ์หอพระคันธารราษฎร์อยู่ด้วย ไปตั้งแต่เช้าอยู่จนเย็นทุกวัน เดินรอบพระระเบียงดูร่างดูเขียนกันวันละรอบแล้วเป็นอย่างน้อย ใครเขียนดีดีก็ทอดทางไมตรีวิสาสะด้วยเขา ฟังเขาพูดเรื่องการเขียนบ้าง ช่วยเป็นลูกมือเขาทาสี ตัดเส้นตัวเลวๆ ไปบ้าง จับจำคำติเตียนและคำแนะนำของเขาเป็นครู…”

การระดมช่างฝีมือดีมีชื่อมาช่วยกันบูรณะซ่อมแซมวัดพระแก้วในคราวนั้น เท่ากับเป็นการแข่งขันประชันฝีมือกันในที เป็นโอกาสเหมาะอย่างยิ่งที่จะเรียนวิชา

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงระบุเพิ่มเติมในบันทึกว่า “เวลานั้นเกล้ากระหม่อมเกือบไม่ได้ไปที่อื่น อยู่ที่นั่น ช่วยเป็นลูกมือและฟังพวกท่านอาจารย์พูด และสังเกตกลเม็ดในการเขียนอยู่ตลอดเวลา…”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

เจ้าฟ้าชายผู้ ‘นอกครู’

ช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 งานศิลปะไทยต้องเผชิญกับอิทธิพลอารยธรรมตะวันตก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอยู่ตรงกลางระหว่างศิลปะไทยที่มีขนบธรรมเนียมเคร่งครัด ให้ความสำคัญกับความงามแบบอุดมคติมากกว่าความเป็นจริง และศิลปะแบบตะวันตกที่นิยมถ่ายทอดลักษณะทางกายวิภาคตามที่เห็นด้วยตา

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสร้างสรรค์งานที่ทั้งงามและล้ำสมัยศิลปินในยุคเดียวกัน จนถูกค่อนขอดจากบรรดาผู้ไม่เห็นด้วยว่าเป็นงาน ‘นอกครู’

“ท่านทรงนอกครูจริงๆ” คุณชายจักรรถกล่าวยอมรับอย่างขันๆ “คำว่า นอกครู มีความหมายซ่อนอยู่ 2 ระดับ ก็คือละเมิดครู ครูสอนให้ทำอย่างไรแล้วไม่ทำตาม ก็ถือว่านอกครู แต่อีกนัยหนึ่งที่จริงสำหรับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ คือท่านไม่เอาอย่างครูด้วยความจงใจ แต่ไม่ใช่เพื่อละเมิดครู แต่ท่านมีความคิดซึ่งสมัยใหม่มาก คืองานศิลปะต้องเป็นงานสร้างสรรค์เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของงานชิ้นนั้น เป็นความคิดที่มาจากวัฒนธรรมยุโรป คนยุโรปเนี่ยทำงานนอกครูมาตั้งแต่สมัยเรเนซองส์ (Renaissance) แล้ว ท่านพยายามสร้างความเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีใครเหมือน แล้วท่านก็ไม่ทำให้เหมือนงานเก่าๆ ของตนเองด้วยซ้ำไป”

ภาพพระสุริยะชักรถบนเพดานพระที่นั่งบรมพิมาน พระบรมมหาราชวัง ถือเป็นจิตรกรรมไทยแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในจิตรกรรมแบบไทยประเพณี เพราะแต่เดิมจิตรกรรมไทยมักวาดลงบนผนังเท่านั้น แต่คราวนี้ทรงร่างภาพขนาดเล็กประทานให้ช่างอิตาลีคือ แอร์โคเล มันเฟรดี (Ercole Manfredi) ขยายแบบ ให้ คาร์โล ริโกลี (Carlo Rigoli) วาดและลงสี เป็นภาพที่ยึดหลักความถูกต้องตามจริงแบบตะวันตก แต่บอกเล่าเรื่องราวและใช้องค์ประกอบภาพแบบไทย

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

“ท่านเขียนพระอาทิตย์เป็นเทวดาเพศชายที่งามมาก แสดงสรีระกล้ามเนื้อ แสงเงาที่งามมาก นั่งบนราชรถที่มีล้อเดียว ไม่มีอีกแล้วในศิลปะไทยที่จะเป็นรถเทียมม้าที่มีล้อเดียว มีแต่รูปนี้ มีม้าเจ็ดตัวดึงรถเหาะไปในอากาศ วิธีดูภาพนี้ที่ดีที่สุดนะครับ แนะนำให้นอนหงายท้องดูภาพบนเพดานพระที่นั่งบรมพิมาน ผมทำมาแล้ว” คุณชายจักรรถยิ้ม

คนไทยคุ้นเคยกับ ‘งานที่สำเร็จแล้ว’ ของท่าน แต่แทบไม่เคยเห็นงานในขั้นตอนการพัฒนาผลงาน ว่ากว่าจะเป็นงานศิลป์แต่ละชิ้น ทรงคิดและทดลองอะไรบ้าง โชคดีว่าในบรรดาข้าวของที่ค้นพบในตำหนักตึก วังปลายเนิน พบภาพร่างที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่างไว้หลายชิ้น “ผมรู้สึกสนุกมาก หน้าที่ของเราคือตามหาว่าสิ่งที่ท่านสเกตช์ไว้ มันคืองานชิ้นไหนที่ท่านเขียนขึ้นมาสำหรับประเทศไทย” ม.ล.ตรีจักร ทายาทรุ่นเหลนเล่า

