เราเคยพยายามทดลองการใช้ชีวิตแบบ Zero-waste เป็นเวลา 1 วัน ถึงแม้จะเป็นระยะสั้นๆ แต่เราก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

เพราะนอกจากจะต้องกินชาไข่มุกโดยใช้ช้อนสแตนเลสแล้ว เรายังต้องข่มใจห้ามซื้อขนมกรุบกรอบ ลูกอม น้ำอัดลมที่มาในรูปแบบขวดพลาสติก และผลิตภัณฑ์อีกหลายๆ อย่างที่ล้วนขายอยู่ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบ Single-use ด้วย ซึ่งสำหรับคนเมืองอย่างเรา บางครั้งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรจุภัณฑ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกให้ชีวิตอย่างมหาศาล

เมื่อการผลิตขยะพลาสติกอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นจริงๆ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เราจะมีชีวิตปลอดขยะได้อย่างไร” แต่เป็น “เราจะจัดการกับขยะพลาสติกแบบ Single-use อย่างไรถึงจะดีต่อโลกใบนี้ที่สุด” มากกว่า

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

เราจึงขอมาพูดคุยกับ โดมินิก-ภูวสวัสดิ์ จักรพงศ์ นักสิ่งแวดล้อมลูกครึ่งไทย-อังกฤษ และไดเรกเตอร์ของ Precious Plastic Bangkok โครงการรีไซเคิลพลาสติกที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ถึงที่มาของโปรเจกต์เปลี่ยนชีวิตของขยะพลาสติกซึ่งใครๆ ก็มองว่าไร้ค่าออกมาเป็นโปรดักต์สุดเก๋ ผ่านกระบวนเวิร์กช็อปในโรงเรียนและชุมชนที่ช่วยเปลี่ยนแปลงความคิดของคนท้องที่เกี่ยวกับขยะพลาสติกไปทีละเล็กทีละน้อย

เนื่องจากสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เด็ก โดมินิกตัดสินใจศึกษาเกี่ยวกับ Environmental Policies ในระดับมหาวิทยาลัยที่สหราชอาณาจักร ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบโลก รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาทั้งในระดับนโยบายภาครัฐ หน่วยงานสังคม และหน่วยงานระหว่างประเทศ

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

จนเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว เขาย้ายกลับมายังประเทศไทยเพื่อทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเริ่มเล็งเห็นปัญหาขยะพลาสติกที่รุนแรงในประเทศเรา “แทบจะทุกๆ ที่ที่คุณไป ไม่ว่าจะไปช้อปปิ้ง หรือไปทานอาหาร มันมีแต่พลาสติกเต็มไปหมด เราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้เลย มันทำให้ผมรู้สึกแย่ เพราะผมเองก็ผูกพันกับประเทศไทยมาก การต้องมาเห็นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นี่ถูกทำลายด้วยมลพิษทางพลาสติกมันน่าเศร้า จนผมรู้สึกว่าตัวเองต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง” โดมินิกพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เขาเริ่มจากการจัดการขยะในบ้านตัวเอง รวมถึงย่านที่เขาอยู่อย่างท่าเตียนและวัดพระแก้ว แต่อีกด้านเขาก็คิดว่าการทำเพียงเท่านี้ไม่อาจสร้างผลกระทบต่อคนหมู่มากได้ เมื่อได้รับโอกาสให้เป็นประธานของ Precious Plastic Bangkok เขาจึงรีบตอบรับทันที

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

What is Precious Plastic?

สำหรับใครที่สงสัย เราขอเล่าให้ฟังก่อนว่า Precious Plastic คือโปรเจกต์เพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระดับนานาชาติ เริ่มต้นขึ้นจากหนุ่มดัตช์คนหนึ่งชื่อ Dave Hakkens เมื่อปี 2013 โดยคอนเซปต์หลักๆ คือ เดฟได้ออกแบบเครื่องรีไซเคิลพลาสติก แล้วนำแบบนั้นอัพโหลดลงบนอินเทอร์เน็ตทั้งในรูปแบบ Blueprints และ Technical Drawing เพื่อให้ใครก็ได้มาดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีๆ โดยมีวิดีโอที่อธิบายขั้นตอนการสร้างเครื่องรีไซเคิลนี้อย่างละเอียด

เดฟเชื่อว่า ใครๆ ก็สามารถรีไซเคิลพลาสติกของตัวเองและชุมชนของตัวเองได้ง่ายๆ ต่อให้เป็นชุมชนที่อาจจะไม่มีเงินมากก็สามารถแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกของตัวเองได้หลังบ้านตัวเอง โดยไม่ต้องเอาไปชั่งกิโลขายให้กับพ่อค้าคนกลางเพื่อนำไปรีไซเคิลอีกที แถมชุมชนยังสามารถรีไซเคิลขยะเหล่านั้นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เอาไปขายเพื่อสร้างรายได้กลับมาที่ชุมชนอีกด้วย

