สมมติว่าวันหนึ่งเราค้นเจอหีบเก่าๆ บรรจุข้าวของเครื่องใช้สมัยร้อยปีที่แล้วของคุณปู่ คิดว่าเปิดมาจะเจออะไร

นั่นคือสิ่งที่หลานๆ เหลนๆ แห่งราชสกุลจิตรพงศ์กำลังทำ พวกเขากำลังค้นของเก่าที่ ‘สมเด็จปู่’ เคยใช้

‘สมเด็จปู่’ พระองค์นั้น หากพูดภาษาสามัญชน มีชีวิตยาวนานถึง 6 รัชกาล เป็นลูกรัชกาลที่ 4 เป็นน้องชายที่รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นความสำคัญถึงขนาดว่า เมื่อท่านบวช รัชกาลที่ 5 ต้องเสด็จฯ ไปพระราชทานผ้าพระกฐิน เพื่อทรงแอบส่งจดหมายน้อย มีความว่า “ขอให้สึกออกมาช่วยทำราชการ” เพราะเกิดข่าวลือว่าท่านอาจไม่ลาสิกขา

เมื่อสึกออกมาแล้ว ปรากฏว่าทรง ‘ทำโน่นทำนี่’ อยู่ตลอดระยะเวลา 83 ปีแห่งพระชนม์ชีพ จนได้รับยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ใน พ.ศ. 2506 ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ 5 พระองค์นั้น คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ‘สมเด็จครู’ ของศิลปินไทยและนักเรียนศิลปะไทยทุกแขนง ‘สมเด็จปู่’ ที่สมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์ภาคภูมิใจ เจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์พี่น้องตรัสเรียกล้อว่าท่านเป็น ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’

นายช่างพระองค์นี้ทรงรอบรู้ราชกิจน้อยใหญ่จนรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวได้หลายกระทรวง เป็นทั้งสถาปนิก ช่างเขียนรูป นักออกแบบ นักเขียนสารคดี กวี นักแต่งเพลง นักเขียนบทละคร ฯลฯ เรียกว่าความสามารถรอบตัวจนคนทำงานรุ่นใหม่ที่บอกว่าตนมี ‘หลายจ๊อบ’ ยังต้องชิดซ้าย

บรรดาพระทายาทและทายาทราชสกุลจิตรพงศ์กำลังช่วยกันปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ชีวิตของสมเด็จปู่ เป็นจิ๊กซอว์ที่เห็น ‘ภาพสำเร็จ’ แล้วว่าท่านเก่งแค่ไหน แต่คำถามสำคัญคือ ท่านอยู่อย่างไร ทำงานอย่างไร จึงพัฒนาตนเองเป็นช่างที่เก่งขนาดนี้

ม.ล.ตรีจักร จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลนกล่าวว่า นี่คือเรื่องราวที่พวกเขาอยากค้นคว้าและนำเสนอผ่านข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่พบในตำหนักตึก วังปลายเนิน เป็นภารกิจที่เริ่มทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2555 พวกเขาพบทั้งไม้เท้า แว่นตา เอกสารราชการ นามบัตร จดหมายส่วนตัว ซองจดหมาย และกระดาษสารพัดประเภทที่สมเด็จปู่ทรงใช้สเกตช์ภาพ รายชื่อหนังสือที่ทรง (คืออ่าน) เพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพราะท่านสมัครเป็นศิษย์ศิลปินไทยคนไหนไม่ได้เลย เนื่องจากเป็นโอรสกษัตริย์ ยังมีข้าวของอีกมากมายที่รอให้ทายาทรุ่นปัจจุบันไปสืบค้น

สมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์ช่วยกันเล่าเกร็ดพระประวัติของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ให้ The Cloud นำมาเล่าต่อ มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนทำงานสร้างสรรค์ จำนวนอาชีพที่ท่านทำนั้นอาจเท่ากับคนรุ่นใหม่ 8 – 9 คนรวมกัน แต่หลักการทำงานที่ท่านทรงยึดถือใช้ได้กับทุกงาน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

พรสวรรค์ที่ถูกปั้นด้วยพรแสวง

หากไม่มีนายช่างใหญ่กรุงสยามพระองค์นี้ กรุงเทพฯ อาจไม่งดงามทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศในยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว เพราะท่านเป็นเสนาบดีพระองค์แรกของกระทรวงโยธาธิการ (กรมโยธาธิการและผังเมืองในปัจจุบัน) ควบคุมดูแลงาน ‘สร้างเมือง’ ทั้งการก่อสร้างทางรถไฟ ถนน และการสื่อสารโทรคมนาคม คนไทยจะไม่มีถาวรวัตถุและงานวิจิตรศิลป์หลายชิ้นที่เรียกได้ว่างามเลอเลิศ ไม่มีวัดเบญจมบพิตร วัดหินอ่อนงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่มีเพลง เขมรไทรโยค เพลงยอดนิยมของนักดนตรีปี่พาทย์ไทย ไม่มี ‘ละครดึกดำบรรพ์’ ที่เป็นการประยุกต์โอเปราแบบตะวันตกมาแสดงบนเวทีไทย ไม่มีหนังสือชุดสาส์นสมเด็จ เพชรแห่งวงการประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีพระเมรุมาศที่สมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ ไม่มีเนื้อร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี ที่ซาบซึ้งกินใจ รวมถึง อาจารย์ศิลป์ พีระศรี อาจไม่มีกัลยาณมิตรพระองค์สำคัญ และถอดใจกลับอิตาลีไปเสียก่อนจะทันได้ทำประโยชน์มากมายแก่ประเทศไทย

คนคนเดียวเก่ง ‘รอบตัว’ ขนาดนี้ได้อย่างไร

หากทราบพระประวัติครั้งทรงพระเยาว์จะพบว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ เพราะเมื่อเจริญพระชนม์ได้เพียง 10 ชันษา และยังดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าจิตรเจริญ ทรงเขียนภาพสุริยุปราคาที่เห็นจากหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังได้เหมือนจริงจนได้รับรางวัลชนะเลิศจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งที่มาเฝ้าดูอยู่ด้วยนั้นขอพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าจิตรเจริญไปตีพิมพ์ในหนังสือดาราศาสตร์ที่ประเทศเขา ปัจจุบันนี้มีหนังสือดังกล่าวถูกเก็บรักษาอยู่ฉบับหนึ่งที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพฯ

แม้จะ ‘ฉายแวว’ แต่เด็ก แต่ต้องยอมรับเช่นกันว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงขัดเกลาพรสวรรค์นั้นด้วยพรแสวง ทรงเป็นศิลปินที่ไม่มีใครสอน ใช้วิธีครูพักลักจำ พัฒนาฝีมือด้วยตัวเอง

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ พระนัดดาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ไขคำตอบว่าทำไมสมเด็จปู่ของท่านต้องทรงใช้วิธีครูพักลักจำ ผิดจากความเข้าใจของคนทั่วไปที่ว่าเป็นลูกกษัตริย์จะจ้างคนเก่งขนาดไหนมาสอนก็ได้

“ประเพณีโบราณของการสมัครเป็นศิษย์ในงานช่างทุกแขนงคือ ศิษย์ต้องเลือกว่าอยากได้ครูคนไหน แล้วจัดหาขันกำนล เป็นขันเงิน บรรจุดอกไม้ธูปเทียนและเงินจำนวนหกบาทไปไหว้ครู ถ้าครูรับขันที่เด็กยื่นให้แปลว่าฉันรับเธอเป็นศิษย์ เด็กจะเก็บข้าวของที่บ้านตัวเองย้ายไปอยู่ที่บ้านคุณครูเพื่อร่ำเรียนวิชา แต่สมเด็จฯ ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเป็นพระโอรสของพระเจ้าอยู่หัว ต้องอยู่กับพระมารดาในฝ่ายในของพระบรมมหาราชวังจนกว่าจะโสกันต์ (โกนจุก)”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

มีหลักฐานว่าทรงสนพระทัยงานศิลปะตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จากบันทึกของพระองค์เองที่ระบุว่า

“วิชาเขียนนั้นตั้งแต่ฉันยังเล็กๆ อยู่ก็ให้นึกรักเป็นกำลัง พอดีกันกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสมอบหมายให้เป็นหน้าที่เลี้ยงพระฉันเวร คือพระฉันทุกวันบนพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ แต่พอประเคนสำรับแก่พระแล้ว ก็เตร่ไปอยู่แก่พวกปี่พาทย์นั้นอย่างหนึ่ง แม้ไม่อย่างนั้นก็เข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เดินดูพระระเบียงเสียรอบหนึ่งแล้วก็จำอะไรมา ครั้นกลับมาถึงเรือนก็เขียนสิ่งที่จำมานั้นไว้…”