ในจำนวนนั้นมี ‘ที่มา’ ของภาพพระอาทิตย์ชักรถอันโด่งดังอยู่ด้วย เป็นต้นว่า ร่างราชรถล้อเดียวที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนไว้หลายมุมเป็นกรณีศึกษาของท่านก่อนเขียนภาพจริง ร่างตัวพระอาทิตย์ ร่างแบบอานม้า ร่างลายสลักปลายคานราชรถ ร่างแปลนของราชรถคันนี้ ในภาพร่างมีเส้นกำกับทำมุม Perspective สำหรับให้ช่างเขียนขยายตามให้ถูกต้อง

“ผมยืนยันว่าถ้าใครอยากสร้างรถล้อเดียวออกมาแล้วเทียมม้าวิ่งบนดินก็ทำตามแบบนี้ได้ เพราะท่านเขียนไว้ครบถ้วน” ม.ร.ว.จักรรถ กล่าว

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยตรัสยกย่องสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ว่าภาพครุฑพ่าห์ที่เขียนนั้นงามนัก ดูราวกับจะ ‘กระดิกได้’ รวมทั้งงานจิตรกรรมชิ้นอื่นๆ ก็ได้รับคำกล่าวขวัญจากผู้พบเห็นว่า ดูมีชีวิตชีวาสมจริง

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเฉลยวิธีเขียนรูปเหมือนจริงที่ทรงถือปฏิบัติไว้ว่า “เดาน้อยที่สุด คือต้องดูของจริงในบ้านเรา ถ้าไม่เช่นนั้นก็หลง”

แน่นอนว่า ท่านคงไม่ทรงไปหาครุฑตัวจริงมาเป็นแบบ เพราะไม่มี แต่สำหรับสิ่งอื่นๆ ทรงพยายามเขียนจากของจริง เมื่อจะทรงเขียนรูปวัวเป็นแบบลายปักพัดงานศพเจ้าจอมมารดาหรุ่น ก็ทรงเช่าวัวของแขกมายืนเป็นแบบอยู่หลายวัน เมื่อจะทรงเขียนรูปหมี ซึ่งเป็นพาหนะของอธรรมเทวบุตรในเรื่อง ธรรมาธรรมะสงคราม ก็เสด็จไปทอดพระเนตรหมีจริงที่บ้านคุณพระศัลยเวทย์วิศิษฐ์ (สาย คชเสนี) ภาพม้าในภาพพระอาทิตย์ชักรถ คุณชายจักรรถเล่าว่า ทรงให้คนไปจูงม้ามาผูกไว้ที่สนามหลังตำหนักแล้วเขียน ม้าจึงมีลักษณะเหมือนจริงมาก

งานหนึ่งที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โปรดมาก คือการออกแบบพระเมรุ เคยตรัสว่า “งานด้านสถาปัตยกรรมนั้นต้องระวัง เพราะสร้างขึ้นก็เพื่อความพอใจ ความเพลิดเพลินตา ไม่ใช่สร้างขึ้นเพราะอยากรื้อทิ้ง ทุนรอนที่เสียไปก็ใช่ว่าจะเอาคืนมาได้ ผลที่สุดก็ต้องทิ้งไว้เป็นอนุสาวรีย์สำหรับขายความอาย”

แต่งานพระเมรุนั้นทรง ‘เล่น’ ได้เต็มที่ เพราะเป็นงานที่เมื่อใช้เสร็จต้องรื้อทิ้งตามโบราณราชประเพณี

“พระเมรุของรัชกาลที่ห้าท่านก็ออกแบบ คือรัชกาลที่ห้าท่านได้เห็นพระเมรุของรัชกาลที่สี่ ซึ่งสร้างตามแบบโบราณ เป็นเมรุสองชั้น ข้างนอกเป็นภูเขา ข้างในเป็นเมรุทอง ตั้งสี่เสา ที่เรียกว่าพระเมรุมาศ รัชกาลที่ห้าท่านสั่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่า ‘เมรุของฉัน อย่าสิ้นเปลืองสร้างสองชั้น ให้สร้างแต่ชั้นใน’ คือสร้างแต่พระเมรุมาศอย่างเดียว ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านก็ออกแบบให้ เป็นเมรุทองชั้นเดียวอยู่ข้างใน เป็นแบบพระเมรุที่รักษามาตลอดจนกระทั่งเผาตัวเอง” คุณชายจักรรถกล่าว

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทรงออกแบบพระเมรุถวายรัชกาลที่ 6 ด้วย และใช้แบบเดียวกันนี้ถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 8 ถวายพระเพลิงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และสุดท้ายคือใช้ในการถวายพระเพลิงผู้ทรงออกแบบเองใน พ.ศ. 2493 แม้ผู้ทรงออกแบบจะตรัสว่า งานออกแบบพระเมรุนั้นทดลองใช้ความคิดแผลงได้เต็มที่ แต่ปรากฏว่าเป็นพระเมรุที่งามที่สุดเท่าที่เคยทรงออกแบบไว้

ม.ร.ว.จักรรถ ยังเล่าถึงสมเด็จปู่ว่า ทรงเป็นศิลปินไทยคนแรกที่สร้างผลงานศิลปะสื่อผสม (Mixed Media Art)

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือที่วัดราชาธิวาสราชวรวิหารที่ทรงออกแบบพระอุโบสถและสะพานหน้าพระอุโบสถเองทั้งหมด รวมถึงการประดับประดาภายในพระอุโบสถที่มีศิลปะหลายแขนงอยู่ในงานชิ้นเดียวกัน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสรุปลักษณะของช่างที่ดีไว้ว่า “จะทำอะไรต้องนึกเอง จะจำเขามาทำ คือกอปี้ (Copy – สะกดตามอักขระเดิม) นั้นไม่ควร เพราะจะดีไม่ได้ ถ้าหากดี คนที่คิดเดิมเขาก็เอาดีไปกินเสีย ช่างที่ดีก็ไม่ใช่จะเป็นเทวดาเหาะมาจากที่ไหน ถ้าจะเปรียบแล้วก็คือกินของที่เขาทำแล้วเข้าไป แล้วแตกเหงื่อออกมา นี่เองจัดเป็นความคิด…”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

