21 มีนาคม 2562
34.86 K

สมมติว่าวันหนึ่งเราค้นเจอหีบเก่าๆ บรรจุข้าวของเครื่องใช้สมัยร้อยปีที่แล้วของคุณปู่ คิดว่าเปิดมาจะเจออะไร

นั่นคือสิ่งที่หลานๆ เหลนๆ แห่งราชสกุลจิตรพงศ์กำลังทำ พวกเขากำลังค้นของเก่าที่ ‘สมเด็จปู่’ เคยใช้

‘สมเด็จปู่’ พระองค์นั้น หากพูดภาษาสามัญชน มีชีวิตยาวนานถึง 6 รัชกาล เป็นลูกรัชกาลที่ 4 เป็นน้องชายที่รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นความสำคัญถึงขนาดว่า เมื่อท่านบวช รัชกาลที่ 5 ต้องเสด็จฯ ไปพระราชทานผ้าพระกฐิน เพื่อทรงแอบส่งจดหมายน้อย มีความว่า “ขอให้สึกออกมาช่วยทำราชการ” เพราะเกิดข่าวลือว่าท่านอาจไม่ลาสิกขา

เมื่อสึกออกมาแล้ว ปรากฏว่าทรง ‘ทำโน่นทำนี่’ อยู่ตลอดระยะเวลา 83 ปีแห่งพระชนม์ชีพ จนได้รับยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ใน พ.ศ. 2506 ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ 5 พระองค์นั้น คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ‘สมเด็จครู’ ของศิลปินไทยและนักเรียนศิลปะไทยทุกแขนง ‘สมเด็จปู่’ ที่สมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์ภาคภูมิใจ เจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์พี่น้องตรัสเรียกล้อว่าท่านเป็น ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’

นายช่างพระองค์นี้ทรงรอบรู้ราชกิจน้อยใหญ่จนรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวได้หลายกระทรวง เป็นทั้งสถาปนิก ช่างเขียนรูป นักออกแบบ นักเขียนสารคดี กวี นักแต่งเพลง นักเขียนบทละคร ฯลฯ เรียกว่าความสามารถรอบตัวจนคนทำงานรุ่นใหม่ที่บอกว่าตนมี ‘หลายจ๊อบ’ ยังต้องชิดซ้าย

บรรดาพระทายาทและทายาทราชสกุลจิตรพงศ์กำลังช่วยกันปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ชีวิตของสมเด็จปู่ เป็นจิ๊กซอว์ที่เห็น ‘ภาพสำเร็จ’ แล้วว่าท่านเก่งแค่ไหน แต่คำถามสำคัญคือ ท่านอยู่อย่างไร ทำงานอย่างไร จึงพัฒนาตนเองเป็นช่างที่เก่งขนาดนี้

ม.ล.ตรีจักร จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลนกล่าวว่า นี่คือเรื่องราวที่พวกเขาอยากค้นคว้าและนำเสนอผ่านข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่พบในตำหนักตึก วังปลายเนิน เป็นภารกิจที่เริ่มทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2555 พวกเขาพบทั้งไม้เท้า แว่นตา เอกสารราชการ นามบัตร จดหมายส่วนตัว ซองจดหมาย และกระดาษสารพัดประเภทที่สมเด็จปู่ทรงใช้สเกตช์ภาพ รายชื่อหนังสือที่ทรง (คืออ่าน) เพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพราะท่านสมัครเป็นศิษย์ศิลปินไทยคนไหนไม่ได้เลย เนื่องจากเป็นโอรสกษัตริย์ ยังมีข้าวของอีกมากมายที่รอให้ทายาทรุ่นปัจจุบันไปสืบค้น

สมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์ช่วยกันเล่าเกร็ดพระประวัติของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ให้ The Cloud นำมาเล่าต่อ มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนทำงานสร้างสรรค์ จำนวนอาชีพที่ท่านทำนั้นอาจเท่ากับคนรุ่นใหม่ 8 – 9 คนรวมกัน แต่หลักการทำงานที่ท่านทรงยึดถือใช้ได้กับทุกงาน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

พรสวรรค์ที่ถูกปั้นด้วยพรแสวง

หากไม่มีนายช่างใหญ่กรุงสยามพระองค์นี้ กรุงเทพฯ อาจไม่งดงามทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศในยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว เพราะท่านเป็นเสนาบดีพระองค์แรกของกระทรวงโยธาธิการ (กรมโยธาธิการและผังเมืองในปัจจุบัน) ควบคุมดูแลงาน ‘สร้างเมือง’ ทั้งการก่อสร้างทางรถไฟ ถนน และการสื่อสารโทรคมนาคม คนไทยจะไม่มีถาวรวัตถุและงานวิจิตรศิลป์หลายชิ้นที่เรียกได้ว่างามเลอเลิศ ไม่มีวัดเบญจมบพิตร วัดหินอ่อนงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่มีเพลง เขมรไทรโยค เพลงยอดนิยมของนักดนตรีปี่พาทย์ไทย ไม่มี ‘ละครดึกดำบรรพ์’ ที่เป็นการประยุกต์โอเปราแบบตะวันตกมาแสดงบนเวทีไทย ไม่มีหนังสือชุดสาส์นสมเด็จ เพชรแห่งวงการประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีพระเมรุมาศที่สมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ ไม่มีเนื้อร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี ที่ซาบซึ้งกินใจ รวมถึง อาจารย์ศิลป์ พีระศรี อาจไม่มีกัลยาณมิตรพระองค์สำคัญ และถอดใจกลับอิตาลีไปเสียก่อนจะทันได้ทำประโยชน์มากมายแก่ประเทศไทย

คนคนเดียวเก่ง ‘รอบตัว’ ขนาดนี้ได้อย่างไร

หากทราบพระประวัติครั้งทรงพระเยาว์จะพบว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ เพราะเมื่อเจริญพระชนม์ได้เพียง 10 ชันษา และยังดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าจิตรเจริญ ทรงเขียนภาพสุริยุปราคาที่เห็นจากหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังได้เหมือนจริงจนได้รับรางวัลชนะเลิศจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งที่มาเฝ้าดูอยู่ด้วยนั้นขอพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าจิตรเจริญไปตีพิมพ์ในหนังสือดาราศาสตร์ที่ประเทศเขา ปัจจุบันนี้มีหนังสือดังกล่าวถูกเก็บรักษาอยู่ฉบับหนึ่งที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพฯ

แม้จะ ‘ฉายแวว’ แต่เด็ก แต่ต้องยอมรับเช่นกันว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงขัดเกลาพรสวรรค์นั้นด้วยพรแสวง ทรงเป็นศิลปินที่ไม่มีใครสอน ใช้วิธีครูพักลักจำ พัฒนาฝีมือด้วยตัวเอง