อย่าลืมว่าสมัยนั้นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือกล้องคอมแพ็คไว้ถ่ายรูประเบียงวัดพระแก้วแล้วกลับมาวาดตามที่บ้าน ใช้วิธีดูแล้วจำล้วนๆ

“ช่างเขาเขียนอะไร เขียนอย่างไร บดผงสี ผสมอย่างไร พู่กันเนี่ยเขาผูกขนขึ้นมาเป็นพู่กันอย่างไร ท่านไปด้อมๆ มองๆ พอกลับมาถึงที่ประทับก็มาลองทำตาม” คุณชายจักรรถอธิบาย

ตอนที่สมเด็จฯ ทรงระบุว่าท่าน “เตร่ไปอยู่แก่พวกปี่พาทย์” นั้น คุณชายจักรรถเล่าเพิ่มเติมว่า “สมเด็จฯ โปรดดนตรีปี่พาทย์ไทย ทรงพยายามเข้าไปนั่งในวงแล้วขอให้ครูสอนท่านตีกลอง ตีระนาด เขาก็เอาใจเด็กเล็กๆ คนนี้ สอนให้บ้าง แต่ไม่ได้เรียนจริงจัง เพราะเหตุว่ารับท่านเป็นลูกศิษย์ไม่ได้ ไม่ว่าท่านจะเสด็จฯ ไปไหนท่านจะม้วนเอาผืนระนาดไปด้วย จนพี่น้องท่านเริ่มบ่นว่าเอาไปทำไม ตีอยู่นั่นแหละ น่ารำคาญ” ทรงพยายามฝึกปรือโดยใช้วิธีดูและถามจากนักดนตรีไทย จนทรงเครื่องดนตรีไทยได้หลากหลายชนิดและทรงแต่งเพลงไทยได้ไพเราะ

พ.ศ. 2423 เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เจริญพระชันษาได้ 17 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบซ่อมหอพระคันธารราษฎร์และยักษ์หน้าพระอุโบสถวัดพระแก้ว ทรงกราบทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไว้ดังนี้

“ความเบิกบานใจของเกล้ากระหม่อม คราวใดจะเสมอเหมือนคราวนั้นไม่มี เพราะกำลังศึกษาการเขียนด้วยความรัก และตัวก็มีหน้าที่ด้านทำการปฏิสังขรณ์หอพระคันธารราษฎร์อยู่ด้วย ไปตั้งแต่เช้าอยู่จนเย็นทุกวัน เดินรอบพระระเบียงดูร่างดูเขียนกันวันละรอบแล้วเป็นอย่างน้อย ใครเขียนดีดีก็ทอดทางไมตรีวิสาสะด้วยเขา ฟังเขาพูดเรื่องการเขียนบ้าง ช่วยเป็นลูกมือเขาทาสี ตัดเส้นตัวเลวๆ ไปบ้าง จับจำคำติเตียนและคำแนะนำของเขาเป็นครู…”

การระดมช่างฝีมือดีมีชื่อมาช่วยกันบูรณะซ่อมแซมวัดพระแก้วในคราวนั้น เท่ากับเป็นการแข่งขันประชันฝีมือกันในที เป็นโอกาสเหมาะอย่างยิ่งที่จะเรียนวิชา

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงระบุเพิ่มเติมในบันทึกว่า “เวลานั้นเกล้ากระหม่อมเกือบไม่ได้ไปที่อื่น อยู่ที่นั่น ช่วยเป็นลูกมือและฟังพวกท่านอาจารย์พูด และสังเกตกลเม็ดในการเขียนอยู่ตลอดเวลา…”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

เจ้าฟ้าชายผู้ ‘นอกครู’

ช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 งานศิลปะไทยต้องเผชิญกับอิทธิพลอารยธรรมตะวันตก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอยู่ตรงกลางระหว่างศิลปะไทยที่มีขนบธรรมเนียมเคร่งครัด ให้ความสำคัญกับความงามแบบอุดมคติมากกว่าความเป็นจริง และศิลปะแบบตะวันตกที่นิยมถ่ายทอดลักษณะทางกายวิภาคตามที่เห็นด้วยตา

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสร้างสรรค์งานที่ทั้งงามและล้ำสมัยศิลปินในยุคเดียวกัน จนถูกค่อนขอดจากบรรดาผู้ไม่เห็นด้วยว่าเป็นงาน ‘นอกครู’

“ท่านทรงนอกครูจริงๆ” คุณชายจักรรถกล่าวยอมรับอย่างขันๆ “คำว่า นอกครู มีความหมายซ่อนอยู่ 2 ระดับ ก็คือละเมิดครู ครูสอนให้ทำอย่างไรแล้วไม่ทำตาม ก็ถือว่านอกครู แต่อีกนัยหนึ่งที่จริงสำหรับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ คือท่านไม่เอาอย่างครูด้วยความจงใจ แต่ไม่ใช่เพื่อละเมิดครู แต่ท่านมีความคิดซึ่งสมัยใหม่มาก คืองานศิลปะต้องเป็นงานสร้างสรรค์เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของงานชิ้นนั้น เป็นความคิดที่มาจากวัฒนธรรมยุโรป คนยุโรปเนี่ยทำงานนอกครูมาตั้งแต่สมัยเรเนซองส์ (Renaissance) แล้ว ท่านพยายามสร้างความเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีใครเหมือน แล้วท่านก็ไม่ทำให้เหมือนงานเก่าๆ ของตนเองด้วยซ้ำไป”

ภาพพระสุริยะชักรถบนเพดานพระที่นั่งบรมพิมาน พระบรมมหาราชวัง ถือเป็นจิตรกรรมไทยแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในจิตรกรรมแบบไทยประเพณี เพราะแต่เดิมจิตรกรรมไทยมักวาดลงบนผนังเท่านั้น แต่คราวนี้ทรงร่างภาพขนาดเล็กประทานให้ช่างอิตาลีคือ แอร์โคเล มันเฟรดี (Ercole Manfredi) ขยายแบบ ให้ คาร์โล ริโกลี (Carlo Rigoli) วาดและลงสี เป็นภาพที่ยึดหลักความถูกต้องตามจริงแบบตะวันตก แต่บอกเล่าเรื่องราวและใช้องค์ประกอบภาพแบบไทย

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

“ท่านเขียนพระอาทิตย์เป็นเทวดาเพศชายที่งามมาก แสดงสรีระกล้ามเนื้อ แสงเงาที่งามมาก นั่งบนราชรถที่มีล้อเดียว ไม่มีอีกแล้วในศิลปะไทยที่จะเป็นรถเทียมม้าที่มีล้อเดียว มีแต่รูปนี้ มีม้าเจ็ดตัวดึงรถเหาะไปในอากาศ วิธีดูภาพนี้ที่ดีที่สุดนะครับ แนะนำให้นอนหงายท้องดูภาพบนเพดานพระที่นั่งบรมพิมาน ผมทำมาแล้ว” คุณชายจักรรถยิ้ม

คนไทยคุ้นเคยกับ ‘งานที่สำเร็จแล้ว’ ของท่าน แต่แทบไม่เคยเห็นงานในขั้นตอนการพัฒนาผลงาน ว่ากว่าจะเป็นงานศิลป์แต่ละชิ้น ทรงคิดและทดลองอะไรบ้าง โชคดีว่าในบรรดาข้าวของที่ค้นพบในตำหนักตึก วังปลายเนิน พบภาพร่างที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่างไว้หลายชิ้น “ผมรู้สึกสนุกมาก หน้าที่ของเราคือตามหาว่าสิ่งที่ท่านสเกตช์ไว้ มันคืองานชิ้นไหนที่ท่านเขียนขึ้นมาสำหรับประเทศไทย” ม.ล.ตรีจักร ทายาทรุ่นเหลนเล่า

ในจำนวนนั้นมี ‘ที่มา’ ของภาพพระอาทิตย์ชักรถอันโด่งดังอยู่ด้วย เป็นต้นว่า ร่างราชรถล้อเดียวที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนไว้หลายมุมเป็นกรณีศึกษาของท่านก่อนเขียนภาพจริง ร่างตัวพระอาทิตย์ ร่างแบบอานม้า ร่างลายสลักปลายคานราชรถ ร่างแปลนของราชรถคันนี้ ในภาพร่างมีเส้นกำกับทำมุม Perspective สำหรับให้ช่างเขียนขยายตามให้ถูกต้อง