เมื่อช่างเจอช่าง

“สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กับอาจารย์เฟโรชีสนิทกัน แทบจะเรียกได้ว่าราวกับเป็นญาติใกล้ชิดกัน” คุณชายจักรรถเล่าถึงสมเด็จปู่กับศิลปินที่คนไทยเรียกว่า ‘อาจารย์ฝรั่ง’ หรือชื่อภาษาไทยว่า อาจารย์ศิลป์ พีระศรี

“ในสมัยรัชกาลที่หก รัฐบาลไทยทำหนังสือไปอิตาลี ขอให้เขาคัดศิลปินชั้นเยี่ยมให้เดินทางมารับราชการในไทย คนที่เขาส่งมาคือ อาจารย์คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ท่านก็เดินทางดั้นด้นมาทางเรือ ท่านพบแต่ความไม่ต้องการจากบรรดาขุนนางไทย เพราะไม่ต้องการศิลปินชาติอิตาลีมาทำงานศิลปะถวายพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมมหาราชวังของเมืองไทย แกก็แปลกใจ ถ้าไม่ต้องการแล้วเชิญมาทำไม” คุณชายจักรรถเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่กำลังจะทำให้อาจารย์เฟโรชีได้พบช่างไทยอีกพระองค์หนึ่ง

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

“ในที่สุดท่านก็สอบถามหาศิลปินไทยฝีมือดีเพื่อปรึกษาว่าทำอย่างไรดี ก็ได้มาพบสมเด็จฯ มาเฝ้าฯ ถึงที่นี่ วังปลายเนิน ได้ทำความรู้จักมักคุ้น สมเด็จปู่ของผมรับสั่งว่า ‘มีวิธีช่วยคือ ให้ปั้นฉัน เพื่อเป็นการแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์’

“ทรงถอดฉลองพระองค์และประทับนั่งให้เฟโรชีปั้น เป็นภาพเหมือนชิ้นแรกโดยฝีมือเฟโรชี ขุนนางทั้งปวงบอกว่า ฝรั่งปั้นพระองค์ท่านไม่ทรงฉลองพระองค์ ถูกเล่นงานจนได้ สมเด็จฯ ท่านก็รับสั่งว่า งั้นเราปั้นอีกภาพหนึ่งก็ได้ คราวนี้ท่านทรงฉลองพระองค์ปิดพระศอเลย ไม่มีใครกล้าติเพราะว่าสวยมาก เหมือนมาก ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในตำหนักตึก วังปลายเนิน”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

ต่อมาอาจารย์ฝรั่งทูลลาพระเจ้าอยู่หัวกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองฟลอเรนซ์ เมื่อกลับมาสยามอีกครั้ง ท่านอุ้มรูปปั้นเหมือนของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กลับสยามมาอีกชิ้น เป็นภาพแกะจากหินอ่อนสีแดงเข้ม ซึ่งคุณชายจักรรถเล่าด้วยความแปลกใจว่า “จนบัดนี้เราไม่ทราบว่าอาจารย์เฟโรชีท่านมีอะไรติดมือกลับไป เช่น ภาพถ่าย ภาพสเกตช์ เพื่อเตือนความจำว่ารูปลักษณ์ของสมเด็จฯ ท่านเป็นอย่างไร เพราะปั้นออกมาสวยงามและเหมือนมาก”

มีคำถามว่า สมเด็จฯ ทรงสื่อสารกับเพื่อนฝรั่งด้วยภาษาอะไร เพราะอาจารย์เฟโรชีเพิ่งมาจากอิตาลี และไม่ปรากฏหลักฐานที่ทำให้แน่ใจว่าสมเด็จฯ ทรงสื่อสารภาษาอังกฤษได้ คุณชายจักรรถตอบว่า น่าจะใช้ล่าม

แต่เมื่อช่างเจอช่าง เพื่อนเจอเพื่อน เรื่องภาษาคงไม่เป็นอุปสรรคสักเท่าไร ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวัดติวงศ์ ปรากฏว่าอาจารย์เฟโรชีปั้นรูปเหมือนของพระองค์ไว้ถึง 7 รูป ซึ่งคุณชายจักรรถระบุว่า ไม่น่าจะมีช่างคนใดในโลกที่สร้างรูปเหมือนของผู้อื่นไว้มากขนาดนี้

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

10 มีนาคม พ.ศ. 2490 บรรยากาศโศกเศร้าปกคลุมทั่ววังปลายเนิน เมื่อพระผู้นำของบ้านสิ้นพระชนม์ลง อาจารย์ฝรั่งอยู่ที่นั่นด้วย เพื่อแสดงความอาลัยต่อกัลยาณมิตรของท่าน

“ท่านสิ้นพระชนม์เมื่อผมอายุแค่สองขวบครึ่ง ผมจำพระองค์ท่านได้ในวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ผมถูกพาขึ้นไปบนห้องบรรทมบนตำหนักตึกที่วังปลายเนินแห่งนี้ มีเตียงเหล็กตัวหนึ่ง มีคนแก่มากนอนอยู่ ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตาผมสูงกว่าขอบที่นอนแค่นิดเดียว แค่จมูก ผมเข้าใจว่าเป็นวันที่ท่านสิ้น ผู้หลักผู้ใหญ่ก็พาผมไปกราบลาท่านก่อนสิ้นพระชนม์” ม.ร.ว.จักรรถ ระลึกความทรงจำที่เคยได้เข้าเฝ้าฯ ‘สมเด็จปู่’