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ พระนัดดาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ไขคำตอบว่าทำไมสมเด็จปู่ของท่านต้องทรงใช้วิธีครูพักลักจำ ผิดจากความเข้าใจของคนทั่วไปที่ว่าเป็นลูกกษัตริย์จะจ้างคนเก่งขนาดไหนมาสอนก็ได้

“ประเพณีโบราณของการสมัครเป็นศิษย์ในงานช่างทุกแขนงคือ ศิษย์ต้องเลือกว่าอยากได้ครูคนไหน แล้วจัดหาขันกำนล เป็นขันเงิน บรรจุดอกไม้ธูปเทียนและเงินจำนวนหกบาทไปไหว้ครู ถ้าครูรับขันที่เด็กยื่นให้แปลว่าฉันรับเธอเป็นศิษย์ เด็กจะเก็บข้าวของที่บ้านตัวเองย้ายไปอยู่ที่บ้านคุณครูเพื่อร่ำเรียนวิชา แต่สมเด็จฯ ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเป็นพระโอรสของพระเจ้าอยู่หัว ต้องอยู่กับพระมารดาในฝ่ายในของพระบรมมหาราชวังจนกว่าจะโสกันต์ (โกนจุก)”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

มีหลักฐานว่าทรงสนพระทัยงานศิลปะตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จากบันทึกของพระองค์เองที่ระบุว่า

“วิชาเขียนนั้นตั้งแต่ฉันยังเล็กๆ อยู่ก็ให้นึกรักเป็นกำลัง พอดีกันกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสมอบหมายให้เป็นหน้าที่เลี้ยงพระฉันเวร คือพระฉันทุกวันบนพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ แต่พอประเคนสำรับแก่พระแล้ว ก็เตร่ไปอยู่แก่พวกปี่พาทย์นั้นอย่างหนึ่ง แม้ไม่อย่างนั้นก็เข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เดินดูพระระเบียงเสียรอบหนึ่งแล้วก็จำอะไรมา ครั้นกลับมาถึงเรือนก็เขียนสิ่งที่จำมานั้นไว้…”

อย่าลืมว่าสมัยนั้นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือกล้องคอมแพ็คไว้ถ่ายรูประเบียงวัดพระแก้วแล้วกลับมาวาดตามที่บ้าน ใช้วิธีดูแล้วจำล้วนๆ

“ช่างเขาเขียนอะไร เขียนอย่างไร บดผงสี ผสมอย่างไร พู่กันเนี่ยเขาผูกขนขึ้นมาเป็นพู่กันอย่างไร ท่านไปด้อมๆ มองๆ พอกลับมาถึงที่ประทับก็มาลองทำตาม” คุณชายจักรรถอธิบาย

ตอนที่สมเด็จฯ ทรงระบุว่าท่าน “เตร่ไปอยู่แก่พวกปี่พาทย์” นั้น คุณชายจักรรถเล่าเพิ่มเติมว่า “สมเด็จฯ โปรดดนตรีปี่พาทย์ไทย ทรงพยายามเข้าไปนั่งในวงแล้วขอให้ครูสอนท่านตีกลอง ตีระนาด เขาก็เอาใจเด็กเล็กๆ คนนี้ สอนให้บ้าง แต่ไม่ได้เรียนจริงจัง เพราะเหตุว่ารับท่านเป็นลูกศิษย์ไม่ได้ ไม่ว่าท่านจะเสด็จฯ ไปไหนท่านจะม้วนเอาผืนระนาดไปด้วย จนพี่น้องท่านเริ่มบ่นว่าเอาไปทำไม ตีอยู่นั่นแหละ น่ารำคาญ” ทรงพยายามฝึกปรือโดยใช้วิธีดูและถามจากนักดนตรีไทย จนทรงเครื่องดนตรีไทยได้หลากหลายชนิดและทรงแต่งเพลงไทยได้ไพเราะ

พ.ศ. 2423 เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เจริญพระชันษาได้ 17 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบซ่อมหอพระคันธารราษฎร์และยักษ์หน้าพระอุโบสถวัดพระแก้ว ทรงกราบทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไว้ดังนี้

“ความเบิกบานใจของเกล้ากระหม่อม คราวใดจะเสมอเหมือนคราวนั้นไม่มี เพราะกำลังศึกษาการเขียนด้วยความรัก และตัวก็มีหน้าที่ด้านทำการปฏิสังขรณ์หอพระคันธารราษฎร์อยู่ด้วย ไปตั้งแต่เช้าอยู่จนเย็นทุกวัน เดินรอบพระระเบียงดูร่างดูเขียนกันวันละรอบแล้วเป็นอย่างน้อย ใครเขียนดีดีก็ทอดทางไมตรีวิสาสะด้วยเขา ฟังเขาพูดเรื่องการเขียนบ้าง ช่วยเป็นลูกมือเขาทาสี ตัดเส้นตัวเลวๆ ไปบ้าง จับจำคำติเตียนและคำแนะนำของเขาเป็นครู…”

การระดมช่างฝีมือดีมีชื่อมาช่วยกันบูรณะซ่อมแซมวัดพระแก้วในคราวนั้น เท่ากับเป็นการแข่งขันประชันฝีมือกันในที เป็นโอกาสเหมาะอย่างยิ่งที่จะเรียนวิชา

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงระบุเพิ่มเติมในบันทึกว่า “เวลานั้นเกล้ากระหม่อมเกือบไม่ได้ไปที่อื่น อยู่ที่นั่น ช่วยเป็นลูกมือและฟังพวกท่านอาจารย์พูด และสังเกตกลเม็ดในการเขียนอยู่ตลอดเวลา…”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

เจ้าฟ้าชายผู้ ‘นอกครู’

ช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 งานศิลปะไทยต้องเผชิญกับอิทธิพลอารยธรรมตะวันตก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอยู่ตรงกลางระหว่างศิลปะไทยที่มีขนบธรรมเนียมเคร่งครัด ให้ความสำคัญกับความงามแบบอุดมคติมากกว่าความเป็นจริง และศิลปะแบบตะวันตกที่นิยมถ่ายทอดลักษณะทางกายวิภาคตามที่เห็นด้วยตา

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสร้างสรรค์งานที่ทั้งงามและล้ำสมัยศิลปินในยุคเดียวกัน จนถูกค่อนขอดจากบรรดาผู้ไม่เห็นด้วยว่าเป็นงาน ‘นอกครู’