“ผมยืนยันว่าถ้าใครอยากสร้างรถล้อเดียวออกมาแล้วเทียมม้าวิ่งบนดินก็ทำตามแบบนี้ได้ เพราะท่านเขียนไว้ครบถ้วน” ม.ร.ว.จักรรถ กล่าว

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยตรัสยกย่องสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ว่าภาพครุฑพ่าห์ที่เขียนนั้นงามนัก ดูราวกับจะ ‘กระดิกได้’ รวมทั้งงานจิตรกรรมชิ้นอื่นๆ ก็ได้รับคำกล่าวขวัญจากผู้พบเห็นว่า ดูมีชีวิตชีวาสมจริง

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเฉลยวิธีเขียนรูปเหมือนจริงที่ทรงถือปฏิบัติไว้ว่า “เดาน้อยที่สุด คือต้องดูของจริงในบ้านเรา ถ้าไม่เช่นนั้นก็หลง”

แน่นอนว่า ท่านคงไม่ทรงไปหาครุฑตัวจริงมาเป็นแบบ เพราะไม่มี แต่สำหรับสิ่งอื่นๆ ทรงพยายามเขียนจากของจริง เมื่อจะทรงเขียนรูปวัวเป็นแบบลายปักพัดงานศพเจ้าจอมมารดาหรุ่น ก็ทรงเช่าวัวของแขกมายืนเป็นแบบอยู่หลายวัน เมื่อจะทรงเขียนรูปหมี ซึ่งเป็นพาหนะของอธรรมเทวบุตรในเรื่อง ธรรมาธรรมะสงคราม ก็เสด็จไปทอดพระเนตรหมีจริงที่บ้านคุณพระศัลยเวทย์วิศิษฐ์ (สาย คชเสนี) ภาพม้าในภาพพระอาทิตย์ชักรถ คุณชายจักรรถเล่าว่า ทรงให้คนไปจูงม้ามาผูกไว้ที่สนามหลังตำหนักแล้วเขียน ม้าจึงมีลักษณะเหมือนจริงมาก

งานหนึ่งที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โปรดมาก คือการออกแบบพระเมรุ เคยตรัสว่า “งานด้านสถาปัตยกรรมนั้นต้องระวัง เพราะสร้างขึ้นก็เพื่อความพอใจ ความเพลิดเพลินตา ไม่ใช่สร้างขึ้นเพราะอยากรื้อทิ้ง ทุนรอนที่เสียไปก็ใช่ว่าจะเอาคืนมาได้ ผลที่สุดก็ต้องทิ้งไว้เป็นอนุสาวรีย์สำหรับขายความอาย”

แต่งานพระเมรุนั้นทรง ‘เล่น’ ได้เต็มที่ เพราะเป็นงานที่เมื่อใช้เสร็จต้องรื้อทิ้งตามโบราณราชประเพณี

“พระเมรุของรัชกาลที่ห้าท่านก็ออกแบบ คือรัชกาลที่ห้าท่านได้เห็นพระเมรุของรัชกาลที่สี่ ซึ่งสร้างตามแบบโบราณ เป็นเมรุสองชั้น ข้างนอกเป็นภูเขา ข้างในเป็นเมรุทอง ตั้งสี่เสา ที่เรียกว่าพระเมรุมาศ รัชกาลที่ห้าท่านสั่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่า ‘เมรุของฉัน อย่าสิ้นเปลืองสร้างสองชั้น ให้สร้างแต่ชั้นใน’ คือสร้างแต่พระเมรุมาศอย่างเดียว ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านก็ออกแบบให้ เป็นเมรุทองชั้นเดียวอยู่ข้างใน เป็นแบบพระเมรุที่รักษามาตลอดจนกระทั่งเผาตัวเอง” คุณชายจักรรถกล่าว

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทรงออกแบบพระเมรุถวายรัชกาลที่ 6 ด้วย และใช้แบบเดียวกันนี้ถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 8 ถวายพระเพลิงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และสุดท้ายคือใช้ในการถวายพระเพลิงผู้ทรงออกแบบเองใน พ.ศ. 2493 แม้ผู้ทรงออกแบบจะตรัสว่า งานออกแบบพระเมรุนั้นทดลองใช้ความคิดแผลงได้เต็มที่ แต่ปรากฏว่าเป็นพระเมรุที่งามที่สุดเท่าที่เคยทรงออกแบบไว้

ม.ร.ว.จักรรถ ยังเล่าถึงสมเด็จปู่ว่า ทรงเป็นศิลปินไทยคนแรกที่สร้างผลงานศิลปะสื่อผสม (Mixed Media Art)

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือที่วัดราชาธิวาสราชวรวิหารที่ทรงออกแบบพระอุโบสถและสะพานหน้าพระอุโบสถเองทั้งหมด รวมถึงการประดับประดาภายในพระอุโบสถที่มีศิลปะหลายแขนงอยู่ในงานชิ้นเดียวกัน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสรุปลักษณะของช่างที่ดีไว้ว่า “จะทำอะไรต้องนึกเอง จะจำเขามาทำ คือกอปี้ (Copy – สะกดตามอักขระเดิม) นั้นไม่ควร เพราะจะดีไม่ได้ ถ้าหากดี คนที่คิดเดิมเขาก็เอาดีไปกินเสีย ช่างที่ดีก็ไม่ใช่จะเป็นเทวดาเหาะมาจากที่ไหน ถ้าจะเปรียบแล้วก็คือกินของที่เขาทำแล้วเข้าไป แล้วแตกเหงื่อออกมา นี่เองจัดเป็นความคิด…”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

เมื่อช่างเจอช่าง

“สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กับอาจารย์เฟโรชีสนิทกัน แทบจะเรียกได้ว่าราวกับเป็นญาติใกล้ชิดกัน” คุณชายจักรรถเล่าถึงสมเด็จปู่กับศิลปินที่คนไทยเรียกว่า ‘อาจารย์ฝรั่ง’ หรือชื่อภาษาไทยว่า อาจารย์ศิลป์ พีระศรี

“ในสมัยรัชกาลที่หก รัฐบาลไทยทำหนังสือไปอิตาลี ขอให้เขาคัดศิลปินชั้นเยี่ยมให้เดินทางมารับราชการในไทย คนที่เขาส่งมาคือ อาจารย์คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ท่านก็เดินทางดั้นด้นมาทางเรือ ท่านพบแต่ความไม่ต้องการจากบรรดาขุนนางไทย เพราะไม่ต้องการศิลปินชาติอิตาลีมาทำงานศิลปะถวายพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมมหาราชวังของเมืองไทย แกก็แปลกใจ ถ้าไม่ต้องการแล้วเชิญมาทำไม” คุณชายจักรรถเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่กำลังจะทำให้อาจารย์เฟโรชีได้พบช่างไทยอีกพระองค์หนึ่ง

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

“ในที่สุดท่านก็สอบถามหาศิลปินไทยฝีมือดีเพื่อปรึกษาว่าทำอย่างไรดี ก็ได้มาพบสมเด็จฯ มาเฝ้าฯ ถึงที่นี่ วังปลายเนิน ได้ทำความรู้จักมักคุ้น สมเด็จปู่ของผมรับสั่งว่า ‘มีวิธีช่วยคือ ให้ปั้นฉัน เพื่อเป็นการแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์’

“ทรงถอดฉลองพระองค์และประทับนั่งให้เฟโรชีปั้น เป็นภาพเหมือนชิ้นแรกโดยฝีมือเฟโรชี ขุนนางทั้งปวงบอกว่า ฝรั่งปั้นพระองค์ท่านไม่ทรงฉลองพระองค์ ถูกเล่นงานจนได้ สมเด็จฯ ท่านก็รับสั่งว่า งั้นเราปั้นอีกภาพหนึ่งก็ได้ คราวนี้ท่านทรงฉลองพระองค์ปิดพระศอเลย ไม่มีใครกล้าติเพราะว่าสวยมาก เหมือนมาก ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในตำหนักตึก วังปลายเนิน”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

ต่อมาอาจารย์ฝรั่งทูลลาพระเจ้าอยู่หัวกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองฟลอเรนซ์ เมื่อกลับมาสยามอีกครั้ง ท่านอุ้มรูปปั้นเหมือนของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กลับสยามมาอีกชิ้น เป็นภาพแกะจากหินอ่อนสีแดงเข้ม ซึ่งคุณชายจักรรถเล่าด้วยความแปลกใจว่า “จนบัดนี้เราไม่ทราบว่าอาจารย์เฟโรชีท่านมีอะไรติดมือกลับไป เช่น ภาพถ่าย ภาพสเกตช์ เพื่อเตือนความจำว่ารูปลักษณ์ของสมเด็จฯ ท่านเป็นอย่างไร เพราะปั้นออกมาสวยงามและเหมือนมาก”