“ผมจำได้ชัดๆ ว่ามีเสียงผู้ใหญ่พูดว่า ‘จักร ไปได้แล้ว’ เด็กอายุสองขวบเศษก็เลยเข้าใจเอาเองว่าถูกพาขึ้นไปกราบลาหรือส่งเสด็จ พอลงมาข้างล่าง จำได้ว่าเห็นอาจารย์ศิลป์ยืนอยู่ข้างล่างของตำหนักตึก เอาศีรษะโขกกับฝาผนัง ปากก็พึมพำอะไรฟังไม่รู้เรื่อง แต่ผู้ใหญ่เล่ากันว่า แกพึมพำว่า ‘พอกันที พอกันที…’”

แม้เมื่อสิ้นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม แต่พระเกียรติคุณยังคงอยู่ พระทายาทและทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ได้ช่วยกันสืบสานจิตวิญญาณศิลปินผ่านการมอบ ‘รางวัลนริศ’ แก่นักเรียนศิลปะไทยฝีมือเยี่ยมที่ต้องผ่านคัดเลือกอย่างเข้มข้น มอบรางวัลไปแล้วกว่า 1,500 คน หลายคนเจริญก้าวหน้าเป็นกำลังสำคัญของชาติในด้านศิลปะ อีกทั้งยังมีการจัดการเรียนการสอนดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทยที่วังปลายเนิน สมดังที่ท่านเจ้าของวังทรงเป็นเอกทั้งด้านสถาปัตยศิลป์ วิจิตรศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และวรรณศิลป์

สมัยนั้นอาจไม่มีใครกล้าขอประทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับทัศนคติการดำเนินชีวิต แต่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงทำให้ดูว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ชอบพูดกันว่า ‘ใช้ชีวิตให้คุ้ม’ และ ‘You only live once.’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร เพราะทรง ‘ทำโน่นทำนี่’ จนเกินคุ้มมาตลอด 83 ปีแห่งพระชนม์ชีพ และเป็นการทำงานที่ยังประโยชน์และความภาคภูมิใจแก่ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ชาวต่างชาติที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยต่างรู้ดีว่า Prince Naris คือใคร และทรงทำอะไร

“ผมภาคภูมิใจมากที่ชีวิตนี้ได้เกิดมาเป็นหลานปู่ของท่าน” ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ถ้าใครสนใจร่วมเดินทำความรู้จักบ้านปลายเนินกับราชสกุลจิตรพงศ์ในกิจกรรม Walk with The Cloud : บ้านปลายเนิน วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562 สามารถอ่านรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

ภาพ : บ้านปลายเนิน

เอกสารประกอบการเขียน

ฐิระวัฒน์ กุลละวณิชย์. เบิกศิลป์ปรีชาแท้ เลิศแล้วเมธี. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งและพับลิชชิ่ง, 2554
ลาวัณย์ โชตามระ. ย้อนรอยราชตระกูล. กรุงเทพฯ: โชคชัยเทเวศร์, 2530
บ้านปลายเนิน คลองเตย. กรุงเทพฯ: รำไทยเพรส, 2537

ขอขอบคุณ

พระทายาทและทายาทราชสกุลจิตรพงศ์

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

22 ธันวาคม 2560
14 K

ปี 1980 แบรนด์เสื้อผ้ามินิมอลเรียบเก๋สำหรับผู้ชายถือกำเนิดขึ้นใจกลางสยามเซ็นเตอร์

ภาณุ อิงคะวัต และกลุ่มเพื่อนที่ช่วยกันก่อตั้งร้านเล็กๆ ไม่ใช่แฟชั่นดีไซเนอร์ด้วยซ้ำ แต่พวกเขาเข้าใจศิลปะ วงการโฆษณา และเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ความคิดสร้างสรรค์ในทุกอณูของเสื้อผ้าที่เรียบง่าย กระตุกให้วัยรุ่นและคนทั้งวงการเสื้อผ้าหันมามอง Greyhound สิ่งมีชีวิตงามสง่าแห่งโลกการแต่งกาย

Greyhound Original

ปี 1998 สุนัขปราดเปรียวโดดออกจากตู้เสื้อผ้ามาเปิด Greyhound Café ทีมงานเบื้องหลังไม่ใช่เชฟกระทะเหล็ก ไม่ใช่คนในแวดวงอาหาร แต่พวกเขารู้ว่าประสบการณ์ดีๆ ที่มอบให้ลูกค้าได้คืออะไร ร้านอาหารสุดชิคสีขาวเทาดำเสิร์ฟอาหารแบบ Basic with a twist อร่อย เข้าใจง่าย แต่มีลูกเล่นสนุกๆ บนโต๊ะกินข้าว มากว่า 20 ปี ระหว่างทางมีบริษัทต่างชาติซื้อเฟรนไชส์ร้านรสนิยมเลิศล้ำนี้ไปเปิดสาขาที่มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จีน และฮ่องกง

ปี 2017 หลังก้าวเท้าไปทั่วเอเชีย Greyhound Café ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Mudman Public Company Limited ตัดสินใจกระโจนข้ามโลกด้วยตัวเอง โดยก้าวออกไปเปิดสาขาใหม่ที่ลอนดอน เมืองแปลกหน้าที่มีร้านอาหารไทยมากมายเป็นคู่แข่ง แถมร้านคาเฟ่เก๋โมเดิร์น ตกแต่งเรียบง่ายแบบเดียวกันก็มีอยู่เพียบ

“ตลาดอังกฤษลึกลับซับซ้อนมาก อยู่เมืองไทยเราทันสมัย ไปนู่นทุกที่มีเหมือนเรา แล้วเราจะพิเศษยังไง เราต้องการเป็นร้านไทยร้านแรกในลอนดอนที่แตกต่างจากร้านไทยที่เปิดอยู่เยอะแยะ ต้องกลับมานั่งคิดใหม่ว่าจะไปทางไหนดี”