“ท่านทรงนอกครูจริงๆ” คุณชายจักรรถกล่าวยอมรับอย่างขันๆ “คำว่า นอกครู มีความหมายซ่อนอยู่ 2 ระดับ ก็คือละเมิดครู ครูสอนให้ทำอย่างไรแล้วไม่ทำตาม ก็ถือว่านอกครู แต่อีกนัยหนึ่งที่จริงสำหรับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ คือท่านไม่เอาอย่างครูด้วยความจงใจ แต่ไม่ใช่เพื่อละเมิดครู แต่ท่านมีความคิดซึ่งสมัยใหม่มาก คืองานศิลปะต้องเป็นงานสร้างสรรค์เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของงานชิ้นนั้น เป็นความคิดที่มาจากวัฒนธรรมยุโรป คนยุโรปเนี่ยทำงานนอกครูมาตั้งแต่สมัยเรเนซองส์ (Renaissance) แล้ว ท่านพยายามสร้างความเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีใครเหมือน แล้วท่านก็ไม่ทำให้เหมือนงานเก่าๆ ของตนเองด้วยซ้ำไป”

ภาพพระสุริยะชักรถบนเพดานพระที่นั่งบรมพิมาน พระบรมมหาราชวัง ถือเป็นจิตรกรรมไทยแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในจิตรกรรมแบบไทยประเพณี เพราะแต่เดิมจิตรกรรมไทยมักวาดลงบนผนังเท่านั้น แต่คราวนี้ทรงร่างภาพขนาดเล็กประทานให้ช่างอิตาลีคือ แอร์โคเล มันเฟรดี (Ercole Manfredi) ขยายแบบ ให้ คาร์โล ริโกลี (Carlo Rigoli) วาดและลงสี เป็นภาพที่ยึดหลักความถูกต้องตามจริงแบบตะวันตก แต่บอกเล่าเรื่องราวและใช้องค์ประกอบภาพแบบไทย

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

“ท่านเขียนพระอาทิตย์เป็นเทวดาเพศชายที่งามมาก แสดงสรีระกล้ามเนื้อ แสงเงาที่งามมาก นั่งบนราชรถที่มีล้อเดียว ไม่มีอีกแล้วในศิลปะไทยที่จะเป็นรถเทียมม้าที่มีล้อเดียว มีแต่รูปนี้ มีม้าเจ็ดตัวดึงรถเหาะไปในอากาศ วิธีดูภาพนี้ที่ดีที่สุดนะครับ แนะนำให้นอนหงายท้องดูภาพบนเพดานพระที่นั่งบรมพิมาน ผมทำมาแล้ว” คุณชายจักรรถยิ้ม

คนไทยคุ้นเคยกับ ‘งานที่สำเร็จแล้ว’ ของท่าน แต่แทบไม่เคยเห็นงานในขั้นตอนการพัฒนาผลงาน ว่ากว่าจะเป็นงานศิลป์แต่ละชิ้น ทรงคิดและทดลองอะไรบ้าง โชคดีว่าในบรรดาข้าวของที่ค้นพบในตำหนักตึก วังปลายเนิน พบภาพร่างที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่างไว้หลายชิ้น “ผมรู้สึกสนุกมาก หน้าที่ของเราคือตามหาว่าสิ่งที่ท่านสเกตช์ไว้ มันคืองานชิ้นไหนที่ท่านเขียนขึ้นมาสำหรับประเทศไทย” ม.ล.ตรีจักร ทายาทรุ่นเหลนเล่า

ในจำนวนนั้นมี ‘ที่มา’ ของภาพพระอาทิตย์ชักรถอันโด่งดังอยู่ด้วย เป็นต้นว่า ร่างราชรถล้อเดียวที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนไว้หลายมุมเป็นกรณีศึกษาของท่านก่อนเขียนภาพจริง ร่างตัวพระอาทิตย์ ร่างแบบอานม้า ร่างลายสลักปลายคานราชรถ ร่างแปลนของราชรถคันนี้ ในภาพร่างมีเส้นกำกับทำมุม Perspective สำหรับให้ช่างเขียนขยายตามให้ถูกต้อง

“ผมยืนยันว่าถ้าใครอยากสร้างรถล้อเดียวออกมาแล้วเทียมม้าวิ่งบนดินก็ทำตามแบบนี้ได้ เพราะท่านเขียนไว้ครบถ้วน” ม.ร.ว.จักรรถ กล่าว

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยตรัสยกย่องสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ว่าภาพครุฑพ่าห์ที่เขียนนั้นงามนัก ดูราวกับจะ ‘กระดิกได้’ รวมทั้งงานจิตรกรรมชิ้นอื่นๆ ก็ได้รับคำกล่าวขวัญจากผู้พบเห็นว่า ดูมีชีวิตชีวาสมจริง

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเฉลยวิธีเขียนรูปเหมือนจริงที่ทรงถือปฏิบัติไว้ว่า “เดาน้อยที่สุด คือต้องดูของจริงในบ้านเรา ถ้าไม่เช่นนั้นก็หลง”

แน่นอนว่า ท่านคงไม่ทรงไปหาครุฑตัวจริงมาเป็นแบบ เพราะไม่มี แต่สำหรับสิ่งอื่นๆ ทรงพยายามเขียนจากของจริง เมื่อจะทรงเขียนรูปวัวเป็นแบบลายปักพัดงานศพเจ้าจอมมารดาหรุ่น ก็ทรงเช่าวัวของแขกมายืนเป็นแบบอยู่หลายวัน เมื่อจะทรงเขียนรูปหมี ซึ่งเป็นพาหนะของอธรรมเทวบุตรในเรื่อง ธรรมาธรรมะสงคราม ก็เสด็จไปทอดพระเนตรหมีจริงที่บ้านคุณพระศัลยเวทย์วิศิษฐ์ (สาย คชเสนี) ภาพม้าในภาพพระอาทิตย์ชักรถ คุณชายจักรรถเล่าว่า ทรงให้คนไปจูงม้ามาผูกไว้ที่สนามหลังตำหนักแล้วเขียน ม้าจึงมีลักษณะเหมือนจริงมาก

งานหนึ่งที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โปรดมาก คือการออกแบบพระเมรุ เคยตรัสว่า “งานด้านสถาปัตยกรรมนั้นต้องระวัง เพราะสร้างขึ้นก็เพื่อความพอใจ ความเพลิดเพลินตา ไม่ใช่สร้างขึ้นเพราะอยากรื้อทิ้ง ทุนรอนที่เสียไปก็ใช่ว่าจะเอาคืนมาได้ ผลที่สุดก็ต้องทิ้งไว้เป็นอนุสาวรีย์สำหรับขายความอาย”

แต่งานพระเมรุนั้นทรง ‘เล่น’ ได้เต็มที่ เพราะเป็นงานที่เมื่อใช้เสร็จต้องรื้อทิ้งตามโบราณราชประเพณี