มีคำถามว่า สมเด็จฯ ทรงสื่อสารกับเพื่อนฝรั่งด้วยภาษาอะไร เพราะอาจารย์เฟโรชีเพิ่งมาจากอิตาลี และไม่ปรากฏหลักฐานที่ทำให้แน่ใจว่าสมเด็จฯ ทรงสื่อสารภาษาอังกฤษได้ คุณชายจักรรถตอบว่า น่าจะใช้ล่าม

แต่เมื่อช่างเจอช่าง เพื่อนเจอเพื่อน เรื่องภาษาคงไม่เป็นอุปสรรคสักเท่าไร ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวัดติวงศ์ ปรากฏว่าอาจารย์เฟโรชีปั้นรูปเหมือนของพระองค์ไว้ถึง 7 รูป ซึ่งคุณชายจักรรถระบุว่า ไม่น่าจะมีช่างคนใดในโลกที่สร้างรูปเหมือนของผู้อื่นไว้มากขนาดนี้

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

10 มีนาคม พ.ศ. 2490 บรรยากาศโศกเศร้าปกคลุมทั่ววังปลายเนิน เมื่อพระผู้นำของบ้านสิ้นพระชนม์ลง อาจารย์ฝรั่งอยู่ที่นั่นด้วย เพื่อแสดงความอาลัยต่อกัลยาณมิตรของท่าน

“ท่านสิ้นพระชนม์เมื่อผมอายุแค่สองขวบครึ่ง ผมจำพระองค์ท่านได้ในวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ผมถูกพาขึ้นไปบนห้องบรรทมบนตำหนักตึกที่วังปลายเนินแห่งนี้ มีเตียงเหล็กตัวหนึ่ง มีคนแก่มากนอนอยู่ ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตาผมสูงกว่าขอบที่นอนแค่นิดเดียว แค่จมูก ผมเข้าใจว่าเป็นวันที่ท่านสิ้น ผู้หลักผู้ใหญ่ก็พาผมไปกราบลาท่านก่อนสิ้นพระชนม์” ม.ร.ว.จักรรถ ระลึกความทรงจำที่เคยได้เข้าเฝ้าฯ ‘สมเด็จปู่’

“ผมจำได้ชัดๆ ว่ามีเสียงผู้ใหญ่พูดว่า ‘จักร ไปได้แล้ว’ เด็กอายุสองขวบเศษก็เลยเข้าใจเอาเองว่าถูกพาขึ้นไปกราบลาหรือส่งเสด็จ พอลงมาข้างล่าง จำได้ว่าเห็นอาจารย์ศิลป์ยืนอยู่ข้างล่างของตำหนักตึก เอาศีรษะโขกกับฝาผนัง ปากก็พึมพำอะไรฟังไม่รู้เรื่อง แต่ผู้ใหญ่เล่ากันว่า แกพึมพำว่า ‘พอกันที พอกันที…’”

แม้เมื่อสิ้นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม แต่พระเกียรติคุณยังคงอยู่ พระทายาทและทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ได้ช่วยกันสืบสานจิตวิญญาณศิลปินผ่านการมอบ ‘รางวัลนริศ’ แก่นักเรียนศิลปะไทยฝีมือเยี่ยมที่ต้องผ่านคัดเลือกอย่างเข้มข้น มอบรางวัลไปแล้วกว่า 1,500 คน หลายคนเจริญก้าวหน้าเป็นกำลังสำคัญของชาติในด้านศิลปะ อีกทั้งยังมีการจัดการเรียนการสอนดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทยที่วังปลายเนิน สมดังที่ท่านเจ้าของวังทรงเป็นเอกทั้งด้านสถาปัตยศิลป์ วิจิตรศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และวรรณศิลป์

สมัยนั้นอาจไม่มีใครกล้าขอประทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับทัศนคติการดำเนินชีวิต แต่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงทำให้ดูว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ชอบพูดกันว่า ‘ใช้ชีวิตให้คุ้ม’ และ ‘You only live once.’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร เพราะทรง ‘ทำโน่นทำนี่’ จนเกินคุ้มมาตลอด 83 ปีแห่งพระชนม์ชีพ และเป็นการทำงานที่ยังประโยชน์และความภาคภูมิใจแก่ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ชาวต่างชาติที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยต่างรู้ดีว่า Prince Naris คือใคร และทรงทำอะไร

“ผมภาคภูมิใจมากที่ชีวิตนี้ได้เกิดมาเป็นหลานปู่ของท่าน” ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ถ้าใครสนใจร่วมเดินทำความรู้จักบ้านปลายเนินกับราชสกุลจิตรพงศ์ในกิจกรรม Walk with The Cloud : บ้านปลายเนิน วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562 สามารถอ่านรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

ภาพ : บ้านปลายเนิน

เอกสารประกอบการเขียน

ฐิระวัฒน์ กุลละวณิชย์. เบิกศิลป์ปรีชาแท้ เลิศแล้วเมธี. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งและพับลิชชิ่ง, 2554
ลาวัณย์ โชตามระ. ย้อนรอยราชตระกูล. กรุงเทพฯ: โชคชัยเทเวศร์, 2530
บ้านปลายเนิน คลองเตย. กรุงเทพฯ: รำไทยเพรส, 2537

ขอขอบคุณ

พระทายาทและทายาทราชสกุลจิตรพงศ์

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

15 มิถุนายน 2561
4 K

แม้จะไม่ได้มีเครื่องวัดคุณภาพอากาศอยู่บนนั้น แต่ช่วงไหนที่เมืองเชียงใหม่ประสบปัญหาหมอกควัน (ประจำปี) คนที่เชียงใหม่จะชั่งตวงมลภาวะทางอากาศจากการหันหน้าไปยังทิศตะวันตก ทิศที่ดอยสุเทพวางตัวอยู่

หากวันไหนยังพอมองเห็นสีเขียวของผืนป่าบนดอยสุเทพ วันนั้นก็ถือว่าไม่เลวร้ายที่จะออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งนัก แต่ถ้าวันไหนหมอกลงจนกลืนภูเขาทั้งลูก นั่นก็ไม่ต้องพิจารณาจากค่า PM ใดๆ แล้ว และถ้าไม่จำเป็นอะไรคนเชียงใหม่ก็มักเลือกที่จะไม่ออกจากบ้าน

ดอยสุเทพไม่ได้ผูกพันกับคนเชียงใหม่แค่ในฐานะแลนด์มาร์กหรือแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ หากคนที่นี่ตระหนักดีถึงความสำคัญที่ครอบคลุมแทบทุกองคาพยพของชีวิต ตั้งแต่ความเชื่อความศรัทธา ทรัพยากรทางธรรมชาติ แรงบันดาลใจทางศิลปะ ไปจนถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายที่มาของผู้คนบนที่ราบลุ่มเชิงภูเขา–ผู้คนที่เป็น ‘คนเมือง’ ในทุกวันนี้

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจหากมีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่กระทบต่อดอยสุเทพ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนนลอยฟ้ามาบดบังทิวทัศน์ หรืออย่างกรณีล่าสุดกับการถางผืนป่ามาสร้างบ้านพักอาศัยให้ข้าราชการ คนที่นี่จึงเดือดดาลนัก

เดือนพฤษภาคม ภายหลังฤดูหมอกควันผ่านพ้น เราสามารถมองเห็นทั้งสีเขียวของผืนป่าและสีทองอร่ามของพระธาตุบนดอยสุเทพอย่างแจ่มชัดอีกครั้ง ผมได้มีโอกาสร่วมสังเกตการณ์ในเวทีรับฟังความเห็นภาคประชาชนของคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO (พื้นที่ดอยสุเทพเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่คณะกรรมการฯ เลือกเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ร่วมกับย่านสี่เหลี่ยมคูเมืองเชียงใหม่)

หากจะกล่าวว่าเป็น ‘เวที’ ก็คงไม่ถูก เพราะการประชุมครั้งนี้คณะทำงานชวนชาวเชียงใหม่ร่วมเดินระยะสั้นขึ้นดอยสุเทพผ่านเส้นทางเดินเท้าของคนล้านนาแต่เดิม จากวัดฝายหิน ด้านหลังคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สู่วัดผาลาด พร้อมกับรับฟังคุณค่าของพื้นที่จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และความยั่งยืน

โดยหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่เดินไปกับเราในเช้าวันนั้นคือ จุลพร นันทพานิช