ภาณุ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Greyhound เอ่ยปากเล่า

Greyhound Café ไม่เป็นที่รู้จักในลอนดอน ไม่เคยออกจากบ้านไกลขนาดนี้ ไม่เคยแตะธุรกิจร้านอาหารที่ยุโรป ถ้าเปรียบเป็นทีมกีฬา พวกเขาคือทีมท้องถิ่นที่ย้ายไปเล่นในเวทีระดับโลก การปักธงที่เมืองหลวงอังกฤษทำให้พวกเขาต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์

นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่บ้าบิ่นตุปัดตุเป๋ พวกเขาทำการบ้านอย่างหนักหน่วงเพื่อตะครุบเป้าหมายใจกลางยุโรป

การวางหมากพิชิตลอนดอนนี้ใช้เวลาถึง 3 ปีเต็ม

Greyhound Café

บุกลอนดอน

สเต็ปแรก Greyhound Café เปิดบริษัทใหม่ที่ประเทศอังกฤษ และจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการทำร้านอาหารไทยมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ พร้อมออกตามหาทำเลสำหรับคาเฟ่สัญชาติไทย

“เราคุยกับฝรั่งและคนไทยที่อยู่ลอนดอนนานๆ ถึงรู้ว่าถ้าอยากเก๋ ห้ามอยู่บนถนนใหญ่ ถนนดังๆ อย่าง Oxford, Regent, Bond มีแต่ร้านอาหารแมส ร้านเล็กๆ ฮิปเก๋คิวยาวที่นักกินสนใจต้องอยู่ซอยหลัก เอาล่ะ งั้นเราต้องไปอยู่ตามซอกตามซอย แล้วต้องไปอยู่ถิ่นไหน” ภาณุเล่าต่อ

ภาณุ อิงคะวัต

การตามหาโลเคชันที่เหมาะสมสำหรับคาเฟ่ต้องไม่ใช่ย่านท่องเที่ยวจ๋าและต้องแสดงตัวตนของแบรนด์ออกมาให้ได้ หมอก-ณัฐพร รุ่งขจรกลิ่น ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศและผู้นำโปรเจกต์บุกเมืองหลวงอังกฤษเล่าว่าโจทย์ใหญ่นี้ต้องใช้เวลายาวนานกว่า 2 ปี

“ความยากคือเราเพิ่งไปครั้งแรก ไม่มีใครรู้จักเรา ลอนดอนค่อนข้างรัดกุมมากเรื่องการทำธุรกิจ เขาสืบประวัติกันเยอะ เราต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อใจกับแลนด์ลอร์ดว่าจะสร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นบนพื้นที่นี้ แล้วอสังหาริมทรัพย์ที่นั่นแพงมาก และเคลื่อนไหวเร็วมาก ดูวันนี้ อีกสองสามวันไม่เอานี่ไปแล้ว แล้วไม่ใช่ว่าอยากได้ที่แล้วได้เลย ที่นั่นแบ่งเมืองเป็นโซน A1- A5 ที่ตรงนี้ดี มีคลาส แต่ไม่อนุญาตให้ทำร้านอาหารก็จบ แล้วเขาต้องไปถามเพื่อนบ้านว่าถ้ามีร้านอาหารแล้วโอเคกันรึเปล่า ถ้าชุมชนไม่รับ เราก็ทำไม่ได้”

ประชุม

ในที่สุด Greyhound Café ก็ได้อดีตร้านสเต็กที่มุมถนน Berners ย่าน Fitzrovia มาสร้างอาณาจักรของตัวเอง พวกเขาเลือกพื้นที่ในเขต Westminster เพราะเป็นย่านทำงานสร้างสรรค์ มีบริษัทโฆษณา เอเจนซี่ ร้านรวงต่างๆ ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายของ Greyhound ลูกค้าจากบริเวณนี้มากินอาหารกลางวันหรือสังสรรค์ยามเย็นที่คาเฟ่ได้ และการอยู่ใกล้ย่านของกินอย่างถนน Charlotte และย่านช้อปปิ้งอย่าง Oxford ทำให้บริเวณนี้มีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นอีกในอนาคต

ปรุงกรุงเทพฯ ใส่จาน

กาลเวลาและโลกาภิวัตน์เปลี่ยนลอนดอนให้เติบโตจากเมืองที่มีแต่อาหารท้องถิ่นให้กลายเป็นแหล่งรวมรสชาติแปลกใหม่ ธุรกิจอาหารเครื่องดื่มและ Casual Restaurant ของลอนดอนเป็นเมืองอันดับต้นๆ ของโลก แบรนด์ดังจากเอเชียหรืออเมริกาก็มักมาเปิดสาขาต่างประเทศที่นี่ และชาวลอนดอนรู้จักและชอบกินอาหารไทยมานาน เป็นรองแค่อาหารอังกฤษและอาหารอินเดีย

“ร้านอาหารไทยในลอนดอนมี 3 แบบ แบบแรกคือ Traditional เข้าไปแล้วเห็นตุ๊กตาไม้สวมชุดไทยยืนไหว้ พนักงานนุ่งสไบยืนสวัสดี แบบต่อมาคือ ไทยแบบฟิวชัน อย่างร้าน Patara, ร้าน Thai Square แบบที่สามคือ กลับไปหาความ authentic เมื่อก่อนเห็นส้มตำเสิร์ฟใส่จานสวยๆ ในต่างประเทศ แต่ร้านอย่าง Smoking Goat, ส้มซ่า หรือ Kiln เสิร์ฟใส่จานเมลามีนสีฟ้า รสชาติเผ็ดจริงแบบที่เราเคยกินตามปั๊มน้ำมัน มีปลาดุก มีเตาถ่าน ทั้งที่เชฟก็เป็นฝรั่ง แต่ได้รับการเทรนอย่างดีจากเมืองไทย” หมอกอธิบายวิวัฒนาการร้านอาหารในเมืองหลวงสหราชอาณาจักร ตอนนี้อาหารไทย อาหารลาว อาหารพม่า ร้าน authentic กำลังฮิตมากในกลุ่มนักกิน ความแปลกใหม่ที่คนลอนดอนไม่รู้จักเป็นเสน่ห์จากแดนไกล