“พระเมรุของรัชกาลที่ห้าท่านก็ออกแบบ คือรัชกาลที่ห้าท่านได้เห็นพระเมรุของรัชกาลที่สี่ ซึ่งสร้างตามแบบโบราณ เป็นเมรุสองชั้น ข้างนอกเป็นภูเขา ข้างในเป็นเมรุทอง ตั้งสี่เสา ที่เรียกว่าพระเมรุมาศ รัชกาลที่ห้าท่านสั่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่า ‘เมรุของฉัน อย่าสิ้นเปลืองสร้างสองชั้น ให้สร้างแต่ชั้นใน’ คือสร้างแต่พระเมรุมาศอย่างเดียว ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านก็ออกแบบให้ เป็นเมรุทองชั้นเดียวอยู่ข้างใน เป็นแบบพระเมรุที่รักษามาตลอดจนกระทั่งเผาตัวเอง” คุณชายจักรรถกล่าว

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทรงออกแบบพระเมรุถวายรัชกาลที่ 6 ด้วย และใช้แบบเดียวกันนี้ถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 8 ถวายพระเพลิงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และสุดท้ายคือใช้ในการถวายพระเพลิงผู้ทรงออกแบบเองใน พ.ศ. 2493 แม้ผู้ทรงออกแบบจะตรัสว่า งานออกแบบพระเมรุนั้นทดลองใช้ความคิดแผลงได้เต็มที่ แต่ปรากฏว่าเป็นพระเมรุที่งามที่สุดเท่าที่เคยทรงออกแบบไว้

ม.ร.ว.จักรรถ ยังเล่าถึงสมเด็จปู่ว่า ทรงเป็นศิลปินไทยคนแรกที่สร้างผลงานศิลปะสื่อผสม (Mixed Media Art)

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือที่วัดราชาธิวาสราชวรวิหารที่ทรงออกแบบพระอุโบสถและสะพานหน้าพระอุโบสถเองทั้งหมด รวมถึงการประดับประดาภายในพระอุโบสถที่มีศิลปะหลายแขนงอยู่ในงานชิ้นเดียวกัน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสรุปลักษณะของช่างที่ดีไว้ว่า “จะทำอะไรต้องนึกเอง จะจำเขามาทำ คือกอปี้ (Copy – สะกดตามอักขระเดิม) นั้นไม่ควร เพราะจะดีไม่ได้ ถ้าหากดี คนที่คิดเดิมเขาก็เอาดีไปกินเสีย ช่างที่ดีก็ไม่ใช่จะเป็นเทวดาเหาะมาจากที่ไหน ถ้าจะเปรียบแล้วก็คือกินของที่เขาทำแล้วเข้าไป แล้วแตกเหงื่อออกมา นี่เองจัดเป็นความคิด…”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

เมื่อช่างเจอช่าง

“สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กับอาจารย์เฟโรชีสนิทกัน แทบจะเรียกได้ว่าราวกับเป็นญาติใกล้ชิดกัน” คุณชายจักรรถเล่าถึงสมเด็จปู่กับศิลปินที่คนไทยเรียกว่า ‘อาจารย์ฝรั่ง’ หรือชื่อภาษาไทยว่า อาจารย์ศิลป์ พีระศรี

“ในสมัยรัชกาลที่หก รัฐบาลไทยทำหนังสือไปอิตาลี ขอให้เขาคัดศิลปินชั้นเยี่ยมให้เดินทางมารับราชการในไทย คนที่เขาส่งมาคือ อาจารย์คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ท่านก็เดินทางดั้นด้นมาทางเรือ ท่านพบแต่ความไม่ต้องการจากบรรดาขุนนางไทย เพราะไม่ต้องการศิลปินชาติอิตาลีมาทำงานศิลปะถวายพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมมหาราชวังของเมืองไทย แกก็แปลกใจ ถ้าไม่ต้องการแล้วเชิญมาทำไม” คุณชายจักรรถเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่กำลังจะทำให้อาจารย์เฟโรชีได้พบช่างไทยอีกพระองค์หนึ่ง

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

“ในที่สุดท่านก็สอบถามหาศิลปินไทยฝีมือดีเพื่อปรึกษาว่าทำอย่างไรดี ก็ได้มาพบสมเด็จฯ มาเฝ้าฯ ถึงที่นี่ วังปลายเนิน ได้ทำความรู้จักมักคุ้น สมเด็จปู่ของผมรับสั่งว่า ‘มีวิธีช่วยคือ ให้ปั้นฉัน เพื่อเป็นการแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์’

“ทรงถอดฉลองพระองค์และประทับนั่งให้เฟโรชีปั้น เป็นภาพเหมือนชิ้นแรกโดยฝีมือเฟโรชี ขุนนางทั้งปวงบอกว่า ฝรั่งปั้นพระองค์ท่านไม่ทรงฉลองพระองค์ ถูกเล่นงานจนได้ สมเด็จฯ ท่านก็รับสั่งว่า งั้นเราปั้นอีกภาพหนึ่งก็ได้ คราวนี้ท่านทรงฉลองพระองค์ปิดพระศอเลย ไม่มีใครกล้าติเพราะว่าสวยมาก เหมือนมาก ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในตำหนักตึก วังปลายเนิน”

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

ต่อมาอาจารย์ฝรั่งทูลลาพระเจ้าอยู่หัวกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองฟลอเรนซ์ เมื่อกลับมาสยามอีกครั้ง ท่านอุ้มรูปปั้นเหมือนของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กลับสยามมาอีกชิ้น เป็นภาพแกะจากหินอ่อนสีแดงเข้ม ซึ่งคุณชายจักรรถเล่าด้วยความแปลกใจว่า “จนบัดนี้เราไม่ทราบว่าอาจารย์เฟโรชีท่านมีอะไรติดมือกลับไป เช่น ภาพถ่าย ภาพสเกตช์ เพื่อเตือนความจำว่ารูปลักษณ์ของสมเด็จฯ ท่านเป็นอย่างไร เพราะปั้นออกมาสวยงามและเหมือนมาก”

มีคำถามว่า สมเด็จฯ ทรงสื่อสารกับเพื่อนฝรั่งด้วยภาษาอะไร เพราะอาจารย์เฟโรชีเพิ่งมาจากอิตาลี และไม่ปรากฏหลักฐานที่ทำให้แน่ใจว่าสมเด็จฯ ทรงสื่อสารภาษาอังกฤษได้ คุณชายจักรรถตอบว่า น่าจะใช้ล่าม