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สุเทพ สีเขียว

อาจารย์จุลพรเริ่มต้นการเดินเท้าโดยบอกว่าเราไม่อาจมองธรรมชาติให้แยกขาดจากวัฒนธรรมและศิลปะได้เลย

 “ถ้าคุณไม่เข้าใจธรรมชาติ คุณก็ไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาได้ ถ้าไม่เข้าใจธรรมชาติ ก็ไม่มีทางสร้างงานออกแบบและศิลปะได้เช่นกัน ”

  จุลพร นันทพานิช คืออาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หากหนึ่งบทบาทที่หลายคนรู้จักเขาดี คือสถาปนิกเบอร์ต้นที่ทำงานออกแบบที่สอดรับไปกับความยั่งยืนของวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เขาเป็นสถาปนิกที่สนใจในวัฒนธรรมพื้นถิ่นเท่าๆ กับการเป็นนักเดินป่า หรือนักเรียนผู้นั่งแถวหน้าในคลาสเรียนธรรมชาติ และแน่นอน เมื่อพูดถึงการปลูกต้นไม้พื้นถิ่น หลายคนเลือกที่จะมาปรึกษาเขา

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สำหรับคนเชียงใหม่ พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เปรียบเสมือน ‘สวนหลังบ้าน’ เป็นสวนที่รวบรวมเอาป่าที่ต่างรูปแบบ 4 ชนิด และพันธุ์ไม้ที่พบได้จากทุกมุมเมืองเชียงใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งการเดินสำรวจดอยสุเทพในแง่มุมของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่นและคุณค่าอันเป็นสากลโลก น้อยคนจะอธิบายได้ดีเท่าสถาปนิกที่ชอบเดินป่าผู้นี้

“เรามักมองดอยสุเทพเชื่อมโยงไปกับพญามังรายที่ก่อตั้งเมือง (พญามังรายเลือกดอยสุเทพเป็นหนึ่งในชัยมงคล 7 ประการ หรือพื้นที่ชัยภูมิสำคัญในการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1835) แต่ดอยสุเทพมีบทบาทเชื่อมโยงกับผู้คนมาก่อนหน้านั้นนานมากแล้ว หากมองกันตรงภูมิศาสตร์ เทือกเขาของดอยสุเทพและดอยปุยเป็นตอนหนึ่งของเส้นทางเดินเท้าไปถึงรัฐฉานได้ เมื่อก่อนไม่มีถนน คนโบราณในยุคก่อนอาณาจักรหริภุญชัยเขาก็เดินลัดสันเขามาเรื่อยๆ อย่างคนจากรัฐฉานเขาก็เดินเลาะมาจากพื้นที่ที่ตอนนี้เป็นอำเภอปาย มาถึงดอยสุเทพเพื่อขนเกลือกลับไป” อาจารย์จุลพรกล่าว

“อย่างชื่อดอยปุย หลายคนคิดว่ามาจากชื่อของต้นปุยหรือต้นกระโดน แต่พอมาพิจารณากันแล้ว ดอยปุยอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,600 กว่าเมตร มันไม่ใช่ที่อยู่ของต้นกระโดน ทีนี้ลองมาดูในภาษาลัวะ ภาษาของผู้คนที่อาศัยในพื้นที่นี้ก่อนอาณาจักรล้านนา คำว่า ปุย ในภาษาลัวะมันแปลว่า ผู้คน ภูเขาที่เรากำลังเดินขึ้นอยู่นี่มันไม่ใช่พื้นที่ธรรมชาติที่ตั้งอยู่โดดๆ แต่มันเชื่อมโยงกับผู้คนมาเป็นพันปี”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ดอยสุเทพแต่เดิมชื่อ ‘ดอยอ้อยช้าง’ สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นจุดแวะพักสำหรับพลช้าง เนื่องจากเป็นป่าที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์และมีพืชพันธุ์ที่เป็นอาหารของช้าง (อาทิ อ้อย) ส่วนชื่อ ‘สุเทพ’ มาทีหลัง โดยตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่า พระฤาษีวาสุเทพผู้อัญเชิญพระนางจามเทวีมาปกครองอาณาจักรหริภุญชัย เคยมาบำเพ็ญพรตอยู่บนยอดดอยแห่งนี้ ดอยสุเทพอยู่ในพื้นที่ทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการภายหลังที่พญามังรายทรงย้ายเมืองหลวงจากเวียงกุมกามที่ประสบภาวะอุทกภัยบ่อยครั้ง มาตั้งเมืองยังที่ราบฝั่งทิศตะวันออกของดอยสุเทพ นั่นคือที่มาของเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนา หรือเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน

ข้างต้นคือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ผมจำขึ้นใจ เสิร์ชกูเกิลไม่กี่อึดใจก็เจอ หากระหว่างที่เราเริ่มออกเดินจากวัดฝายหินเลาะถนนที่ปูพื้นคอนกรีตผ่านทางเข้าด้านหลังของสวนสัตว์เชียงใหม่ ไต่ภูเขาหนีทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ที่แผ่กว้างอยู่เบื้องหลังออกไปเรื่อยๆ อาจารย์จุลพรก็เริ่มเล่าเรื่องดอยสุเทพในข้อมูลที่ลึกลงไป พร้อมไปกับการชี้ชวนให้ดูพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่สร้างร่มเงาให้เส้นทางโดยรอบ

“ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการให้เจมส์ แมคคาร์ธี (James McCarthy) มาสำรวจภูมิประเทศเพื่อเขียนแผนที่แบบตะวันตก แมคคาร์ธีก็ใช้ดอยสุเทพและดอยปุยเป็นแลนด์มาร์กเชื่อมกับดอยหลวงเชียงดาว และดอยผ้าห่มปก กำหนดขอบเขตแดนทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งในตอนนั้นแมคคาร์ธีก็ทำให้คนรุ่นต่อมาเข้าใจถึงเส้นทางน้ำและระบบการจัดการน้ำจากดอยสุเทพไหลลาดสู่พื้นที่กักเก็บในตัวเมืองเชียงใหม่ทางทิศตะวันออก มันเป็นระบบเดียวกันกับตระพังน้ำของอาณาจักรสุโขทัย เป็นระบบที่ยั่งยืนทีเดียว”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ไม่เพียงแต่การจัดการน้ำธรรมชาติ หากการสำรวจภูมิประเทศของแมคคาร์ธียังจุดประกายให้เกิดการสำรวจพันธุ์พืชบนผืนป่าแห่งนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะพบถึงความอุดมสมบูรณ์ในระดับที่อาจารย์จุลพรเคลมว่า ‘ลำพังแค่ผืนป่า ดอยสุเทพและปุยมีความหลากหลายของพันธุ์พืชมากกว่าเกาะอังกฤษทั้งเกาะเสียอีก’

“คนล้านนากินป่าเป็นอาหารมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะพื้นที่บนดอยสุเทพที่อยู่ใกล้เมืองที่สุด เราเสาะหาเห็ดมาประกอบอาหาร พืชผักต่างๆ หรือต้นไม้ที่เราใช้ปลูกเรือน หรือสร้างสิ่งของ ซึ่งแต่เดิมคนล้านนากินป่าเป็น เขาใช้พื้นที่ป่าอย่างรู้คุณค่า มีการหยิบความเชื่อเรื่องผีสางมาใช้ผ่านพิธีกรรมร่วมกับการอนุรักษ์ พอคิดถึงประเด็นนี้ก็น่าเศร้าเหมือนกัน คือนอกจากคนสมัยนี้กินป่าไม่เป็นแล้ว ยังมองดอยสุเทพในมิติที่ตื้นเขิน อย่างที่หน่วยงานราชการบางหน่วยรื้อป่าไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวอีก”

อาจารย์จุลพรชี้ให้เราแหงนขึ้นไปดูต้นเต็ง ไม้ตระกูลยางที่ยืนต้นสูงชะลูดเหนือขึ้นไปนับสิบเมตร ก่อนจะบอกว่านี่คือต้นไม้ที่คนล้านนาเรียกว่า ‘ไม้แงะ’ แต่เดิมจะถูกใช้เป็นเสาหรือขื่อบ้าน เช่นเดียวกับต้นรัง (คนล้านนาเรียกว่า ‘ไม้เปา’) ที่รูปร่างใกล้เคียงกัน นอกจากลำต้นที่ใช้สำหรับการก่อสร้าง ชันยางจากต้นรังยังใช้ผสมกับน้ำมันทาไม้ สำหรับยาแนวเรือและเครื่องจักสานต่างๆ ด้วย