ประชุม

เหม่ง-อังสนา พวงมะลิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เสริมว่าจุดเปลี่ยนน่าจะเกิดจากเชฟเดวิด ทอมป์สัน ร้าน Nahm ที่กรุงเทพฯ เป็นอาจารย์ฝรั่งที่รู้เรื่องอาหารไทยดีมากและสอนลูกศิษย์เยอะมาก ส่งผลให้บรรดาลูกศิษย์ฝรั่งแยกย้ายไปเปิดร้านอาหารไทยดั้งเดิมที่ลอนดอน

“อาหารไทยดั้งเดิมเป็นที่นิยม แต่ Greyhound ดันเป็นแบรนด์โมเดิร์น ตอนเราขายคนไทย คนไทยไม่ได้ต้องการของ authentic แล้ว เรากินของจริงกันอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้น เราขายของโมเดิร์น ขายไอเดียใหม่ Basic with creative twists แต่ถ้าจะไปแข่งกับร้านที่ลอนดอน เราต้องเปลี่ยนการทวิสต์ใหม่

“คำว่าทวิสต์กับคำว่า fake มันใกล้กันมากนะ ถ้าล้มเหลวมันเฟก ถ้าเจ๋งมันทวิสต์ จะทำยังไงให้เราทำถึง ดูแล้วไม่เสแสร้ง แสดงตัวตนให้อาหารเราออกมา เฮ้ย ไทย แต่ไม่ไทย เฮ้ย สนุกว่ะ แปลกว่ะ ไม่เคยกิน ไม่เคยเห็น” ภาณุเล่าความท้าทายของการปลุกความเรียบง่ายให้ดึงดูดสายตาคนอีกซีกโลก

Greyhound Café จึงไม่เสิร์ฟความจริงดิบๆ หรือใส่แซลมอนในแกงเหลืองเพื่อประนีประนอม แต่เลือกเสิร์ฟรสชาติของบางกอกในจานของคุณ

บางกอกโกลาหล

จาก Fashion Café สไตล์จัดที่มีรากฐานมาจากแบรนด์เสื้อผ้าเรียบๆ แต่มีบางอย่างน่าสนใจ เมื่อแบรนด์ Greyhound กลายเป็นอาหารก็พัฒนาสูตรและการนำเสนอเต็มที่ เช่น เปลี่ยนข้าวผัดปูที่ข้าวเยอะปูน้อยเป็นปูผัดข้าวที่ข้าวน้อยปูเยอะ ก๋วยเตี๋ยวห่อหมูสับก็ทำเส้น หมูสับ น้ำจิ้มแยกกันให้คลุกเองตามสบาย อาหารมีหลากหลาย ตั้งแต่ผัดไทย ข้าวผัดปลาสลิด ก๋วยเตี๋ยว ไปถึงเบอร์เกอร์ สปาเกตตี้ ทั้งที่กรุงเทพฯ และทั่วเอเชียเข้าใจวัฒนธรรมคาเฟ่แบบนี้

“แต่ลอนดอนแตกต่างจากตลาดเอเชียโดยสิ้นเชิง เรายกเมนูแบบกรุงเทพฯ ไปไม่ได้ ฝรั่งงง ร้านที่กรุงเทพฯ มีอาหาร 90 เมนู ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง มีเครื่องดื่ม 70 เมนู ขนม 50 เมนู แต่เมนูร้านอาหารที่ลอนดอนสเกลเล็ก ทั้งร้านมีอาหารไม่เกิน 40 เมนู เราต้องปรับ” เหม่งเล่าคอนเซปต์ Bangkok Café อย่างออกรสชาติ

ต้มยำกุ้ง อาหารอีสาน

“Bangkok แปลว่าอะไร ความวุ่นวาย beautiful chaotic way เละ แต่หัวเราะร่าเริง มีเสน่ห์ เรามีตั้งแต่แบรนด์หรูยันประตูน้ำ อาหารก็มีตั้งแต่ fine dining ยัน street food นี่คือสิ่งที่เรานำเสนอที่ลอนดอน คนกรุงเทพฯ กินอาหารไม่เหมือนคนไทยจังหวัดอื่นๆ เรากินเบอร์เกอร์ปูนิ่ม สปาเกตตี้ปลาเค็ม ผัดขี้เมา หรือสปาเกตตี้คาร์โบนาร่าที่จัดจ้าน ไม่เหมือนฝรั่งกิน เรามี twist อยู่แล้ว นี่คือการนำเสนออาหารที่คนกรุงเทพฯ ชอบและคุ้นเคย นี่คือเรา คอนเซปต์นี้ทำให้เมนูย่นย่อลง จากเมนูอาหาร 90 จาน เหลือแค่ 40 เมนู เครื่องดื่ม 70 เมนู เหลือแค่ 20 และของหวานก็เหลือไม่ถึง 10 เมนู”

ปูผัดข้าว

อาหารไทยฟิวชัน

สร้างรสสร้างชาติ

เมื่อคอนเซปต์ของร้านแข็งแรง หน้าที่เสกความอร่อยต่อมาเป็นของ เชฟโอ๊ะ-หฤษฎ์ เวชากุล Executive Chef แห่ง Greyhound Café ประจำประเทศไทยที่ต้องแบ่งหมวดอาหารใหม่ทั้งหมด คนไทยแบ่งหมวดอาหารเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ก็ปรับเป็นเมนู small plates เรียกน้ำย่อยจานเล็กๆ ซุปและสลัด เนื้อ อาหารจานเดียว อาหารมังสวิรัติ และของหวาน