แต่เมื่อช่างเจอช่าง เพื่อนเจอเพื่อน เรื่องภาษาคงไม่เป็นอุปสรรคสักเท่าไร ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวัดติวงศ์ ปรากฏว่าอาจารย์เฟโรชีปั้นรูปเหมือนของพระองค์ไว้ถึง 7 รูป ซึ่งคุณชายจักรรถระบุว่า ไม่น่าจะมีช่างคนใดในโลกที่สร้างรูปเหมือนของผู้อื่นไว้มากขนาดนี้

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

10 มีนาคม พ.ศ. 2490 บรรยากาศโศกเศร้าปกคลุมทั่ววังปลายเนิน เมื่อพระผู้นำของบ้านสิ้นพระชนม์ลง อาจารย์ฝรั่งอยู่ที่นั่นด้วย เพื่อแสดงความอาลัยต่อกัลยาณมิตรของท่าน

“ท่านสิ้นพระชนม์เมื่อผมอายุแค่สองขวบครึ่ง ผมจำพระองค์ท่านได้ในวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ผมถูกพาขึ้นไปบนห้องบรรทมบนตำหนักตึกที่วังปลายเนินแห่งนี้ มีเตียงเหล็กตัวหนึ่ง มีคนแก่มากนอนอยู่ ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตาผมสูงกว่าขอบที่นอนแค่นิดเดียว แค่จมูก ผมเข้าใจว่าเป็นวันที่ท่านสิ้น ผู้หลักผู้ใหญ่ก็พาผมไปกราบลาท่านก่อนสิ้นพระชนม์” ม.ร.ว.จักรรถ ระลึกความทรงจำที่เคยได้เข้าเฝ้าฯ ‘สมเด็จปู่’

“ผมจำได้ชัดๆ ว่ามีเสียงผู้ใหญ่พูดว่า ‘จักร ไปได้แล้ว’ เด็กอายุสองขวบเศษก็เลยเข้าใจเอาเองว่าถูกพาขึ้นไปกราบลาหรือส่งเสด็จ พอลงมาข้างล่าง จำได้ว่าเห็นอาจารย์ศิลป์ยืนอยู่ข้างล่างของตำหนักตึก เอาศีรษะโขกกับฝาผนัง ปากก็พึมพำอะไรฟังไม่รู้เรื่อง แต่ผู้ใหญ่เล่ากันว่า แกพึมพำว่า ‘พอกันที พอกันที…’”

แม้เมื่อสิ้นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม แต่พระเกียรติคุณยังคงอยู่ พระทายาทและทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ได้ช่วยกันสืบสานจิตวิญญาณศิลปินผ่านการมอบ ‘รางวัลนริศ’ แก่นักเรียนศิลปะไทยฝีมือเยี่ยมที่ต้องผ่านคัดเลือกอย่างเข้มข้น มอบรางวัลไปแล้วกว่า 1,500 คน หลายคนเจริญก้าวหน้าเป็นกำลังสำคัญของชาติในด้านศิลปะ อีกทั้งยังมีการจัดการเรียนการสอนดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทยที่วังปลายเนิน สมดังที่ท่านเจ้าของวังทรงเป็นเอกทั้งด้านสถาปัตยศิลป์ วิจิตรศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และวรรณศิลป์

สมัยนั้นอาจไม่มีใครกล้าขอประทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับทัศนคติการดำเนินชีวิต แต่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงทำให้ดูว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ชอบพูดกันว่า ‘ใช้ชีวิตให้คุ้ม’ และ ‘You only live once.’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร เพราะทรง ‘ทำโน่นทำนี่’ จนเกินคุ้มมาตลอด 83 ปีแห่งพระชนม์ชีพ และเป็นการทำงานที่ยังประโยชน์และความภาคภูมิใจแก่ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ชาวต่างชาติที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยต่างรู้ดีว่า Prince Naris คือใคร และทรงทำอะไร

“ผมภาคภูมิใจมากที่ชีวิตนี้ได้เกิดมาเป็นหลานปู่ของท่าน” ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ถ้าใครสนใจร่วมเดินทำความรู้จักบ้านปลายเนินกับราชสกุลจิตรพงศ์ในกิจกรรม Walk with The Cloud : บ้านปลายเนิน วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562 สามารถอ่านรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน กรมพระยานริศ, บ้านปลายเนิน

ภาพ : บ้านปลายเนิน

เอกสารประกอบการเขียน

ฐิระวัฒน์ กุลละวณิชย์. เบิกศิลป์ปรีชาแท้ เลิศแล้วเมธี. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งและพับลิชชิ่ง, 2554
ลาวัณย์ โชตามระ. ย้อนรอยราชตระกูล. กรุงเทพฯ: โชคชัยเทเวศร์, 2530
บ้านปลายเนิน คลองเตย. กรุงเทพฯ: รำไทยเพรส, 2537

ขอขอบคุณ

พระทายาทและทายาทราชสกุลจิตรพงศ์

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เวลานึกถึงการดื่มกาแฟ บางคนอาจจะเห็นภาพบรรยากาศชิลล์ ๆ สบาย ๆ วันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาพิเศษที่มีไว้สำหรับตัวเราโดยเฉพาะ ไม่รู้สึกว่าต้องแข่งกับใคร

แต่นั่นเป็นเพียงด้านเดียวของโลกกาแฟ

จริง ๆ แล้วกาแฟก็มีการแข่งขันรสชาติเข้มข้นไม่ต่างจากวงการกีฬา มีทั้งการแข่งขันระดับประเทศจนถึงระดับโลก ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจากนานาประเทศต่างเข้าร่วมด้วยความตั้งใจว่า อย่างน้อยจะทำให้ประเทศของตนเป็นที่รู้จักบน Coffee Maps ได้

ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือด Roast Runner โรงคั่วกาแฟแบรนด์คนไทย คว้ารางวัลชนะเลิศสาขา Packaging จากการแข่งขัน Specialty Coffee Expo 2022 ที่บอสตันมาแล้ว

กว่าจะสร้างสรรค์แพ็กเกจจิ้งกาแฟให้กลายเป็นแชมป์เปี้ยนจะต้องผ่านอะไรมาบ้าง เราตาม แท็ป-ธนทัต สมบัติพานิช และ แชมป์-วรุตม์ ตั้งสุริยาไพศาล ไปเบื้องหลังห้องเก็บตัวนักกีฬากัน

Roast Runner โรงคั่วกาแฟที่ออกแบบแพ็กเกจเอง จนได้รางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับโลก

ออกแบบเล่น ๆ จนได้แข่งจริง

พวกเขาทำอะไรกันมาก่อนนะ

ก่อนที่แชมป์และแท็ปจะสร้างโรงคั่วให้เป็นที่รู้จัก คงจะมีเรื่องราวยืดยาวและเหตุผลซับซ้อน นำพาพวกเขาเข้าวงการกาแฟอย่างแน่นอน