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ต้นเต็งกับต้นรังคือที่มาของชื่อป่าเต็งรัง ป่าที่กระจายตัวอยู่บริเวณเชิงเขาดอยสุเทพ (ระดับความสูง 330 – 850 เมตร) ก่อนที่จะเป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา บนชั้นต่อๆ ไปของภูเขา ป่าเต็งรังแห่งนี้คือป่าที่คนโบราณนำทรัพยากรมาสร้างอาณาจักร เพราะนอกจากไม้ 2 ชนิดที่กล่าวไป ไม้ตึง (ยางพลวง) และไม้เหียง (ยางเหียง) ที่อยู่ในพื้นที่ ก็ยังเป็นส่วนประกอบของเรือนที่สำคัญ เช่น การนำไม้เหียงที่มีความบางไปทำเป็นแป้นเกล็ดหลังคา หรือใบจากไม้ตึง (ใบตองตึง) ก็สามารถนำมามุงหลังคาและใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้อีก

  “ประดู่ป่าเป็นพืชวงศ์ถั่ว ออกดอกสีเหลืองสวยเลยล่ะ นอกจากเป็นสมุนไพรแล้ว คนโบราณมักจะถากเปลือกของลำต้นบางๆ เอามาเป็นสีย้อมผ้า แต่คนสมัยนี้นิยมปลูกประดู่บ้านกัน ทั้งๆ ที่ประดู่บ้านมันไม่ใช่พืชท้องถิ่น แถมปลวกยังกินเร็วมากอีก ไม้เหียงนี่ก็เหมาะกว่าการปลูกหูกระจงในเขตบ้าน ต้นมะมื่อ (มะพอก-ผู้เขียน) ปล่อยไอเย็นสูง ปลูกใกล้บ้าน ก็ทำให้บ้านเย็น

“ต้นคำมอกหลวงให้ดอกสวย ส่งกลิ่นหอม คนมักเด็ดดอกไปถวายพระ ส่วนปลียอดของมันเมื่อก่อนก็ถูกนำมาใช้เป็นด้ามมีดได้อีก ในยุคหนึ่งเคยมีความคิดว่าการปลูกพืชท้องถิ่นไว้บริเวณบ้านเป็นพวกคนบ้านนอก ต้องปลูกไม้นอกสิ ซึ่งผมมองว่านี่เป็นทัศนคติที่ผิด คนเมืองต้องปลูกไม้ท้องถิ่นแหละถูกแล้ว เท่กว่าเป็นไหนๆ เพราะมันให้ประโยชน์กับสภาพของพื้นที่จริงๆ สอดคล้องกับวิถีชีวิต ทั้งยังเสริมทัศนียภาพเมืองอีก”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ลำพังแค่เดินเท้าออกมาไม่ถึง 200 เมตรจากวัดฝายหิน อาจารย์จุลพรก็ชี้ให้มองพันธุ์ไม้ที่ต่างกันนับสิบต้น และร่ายถึงคุณประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนบนที่ราบในแบบที่จดจำกันไม่หวาดไหว ทั้งยังรวมถึงความนิยมยึดพันธุ์ไม้พื้นเมืองเป็นแลนด์มาร์ก สำหรับการตั้งชื่อหมู่บ้านต่างๆ ของภาคเหนือ อาทิ บ้านป่าแงะ (อำเภอแม่ริม) บ้านต้นดู่ (อำเภอสันกำแพง และในเชียงรายยังมีตำบล ‘บ้านดู่’) บ้านต้นเปา (สันกำแพง) วัดป่าแดง (หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เป็นต้น

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

“เราอยู่ในโลกสมัยใหม่ที่ทุกอย่างมันมีพร้อมจนลืมไปแล้วว่าต้นไม้มันมีคุณค่าผูกโยงกับวิถีชีวิตและความเชื่อมนุษย์มากไปกว่าแค่ให้ร่มเงาและอากาศ สังเกตไหมว่าทำไมเมล็ดต้นยางถึงมีปีกข้างบนเหมือนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะต้นยางแต่ละต้นเนี่ยมันสูงเป็นสิบๆ เมตร ถ้าเมล็ดมันไม่มีใบ มันก็จะไม่ต้านลมและตกลงมาแตกหมด ธรรมชาติจึงออกแบบใบพัดให้เมล็ดมันปลิวตกลงมาไม่บอบช้ำ เพื่อการขยายพันธุ์

“มนุษย์เราหยิบธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบและศิลปะ ไม่เฉพาะรูปทรงเส้นสาย แต่ยังรวมไปถึงวิถีธรรมชาติที่เป็นอยู่และได้รับการออกแบบมา ผมถึงบอกไงว่าเราไม่อาจมองธรรมชาติแยกออกจากวัฒนธรรมและศิลปะได้เลย และนี่คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมผืนป่าใกล้บ้านเรามากๆ จนหลายคนมองข้ามอย่างดอยสุเทพถึงสำคัญ”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สุเทพ สีเหลือง

ถนนคอนกรีตที่ลาดเอียงและเรียกพลังงานจากเราไม่น้อยมาสิ้นสุดยังศูนย์ข้อมูลเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ‘ผาลาด’ จากตรงนั้นทางเดินแคบเข้าผืนป่าที่เคยโปร่งและเปิดเส้นทางให้รถยังพอวิ่งผ่านได้แปรสภาพเป็นอุโมงค์ป่าอันรกครึ้มบนเส้นทางดินรังปนไปกับหินกรวดและเศษใบไม้ที่อนุญาตให้มนุษย์ได้ก้าวเท้าต่อแถวกันเข้าไปอย่างอ่อนน้อมและทีละคน

นี่คือจุดเริ่มต้นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผาลาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอยสุเทพ โดยเราต้องเดินเท้าไต่ขึ้นไปบนทางดินต่ออีกเกือบ 2 กิโลเมตรเพื่อไปยังวัดผาลาด

เสียงน้ำตกแว่วดังมาแต่ไกลคลอไปกับเสียงแมลงที่ซ่อนอยู่ตามหลืบไม้ ซึ่งสุมทุมหนาเสียจนเรามองเห็นได้ชัดว่าจุดไหนที่แสงแดดจะสามารถลอดตกลงพื้นบ้าง คณะเราเริ่มเดินสวนกับกลุ่มคนที่แต่งชุดทะมัดทะแมงที่ต่างมาวิ่งเทรลออกกำลังกายเป็นระยะ ในป่าเต็งรังรอยต่อสู่ป่าเบญจพรรณบนพื้นที่สูงขึ้นไป ผมเริ่มสังเกตเห็นต้นไม้ใหญ่รายทางหลายต้นซึ่งมีจีวร (ที่มีทั้งสีเหลืองซีดและเหลืองสด) ผูกไว้

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

พระครูธีรสุตพจน์ เจ้าอาวาสวัดผาลาด หนึ่งในมัคคุเทศก์รับเชิญของเราวันนี้ เล่าให้ฟังว่านี่คือสิ่งที่ญาติโยมเรียกว่า ‘การบวชป่า’ กุศโลบายในการอนุรักษ์ต้นไม้โดยยึดโยงความเชื่อทางพุทธศาสนา

“ต้นไม้มีชีวิต เราเอาจีวรไปนุ่งห่มและประกอบพิธีกรรมก็คล้ายกับการบวชพระ ทีนี้ใครก็ไม่กล้ามาตัดท่านไป” พระครูอธิบายแนวคิดของผู้คนที่เอาจีวรมาผูก กระนั้นในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยแห่งนี้ การตัดต้นไม้ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอยู่แล้ว จีวรนี้จึงถูกใช้ประหนึ่งสัญลักษณ์ของเส้นทางศักดิ์สิทธิ์แต่โบราณ และเป็นเครื่องสร้างบรรยากาศให้กับผู้ที่เดินผ่านไปมาเคารพและสำรวมต่อธรรมชาติ

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ก่อนที่ถนนศรีวิชัยซึ่งตัดเชื่อมถนนห้วยแก้ว (หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่) สู่ยอดดอยสุเทพ จะสร้างแล้วเสร็จในเดือนเมษายน พ.ศ. 2478 ทางเดินเท้าที่พระครูธีสุตพจน์กำลังนำทางเราอยู่นี้คือเส้นทางหลักที่คนเชียงใหม่ใช้สัญจรเพื่อขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

“ไม่ใช่แค่ทางสัญจรหลักของผู้คนในสมัยก่อนเท่านั้น แต่ถ้าย้อนไปหกร้อยกว่าปีก่อน นี่คือเส้นทางอันเป็นที่มาของวัดพระธาตุดอยสุเทพ” พระครูเล่า