สำหรับกลุ่ม Precious Plastic Bangkok นั้นจัดตั้งขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยในขณะนี้มีสมาชิกราว 5 – 10 คน ซึ่งเป็นอาสาสมัครทั้งหมด พวกเขาต่อยอดไอเดียของเดฟ โดยการนำโมเดลนี้มาใช้ในกรุงเทพฯ พวกเขาจะเริ่มนำเครื่องรีไซเคิลไปติดตั้งที่แรกในชุมชนบึงพระรามเก้า ทั้งยังร่วมมือกับองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อย่าง Trash Hero เพื่อสร้างการตระหนักรู้ด้านปัญหาพลาสติกในวงกว้าง

Precious Plastic, ขยะพลาสติก Precious Plastic, ขยะพลาสติก

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

           

กฎข้อแรกก็คือห้ามทิ้ง

“เมื่อก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทย กระบวนการรีไซเคิลพลาสติกมันซับซ้อนและยุ่งยากมาก ต้องมีคนที่เดินหรือปั่นจักรยานไปเก็บขวดพลาสติก ซึ่งเขาก็ไม่ได้เอาไปรีไซเคิลเอง แต่ต้องเอาไปขายให้พ่อค้าคนกลาง แล้วพ่อค้าคนกลางก็เอาไปขายให้บริษัทอื่นที่ทำเรื่องรีไซเคิลโดยเฉพาะอีกที

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

“แต่ Precious Plastic พยายามทำให้คุณลุงคนนั้นหมุนรถกลับไปที่ชุมชนตัวเองที่มีเครื่องรีไซเคิลพลาสติกอยู่พร้อม แล้วขายขวดให้ชุมชน ซึ่งมันจะได้รับการรีไซเคิลได้เลยในชุมชน โดยเปลี่ยนแปลงให้มันเป็นของที่มีประโยชน์ หรือขายได้ราคา แล้วก็นำกำไรกลับมาที่ชุมชน นั่นแหละคือเป้าหมายของเรา”

สิ่งสำคัญที่กลุ่ม Precious Plastic เน้นคือ คนในชุมชนต้องเปลี่ยนมุมมองว่าพลาสติกไม่ใช่ขยะที่ใช้แล้วต้องโยนทิ้ง แต่มันมีคุณค่ามากพอที่จะมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ได้

“มันฟังดูน่าเหลือเชื่อนะที่คุณจะออกไปเก็บขยะเหลือใช้ที่ถนนหน้าบ้าน แล้วก็เอาไปใส่เครื่องรีไซเคิล จากนั้นมันก็แปลงโฉมออกมาเป็นที่รองแก้วสีสันสดใสที่ขายได้ในราคาประมาณ 150 บาท” เขาหยิบที่รองแก้วรูปหกเหลี่ยมสีฟ้า-ขาวมาให้เราดู ซึ่งหากมองแค่รูปลักษณ์เราคงไม่รู้ว่าที่รองแก้วชิ้นนี้ทำมาจากฝาขวดพลาสติก เพราะนอกจากจะมีมีความคงทน ใช้งานง่ายแล้ว ยังมีลวดลายละเอียดลออที่ดูราวกับเป็นงานศิลปะอีกด้วย

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

สวยงามตามท้องเครื่อง

แน่นอนว่าในกระบวนการรีไซเคิล จะต้องมีพระเอกตัวเก่งอย่างเครื่องรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพและใช้งานง่าย ซึ่งในขณะนี้ Precious Plastic Bangkok ได้มีไว้ครอบครองอยู่ 2 เครื่องด้วยกัน 

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

หนึ่ง เครื่องบด ซึ่งเป็นสเต็ปแรกในกระบวนการรีไซเคิล โดยผู้ใช้จะต้องใส่ฝาขวดพลาสติกลงไป แล้วเครื่องจะบดฝาขวดเหล่านี้ออกมาเป็นเกล็ดเล็กๆ ในขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งเซนติเมตร

จากนั้นก็นำเกล็ดพลาสติกไปใส่เครื่องที่ 2 ซึ่งเป็นเครื่องอัดรีดพลาสติก หรือ Extrusion Machine ทำหน้าที่ละลายพลาสติกออกมาเป็นของเหลวในลักษณะเส้น หน้าตาคล้ายกับเส้นสปาเกตตี โดยเส้นสปาเกตตีพลาสติกนี้ก็จะสามารถนำไปใส่ในแม่พิมพ์ เพื่อขึ้นรูปออกมาเป็นสิ่งของได้ เช่น ที่รองแก้ว แก้วน้ำ กล่องใส่ปากกา หรือกระถางต้นไม้