“พอผมเรียนจบวิศวะคอมพิวเตอร์มา ก็เริ่มศึกษากาแฟแล้วมาเปิดโรงคั่วเลยครับ” แท็ปเล่า แชมป์เสริมว่า แท็ปไปเทกคอร์สการคั่วกาแฟระหว่างเรียนปริญญาโทที่อังกฤษด้วย

“ส่วนผมก็ทำบาริสต้าในร้านกาแฟมาก่อน พอชอบกาแฟก็เลยศึกษาเยอะ” แชมป์เล่าบ้าง

เรื่องราวกลับง่ายเกินคาด

ด้วยความที่สนใจกาแฟกันอยู่แล้วตั้งแต่ 6 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นกระแสกาแฟในไทยเพิ่งเริ่มก่อคลื่น ทั้งสองอยากแนะนำคนไทยให้รู้จัก Specialty Coffee ที่พวกเขารักให้มากขึ้น จึงร่วมมือกันตั้งโรงคั่วกาแฟแห่งนี้

Roast Runner โรงคั่วกาแฟที่ออกแบบแพ็กเกจเอง จนได้รางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับโลก

เราเริ่มเข้าเรื่องการส่งแพ็กเกจจิ้งกาแฟเข้าแข่งขัน

“ก่อนหน้านี้ออกแบบอะไรมาก่อนไหม” เราถามต่อ พร้อมเตรียมนิ้วนับผลงานมากมายที่แท็ปต้องเคยออกแบบอย่างโชกโชน

“ไม่เคยออกแบบจริงจังเลยครับ ไม่เคยเรียนออกแบบด้วย” แท็ปตอบ

“แท็ปเขาเคยแต่ออกแบบเล่น ๆ สมัยก่อนที่เคยเรียนด้วยกันก็ทำเสื้อขายในโรงเรียน หรือออกแบบสติกเกอร์เล่น ๆ อะไรอย่างนั้น” แชมป์ผู้เป็นเพื่อนมัธยมเล่าย้อนอดีต

ตัวแพ็กเกจจิ้งที่ส่งประกวดจึงถือเป็นการออกแบบจริงจังครั้งแรกของแท็ป แต่กลับคว้ารางวัลที่ 1 จากเวทีแข่งขันกาแฟระดับโลกมาได้

‘การออกแบบเล่น ๆ’ ที่ว่านั้นเป็นอย่างไร ถึงปั้นแชมป์แพ็กเกจจิ้งออกมาได้สำเร็จ และแพ็กเกจจิ้งตัวแชมป์นั้นมีดีอย่างไร ชักอยากรู้แล้วสิ

แนะนำนักกีฬา MVB : Most Valuable Beans

แพ็กเกจจิ้งกาแฟที่ไปคว้ารางวัลมา คือชุดกาแฟ MVB Colombian โดย ‘MVB’ ย่อมาจาก Most Valuable Beans ซึ่งล้อกับ ‘MVP’ หรือ Most Valuable Players ที่ใช้กันบ่อยครั้งในวงการกีฬา

“MVP คือคนที่ทำสกอร์ได้ดี ทำแต้มได้เยอะ Perform ได้ดีในวงการกีฬา เราเลยตั้งชื่อโปรดักต์ของเราเองซึ่งไม่เคยมีใครใช้ว่า MVB เป็นการรวมกาแฟสเปเชียลตี้ที่สกอร์สูงมาก ๆ ไว้ด้วยกัน” เมล็ดกาแฟแต่ละตัวใน Boxset ชุดนี้ จึงต้องหายากที่สุดและพิเศษที่สุดเท่านั้น

Roast Runner โรงคั่วกาแฟที่ออกแบบแพ็กเกจเอง จนได้รางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับโลก

แม้จะเป็นการออกแบบจริงจังครั้งแรกของแท็ป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีกระบวนการขัดเกลาดีไซน์ก่อนส่งเข้าแข่งขัน เพราะ Boxset ชุดนี้ใช้เวลาพัฒนาประมาณ 4 ปี และผ่านมา 4 เวอร์ชันด้วยกัน

“เวอร์ชันนี้ แท็ปตั้งใจทำทั้งวัสดุ การจับ หรือกระป๋อง พัฒนามาเรื่อย ๆ ปีนี้รู้สึกว่ามันสวยแล้ว ก็เลยจะหาสนามแข่งให้ตัวโปรดักต์ นี่เป็นแพ็กเกจจิ้งที่ตั้งใจทำส่ง SCA Packaging Design เพราะเห็นว่าเหมาะกับรายการนี้ที่สุดแล้ว”

ก่อนหน้านี้ Roast Runner เคยได้รับรางวัลเกี่ยวกับเมล็ดกาแฟ และเคยคว้ารางวัลที่ 4 ของโลกจากการแข่งขัน Cup Tasters ในงาน Brazil World Coffee Championship 2018 มาแล้ว นั่นเป็นการแข่งขันที่ผู้เข้าร่วมต้องแยกแยะความแตกต่างของกาแฟหลากถ้วยที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งอาจต่างกันตั้งแต่วิธีคั่ว แหล่งปลูก และวิธีชง

แต่นี่คือครั้งแรกที่พวกเขาคว้ารางวัลสาขา Packaging

การออกแบบแพ็กเกจจิ้งได้ดี คงต้องเข้าใจก่อนว่าสิ่งนี้มีหน้าที่หรือความสำคัญอย่างไรต่อประสบการณ์การดื่มกาแฟ เราจึงถามแท็ปในฐานะผู้ปลุกปั้นแพ็กเกจ MVB ว่าเขามีมุมมองอย่างไร

“แพ็กเกจจิ้งเป็นเหมือนนามบัตร อธิบายว่าเราเป็นใคร มันต้องอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ” แท็ปเล่า สมัยก่อนข้อมูลบนถุงกาแฟ 1 ถุง ต้องมีทั้งวันที่คั่ว แหล่งปลูก สายพันธุ์กาแฟ และ Tasting Note ของกาแฟ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มาในรูปแบบตัวอักษรเฉย ๆ โรงคั่วกาแฟในตอนนั้นออกแบบมาหน้าตาเหมือนกันหมด

Roast Runner จึงต้องการเปลี่ยนวิธีสื่อสารข้อมูลเหล่านี้กับผู้บริโภคใหม่ โดยใช้ภาพและสีบนแพ็กเกจจิ้งเป็นตัวสื่อ ให้มองปุ๊บแล้วรู้เลยว่ารสชาติกาแฟจะออกมาแนวไหน

“เพราะกาแฟเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง Abstract เลยมีการใส่รูปและใช้สี เช่น กาแฟตัวนี้เราได้รสผลไม้สีม่วงนะ เราดื่มตัวนี้ เราได้โทนเป็นถั่ว ถ้าเป็นช็อกโกแลตก็จะได้ออกมาเป็นสีน้ำตาล เราทำให้ไอเดียชัดเจนขึ้น”

พอฟังมาถึงจุดนี้ ก็เริ่มเข้าใจว่าความพิเศษแรกของแพ็กเกจจิ้งนี้คืออะไร

เวลาจิบกาแฟ 1 จิบ นอกจากสารคาเฟอีนแล้ว คงมีน้อยคนที่จะเข้าใจถึงสารอื่น ๆ ที่กาแฟต้องการสื่อ แพ็กเกจของ Roast Runner จึงทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษากาแฟอันละเอียดซับซ้อนให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

สำหรับคนรักกาแฟที่ลิ้นคงผ่านกาแฟมาหลายรส บางทีอยากหวนกลับไปหารสชาติกาแฟที่ครั้งหนึ่งเคยถูกใจ แต่หาไม่เจอเพราะรสชาติกาแฟมีนับไม่ถ้วน แพ็กเกจจิ้งที่ใช้รูปและสีเป็นสื่อกลางจะช่วยนำคนกับกาแฟที่ประทับใจมาพบกันได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ที่เพิ่งเริ่มรักกาแฟ ก็เรียน ก ข ค ง ภาษากาแฟได้ผ่านแพ็กเกจจิ้งรูปแบบนี้ ถ้าเข้าใจภาพและสี ก็เข้าใจความซับซ้อนของกาแฟได้เช่นกัน

แต่กว่าจะได้ออกมาเป็นภาพง่าย ๆ ผู้สร้างสรรค์ต้องเข้าใจทั้งภาษากาแฟและภาษาผู้บริโภคเป็นอย่างดี

“ผม แท็ป และทีมงาน Roast Runner พอชิมแล้วก็ระดมสมองกันว่าตัวนี้มันใกล้กับอะไร” แชมป์พูดถึงการทำงาน “เราอยากสื่อสารกับผู้บริโภคให้มองครั้งเดียวแล้วเข้าใจ ก็ต้องศึกษาว่าเขารู้จักอะไรพวกนี้หรือเปล่า ถ้าเอาภาพขนมอะไรแปลก ๆ มาคนจะจำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่คนไทยรู้จักด้วย เพราะเราขายคนไทยเป็นหลัก” สุดท้ายก็คือการเชื่อมโยงสิ่งของที่หาได้ในชีวิตประจำวันเข้ากับรสชาติของกาแฟนั่นเอง

แพ็กเกจจิ้งของ MVB ที่คว้ารางวัลกลับมา ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งของที่หาง่ายในชีวิตของคนคนหนึ่งเช่นกัน นั่นคือ ‘กล่องรองเท้ากีฬา’

Roast Runner โรงคั่วกาแฟที่ออกแบบแพ็กเกจเอง จนได้รางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับโลก

ที่แบรนด์มีคอนเซ็ปต์มาทางกีฬาขนาดนี้ เพราะเขาสองคนเล่นกีฬากันหรือเปล่า

“เราเล่นกีฬา แต่ไม่ได้จริงจังมาก เราชอบดูกีฬา ชอบสไตล์ของกีฬา ชอบติดตามชีวิตนักกีฬา คนที่มีความสามารถที่สุดในด้านต่าง ๆ หรือนักกีฬาที่เป็นตำนานในทุก ๆ วงการ” แชมป์อธิบาย ด้วยความที่ชื่อ Roast Runner เชื่อมโยงกับการวิ่ง กล่องรองเท้าจึงเป็นแรงบันดาลใจที่เข้ากัน ผนวกกับสีที่ดูแอคทีฟแบบนักกีฬา คอนเซ็ปต์นี้นอกจากสื่อถึงบุคลิกของนักกีฬาแล้ว ยังทำให้เราเห็นภาพบุคลิกของแบรนด์ Roast Runner อีกด้วย

แชมป์และแท็ปบอกว่า Roast Runner คือความสปอร์ต ป๊อป ๆ แข็งแรง และไม่หยุดนิ่ง พวกเขาหากาแฟใหม่ ๆ กาแฟ Exotic มานำเสนอเรื่อย ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้ผู้บริโภค เปรียบเสมือนนักกีฬาที่ไม่หยุดนิ่ง และพัฒนาทักษะของตนเองให้เหนือกว่าเดิมอยู่ตลอด

Roast Runner โรงคั่วกาแฟที่ออกแบบแพ็กเกจเอง จนได้รางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับโลก

ความพิเศษอีกอย่างของการนำรสชาติกาแฟมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่หาได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน คือการทำให้กาแฟใกล้ชิดกับผู้ดื่มมากขึ้นอีกนิด จริง ๆ แล้วรสชาติกาแฟซ่อนอยู่ในรสชาติต่าง ๆ ที่เราเจอในชีวิต เพียงแค่เราคอยสังเกตและจินตนาการตาม และแน่นอนว่าเมื่อเริ่มเข้าใจและสนิทกับอะไรมากขึ้น เราก็จะให้ค่าและผูกพันกับสิ่งนั้นมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่แชมป์หวัง เมื่อใครก็ตามได้รับแพ็กเกจจิ้งจาก Roast Runner

“อยากให้ลูกค้ารับไปแล้วไม่กล้าทิ้ง เหมือนเขาซื้อ Apple แล้วเก็บกล่องไว้เป็นที่ระลึก ทุก ๆ รุ่นก็จะดีไซน์อย่างนั้น” แชมป์พูด

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือหน้าตาของ MVB Colombian นักกีฬาผู้เข้าชิง

ลงสนาม

เมื่ออยู่ในสนามแข่งเวทีระดับโลกแล้ว การเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว เป็นเพียงด่านทดสอบหนึ่งที่แพ็กเกจจะต้องผ่านให้ได้ เกณฑ์การตัดสินดูตั้งแต่ดีไซน์ว่า มีรูปแบบ สี ผิวสัมผัส หรือวัสดุแตกต่างจากคนอื่นในตลาดยังไง ดูว่าดีไซน์น่าดึงดูดขนาดไหน และสร้างประสบการณ์ในเชิงบวกมากน้อยเท่าไหร่ แต่ตัวที่ตัดกันหลัก ๆ เห็นจะเป็นความ Sustainable ของแพ็กเกจ ซึ่งก่อนจะตีโจทย์นี้ได้ก็ต้องรีเสิร์ชพอสมควร จนออกมาเป็นดีไซน์ที่ยั่งยืนใน 2 มิติหลัก