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 1929 ในรัชสมัยพญากือนา กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 6 ผู้มุ่งหมายจะให้พุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามาแผ่รกรากเป็นศาสนาประจำอาณาจักร พระองค์ได้อาราธนาพระสุมนเถระมาจากกรุงสุโขทัย โดยพระสงฆ์รูปนี้ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย 2 องค์ พญากือนาทรงบรรจุพระบรมธาตุองค์หนึ่งไว้ในเจดีย์วัดสวนดอก ขณะที่สถานที่ของพระบรมธาตุองค์ที่ 2 พระองค์ได้ทรงบรรจุไว้บนหลังช้างเผือกมงคล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมันในการเสี่ยงทายเลือกสถานที่ กล่าวคือเมื่อช้างอัญเชิญพระธาตุไปหยุดยังจุดไหน ก็ให้สร้างเจดีย์ประดิษฐานที่นั่น

“ช้างมงคลได้อัญเชิญพระบรมธาตุจากเมืองมุ่งตรงมายังทิศตะวันตกผ่านเส้นทางนี้ จุดแรกที่ช้างแวะพักคือพื้นที่ที่เคยเป็นวัดสามยอบ ซึ่งชื่อสามยอบก็มาจากการที่ช้างย่อตัวลงไปคล้ายกับการคำนับ 3 ครั้ง ทีแรกคนที่ตามช้างมาด้วยก็คิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่จะประดิษฐานพระธาตุ แต่สักพักช้างก็เดินต่อ”

พระครูชี้ชวนให้เราดูฐานศิลาแลงและเศษปูนปั้นสลักลวดลายที่ถูกกลืนไปกับผืนดินและผืนป่า พร้อมระบุว่าซากโบราณสถานนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดดังกล่าว สันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้เคยเป็นจุดแวะพักสำคัญของผู้คนที่จะเดินเท้าขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุ และเป็น 1 ใน 4 วัดเก่าแก่ซึ่งพญากือนาทรงดำริให้สร้างไว้เนื่องจากช้างเผือกมงคลมาแวะพัก (หลังจากวัดสามยอบ ช้างก็มาหยุดยังพื้นที่ที่เป็นวัดผาลาดในปัจจุบัน ก่อนจะแวะพักที่ม่อนพญาหงส์ หรือวัดอนาคามีวนาราม และมาหยุดลงโดยสมบูรณ์พร้อมสิ้นใจยังบริเวณที่ตั้งของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ)

หากสังเกตจากชื่ออีกชื่อของวัดสามยอบคือ ‘วัดโสดาปันนาราม’ และนามอีกชื่อของวัดผาลาดและวัดม่อนพญาหงส์ที่อยู่สูงขึ้นคือ ‘สกทาคามีวนาราม’ และ ‘อนาคามีวนาราม’ ญาติโยมคงพอมองออกว่านี่คือเครือข่ายวัดที่ถูกออกแบบให้เป็นประหนึ่งลำดับขั้นของการสำเร็จมรรคผลทางพุทธศาสนา ก่อนที่จะไปสุดสิ้นยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ อันเปรียบเสมือนการบรรลุอรหันต์

แนวคิดเรื่องการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพเสมือนการบรรลุธรรม สืบต่อมาตั้งแต่สมัยพญากือนา จนภายหลังเกิดเป็นประเพณีเดินเท้าขึ้นดอยสุเทพในค่ำคืนก่อนวันวิสาขบูชาของทุกปี ซึ่งในยุคต่อมาครูบาศรีวิชัยได้เห็นความสำคัญของประเพณี และปรารถนาจะให้ชาวเชียงใหม่สามารถขึ้นไปสักการะพระธาตุโดยสะดวก จึงเริ่มมีการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ (ที่ต่อมาได้รับการตั้งชื่อว่าถนนศรีวิชัย) โดยอาศัยกำลังศรัทธาและทุนจากญาติโยมชาวเชียงใหม่อย่างไม่พึ่งพางบประมาณจากภาครัฐสักแดงเดียว นี่คือถนนที่เปิดให้รถวิ่งขึ้นดอยสุเทพสายแรกและสายเดียว และกลายมาเป็นเส้นทางขึ้นดอยสุเทพสายหลักในปัจจุบัน

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

“ครูบาศรีวิชัยยังนำแนวคิดของการบรรลุธรรมมาใช้ โดยท่านได้สร้างวัดศรีโสดาซึ่งเป็นวัดในขั้นโสดาปันนารามแทนวัดสามยอบที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางใหม่ พร้อมกับบูรณะวัดผาลาด และวัดม่อนพญาหงส์ (ปัจจุบันเป็นวัดร้างอีกแห่งไปแล้ว โดยอยู่ตรงข้ามหอดูดาวสิรินธร-ผู้เขียน)” พระครูกล่าว

กระนั้นแม้จะมีการตัดถนนสายใหม่ ชาวเชียงใหม่หลายคน (ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นคนเฒ่าคนแก่ไปหมดแล้ว) ก็ยังคงเลือกเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในประเพณีเดินเท้าขึ้นดอยสุเทพ ค่าที่ว่านี่เป็นเส้นทางที่ย่นย่อระยะทางช่วงต้นได้พอสมควร และวัดผาลาดที่เรากำลังจะเดินเท้าไปถึงยังเป็นจุดเชื่อมระหว่างทางเดินเท้าสายเก่าและทางถนนสายใหม่ในปัจจุบัน

ครับ, หลังจากที่เราเดินจากวัดสามยอบไปตามรอยเท้าโบราณของช้างมงคลผ่านธารน้ำตกน้อย ฝายขนาดเล็ก ดงไม้ไผ่หนาทึบ และแนวสันเขาที่เมื่อหันหลังไปจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองเชียงใหม่กว้างไกลสุดสายตา เราก็เดินมาถึงแหล่งกำเนิดเสียงน้ำตกที่แว่วให้เราพอได้รู้สึกชุ่มเย็นตลอดการเดินทางช่วงท้าย นั่นคือธารน้ำที่ไหลลงมาจากเบื้องบนของภูเขา ก่อนจะชะลอตัวบนแอ่งขนาดใหญ่บนหน้าผาที่ลาดลงไปตามแนวเขา พ้นไปจากหน้าผานั้น ผมก็พบสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมล้านนาตั้งตระหง่านอยู่บนสันเขา และเราก็มาถึงวัดผาลาด

ระหว่างเดินผ่านสะพานข้ามน้ำตก พระครูเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวัดแห่งนี้เรื่องหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ ท่านถามเราว่าวัดที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด

โบราณสถาน วิหาร อาราม พระพุทธรูป เจ้าอาวาส ฯลฯ คณะที่เดินมาด้วยกันต่างไล่เรียงคำตอบ

“ไม่ใช่เลย นั่นคือสิ่งปลูกสร้างที่วัดไหนๆ ก็มีทั้งนั้น” เจ้าอาวาสตอบ “ทีนี้โยมลองหลับตา”

แน่นอน, พอผมหลับตา ความมืดก็ปรากฏ

แต่นั่นล่ะ มันทำให้ผมได้ยินเสียงของน้ำที่เคลื่อนไหลลงสู่เบื้องล่างได้ชัดแจ้ง

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สุเทพ สีใส

“สมัยก่อนเราไม่มีปั๊มน้ำ คนเชียงใหม่ที่ตั้งเมืองห่างจากแม่น้ำปิงหลายกิโลเมตรเขาไม่ได้ใช้น้ำ    จากน้ำปิง คนโบราณใช้น้ำปิงเป็นเส้นทางคมนาคม ส่วนน้ำที่ดื่มที่ใช้กันทั้งหมดมาจากดอยสุเทพ” อาจารย์จุลพรกล่าว

เช่นเดียวกับที่พระครูธีรสุตพจน์ย้ำให้เห็นขณะเรามองไปยังธารน้ำใสที่ไหลผ่านหน้าผา ธารที่ไหลมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเบื้องบนหล่อเลี้ยงผู้คนที่อยู่บนที่ราบ นับตั้งแต่ชาวลัวะที่มาอาศัยอยู่แต่เดิม และการมาถึงชาวไทเชื้อสายต่างๆ ในอาณาจักรล้านนา แม้จะเคยร้างไร้ผู้คนมากว่า 200 ปีระหว่างที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า แต่เชียงใหม่ก็กลับมาฟื้นคืนชีวิตและกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่รุ่งเรืองอีกครั้ง อันมีปัจจัยสำคัญมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติแหล่งเดิม