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือบดพลาสติก เพราะมันสามารถเพิ่มที่เก็บได้เยอะ สมมติว่าคุณมีขวดพลาสติกอยู่ 1 ตัน มันอาจจะกินเนื้อที่รถกระบะทั้งคัน แต่เมื่อคุณบดมัน มันก็จะกินเนื้อที่น้อยกว่านั้นถึง 10 เท่า

“ขณะนี้พวกเรากำลังทดลองว่าเครื่องอัดรีดพลาสติกจะสามารถสร้างเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้บ้างที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน และอาจจะเอามาใช้ในงาน 3D Printing ด้วย”

Precious Plastic x Trash Hero

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

นอกจากกิจกรรมเวิร์กช็อปในชุมชน ที่ Precious Plastic ตั้งใจจะให้มีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้แล้ว พวกเขายังร่วมมือกับ Trash Hero กลุ่มอาสาสมัครเก็บขยะตามพื้นที่ต่างๆ ในการสร้างความตระหนักด้านปัญหาขยะให้กับคนทั่วไปด้วย โดยกิจกรรมล่าสุดเพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาที่ชุมชมบึงพระรามเก้า

“ผมคิดว่า Precious Plastic และ Trash Hero เป็นการร่วมมือกันที่เพอร์เฟกต์มาก เพราะเราเติมเต็มกันและกันได้ดี Trash Hero เขาก็จะออกไปเก็บขยะมา แล้วก็สามารถย้ายมาที่เบสของเรา เพื่อแยกประเภท ทำความสะอาด และรีไซเคิล ทั้งยังคืนกำไรให้ชุมชนนั้นๆ ที่เราไปเก็บขยะมาด้วย”

Precious Plastic, ขยะพลาสติก Precious Plastic, ขยะพลาสติก

ในอีเวนต์ที่ผ่านมา โดมินิกได้เรียนรู้ว่าขยะที่เก็บมาส่วนใหญ่นั้นสกปรกมากและไม่สามารถเอามารีไซเคิลได้ทันทีอย่างที่คิดไว้ เพราะเป็นขยะที่มาจากคลอง ปนเปื้อนไปด้วยขยะอินทรีย์ต่างๆ อีกหลายชั้น จนแทบจะดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร “สิ่งนี้ก็ทำให้เราต้องคิดเหมือนกันว่าหลังจากนี้เราควรไปเก็บขยะที่ไหนดี เพราะเราไม่ได้มีทีมที่ใหญ่ถึงขนาดสามารถมานั่งแยกขยะและทำความสะอาดขยะได้ทั้งวัน

“ครั้งนั้นเราเก็บขยะมาได้ประมาณ 600 กิโลกรัม และประมาณครึ่งหนึ่งสามารถเอามารีไซเคิลได้ โดยเก็บหลอดพลาสติกมาได้ทั้งหมด 1,500 หลอด และขวดพลาสติกมากกว่า 900 ขวด ซึ่งถือเป็นจำนวนมากสำหรับคลองๆ หนึ่ง ถ้าเราปล่อยไว้ ขยะเหล่านี้มันก็ไม่ได้ไปไหน มีแต่เน่าอยู่ในคลอง หรือถ้าฝนตกหนักมันก็อาจจะไหลลงเจ้าพระยา แล้วก็ไปจบที่อ่าวไทย และอาจคร่าชีวิตสัตว์ทะเลในที่สุด”

Life in Plastic, It’s Fantastic

ความคาดหวังของ Precious Plastic คือการช่วยเปลี่ยนมุมมองพลาสติกในสายตาของคนทั่วไปได้ โดยไม่ได้มองว่ามันเป็นขยะ แต่เป็นทรัพยากรที่มีค่า สามารถสร้างรายได้ต่อได้

“เราอยากให้คนเห็นว่าพลาสติกเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะยังไงมันก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว เราเห็นพลาสติกอยู่ทุกที่ ซึ่งจริงๆ แล้วพลาสติกเป็นวัสดุที่มีประโยชน์มาก เป็นแพ็กเกจจิ้งที่สะอาดและคงทน และด้วยความที่มันอายุการใช้งานนาน ก็หมายความว่าสามารถเอามารีไซเคิลได้เช่นกัน

“เราขอไม่บอกนะว่าพลาสติกคือศัตรู คือวายร้าย เพราะจริงๆ แล้วพลาสติกมันมีคุณค่า มีประโยชน์ เกินกว่าที่เราจะทิ้งมันลงแม่น้ำ เราควรที่จะเก็บและสะสมมันต่างหาก ก็เลยเรียกมันว่า Precious Plastic ไง (ยิ้ม)”

Precious Plastic, ขยะพลาสติก Precious Plastic, ขยะพลาสติก

ถึงจุดนี้ เราจึงอดถามไม่ได้ว่า ทำไมคนรักสิ่งแวดล้อมอย่างเขาถึงดูรักพลาสติกเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่นักอนุรักษ์คนอื่นๆ จะพยายามหลีกเลี่ยง หรือถึงขั้นเกลียดมันด้วยซ้ำ