มิติแรก คือการใช้วัสดุทั้งด้านนอกและในแพ็กเกจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านนอกใช้กระดาษที่ได้รับการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) เมื่อนำกระดาษมาใช้จะมีการปลูกต้นไม้ทดแทน ส่วนเมล็ดกาแฟที่อยู่ด้านในสั่งตรงมาจากค่ายกาแฟที่โคลอมเบีย ซึ่งทำทั้งกาแฟประกวดและกาแฟเพื่อสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น

โรงคั่วกาแฟ Roast Runner กับเบื้องหลังรางวัลชนะเลิศสาขา Packaging จากเวที Specialty Coffee Expo 2022 ที่บอสตัน

มิติที่สอง คือการสร้างฟังก์ชันของแพ็กเกจให้ถนอมตัวกาแฟไว้ได้นานเพื่อลดขยะอาหาร โดยด้านในกระปุกกระดาษบุด้วย Aluminium Foil แล้วใช้ Silica Gel ปิดกันความชื้น เพื่อเพิ่มอายุของกาแฟให้เก็บในตู้แช่แข็งได้นาน 3 – 6 เดือน

นอกจากนั้น ยังแนบคู่มือดื่มกาแฟแบบ Zero Waste ไปด้วย โดยมีคำแนะนำตั้งแต่การชงกาแฟ 1 แก้วต้องใช้ส่วนผสมเท่าไหร่ เพื่อลดเศษเหลือให้มากที่สุด ไปจนถึงเสนอกิจกรรมสนุก ๆ ให้ผู้ซื้อลองนำแพ็กเกจกาแฟมาใช้ต่อในรูปแบบอื่น ๆ เช่น นำไปปลูกต้นไม้ นำไปใส่ดินสอ ถ้าใครมีไอเดียแจ่ม ๆ นอกจากนี้มาแชร์ ทาง Roast Runner ก็จะมีของรางวัลให้ เรียกว่าเป็นการเชิญชวนผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย

ด้วยฟังก์ชันถนอมกาแฟและความใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ใส่ลงไปในกระบวนการสร้างสรรค์ บวกกับดีไซน์เตะตา ดูกีฬา ๆ ของ MVB จึงทำให้ Roast Runner คว้ารางวัลอันดับ 1 ของโลก สาขา Packaging จากสนาม Specialty Coffee Expo 2022 สำเร็จ

Post – Match

แต่ก็เหมือนกับนักกีฬาคุณภาพทุกคนเมื่อแข่งเสร็จ ไม่ว่าจะคว้าถ้วยไหนมาก็ย่อมต้องสะท้อนการแข่งขันที่ผ่านไปแล้ว และเริ่มเตรียมตัวสำหรับสนามถัดไป เราจึงถามทั้งสองว่า หลังจากไปแข่งกลับมา อยากจะพัฒนา Roast Runner ต่อไปในด้านไหนบ้าง ซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการพัฒนาหลัก ๆ คือการพัฒนาการผลิตและระบบขายออนไลน์ให้สะดวกรวดเร็วขึ้นสำหรับผู้บริโภค

โรงคั่วกาแฟ Roast Runner กับเบื้องหลังรางวัลชนะเลิศสาขา Packaging จากเวที Specialty Coffee Expo 2022 ที่บอสตัน

นอกจากนี้ แชมป์ยังอยากกลับมาฝึกตนให้พร้อมสำหรับการแข่งขัน Cup Taster ในรอบต่อไป โดยมีจุดหมายสูงสุดคือเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งแชมป์คิดว่าไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะเคยแตะอันดับ 4 ของโลกมาแล้ว

เมื่อถามว่ามีสนามไหนที่อยากไปแข่งอีกไหม หลังจากที่ได้ลงแข่งในสนามน้อยใหญ่มามากมาย พวกเขาตอบว่าถ้ามีเวทีไหนน่าสนใจก็จะลงแข่งอีก แต่สนามนั้น ๆ ต้องได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ

ส่วนสนามแข่งก่อน ๆ ที่เข้าร่วมมาทั้งหมด พวกเขาก็เก็บเกี่ยวบทเรียนจากผู้เข้าแข่งขันอื่น ๆ กลับมาด้วย

“ดูแล้วบ้านเราต้องเตรียมตัวและต้องมีการสนับสนุนอีกเยอะ เพราะทีมจากต่างประเทศเขาแข็งแกร่ง แต่เราไปกันเอง เราอาจจะได้เงินสนับสนุนจากทางสมาคมในบ้านเราอยู่ เพราะว่าเป็นกฎของทีม World Coffee ว่าให้สนับสนุนผู้เข้าแข่งขัน แต่จริง ๆ มันครอบคลุมแค่ตัวผู้เข้าแข่งขัน ส่วนผู้ติดตามรวมถึงการซ้อมเราจัดการเองหมด

“ถ้าเราไม่ได้ทำงาน Roast Runner เราอาจจะไม่ได้ซ้อมขนาดนี้ เพราะว่าอุปกรณ์ เมล็ดกาแฟ องค์ประกอบ มันเยอะมาก” แชมป์ชี้แจง “คิดว่าต้องพัฒนาอีกเยอะครับ เพราะบ้านอื่นเขาแรงจริง ทีมเขาพร้อม”

แม้ว่าตอนนี้กาแฟเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในไทย และเริ่มเป็นที่นิยมมากกว่าประเทศเอเชียอีกหลาย ๆ ประเทศ แต่คนต่างชาติก็ยังไม่ได้มองเราอยู่ใน Coffee Maps หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ไม่มีใครรู้ว่าประเทศไทยปลูกกาแฟด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงยังมีพื้นที่สำหรับพัฒนาวงการกาแฟไทยอีกมาก

โรงคั่วกาแฟ Roast Runner กับเบื้องหลังรางวัลชนะเลิศสาขา Packaging จากเวที Specialty Coffee Expo 2022 ที่บอสตัน

สุดท้ายแล้วการแข่งขันไม่ว่าในวงการใด จุดประสงค์สำคัญก็เพื่อผลักดันให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องก้าวหน้าไปด้วยกันเป็นหนึ่งทีม

“ด้วยค่ายต่าง ๆ ในไทย สมาคมต่าง ๆ ผมว่ามันกระจัดกระจาย เขาไม่ได้รวมตัวกันเพื่อผลักดันไปในทิศทางเดียวกัน” การมีสมาคมหลักของคนไทยที่สนับสนุนด้านกาแฟโดยเฉพาะ อาจถือเป็นหนึ่งในหนทางผลักดันวงการกาแฟไทยให้ยกระดับขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load