อาหารไทยฟิวชัน

อาหารไทยฟิวชัน

อาหารไทยฟิวชัน

“คนกรุงเทพฯ อาจกินผัดกะเพราวันทำงาน วันหยุดอยากหรูหน่อย ไปกินในห้าง เพราะฉะนั้น เมนูของเราจึงมีตั้งแต่ผัดกะเพรายันล็อบสเตอร์ คือมีตั้งแต่สตรีทฟู้ดจนถึงอาหารหรู แล้วเราก็พยายามหาวัตถุดิบที่เหมือนกรุงเทพฯ มากที่สุด ทำให้รสชาติเหมือนที่กรุงเทพฯ มากที่สุด แต่การนำเสนอเปลี่ยนไป”

ประชุม

เชฟโอ๊ะอธิบายความแตกต่างระหว่างการสร้างเมนูที่เมืองไทยและอังกฤษ เมนูเมืองผู้ดีได้รับการปรับให้เป็นอาหารไทยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ บางอย่างฝรั่งไม่เข้าใจต้องปรับให้เรียบง่าย เช่น ทอดมันกลมๆ ฝรั่งกินแนมแตงกวา อาจาด ไม่เป็น ก็ทำให้เป็นทอดมันลูกเล็กๆ จานเดียวที่ราดอาจาดลงไปให้กินได้ทันที แต่ก็แบ่งส่วนสำหรับทดลองประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหยอดเมนูสนุกๆ ว่าฝรั่งจะเข้าใจมั้ย เช่น สปาเกตตี้ผัดปลาเค็ม เนื้อแกะปรุงแบบไทย ดักแด้ทอด สลัดยำเนื้อที่ใช้ผักฝรั่ง บรูเชตต้าใส่น้ำส้มตำแทนน้ำซัลซ่า

ประชุม

อู้ดดี้-อุทยาน ศุภสุข ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและการขายที่พ่วงตำแหน่งออกแบบเครื่องดื่ม อธิบายเพิ่มว่า Greyhound Café มีบาร์เครื่องดื่มในตัวให้ชาวลอนดอนมาสังสรรค์ทั้งในวันทำงานและวันหยุด การออกแบบเครื่องดื่มเลยต้องพิถีพิถัน ทั้งชา กาแฟ น้ำโซดา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เติมวัตถุดิบจากเมืองไทยให้โดดเด่น เช่น กาแฟที่แบรนด์ ‘มีวนา’ เบลนด์ให้ Greyhound โดยเฉพาะมาร์การิต้าใส่ตะไคร้ หรือการนำ ‘ชาละวัน’ คราฟต์เบียร์ไทยไปลอนดอน

“ที่ยากที่สุดคือเครื่ิองดื่มแอลกอฮอล์ เพราะคนลอนดอนดื่มหนัก การทำเองให้ถูกใจคงยาก ทำยังไงจะใส่ความเป็นไทยลงไปให้คนลอนดอนเข้าใจ เราเลยต้องเอาวัตถุดิบอย่างแม่โขงคุยกับ mixologist ชาวอังกฤษ ให้ครีเอทีฟคุยคอนเซปต์ให้ฟังแล้วให้เขาไปพัฒนาค็อกเทลแม่โขงต่อเพื่อนำเสนอความเป็น Greyhound มากที่สุดและถูกใจคนลอนดอนด้วย”

เครื่องดื่ม

แฟชั่นแมกกาซีน

เมื่อความเก๋จากในครัวมาเต็มพิกัด ฝ่ายสร้างสรรค์เล่มเมนูอาหารก็ต้องไม่ยอมแพ้ ยิ่งมีโจทย์สำคัญว่าคนลอนดอนไม่ชอบเมนูอาหารที่มีรูปภาพ ร้านอาหารเก๋ๆ จะมีแต่ตัวหนังสืือ เพราะลอนดอนเนอร์คิดว่าเมนูอาหารที่มีรูปเป็นของเชย เหมือนร้านอาหารไชน่าทาวน์ที่ไดคัตรูปมาแปะต่อๆ กัน ชาว Greyhound ยิ่งทุ่มเทกับศิลปะการออกแบบกราฟิกและถ่ายภาพ โดยให้ช่างภาพสายตาเฉียบอย่าง จุ๊-จุฑารัตน์ พรมณีสุนทร เป็นผู้ลั่นชัตเตอร์ ผลที่ได้รับคือฝรั่งบอกว่านี่มันไม่ใช่เมนูอาหาร นี่มันแฟชั่นแมกกาซีนชัดๆ

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร

เมนูอาหาร

หนึ่ง-พิสุทธิ์ ขวัญพูลศรี ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เปิดเมนูอาหารเก๋ไก๋ที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ให้ดู

“สำหรับคนอังกฤษ การถ่ายรูปพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใช้เงินมหาศาลมาก แบรนด์เราทำงานแฟชั่นอยู่แล้ว เรามั่นใจว่าเราทำสวย เราขอลองทำเมนูเล่มให้คนเห็นหน้าตาอาหารสไตล์ beautiful chaos เราเอาโต๊ะเหล็ก เก้าอี้พลาสติก เสื่อน้ำมัน ลอตเตอรี่ จนถึงเช่าตุ๊กตุ๊กมาถ่าย เล่าเรื่องว่าอาหารกรุงเทพฯ คืออะไร ถ้าเราต้องพาคนอังกฤษที่ไม่เคยมาเมืองไทยไปเที่ยวกินตั้งแต่เช้ายันเย็น เช้าไปกินอาหารเช้าที่ออน ล็อก หยุ่น สายไปเดินโอเดียน เที่ยงไปจตุจักร เย็นไปเยาวราช ดึกๆ ไปหาขนมกิน โดยนำเสนอสถานที่ต่างๆ ที่เราคุ้นเคยแบบแฟชั่น”