“ผมคิดว่า สิ่งที่ผมทำสุดท้ายแล้วมันก็ส่งผลไปถึงการลดขยะพลาสติกนี่แหละ แค่เรามองกันคนละมุม ผมอยากให้พลาสติกที่เกิดจากชุมชนนั้นได้รับการรีไซเคิลอยู่ในชุมชน โดยไม่ต้องไปสร้างความเสียหายให้สิ่งแวดล้อมในทางอื่น เพราะฉะนั้น แก่นของเรามันไม่ใช่การซื้อพลาสติกเพิ่ม แต่มันคือการให้คนได้คิดถึงวิธีการอื่นๆ ในการเอาพลาสติกไปใช้ ซึ่งสุดท้ายมันก็ทำให้เราได้ลดการใช้พลาสติก นำมาใช้ซ้ำ และรีไซเคิล

“จุดประสงค์สูงสุดของ Precious Plastic คือการที่โลกนี้ไม่มีพลาสติกให้เรารีไซเคิลอีกแล้ว เช่นเดียวกับจุดหมายขององค์กรเราคือการที่ไม่ต้องมีองค์กรเราอยู่อีกต่อไป ถ้าเราสามารถทำให้คนทุกคนคำนึงถึงคุณค่าของพลาสติกได้ ก็เหมือนเราจบงานได้แล้ว ซึ่งยังเป็นหนทางอีกไกล”

Precious Plastic, ขยะพลาสติก Precious Plastic, ขยะพลาสติก

           

Make a Change

สุดท้ายนี้ โดมินิกยังฝากข้อคิดสำคัญไว้ให้เราว่า “ปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทยถือเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการ ประเทศเราติดท็อป 6 ของประเทศที่สร้างขยะมากที่สุดในโลก มันไม่ใช่แค่เรื่องขององค์กรใหญ่ หรือภาครัฐที่ต้องแก้ไขเท่านั้น แต่ประชาชนตัวเล็กๆ ก็ต้องช่วยกันด้วย

“รัฐบาลเองก็ต้องเริ่มแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะในประเทศอื่นเราเห็นมามากมายว่านโยบายของรัฐช่วยให้คนในประเทศลดการใช้พลาสติกได้จริงๆ เช่น ในสหราชอาณาจักรที่รัฐบาลเก็บค่าถุงพลาสติกตามห้างร้านต่างๆ และเมื่อผ่านไปแค่ 2 – 3 ปี ตัวเลขการใช้ถุงพลาสติกลดลงถึง 86% แค่เพิ่มเงินค่าถุงประมาณไม่กี่บาท

“ไม่ใช่แค่ประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น แต่รวมถึงประเทศยากจนอย่างเคนยา หรือประเทศกำลังพัฒนาอย่างมาเลเซีย เขาก็มีมาตรการลดการใช้พลาสติกแบบ Single-use เช่นกัน แล้วทำไมประเทศไทยจะทำแบบนั้นไม่ได้ล่ะ”

นอกจากนี้ โดมินิกยังเสริมว่า แม้จะไม่ใช่ภาครัฐหรือบริษัทใหญ่โต แต่คนตัวเล็กก็สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้ “ทุกๆ ครั้งที่คุณปฏิเสธการรับถุงพลาสติก มันก็เท่ากับคุณช่วยลดขยะที่จะไปอยู่ในมหาสมุทร แม่น้ำ หรือคลองแล้ว เพราะฉะนั้น ผมคงอยากบอกว่ามันเป็นภารกิจของคนทุกคนที่จะต้องแก้ปัญหานี้ คุณตั้งมันเป็น New Year’s Resolution ก็ได้ ว่าทุกๆ ครั้งที่ไปเที่ยวชายหาดหรือเดินเล่นที่ต่างจังหวัด แค่เก็บเศษขยะที่คุณเห็นไปทิ้ง ไม่ต้องเก็บหมดก็ได้ แค่นิดๆ หน่อยๆ แค่นั้นมันก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว”

Precious Plastic, ขยะพลาสติก

ภาพ:  Warawat Bibb Sabhavasu และ Noppol Maiypuang

ติดตามข่าวสารและสมัครเป็นอาสาสมัครของ Precious Plastic ได้ที่ Facebook : Precious Plastic Bangkok

Writer

Avatar

พัทธมน วงษ์รัตนะ

อดีตนักศึกษาเอกภาษาเยอรมันผู้ชอบตีเนียนเป็นคนโลคอลเวลาไปเที่ยว สนใจเรื่องวัฒนธรรม และสนุกกับความคิดค้างๆ คาๆ เวลาได้ดูหนังจบปลายเปิด

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load