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการเลือกสรรชัยภูมิที่ชาญฉลาดของพระญามังราย (หลังจากมีบทเรียนจากการตั้งเมืองที่น้ำท่วมถึงบ่อยๆ อย่างเวียงกุมกาม) การเลือกชัยภูมิที่มีความลาดเทจากดอยสุเทพทางทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของเมือง มีแม่น้ำไหลจากภูเขาลงมาใกล้เมืองถึง 2 สาย ได้แก่ ลำน้ำห้วยแก้วและลำน้ำแม่ข่า มีหนองบึงขนาดใหญ่ไว้กักเก็บน้ำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (นั่นคือ ‘หนองบัว’ ซึ่งน่าเศร้าที่ปัจจุบันถูกถมไปแล้ว) และมีแหล่งระบายน้ำขนาดใหญ่อย่างแม่น้ำปิงอยู่ทางทิศตะวันออก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เมื่อ ‘ของ’ มาเต็มตั้งแต่ต้นยันปลายขนาดนี้ ที่เหลือก็แค่สร้างเส้นทางระบายน้ำ และขุดคูคลองรอบกำแพงเมืองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ เท่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เมืองจะมีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนมาขนาดนี้  

ห้วยผาลาดในเขตวัดผาลาดคือหนึ่งในสิบกว่าห้วยต้นน้ำที่ไหลลงมาหล่อเลี้ยงเมือง โดยห้วยที่คนเชียงใหม่รู้จักกันดี เพราะเป็นแหล่งน้ำที่แต่เดิมใช้ต่อตรงเข้าเมืองมามากที่สุดคือ ‘ห้วยแก้ว’ ครับ, คือชื่อเดียวกับถนนที่เชื่อมจากเชิงดอยสุเทพเข้าสู่สี่เหลี่ยมคูเมืองเชียงใหม่ทางแจ่งหัวริน ซึ่งก่อนจะมีถนน บ้านเรือน และศูนย์การค้า พลุกพล่านเช่นทุกวันนี้ คนเชียงใหม่ (ที่ต่อรางรินรองน้ำจากน้ำตกเข้ามาผันใช้ในคูเมือง) ยังสามารถได้ยินเสียงดังก้องของน้ำตกแม้จะอยู่ห่างออกมาหลายกิโลเมตร

“ถ้าไปถามคนเฒ่าคนแก่อายุหกสิบเจ็ดสิบขึ้นไป เขาจะบอกได้เลยว่าเมื่อก่อนยังได้ยินเสียงน้ำตกตีนดอยสุเทพดังมาถึงในเมือง เขาเชื่อกันว่ายิ่งได้ยินดังเท่าไหร่แสดงว่าปีนั้นน้ำท่าอุดมสมบูรณ์มากเท่านั้น ในทางกลับกันถ้าไม่ได้ยินเลย นั่นก็แปลว่าปีแล้งหนัก เป็นลางไม่ดี” พระครูกล่าว

การเชื่อมโยงภูมิปัญญาด้านการจัดการน้ำจากพื้นที่ดอยสุเทพเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรม รวมทั้งแนวคิดในการสร้างผังเมืองเชียงใหม่ที่ผ่านมาเจ็ดร้อยกว่าปีก็ยังคงไม่ล้าสมัย เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลกยกมาเป็นเหตุผลอ้างอิง ‘คุณค่าอันเป็นสากล’ (Outstanding Universal Value หรือ OUV) เพื่อเสนอคณะกรรมการยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก

รศ.ดร. วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก กล่าวเปิดในวงเสวนากลางลานวัดริมธารน้ำตกผาลาด อันเป็นจุดหมายของเราวันนี้

“เวลาเราพูดถึงเชียงใหม่กับเมืองมรดกโลก หลายคนคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะเมืองสมัยใหม่มันเติบโตจนกลบทับโบราณสถานเดิมไปหมด ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง แต่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คณะทำงานต้องเร่งผลักดันให้เชียงใหม่เป็นมรดกโลกให้ได้ เพราะนี่คือเครื่องมือสำคัญที่กระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าของพื้นที่ให้ร่วมกันอนุรักษ์คุณค่าที่เมืองของเรายังคงหลงเหลืออยู่”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เช่นเรื่องเล่าจำนวนนับไม่ถ้วนที่เราได้ฟังระหว่างทางเดินเท้าระยะสั้นขึ้นดอยสุเทพ ในมุมมองของอาจารย์วรลัญจก์ เมืองเชียงใหม่ยังคงมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาหลายร้อยปีและยังคงมีลมหายใจอยู่ เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่กาลเวลาไม่อาจพรากไปไหน

ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ได้เข้าไปอยู่ใน Tentative List หรือบัญชีรายชื่อที่รอการพิจารณาจากยูเนสโกแล้ว โดยล่าสุดคณะทำงานได้เตรียมเสนอคุณค่า OUV ของเมืองเชียงใหม่และพื้นที่ดอยสุเทพ ไปพร้อมกับการร่างแผนการบริหารจัดการพื้นที่ หรือ Management Plan (แน่ล่ะ คงจะเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์มาก หากสถานที่ใดได้รับการยกระดับเป็นมรดกของผู้คนทั้งโลก แต่กลับไม่มีการจัดการมารองรับ กระบวนการนี้จึงสำคัญไม่แพ้การประมวลคุณค่า)

ทั้งนี้หนึ่งในวิธีการออกแบบ Management Plan คือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และให้ภาคประชาชนมีส่วนในการออกแบบแผน เพราะการประกาศให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นมรดกโลก ไม่ใช่การกันคนออกจากพื้นที่ หากเป็นการอยู่ร่วมกันในพื้นที่อย่างยั่งยืน

“การอนุรักษ์เริ่มต้นได้จากการเข้าใจในคุณค่าของสิ่งนั้นๆ ซึ่งถ้าเราเข้าใจในคุณค่าจริงๆ เราจะไม่มีทางอนุรักษ์ด้วยการแช่แข็งสิ่งนั้นเอาไว้ แต่ในทางกลับกันเราจะหาแนวทางในการร่วมกันพัฒนาให้คุณค่ายังคงดำรงอยู่ในวิถีร่วมสมัย

เป็นข้อได้เปรียบของเราที่ว่าคนเชียงใหม่ส่วนมากต่างตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่เมืองเรามีอยู่แล้ว ที่เหลือก็แค่การกำหนดขอบเขตพื้นที่มรดกโลกและพื้นที่กันชนให้แน่ชัด และสร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่ถึงข้อดีของการได้เป็นมรดกโลก” อาจารย์วรลัญจก์กล่าว

ท่ามกลางเสียงน้ำตกที่ไหลรินลงจากป่าบนดอยสู่พื้นที่ราบในเมืองเชียงใหม่ วงเสวนาแลกเปลี่ยนระหว่างคณะทำงาน นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และประชาชนผู้สนใจ ก็ได้ขับเคลื่อนไปจากตอนสายถึงบ่าย บทสนทนาที่ว่าด้วยคุณค่าอายุกว่าพันปีและแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างอนุรักษ์พื้นที่อันเป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดคุณค่าที่ว่านี้

วงสนทนาที่หากใครสักคนเริ่มเมื่อยก็แค่ลุกขึ้นมาพักอิริยาบถด้วยการเดินไปที่น้ำตก และมองลงไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ที่อยู่ลิบตา

ภูเขาของคนเชียงใหม่ ป่าต้นน้ำของคนเชียงใหม่ ทิวทัศน์ของคนเชียงใหม่ พื้นที่ที่วันข้างหน้ามันอาจจะเป็นมรดกของคนทั้งโลก คงจะมีแต่คนบ้าอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตา หรือไม่ก็เห็นแก่ตัวอย่างหน้าด้านๆ เท่านั้น, ที่คิดจะเอาสมบัติเหล่านี้ ไปรื้อถาง เพื่อปลูกบ้านให้พวกพ้องพักอาศัย

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

หมายเหตุ: ในวงเสวนานี้ยังได้รับเกียรติจากอาจารย์ภูเดช แสนสา และ อาจารย์สิทธิ วิจจา นักวิชาการด้านสังคมล้านนา จากสถาบันล้านนาคดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมพูดคุยถึงการเปลี่ยนผ่านจากศาสนาผีสู่ศาสนาพุทธของผู้คนที่อยู่บริเวณที่ราบเชิงดอยสุเทพ รวมทั้งตัวแทนจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยมาพูดถึงขอบเขตและแนวทางการอนุรักษ์พื้นที่ ผู้เขียนขออภัยที่ไม่สามารถนำมาเล่าได้หมด และขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้

ติดตามความเคลื่อนไหวของคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลกได้ที่ Chiang Mai World Heritage – Initiative Project

Writer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load