ประชุม

อาร์ตเวิร์ค

“คอนเซปต์ทั้งหมดร้อยเข้าด้วยกัน เห็นพนักงานเสิร์ฟใส่กางเกงแดงเหลือง ฝรั่งอาจจะงงว่านุ่งอะไร แต่จะเจออาหารที่มันร้อนแรง เผ็ดจัด สนุก เปิดเมนูจะบอกว่ามาเมืองไทยคุณได้อะไรบ้าง กางเกงชาวเล รอยสัก ถักผม จริงๆ แล้วมันมีเรื่องอาหารด้วย เราเอามาเสิร์ฟคุณที่นี่แล้ว”

เข้าฉากบางกอก

ด้านการแต่งร้าน ครีเอทีฟของ Greyhound Café ร่วมกับ B3 Designers กลุ่มสถาปนิกในลอนดอนเพื่อเสกกรุงเทพฯ ขนาดย่อมที่มีกลิ่นอาย Industrial Chic แบบเฉพาะตัวของ Greyhound Café ออกมา

บาร์

“คนลอนดอนไม่ได้มีความรู้เรื่องกรุงเทพฯ มากนัก เขาอาจเคยเห็นภาพสตรีทฟู้ดเยาวราชในสารคดี เราต้องผสมผสานสิ่งที่เขามองกับสิ่งที่เราเป็น เราไม่ใช่สตรีทฟู้ดผัดกระทะข้างทางตลอดเวลานะ ฉันกินอาหารสไตล์อื่นเหมือนกัน มีเก้าอี้พลาสติก แต่ก็มีอย่างอื่นด้วย” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดอธิบาย

ประชุม

พิมฝัน ใจสงเคราะห์ Shop Image Creative ที่ดูแลการตกแต่งร้านร่วมกับดีไซเนอร์ขยายความต่อว่าการออกแบบร้านสาขาลอนดอนจะเพิ่มความเป็นไทยให้ชัดขึ้น เช่น แต่งร้านด้วยกระเบื้องลายตัวอักษรไทย กำแพงลายวินมอเตอร์ไซค์ แผ่นสังกะสี ถังน้ำมัน ใส่บรรยากาศรกแต่เป็นระเบียบของร้านโชห่วย และแขวนไซดักปลาขนาดยักษ์ทำจากทองเหลืืองไว้กลางร้าน ให้แสดงความเป็นไทยและเอาฤกษ์เอาชัยให้เต็มที่

Greyhound Café

อักษรไทย

ศิลปะบนกำแพง

 ฝน-ศุทธินี อัมพุช และ ฟุ่ง-สุภาพร คงวิวัฒน์ไมตรี ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและ International F&B Manager เล่าต่อว่าของตกแต่งและอุปกรณ์ทั้งหมดขนไปจากเมืองไทย แม้กระทั่งจานชาม ปิ่นโต ถาดไข่กระทะ ไปจนถึงยูนิฟอร์มพนักงานก็ออกแบบและทำในไทยก่อนส่งไปยุโรป พนักงานฝ่าย Operation ในร้านที่เป็นชาวต่างชาติก็ถูกส่งตัวมาเมืองไทยเพื่อเทรนความเข้าใจการบริการแบบ Greyhound ก่อนเปิดร้านจริง

อาหารไทยฟิวชัน อาหารไทยฟิวชัน

เปิดประตูร้าน

Greyhound Café เปิดตัวที่ลอนดอนในวันที่ 15 ธันวาคม ปี 2017 ในฐานะร้านอาหารไทยที่ไม่เหมือนร้านไหนๆ ในลอนดอน บรรยากาศร้านยังคงแสดงความเป็นไทยเต็มเปี่ยม แต่สลัดภาพจำของความเป็นไทยในสายตาฝรั่งแบบเดิมไปโดยสิ้นเชิง

หลังการทำการบ้านอย่างหนักหน่วงทุกภาคส่วน สำรวจ casual restaurant คู่แข่งในตลาดแล้ว Greyhound เลือกเปิดร้าน 2 ชั้นที่มีที่นั่งร้อยกว่าที่นั่ง เพื่อเปิดประตูต้อนรับผู้คน ไม่ใช่แค่กลุ่ม niche ของนักกินที่แสวงหาความแปลกใหม่ แต่ยังรวมถึงลอนดอนเนอร์ผู้ต้องการประสบการณ์ประทับใจในร้านอาหาร คาเฟ่เลือกใช้กลยุทธ์ราคากลางๆ ไม่ต่ำหรือสูงจนเกินไป เพื่อให้ผู้คนแวะเวียนมานั่งได้ทั้งช่วงพักกลางวันไปจนถึงตลอดค่ำคืน

“เวลาเราคุยกับคนอังกฤษ เขาก็ชื่นชมนะว่าเราทำการบ้านกันเยอะมาก คิดมาทุกส่วน ทุกตารางนิ้วของร้านที่นั่น เราคิดมาแล้ว ผ่านการกลั่นกรองทั้งจากคนที่นี่และที่โน่นเพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดไปลอนดอน”

หมอกตบท้าย ไม่มีความบังเอิญอยู่ในการทำงานหนัก หลังจากร้านแรกที่เมืองหลวงอังกฤษ Greyhound Café ตั้งใจจะเปิดสาขาใหม่ในปีถัดๆ ไปที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป ความเรียบง่ายแฝงลูกเล่นหรือ Basic with a twist เป็นรากฐานแข็งแรงที่สื่อสารกับสากลโลก

แบรนด์คาเฟ่สัญชาติไทยเพิ่งเริ่มต้นลงสนามในทวีปใหม่ แม้ข้อจำกัดมากมายกลายเป็นโจทย์สุดหิน แต่ด้วยทุกกระบวนท่าที่มาจากประสบการณ์เกือบ 40 ปี

พวกเขาสร้างเกมของตัวเองขึ้นมาแล้ว

ทีม

ภาพ  Greyhound
www.greyhoundcafe.co.th

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load